เพราะพระพุทธรูปองค์นี้มีลมหายใจ และผู้ที่มีลมหายใจนั้น ต้องตื่น ต้องล้างหน้า และต้องเริ่มวันใหม่
หนึ่งเดียวในเบญจมหาบูชาสถานที่ไม่ใช่เจดีย์

ประเทศพม่าหรือเมียนมามี 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญสูงสุด หรือ “เบญจมหาบูชาสถาน” ได้แก่ เจดีย์ชเวดากอง เมืองย่างกุ้ง พระธาตุอินทร์แขวน เมืองไจก์โถ่ เจดีย์ชเวมอดอร์ เมืองหงสาวดี เจดีย์ชเวซิกอง เมืองพุกาม และพระมหามัยมุณี เมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปเพียงหนึ่งเดียวในเบญจมหาบูชาสถาน
สี่ในห้าคือเจดีย์ แต่หนึ่งในห้าคือพระพุทธรูป สิ่งนั้นบอกว่าพระมหามัยมุณีไม่ใช่แค่พระพุทธรูปที่สวยงามทั่วไป แต่มีสถานะพิเศษที่ยิ่งกว่านั้น
วัดแห่งนี้ถือเป็น The Must ใครก็ตามที่ไปเมืองมัณฑะเลย์ครั้งแรกจะต้องไปชมสักครั้ง พระพุทธรูปที่ประดิษฐานเป็นประธานของวัดแห่งนี้เปรียบดั่งพระแก้วมรกตของเมียนมา
ตำนาน 2,000 ปี เริ่มจากความฝันของกษัตริย์
ตามตำนานเล่าว่า พระเจ้าจันทสุริยะ กษัตริย์ของชาวยะไข่แห่งเมืองธัญญวดี โปรดให้สร้างพระมหามัยมุณี ซึ่งแปลว่า “มหาปราชญ์” ขึ้นในปี พ.ศ. 689 หรือเกือบสองพันปีมาแล้ว เหตุเพราะพระพุทธเจ้าเสด็จมาเข้าพระสุบินประทานพรแก่พระเจ้าจันทสุริยะ ให้สร้างพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้นเพื่อเชิดชูพุทธศาสนาให้รุ่งเรือง แต่เนื่องจากมีขนาดใหญ่จึงต้องหล่อแยกเป็นชิ้นแล้วจึงนำมาประสานกัน โดยสามารถประสานกันได้สนิทจนไม่เห็นรอยต่อ เชื่อกันว่าเป็นด้วยพรของพระศาสดาประทานไว้
ความน่าสนใจของตำนานนี้คือมีรายละเอียดที่ขัดกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์อยู่ เพราะถ้าสร้างตั้งแต่สมัยพุทธกาล ก็หมายความว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงยะไข่ ซึ่งนักวิชาการยังถกเถียงกันอยู่ว่าเป็นไปได้หรือไม่ แต่ไม่ว่าความจริงทางประวัติศาสตร์จะเป็นอย่างไร สิ่งที่ไม่มีใครโต้แย้งได้คือความศรัทธาที่ผู้คนมีต่อพระองค์มาเกือบสองพันปี
ทำไมถึงเป็น “พระพุทธรูปมีชีวิต”
สิ่งที่ทำให้พระมหามัยมุณีแตกต่างจากพระพุทธรูปอื่นๆ ในโลกอย่างสิ้นเชิงคือความเชื่อที่ว่าพระองค์มีลมหายใจ
ความเชื่อที่ว่าพระมหามัยมุณีคือพระพุทธรูปที่มีชีวิต ต้องย้อนไปถึงตำนานการสร้างที่ระบุว่า พระพุทธเจ้าโปรดให้สร้างพระพุทธรูปขึ้นเป็นตัวแทนของพระองค์ แล้วได้ประทาน “ลมหายใจ” ให้พระพุทธรูปองค์นี้ ทำให้กลายเป็นเสมือนรูปแทนพระพุทธเจ้าที่บริสุทธิ์ สามารถเชื่อมโยงกับพระพุทธเจ้าได้อย่างใกล้ชิดแนบแน่น เหตุนี้จึงนำสู่พิธีสรงพระพักตร์ถวายพระมหามัยมุณีทุกเช้า เสมือนพระพุทธรูปองค์นี้ตื่นบรรทมนั่นเอง
พิธีล้างพระพักตร์ก่อนตีสี่ ประเพณีที่ยืนนานกว่าร้อยปี
หากอยากสัมผัสประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่ไหนในโลก ต้องตื่นแต่เช้ามาก
เริ่มทำพิธีตั้งแต่เช้าตรู่เวลาประมาณ 04.00 น. ของทุกวัน เมื่อเจ้าอาวาสมาถึงก็จะนำผ้ามาคลุมกันเปื้อนให้กับองค์พระ จากนั้นนำอาหาร ข้าวหอม ดอกไม้ น้ำอบ ทานาคา และอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ขึ้นสักการะ ระหว่างนี้มีการสวดมนต์ขอพรกันตลอดเวลา เสร็จแล้วก็เริ่มล้างพระพักตร์ด้วยขันทอง 3 ครั้ง ขันเงิน 3 ครั้ง ขันธรรมดา 3 ครั้ง ในน้ำล้างพระพักตร์มีส่วนผสมของน้ำไม้จันทร์และทานาคา ก่อนถึงขั้นตอนเช็ดพระพักตร์ เจ้าอาวาสทำการเช็ดพระพักตร์โดยใช้ผ้าเช็ดหน้าของผู้ที่มาเข้าร่วมพิธีเสร็จแล้ว เอาพัดทองมาพัดให้แห้งแล้วเอารักมาทาองค์พระเพื่อปิดทอง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
พิธีกรรมที่ดูเหมือนกิจวัตรเล็กๆ น้อยๆ นี้มีความหมายลึกซึ้งกว่านั้น มันคือการยืนยันทุกวันว่าพระองค์ยังมีชีวิต ยังตื่น ยังอยู่กับผู้ศรัทธา และนั่นคือสิ่งที่ไม่มีพิพิธภัณฑ์ใดในโลกจะสามารถมอบให้ได้
ทองหนาจนพระพักตร์เดิมมองไม่เห็น
ด้วยความศักดิ์สิทธิ์อันเลื่องลือระบือไกล ทำให้แต่ละวันมีชาวพม่าและชาวพุทธชาติอื่นๆ หลั่งไหลมาสักการบูชา เมื่อไหว้พระแล้วคนส่วนใหญ่จะปิดทองที่องค์พระ จึงทำให้มีทองคำเปลวปิดทับทั่วองค์พระวรกายเป็นชั้นๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนหนาขึ้นเรื่อยๆ จนพระวรกายมีนูนตะปุ่มตะป่ำ แม้ว่าจะมีการลอกทองคำเปลวเก่าออกไปหลายครั้งแล้วก็ตาม ซึ่งหากเอานิ้วกดลงไปจะรับรู้ได้ถึงความอ่อนนิ่มของทองคำเปลว จึงเรียกพระมหามัยมุณีว่า “พระเจ้าเนื้อนิ่ม” หรือ “พระพุทธรูปเนื้อนิ่ม”
หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จากการสแกนองค์พระโดยนักวิชาการพบว่าทองคำที่ปิดทับมีความหนาสะสมมากจนบดบังพุทธสรีระเดิมไว้เกือบทั้งหมด มีแต่พระพักตร์เท่านั้นที่ยังคงเนื้อสำริดดั้งเดิมให้มองเห็น เพราะไม่อนุญาตให้ผู้ใดปิดทองที่พระพักตร์
4 เดือนกว่าจะถึงมัณฑะเลย์

ก่อนที่พระมหามัยมุณีจะมาอยู่ที่มัณฑะเลย์ พระองค์เคยประดิษฐานที่ยะไข่มาตลอด และกว่าจะอัญเชิญออกมาได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
พ.ศ. 2327 พระเจ้าปดุงอัญเชิญพระมหามัยมุณีไปยังเมืองอมรปุระ โดยแยกพระพุทธรูปออกเป็น 3 ส่วนแล้วนำขึ้นตะเฆ่ชักลากข้ามภูเขาก่อนจะลงเรือการะเวกมาตามแม่น้ำอิระวดีล่องมาจนถึงเมืองอมรปุระ ซึ่งการเคลื่อนย้ายครั้งนี้กินเวลากว่า 4 เดือน เมื่อมาถึง พระเจ้าปดุงได้เสด็จลงไปในแม่น้ำจนน้ำเสมอด้วยพระศอเพื่อถวายการต้อนรับด้วยพระองค์เองเลยทีเดียว
การที่กษัตริย์ต้องลงแม่น้ำจนน้ำเสมอคอเพื่อรับเสด็จพระพุทธรูป บอกว่าพระมหามัยมุณีไม่ใช่แค่สมบัติทางศาสนา แต่คือสัญลักษณ์แห่งอำนาจและความชอบธรรมทางการเมือง ผู้ที่ครอบครองพระมหามัยมุณีคือผู้ที่ได้รับการอนุมัติจากสวรรค์
รูปหล่อสำริดจากอยุธยา ประวัติศาสตร์ที่เชื่อมกับไทย
สิ่งที่น่าสนใจในวัดแห่งนี้ไม่ได้มีแค่พระมหามัยมุณี เพราะด้านหลังของวัดยังมีพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงรูปหล่อสำริด ทั้งพระอิศวร 2 องค์ สิงห์ 3 ตัว และช้างเอราวัณ 1 ตัว ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับหลายชาติ เมื่อสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 ได้ยกทัพไปตีนครธม ทรงนำรูปหล่อสำริดนี้กลับมายังกรุงศรีอยุธยา แต่อีก 146 ปีต่อมา พระเจ้าบุเรงนองตีอยุธยาพินาศ ก็นำไปยังเมืองหงสาวดี ผ่านไปอีก 30 ปี พระเจ้ายะไข่ตีเมืองหงสาวดีจึงได้ย้ายรูปปั้นทั้งหมดไปยังยะไข่อยู่นานถึง 180 ปี ถึงคราวที่พระเจ้าปดุงแห่งประเทศพม่าตียะไข่จนย่อยยับแล้วนำมาเก็บไว้ที่มัณฑะเลย์พร้อมกับพระมหามัยมุณี
รูปหล่อสำริดเหล่านั้นเดินทางข้ามประเทศข้ามยุคสมัยมากว่า 600 ปี จากนครธมมาอยุธยา จากอยุธยาไปหงสาวดี จากหงสาวดีไปยะไข่ และจากยะไข่มามัณฑะเลย์ ประวัติศาสตร์ที่วัตถุชิ้นหนึ่งบันทึกไว้ด้วยการเดินทางของตัวเองนั้นยาวนานกว่าหนังสือหลายเล่มรวมกัน
ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับผู้เยี่ยมชม
วัดพระมหามัยมุณี เปิดให้เข้าชมตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากมีพิธีล้างพระพักตร์ตีสี่ทุกวัน แต่ช่วงเวลาที่คึกคักที่สุดคือก่อนรุ่งสางและช่วงเช้า สำหรับสุภาพสตรีไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปใกล้องค์พระ แต่สามารถสักการะได้จากระยะไกล ตั้งอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ ห่างจากพระราชวังมัณฑะเลย์ไปทางใต้ประมาณ 3 กิโลเมตร
