อีกไม่กี่วัน ‘อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี’ พื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ เนื่องในวาระครบรอบ 100 ปี ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ จะเปิดให้ชาวมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตและคนทั่วไปเข้าใช้งานอย่างเป็นทางการ 

ความพิเศษของอุทยานฯ แห่งนี้ คือแนวคิดชาญฉลาดที่ซ่อนอยู่ในทุกองค์ประกอบ 

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย
อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

อาคารทรงแปลกตารูปตัว H ลาดเอียงไล่ระดับเหมือนเนินดินขนาดยักษ์ โดดเด่นเตะตา ออกแบบอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยหลากหลายนวัตกรรมประหยัดพลังงาน ด้านบนคือ Green Roof Urban Farm ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย หลังคาเขียวนี้ นอกจากจะเพาะปลูกพืชพรรณออร์แกนิก สำหรับใช้ในโรงอาหารมหาวิทยาลัยแล้ว ยังมีระบบจัดการน้ำอย่างยั่งยืนที่หมุนเวียนน้ำฝนมาใช้ประโยชน์ได้ไม่รู้จบ

ไม่เฉพาะความเก๋ล้ำ แต่อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี ยังเก็บรักษาปณิธานและจิตวิญญาณดั้งเดิมไว้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะความเป็น ‘ประชาธิปไตย’ ที่อยู่คู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาตั้งแต่ก่อตั้ง

The Cloud จึงอยากชวนทุกคนไปเยี่ยมชมพื้นที่สาธารณะใหม่บนพื้นที่กว่า 100 ไร่แห่งนี้ พร้อมพูดคุยกับแรงขับเคลื่อนหลักอย่างอาจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

ถึงการทำงานร่วมกัน ระหว่างทีมออกแบบผังแม่บท CIDAR (Center of Innovative Design and Research) แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทีมสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์ นำโดยอาจารย์ธีรพล นิยม ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (สถาปัตยกรรม) และอาจารย์กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกแห่ง LANDPROCESS ในการสร้างสรรค์พื้นที่สาธารณะเก๋ล้ำที่โอบกอดธรรมชาติและผู้คนไว้อย่างยั่งยืน

01

มหาวิทยาลัยแห่งความยั่งยืน

“จุดเริ่มต้นของอุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี หรือ Puey Park for People and Sustainability มาจากวิสัยทัศน์ในการมุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งความยั่งยืนของธรรมศาสตร์ จึงมีการปรับปรุงผังแม่บทเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวซึ่งเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม และส่วนบริการประชาชน เพราะจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์คือการเป็นมหาวิทยาลัยของประชาชนทุกคน” อาจารย์ปริญญาเริ่มเล่า

อาจารย์ป๋วยคืออดีตอธิบการบดีผู้สร้างคุณูปการหลายประการให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้ โดยเฉพาะการขยายวิทยาเขตจากท่าพระจันทร์ไปยังศูนย์รังสิต ท่านมีความประสงค์ที่จะพัฒนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้สมบูรณ์ไปด้วยต้นไม้ เพราะตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

“ไม่เฉพาะความร่มรื่นในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่อาจารย์ป๋วยยังเรียกร้องให้ภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศ คำนึงถึงเรื่องพื้นที่สีเขียวและการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อประโยชน์ของคนในยุคปัจจุบันและคนรุ่นหลัง

“ดังนั้นการสร้างอุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปีแห่งนี้ จึงเปรียบเสมือนการสานต่อเจตนารมย์ของอาจารย์ป๋วย ในการสร้างพื้นที่สีเขียวที่ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยคุณภาพชีวิต หรือการกินดีอยู่ดีที่ท่านเคยแสดงทัศนะไว้เมื่อ 46 ปีก่อน”

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

เมื่อมองไปยังบริเวณด้านหน้าอุทยานฯ จะพบอนุสาวรีย์ของอาจารย์ป๋วย และอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ตั้งอยู่อย่างเรียบง่ายโดย มานพ สุวรรณปิณฑะ ตั้งใจถ่ายทอดภาพถ่ายประวัติศาสตร์ ณ ประเทศอังกฤษของท่านทั้งสอง ออกมาเป็นประติมากรรม เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงคุณูปการของท่านทั้งสองที่มีต่อสังคมไทยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

02

ภูเขาแห่งความเท่าเทียม

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี คือการผสมผสานกันอย่างลงตัวไร้รอยต่อ ระหว่างอาคารรูปตัว H ซึ่งสื่อความหมายโดยนัยยะถึงคำว่า Humanity อันหมายถึงความเท่าเทียมเสมอกันของพลเมืองไทยทุกคน เพราะอาคารแห่งนี้เปิดเป็นสาธารณะประโยชน์ให้คนทั่วไปเข้าใช้ได้เช่นกัน ไม่เฉพาะนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

โดยอาคารสร้างอยู่ใต้หลังคาที่เป็น ‘พูนดิน’ สอดคล้องกับความหมายชื่ออาจารย์ป๋วย สื่อถึงการบำรุง หล่อเลี้ยง เสริมกำลัง ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นเป็นแค่การนำดินมากองถมกัน แต่ต้องมีพืชพรรณงอกงามอยู่บนผืนดินอุดมสมบูรณ์ด้วย และนั่นคือที่มาของคอนเซปต์ ‘ภูเขา’ ที่ร่มรื่นไปด้วยพืชพรรณ เป็นปอดสีเขียวผลิตออกซิเจนให้กับพื้นที่โดยรอบ

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

ภูเขาขนาดย่อมแห่งนี้ ถือเป็น Green Roof Urban Farm ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย Urban Farm คือการทำเกษตรกรรม ที่เมื่อได้ผลผลิตก็ใช้ปรุงอาหารอยู่ภายในย่าน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการขนส่งผลผลิตไปยังพื้นที่อื่น 

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย
อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

“แปลงเกษตรออร์แกนิกบนหลังคาเขียวขนาด 7,000 ตร.ม. จะเปิดให้นักศึกษา คณาจารย์ บุคลากรมหาวิทยาลัยและผู้มีรายได้น้อย ได้มาทดลองปลูกพืชผักปลอดสารพิษ เพื่อนำผลผลิตไปรับประทานเอง หรือจะขายเป็นรายได้เสริมให้กับโรงอาหารของมหาวิทยาลัยก็ได้

“ผักที่นี่ต้องเป็นออร์แกนิกเท่านั้น เพราะเรามีเป้าหมายในการร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง ให้รูปแบบเกษตรกรรมของประเทศไทยเป็นแบบไร้สารเคมีอย่างยั่งยืนในอนาคต” อาจารย์ปริญญาเล่า

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

เราคิดว่า นี่คือการอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืนระหว่างอาคารสมัยใหม่กับพื้นที่สีเขียว ซึ่งเป็นทางออกเรื่องการใช้พื้นที่อย่างชาญฉลาด ชวนให้คิดว่าคงดีไม่น้อย ถ้าในอนาคตเรามีพื้นที่อย่างสร้างสรรค์ที่ได้ประโยชน์กันทุกฝ่ายแบบนี้อีกเยอะๆ แทนที่จะเลือกโค่นต้นไม้เพื่อสร้างแต่ตึกคอนกรีตเพียงอย่างเดียว

03

ประหยัดพลังงานด้วยแสงอาทิตย์

เมื่อเดินเข้ามาภายในอาคาร สิ่งที่สัมผัสได้ทันทีคือ ‘แสง’ จากบานหน้าต่างนับร้อยตลอดแนวผนังสูง “ทีมสถาปนิกตั้งใจออกแบบ เพื่อเปิดช่องแสงให้แสงสว่างธรรมดาเข้าสู่อาคารได้มาก เพื่อลดการเปิดใช้ไฟฟ้า รวมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดภายในอาคาร เป็นแบบประหยัดพลังงานทั้งหมด”

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

คอนเซปต์ในการออกแบบ Green Roof Urban Farm ของอุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี คือ ‘นาขั้นบันได’ ซึ่งมีประโยชน์หลายอย่าง อาจารย์กชกรอธิบายว่า “เมื่อพื้นผิวคอนกรีตของอาคารถูกปกคลุมด้วยต้นไม้และพืชพรรณ การดูดซับความร้อนต่ำจะลง ทำให้อาคารร่มเย็น เมื่ออุณหภูมิภายในอาคารลดต่ำลง การใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับเครื่องปรับอากาศก็ลดลงไปด้วย”

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

เพราะคอนเซปต์คือภูเขา วัสดุหลักที่ใช้จึงเป็นอิฐที่ให้ความรู้สึกเป็นใกล้ธรรมชาติ และอาคารหลังนี้ถูกออกแบบให้สามารถใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้เต็มรูปแบบ โดยจะเริ่มติดตั้งแผงโซลาเซลล์ในปีหน้า

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

มองไปยังอาคารอื่นๆ ในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะพบแผงโซลาเซลล์ติดตั้งอยู่บนหลังคาของแทบทุกอาคาร อาจารย์ปริญญาเล่าว่าทุกวันนี้สามารถผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ใช้ในรั้วมหาวิทยาลัยได้ถึง 9 เมกะวัตต์เลยทีเดียว และในอนาคตอาจเพิ่มการผลิตพลังงานสะอาดรูปแบบอื่นๆ อีก เช่น พลังงานน้ำหรือพลังงานลม

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

พื้นที่ภายในอาคารสุดเท่หลังนี้ ประกอบไปด้วยคอนเสิร์ตฮอลล์ 2 ห้อง น้องนิทรรศการ 2 ห้อง ห้อง Archeive ที่รวบรวมฐานข้อมูลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ห้องสมุดสาธารณะ Co-Working Space โรงอาหารออร์แกนิก และห้องประชุมที่เปิดให้นักศึกษาสามารถเข้าใช้ทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเสรี เพราะตั้งใจให้เป็น Academic Community และ Social Learning Space

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

04

การหมุนเวียนของสายน้ำ

อาจารย์กชกรอธิบายต่อว่า “นาขั้นบันไดที่ประกอบไปด้วยพืชพรรณหลากชนิด จะช่วยลดแรงปะทะและการไหลบ่าของน้ำฝนจากหลังคาอาคารให้ช้าลง หลังคาเขียวนี้สามารถชะลอความเร็วของน้ำได้เกือบ 20 เท่า ลดความเสี่ยงการเกิดน้ำท่วมขัง เพิ่มปริมาณการรองรับน้ำฝน โดยน้ำฝนจะถูกเก็บกักไว้ตามนาขั้นบันไดแต่ละแปลงก่อน จึงค่อยๆ ไหลรินลงมาช้าๆ สู่สระน้ำทั้ง 4 รอบอาคาร” 

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

อาจารย์ปริญญาบอกว่า แม้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะมีพื้นที่กว้างใหญ่กว่า 1,700 ไร่ แต่ไม่เคยใช้น้ำประปารดน้ำต้นไม้แม้แต่ต้นเดียว น้ำที่ใช้เป็นน้ำจากลำคลองที่ไหลผ่านมหาวิทยาลัย และน้ำฝนที่เก็บกักไว้ 

ตอนนี้มีสระเก็บน้ำฝนเพิ่มอีก 4 สระ โดยน้ำในสระจะถูกสูบขึ้นมาใช้รดน้ำต้นไม้พืชพรรณที่เพาะปลูกไว้ รวมถึงใช้ในระบบชะล้างสำหรับห้องน้ำในอาคารอุทยานฯ และในอนาคตทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีแผนปลูกพืชน้ำกินได้ในสระทั้ง 4 ด้วย

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

สิ่งที่แทรกอยู่ตามนาขั้นบันไดบนหลังคาเขียวคือ Amphitheatre ทรงไข่ ใช้เป็นพื้นที่ทำกิจกรรมเอนกประสงค์ หรือนั่งพักผ่อนหย่อนใจในวันอากาศดีอย่างเช่นวันนี้ ทางเดินลาดชันสลับบันไดระยะสั้นๆ ทำให้สามารถเดินขึ้นมาชื่นชมความสวยงามของพื้นที่สีเขียวลอยฟ้าแห่งนี้ได้โดยไม่รู้สึกเหนื่อยเลย

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

หันกลับไปมองอดีต พื้นที่ตรงนี้เคยเป็น ‘ทุ่งรังสิต’ หรือพื้นที่ชุ่มน้ำที่อุดมสมบูรณ์มาก่อน และยังเป็นพื้นที่รับน้ำของกรุงเทพฯ เมื่อเป็นเช่นนั้นระบบจัดการน้ำของอุทยานฯ จึงเชื่อมโยงกับเรื่องน้ำทั้งหมดของผังแม่บทเรื่องการระบายน้ำของมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งกับตัวมหาวิทยาลัยและเมือง โดยให้ระบบคูและทางระบายน้ำของมหาวิทยาลัยเชื่อมกับสวน

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

เมื่อมีน้ำมา สวนแห่งนี้จะรองรับน้ำ ซึมน้ำ และบำบัดน้ำ ด้วยพืชชนิดต่างๆ ก่อนปล่อยน้ำสู่ระบบคลองเดิม นอกจากนี้ถ้าเกิดน้ำท่วม ธรรมศาสตร์ต้องสามารถพลิกตัวเองไปเป็นศูนย์บำบัดหรือศูนย์ช่วยเหลืออย่างที่เคยเกิดขึ้น สวนนี้ก็จะไม่ใช่แค่ที่ช่วยรับน้ำ แต่จะกลายเป็นศูนย์พักพิงที่ผู้ประสบภัยมาใช้ประโยชน์กางเต็นท์นอนได้ มีหลังคาอาคารทรงเนินดินเป็นส่วนพื้นที่แห้งพ้นน้ำด้วย

05

เพื่อวันนี้และวันข้างหน้า

เพราะรู้ว่าเมื่อเวลาผ่าน ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนแปลง อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปีจึงถูกออกแบบด้วยการมองไปข้างหน้าอย่างรอบคอบและรอบด้าน เพื่อรองรับการใช้งานในอนาคต เช่น ถ้ามีน้ำท่วมอีกรอบหรือถ้ามีคนอยากไฮด์ปาร์่ก พื้นที่ตรงนี้จะรับบทบาทในการเป็นพื้นที่รองรับกิจกรรมทั้งของชาวธรรมศาสตร์และคนทั่วไปอย่างที่มุ่งมั่นตั้งใจไว้

อาจารย์ปริญญาและอาจารย์กชกรกล่าวทิ้งท้ายว่า การสร้างอุทยานฯ แห่งนี้ ก็เหมือนกันการปลูกต้นไม้เฉพาะถิ่นลงในพื้นที่ที่เหมาะสม แล้วจากนั้นก็ปล่อยให้มันเติบโตไปพร้อมสภาพแวดล้อม สังคมและผู้คน

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

แม้จะมีกรอบแนวคิดที่แสดงความเป็นธรรมศาสตร์อันมีเอกลักษณ์ชัด แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ออกแบบทุกอย่างชนิดจบบริบูรณ์ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ อุทยานแห่งใหม่ของชาวธรรมศาสตร์ รังสิต จึงเป็นพื้นที่ที่ถูกคิดมาเพื่อวันนี้และวันข้างหน้า

“การพัฒนาชาติจะต้องคำนึงถึงการทะนุถนอมสิ่งแวดล้อมประชาชนด้วย เวลาที่เราจะพิจารณาถึงเรื่องการพัฒนา จำเป็นที่จะต้องพิจารณาถึงสิ่งแวดล้อมอันเป็นประโยชน์สำหรับสาธารณะและอันเป็นประโยชน์สำหรับบุคคลภายหลังต่อไปด้วย”

ป๋วย อึ๊งภากรณ์ พ.ศ. 2514

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

อีกไม่กี่วัน ‘อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี’ พื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ เนื่องในวาระครบรอบ 100 ปี ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ จะเปิดให้ชาวมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตและคนทั่วไปเข้าใช้งานอย่างเป็นทางการ 

ความพิเศษของอุทยานฯ แห่งนี้ คือแนวคิดชาญฉลาดที่ซ่อนอยู่ในทุกองค์ประกอบ 

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย
อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

อาคารทรงแปลกตารูปตัว H ลาดเอียงไล่ระดับเหมือนเนินดินขนาดยักษ์ โดดเด่นเตะตา ออกแบบอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยหลากหลายนวัตกรรมประหยัดพลังงาน ด้านบนคือ Green Roof Urban Farm ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย หลังคาเขียวนี้ นอกจากจะเพาะปลูกพืชพรรณออร์แกนิก สำหรับใช้ในโรงอาหารมหาวิทยาลัยแล้ว ยังมีระบบจัดการน้ำอย่างยั่งยืนที่หมุนเวียนน้ำฝนมาใช้ประโยชน์ได้ไม่รู้จบ

ไม่เฉพาะความเก๋ล้ำ แต่อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี ยังเก็บรักษาปณิธานและจิตวิญญาณดั้งเดิมไว้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะความเป็น ‘ประชาธิปไตย’ ที่อยู่คู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาตั้งแต่ก่อตั้ง

The Cloud จึงอยากชวนทุกคนไปเยี่ยมชมพื้นที่สาธารณะใหม่บนพื้นที่กว่า 100 ไร่แห่งนี้ พร้อมพูดคุยกับแรงขับเคลื่อนหลักอย่างอาจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

ถึงการทำงานร่วมกัน ระหว่างทีมออกแบบผังแม่บท CIDAR (Center of Innovative Design and Research) แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทีมสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์ นำโดยอาจารย์ธีรพล นิยม ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (สถาปัตยกรรม) และอาจารย์กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกแห่ง LANDPROCESS ในการสร้างสรรค์พื้นที่สาธารณะเก๋ล้ำที่โอบกอดธรรมชาติและผู้คนไว้อย่างยั่งยืน

01

มหาวิทยาลัยแห่งความยั่งยืน

“จุดเริ่มต้นของอุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี หรือ Puey Park for People and Sustainability มาจากวิสัยทัศน์ในการมุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งความยั่งยืนของธรรมศาสตร์ จึงมีการปรับปรุงผังแม่บทเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวซึ่งเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม และส่วนบริการประชาชน เพราะจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์คือการเป็นมหาวิทยาลัยของประชาชนทุกคน” อาจารย์ปริญญาเริ่มเล่า

อาจารย์ป๋วยคืออดีตอธิบการบดีผู้สร้างคุณูปการหลายประการให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้ โดยเฉพาะการขยายวิทยาเขตจากท่าพระจันทร์ไปยังศูนย์รังสิต ท่านมีความประสงค์ที่จะพัฒนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้สมบูรณ์ไปด้วยต้นไม้ เพราะตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

“ไม่เฉพาะความร่มรื่นในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่อาจารย์ป๋วยยังเรียกร้องให้ภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศ คำนึงถึงเรื่องพื้นที่สีเขียวและการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อประโยชน์ของคนในยุคปัจจุบันและคนรุ่นหลัง

“ดังนั้นการสร้างอุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปีแห่งนี้ จึงเปรียบเสมือนการสานต่อเจตนารมย์ของอาจารย์ป๋วย ในการสร้างพื้นที่สีเขียวที่ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยคุณภาพชีวิต หรือการกินดีอยู่ดีที่ท่านเคยแสดงทัศนะไว้เมื่อ 46 ปีก่อน”

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

เมื่อมองไปยังบริเวณด้านหน้าอุทยานฯ จะพบอนุสาวรีย์ของอาจารย์ป๋วย และอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ตั้งอยู่อย่างเรียบง่ายโดย มานพ สุวรรณปิณฑะ ตั้งใจถ่ายทอดภาพถ่ายประวัติศาสตร์ ณ ประเทศอังกฤษของท่านทั้งสอง ออกมาเป็นประติมากรรม เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงคุณูปการของท่านทั้งสองที่มีต่อสังคมไทยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

02

ภูเขาแห่งความเท่าเทียม

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี คือการผสมผสานกันอย่างลงตัวไร้รอยต่อ ระหว่างอาคารรูปตัว H ซึ่งสื่อความหมายโดยนัยยะถึงคำว่า Humanity อันหมายถึงความเท่าเทียมเสมอกันของพลเมืองไทยทุกคน เพราะอาคารแห่งนี้เปิดเป็นสาธารณะประโยชน์ให้คนทั่วไปเข้าใช้ได้เช่นกัน ไม่เฉพาะนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

โดยอาคารสร้างอยู่ใต้หลังคาที่เป็น ‘พูนดิน’ สอดคล้องกับความหมายชื่ออาจารย์ป๋วย สื่อถึงการบำรุง หล่อเลี้ยง เสริมกำลัง ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นเป็นแค่การนำดินมากองถมกัน แต่ต้องมีพืชพรรณงอกงามอยู่บนผืนดินอุดมสมบูรณ์ด้วย และนั่นคือที่มาของคอนเซปต์ ‘ภูเขา’ ที่ร่มรื่นไปด้วยพืชพรรณ เป็นปอดสีเขียวผลิตออกซิเจนให้กับพื้นที่โดยรอบ

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

ภูเขาขนาดย่อมแห่งนี้ ถือเป็น Green Roof Urban Farm ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย Urban Farm คือการทำเกษตรกรรม ที่เมื่อได้ผลผลิตก็ใช้ปรุงอาหารอยู่ภายในย่าน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการขนส่งผลผลิตไปยังพื้นที่อื่น 

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย
อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

“แปลงเกษตรออร์แกนิกบนหลังคาเขียวขนาด 7,000 ตร.ม. จะเปิดให้นักศึกษา คณาจารย์ บุคลากรมหาวิทยาลัยและผู้มีรายได้น้อย ได้มาทดลองปลูกพืชผักปลอดสารพิษ เพื่อนำผลผลิตไปรับประทานเอง หรือจะขายเป็นรายได้เสริมให้กับโรงอาหารของมหาวิทยาลัยก็ได้

“ผักที่นี่ต้องเป็นออร์แกนิกเท่านั้น เพราะเรามีเป้าหมายในการร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง ให้รูปแบบเกษตรกรรมของประเทศไทยเป็นแบบไร้สารเคมีอย่างยั่งยืนในอนาคต” อาจารย์ปริญญาเล่า

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

เราคิดว่า นี่คือการอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืนระหว่างอาคารสมัยใหม่กับพื้นที่สีเขียว ซึ่งเป็นทางออกเรื่องการใช้พื้นที่อย่างชาญฉลาด ชวนให้คิดว่าคงดีไม่น้อย ถ้าในอนาคตเรามีพื้นที่อย่างสร้างสรรค์ที่ได้ประโยชน์กันทุกฝ่ายแบบนี้อีกเยอะๆ แทนที่จะเลือกโค่นต้นไม้เพื่อสร้างแต่ตึกคอนกรีตเพียงอย่างเดียว

03

ประหยัดพลังงานด้วยแสงอาทิตย์

เมื่อเดินเข้ามาภายในอาคาร สิ่งที่สัมผัสได้ทันทีคือ ‘แสง’ จากบานหน้าต่างนับร้อยตลอดแนวผนังสูง “ทีมสถาปนิกตั้งใจออกแบบ เพื่อเปิดช่องแสงให้แสงสว่างธรรมดาเข้าสู่อาคารได้มาก เพื่อลดการเปิดใช้ไฟฟ้า รวมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดภายในอาคาร เป็นแบบประหยัดพลังงานทั้งหมด”

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

คอนเซปต์ในการออกแบบ Green Roof Urban Farm ของอุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี คือ ‘นาขั้นบันได’ ซึ่งมีประโยชน์หลายอย่าง อาจารย์กชกรอธิบายว่า “เมื่อพื้นผิวคอนกรีตของอาคารถูกปกคลุมด้วยต้นไม้และพืชพรรณ การดูดซับความร้อนต่ำจะลง ทำให้อาคารร่มเย็น เมื่ออุณหภูมิภายในอาคารลดต่ำลง การใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับเครื่องปรับอากาศก็ลดลงไปด้วย”

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

เพราะคอนเซปต์คือภูเขา วัสดุหลักที่ใช้จึงเป็นอิฐที่ให้ความรู้สึกเป็นใกล้ธรรมชาติ และอาคารหลังนี้ถูกออกแบบให้สามารถใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้เต็มรูปแบบ โดยจะเริ่มติดตั้งแผงโซลาเซลล์ในปีหน้า

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

มองไปยังอาคารอื่นๆ ในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะพบแผงโซลาเซลล์ติดตั้งอยู่บนหลังคาของแทบทุกอาคาร อาจารย์ปริญญาเล่าว่าทุกวันนี้สามารถผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ใช้ในรั้วมหาวิทยาลัยได้ถึง 9 เมกะวัตต์เลยทีเดียว และในอนาคตอาจเพิ่มการผลิตพลังงานสะอาดรูปแบบอื่นๆ อีก เช่น พลังงานน้ำหรือพลังงานลม

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

พื้นที่ภายในอาคารสุดเท่หลังนี้ ประกอบไปด้วยคอนเสิร์ตฮอลล์ 2 ห้อง น้องนิทรรศการ 2 ห้อง ห้อง Archeive ที่รวบรวมฐานข้อมูลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ห้องสมุดสาธารณะ Co-Working Space โรงอาหารออร์แกนิก และห้องประชุมที่เปิดให้นักศึกษาสามารถเข้าใช้ทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเสรี เพราะตั้งใจให้เป็น Academic Community และ Social Learning Space

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

04

การหมุนเวียนของสายน้ำ

อาจารย์กชกรอธิบายต่อว่า “นาขั้นบันไดที่ประกอบไปด้วยพืชพรรณหลากชนิด จะช่วยลดแรงปะทะและการไหลบ่าของน้ำฝนจากหลังคาอาคารให้ช้าลง หลังคาเขียวนี้สามารถชะลอความเร็วของน้ำได้เกือบ 20 เท่า ลดความเสี่ยงการเกิดน้ำท่วมขัง เพิ่มปริมาณการรองรับน้ำฝน โดยน้ำฝนจะถูกเก็บกักไว้ตามนาขั้นบันไดแต่ละแปลงก่อน จึงค่อยๆ ไหลรินลงมาช้าๆ สู่สระน้ำทั้ง 4 รอบอาคาร” 

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

อาจารย์ปริญญาบอกว่า แม้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะมีพื้นที่กว้างใหญ่กว่า 1,700 ไร่ แต่ไม่เคยใช้น้ำประปารดน้ำต้นไม้แม้แต่ต้นเดียว น้ำที่ใช้เป็นน้ำจากลำคลองที่ไหลผ่านมหาวิทยาลัย และน้ำฝนที่เก็บกักไว้ 

ตอนนี้มีสระเก็บน้ำฝนเพิ่มอีก 4 สระ โดยน้ำในสระจะถูกสูบขึ้นมาใช้รดน้ำต้นไม้พืชพรรณที่เพาะปลูกไว้ รวมถึงใช้ในระบบชะล้างสำหรับห้องน้ำในอาคารอุทยานฯ และในอนาคตทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีแผนปลูกพืชน้ำกินได้ในสระทั้ง 4 ด้วย

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

สิ่งที่แทรกอยู่ตามนาขั้นบันไดบนหลังคาเขียวคือ Amphitheatre ทรงไข่ ใช้เป็นพื้นที่ทำกิจกรรมเอนกประสงค์ หรือนั่งพักผ่อนหย่อนใจในวันอากาศดีอย่างเช่นวันนี้ ทางเดินลาดชันสลับบันไดระยะสั้นๆ ทำให้สามารถเดินขึ้นมาชื่นชมความสวยงามของพื้นที่สีเขียวลอยฟ้าแห่งนี้ได้โดยไม่รู้สึกเหนื่อยเลย

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

หันกลับไปมองอดีต พื้นที่ตรงนี้เคยเป็น ‘ทุ่งรังสิต’ หรือพื้นที่ชุ่มน้ำที่อุดมสมบูรณ์มาก่อน และยังเป็นพื้นที่รับน้ำของกรุงเทพฯ เมื่อเป็นเช่นนั้นระบบจัดการน้ำของอุทยานฯ จึงเชื่อมโยงกับเรื่องน้ำทั้งหมดของผังแม่บทเรื่องการระบายน้ำของมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งกับตัวมหาวิทยาลัยและเมือง โดยให้ระบบคูและทางระบายน้ำของมหาวิทยาลัยเชื่อมกับสวน

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

เมื่อมีน้ำมา สวนแห่งนี้จะรองรับน้ำ ซึมน้ำ และบำบัดน้ำ ด้วยพืชชนิดต่างๆ ก่อนปล่อยน้ำสู่ระบบคลองเดิม นอกจากนี้ถ้าเกิดน้ำท่วม ธรรมศาสตร์ต้องสามารถพลิกตัวเองไปเป็นศูนย์บำบัดหรือศูนย์ช่วยเหลืออย่างที่เคยเกิดขึ้น สวนนี้ก็จะไม่ใช่แค่ที่ช่วยรับน้ำ แต่จะกลายเป็นศูนย์พักพิงที่ผู้ประสบภัยมาใช้ประโยชน์กางเต็นท์นอนได้ มีหลังคาอาคารทรงเนินดินเป็นส่วนพื้นที่แห้งพ้นน้ำด้วย

05

เพื่อวันนี้และวันข้างหน้า

เพราะรู้ว่าเมื่อเวลาผ่าน ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนแปลง อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปีจึงถูกออกแบบด้วยการมองไปข้างหน้าอย่างรอบคอบและรอบด้าน เพื่อรองรับการใช้งานในอนาคต เช่น ถ้ามีน้ำท่วมอีกรอบหรือถ้ามีคนอยากไฮด์ปาร์่ก พื้นที่ตรงนี้จะรับบทบาทในการเป็นพื้นที่รองรับกิจกรรมทั้งของชาวธรรมศาสตร์และคนทั่วไปอย่างที่มุ่งมั่นตั้งใจไว้

อาจารย์ปริญญาและอาจารย์กชกรกล่าวทิ้งท้ายว่า การสร้างอุทยานฯ แห่งนี้ ก็เหมือนกันการปลูกต้นไม้เฉพาะถิ่นลงในพื้นที่ที่เหมาะสม แล้วจากนั้นก็ปล่อยให้มันเติบโตไปพร้อมสภาพแวดล้อม สังคมและผู้คน

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

แม้จะมีกรอบแนวคิดที่แสดงความเป็นธรรมศาสตร์อันมีเอกลักษณ์ชัด แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ออกแบบทุกอย่างชนิดจบบริบูรณ์ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ อุทยานแห่งใหม่ของชาวธรรมศาสตร์ รังสิต จึงเป็นพื้นที่ที่ถูกคิดมาเพื่อวันนี้และวันข้างหน้า

“การพัฒนาชาติจะต้องคำนึงถึงการทะนุถนอมสิ่งแวดล้อมประชาชนด้วย เวลาที่เราจะพิจารณาถึงเรื่องการพัฒนา จำเป็นที่จะต้องพิจารณาถึงสิ่งแวดล้อมอันเป็นประโยชน์สำหรับสาธารณะและอันเป็นประโยชน์สำหรับบุคคลภายหลังต่อไปด้วย”

ป๋วย อึ๊งภากรณ์ พ.ศ. 2514

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

เมื่อเกิดสถานที่ใหม่ๆ คนย่อมชอบใจและชอบไปเป็นเรื่องธรรมดา แต่น่าคิดเช่นกันว่า ในวันที่พื้นที่มากมายถูกทำลายเพื่อสร้างสิ่งใหม่ การเปลี่ยนแปลงทางสถาปัตยกรรมบางอย่างอาจสร้างรอยแผลให้กับพื้นที่เดิมก็เป็นได้ ยิ่งเป็นสถานที่ที่ถูกทำลายเพียงครึ่งเดียว ทิ้งซากบ้านไม่สมบูรณ์เอาไว้ให้ดูต่างหน้า ช่างน่าเจ็บใจนัก 

สถานที่ที่ว่าคืออดีตของ Can Sau. Emergency Scenery แห่งเมืองเก่าแก่นาม Olot (อูล็อต) ประเทศสเปน ซึ่งตอนนี้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะขนาดกะทัดรัดที่ถูกสร้างทับซากบ้านเดิมอย่างรวดเร็ว ฉุกเฉินเหมาะกับชื่อ 

พื้นที่เล็กๆ แต่มีประโยชน์เหลือหลาย แถมสร้างความเป็นหนึ่งเดียวให้กับชุมชนชาวอูล็อตได้อย่างไร เชื่อว่าถ้าลองไปทำความรู้จักต้นแบบทางสถาปัตย์สุดน่ารัก จะอยากให้เจ้าฉากโค้งไปช่วยเยียวยาพื้นที่ คน และชุมชน ในอีกหลายมุมเมือง 

Can Sau. Emergency Scenery แห่งเมืองเก่าแก่นาม Olot (อูล็อต) พื้นที่สาธารณะ ประเทศสเปน
ภาพ : José Hevia

ครึ่งหนึ่งของบ้านนี้ โดนทำลายหายไป

ก่อนอื่นต้องขอเท้าความถึงเมืองรื่นรมย์อย่างอูล็อตที่ขึ้นชื่อเรื่องงานคราฟต์และศิลปะ ผสมผสานระหว่างยุคกลางและยุคสมัยใหม่เอาไว้ เลยไม่น่าแปลกใจหากเห็นที่นี่มีโรงเรียนการออกแบบหรือศิลปหัตถกรรมมากมาย  

ไม่นานก็มีโครงการพัฒนาเมืองเพื่อสร้างทางเท้าใหม่ บ้านหลังหนึ่งตั้งขวางแผนการสร้างดังกล่าวอย่างเหมาะเจาะ รัฐบาลเลยซื้อ Can Sau House และรื้อถอนเพื่อจัดแนวถนนด้านหน้าโบสถ์อย่างที่ตั้งใจ แต่เรื่องนี้คงจะจบผ่านไปแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถ้าพวกเขาไม่เหลือเศษซากแปลกประหลาดเอาไว้ครึ่งหนึ่ง แถมส่วนที่เหลือไว้เป็นเพียงโครงกำแพง 3 หยัก และฝาผนังร่วมของซากบ้าน 

ไม่น่าดูเอาเสียเลย

ค.ศ. 2018 เทศบาลเมืองอูล็อต Can Sau. Emergency Scenery แห่งเมืองเก่าแก่นาม Olot (อูล็อต) พื้นที่สาธารณะ ประเทศสเปน
ภาพ : Esteve Moner

กระทั่ง ค.ศ. 2018 เทศบาลเมืองอูล็อตคงคิดเช่นกัน ว่าจะปล่อยเมืองแห่งศิลปะมายาวนานมีซากปรักหักพังเช่นนี้ได้อย่างไร จึงมอบหมายให้ Unparelld’arquitectes สตูดิโอสถาปัตย์ชื่อดังในเมือง นำโดย เอดวร์ด คาลลิส (Eduard Callís) และ กิลเลม โมไลเนอร์ (Guillem Moliner) ลงมือปรับปรุงบ้านเว้าแหว่งตรงข้ามโบสถ์ให้กลับมาดูดีและมีประโยชน์ใช้สอยอีกครั้ง  

เอดวร์ด คาลลิส (Eduard Callís) และ กิลเลม โมไลเนอร์ (Guillem Moliner)

พื้นที่สาธารณะเพิงโค้ง

โจทย์ที่ได้รับไม่ง่าย เพราะพวกเขาต้องจัดรูปแบบพื้นที่ใหม่ให้เข้ากับโครงสร้างเดิม และยังต้องคงเอกลักษณ์ให้เข้ากับถนนสายนี้ จึงเป็นที่มาของคอนเซปต์การออกแบบพื้นที่สาธารณะเปิดโล่ง ทำเป็นฉากอิฐโค้ง 3 ตอน เจาะช่องวงกลมด้านบน และเจาะช่องเล็กๆ ไว้ 4 ช่อง เพื่อใส่กระจก แล้วมาประกอบกันเป็นฟาซาด (Façade) แสนสวย

Can Sau. Emergency Scenery แห่งเมืองเก่าแก่นาม Olot (อูล็อต) พื้นที่สาธารณะ ประเทศสเปน
Can Sau. Emergency Scenery แห่งเมืองเก่าแก่นาม Olot (อูล็อต) พื้นที่สาธารณะ ประเทศสเปน
ภาพ : Unparelld’arquitectes

 

นอกจากความสวยงาม การก่ออิฐแดงเสริมเข้าไปในผนังเดิม และสร้างช่องเปิดเผยให้เห็นร่องรอยผนังเก่าด้านหลัง ส่วนร่องรอยการรื้อถอนก็ทิ้งไว้อย่างนั้น เพราะทั้งคู่ตั้งใจเก็บไว้เป็นความทรงจำของเมือง พวกเขาเลือกใช้โครงเหล็กสีแดง คู่สีที่กลมกลืนกัน ค้ำยันเพื่อรับน้ำหนักโครงสร้าง ส่วนกิมมิกด้านบนสุด คือ สถาปัตยกรรม Vault หลังคาโค้งเพิ่มความเก๋ไก๋ให้กับพื้นที่ 113 ตารางเมตร และเติมดวงไฟที่ห้อยลงมาจากเพดานโค้ง ทำให้พื้นที่สว่างขึ้นอย่างนุ่มนวล ส่องแสงสว่างไสวในยามค่ำคืน ฟื้นให้พื้นที่กลับมาคึกคัก 

เพื่อไม่ให้เสียชื่อเมืองศิลปะ ควิม โดมีน (Quim Domene) ศิลปินผู้คร่ำหวอดด้านการสร้างงานในพื้นที่สาธารณะ เลยมาช่วยรังสรรค์ช่องกระจกด้วยการหยิบเอาองค์ประกอบรอบๆ พื้นที่มาแต่งแต้ม อย่างโมเสกลวดลายเรขาคณิตบนกระจกกลม เป็นแพตเทิร์นกระเบื้องสุดคราฟต์ หัตถกรรมขึ้นชื่อของสเปน และออกแบบช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ด้านล่าง 4 ช่อง เติมไอคอนสัญลักษณ์ของเมือง รูปจำลองพระแม่มารีย์ รายชื่อร้านดั้งเดิมที่เคยมี และผังเมืองเก่าแห่งนี้เข้าไป

ความน่ารักในการออกแบบอีกอย่างคือ ใช้วัสดุและช่างในท้องถิ่นทั้งหมด

Can Sau. Emergency Scenery แห่งเมืองเก่าแก่นาม Olot (อูล็อต) พื้นที่สาธารณะ ประเทศสเปน
เปลี่ยนซากบ้านเก่าเป็นพื้นที่สาธารณะให้คนสเปนเปิดตลาด จัดคอนเสิร์ต และใช้งานตามใจนึก

หนึ่งปีผ่านไปไวเหมือนโกหก เริ่มเห็นเจ้าโค้งนี้เป็นรูปเป็นร่าง จะว่าปรับปรุงเสร็จแล้วก็ว่าใช่ แต่ก็ไม่เชิง เพราะเป็นความตั้งใจของผู้สร้างที่อยากให้พื้นที่นี้ปรับตามสถานการณ์และการใช้งานของแต่ละคน เขาจึงออกแบบอย่างเป็นกลางและกลมกลืนกับบริบทเดิม ให้เหมาะกับการใช้งานสำหรับกิจกรรมทุกประเภท

Can Sau. Emergency Scenery แห่งเมืองเก่าแก่นาม Olot (อูล็อต) พื้นที่สาธารณะ ประเทศสเปน
ภาพ : José Hevia

ลานละเล่น แล้วแต่ชาวเมือง

พื้นที่ใหม่ไฉไลแบบนี้ มีหรือชาวเมืองอูล็อตจะพลาด กิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนถนนสายนี้จึงครึกครื้นเป็นพิเศษ จัดทั้งงานแสดงสินค้า คอนเสิร์ต และพิธีกรรมทางศาสนา เนื่องจากอยู่ห่างจากโบสถ์ Tura เพียงชั่วข้ามถนน ส่วนสมาคมในท้องถิ่นเอง ก็ใช้พื้นที่สำหรับงานเฉลิมฉลองต่างๆ ด้วย 

Can Sau. Emergency Scenery แห่งเมืองเก่าแก่นาม Olot (อูล็อต) ประเทศสเปน
ภาพ : Roger Serrat-Calvó

ความเจ๋งของที่นี่คือเป็นพื้นที่อะไรก็ได้ตามใจนึก ขึ้นอยู่กับความสนใจและประสบการณ์ และก็แล้วแต่คนจะให้นิยามว่าคืออะไร มันจึงเป็นได้ทั้งเพิง ฉาก เวที และพื้นที่สาธารณะ ซึ่งอย่างหลัง ในแง่การออกแบบเมืองเป็นตัวอย่างที่ดี ในการสรรหาพื้นที่มาสร้าง Public Space ให้ผู้คนได้ออกมาเจอกัน และเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า ขนาดของพื้นที่ไม่สำคัญเท่าผลลัพธ์ เพราะเมื่อมีคนมาใช้งาน จะเป็นแว่นขยายให้เกิดโปรเจกต์สร้างสรรค์เช่นนี้ตามมาอีกมาก

ที่สำคัญ ยังเป็นการปรับโฉมใหม่โดยไม่ลืมคิดถึงประวัติศาสตร์ของพื้นที่ พร้อมใส่จิตวิญญาณของเมืองไว้อย่างครบถ้วน

ไม่น่าเชื่อว่าอดีตซากปรักหักพังทิ้งร้าง จะสร้างก้าวสำคัญที่ส่งผลต่อบริบทของชุมชนเมือง อนาคต เราว่าโอกาสที่จะได้เห็นพื้นที่สร้างสรรค์เกิดขึ้นทั่วหัวถนน คงไม่เกินจริงเกินไป สำหรับเมืองพัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนาก็ตาม

ข้อมูลอ้างอิง

www.dezeen.com

www.archdaily.com

เมื่อเกิดสถานที่ใหม่ๆ คนย่อมชอบใจและชอบไปเป็นเรื่องธรรมดา แต่น่าคิดเช่นกันว่า ในวันที่พื้นที่มากมายถูกทำลายเพื่อสร้างสิ่งใหม่ การเปลี่ยนแปลงทางสถาปัตยกรรมบางอย่างอาจสร้างรอยแผลให้กับพื้นที่เดิมก็เป็นได้ ยิ่งเป็นสถานที่ที่ถูกทำลายเพียงครึ่งเดียว ทิ้งซากบ้านไม่สมบูรณ์เอาไว้ให้ดูต่างหน้า ช่างน่าเจ็บใจนัก 

สถานที่ที่ว่าคืออดีตของ Can Sau. Emergency Scenery แห่งเมืองเก่าแก่นาม Olot (อูล็อต) ประเทศสเปน ซึ่งตอนนี้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะขนาดกะทัดรัดที่ถูกสร้างทับซากบ้านเดิมอย่างรวดเร็ว ฉุกเฉินเหมาะกับชื่อ 

พื้นที่เล็กๆ แต่มีประโยชน์เหลือหลาย แถมสร้างความเป็นหนึ่งเดียวให้กับชุมชนชาวอูล็อตได้อย่างไร เชื่อว่าถ้าลองไปทำความรู้จักต้นแบบทางสถาปัตย์สุดน่ารัก จะอยากให้เจ้าฉากโค้งไปช่วยเยียวยาพื้นที่ คน และชุมชน ในอีกหลายมุมเมือง 

Can Sau. Emergency Scenery แห่งเมืองเก่าแก่นาม Olot (อูล็อต) พื้นที่สาธารณะ ประเทศสเปน
ภาพ : José Hevia

ครึ่งหนึ่งของบ้านนี้ โดนทำลายหายไป

ก่อนอื่นต้องขอเท้าความถึงเมืองรื่นรมย์อย่างอูล็อตที่ขึ้นชื่อเรื่องงานคราฟต์และศิลปะ ผสมผสานระหว่างยุคกลางและยุคสมัยใหม่เอาไว้ เลยไม่น่าแปลกใจหากเห็นที่นี่มีโรงเรียนการออกแบบหรือศิลปหัตถกรรมมากมาย  

ไม่นานก็มีโครงการพัฒนาเมืองเพื่อสร้างทางเท้าใหม่ บ้านหลังหนึ่งตั้งขวางแผนการสร้างดังกล่าวอย่างเหมาะเจาะ รัฐบาลเลยซื้อ Can Sau House และรื้อถอนเพื่อจัดแนวถนนด้านหน้าโบสถ์อย่างที่ตั้งใจ แต่เรื่องนี้คงจะจบผ่านไปแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถ้าพวกเขาไม่เหลือเศษซากแปลกประหลาดเอาไว้ครึ่งหนึ่ง แถมส่วนที่เหลือไว้เป็นเพียงโครงกำแพง 3 หยัก และฝาผนังร่วมของซากบ้าน 

ไม่น่าดูเอาเสียเลย

ค.ศ. 2018 เทศบาลเมืองอูล็อต Can Sau. Emergency Scenery แห่งเมืองเก่าแก่นาม Olot (อูล็อต) พื้นที่สาธารณะ ประเทศสเปน
ภาพ : Esteve Moner

กระทั่ง ค.ศ. 2018 เทศบาลเมืองอูล็อตคงคิดเช่นกัน ว่าจะปล่อยเมืองแห่งศิลปะมายาวนานมีซากปรักหักพังเช่นนี้ได้อย่างไร จึงมอบหมายให้ Unparelld’arquitectes สตูดิโอสถาปัตย์ชื่อดังในเมือง นำโดย เอดวร์ด คาลลิส (Eduard Callís) และ กิลเลม โมไลเนอร์ (Guillem Moliner) ลงมือปรับปรุงบ้านเว้าแหว่งตรงข้ามโบสถ์ให้กลับมาดูดีและมีประโยชน์ใช้สอยอีกครั้ง  

เอดวร์ด คาลลิส (Eduard Callís) และ กิลเลม โมไลเนอร์ (Guillem Moliner)

พื้นที่สาธารณะเพิงโค้ง

โจทย์ที่ได้รับไม่ง่าย เพราะพวกเขาต้องจัดรูปแบบพื้นที่ใหม่ให้เข้ากับโครงสร้างเดิม และยังต้องคงเอกลักษณ์ให้เข้ากับถนนสายนี้ จึงเป็นที่มาของคอนเซปต์การออกแบบพื้นที่สาธารณะเปิดโล่ง ทำเป็นฉากอิฐโค้ง 3 ตอน เจาะช่องวงกลมด้านบน และเจาะช่องเล็กๆ ไว้ 4 ช่อง เพื่อใส่กระจก แล้วมาประกอบกันเป็นฟาซาด (Façade) แสนสวย

Can Sau. Emergency Scenery แห่งเมืองเก่าแก่นาม Olot (อูล็อต) พื้นที่สาธารณะ ประเทศสเปน
Can Sau. Emergency Scenery แห่งเมืองเก่าแก่นาม Olot (อูล็อต) พื้นที่สาธารณะ ประเทศสเปน
ภาพ : Unparelld’arquitectes

 

นอกจากความสวยงาม การก่ออิฐแดงเสริมเข้าไปในผนังเดิม และสร้างช่องเปิดเผยให้เห็นร่องรอยผนังเก่าด้านหลัง ส่วนร่องรอยการรื้อถอนก็ทิ้งไว้อย่างนั้น เพราะทั้งคู่ตั้งใจเก็บไว้เป็นความทรงจำของเมือง พวกเขาเลือกใช้โครงเหล็กสีแดง คู่สีที่กลมกลืนกัน ค้ำยันเพื่อรับน้ำหนักโครงสร้าง ส่วนกิมมิกด้านบนสุด คือ สถาปัตยกรรม Vault หลังคาโค้งเพิ่มความเก๋ไก๋ให้กับพื้นที่ 113 ตารางเมตร และเติมดวงไฟที่ห้อยลงมาจากเพดานโค้ง ทำให้พื้นที่สว่างขึ้นอย่างนุ่มนวล ส่องแสงสว่างไสวในยามค่ำคืน ฟื้นให้พื้นที่กลับมาคึกคัก 

เพื่อไม่ให้เสียชื่อเมืองศิลปะ ควิม โดมีน (Quim Domene) ศิลปินผู้คร่ำหวอดด้านการสร้างงานในพื้นที่สาธารณะ เลยมาช่วยรังสรรค์ช่องกระจกด้วยการหยิบเอาองค์ประกอบรอบๆ พื้นที่มาแต่งแต้ม อย่างโมเสกลวดลายเรขาคณิตบนกระจกกลม เป็นแพตเทิร์นกระเบื้องสุดคราฟต์ หัตถกรรมขึ้นชื่อของสเปน และออกแบบช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ด้านล่าง 4 ช่อง เติมไอคอนสัญลักษณ์ของเมือง รูปจำลองพระแม่มารีย์ รายชื่อร้านดั้งเดิมที่เคยมี และผังเมืองเก่าแห่งนี้เข้าไป

ความน่ารักในการออกแบบอีกอย่างคือ ใช้วัสดุและช่างในท้องถิ่นทั้งหมด

Can Sau. Emergency Scenery แห่งเมืองเก่าแก่นาม Olot (อูล็อต) พื้นที่สาธารณะ ประเทศสเปน
เปลี่ยนซากบ้านเก่าเป็นพื้นที่สาธารณะให้คนสเปนเปิดตลาด จัดคอนเสิร์ต และใช้งานตามใจนึก

หนึ่งปีผ่านไปไวเหมือนโกหก เริ่มเห็นเจ้าโค้งนี้เป็นรูปเป็นร่าง จะว่าปรับปรุงเสร็จแล้วก็ว่าใช่ แต่ก็ไม่เชิง เพราะเป็นความตั้งใจของผู้สร้างที่อยากให้พื้นที่นี้ปรับตามสถานการณ์และการใช้งานของแต่ละคน เขาจึงออกแบบอย่างเป็นกลางและกลมกลืนกับบริบทเดิม ให้เหมาะกับการใช้งานสำหรับกิจกรรมทุกประเภท

Can Sau. Emergency Scenery แห่งเมืองเก่าแก่นาม Olot (อูล็อต) พื้นที่สาธารณะ ประเทศสเปน
ภาพ : José Hevia

ลานละเล่น แล้วแต่ชาวเมือง

พื้นที่ใหม่ไฉไลแบบนี้ มีหรือชาวเมืองอูล็อตจะพลาด กิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนถนนสายนี้จึงครึกครื้นเป็นพิเศษ จัดทั้งงานแสดงสินค้า คอนเสิร์ต และพิธีกรรมทางศาสนา เนื่องจากอยู่ห่างจากโบสถ์ Tura เพียงชั่วข้ามถนน ส่วนสมาคมในท้องถิ่นเอง ก็ใช้พื้นที่สำหรับงานเฉลิมฉลองต่างๆ ด้วย 

Can Sau. Emergency Scenery แห่งเมืองเก่าแก่นาม Olot (อูล็อต) ประเทศสเปน
ภาพ : Roger Serrat-Calvó

ความเจ๋งของที่นี่คือเป็นพื้นที่อะไรก็ได้ตามใจนึก ขึ้นอยู่กับความสนใจและประสบการณ์ และก็แล้วแต่คนจะให้นิยามว่าคืออะไร มันจึงเป็นได้ทั้งเพิง ฉาก เวที และพื้นที่สาธารณะ ซึ่งอย่างหลัง ในแง่การออกแบบเมืองเป็นตัวอย่างที่ดี ในการสรรหาพื้นที่มาสร้าง Public Space ให้ผู้คนได้ออกมาเจอกัน และเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า ขนาดของพื้นที่ไม่สำคัญเท่าผลลัพธ์ เพราะเมื่อมีคนมาใช้งาน จะเป็นแว่นขยายให้เกิดโปรเจกต์สร้างสรรค์เช่นนี้ตามมาอีกมาก

ที่สำคัญ ยังเป็นการปรับโฉมใหม่โดยไม่ลืมคิดถึงประวัติศาสตร์ของพื้นที่ พร้อมใส่จิตวิญญาณของเมืองไว้อย่างครบถ้วน

ไม่น่าเชื่อว่าอดีตซากปรักหักพังทิ้งร้าง จะสร้างก้าวสำคัญที่ส่งผลต่อบริบทของชุมชนเมือง อนาคต เราว่าโอกาสที่จะได้เห็นพื้นที่สร้างสรรค์เกิดขึ้นทั่วหัวถนน คงไม่เกินจริงเกินไป สำหรับเมืองพัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนาก็ตาม

ข้อมูลอ้างอิง

www.dezeen.com

www.archdaily.com

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load