7 ธันวาคม 2562
67.31 K

อีกไม่กี่วัน ‘อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี’ พื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ เนื่องในวาระครบรอบ 100 ปี ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ จะเปิดให้ชาวมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตและคนทั่วไปเข้าใช้งานอย่างเป็นทางการ 

ความพิเศษของอุทยานฯ แห่งนี้ คือแนวคิดชาญฉลาดที่ซ่อนอยู่ในทุกองค์ประกอบ 

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย
อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

อาคารทรงแปลกตารูปตัว H ลาดเอียงไล่ระดับเหมือนเนินดินขนาดยักษ์ โดดเด่นเตะตา ออกแบบอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยหลากหลายนวัตกรรมประหยัดพลังงาน ด้านบนคือ Green Roof Urban Farm ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย หลังคาเขียวนี้ นอกจากจะเพาะปลูกพืชพรรณออร์แกนิก สำหรับใช้ในโรงอาหารมหาวิทยาลัยแล้ว ยังมีระบบจัดการน้ำอย่างยั่งยืนที่หมุนเวียนน้ำฝนมาใช้ประโยชน์ได้ไม่รู้จบ

ไม่เฉพาะความเก๋ล้ำ แต่อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี ยังเก็บรักษาปณิธานและจิตวิญญาณดั้งเดิมไว้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะความเป็น ‘ประชาธิปไตย’ ที่อยู่คู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาตั้งแต่ก่อตั้ง

The Cloud จึงอยากชวนทุกคนไปเยี่ยมชมพื้นที่สาธารณะใหม่บนพื้นที่กว่า 100 ไร่แห่งนี้ พร้อมพูดคุยกับแรงขับเคลื่อนหลักอย่างอาจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

ถึงการทำงานร่วมกัน ระหว่างทีมออกแบบผังแม่บท CIDAR (Center of Innovative Design and Research) แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทีมสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์ นำโดยอาจารย์ธีรพล นิยม ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (สถาปัตยกรรม) และอาจารย์กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกแห่ง LANDPROCESS ในการสร้างสรรค์พื้นที่สาธารณะเก๋ล้ำที่โอบกอดธรรมชาติและผู้คนไว้อย่างยั่งยืน

01

มหาวิทยาลัยแห่งความยั่งยืน

“จุดเริ่มต้นของอุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี หรือ Puey Park for People and Sustainability มาจากวิสัยทัศน์ในการมุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งความยั่งยืนของธรรมศาสตร์ จึงมีการปรับปรุงผังแม่บทเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวซึ่งเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม และส่วนบริการประชาชน เพราะจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์คือการเป็นมหาวิทยาลัยของประชาชนทุกคน” อาจารย์ปริญญาเริ่มเล่า

อาจารย์ป๋วยคืออดีตอธิบการบดีผู้สร้างคุณูปการหลายประการให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้ โดยเฉพาะการขยายวิทยาเขตจากท่าพระจันทร์ไปยังศูนย์รังสิต ท่านมีความประสงค์ที่จะพัฒนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้สมบูรณ์ไปด้วยต้นไม้ เพราะตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

“ไม่เฉพาะความร่มรื่นในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่อาจารย์ป๋วยยังเรียกร้องให้ภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศ คำนึงถึงเรื่องพื้นที่สีเขียวและการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อประโยชน์ของคนในยุคปัจจุบันและคนรุ่นหลัง

“ดังนั้นการสร้างอุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปีแห่งนี้ จึงเปรียบเสมือนการสานต่อเจตนารมย์ของอาจารย์ป๋วย ในการสร้างพื้นที่สีเขียวที่ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยคุณภาพชีวิต หรือการกินดีอยู่ดีที่ท่านเคยแสดงทัศนะไว้เมื่อ 46 ปีก่อน”

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

เมื่อมองไปยังบริเวณด้านหน้าอุทยานฯ จะพบอนุสาวรีย์ของอาจารย์ป๋วย และอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ตั้งอยู่อย่างเรียบง่ายโดย มานพ สุวรรณปิณฑะ ตั้งใจถ่ายทอดภาพถ่ายประวัติศาสตร์ ณ ประเทศอังกฤษของท่านทั้งสอง ออกมาเป็นประติมากรรม เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงคุณูปการของท่านทั้งสองที่มีต่อสังคมไทยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

02

ภูเขาแห่งความเท่าเทียม

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี คือการผสมผสานกันอย่างลงตัวไร้รอยต่อ ระหว่างอาคารรูปตัว H ซึ่งสื่อความหมายโดยนัยยะถึงคำว่า Humanity อันหมายถึงความเท่าเทียมเสมอกันของพลเมืองไทยทุกคน เพราะอาคารแห่งนี้เปิดเป็นสาธารณะประโยชน์ให้คนทั่วไปเข้าใช้ได้เช่นกัน ไม่เฉพาะนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

โดยอาคารสร้างอยู่ใต้หลังคาที่เป็น ‘พูนดิน’ สอดคล้องกับความหมายชื่ออาจารย์ป๋วย สื่อถึงการบำรุง หล่อเลี้ยง เสริมกำลัง ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นเป็นแค่การนำดินมากองถมกัน แต่ต้องมีพืชพรรณงอกงามอยู่บนผืนดินอุดมสมบูรณ์ด้วย และนั่นคือที่มาของคอนเซปต์ ‘ภูเขา’ ที่ร่มรื่นไปด้วยพืชพรรณ เป็นปอดสีเขียวผลิตออกซิเจนให้กับพื้นที่โดยรอบ

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

ภูเขาขนาดย่อมแห่งนี้ ถือเป็น Green Roof Urban Farm ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย Urban Farm คือการทำเกษตรกรรม ที่เมื่อได้ผลผลิตก็ใช้ปรุงอาหารอยู่ภายในย่าน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการขนส่งผลผลิตไปยังพื้นที่อื่น 

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย
อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

“แปลงเกษตรออร์แกนิกบนหลังคาเขียวขนาด 7,000 ตร.ม. จะเปิดให้นักศึกษา คณาจารย์ บุคลากรมหาวิทยาลัยและผู้มีรายได้น้อย ได้มาทดลองปลูกพืชผักปลอดสารพิษ เพื่อนำผลผลิตไปรับประทานเอง หรือจะขายเป็นรายได้เสริมให้กับโรงอาหารของมหาวิทยาลัยก็ได้

“ผักที่นี่ต้องเป็นออร์แกนิกเท่านั้น เพราะเรามีเป้าหมายในการร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง ให้รูปแบบเกษตรกรรมของประเทศไทยเป็นแบบไร้สารเคมีอย่างยั่งยืนในอนาคต” อาจารย์ปริญญาเล่า

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

เราคิดว่า นี่คือการอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืนระหว่างอาคารสมัยใหม่กับพื้นที่สีเขียว ซึ่งเป็นทางออกเรื่องการใช้พื้นที่อย่างชาญฉลาด ชวนให้คิดว่าคงดีไม่น้อย ถ้าในอนาคตเรามีพื้นที่อย่างสร้างสรรค์ที่ได้ประโยชน์กันทุกฝ่ายแบบนี้อีกเยอะๆ แทนที่จะเลือกโค่นต้นไม้เพื่อสร้างแต่ตึกคอนกรีตเพียงอย่างเดียว

03

ประหยัดพลังงานด้วยแสงอาทิตย์

เมื่อเดินเข้ามาภายในอาคาร สิ่งที่สัมผัสได้ทันทีคือ ‘แสง’ จากบานหน้าต่างนับร้อยตลอดแนวผนังสูง “ทีมสถาปนิกตั้งใจออกแบบ เพื่อเปิดช่องแสงให้แสงสว่างธรรมดาเข้าสู่อาคารได้มาก เพื่อลดการเปิดใช้ไฟฟ้า รวมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดภายในอาคาร เป็นแบบประหยัดพลังงานทั้งหมด”

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

คอนเซปต์ในการออกแบบ Green Roof Urban Farm ของอุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี คือ ‘นาขั้นบันได’ ซึ่งมีประโยชน์หลายอย่าง อาจารย์กชกรอธิบายว่า “เมื่อพื้นผิวคอนกรีตของอาคารถูกปกคลุมด้วยต้นไม้และพืชพรรณ การดูดซับความร้อนต่ำจะลง ทำให้อาคารร่มเย็น เมื่ออุณหภูมิภายในอาคารลดต่ำลง การใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับเครื่องปรับอากาศก็ลดลงไปด้วย”

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

เพราะคอนเซปต์คือภูเขา วัสดุหลักที่ใช้จึงเป็นอิฐที่ให้ความรู้สึกเป็นใกล้ธรรมชาติ และอาคารหลังนี้ถูกออกแบบให้สามารถใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้เต็มรูปแบบ โดยจะเริ่มติดตั้งแผงโซลาเซลล์ในปีหน้า

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

มองไปยังอาคารอื่นๆ ในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะพบแผงโซลาเซลล์ติดตั้งอยู่บนหลังคาของแทบทุกอาคาร อาจารย์ปริญญาเล่าว่าทุกวันนี้สามารถผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ใช้ในรั้วมหาวิทยาลัยได้ถึง 9 เมกะวัตต์เลยทีเดียว และในอนาคตอาจเพิ่มการผลิตพลังงานสะอาดรูปแบบอื่นๆ อีก เช่น พลังงานน้ำหรือพลังงานลม

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

พื้นที่ภายในอาคารสุดเท่หลังนี้ ประกอบไปด้วยคอนเสิร์ตฮอลล์ 2 ห้อง น้องนิทรรศการ 2 ห้อง ห้อง Archeive ที่รวบรวมฐานข้อมูลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ห้องสมุดสาธารณะ Co-Working Space โรงอาหารออร์แกนิก และห้องประชุมที่เปิดให้นักศึกษาสามารถเข้าใช้ทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเสรี เพราะตั้งใจให้เป็น Academic Community และ Social Learning Space

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

04

การหมุนเวียนของสายน้ำ

อาจารย์กชกรอธิบายต่อว่า “นาขั้นบันไดที่ประกอบไปด้วยพืชพรรณหลากชนิด จะช่วยลดแรงปะทะและการไหลบ่าของน้ำฝนจากหลังคาอาคารให้ช้าลง หลังคาเขียวนี้สามารถชะลอความเร็วของน้ำได้เกือบ 20 เท่า ลดความเสี่ยงการเกิดน้ำท่วมขัง เพิ่มปริมาณการรองรับน้ำฝน โดยน้ำฝนจะถูกเก็บกักไว้ตามนาขั้นบันไดแต่ละแปลงก่อน จึงค่อยๆ ไหลรินลงมาช้าๆ สู่สระน้ำทั้ง 4 รอบอาคาร” 

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

อาจารย์ปริญญาบอกว่า แม้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะมีพื้นที่กว้างใหญ่กว่า 1,700 ไร่ แต่ไม่เคยใช้น้ำประปารดน้ำต้นไม้แม้แต่ต้นเดียว น้ำที่ใช้เป็นน้ำจากลำคลองที่ไหลผ่านมหาวิทยาลัย และน้ำฝนที่เก็บกักไว้ 

ตอนนี้มีสระเก็บน้ำฝนเพิ่มอีก 4 สระ โดยน้ำในสระจะถูกสูบขึ้นมาใช้รดน้ำต้นไม้พืชพรรณที่เพาะปลูกไว้ รวมถึงใช้ในระบบชะล้างสำหรับห้องน้ำในอาคารอุทยานฯ และในอนาคตทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีแผนปลูกพืชน้ำกินได้ในสระทั้ง 4 ด้วย

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

สิ่งที่แทรกอยู่ตามนาขั้นบันไดบนหลังคาเขียวคือ Amphitheatre ทรงไข่ ใช้เป็นพื้นที่ทำกิจกรรมเอนกประสงค์ หรือนั่งพักผ่อนหย่อนใจในวันอากาศดีอย่างเช่นวันนี้ ทางเดินลาดชันสลับบันไดระยะสั้นๆ ทำให้สามารถเดินขึ้นมาชื่นชมความสวยงามของพื้นที่สีเขียวลอยฟ้าแห่งนี้ได้โดยไม่รู้สึกเหนื่อยเลย

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

หันกลับไปมองอดีต พื้นที่ตรงนี้เคยเป็น ‘ทุ่งรังสิต’ หรือพื้นที่ชุ่มน้ำที่อุดมสมบูรณ์มาก่อน และยังเป็นพื้นที่รับน้ำของกรุงเทพฯ เมื่อเป็นเช่นนั้นระบบจัดการน้ำของอุทยานฯ จึงเชื่อมโยงกับเรื่องน้ำทั้งหมดของผังแม่บทเรื่องการระบายน้ำของมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งกับตัวมหาวิทยาลัยและเมือง โดยให้ระบบคูและทางระบายน้ำของมหาวิทยาลัยเชื่อมกับสวน

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

เมื่อมีน้ำมา สวนแห่งนี้จะรองรับน้ำ ซึมน้ำ และบำบัดน้ำ ด้วยพืชชนิดต่างๆ ก่อนปล่อยน้ำสู่ระบบคลองเดิม นอกจากนี้ถ้าเกิดน้ำท่วม ธรรมศาสตร์ต้องสามารถพลิกตัวเองไปเป็นศูนย์บำบัดหรือศูนย์ช่วยเหลืออย่างที่เคยเกิดขึ้น สวนนี้ก็จะไม่ใช่แค่ที่ช่วยรับน้ำ แต่จะกลายเป็นศูนย์พักพิงที่ผู้ประสบภัยมาใช้ประโยชน์กางเต็นท์นอนได้ มีหลังคาอาคารทรงเนินดินเป็นส่วนพื้นที่แห้งพ้นน้ำด้วย

05

เพื่อวันนี้และวันข้างหน้า

เพราะรู้ว่าเมื่อเวลาผ่าน ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนแปลง อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปีจึงถูกออกแบบด้วยการมองไปข้างหน้าอย่างรอบคอบและรอบด้าน เพื่อรองรับการใช้งานในอนาคต เช่น ถ้ามีน้ำท่วมอีกรอบหรือถ้ามีคนอยากไฮด์ปาร์่ก พื้นที่ตรงนี้จะรับบทบาทในการเป็นพื้นที่รองรับกิจกรรมทั้งของชาวธรรมศาสตร์และคนทั่วไปอย่างที่มุ่งมั่นตั้งใจไว้

อาจารย์ปริญญาและอาจารย์กชกรกล่าวทิ้งท้ายว่า การสร้างอุทยานฯ แห่งนี้ ก็เหมือนกันการปลูกต้นไม้เฉพาะถิ่นลงในพื้นที่ที่เหมาะสม แล้วจากนั้นก็ปล่อยให้มันเติบโตไปพร้อมสภาพแวดล้อม สังคมและผู้คน

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

แม้จะมีกรอบแนวคิดที่แสดงความเป็นธรรมศาสตร์อันมีเอกลักษณ์ชัด แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ออกแบบทุกอย่างชนิดจบบริบูรณ์ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ อุทยานแห่งใหม่ของชาวธรรมศาสตร์ รังสิต จึงเป็นพื้นที่ที่ถูกคิดมาเพื่อวันนี้และวันข้างหน้า

“การพัฒนาชาติจะต้องคำนึงถึงการทะนุถนอมสิ่งแวดล้อมประชาชนด้วย เวลาที่เราจะพิจารณาถึงเรื่องการพัฒนา จำเป็นที่จะต้องพิจารณาถึงสิ่งแวดล้อมอันเป็นประโยชน์สำหรับสาธารณะและอันเป็นประโยชน์สำหรับบุคคลภายหลังต่อไปด้วย”

ป๋วย อึ๊งภากรณ์ พ.ศ. 2514

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

25 พฤษภาคม 2565
2.42 K

‘หัวหิน’ เป็นทะเลโปรดของคนไทยมานาน เริ่มตั้งแต่มีการสร้างทางรถไฟสายใต้มาถึงหัวหินเมื่อ พ.ศ. 2454 จากนั้นก็มีการสร้างบ้านพักของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ สร้าง ‘โรงแรมรถไฟ’ โรงแรมชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งพาให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่พักผ่อนตากอากาศชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทยไปด้วย

วันเวลาผ่านไป บ้านเราก็ผุดแหล่งท่องเที่ยวขึ้นมาอีกนับไม่ถ้วน แต่ถึงอย่างนั้น หากอยากไปพักผ่อนกายใจกับญาติมิตรในช่วงวันหยุดสั้น ๆ หัวหินก็ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้คนนึกถึง ด้วยความน่ารักเรียบง่ายของเมือง ความสวยที่จับต้องได้ของชายหาด และที่สำคัญคือเดินทางง่าย ถ้าเทียบกับการนั่งรถจากภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศลงไปเที่ยวทะเลใต้

แต่ในความคลาสสิกนั้น ก็ยังมีสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่

“หัวหินเป็นเมืองที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยวมาก แต่ไม่ค่อยมีพื้นที่สาธารณะติดทะเลที่ให้คนเข้าไปได้โดยไม่ต้องเสียเงิน ถ้าลองนึกดู เวลาไปหัวหิน เราก็ต้องไปพักโรงแรม เดินเข้าร้านอาหาร เราถึงจะไปทะเลได้” ปุ๊ก สถาปนิกชุมชนว่า

และมากไปกว่าพื้นที่ติดทะเลที่นักท่องเที่ยวต้องการ ‘พื้นที่สาธารณะดี ๆ’ สำหรับให้เจ้าบ้านใช้พบปะพูดคุยกัน ออกกำลังกาย เข้าไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ก็เรียกว่ายังขาดแคลนการพัฒนายิ่งกว่าการส่งเสริมการท่องเที่ยวเสียอีก

ด้วยเหตุนี้ พื้นที่สุดท้ายจาก 8 พื้นที่ ใน ‘โครงการลานกีฬาวัฒนธรรมชุมชน’ โครงการที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จับมือร่วมกับท้องถิ่น 4 จังหวัดภาคกลางตอนล่าง จึงมาอยู่ที่หัวหิน

ปุ๊ก-นฤมล พลดงนอก สถาปนิกชุมชน และ เป้-รัฐพงศ์ ปิ่นแก้ว ภูมิสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์ จะมาแชร์เรื่องราวของโปรเจกต์เนรมิตสวนหลวงราชินีที่ทรุดโทรม 19 ไร่ และพื้นที่ข้างเคียงอีก 6 ไร่ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่เดียวในหัวหิน ตอบโจทย์ความต้องการอันหลากหลายของคนท้องถิ่นและผู้มาเยือน ทั้งการออกกำลังกาย เล่นกีฬา การจัดงานแฟร์ การทำกิจกรรมทางวัฒนธรรม การค้าขาย การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และการพักผ่อนริมทะเลโดยไม่ต้องเสียเงินเข้า

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

ตามหาพื้นที่ที่ใช่

อาศรมศิลป์ได้เข้าหาเลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน เพื่อคุยในขั้นแรก

“พอเราอธิบายโครงการและเป้าหมายที่อยากจะพัฒนาพื้นที่สาธารณะโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ทางเทศบาลเขาก็เห็นด้วยและชอบมาก เพราะว่ามันไปตรงกับโครงการที่เขาทำอยู่แล้ว คือ หัวหินสร้างสุข” ปุ๊กเริ่มเล่าที่การพูดคุยกับท้องถิ่น

จากนั้นเทศบาลก็เตรียมหลากหลายพื้นที่ในความดูแลมาเสนอทีมออกแบบ แล้วทีมออกแบบก็ทำ Site Analysis วิเคราะห์ไซต์กลับไปให้เทศบาล

เทศบาลเสนอมาทั้งหมด 4 พื้นที่ด้วยกัน ได้แก่ พื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำเขาเต่า พื้นที่ริมคลองใกล้โรงเรียนเขาตะเกียบ พื้นที่เลียบคลองบริเวณชุมชนบ่อฝ้าย และสวนหลวงราชินี 19 ไร่

“จากการวิเคราะห์ทุกพื้นที่ เราคิดว่าสวนหลวงราชินีนี่แหละที่ทำแล้วเกิดประโยชน์มากที่สุด ตอบโจทย์คนในชุมชน แล้วก็เป็นพื้นที่ของเทศบาล การจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาพื้นที่น่าจะทำได้ง่าย” ปุ๊กสรุปการตัดสินใจให้เราฟัง ซึ่งหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เลือกพื้นที่นี้มาดำเนินโครงการ คือการที่มีส่วนหนึ่งติดทะเล

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

“จริง ๆ ตรงนี้เป็นพื้นที่สาธารณะอยู่แล้วนะคะ แต่เริ่มเก่า และยังต้องพัฒนาให้ใช้งานได้ดีขึ้น”

สวนหลวงราชินี 19 ไร่ แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกที่มีบริเวณใหญ่ที่สุดเป็นศูนย์รวมราชการ มีอาคารตำรวจท่องเที่ยว ศูนย์ดับเพลิง มีการสร้างเป็นศูนย์โอท็อปไว้ แต่ไม่มีการจัดการที่ดีจึงเริ่มรกร้าง มีส่วนออกกำลังกายอย่างคอร์ทแบดมินตัน สนามฟุตซอล และมีพื้นที่ลานคอนกรีตขนาดใหญ่ที่คนหัวหินใช้จัดมหกรรมงานแฟร์ต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง ส่วนที่สองเป็นพื้นที่ติดทะเลที่รอการพัฒนา

นอกจากนี้ ยังมีบริเวณที่เชื่อมต่อกับสวนหลวงราชินีอีก 6 ไร่ ซึ่งเทศบาลให้เพิ่มเติมมา เดิมทีเป็นพื้นที่รกร้าง และมีคลองสำหรับระบายน้ำจากตัวเมืองลงทะเล เมื่อรวมสวนหลวงราชินีและพื้นที่ที่เพิ่มมาแล้ว ก็จะมีพื้นที่โครงการทั้งหมด 25 ไร่

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

รู้จักคนหัวหิน

“หลังจากคุยกับเทศบาล เราก็ลงชุมชนเพื่อสำรวจ ทำความรู้จัก ถามความเห็นชาวบ้านเบื้องต้น” โฟกัสกรุ๊ป เป็นงานพาร์ตสำคัญที่ทีมสถาปนิกชุมชนจะได้ไปเห็นบริบทเดิม มองภาพกิจกรรม หรือภาพคนในพื้นที่ออก งานนี้กินเวลา 2 วันในการคุยกับกลุ่มชาวบ้านต่าง ๆ

“เราลงไปที่ชุมชนของเขา ก็เลยได้รู้ว่าป้า ๆ เขาอยู่กันแบบนี้นะ ที่เขาเป็นกลุ่มลีลาศ เขาเต้นกันอยู่ตรงนี้นะ สมาชิกเขามีเท่าไหร่” ปุ๊กบอกว่าหัวหินมีกลุ่มกิจกรรมที่แน่นแฟ้น สถาปนิกจึงต้องทำการบ้านเรื่องนี้ให้มาก

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

เมื่อรู้จักชุมชนเบื้องต้นแล้ว อาศรมศิลป์ก็จัดเวทีใหญ่ที่เทศบาล เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่

“เวทีที่นี่คนมาเยอะมาก อยากได้กี่คนก็บอกได้เลย ถ้าขอ 80 ก็ได้ 100 ขอ 100 ก็ได้ 150” ปุ๊กเล่าอย่างอารมณ์ดี หัวหินเป็นอีกที่ที่เธอประทับใจเรื่องการมีส่วนร่วมมาก “ทุกคนอยากมาแสดงความคิดเห็น เพราะพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สำคัญ พอเขารู้ว่าเทศบาลจะพัฒนา ทุกคนก็ตื่นเต้น อยากมาร่วมรับฟัง”

“พื้นที่สาธารณะที่หัวหินมีอยู่มันไม่ตอบโจทย์ ไม่เอื้อให้คนมาใช้งาน ทุกคนมองแต่เรื่องท่องเที่ยว เรื่องทะเล แต่เรื่องพื้นที่สุขภาวะที่มาจากความต้องการของคนในพื้นที่ยังไม่ค่อยได้รับการพัฒนาเท่าไหร่”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

คนนับร้อยในวันนั้นคือกลุ่มคนที่เทศบาลเชิญมา มีทั้งกลุ่มผู้ใช้งานเดิม หน่วยงานราชการที่อยู่ในพื้นที่ กลุ่มชุมชนที่อยู่ในละแวกนั้น กลุ่มกิจกรรมที่คิดว่าจะมาใช้งาน อย่างกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มลีลาศ กลุ่มกีฬา แบดมินตัน ฟุตซอล และโรงเรียนต่าง ๆ

“นอกจากจะมีคนในชุมชนโดยทั่วไปแล้ว พ่อค้าแม่ค้าก็เข้ามา ส่วนใหญ่เขาจะกลัวการถูกไล่ที่ เวลาเราไปเดินลงไซต์ แล้วดูเหมือนเป็นคนมาพัฒนาพื้นที่ เขาถามเราว่าจะไล่ที่เขาไหม” เป้พูด ปกติแล้วในสวนหลวงราชินีจะมีร้านค้า บ้างเป็นรถเข็นหาบเร่แผงลอย บ้างก็เป็นซุ้มที่ได้สัมปทานขาย

สถาปนิกชุมชนได้นำความต้องการที่สำรวจจากชาวบ้านในวันนั้น มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลจากการลงชุมชนตอนแรก แล้วนำมาสรุปผลร่วมกัน จากนั้นก็ส่งไม้ต่อให้ทีมออกแบบแลนด์สเคปไปเก็บข้อมูลด้านกายภาพของสวนหลวงราชินี

“เราพาน้อง ๆ ในทีม 7 – 8 คน ไปเดินสำรวจ พูดคุยกับคนในสวนว่าเขามาทำอะไร ต้องการอะไรบ้าง พอตกเย็นเราก็มาเริ่ม Sketch Design กันว่าผังจะเป็นยังไง” ภูมิสถาปนิกอธิบายวิธีการทำงาน

ในที่สุดก็แบ่งพื้นที่ 25 ไร่ ออกมาเป็น 4 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่ สวนเพื่อการออกกำลังกาย สวนศิลปะและวัฒนธรรม สวนแห่งการพักผ่อน และสวนแห่งการเรียนรู้

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สร้างสวน-สร้างสุข

“คอนเซ็ปต์เราคือสวนสร้างสุข” เป้เล่าถึงแบบ Final ที่ได้

สร้างสุข หมายถึงทั้งสุขกายและสุขใจ ที่ชุมชนได้มีส่วนร่วมออกแบบตามความต้องการ มีการแบ่งโซนที่เหมาะสม แต่ก็เชื่อมต่อพื้นที่เพื่อการปฏิสัมพันธ์ ปลอดภัยสำหรับคนและรถ ทั้งยังมีการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ปรับปรุงระบบนิเวศด้วยแนวคิดของ ร.9 เป็นที่ระลึกที่สวนอยู่ใกล้วังไกลกังวล

“เราคงหลายฟังก์ชันไว้ที่ตำแหน่งเดิม เช่น สนามฟุตซอล สนามแบดมินตัน หรือเวที แล้วเราก็ปรับปรุงพื้นที่และแทรกกิจกรรมต่าง ๆ เข้าไป” เป้เริ่มอธิบายที่ส่วนแรก ‘สวนเพื่อการออกกำลังกาย’ “อย่างสนามฟุตซอลเดิม เราปรับปรุงพื้นผิวใหม่ให้มีความเป็นทะเล แล้วก็เพิ่มลู่วิ่งลูปเล็กที่จะเชื่อมต่อกับลูปใหญ่ข้างนอก”

“ตรงนี้เมื่อก่อนจะเป็นเวทีเดิม มีลานโล่งไว้จัดงานเทศกาลต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง จริง ๆ เราอยากทำลานให้เป็นสวนเลยนะครับ แต่ชุมชนกังวลว่าจะจัดกิจกรรมไม่ได้ ก็เลยดีไซน์เป็นต้นไม้แทรกเข้าไป ลดความร้อนของพื้นที่ดาดแข็ง เพื่อให้คนมาใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ในทุก ๆ วัน และเมื่อถึงเวลาที่เขาจะใช้งานใหญ่ก็จัดได้ รถยนต์ก็ยังเข้าไปจอดได้เหมือนเดิม ส่วนเวทีเราก็ปรับปรุงให้ดีขึ้น”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

พื้นที่สตรีทอาร์ตที่เคยมี นักออกแบบก็คงไว้ที่มุมเดิม เพิ่มเติมคือขยายพื้นที่ให้นักสร้างสรรค์ชาวหัวหินมาใช้ได้อย่างเต็มที่ และจัดความเรียบร้อยให้ดี

สำหรับการแยกขยะเพื่อนำไปรียูส-รีไซเคิล ซึ่งเมืองนี้มีกลุ่มคนและนักเรียนที่จัดการเรื่องนี้อยู่แล้ว อาศรมศิลป์ก็ได้จัดทำ Station สำหรับแยกขยะให้เป็นสัดเป็นส่วนมากขึ้น รวมถึงศึกษาความต้องการของกลุ่มแยกขยะในการดีไซน์ Station ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

“ส่วนต่อมาเป็นพื้นที่ศิลปะและวัฒนธรรมครับ” เขาเล่าต่อเนื่องมาถึงส่วนที่ 2 “ตรงนี้มีอาคารเดิมเป็นศูนย์วัฒนธรรม ศูนย์ขายของโอท็อป แล้วก็มีตำรวจท่องเที่ยว เราเลยยึดโยงกับเรื่องราวเดิม โดยเพิ่มพื้นที่ชาน ทำกิจกรรมต่าง ๆ นอกอาคารให้คนเข้ามาใช้งานได้ มีคอร์ทสำหรับการแสดงศิลปวัฒนธรรม มีพื้นที่ให้ผู้สนใจในกิจกรรมนั่งดู”
แล้วกลุ่มกิจกรรมของหัวหิน อย่างป้า ๆ กลุ่มลีลาศที่เหล่าสถาปนิกชุมชนได้ไปเยี่ยมเยียนมาในตอนแรก ก็จะได้ใช้พื้นที่ศิลปวัฒนธรรมนี้ในการฝึกซ้อม

มาถึงส่วนพื้นที่ติดทะเล ซึ่งเรียกว่าเป็น ‘สวนแห่งการพักผ่อน’ สำหรับทำกิจกรรมสบาย ๆ

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สถาปนิกพยายามรักษาลักษณะเดิมไว้ สนามเด็กเล่นที่มีก็ยังคงอยู่ แต่ปรับปรุงให้กลายเป็นธีมทะเล เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้เกี่ยวกับทะเลเมื่อได้มาเล่น มีการปรับปรุงศาลาให้ผู้สูงอายุมาพบปะพูดคุย นั่งเล่นหมากฮอร์สกัน

“แสดงดนตรีในสวนได้ด้วยนะครับ” เป้เปิดภาพ Amphitheatre ที่ทีมออกแบบให้เราดู “วันไปดูไซต์ เราเห็นกลุ่มดนตรีของหัวหินมาเล่นกัน ก็เลยเตรียมพื้นที่รองรับให้เขา”

ส่วนพื้นที่หน้าหาด ก็ปรับปรุงลดความดาดแข็งของโครงสร้างให้สวยงามน่าใช้งานมากยิ่งขึ้น ต่อไปคนหัวหินและนักท่องเที่ยว ก็จะเข้ามาทำกิจกรรมพร้อมดื่มด่ำวิวทะเลกับครอบครัวได้ที่นี่

ถนนด้านหน้าของสวนแห่งการพักผ่อนที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างแต่ละโซน ได้เปลี่ยนวัสดุปูพื้นให้มีความรู้สึกว่าเป็นถนนที่คนเดินถึงกันได้มากขึ้น ทำกิจกรรมได้มากขึ้น และรองรับร้านค้าต่าง ๆ ที่มาตั้งได้ พร้อมทั้งมีการทำที่จอดรถรองรับใกล้ ๆ เพื่อให้ผู้คนใช้วิธีจอดด้านนอกแล้วเดินเข้าไป แทนการขับต่อมาจอดถึงด้านใน และผ่านบริเวณที่เป็นจุดเชื่อมของแต่ละโซนนี้

“เราอยากเชื่อมแต่ละพื้นที่ให้คนแต่ละกลุ่มมีการปฏิสัมพันธ์กัน” เป้พูดถึงหนึ่งในแนวคิดของสวนสร้างสุข “อย่างคนที่มาเพื่อออกกำลังกาย เขาก็เชื่อมไปที่การเรียนรู้วัฒนธรรมได้ คนที่มาพักผ่อน ดูทะเล เขาก็จะศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อมจากสวนแห่งการเรียนรู้ได้”

‘สวนแห่งการเรียนรู้’ ส่วนสุดท้ายที่เป้อธิบาย เป็น Station เรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและการบำบัดน้ำ 

จากเดิมที่เป็นจุดรับน้ำเสียจากตัวเมืองหัวหินอยู่แล้ว ทางภูมิสถาปนิกก็ได้ศึกษาจากกรณีโครงการพระราชดำริแหลมผักเบี้ย แล้วปรับปรุงระบบที่นี่ให้เป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น จากตอนแรกที่เป็นคอนกรีต ก็ปรับปรุงใหม่ มีการปลูกต้นไม้น้ำเพื่อลดความเป็นดาดแข็งลงไป โดยเลือกพืชพรรณที่ทนความเค็มและเน้นต้นไม้ท้องถิ่น ซึ่งผู้ที่ได้มาเยือนสวนแห่งการเรียนรู้นี้ จะได้เรียนรู้กระบวนการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่ทะเลในบรรยากาศที่น่าเดินเล่น

“เราเพิ่มแลนด์มาร์กตรงส่วนนี้เป็นหอชมวิว ขึ้นไปชมเมืองหัวหินและวิวทะเลได้” เป้บอกกับเราว่านี่เป็นการเพิ่มจุดสนใจให้คนเดินมาเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ ซึ่งนอกจากคนที่มาใช้สวนจะเข้ามาชมได้แล้ว เมื่อปรับปรุงใหม่จะเปิดทางเข้าบริเวณหลังวัดไกลกังวล เพื่อให้คนจากวัดเข้ามาใช้ได้ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

หัวหินหลากมิติ

“บางทีคนจะมองแค่เรื่องเศรษฐกิจ พัฒนาพื้นที่แค่แหล่งท่องเที่ยว แต่ลืมเรื่องคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วคนที่ขับเคลื่อนเรื่องพวกนี้ ก็คือคนหัวหินที่ทำอาชีพบริการ ทำอาชีพค้าขาย เราต้องให้ทำเขาได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี” ปุ๊กพูดในฐานะคนนอกที่เข้าไปคลุกคลีกับคนท้องถิ่นจนผูกพัน

“ถ้ากายดี ใจดี สังคมดี มันจะส่งผลไปเรื่องเศรษฐกิจเอง”

จากที่มองเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวทั่ว ๆ ไป ตอนนี้หากนึกถึงหัวหิน ปุ๊กเห็น ‘คน’ มากขึ้น เวลาไปเธอก็จะชอบเข้าไปคุยกับคน ดูว่าเขากำลังทำกิจกรรมอะไรกัน เธอได้รู้แล้วว่าที่นี่มีผู้คน วิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนเมืองไปในทุกวัน จนเป็นที่ที่คนไทยยังนึกถึง ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่

“พื้นที่ 25 ไร่ ตรงนี้ ถ้ามัน Success คนก็จะรู้จักหัวหินในหลายมิติ” 

ทีมออกแบบวาดหวังว่า เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ พื้นที่เรียนรู้สวนหลวงราชินีนี้จะเป็นที่ที่นักท่องเที่ยวแวะมาใช้เวลา มาดูสวนบำบัดน้ำ เดินช้อปของกินจากรถเข็น พาลูกชมคนหัวหินเล่นดนตรี มานั่งเล่นดูคลื่นอย่างสบายอารมณ์ร่วมกับคนในพื้นที่

แล้วทะเลหัวหินก็จะไม่เป็นเพียงของคนที่มาทานอาหารในร้านริมหาด หรือคนที่จ่ายเงินนอนโรงแรมอีกต่อไป แต่กลายเป็นทะเลของทุกคนอย่างแท้จริง

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load