7 พฤศจิกายน 2561
54 K

ไม้ไผ่นั้นอยู่รอบตัวเรา

เรียกว่าถ้าหันไปมองรอบๆ ตัวเราจะเห็นไม้ไผ่อยู่เสมอๆ ทั้งอาหารการกินอย่างข้าวหลามจนถึงหน่อไม้ ถ้าเป็นข้าวของเครื่องใช้ก็มีทั้งกระด้ง กระจาด ตะกร้า กระติ๊บ หรือแม้แต่ของเล็กๆ น้อยๆ ในบ้านก็ล้วนแล้วแต่มีที่มาจากไม้ไผ่เช่นกัน อย่างไม้กวาด มู่ลี่ ถาดใส่ของ ด้ามแปรง และอื่นๆ อีกมากมายหลายร้อยสิ่ง

เรานั้นคุ้นเคยกับการเห็นไม้ไผ่เป็นของใช้ใกล้ตัวราคาถูกอยู่ตลอด

กรกต อารมย์ดี

กรกต อารมย์ดี

แต่ถ้าผมบอกว่ามีคนที่หยิบเอาไม้ไผ่และเทคนิคการผูกและมัดมาสร้างสรรค์จนเกิดเป็นผลงานศิลปะออกมาได้ด้วย และไม่ใช่เพียงแค่สร้างขึ้นมาได้เฉยๆ แต่กลับมีคนเห็นและให้คุณค่าในผลงานนั้น ขนาดว่าสถาปนิกชื่อดังระดับโลก โรงแรมรีสอร์ตระดับห้าดาวจากทั่วทุกมุมโลก ไปจนถึงห้างใหญ่แสนหรูหรา ต้องมาจ้างให้ออกแบบและผลิตให้ คุณจะเชื่อกันไหม?

กรกต อารมย์ดี คือชื่อของนักออกแบบคนนั้น ซึ่งเขาคุยสนุกและอารมณ์ดีไม่แพ้นามสกุลของเขาเลยแม้แต่น้อย

กรกตเกิดในครอบครัวชาวประมงที่บ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี แต่ชอบจับพู่กันมากกว่าจับปลา เลยหันมาเรียนศิลปะและตัดสินใจจะประกอบอาชีพเป็นนักออกแบบ

กรกตออกแบบไม่เป็น ถึงขนาดที่เกือบจะถูกรีไทร์จากรั้วมหาวิทยาลัย ก่อนชีวิตจะพลิกผันให้หยิบจับเอางานฝีมือสร้างว่าวของก๋งมาประยุกต์ใช้ จนกลายมาเป็นนักออกแบบไทยที่มีคนต่างชาติยอมรับมากที่สุดคนหนึ่ง

กรกตชวนชาวประมงในชุมชนบ้านแหลมกว่า 40 ชีวิตให้มาช่วยทำงานจนมีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

กรกต อารมย์ดีกรกต อารมย์ดี

ถ้าการออกแบบคือวิชาที่เพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุทั้งด้านความงามและการใช้งาน คำถามก็คือไม้ไผ่ธรรมดาๆ ผสมกับเทคนิคการทำว่าวที่เชื่อมไม้ไผ่แต่ละอันเข้าด้วยกันด้วยการผูกและมัดนั้นบินไปอวดความสวยงามให้คนอีกซีกโลกหนึ่งเห็นได้ยังไง นี่คือคำถามที่เราก็สงสัยไม่ต่างกับคุณ เราจึงอาสาไปหาคำตอบมาให้ที่โรงงานของเขา

และนี่คือเรื่องราวของตัวเขา ก๋ง ว่าว และไม้ไผ่ที่เจือด้วยกลิ่นลมทะเลจางๆ ริมทะเลบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี

อยากให้ศิลปะอยู่ในชีวิตประจำวัน

“อยากเห็นศิลปะอยู่ในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป” คือความฝันที่กรกตตอบหลังจากที่ผมถามถึงที่มาเรื่องความสนใจด้านศิลปะของเขา

ตั้งแต่เด็ก กรกตชอบศิลปะโดยเฉพาะการวาดภาพ วาดมาเรื่อยๆ เมื่อเขารู้ตัวอีกทีก็ได้มาเป็นตัวแทนระดับโรงเรียนในกิจกรรมด้านการวาดรูป ก่อนจะสอบเข้าเรียนภาควิชาจิตรกรรม คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา สำเร็จ ในระหว่างที่เรียนเจ้าตัวยอมรับว่าชอบเรียนแต่วิชาที่เป็นเรื่องของศิลปะไทยพื้นบ้าน แทนที่จะเป็นวิชาด้านสุนทรียศาสตร์แขนงต่างๆ ยืนยันด้วยวิทยานิพนธ์ของเขาที่เลือกวาดภาพบรรดาคนไร้บ้านที่บางแสน

หลังจากเรียนจบเขาก็มาพบว่าตัวเองอยากจะพัฒนาต่อยอดงานศิลปะให้เป็นสินค้าที่มีฟังก์ชันการใช้งานเพื่อที่จะสามารถอยู่ในชีวิตประจำวันในสังคมได้ ก็เลยมาเรียนต่อปริญญาโทที่คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเน้นให้นักศึกษาสร้างงานศิลปะเพื่อตกแต่งและสร้างบรรยากาศภายในสถานที่ต่างๆ แม้จะสอบติดแต่ก็อยู่ในฐานะนักศึกษาทดลองเรียน ซึ่งแปลว่าถ้าเทอมแรกคะแนนไม่ถึงตามเกณฑ์ก็จะถูกรีไทร์และไม่ได้เรียนต่อทันที

“ผมยังใช้การวาดรูปทำงานต่อนี่แหละ ตอนนั้นก็เขียนแบบที่เราถนัด นั่นก็คือการวาดรูปคนไร้บ้านต่อ ซึ่งหลังจากเรียนไปได้สักพักอาจารย์ก็พูดว่า ถ้านายยังคงเขียนเรื่องชีวิตรันทดอยู่เนี่ย ใครมันจะเอาไปประดับบ้าน นายน่าจะเปลี่ยนลักษณะการทำงานไปในเชิงศิลปะที่ทำให้เห็นความดีงามของชีวิตบ้าง ผมเลยหันมาเขียนรูปชีวิตชาวประมง ซึ่งเป็นพื้นเพของทางบ้านแทน ผลตอบรับไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ยังพอรอดจากเทอมแรกมาได้”

พอมาถึงเทอมที่ 2 ตามหลักสูตรการเรียนก็มีวิชาออกแบบเพิ่มเข้ามาอีกด้วย กรกตก็รู้แล้วว่าการเขียนรูปไม่น่าจะช่วยให้เขาเรียนจนจบได้แน่ๆ และเขาไม่มีพื้นฐานการออกแบบแม้แต่นิดเดียว ในความกังวลนั้นทำให้เขาคิดถึงก๋ง หรือคุณตา ขึ้นมา คิดถึงสมัยเด็กๆ ที่ก๋งเป็นนักทำว่าวมือหนึ่งของย่านนั้น ตามประสาของชาวประมงที่ถึงเวลาหน้าลมมาก็จะทำว่าวไปแข่งกันทุกปี

การนึกถึงก๋งไม่เพียงทำให้เขารู้สึกสบายใจ แต่นึกไปถึงพื้นฐานการทำว่าวที่ก๋งเป็นคนสอนให้ด้วย ก่อนที่จะเกิดไอเดียและหยิบเอาพื้นฐานนั้นมาสร้างเป็นชิ้นงานไม้ไผ่แล้วเอาเข้ามาคุยกับทางอาจารย์ในคณะ ซึ่งอาจารย์ก็สนใจและบอกให้ลองทำรูปทรงให้หลากหลายมากกว่านี้

“ตอนนั้นนึกอะไรไม่ออก แต่นึกถึงก๋งขึ้นมาแล้วโคตรมีความสุขเลย ก็เลยทำออกมาใหญ่เลย ไปๆ มาๆ ก็ตกวิชาเพนติ้งที่เราเลือกเป็นวิชาหลัก ส่วนออกแบบไม้ไผ่ซึ่งเป็นวิชารองก็กลายมาเป็นวิชาหลักแทน คือภาควิชามัณฑนศิลป์ที่ศิลปากรมีพื้นฐานเริ่มต้นมาจากการสนับสนุนให้นักศึกษานำเอาศิลปะพื้นบ้านมาทำให้กลายเป็นงานศิลปะแบบร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็นการปั้น ทอผ้า งานหัตถกรรมต่างๆ

“ซึ่งงานไม้ไผ่เนี่ยแทบไม่มีใครนำมาทำใหม่ให้โมเดิร์นเลย คณะอาจารย์เขาก็เลยสนใจและสนับสนุนให้ผมทำงานไม้ไผ่แทนการเขียนรูป อาจารย์เขาบอกว่าเด็กปีหนึ่ง ปริญญาตรี ที่เพิ่งเข้ามาเรียนที่ศิลปากรยังเขียนได้ดีกว่านายอีก นายไม่ต้องวาดรูปแล้ว วาดห่วยแตก ไปทำไม้ไผ่มาแทน” กรกตเล่าความหลังเจือเสียงหัวเราะ

ด้วยความที่เขาหันมาจับงานไม้ไผ่เอากลางเทอม ต่างกับเพื่อนๆ ในรุ่นที่ทำงานมาอย่างต่อเนื่อง ปิดเทอมนั้นกรกตจึงไม่ได้กลับบ้าน แต่ต้องขลุกทำงานไม้ไผ่ของเขาอยู่ในเวิร์กช็อปที่ทับแก้วตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึงตี 3 ตลอดปิดเทอม เพื่อให้ทำงานตามเพื่อนๆ ทัน

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

เรื่องว่าวเรื่องใหญ่

กรกตเกิดในครอบครัวชาวประมง (บ้านของเขาทำอาชีพขายปลาหมึก) ด้วยความที่พื้นที่อยู่อาศัยอยู่ติดทะเลซึ่งง่ายต่อการเป็นสนิมของโลหะประเภทต่างๆ ทำให้ชาวประมงไม่สามารถใช้ตะปูในการสร้างส่ิงของต่างๆ ได้ ต้องใช้วัสดุธรรมชาติมาผูกและมัด ไม่ว่าจะเป็นอวนหรือที่ตากปลา ในเวลาที่ลมมรสุมเข้าจนไม่สามารถออกเรือไปหาปลาได้ ชาวประมงก็ใช้การผูกและมัดนี่แหละทำว่าวมาแข่งกัน เป็นเหมือนกีฬาและประเพณีของชาวเล

ในฐานะที่ผมไม่มีความรู้ด้านนี้เลย ผมถามกรกตว่า การขึ้นรูปไม้ไผ่ด้วยวิธีการมัดและผูกแบบการทำว่าวนี้มันต่างจากจักสานยังไงบ้าง

“รูปทรงจากการขึ้นรูปแบบว่าวที่ใช้การผูกและมัดทำให้ผมสามารถกำหนดรูปทรงของตัวงานได้อย่างอิสระผ่านจุดที่ใช้ผูก โดยสามารถให้ไม้ไผ่ดัดโค้งหรือเป็นเส้นตรงก็ได้ ต่างจากการสานที่เกิดจากการเอาวัสดุมาเรียงและขัดกันให้เกิดเป็นรูปทรง มันเหมือนเป็นการเชื่อมกันระหว่างเส้นตั้งและเส้นนอนผ่านการสร้างจุดต่างๆ ในชิ้นงาน พอเชื่อมจุดขึ้นมาแล้วมันก็เกิดเป็น Grid และสร้างรูปทรงที่แตกต่างจากการสานปกติ” กรกตอธิบายให้เห็นถึงความแตกต่างของการทำรูปทรงแบบการทำว่าว

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

แต่ถึงแม้จะมีพื้นฐานการทำว่าวที่ก๋งสอนมา กรกตก็พบว่าตัวเขายังไม่มีความรู้และความเข้าใจเรื่องพื้นฐานของการทำว่าว จึงศึกษาด้วยตัวเองผ่านหนังสือหลายๆ เล่มอย่างตำราและกติกาการแข่งว่าวของพระยาภิรมย์ภักดี กฎกติกาการเล่นว่าวจุฬาปักเป้า ที่นอกจากจะสอนกติกาการเล่นว่าวแล้ว ยังบอกวิธีการและวัสดุการทำว่าวไปพร้อมๆ กับการทดลองทำ ตั้งแต่การเหลาไม้ไผ่เองไปจนถึงการผูกและมัดสร้างรูปทรงขึ้นมา และถ้ามีปัญหาที่ไม่รู้คำตอบจึงค่อยไปถามก๋งดูอีกที ซึ่งว่าวตัวบางๆ ที่ลอยอยู่บนท้องฟ้านั้นแท้จริงแล้วเต็มไปด้วยรายละเอียดและเทคนิคมากมายที่ถ้าไม่ได้ลงมือทำเองก็คงจะไม่มีทางรู้ได้ ไม่ว่าจะเป็น

ไม้ไผ่

กรกตเล่าให้ฟังว่าไม้ไผ่ที่ดีที่สุดและเหมาะกับการใช้งานก็คือ ไม้ไผ่จากไผ่สีสุกที่มีอายุ 3 ปีขึ้นไป โดยให้ใช้ไม้ไผ่ที่อยู่ตรงกลางของลำปล้อง สูงเหนือจากพื้นขึ้นไป 3 เมตร ใช้เฉพาะผิวไม้ไผ่เท่านั้น เพราะผิวคือส่วนที่มีเส้นใยเยอะที่สุด ต่างกับตัวท้องไม้ไผ่ที่มีแป้งกับน้ำตาลเยอะกว่าจึงดึงดูดแมลงมากิน และช่วงเวลาในการตัดคือช่วงเดือนสองหรือเดือนสาม เพราะเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีฝนมาสักพัก ทำให้ไม้ไผ่แห้งและสปริงตัวได้ดี ซึ่งแต่ละท้องถิ่นที่ทำว่าวจะมีวิธีการใช้ไม้ไผ่มาทำว่าวแตกต่างกัน อย่างของก๋งกรกตนั้นผิวไม้ไผ่จะอยู่ด้านบนของตัวว่าว แต่ทางปทุมธานีผิวจะอยู่ทางด้านหน้า ของทางภาคใต้ผิวไผ่จะอยู่ด้านล่างแทน

กรตกยังเล่าให้ฟังต่อว่า ไม้ไผ่ชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นไผ่ตง ไผ่นวล ไผ่ป่า ไม้รวกนั้น ต่างก็มีเส้นใยที่แตกต่างกันทั้งหมด การที่เขาเลือกไผ่สีสุกมาใช้ทำงานนั้นไม่ได้แปลว่าไผ่ชนิดอื่นนั้นไม่ดี แต่เพราะมันเหมาะกับการใช้งานแบบอื่นมากกว่า อย่างไม้รวกก็เก่งในการเอามาปักทำรั้วมากกว่า เพราะพอเราใช้ทั้งลำ ลักษณะผิวเรียบมันของไม้รวกจะช่วยปกป้องน้ำจากเนื้อไม้ได้ดี ทำให้ทำรั้วอยู่ได้คงทนกว่า

เชือก

แม้แต่เชือกที่ใช้ผูกและมัดก็ยังสำคัญ กรกตพบว่าเชือกที่ใช้ในการผูกและมัดทำว่าวก็คือ ป่านด้ายดิบ ซึ่งเป็นเส้นใยดั้งเดิมที่ชาวประมงเอาไว้ใช้ในการอุดเรือรั่วด้วย ป่านด้ายดิบนั้นทำมาจากป่านสายพันธุ์รามีที่ซึ่งมีที่มาจากแถวอีสาน ก่อนจะนำมาควั่นเป็นเชือกในหมู่บ้านมุสลิมที่บางขุนไทร ราชบุรี แล้วต้มเชือกป่านด้ายดิบนี้กับรากต้นแสมและโกงกางที่เป็นภูมิปัญญาของชาวประมง เพราะยางของทั้งสองต้นนี้จะช่วยทำให้เชือกมีความเหนียวและทนมากขึ้น ก่อนจะเคลือบผิวด้านนอกของเชือกด้วยกาวหนังควายอีกรอบเพื่อให้แข็งแรงและทนทานมากขึ้น

การผูกและมัด

กรกตบอกว่า ก๋งมักจะสอนเขาเสมอๆ ว่าการทำว่าวมักจะใช้การผูกเงื่อนของตัวเองที่ไม่เหมือนการผูกสิ่งอื่น ไม่ว่าจะเป็นเงื่อน กระตุกเบ็ด ผูกแป หักคอไก่ แล้วตำแหน่งในการผูกก็สำคัญเช่นกัน เพื่อที่จะทำให้ชิ้นงานแข็งแรงและคงทน

การดัดโค้งไม้ไผ่

หลังจากทดลองทำงานอยู่เดือนหนึ่ง กรกตก็เจอปัญหาว่าไม่สามารถดัดไม้ไผ่ให้เป็นทรงโค้งตามที่ต้องการได้ เลยลองใช้เทคนิคการอบไอน้ำแบบการดัดหวายมาใช้แต่ก็ไม่สำเร็จ เมื่อมาปรึกษาก๋งเลยถูกสอนว่า การจะดัดไม้ไผ่ต้องใช้น้ำตาลโตนดช่วยดัด เพราะน้ำตาลมีจุดเดือดที่สูงกว่าน้ำและซึมเข้าไปในข้อไม้ไผ่ได้ดี เมื่อเอาไปผ่านความร้อนจะดัดโค้งได้ง่าย ซึ่งก็ต้องเหลาไผ่ให้แบนและบางกว่าปกติหน่อยเพื่อไม่ให้เส้นใยด้านในที่แข็งกว่าดันด้านนอกจนหักหรือแตกได้

จบการศึกษา

หลังจากกรกตใช้เวลา 2 เดือนช่วงปิดเทอมทดลองทำไม้ไผ่เป็นทรงต่างๆ เช่นสัตว์ และสิ่งของรอบๆ ตัวอย่างดอกกุหลาบ กระเทียม มะรุม ถั่วเขียว มะขามเทศ มะกอก ไข่กบ ออกมาจำนวนมาก เพื่อฝึกฝีมือให้ชำนาญ เพราะกรกตเชื่อว่าพื้นฐานของการทำงานศิลปะคือเรียนรู้ด้วยการปฎิบัติ ซึ่งพอทำไปมากๆ ก็เกิดความชำนาญและเกิดความเข้าใจจนมองเห็นรูปทรงทุกอย่างเป็นโครงสร้างของไม้ไผ่ได้เลย หลังจากการส่งงานเหล่าอาจารย์ กรกตจึงผ่านการสอบและได้เรียนต่อจนเข้าสู่การทำวิทยานิพนธ์

“โจทย์การทำวิทยานิพนธ์ของคณะนี้ก็คือ การไปหาไซต์แล้วเอางานศิลปะของเราไปตั้งในพื้นที่นั้นๆ เพื่อส่งเสริมด้านความสวยงามและความรู้สึกที่มีในสถานที่นั้นๆ ผมก็เลือกไซต์โครงการเป็นโรงแรมแห่งหนึ่งในหัวหิน และด้วยความที่หัวหินเป็นเมืองหอย ผมเลยเลือกหยิบเอารูปทรงของหอยต่างๆ ดอกไม้ และผลไม้ มาทำเป็นประติมากรรมไม้ไผ่ ผมอยากให้ประติมากรรมนี้ให้ความรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย แก่ผู้มาพัก ด้านนอกโครงสร้างจะต้องให้ความรู้สึกมั่นคงแข็งแรงเลยเลือกใช้ไม้ไผ่ที่มีขนาดใหญ่กว่าด้านใน เพื่อให้เกิดคอนทราสต์ระหว่างเส้นสาย รวมไปถึงเลือกใช้ผิวไผ่หลายๆ แบบ ทั้งแบบกลมและแบบแบน”

จากการใช้ไม้ไผ่ขนาดแตกต่างกันทำให้กรกตค้นพบเทคนิคใหม่ในการทำงาน ด้วยขนาดของไม้ไผ่ที่ไม่เท่ากันนี้เองทำให้เกิดการบิดของรูปทรงจนกลายมาเป็นเส้นโค้ง เกิดเป็นความพลิ้วและนุ่มนวลขึ้นมา และผลงานนี้ก็ทำให้กรกตจบการศึกษาระดับปริญญาโทในที่สุด

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

ว่าวที่ลอยสู่ยุโรป

หลังจากเรียนจบกรกตก็ส่งผลงานประติมากรรมไม้ไผ่ที่เป็นวิทยานิพนธ์เข้าร่วมการประกวดหลายโครงการทั่วประเทศ อย่างเช่นโครงการ OTOP ซึ่งก็มีที่ชนะรางวัลใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ก่อนโลกความจริงจะพาให้กรกตนำประติมากรรมไม้ไผ่ของเขามาดัดแปลงเป็นโคมไฟและนำไปตั้งวางขายอยู่ที่จตุจักร หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้ก็คงคิดว่าผลงานของเขาจะต้องขายดีและสร้างแบรนด์ขึ้นจากที่นี่-แต่ตัดภาพมา โคมไฟของเขาขายไม่ออกเลยแม้แต่ชิ้นเดียว

“ตอนนั้นไม่รู้จะทำยังไงต่อก็เลยไปวางขายที่ตลาดนัดสวนจตุจักร ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 800 บาท ซึ่งขายไม่ออกเลย (หัวเราะ) ทีนี้มีรุ่นพี่คนหนึ่งมาชวนว่าจะมีงานสัมมนาเกษตรก้าวหน้า อยากให้เอางานมาตั้งแสดงหน่อย ผมก็เอาไปวางตั้งไว้ ปรากฎว่ามีผู้ใหญ่ที่มาเห็นงานแล้วขอซื้อไปหมดเลยทุกชิ้น โดยซื้อในราคาหลายพันด้วย ตอนนั้นเราก็คิดแล้วว่าจตุจักรเนี่ยไม่ใช่ตลาดของเรา เราก็ต้องเปลี่ยนตลาดของเราแทน”

กรกต อารมย์ดี

หลังจากนั้นไม่นาน กรกตได้ยินเรื่องกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะจัดประกวดผลงานเพื่อหานักออกแบบไปแสดงงานที่ประเทศฝรั่งเศสในงาน MAISON&OBJET ซึ่งถือเป็นงานเทรดโชว์แสดงสินค้าดีไซน์ที่ใหญ่อันดับต้นๆ ของยุโรปและของโลก ก็เลยเอาประติมากรรมไม้ไผ่และโคมไฟส่งเข้าประกวดอีกครั้ง

“เหมือนส่งวิทยานิพนธ์อีกครั้ง” กรกตบอกความรู้สึกตอนนั้น “กรรมการนั่งเรียงกันเป็นแถวเลยนะ มีทั้ง ผอ. กรม นักออกแบบรุ่นใหญ่ ผู้ประกอบการ สื่อมวลชน ไปจนถึงผู้จัดงานจากฝรั่งเศสด้วย ซึ่งพอถึงตอนที่ต้องนำเสนองานก็ขึ้นมาอธิบายแนวคิดของชิ้นงานให้คณะกรรมการฟัง และความฝันที่ผมอยากจะช่วยชาวประมงในชุมชนให้มีงานและรายได้ หลังจากเกิดภาวะน้ำมันแพงจนชาวประมงไม่สามารถออกเรือไปจับปลาได้ ซึ่งถ้าได้ไปแสดงงานที่ฝรั่งเศสแล้วมีการสั่งซื้อสินค้าเข้ามา ก็จะสอนและถ่ายทอดวิธีการสร้างงานให้ชาวประมงพื้นบ้านในละแวกนั้นมีอาชีพใหม่ขึ้นมาได้”

ซึ่งกรกตก็ได้รับคัดเลือกให้ไปแสดงงานที่ฝรั่งเศสจริงๆ ทำให้เขาทั้งดีใจและกลุ้มใจไปในเวลาเดียวกัน เพราะไม่รู้เลยว่าจะต้องเตรียมงานแบบไหนไปจัดแสดงให้เหมาะสม

“การได้ไปฝรั่งเศสทำให้เราต้องทำการบ้านอย่างหนัก ผมก็เลยเข้าไปหา พี่สุวรรณ คงขุนเทียน (นักออกแบบชั้นนำของไทย ผู้เป็นหนึ่งในกรรมการตัดสินการหานักออกแบบไปฝรั่งเศสในตอนนั้นด้วย) แกก็แนะนำให้ไปเปิดดูหนังสือและแมกกาซีน ให้เห็นว่าเขาอยู่กันยังไง มีชีวิตยังไง ใช้สินค้าอะไรในชีวิตบ้าง เราก็ไปเปิดดูทั้งหมด ศึกษาและทำการบ้านเสร็จก็มาคิดว่าจะทำของแบบไหนไปขาย”

แต่เพราะลงเงินไปกับการทำสินค้าใหม่เพื่อไปแสดงงาน กรกตจึงเหลือเงินติดตัวไปฝรั่งเศสเพียงแค่ 5,000 บาทเท่านั้น เพียงแค่วันแรกที่ไปถึงกรกตก็ใช้เงินทั้งหมดไปแล้ว ผมถามเจ้าตัวว่า แล้วทำไมถึงเอาเงินมาน้อยเหลือเกิน แกก็บอกว่างานที่ทำมามันน่าจะพอขายได้บ้างแหละ

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

“พอถึงวันจัดงานผมก็ลงมากินข้าวเช้าที่โรงแรมซึ่งเป็นแบบบุฟเฟต์ แล้วแอบหยิบขนมปังอะไรติดมือมาด้วยเผื่อว่าขายงานไม่ได้จะได้มีข้าวกิน (ฮา) พอไปถึงที่จัดงานก็ตกใจ เพราะมีคนมาเข้าแถวต่อกันยาวเลย มีทั้งเจ้าของโรงแรม สถาปนิก นักออกแบบภายใน ไปจนถึงมีสื่อมารอสัมภาษณ์ด้วย งานทั้งหมดที่เตรียมไปขายหมดตั้งแต่ครึ่งวันแรก และมีคนมาพูดคุยเพราะสนใจงานที่เราทำ บางคนมาติดต่อขอสั่งซื้อในปริมาณมหาศาลด้วย แต่ผมไม่สามารถรับยอดสั่งซื้อนั้นได้เพราะไม่มีกำลังผลิต สรุปว่าคุยกับคนทั้งวันจนจบงาน ไม่ได้กินครัวซองต์ที่แอบห่อมา (ฮา)”

หลังกลับมาจากฝรั่งเศส กรกตเก็บเงินที่ได้จากการขายของมาจ้างชาวบ้านละแวกนั้นให้มาช่วยทำงานอีก 8 คนแม้จะยังไม่ได้ยอดสั่งซื้อใดๆ จากฝรั่งเศสก็ตาม แล้วจะจ้างคนเยอะขนาดนั้นไปทำไม ผมสงสัย

“มันเป็นทางออกให้กับตัวผมในอนาคต การเก็บเงินที่ขายงานได้มาจ้างคนเพื่อทำงานใหม่ๆ ไว้ออกแสดงงาน BIG+BIH (งานเทรดโชว์ของบ้านเราที่จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ) ที่จะจัดในช่วงปลายปี ทำให้มีผลงานออกมาต่อเนื่อง ลูกค้าจะได้เห็นภาพรวมของแบรนด์ คนที่รู้จักเราแล้วเขาก็จะมาดูความคืบหน้าของเราด้วยว่าไม่ได้ทำครั้งเดียวแล้วเลิก เหมือนเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า”

ซึ่งหลังจากที่ไปออกงาน BIG+BIH แล้ว ลูกค้าจากฝรั่งเศสก็ตามมาหาและเจองานใหม่ๆ ทำให้เกิดการซื้อขายเกิดขึ้น และผลงานของกรกตก็เริ่มได้ออกเดินทางข้ามโลกไปอยู่ตามร้านขายของแต่งบ้าน โชว์รูมเฟอร์นิเจอร์ โรงแรมหรูต่างๆ นับตั้งแต่นั้นมา

กรกต อารมย์ดี

กรกต อารมย์ดี

กรกต อารมย์ดี

มัณฑนากรมือใหม่

ผมถามกรกตถึงงานที่ทำให้เขาได้มาทำงานออกแบบในพื้นที่กับเหล่าสถาปนิกอย่างเต็มตัว เพราะจากการไปออกงานแสดงสินค้าก็มักจะทำได้แค่ขายของเพียงอย่างเดียว

“ในช่วงแรกๆ แบรนด์เราทำโปรดักต์ไปขายเพื่อหาเงินมาหมุนเวียน สร้างคน สร้างงานก่อน เราไม่สามารถทำงานโปรเจกต์ศิลปะได้โดยตรง แต่พอเริ่มมีคนชวนไปทำแล้วได้ออกสื่อบ้างก็เริ่มมีคนรู้จักและชวนมาทำงานมัณฑนศิลป์ในพื้นที่อย่างเต็มตัว อย่างตอนนั้นผมมีโอกาสได้รู้จักคุณอังกูร แกเป็นสถาปนิกที่เปิดร้านขายสินค้าดีไซน์อยู่ที่นิวยอร์ก (ในปัจจุบันไม่มีแล้ว) ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงงาน New York Fashion Week ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ร้านค้าต่างๆ จะประดับตกแต่งร้านตัวเองให้โดดเด่นรับงานแฟชั่นวีก แกเลยติดต่อมาให้ผมผลิตชิ้นงานให้ โดยให้ออกแบบเหมือนเป็นงานศิลปะเลย

“ผมทำงานและส่งงานไป สักพักทางนั้นก็ติดต่อมาให้เดินทางไปที่นิวยอร์ก เพราะว่างานมันชิ้นใหญ่เกินไปจนเอาเข้าประตูไม่ได้ ผมก็ตกใจและรีบเดินทางไป พอไปถึงที่ก็เจอแกบอกว่า แกให้คนตัดประตูร้านเอาชิ้นงานไปจัดแสดงแล้ว ที่เรียกมาคืออยากให้เซอร์ไพรส์ และก็เซอร์ไพรส์จริงๆ เพราะงานทุกชิ้นที่จัดแสดงขายได้หมดเลย ทีนี้ก็เลยเริ่มมีโปรเจกต์เกี่ยวกับงานศิลปะเข้ามามากขึ้น โดยเริ่มต้นที่โรงแรมหลายๆ แห่งทั้งในไทยและที่อื่น และก็เริ่มมีงานในห้างสรรพสินค้าด้วย” กรกตเล่าถึงการแสดงงานศิลปะครั้งแรกอย่างสนุก

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

แล้วความต่างจากการทำสินค้ามาสู่การตกแต่งในโรงแรมมันแตกต่างกันยังไงบ้าง ผมสงสัย

“ต่างครับ หลักๆ คือทางสถาปนิกเขาจะกำหนดกรอบการทำงานมาให้เรา อย่างโปรเจกต์โรงแรมเขาจะบอกเรามาว่ามีพื้นที่ว่างขนาดเท่านี้ ขอโคมไฟขนาดเท่านี้ เราก็ทำแบบไปให้ดูก่อนจะเริ่มขึ้นตัวงาน ซึ่งพอตัวชิ้นงานมันจะต้องไปอยู่ในพื้นที่ขนาดใหญ่ ขนาดของชิ้นงานมันก็ต้องใหญ่ขึ้น อย่างพวกโคมไฟในโรงแรมที่ทำอยู่นี่ก็กว้าง 2 เมตร ลึกครึ่งเมตร ยาว 4 เมตร

พอมันใหญ่ขึ้นโครงสร้างด้านในก็ต้องแข็งแรงขึ้นเช่นกัน แล้วบางครั้งยังต้องติดตั้งด้วยการแขวนลอยๆ ไว้อีก เราก็ต้องมาคิดทำโครงสร้างจากโลหะ และหาจุดแขวนที่แขวนแล้วได้สมดุลมั่นคงด้วย เพื่อให้มันตอบโจทย์ อีกส่วนที่สำคัญคือการขนส่ง เพราะงานที่ทำเป็นเส้นใยธรรมชาติที่ไม่ได้แข็งแรง จึงจำเป็นต้องห่อให้แน่นหนาและแข็งแรง ทนต่อการขนส่งให้ได้ และขนาดที่ใหญ่ที่สุดที่จะเข้าไปอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ได้ บางทีก็พูดกันเล่นๆ ว่าเราต้องวัดตั้งแต่ประตูบ้านเราไปจนถึงประตูบ้านลูกค้าเลย” กรกตอธิบาย

กรกต อารมย์ดี

“แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดคือการวางแผนการทำงาน ว่าออกแบบงานแบบนี้จะเริ่มขึ้นงานยังไง แบ่งคนมาทำมากน้อยแค่ไหน เริ่มมีการวางไทม์ไลน์ในการทำงาน จากที่เราเป็นนักออกแบบก็เริ่มต้องหันมาเรียนรู้การวางแผนงานด้วย เพื่อให้สามารถผลิตได้ทันตามความต้องการของลูกค้า”

กรกตยังเล่าให้ฟังอีกด้วยว่า ระยะหลังเริ่มรับงานตกแต่งห้างสรรพสินค้าเพิ่มเข้ามา ซึ่งเป็นโจทย์ที่ใหม่และถือว่าทำให้เขาได้เรียนรู้อีกเยอะ เพราะในโรงแรมสเปซมันสามารถรองรับการออกแบบที่หรูหราของชิ้นงานได้หมด แต่พอเป็นห้างสรรพสินค้า การตกแต่งจุดต่างๆ มันควรจะสวยแบบพอดีๆ ไม่โดดเด่นเกินกว่าตัวร้านค้า

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

จากว่าวสู่เครื่องเรือน

นอกจากการทำสินค้าอย่างโคมไฟหรือแอคเซสเซอรี่อย่างพวกถาดใส่ของแล้ว กรกตยังทำเฟอร์นิเจอร์ด้วย ซึ่งมีที่มาเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว

“เริ่มต้นประมาณเมื่อ 6 ปีที่แล้ว จุดเริ่มต้นคือตอนนั้นเราทำงานโปรเจกต์เป็นหลัก ซึ่งก็ทำชิ้นงานตกแต่งและโคมไฟ จนคิดว่าอยากขยับขยายออกไปทำอย่างอื่นบ้าง ก็เลยออกมาเป็นชุดโต๊ะและเก้าอี้กินข้าว โดยใช้โครงสร้างโลหะเพื่อให้แข็งแรงมากขึ้นมาผสมกับวิธีการขึ้นรูปด้วยการผูก การมัด เหมือนเดิม”

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

กรกต อารมย์ดี

เล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ ทำ

กรกตเล่าให้ฟังว่า งานอีเวนต์ของศูนย์ศิลปาชีพนี้เป็นงานที่ท้าทายการทำงานของเขามากๆ งานหนึ่งเลย

“ผมอยากจะสร้างพาวิลเลียนอันใหญ่จากไม้ไผ่สำหรับทำเวิร์กช็อปในงานของศูนย์ศิลปาชีพ คือผมเคยไปเดินสะพานข้ามแม่น้ำแซนที่ปารีส แล้วเห็นโครงสร้างสะพานแบบที่ไม่มีเสาตรงกลาง เลยคิดอยากจะใช้โครงสร้างแบบนี้แต่ทำด้วยไม้ไผ่ ซึ่งจำเป็นต้องทำเป็นทรงคันธนู และไม้ไผ่เป็นวัสดุที่มีศักยภาพจะทำได้ แต่ด้วยทุนและระยะเวลาที่จำกัดเลยต้องเปลี่ยนมาใช้เป็นโครงสร้างเหล็กแทน แต่ตัวชิ้นงานไม้ไผ่ที่ประดับในตัวศาลานั้นก็ถือว่าเป็นงานที่ใหญ่มากๆ ที่เคยทำมา”

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

สถาปัตยกรรมแบบกรกต

“นี่คืองานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมเคยทำมาเลย คือเป็นการทำทั้งโรงแรมเลยจริงๆ และทำกันเองแค่ตัวผมกับเพื่อนอีก 3 คน คอนเซปต์คือการนำเอาภูมิปัญญาชาวบ้านทั้งแม่กลอง อัมพวา บ้านแหลม มาผสมผสานกันและสร้างโรงแรมทั้งโรงแรมขึ้นมา โดยแสดงออกผ่านทั้งตัวสถาปัตยกรรมอย่างอาคารที่มีรูปทรงมาจากดอกกุหลาบ ไปจนถึงการตกแต่งด้านในอาคารที่มีการหยิบเอาลวดลายคลื่นของแม่น้ำมาทำให้เป็นชิ้นงานไปจนถึงปลาทูที่เป็นสัญลักษณ์ของแม่กลอง และควายซึ่งเป็นสัตว์ที่ผู้ก่อตั้งหนึ่งคนเลี้ยงไว้และชอบมาก

“ซึ่งการตกแต่งด้านในเนี่ยก็มีตั้งแต่การวางไว้ที่พื้น ตามผนัง ไปจนถึงห้อยลงมาจากตัวโครงสร้าง ซึ่งความยากที่สุดของการทำโรงแรมนี้ก็คืองานชิ้นที่เราเคยทำเป็นโคมไฟๆ เล็กๆ พอมันถูกขยายให้ขึ้นมาเป็นอาคารขนาดใหญ่ ด้านในของตัวโครงสร้างจึงต้องมีการเก็บรายละเอียดที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างมาก”

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

แล้วสิ่งที่ผมกับเพื่อนทำก็ไม่ได้มีแค่ตัวอาคารเท่านั้น คือเราทำกันทั้งโรงแรมตั้งแต่เริ่มต้นเลยจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการวางแปลนของทั้งโครงการ คิดรูปแบบของอาคาร รูปแบบของร้านกาแฟ ร้านอาหาร การตกแต่ง ศึกษาภูมิทัศน์ มีการไปปรึกษาขอความรู้จากทั้งวิศวกร นายช่าง และทางเขต เรียนรู้เรื่องการทำเขื่อนริมแม่น้ำ ฐานราก ระบบน้ำใช้ ระบบสุขาภิบาล จนถึงระบบไฟฟ้าทั้งหมดของทั้งโครงการ” กรกตเล่าถึงอย่างออกรส

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

แสงอาทิตย์เริ่มอ่อนลงใกล้ถึงเวลาที่ต้องเดินทางกลับ หลังจากที่กรกตพาผมเดินดูทั้งโรงงานของเขาแล้ว ผมถามกรกตว่าจากที่ตอนแรกสุดเลือกเรียนศิลปะเพราะอยากให้ศิลปะอยู่ในวิถีชีวิตของคน หลังจากที่ทำงานศิลปะเป็นอาชีพมาร่วมสิบปีแล้วได้ทำให้ศิลปะไปอยู่ในชีวิตคนรึยัง

“ก๋งได้ให้สมบัติอันล้ำค่ากับผมมาแล้วซึ่งคือการผูกมัดไม้ไผ่นี้ ผมก็ดีใจที่ยังรักษาสมบัตินี้ไว้ให้รุ่นลูกรุ่นหลานต่อไปโดยที่มันเข้าไปอยู่กับวิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบันนี้ได้ นอกจากนี้ มันยังช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้านในละแวกนี้ให้เขามีชีวิต ไม่ไปติดยาเสพติด มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ จนคุณลุงคุณป้าที่เป็นคนเตรียมไม้ไผ่ให้เราเนี่ยมีเงินเหลือจนเอาไปทำบุญได้ด้วยนะ

“ผมเชื่อว่าถ้าบรรดานักออกแบบกลับบ้านกันไปเยอะๆ เนี่ย มันจะช่วยชีวิตคนได้เยอะเลย เพราะจากวัสดุที่ไม่มีคุณค่าอะไรเลยอย่างไม้ไผ่ เมื่อมาเจอกับการออกแบบมันเลยมีมูลค่าขึ้นมาได้ ไม้ท่อนละไม่กี่สิบบาทเมื่อเจอกับการออกแบบมันก็กลายมาเป็น 8,000 บาทได้ และนั่นจะช่วยให้ชุมชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเยอะเลย” กรกตทิ้งท้าย ทำให้ผมรู้ว่านอกจากฝีมือการทำไม้ไผ่ที่เด็ดขาดแล้ว ความคิดความอ่านของเขานั้นก็งดงามและคมคายไม่แพ้กันเลย

กรกต อารมย์ดี

กรกต อารมย์ดี

ขอบคุณ กรกต อารมย์ดี

ห้างหุ้นส่วนจำกัด กรกต อินเตอร์เนชั่นนอล

335 หมู่ 10 ตำบลบ้านแหลม อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี 76110

https://www.facebook.com/Korakot-aromdee-Design-132119313537418/

http://www.korakot.net/

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

1 พฤศจิกายน 2565
2 K

“ไม่ได้เป็น Expert ทางด้านไหนซะทีเดียว แต่เรียนรู้ด้วยตัวเองจนรวบรวมพอมาเป็นผลงานได้”

เนตร พันธุมสินชัย หรือที่รู้จักกันในฐานะ ‘Wayward Gods’ บ้าง ‘Create! Nate! Create!’ บ้าง อธิบายความชอบอันมากมายหลากหลายของเขา 

ความชอบไม่จำเป็นต้องมีอย่างเดียว เป็นเรื่องปกติที่คนเรามักมีความชอบหลายแนวทางและรูปแบบ มีความสามารถมากกว่าหนึ่ง แม้อาจไม่ถึงขั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่อย่างน้อยทุกความชอบและความหมกมุ่นเหล่านั้น คงนำทางเราไปสู่เส้นทางไหนสักทาง ไม่ต่างกับเนตรที่เรียกตัวเองว่าเป็น Film Maker แต่สิ่งที่เราเห็นเขาทำในวันนี้ช่างมากกว่าสิ่งที่เขานิยามตัวเอง

เขาทำตั้งแต่วาดการ์ตูน เขียนบท กำกับ ออกแบบฉาก ออกแบบตัวละคร ออกแบบกราฟิก 3D ไปจนถึงคนทำ CG ซึ่งเพจ Wayward Gods เป็นโปรเจกต์ล่าสุดของเขาที่เกิดจากความชอบศิลปะไทยนำมาผสมผสานกับความเป็น Cyberpunk ผ่านคาแรกเตอร์ยักษ์ที่โลดแล่นบนโลกของ CG

มีโอกาสได้คุยกับเนตรทั้งที เขาเล่าเรื่องความชอบในแต่ละช่วงวัยให้ฟัง เริ่มจากฉากความฝันวัยเยาว์ของการอยากเป็นนักวาดการ์ตูน ฉากวัยรุ่นทำหนัง ฉากวัยทำงานด้านออกแบบ รวมไปถึงผลงาน 4 ชิ้นที่เนตรได้เรียนรู้ 

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

ฉากเปิด

เนตรเติบโตที่อเมริกาตั้งแต่เด็ก ในครอบครัวที่พ่อเป็นนักธุรกิจ แม่เป็นวิศวกร

ตัวเขาย้ายกลับมาเมืองไทยอีกครั้งตอนประถมศึกษาปีที่ 6 เรียนโรงเรียนอินเตอร์จนจบการศึกษามัธยมปลาย แล้วย้ายกลับไปเรียนมหาวิทยาลัยในด้านการตลาดที่อเมริกา ฟังยังไงก็ดูไม่มีตรงไหนเกี่ยวกับวงการศิลปะเลย

แต่เบื้องหลังของการอยู่กับตัวเลข คลุกคลีในด้านการตลาด เขาชื่นชอบการวาดรูปมาตั้งแต่จำความได้ และเสพติดการดูการ์ตูนในทุกรูปแบบ ดูการ์ตูนญี่ปุ่นตอนประถม อ่านการ์ตูนคอมมิกตอนมัธยม เขาโตมากับพวกซูเปอร์ฮีโร่ สไปเดอร์แมน แบทแมน Marvel ต่าง ๆ ตามประสาเด็กผู้ชาย จนกลายเป็นความใฝ่ฝันที่จะเป็นนักวาดการ์ตูนตั้งแต่ยังเล็ก

“จำได้ตอน ป.5 คุณครูถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ก็เขียนไปว่าอยากเป็นนักวาดการ์ตูน พ่อชอบเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง” เขาหัวเราะ

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

ดูเหมือนว่าแววศิลปะเขาจะเฉิดฉายตั้งแต่วัยเยาว์ ความชอบของเขาตะโกนออกมาผ่านทางสิ่งที่ทำอย่างไม่รู้ตัว เพียงแต่ถูกผลักดันไปอีกทางหนึ่ง จึงเป็นทางแยกระหว่างสิ่งที่ชอบกับสิ่งที่เรียน ถึงแม้ว่าเขาจะหันกลับไปทางแยกตรงนั้น เลือกเรียนในสิ่งที่ชอบอีกครั้ง แต่ก็…

“เราตั้งใจจะไปเรียน Film School ที่อเมริกาต่อ ก็สมัครไป แต่ไม่เข้ารอบสักอันเลย” เนตรขำตัวเอง “ก็เราไม่ได้เรียนทางด้านนี้อยู่แล้วเนอะ มีแต่แบกกราวนด์ธุรกิจ” 

ดูเหมือนจังหวะของโชคชะตาจะไม่เข้าข้าง แล้วเรียนรู้จากที่ไหน ถ้าไม่ได้เรียนรู้ทางด้านนี้โดยตรง เราถามเขา

“จริง ๆ YouTube เป็นอันที่เรียนรู้เองมากที่สุด เพราะไม่ได้ไป Film School ไม่ได้ไป Art School พยายามเรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเอง ด้วยการเรียนกราฟิก เรียน CG เรียนวาดรูปผ่านสิ่งรอบตัว

“เมื่อหลายปีที่แล้วเรามีโอกาสไปสอนที่ธรรมศาสตร์ ไปสอน Storytelling เด็กที่เรียนพวก 3D เราก็ไปสอนเป็นคอร์สเลย รู้สึกอิจฉาพวกน้อง ๆ นะที่ได้เรียน ในวัยนั้นเราก็อยากเรียนอะไรแบบนี้บ้าง แต่ไม่ได้เรียนเลย”

ดำเนินเรื่อง

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube
Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

แล้วก็มาถึงก้าวสำคัญของเนตร จากคนที่ชื่นชอบการวาดการ์ตูน เขาเลือกเดินทางตามใจตัวเองหลังเรียนจบมหาวิทยาลัย ด้วยการหันหลังให้กับด้านการตลาดที่เรียนมา แล้วหันมาทางสายครีเอทีฟมากขึ้นเรื่อย ๆ 

เหมือนเส้นทางสู่ Film Maker จะเริ่มชัดเจนแล้ว

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

“ผมวาดการ์ตูนเล่มนี้ ใช้เวลาทำประมาณ 1 ปี เขียนด้วยตัวเอง ไม่ได้พิมพ์กับสำนักพิมพ์ไหน เสร็จแล้วก็ลองส่งไปที่ค่ายหนังเมืองไทย ส่งไปทางกันตนา แล้วค่ายก็เรียกเราไปคุย จากนั้นเราก็ได้ทำงานที่กันตนาในด้านเขียนบท เริ่มจากการทำด้าน Storytelling วาดการ์ตูน และขยับไปทางแอนิเมชัน

“ตอนนั้นไปคุยกับ คุณจาฤก กัลย์จาฤก ที่เป็นหัวหน้าใหญ่ของกันตนา เขาบอกว่าลองไปทางแอนิเมชันไหม เราก็เลยโอเค แล้วก็ได้สนิทกับ พี่คำป้อน-คมภิญญ์ เข็มกำเนิด ผู้กำกับ ก้านกล้วย ผมทำงานกับเขาตลอดเวลาที่ทำกันตนา ได้ช่วยเขียนเรื่อง Echo Planet ที่เป็นหนังของเขาด้วย เป็นภาพยนตร์แอนิเมชัน 3 มิติ เป็นการ์ตูนที่เขาลงทุนเยอะเหมือนกัน”

ตอนนั้นเส้นทาง Film Maker ของเนตรเหมือนจะไปได้สวย และได้ต่อยอดฝีมือมากมายจากการเข้าไปอยู่ที่กันตนาในฐานะฟรีแลนซ์เป็นเวลาหลายปี

จนเขาเริ่มหันมาทำของตัวเองอย่างเต็มตัว โดยไม่ได้พึ่งทางค่ายไหน แสดงผลงานผ่านทางยูทูบชาแนล Create! Nate! Create! ใน 3 ปีหลัง เนตรมีความสนใจทาง CG มากกว่าเดิม จึงลองฝึกฝนด้วยตัวเอง เน้นการเรียนรู้ผ่านทางยูทูบอย่างที่เคยทำ

“เพราะยูทูบเต็มไปด้วยคนเก่ง ๆ เป็นแรงบันดาลใจว่า ผมเองก็น่าจะทำแบบนั้นได้เหมือนกันนะ!”

เขาเริ่มจากงานชิ้นแรก ๆ ด้วยการลองทำ MV เพลง Enough for Loneliness and Internet Today ของวง TELEX TELEXS

“MV นี้เป็นชิ้นแรกที่เราพยายามจะทำ 3D ผสมกับภาพถ่าย ออกไปถ่ายตอนตี 2 ตี 3 ที่สยาม ไม่มีรถ ไม่มีอะไรเลย ก็เลยถ่ายกลางถนนได้ ถ่ายเป็นวิดีโอประมาณ 2 คืน มันเป็นฟีล ๆ เพลงเหงา ลองทำเล่น ๆ เฉย ๆ ไม่ได้หาตังค์กับเรื่องพวกนี้เลย ทำเพื่อเรียนรู้ ฝึกทำ”

ฉากไคลแมกซ์

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

เส้นทางการมาสาย CG ของเนตรเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ จนล่าสุดโปรเจกต์ที่ชื่อว่า Wayward Gods ก็ปรากฏขึ้น นั่นทำให้คนส่วนใหญ่รู้จักเขาในชื่อนี้

“Wayward Gods เป็นเทพที่บิดเบี้ยวไปในทางที่เพี้ยนหน่อย ๆ เหมือนเทพที่ไม่ธรรมดา ไม่ได้ตามเส้นทางปกติ เพราะมัน Cyberpunk” เนตรเล่าอย่างอารมณ์ดี

จุดเริ่มต้นของ Wayward Gods เกิดจากความชอบเช่นเคย ไม่ต่างจากชิ้นงานอื่น ๆ ที่เขาเริ่มต้นทำด้วยความอยากลองในสิ่งที่สนใจ ถึงแม้ว่าเขาจะเติบโตที่เมืองนอก แต่ก็ยังชื่นชอบความเป็นไทย

“เราชอบยักษ์ จำได้ตั้งแต่เด็กเลย มาเมืองไทยก็เห็นรูปปั้นใหญ่ของยักษ์ เป็นไอคอนที่ชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับความเป็นไทย เราก็เลยติดใจพวกยักษ์มาก”

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

“นี่คือสิ่งแรกที่ทำ หมวกหัวโขนเทสสึกัณฐ์ ได้แรงบันดาลใจมาจากทศกัณฐ์แหละ แต่เราอยากได้ชื่อญี่ปุ่น ๆ เลยตั้งว่าเทสสึ! ตั้งใจอยากได้หมวกหัวยักษ์ออกมาเป็นของจริง เป็นหมวกแบบ Cyberpunk ตอนแรกเรามีแค่ความอยากลองเลย จากนั้นก็ค่อย ๆ พัฒนาเป็นโลกของ CG ซึ่งมีหมวกหนุมานด้วย”

แล้วทำไมต้องนำมาผสมกับความ Cyberpunk – เราสานบทสนทนาต่อ

“Cyberpunk เป็นที่นิยมกันมากนะในตอนนี้ ดูบนอินสตาแกรมก็เต็มไปด้วยสไตล์ Cyberpunk หรือเกม Cyberpunk ก็มี  เลยคิดว่าเราลองเอาความเป็นไทยเข้ามาตรงนี้ได้ด้วยเหมือนกัน

“เรานำความชอบมาใส่ ไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่านี้ แต่ก็รู้ว่าการทำด้วยตัวเองจะต้องไปฝึกเรียนกราฟิกให้มาก ๆ ถึงจะออกมาได้ตามแบบที่ต้องการ และทำได้แบบที่ไม่ต้องเสียตังค์ ยกเว้นซื้อคอมเนี่ยแหละ” เขาพูดติดตลก “เพราะทำจริง ๆ แล้วมันหลายล้านเหรียญ หลายล้านบาท แต่โอเค นั่งทำเองก็ได้ มันแค่ต้องใช้เวลา แต่ข้อดีของเทคโนโลยีในปัจจุบันคือทำได้ด้วยตัวเอง”

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube
Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

“นั่งปั้นจากโปรแกรม Blender ปัจจุบันในเมืองไทยคนหันมาใช้โปรแกรมนี้เยอะมาก ผมว่าดีที่สังคมออนไลน์ของคนทำ 3D มีเยอะขึ้น ประเทศไทยมีคนเก่งเยอะมากจริง ๆ โดยเฉพาะเรื่องโมเดลลิ่ง หลายคนเก่งระดับโลก ต้องยอมรับว่าเขาเก่งกว่าเราหลายเท่าเลย เราเป็นแค่มือสมัครเล่น

“จริง ๆ ถ้ามีความใส่ใจและความพยายาม จะทำหนัง ทำเพลง ทำกราฟิก ก็ทำได้หมดด้วยตัวเอง แต่บางอันผมก็ใช้เวลาทำเยอะมาก เช่น คลิป 2 นาที ทำไป 3 เดือน” เขาแซวตัวเอง

ผสมผสาน

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube
Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

ผลงานจากนิทรรศการ ’10 ปีแรงบันดาลไทย’ ที่เพิ่งจบไป มีส่วนทำให้คนรู้จัก Wayward Gods มากขึ้น โดยเป็นการเล่าเรื่องยักษ์ พญานาค ในรูปแบบ Cyberpunk ผ่านการทำ CG ทั้งหมด ไม่ได้ผสมภาพจริง ซึ่งเป็นผลงานที่เนตรทำคนเดียว และใช้ระยะเวลานานหลายเดือน

“มันต้องปั้นโมเดล พวกโมเดลตึกผมปั้นเอง ส่วนโมเดลคนซื้อมาได้ หรือไม่ผมก็ทำงานร่วมกับศิลปินที่เป็นนักปั้นโมเดลจริง ๆ พวกเขาเก่งมาก ผมไม่ได้เชี่ยวชาญแต่ก็ทำงานร่วมกันได้ จึงเป็นเรื่องดีในแง่ว่าทำให้เราได้เจอและได้ทำงานกับคนเก่ง ๆ”

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

เนตรค้นคว้าเรื่องยักษ์อย่างหนักและนำมาดัดแปลงในฉบับตัวเอง ซึ่งเบื้องหลังของความเป็น Cyberpunk ล้ำสมัยเหล่านี้ เขาได้แรงบันดาลใจมาจากวรรณคดีและตำนานที่คนไทยคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็น รามเกียรติ์ หรือ นางสิบสอง

“เราชอบเรื่องยักษ์มาก ยิ่งยักษ์วัดแจ้ง ยักษ์วัดโพธิ์ อะไรแบบนี้ มียักษ์ที่ปลอมเป็นคน ใช้ชีวิตอยู่กับคนได้ ซึ่งผมชอบไอเดียนี้”

เมื่อได้ยินว่าเนตรมีความสุขแค่ไหน ที่ได้นำความเป็นไทยมาดัดแปลงให้เป็นศิลปะสมัยใหม่อย่าง Cyberpunk เราจึงสงสัยว่าเขาคิดเห็นอย่างไรที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้านำความเป็นไทยมาเล่นกับศิลปะ เพราะกลัวดราม่าที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง และการทำงานศิลปะไทยอยู่ในความสนใจของคนในปัจจุบันมากน้อยแค่ไหน

“ผมว่ามันเป็นความสร้างสรรค์ของศิลปินนะ ในช่วงนี้มีศิลปะแนวนี้ออกมาเรื่อย ๆ ผมก็ตามศิลปินหลายคนบนโซเชียลมีเดีย ศิลปะแบบนี้มีเยอะขึ้น ส่วนใหญ่เขาก็ทำเป็น NFT เนี่ยแหละ เขาเอาความแฟนตาซีมาบวกกับความเป็นไทย ผมเลยคิดว่าน่าจะมีคนชื่นชอบไอเดียแบบนี้ น่าจะมีตลาดในแง่นั้น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี”

ผลของการเรียนรู้

ผลงานที่มากมาย ความชอบที่หลากหลาย วันเวลาที่เปลี่ยนไป นำไปสู่การต่อยอดที่ประกอบกลายเป็นเนตรในเวอร์ชันปัจจุบัน เราจึงนำ 4 ผลงานที่เปลี่ยนผ่านแต่ละช่วงวัยของเขามาให้ชาว The Cloud ได้ชมกัน

01 Rainbow Girl Storyboard TRAILER

เป็นหนึ่งในผลงานที่มีสตอรี่เบื้องหลัง เพราะเป็นงานชิ้นแรก ๆ หลังจากที่เขาจบจากกันตนา ผลงานชิ้นนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของหลายอย่าง ซึ่งเทคนิคที่ใช้สร้างสรรค์เริ่มจากความชอบและความถนัดเหมือนเดิม คือการวาดการ์ตูนและการเล่าเรื่อง เหมือน Back to Basic อีกครั้งหนึ่ง เขาเริ่มทำ Trailer สตอรี่บอร์ด ‘Rainbow Girl’ ที่ในอนาคตตั้งใจสร้างเป็นหนังแฟนตาซีแฝงไปด้วยดราม่า

“เรื่องราวเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่มีปัญหา ทุกอย่างที่เขาชอบ ที่เขารักในโลกนี้ จะระเบิดกลายเป็นสายรุ้ง” ฟังจากที่เนตรเล่ารู้เลยว่าจะแฟนตาซีแค่ไหน แต่ความดราม่าของเรื่องนี้ก็ไม่แพ้กัน

“เพราะเขาอยู่กับครอบครัวไม่ได้ อยู่กับคนรักไม่ได้ ไม่งั้นทุกคนจะกลายเป็นสายรุ้ง เมื่อผู้หญิงคนนี้รักใคร ทุกอย่างก็จะหายไป ๆๆ จนเหลือแค่ตัวเขาเอง ความทรงจำดี ๆ ที่เขาพยายามเก็บเอาไว้ก็ยังหายไปด้วย มันแย่สำหรับตัวละครนี้มาก ๆ ในแง่หนึ่งเหมือนเป็นหนังสยองขวัญ เป็นความโดดเดี่ยวของเขา”

เส้นทางสร้างโลกจินตนาการของ เนตร พันธุมสินชัย ที่เน้นทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่า Film, CG, 3D และ Animation

“ได้แรงบันดาลใจมาจากความคิดในใจเราเอง มีบางช่วงในชีวิตที่รู้สึกโดดเดี่ยว เลยตั้งคำถามกับตัวเองว่า มีอะไรที่พอจะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิตได้บ้าง

“ถ้าวันหนึ่งอะไรที่เราชอบหรือเราใช้ชีวิตอยู่กับมันมานาน แล้วความสุขของเราหายไปทีละนิด ๆ แล้วเราจะเหลืออะไร เหมือนทุกสิ่งที่เรารัก ทีวี แฟน สัตว์เลี้ยงหายไป ก็อยากให้คนดูตั้งคำถามว่าถ้าฉันอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ฉันจะทำยังไง เพราะเป็นคำถามที่เราถามตัวเองด้วยว่า เราอยู่แบบนั้นได้รึเปล่า อยู่แบบที่ของที่เรารักหายไปเรื่อย ๆ”

02 “Unfortunately, I’m in love with the Angel of Solitude…” / HARUKA Short Film

ผลงานที่ทำตามกันมาติด ๆ กับผลงานชิ้นแรก เป็นหนังสั้นที่ข้ามน้ำข้ามทะเลไปถ่ายถึงลอสแอนเจลิส ทำงานกับนักแสดงและทีมงานชาวอเมริกาทั้งกอง ซึ่งเรื่องนี้รวมความชอบของเนตรเอาไว้มากมาย ทั้งเขียนบท ทำสตอรี่บอร์ด กำกับ ตัดต่อ และเป็นอีกหนึ่งเรื่องในการเริ่มทำ CG แถมเป็นผลงานที่ได้ส่งเข้า Festival อีกด้วย

“เป็นเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่รักผู้หญิงซึ่งเป็นนางฟ้าแห่งความโดดเดี่ยว ความโดดเดี่ยวอีกแล้ว” เขาหัวเราะ “ถึงจะเหงาเหมือนกัน แต่เธอก็ไม่ต้องการอยู่กับคน ใกล้ชิดกับคนไม่ได้ มันมีความขัดแย้งในตัว ผู้ชายพยายามจะทำความเข้าใจกับผู้หญิงคนนี้ ว่าจะอยู่ด้วยกันยังไง จะอยู่ได้ไหม

“เรื่องนี้ก็มีความยากเหมือนกัน เพราะทีมงานเป็นชาวต่างชาติ เขามีสังคมและวิธีทำงานที่ต่างจากเมืองไทย ที่ไทยจะทำงานแบบสบาย ๆ เพื่อน ๆ กัน แต่ที่อเมริกาเขาจะมีกฎเกณฑ์เยอะมาก กว่าจะออกกองได้คือเครียดมาก แต่พอได้ความร่วมมือของคนมากขึ้นมันก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมีคนมาช่วยแบ่งเบาภาระ”

03 TEEN ยักษ์ / Teaser Trailer (2015)

หนึ่งในผลงานที่เริ่มทำ CG ปั้นโมเดลเยอะขึ้นกว่าเรื่องก่อน ๆ

“เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กที่โตมาแบบไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นยักษ์ พ่อของเขาเป็นยักษ์ แต่ไม่ได้บอกแม่ และการที่เขาแตกต่างจากสังคม กลายเป็นความโกรธที่ทำให้เขาเป็นยักษ์ปล่อยพลังทำลายบ้านเมือง ผมจับอินเนอร์ของเด็กที่มีความโมโหต่อโลก คิดว่ามันเหมาะกับความเป็นยักษ์ในแง่ที่บางทีเขาก็เป็นฮีโร่ แต่บางทีเขาก็เป็นผู้ร้าย

“เนื้อเรื่องมีความขัดแย้งกัน มีความวุ่นวาย น่าสนใจมาก เพราะในสังคมทุกวันนี้ก็มีปัญหา เราจึงพยายามถ่ายทอดออกมาในเรื่องที่มีความดราม่า คอเมดี พยายามมีทุกอย่างเพื่อให้คนดูรู้สึกสนุกและได้อะไรกลับไป

“ตอนเด็ก ๆ ผมก็มีความโมโหต่อโลกนี้เหมือนกัน ความที่เราไม่ได้ป๊อปปูลาร์ ไม่ได้เป็นคนเก่ง ไม่ได้เป็นคนดีอะไร เราเป็นคนธรรมดาที่โดนบุลลี่ ก็เลยคิดว่าถ้านำเสนอออกมาในรูปแบบยักษ์จะเชื่อมโยงกับคาแรกเตอร์นี้ได้”

แล้วปล่อยพลังได้เหมือนยักษ์ไหม – เราถาม

“ตอนเด็ก ๆ ก็แค่ระเบิดในหัว” เนตรพูดขำ ๆ “มันเต็มไปด้วยความเกลียดโลกและเกลียดตัวเอง พอโตขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็โอเค ยอมรับโลก ยอมรับตัวเองได้มากขึ้น แต่ความทรงจำนั้นยังอยู่ในตัวเรา แล้วก็พยายามถ่ายทอดมันออกมา”

“มันเป็นแค่ Trailer นะ ยังไม่เป็นหนัง ผลงานชิ้นนี้ส่งไปให้ Netflix ด้วย แต่ไม่ผ่าน (หัวเราะ) เป็นเรื่องของจังหวะด้วย ในชีวิตผมเจอจังหวะที่พลาดมาหลายครั้งแล้ว เช่น เราเกือบจะไปได้กับโปรเจกต์หนึ่ง แต่โปรเจกต์ที่มาก่อนหน้าเราเจ๊ง พอเจ๊ง เราก็เลยอดได้งบทั้งหมดที่กำลังมา”

เส้นทางสร้างโลกจินตนาการของ เนตร พันธุมสินชัย ที่เน้นทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่า Film, CG, 3D และ Animation

“แต่ยอดวิว Trailer อันนี้ก็เป็นแสนแล้ว เคยแชร์ในเพจ Drama Addict เมื่อหลายปีก่อน ซึ่งผลตอบรับดีมาก มีแต่คนเข้ามาชื่นชม บูมมากในช่วงนั้น”

04 WAYWARD GODS / DIVINE CYBERPUNK PROJECT – CINEMA 4D/AFTER EFFECTS SHORT

“พระเอกเป็นวิญญาณของยักษ์ที่ถูกจับไปอยู่ในร่างคน แต่ก็ไม่ได้มีพลังของความเป็นยักษ์ 100% แล้วเขาต้องหาทางปราบผู้ร้าย

“จริง ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องง่ายที่สุดจากบรรดาเรื่องทั้งหมดที่เราทำมา คอนเซ็ปต์เหมือนพวกเรื่องไอ้มดแดงอะไรแบบนี้ แต่พระเอกใช้ความรุนแรงไม่ได้ ผมเลยให้เขามีกีตาร์ที่ใช้ต่อสู้กับผู้ร้ายได้

“ผลงานชิ้นนี้เป็นชิ้นที่ผมปั้นเองทุกอย่างเลย ยักษ์ พญานาค กีตาร์ แต่โมเดลคนยังไม่ได้ปั้นเพราะยังไม่เก่ง ตรงมอเตอร์ไซค์ผมก็ยังไม่ได้ทำ แต่มันเป็นความท้าทายของตัวเองในแง่นั้นด้วยว่าทำได้รึเปล่า ใช้เวลา 3 เดือนกว่าจะออกมาแบบนี้ เรานั่งทำด้วยตัวเอง

“ถือว่าเป็นงานที่สุดความสามารถของผมในตอนนี้เหมือนกัน จากการที่เรียนรู้มาทั้งหมดในชีวิต ได้รวมการทำวิดีโอ กราฟิก การตัดต่อ เล่าเรื่องภาพ ถึงเรื่องนี้จะไม่มีความอินเนอร์ใด ๆ แต่เน้นความสนุก” เนตรเน้นน้ำเสียงคำว่าสนุก!

“และในอนาคตก็อยากให้มันดีขึ้นกว่านี้ ดีขึ้นในแง่คุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นโมเดลลิ่งหรืออะไร อันนี้ก็เป็นข้อด้อยของเราที่ไม่ได้เก่งทุกอย่าง เราพยายามจะฝึกต่อไป”

เส้นทางสร้างโลกจินตนาการของ เนตร พันธุมสินชัย ที่เน้นทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่า Film, CG, 3D และ Animation
เส้นทางสร้างโลกจินตนาการของ เนตร พันธุมสินชัย ที่เน้นทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่า Film, CG, 3D และ Animation

ฉากต่อไป

สิ่งที่เนตรทำอยู่ในปัจจุบัน ไปไกลกว่าความใฝ่ฝันอยากเป็นนักวาดการ์ตูนของเด็กชายเนตรเมื่อตอน ป.5 มาก แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังยอมรับว่าตอนนี้มาไกลกว่าที่คิด

“จริง ๆ วงการนี้ยากกว่าการเขียนการ์ตูนอีกนะ คนเก่ง 3D มีเยอะมาก แต่ใจเราไปในทางนี้แล้ว รักการ์ตูน รักหนัง รักแอนิเมชัน 

“เราคิดว่าศิลปะภาพยนตร์เป็นอันเดียวที่รวบรวมความชอบของเราไว้ได้ทั้งหมด เพลง แอกติ้ง เขียนบท เลยคิดว่าตัวเองเหมาะกับคำว่า Film Maker มากกว่าจึงเลือกเดินทางสายนี้”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เราจึงอยากรู้มุมมองของเนตรเสียหน่อยก่อนจากลากันไป

ในฐานะที่เรียกตัวเองว่าเป็น Film Maker เขาอยากให้วงการหนังไทยดีขึ้นอย่างไร ในเมื่อบอกว่าวงการนี้มีคนเก่ง 3D เยอะ

“ความสามารถคนไทยมีกันอยู่เยอะมาก เพียงแค่ไม่มีโอกาส ค่ายหนังไทยส่วนใหญ่มักจะหลีกเลี่ยงการทำอะไรที่ดูแพง ๆ เพราะเสี่ยง ซึ่งมันก็เสี่ยงจริง ๆ อันนี้ต้องยอมรับว่าต้องใช้เวลา ใช้คน และใช้ทุนเยอะมาก โอกาสที่จะหากำไรมันก็น้อย

“คนที่เก่งมาก ๆ ส่วนใหญ่ที่ปั้นโมเดลลิ่งในเมืองไทย เขาทำงานให้ฝรั่งด้วย เขาเก่งถึงขนาดที่ไปทำโมเดลให้กับค่ายหนังอเมริกาเลย

“การทำหนังที่ดี จะไม่มีจุดไหนที่ด้อยได้เลย ต้องมีทั้งบท แอกติ้ง ภาพ กราฟิก และเพลง หนังที่ดีต้องดีทุกอย่าง แค่กราฟิกอย่างเดียวไม่พอในการดึงดูดคนมาดู ถ้าคุณบทไม่ดีก็จบแล้วถูกไหม ปัญหาของไทยคือทำให้ทุกอันดีหมดได้ยากมาก มันยังไม่ไปถึงในแง่นั้น”

เกี่ยวกับเรื่องงบด้วยไหม – เราถามต่อ

“ใช่ แต่แค่งบก็ไม่พอ คือคุณมีตังค์ แต่คุณไม่มีตรงนี้ มันก็ยังล้มเหลวได้ ลงทุนมหาศาลได้แต่ถ้าบทไม่ดีคนก็จะยังด่าอยู่ มันโหดมาก วงการหนังคือศิลปะที่แพงที่สุดในโลกนะ ทำเพลงถูกกว่า ทำการ์ตูนถูกกว่า หนังมันเลยไม่ค่อยมีโอกาส ค่ายหนังก็พยายามจะเซฟงบ เพราะไม่ยิงนกไม่ได้หลายนัด”

เส้นทางสร้างโลกจินตนาการของ เนตร พันธุมสินชัย ที่เน้นทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่า Film, CG, 3D และ Animation

เมื่อถึงเวลาต้องลากันจริง ๆ เราขอให้ Film Maker เอ่ยคำลาในฉากจบปิดท้าย

“แค่หวังว่าคนจะชอบงานที่เราทำ แค่ได้คอมเมนต์ที่คนชื่นชอบ เราก็แฮปปี้ แค่นี้ก็ดีใจแล้ว” เนตรอมยิ้มพร้อมเล่าด้วยน้ำเสียงเคอะเขิน เป็นคำตอบเรียบง่าย จริงใจ และจริงจังของ Wayward Gods

ติดตามและรับชมผลงานได้ที่ : www.waywardgods.net

Writers

ณัฐกฤตา เจริญสุข

อดีตนักเรียนวิชาออกแบบ ผู้ชื่นชอบการสาดสีสันลงบนงานศิลปะ สาดจินตนาการลงบนงานเขียน อยากส่งต่อเรื่องราวดี ๆ ผ่านทางการสื่อสารทุกรูปแบบ

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load