ร้านไหนเด็ด มือถือยี่ห้อไหนดี หนังเรื่องไหนสนุก ที่เที่ยวไหนน่าไป 

สารพัดคำถาม… หาคำตอบได้บน Pantip

นี่คือชุมชนออนไลน์ในตำนานที่อยู่คู่คนไทยมาเนิ่นนาน จากเดิมที่เป็นเพียงพื้นที่สื่อสารเรื่องอิเล็กทรอนิกส์ ขยับขยายสู่กระดานสนทนาที่มีการพูดคุยแทบทุกประเด็น ทั้งการเมือง กีฬา บันเทิง ท่องเที่ยว หนังสือ วิทยาศาสตร์ ภาพถ่าย หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยง มีคนดังและกูรูจากแขนงวิชาต่างๆ มาร่วมกันแบ่งปันความรู้และประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง

ไม่แปลกเลยว่าเหตุใด Pantip จึงกลายเป็นคีย์เวิร์ดที่ทุกคนใช้สืบค้นข้อมูลต่างๆ ยามต้องการความช่วยเหลือ

แต่กว่าที่เว็บไซต์แห่งนี้จะเติบโต มียอดผู้ใช้งานนับล้านดังทุกวันนี้ มีเรื่องราวและเหตุการณ์นับไม่ถ้วนที่ทีมงานต้องเผชิญ ทั้งความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี รวมถึงพฤติกรรมของสมาชิกที่ต่างไปตามช่วงเวลา

อภิศิลป์ ตรุงกานน

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ชักชวน อภิศิลป์ ตรุงกานนท์ โปรแกรมเมอร์คนแรกของ Pantip ที่ก้าวขึ้นมาคุมหางเสือเว็บไซต์ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่ผลิตภัณฑ์ บริษัท อินเตอร์เน็ต มาร์เก็ตติ้ง จำกัด มาร่วมพูดคุยถึงเรื่องวันวาน วันนี้ และวันข้างหน้า ที่เกิดขึ้นในดินแดนมิตรภาพแห่งนี้ตลอด 24 ปี

01

เริ่มต้นจาก ‘อีเมล’ ฉบับหนึ่ง

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2539 อภิศิลป์ นิสิตชั้นปีที่ 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับอีเมลปริศนาจากบุคคลที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนนามว่า วันฉัตร ผดุงรัตน์ เล่าถึงเว็บไซต์ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นแมกกาซีนออนไลน์ นำเสนอข่าวสารเกี่ยวกับแวดวงไอที ซึ่งหาอ่านได้ยากในเมืองไทยเวลานั้น

ด้วยความเป็นเด็กคอมฯ จึงไม่รีรอที่จะคลิกเข้าชม แล้วเขาก็พบเรื่องราวน่าสนใจเต็มไปหมด ทั้งบทความแปลจากต่างประเทศ เรื่องสนุกๆ อย่าง [email protected] รวมถึงเซกชัน Market Place ซึ่งเปิดโอกาสให้คนนำคอมพิวเตอร์มือสองมาประกาศขาย

“ข้อดีของ Pantip คือเป็นเว็บแรกๆ ของเมืองไทยที่เป็นภาษาไทย เพราะแต่ก่อนเว็บภาษาไทยแทบไม่มีเลย ส่วนใหญ่เป็นเว็บเมืองนอก แล้วยังเป็นอีคอมเมิร์ชยุคแรกๆ จำได้ว่า Amazon น่าจะเกิดก่อนสักสองปี Google ยังไม่เกิด ผมเองก็เข้ามาวันละครั้งเพื่ออ่านข่าว แต่ยังไม่ถึงขั้นติด พอช่วงปลายปี ใกล้สอบมิดเทอมเลยไม่ได้เข้าเท่าไหร่นัก”

กระทั่งต้น พ.ศ.2540 อภิศิลป์จึงหวนกลับมาเล่นอีกครั้ง ซึ่งพอเข้ามาก็อดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้ เพราะ Pantip ไม่เหมือนเดิม แต่มีฟังก์ชันใหม่อย่างเว็บบอร์ดที่ชื่อ Technical Chat เกิดขึ้น

เว็บบอร์ด Pantip ได้แรงบันดาลใจจากนายแพทย์ท่านหนึ่งที่ส่งอีเมลตอบกลับมายังวันฉัตรว่า เว็บไซต์น่าสนใจ แต่รู้สึกว่าจะเงียบไปหน่อย หากมีเพลงมาประกอบก็คงดี แต่เพราะวันฉัตรเพิ่งเล่นอินเทอร์เน็ตได้ไม่นานเหมือนกัน จึงส่งข้อความกลับไปถาม ซึ่งท่านได้กรุณาชี้แนะว่าควรใช้โปรแกรมอะไร ดาวน์โหลดที่ไหน และติดตั้งอย่างไร

อภิศิลป์ ตรุงกานน

วันฉัตรรู้สึกว่าคำตอบง่ายๆ สั้นๆ แต่ชัดเจนนี้ ไม่ควรมีแค่เขาคนเดียวที่ได้อ่าน แถมคนที่ตอบก็ไม่ใช่นักคอมพิวเตอร์แต่เป็นคุณหมอ สะท้อนว่าอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องของทุกคนที่สนใจ ฉะนั้น แทนที่จะทำนิตยสารออนไลน์ จึงควรทำอะไรที่ผู้ใช้งานมีส่วนร่วมได้ เขาเลยไปค้นเว็บในต่างประเทศ จนเจอบอร์ดที่เกี่ยวกับเรือยอชต์ ซึ่งมีการพูดคุยที่หลากหลาย เช่น ควรซื้อโมเดลนี้มาติดดีไหม เวลาเจอปัญหาแบบนี้ต้องทำยังไง ซึ่งวันฉัตรคิดว่าน่าสนใจมาก จึงนั่งเขียนโปรแกรมเอง และเมื่อเปิดตัวเว็บบอร์ด ปรากฏว่าได้รับเสียงตอบรับจากผู้ใช้งานท่วมท้น

“ความจริงก่อน Pantip มีเว็บบอร์ดแบบนี้อีกเว็บ แต่เป็นเว็บบอร์ดของคนไทยที่ใช้ภาษาอังกฤษคุยกันเลยไม่ค่อยแมส มีแต่กลุ่มคนไทยที่เรียนต่างประเทศ สื่อสารภาษาอังกฤษเก่งๆ เล่นกัน ต่างจาก Pantip ที่ใช้ภาษาไทย คนเลยเข้ามาเยอะ จำได้ว่าตอนที่ผมตั้งกระทู้แรกน่าจะเป็นกระทู้ที่หกสิบกว่าแล้ว พอตั้งก็มีคนมาคุย มาตอบกัน สนุกสนาน

“ผมจึงรู้สึกว่า Pantip มาถึงอีกขั้นหนึ่งแล้ว จากเดิมที่คุณวันฉัตรผลิตเนื้อหาอยู่คนเดียว ตอนนี้กลายเป็นผู้ใช้มาช่วยกันสร้างเนื้อหา คราวนี้ติดเลย เพราะเว็บมันอัปเดตทุกชั่วโมง ทุกนาที ผมก็นั่งกด F5 กดรีเฟรชตลอดวัน”

24 ปีเว็บไซต์คู่ใจคนไทย เรื่องเล่าจากโปรแกรมเมอร์คนแรกแห่ง Pantip, พันทิป, pantip.com
24 ปีเว็บไซต์คู่ใจคนไทย เรื่องเล่าจากโปรแกรมเมอร์คนแรกแห่ง Pantip, พันทิป, pantip.com

ช่วงแรกประเด็นที่คุยใน Pantip เน้นหนักไปที่เรื่องคอมพิวเตอร์ อย่างดาวน์โหลดฟอนต์ ดาวน์โหลดโปรแกรม เล่นเกม แนะนำเว็บที่น่าสนใจ รวมถึงวิธีเลือกซื้อสแกนเนอร์หรือพรินเตอร์ แต่พอเวลาผ่านไป การสนทนายิ่งคึกคัก และเริ่มมีคนหยิบประเด็นการเมืองมาตั้ง เพราะช่วงนั้นรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 กำลังร่างอยู่พอดี จนเกิดปัญหาเพราะกลุ่มหนึ่งอยากคุยเรื่องคอมพิวเตอร์อย่างเดียว ขณะที่อีกกลุ่มบอกว่า การเมืองก็สำคัญทำไมจะคุยไม่ได้ วันฉัตรเลยตัดสินใจแยกบอร์ดออกเป็น 2 ห้อง โดยห้องที่เพิ่มมาใหม่ เรียกว่าสภากาแฟ

แต่ด้วยธรรมชาติของวงสนทนา เมื่อเป็นที่รู้จักมากๆ จึงมักมีตัวป่วนเข้ามาเสมอ เช่นเขียนข้อความหยาบคาย หรือพยายามปั่นกระทู้ตัวเอง นี่เองที่กลายเป็นจุดเชื่อมโยงอภิศิลป์กับวันฉัตรเข้าไว้ด้วยกัน

“สมัยก่อน Pantip ไม่ได้มีระบบล็อกอิน พิมพ์เสร็จส่งได้เลย จนวันหนึ่งมีเหตุการณ์ที่มีคนเข้ามา Flood คือส่งกระทู้ซ้ำๆ เพื่อดันกระทู้อื่นให้ตกลงไปข้างล่าง จนคนอื่นเล่นไม่ได้ ด้วยความที่ตัวเองเรียนเขียนโปรแกรมมาตั้งแต่มัธยมแล้ว เลยรู้สึกว่าเราน่าจะแก้ปัญหานี้ด้วยโปรแกรม จึงเขียนโค้ดตัวหนึ่งขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้คนส่งข้อความแบบนี้ได้ แล้วส่งไปให้คุณวันฉัตรตามอีเมลที่แกเคยส่งมาให้ตอนแรก”

ตั้งแต่นั้นมาอภิศิลป์จึงกลายเป็นขาประจำของ Pantip คอยตอบปัญหา ช่วยดูแลเว็บบอร์ด และเมื่อมีการจัดงานมีตติ้งครั้งแรกที่ครัวตลิ่งชัน เขาก็ถูกชักชวนให้ไปร่วมงานด้วย

“เรามากันสิบกว่าคน ผมเด็กสุดเลย ซึ่งต่อมาพี่ๆ กลุ่มนี้กลายเป็น Founding Member เป็นอาสาช่วยดูแลคอมมูนิตี้ให้ Pantip แล้ววันนั้นคุณวันฉัตรก็เอ่ยปากชวนให้มาดูแลเรื่องโปรแกรม ตอนนั้นผมเรียนอยู่ปีสอง คิดว่าทำสนุกๆ จึงไม่ปฏิเสธ คือเราทำกันแบบสตาร์ทอัพเลย ไม่มีเงินเดือน ผู้ใช้ก็ยังไม่เยอะ น่าจะเป็นหลักพันหรือหมื่นต้นๆ”

24 ปีเว็บไซต์คู่ใจคนไทย เรื่องเล่าจากโปรแกรมเมอร์คนแรกแห่ง Pantip, พันทิป, pantip.com

Pantip ยุคแรกมีทีมงานทั้งหมด 3 คน โดย วันฉัตรดูแลภาพรวมและการขาย อภิศิลป์มีหน้าที่เขียนโค้ด เขียนโปรแกรมต่างๆ และ ฤทธิชาติ ศิริวงศ์ ณ อยุธยา รับผิดชอบเรื่องออกแบบเว็บ และงานกราฟิก แต่ละคนทำงานแบบ Work from home คือส่งอีเมลสื่อสารกันเป็นหลัก เดือนหนึ่งจึงจะเจอกันสักหน

นอกจากนี้ ยังมีสมาชิกผู้ก่อตั้งคอยรักษาบรรยากาศการพูดคุยและดูแลความสงบเรียบร้อย อย่างกฎกติกาที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ ก็ได้คนกลุ่มนี้ช่วยกันเขียน จึงอาจกล่าวได้ว่า แม้ทุกอย่างจะเกิดขึ้นบนโลกเสมือน แต่ชุมชนออนไลน์แห่งนี้ก็แน่นเฟ้น เต็มไปด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไม่แพ้สังคมทั่วไป กลายเป็นแรงดึงดูดผู้คนทุกเพศทุกวัยให้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ที่สำคัญ ยังมีสมาชิกทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ไม่แปลกเลยว่า เหตุใดภายใน 3 ปี Pantip จึงขึ้นแท่นเว็บไซต์ที่มียอดผู้ใช้งานมหาศาล ถึงขั้นบริษัทเซิร์ฟเวอร์ที่สหรัฐอเมริกาไม่ยอมให้บริการ โชคดีที่อินเทอร์เน็ตไทยแลนด์เปิดโครงการเว็บไทยกลับบ้าน Pantip จึงสมัครเข้าร่วมด้วย

นับจากนั้น Pantip ก็เริ่มขยายงาน เปิดบริษัทและรับทีมงานจริงจัง ท่ามกลางกระแสดอทคอมที่เฟื่องฟูสุดขีด บริษัทยักษ์ใหญ่พากันเปิดตลาดนี้ เช่นเดียวกับแหล่งทุนต่างชาติที่หันมากว้านซื้อกิจการเว็บไซต์ดังๆ หลายเว็บ ซึ่ง Pantip เองก็ตกเป็นประเด็นเหมือนกัน แต่พวกเขาเลือกที่จะไม่ขาย เพราะถือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดมาจากสมาชิก ไม่ใช่ทีมงาน พวกเขาเป็นเพียงแค่คนสวนที่คอยทำหน้าที่ช่วยรดน้ำพรวนดินเท่านั้นเอง ส่วนต้นไม้จะเติบโต แตกกิ่งสาขาไปทางไหนถือเป็นเรื่องของสมาชิก

ด้วยความเชื่อนี้เองที่ผลักดันให้ Pantip กลายเป็นภาพจำหนึ่งของคนยุคนั้น เมื่อพูดถึงคำว่า ‘อินเทอร์เน็ต’

24 ปีเว็บไซต์คู่ใจคนไทย เรื่องเล่าจากโปรแกรมเมอร์คนแรกแห่ง Pantip, พันทิป, pantip.com

02

บทสนทนาที่ไม่มีวันจบ

หากถามว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้ Pantip ยังคงกุมหัวใจของผู้คนได้ไม่เปลี่ยนแปลง คงหนีไม่พ้น การยึดเอา ‘สมาชิก’ และ ‘ชุมชน’ เป็นศูนย์กลาง อย่างห้องสนทนาแต่ละห้องก็มาจากความสนใจของสมาชิกเป็นหลัก

เดิมที Pantip กั้นพื้นที่พูดคุยไว้ 2 ห้องหลัก สำหรับคุยเรื่องคอมพิวเตอร์และคุยเรื่องอื่นๆ แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน ผู้คนรู้จักอินเทอร์เน็ตมากขึ้น หัวข้อสนทนาจึงเริ่มหลากหลายขึ้น พอไม่รู้จะไประบายตรงไหน จึงมาลงที่สภากาแฟแทน กระทั่งห้องนี้เต็มไปด้วยสารพัดเรื่อง ดูสะเปะสะปะไร้ทิศทาง ซึ่งหากปล่อยไว้คนอาจจะไม่อยากใช้

ในที่สุด พวกเขาจึงตัดสินใจรื้อโครงสร้างของเว็บบอร์ดใหม่ อย่าง Technical Chat เปลี่ยนชื่อ Technical Exchange และแตกหัวข้อย่อยๆ เป็น Hardware, Software, Game, Developer, Mac หรือคอมฯ มือใหม่ เพื่อรับรองผู้เล่นที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน

ส่วนสภากาแฟเปลี่ยนเป็น Pantip Cafe พร้อมแบ่งห้องชัดเจนตามกลุ่มความสนใจ ประกอบด้วย ‘เฉลิมไทย’ คุยเรื่องศิลปะบันเทิง ‘BluePlanet’ คุยเรื่องท่องเที่ยว ‘สยามสแควร์’ คุยเรื่องการเรียนและวัยรุ่น ‘รัชดา’ คุยเรื่องรถ เครื่องเสียง ‘ราชดำเนิน’ คุยเรื่องการเมือง ‘ศุภชลาศัย’ คุยเรื่องกีฬา ‘โทรโข่ง’ คุยเรื่องเตือนภัยและร้องเรียน และหากไม่รู้ว่าจะจัดหมวดหมู่ไว้ตรงไหนดีก็มารวมกันที่ห้อง ‘ไร้สังกัด’ ได้

24 ปีเว็บไซต์คู่ใจคนไทย เรื่องเล่าจากโปรแกรมเมอร์คนแรกแห่ง Pantip, พันทิป, pantip.com

การจัดห้องแบบนี้ทำให้บรรยากาศการคุยใน Pantip คึกครื้นอย่างยิ่ง เพราะทุกคนต่างเป็นคอเดียวกัน สนใจเรื่องที่เหมือนกัน จนนำไปสู่งานนัดรวมตัวพบปะสังสรรค์ของแต่ละห้อง เกิดการแบ่งปันข้อมูลความรู้ มีผู้เชี่ยวชาญแขนงสาขาต่างๆ เข้ามาช่วยตอบคำถาม อย่างสมาชิกท่านหนึ่งที่อภิศิลป์ประทับใจเป็นพิเศษคือ ศุภชัย ประเสริฐเวชทนต์ 

“หลายคนจะเรียกว่าอาจารย์ศุภชัย แต่ที่จริงแกไม่ได้เป็นอาจารย์ แกทำงานอยู่ที่โรงแรมซากุระที่หาดใหญ่ ดูเรื่องไอทีโรงแรม เป็นคนที่เก่ง มีความรู้หลายอย่าง ใครถามอะไรด้านไอที แกจะเข้าไปตอบ”

นอกจากนี้ ยังเกิดกระทู้รีวิวสินค้าหรือสถานที่ต่างๆ ซึ่งฮิตมาถึงปัจจุบัน แหล่งท่องเที่ยวมากมายโด่งดังจากการแนะนำของสมาชิก เช่น ปางอุ๋ง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเดิมทีไม่มีใครรู้จัก แต่เมื่อสมาชิกเอาภาพสวยๆ มาลง ทำให้เกิดกระแสคนแห่ไปเที่ยว ถึงขั้นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยต้องประกาศจำกัดคนเข้าเลยทีเดียว

จากความนิยมที่ล้นหลาม ส่งผลเกิดเสียงเรียกร้องให้ Pantip เปิดห้องเพิ่มเติม อาทิ ‘ห้องสมุด’ คุยเรื่องหนังสือและปรัชญา ‘สวนลุมพินี’ คุยเรื่องสุขภาพ หรือ ‘หว้ากอ’ คุยเรื่องวิทยาศาสตร์ เช่นเดียวกับบางห้องที่ใหญ่เกินไปอย่าง ‘เฉลิมไทย’ ทีมงานก็ใช้โอกาสนี้ซอยให้เล็กลงด้วย 

“วันแรกที่เฉลิมไทยเกิด เรารวมความบันเทิงทุกอย่างมาไว้ที่นี่ เราเลยแยกเพลงแยกดนตรีออกมาเป็น ‘เฉลิมกรุง’ ก่อน แต่เฉลิมไทยยังใหญ่อยู่ดี เลยมาคิดว่าแยกอะไรอีกได้ไหม จึงแยกศิลปะมาตั้งเป็น ‘หอศิลป์’ การ์ตูนกับหนังดูไม่ค่อยเข้ากัน ก็แยกการ์ตูนออกมา ทีนี่ก็เหลือหนังกับละคร แต่ละครถือเป็นตัวแมส เพราะเป็นสิ่งที่เข้าถึงชาวบ้านทุกคน ส่วนหนังเข้าโรงวันพฤหัสบดี แล้วศุกร์ เสาร์ อาทิตย์คนเข้าไปดู วันจันทร์เริ่มซา แล้วกลุ่มหนังเองก็รู้สึกไม่อยากอยู่กับละครแล้ว จึงแยกละครออกมาตั้งเป็น ‘บางขุนพรหม’ เฉลิมกรุงก็มีปัญหาเหมือนกัน เพราะตอนหลังคุย K-Pop เยอะจนคนบ่นว่า ไม่ใช่ห้องคุยเรื่องดนตรีแล้ว เราเลยแยก K-Pop ออกมาเป็น ‘กรุงโซล’”

นอกจากนี้ บางห้องที่แม้ไม่มีเสียงเรียกร้อง แต่มีโอกาสพัฒนาได้จึงกันพื้นที่ออกมา เช่น ‘ดิโอลด์สยาม’ ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อรับรองสังคมสูงวัย โดยกลุ่มเป้าหมายไม่ได้จำกัดแค่ผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ที่มีพ่อแม่เข้าสู่วัยเกษียณด้วย

อีกห้องหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ ‘พรหมชาติ’ เนื่องจากเมื่อ 6 ปีก่อน มีกระทู้หนึ่งชื่อว่า ‘ดูดวงถาวรแบบญี่ปุ่น (แม่นมาก)’ ได้รับความนิยมสูง มียอดผู้เข้าชมกว่าล้านครั้ง สูงเป็นอันดับ 2 ของปี สะท้อนให้เห็นว่าโหราศาสตร์กับคนไทยเป็นของคู่กัน จึงสร้างห้องขึ้นมาโดยเฉพาะ

“ดูดวงเคยเป็นเซกชันเล็กๆ ฝังตัวอยู่ในห้องสยามสแควร์ เราเคยเชิญนักโหราศาสตร์มาเขียนบทความทำนายดวงให้ทุกสัปดาห์ โดยตอนแรกเรายังไม่ได้นึกถึงดูดวง คิดถึงพระเครื่องก่อน เพราะเป็นตลาดใหญ่ แต่โอกาสที่คนจะมาคุยพระเครื่องคงยาก เลยมองประเด็นที่เกี่ยวกับความเชื่อ ซึ่งดูดวงน่าจะหยิบมาขยายได้ แล้วเอาพระเครื่องมาอยู่ในนี้ด้วย

“แม้ไม่ใช่ท็อปฮิต แต่ห้องนี้ก็มีขาประจำ มีหมอดูหลายคนเข้ามาเล่น สมาชิกหลายคนขอให้ช่วยดูดวง ด้วยการถ่ายรูปมือตัวเองลงกระทู้ แล้วบอกช่วยดูลายมือให้หน่อย หมอดูบางคนบอกว่ารับดูดวงฟรีห้าคนค่ะ แต่ให้ไปบริจาคเงิน แล้วส่งใบเสร็จมาให้ดูแล้วจะดูให้ ถือเป็นคอมมูนิตี้ที่น่าสนใจมาก”

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาระบบอื่นๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกมากขึ้น เช่น การแยกห้องโทรโข่งออกมาเป็นเว็บไซต์ Torakhong.org (ปัจจุบันปิดตัวแล้ว) เพื่อให้ประชาชนมีช่องทางเพื่อการเรียกร้องหาความเป็นธรรมเพิ่มขึ้น รวมถึงเปิดเว็บ Bloggang เพื่อเป็นช่องทางให้สมาชิกเขียนเรื่องราวและสร้างชุมชนของตัวเอง

แต่ใช่ว่าทุกอย่างจะดำเนินไปด้วยดี ในฐานะโปรแกรมเมอร์ มีเรื่องท้าทายอีกไม่น้อยให้เผชิญ โดยเฉพาะตัวป่วนที่เข้ามาก่อความวุ่นวาย ซึ่งกฎที่วางไว้อาจช่วยจัดการได้ระดับหนึ่ง แต่ยังมีหลายกรณีที่แก้ไขลำบาก เช่นการปลอมตัวเป็นอีกผู้เล่นอีกคน แล้วไปตั้งกระทู้ 18+ 

อภิศิลป์กับวันฉัตรจึงคิดระบบจองชื่อขึ้นมา หากสมาชิกต้องการใช้ชื่ออะไรให้ไปลงทะเบียน และตั้งพาสเวิร์ดฝากไว้ พอจะตั้งหรือตอบกระทู้ก็พิมพ์ชื่อล็อกอินและพาสเวิร์ด หากถูกต้องระบบจะขึ้นรูป ‘อมยิ้ม’ ข้างหลังชื่อ ซึ่งเหตุผลที่เลือกใช้อมยิ้ม เพราะดูเป็นสากล ให้ความรู้สึกเป็นมิตร และยิ่งใช้ไปเรื่อยๆ สมาชิกก็เริ่มผูกพันและหวงแหนชื่อล็อกอิน และพยายามระมัดระวังไม่ให้ทำผิดกฎ ไม่เช่นนั้นอาจจะถูกยึดอมยิ้มได้

ต่อมา Pantip ได้เริ่มพัฒนาระบบยืนยันด้วยบัตรประชาชน โดยช่วงแรกๆ นั้นถูกต่อต้านไม่น้อย เนื่องจากผู้ใช้บางส่วนมองว่าเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัว แต่พวกเขายังต้องเดินหน้าต่อไป เพื่อทำให้ Pantip กลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่ทุกคนเข้ามาใช้งานได้อย่างปลอดภัย 

24 ปีเว็บไซต์คู่ใจคนไทย เรื่องเล่าจากโปรแกรมเมอร์คนแรกแห่ง Pantip, พันทิป, pantip.com

“สมัยนั้นคนที่ไม่ได้อยู่ในออนไลน์มีเยอะ เวลาเสพสื่อจากหนังสือพิมพ์ เขาจะเห็นภาพอินเทอร์เน็ตเป็นสีดำ สีเทา เป็นเหมือนโลกใต้ดิน Pantip เองค่อนข้างถูกสปอร์ตไลต์เยอะเหมือนกัน เราเลยรู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างให้สังคมรู้ว่า เราไม่ได้เป็นแหล่งไม่ดีหรือเป็นอบายมุข การยืนยันตัวตนเพื่อให้รู้ว่าสมาชิก Pantip ไม่ใช่ใครก็ไม่รู้ แล้วเลขบัตรประชาชนเราเข้ารหัสไว้อย่างดีถอดไม่ได้ ที่สำคัญถ้าคุณเสียล็อกอินไป คุณกลับมาสมัครไม่ได้แล้วนะ เพราะล็อกอินนั้นผูกกับเลขบัตรไว้แล้ว ทั้งหมดนี้เพื่อให้ทำให้ทุกคนเห็นว่าเราจริงจังเรื่องนี้

“ตอนที่เริ่มมีเสียงสะท้อนกลับมาเยอะ ช่วงหลังเราเลยเริ่มผ่อนคลาย ถ้าไม่สะดวกใจเรื่องบัตรประชาชน ใช้มือถือได้ อย่างน้อยเรามีเบอร์คุณแล้วเรายังติดต่อคุณได้ ต่อมาก็มีบัตรผ่าน ซึ่งสิทธิประโยชน์จะหย่อนลงมาอีกขั้นหนึ่ง บัตรผ่านทำอะไรได้น้อยสุด เพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยสุดเช่นกัน”

03

‘แท็ก’ เปลี่ยนโลก

แม้จะอยู่ร่วมกับ Pantip ตั้งแต่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งที่อภิศิลป์ตัดสินใจออกจากชุมชนแห่งนี้

“พอทำได้เจ็ดปี ก็รู้สึกว่าอิ่มตัว อาจเพราะตอนนั้นมองว่า Pantip คือเว็บคอมมูนิตี้ที่คนมาคุยกันเท่านั้น วิสัยทัศน์เรามีแค่นั้น เลยขอคุณวันฉัตรออกไปหาโลกกว้าง ไปเรียนปริญญาโท ไปทดลองขายของใน eBay”

หลังค้นหาตัวเองนาน 7 ปี โลกออนไลน์เปลี่ยนแปลงเยอะมาก อินเทอร์เน็ตกลายเป็นของที่ใครๆ เข้าถึงได้ เกิดโซเซียลมีเดียใหม่ๆ ขึ้นเต็มไปหมด ทั้ง Hi5, Facebook, Twitter หรือ Instagram

ใน พ.ศ. 2554 เขาจึงกลับมาที่นี่อีกครั้ง พร้อมภารกิจสำคัญ คือพา Pantip ไปสู่ยุคใหม่

“ตอนนั้นเข้ามาสวัสดีปีใหม่คุณวันฉัตร ก็คุยกันว่าอยากกลับมาทำ Pantip ให้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะงานที่ทำทิ้งไว้ แล้วเรารู้สึกว่ามันเก่าแล้ว ถึงเวลาต้องปรับ ซึ่งกลับมารอบนี้ เราไม่ได้เขียนโค้ดเองแล้ว แต่ทำหน้าที่เป็นเหมือน Leader โดยเราสร้างทีม Developer ขึ้นมาหกเจ็ดคน เอาเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใส่”

เป้าหมายของการปรับเปลี่ยนครั้งนี้เพื่ออุดช่องว่าง 2 เรื่องหลักที่ Pantip ประสบมาตลอด 

เรื่องแรก คือการเก็บกระทู้ เพราะแต่ก่อนฮาร์ดดิสราคาแพง หากต้องการเก็บกระทู้ก็ต้องลงทุนมหาศาล วิธีที่ Pantip ใช้ คือมีระบบคลังกระทู้เก่า โดยสมาชิกช่วยกันเลือกกระทู้ดีๆ มีสาระน่าสนใจเข้าคลังได้ ซึ่งกระทู้นี้จะถูกย้ายไปยังฮาร์ดดิสอีกตัวและเก็บไว้ตลอดกาล ส่วนกระทู้ที่ไม่ถูกเก็บ หากไม่มีใครมาอัปเดตเพิ่มเติมภายใน 1 เดือนจะถูกลบออกไป ทำให้มีกระทู้ดีๆ หายไปไม่น้อย เนื่องจากแต่ละวันมีคนตั้งกระทู้มหาศาล นับเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง

อีกประเด็นหนึ่งคือ เวลาที่กระทู้นั้นมีผู้เข้ามาตอบเยอะๆ มักมีอาการ Error จนสมาชิกต้องแตกประเด็นไปตั้งกระทู้ใหม่ ซึ่งชาว Pantip เรียกสถานการณ์แบบนี้ว่า ‘กระทู้ด๋อย’

“Pantip ยุคเก่าไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับการสนทนาหลายร้อยคอมเมนต์ แต่ตอนมีกระแส AF แต่ละคนจะมีแฟนคลับเป็นบ้านๆ แต่ละบ้านก็คุยกันเยอะ แล้วพอกระทู้ยาวเป็นร้อยคอมเมนต์ก็เริ่มมีปัญหา เพราะสมัยนั้นข้อมูลไม่ได้เก็บลงดาต้าเบส แต่เก็บเป็นไฟล์ไฟบ์หนึ่ง พอไฟล์มันยาว สิ่งที่ระบบทำคือเปิดไฟล์นั้นขึ้นมาก่อน แล้วเอาคอมเมนต์ล่าสุดไปเสียบข้างท้ายแล้วปิด ทีนี่ถ้าเกิดคนสองคนเข้ามาเวลาเดียวกัน คนหนึ่งเปิดแล้วเขียนไฟล์ อีกคนมาเขียนทับ ทำให้ข้อมูลบางส่วนเสียหาย เพราะฉะนั้นพอถึงสองร้อยคอมเมนต์ สมาชิกจะรู้เองว่าว่าต้องหยุดแล้วไปตั้งกระทู้ใหม่”

อภิศิลป์ใช้เวลา 2 ปีเต็มจัดการปัญหาจนหมด ทั้งลงทุนซื้อฮาร์ดดิสเพิ่มเพื่อเก็บทุกกระทู้ ทำให้ทุกอย่างในเว็บไซต์ค้นหาง่ายขึ้น รวมถึงปรับระบบให้รองรับความเห็นจำนวนมหาศาลได้ เช่น กระทู้เรื่อง MH370 มีคนเข้าไปตอบกว่า 13,000 ความเห็น หรือกระทู้เกาะติดสถานการณ์เด็กติดถ้ำหลวงมียอดทะลุเกิน 17,000 ความเห็น

แต่ที่เรียกว่าพลิกโฉมและพา Pantip ยุคใหม่เรียกว่า Pantip 3G อย่างแท้จริง คือระบบแท็ก หรือการติดหัวข้อสนทนาในกระทู้นั้นๆ ว่าเป็นเรื่องอะไร ซึ่ง Pantip ถือเป็นเว็บไทยเจ้าแรกๆ ที่นำมาใช้งานอย่างจริงจัง

“ระบบแท็กถือเป็นผลพลอยได้ เพราะพอปรับแล้ว ทำให้รองรับอะไรใหม่ๆ ได้ด้วย โดยที่ผ่านมาเราแบ่ง Pantip ออกเป็นยุค อย่างยุค 1G ที่เราเรียกว่ายุคสตาร์ทอัพ เป็นช่วงที่เริ่มมีห้องต่างๆ พอยุค 2G เราเริ่มแนะนำกลุ่มย่อยให้กับผู้ใช้ เช่นห้องห้องเฉลิมไทยก็มีกลุ่มดารานักแสดง รายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์ไทย ภาพยนตร์ต่างประเทศ เริ่มมีคลับต่างๆ แต่พอช่วงปลายๆ ยุค เราเห็นว่า ความสนใจของคนลงลึกกว่านั้น ถ้าคุยเรื่องบันเทิง คุณต้องลงไปถึงณเดชน์ ถึงญาญ่า ให้ได้ ซึ่งกลุ่มย่อยมันไม่มีทางรองรับได้ ต้องมีระบบที่เข้ามารองรับและตอบโจทย์นี้”

และเป็นธรรมดาของการปรับเปลี่ยนที่ต้องมีเสียงคัดค้าน ช่วงแรกหลายคนแอนตี้ไม่ยอมใช้ บางคนใช้งานไม่ถูก ไม่รู้ว่าติดแท็กอย่างไร จนต้องตั้งทีมรองรับขึ้นมาโดยเฉพาะ แต่เมื่อผู้ใช้งานเริ่มคุ้นเคย ยอดผู้ใช้งาน Pantip ก็ก้าวกระโดด จากเดิมที่มีอยู่ราว 7 – 8 แสนคนต่อวัน พุ่งสูงสุดถึง 5 ล้านคนภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 ปี

ที่สำคัญแท็กบางคำยังกลายเป็นที่นิยมแซงหน้าห้องสนทนา เช่น ความรักวัยรุ่น มีผู้ติดแท็กคำนี้เกือบล้านกระทู้ มีผู้ติดตามกว่า 17,000 คน ส่วนสโมสรฟุตบอลอังกฤษก็เป็นที่นิยมไม่แพ้กัน โดยมีผู้ตั้งกระทู้เรื่องนี้มากถึง 1.5 แสนกระทู้ เช่นเดียวกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) ซึ่งเวลานี้มีผู้ตั้งกระทู้เฉียดหมื่นแล้ว โดยแท็กใหม่ๆ จะถูกเพิ่มขึ้นตามกระแสความนิยมที่เกิดขึ้นในสังคมไทย

นี่เองที่ทำให้ Pantip ไม่เคยล้าสมัย แม้จะมีอายุเกือบ 24 ปีแล้วก็ตาม

04

เว็บไซต์ ‘คู่ใจ’ คนไทย

หากว่า Pantip ให้อะไรกับคนไทย เชื่อว่าคงมีคำตอบเต็มไปหมด

บางคนเข้ามาตั้งกระทู้ขอความช่วยเหลือหรือร้องเรียนหน่วยงานต่างๆ บางคนใช้หาข้อมูลเมื่อต้องตัดสินใจอะไรสักอย่างในชีวิต บางคนนำสิ่งที่อ่านเจอไปใช้ทำงาน ต่อยอดหาความรู้ หรือแม้กระทั่งวางแผนการเดินทาง

ที่สำคัญยังมีองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนที่เข้ามาเป็นสมาชิก คอยให้ข้อมูลและจัดการปัญหา เช่น ฝ่ายบริการลูกค้าของธนาคาร บริษัทมือถือ รวมทั้งโรงพยาบาล และศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน (GCC1111)

ด้วยเหตุนี้ Pantip จึงกลายเป็นเว็บคู่ใจผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเสมอมา

แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือเว็บไซต์นี้ได้จุดกระแสต่างๆ ให้เกิดขึ้นในสังคม อย่างคำศัพท์หลายๆ คำ อาทิ กระทู้ ปูเสื่อรอ กินเผือก หรือต้มมาม่า ต่างมีจุดเริ่มต้นจากที่นี่

“คำว่ากระทู้นี่คุณวันฉัตรเรียกขึ้นมาเอง เพราะเมื่อก่อนเวลาพูดถึงคำว่ากระทู้ ทุกคนจะนึกถึงการตั้งกระทู้ในสภา หรือโต้คารม แต่แกเอาคำนี้มาใช้แล้วมันสื่อความหมายดี ปูเสื่อรอ เหมือนว่ารอให้เจ้าของกระทู้มาเล่าต่อว่าเหตุการณ์เป็นยังไง ส่วนกินเผือกคืออยากรู้เรื่องของชาวบ้าน ต้มมาม่าคือเริ่มมีสองฝ่ายทะเลาะกันแล้ว เริ่มเดือดแล้ว”

แม้แต่บางเรื่องที่คนไทยไม่ค่อยมีองค์ความรู้ อย่างโรคเอดส์ Pantip ก็เป็นตัวเปิดประตู โดยช่วงนั้นมีสมาชิกชื่อ ‘แก้ว’ เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีมาเขียนเล่าประสบการณ์ตั้งแต่รู้ตัวว่าติดเชื้อจากแฟนหนุ่ม วิธีรักษาตัว จนเกิดเป็น ‘Kaewdiary’ ที่โด่งดังไปทั่วประเทศ และช่วยลบล้างความเชื่อเดิมๆ ว่าผู้ติดเชื้อเป็นบุคคลน่ารังเกียจออกไปจากความนึกคิดของผู้คน

ทว่าปรากฏการณ์หนึ่งที่ทุกคนจดจำได้ไม่ลืม คือ ‘นักสืบพันทิป’ ซึ่งมีส่วนเปิดโปงเรื่องโกหกมาไม่น้อย โดยเฉพาะกรณีของนักร้องคนหนึ่งซึ่งประกาศตัวว่าโกอินเตอร์ จนสร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่วงการบันเทิงไทย

“สมาชิกคนหนึ่งสงสัยว่าหนังเรื่องนี้ไม่มีจริง เลยหาข้อมูลแล้วโพสต์แฉ ทีนี้ด้วยความที่ดาราท่านนั้นมีเรื่องราวเป็นคดีความและหนีการจับกุมของตำรวจ บังเอิญมีสมาชิกไปเจอตัวที่เชียงคาน จึงถ่ายรูปมาแล้วบอกว่าทำไมตำรวจไม่จับ เลยกลายเป็นกระแสนักสืบพันทิปว่าอยู่ที่ไหนก็มีคนไปตามดู”

ความจริงแล้ว นักสืบพันทิปมีมาตั้งแต่ยุค 1G  อภิศิลป์เชื่อว่าบุคคลแรกที่ได้รับบทบาทนี้คือตัวเขาเอง โดยช่วงนั้นมีเกรียนคีย์บอร์ดเข้ามาก่อความวุ่นวาย ทั้งใช้คำหยาบ ปั่นกระทู้ซ้ำ เขาจึงตามสืบจากไอพีแอดเดรส กระทั่งเจอตัว แล้วส่งข้อมูลต่อให้วันฉัตร เพื่อไปพูดคุยกับผู้ปกครองของเด็กคนนั้น จนเรื่องราวสงบลง

แต่ที่เป็นประเด็นเยอะๆ คงไม่พ้นกรณี ‘คุกกี้หลงป่า’ ซึ่งมีสมาชิกคนหนึ่งอ้างว่าหลงป่าที่ญี่ปุ่น หลังวิ่งออกกำลังกายช่วงกลางดึก

“ตอนนั้นเขาเขียนเล่าว่าวันนั้นหมอกลงเยอะ มือถือแบตกำลังจะหมด กลัวมาก ไม่รู้จะทำยังไงดี เลยใช้เฮือกสุดท้ายโทรหาคอลเซ็นเตอร์ของโอเปอเรเตอร์ที่เมืองไทย แล้วก็ลงรูปเรื่องเต็มไปหมด ลงพิกัดด้วย คนเข้ามากันสนุก จนมีสมาชิกคนหนึ่งรู้สึกว่าโกหกแน่ๆ เลยเดินทางไปยังญี่ปุ่น เพื่อไปค้นว่าพิกัดนั้นอยู่ตรงไหน ปรากฏว่าจุดที่บอกว่าหลงป่า คือสี่แยกที่มีร้านสะดวกซื้อ แล้วถ่ายรูปกลับมาให้ จึงรู้ว่ากระทู้นี้ไม่เป็นความจริง”

อย่างไรก็ดี แม้นักสืบพันทิปจะช่วยให้ประเด็นที่ผู้คนสงสัยคลี่คลาย แต่อภิศิลป์ย้ำว่า การกระทำใดๆ ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่วางไว้ โดยเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคล ห้ามนำมาเผยแพร่เด็ดขาด ไม่เช่นนั้นจะถูกลงโทษ ทั้งหมดนี้ต้องเป็นไปตามกฎหมาย รวมทั้งเพื่อรักษาบรรยากาศการพูดคุยให้เรียบร้อยที่สุดด้วย

05

พื้นที่แห่งการแบ่งปัน

ตลอด 24 ปี Pantip มีสมาชิกกว่า 4 ล้านคน มีกระทู้เกิดใหม่ไม่ต่ำกว่า 4,000 – 5,000 กระทู้ต่อวัน และถือเป็นเว็บไซต์สัญชาติไทยที่มียอดผู้ชมสูงสุดของประเทศ

เหตุผลหลักที่ทำให้ Pantip เป็นที่นิยมในยุคที่โซเซียลมีเดียครองเมือง มาจากการวางบทบาทของตัวเองชัดเจน

“ผมคิดว่าคนคนหนึ่งเล่นได้หลายโซเซียล เขาอาจเล่น Pantip เล่น YouTube เล่น Facebook หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งเราเองก็ได้จากประโยชน์แพลตฟอร์มอื่นเช่นกัน อย่างคนที่เล่น Facebook บางทีเขาอาจไม่เคยเล่น Pantip มาก่อน แต่พอมีการเอากระทู้ไปหน้าฟีด เขาก็เริ่มรู้จักเรามากขึ้น

“แต่สิ่งสำคัญคือเราจะให้ Pantip ฉีกออกจากแพลตฟอร์มอื่นอย่างไร โพสต์หนึ่งที่คุณวันฉัตรขึ้นหน้าเว็บตั้งแต่ยุค 1G คือ ‘ไม่มีใครรู้ทุกอย่าง เรารู้ในบางสิ่งที่ผู้อื่นไม่รู้ เช่นเดียวกับที่ผู้อื่นรู้ในบางสิ่งที่เราไม่รู้’ เพราะฉะนั้น การทำพื้นที่ให้คนมาแชร์ความรู้กัน จึงเป็นจิตวิญญาณนับตั้งแต่มีเว็บบอร์ดขึ้นมาเลย สิ่งหนึ่งที่เราต่างจาก Facebook คือ เขาเน้นการ Connecting People ทำให้คุณเชื่อมกับเพื่อนได้ แต่ Pantip ไม่จำเป็น คุณไม่ต้องเชื่อมกับเพื่อนก็ได้ แต่คุณมาแชร์สิ่งที่คุณรู้ เพื่อให้คนอื่นๆ ที่เขาสนใจได้รู้เหมือนคุณ”

เพราะฉะนั้น การทำให้สมาชิกยังรู้สึกสนุกที่ได้เล่น Pantip จึงเป็นภารกิจสำคัญสุดของทีมงาน ด้วยเหตุนี้พวกเขาสร้างระบบ Pantip Pick เพื่อคัดเลือกกระทู้ดี น่าสนใจมาไว้ยังด้านบนสุดของแต่ละห้อง หน้าแรกของเว็บ หรือหน้าเพจ Facebook เพื่อให้ผู้คนมีโอกาสเข้าถึงกระทู้นั้นมากขึ้น รวมทั้งมีของขวัญเล็กๆ น้อยๆ เช่น พวงกุญแจ ที่รองแก้ว มอบให้ หากได้รับการปักหมุดเป็นครั้งแรก เสมือนเป็นคำขอบคุณจากทีมงาน จะได้มีกำลังใจสร้างกระทู้ดีๆ ต่อไป 

พอสิ้นปีก็มีกิจกรรม Pantip Pick of the Year โดยทีมงานจะคัดเลือก 10 สุดยอดกระทู้แห่งปี จากนั้นจึงส่งข้อความไปยังเจ้าของกระทู้ เพื่อเชิญมารับประทานอาหารร่วมกับผู้บริหาร โดยมีของที่ระลึกเป็นป๊อปอัปการ์ดรูป ‘น้องเพี้ยน’ มาสคอตของ Pantip ตามเนื้อหาของกระทู้ที่สมาชิกเขียนขึ้น

24 ปีเว็บไซต์คู่ใจคนไทย เรื่องเล่าจากโปรแกรมเมอร์คนแรกแห่ง Pantip, พันทิป, pantip.com

“น้องเพี้ยนมีต้นแบบมาจากโลโก้เก่าคือต้นกระบองเพชร ซึ่งเป็นต้นไม้ที่อยู่ได้ในทะเลทราย มีน้ำอยู่ในตัว และสัตว์เข้ามาดื่มได้ เหมือนกับ Pantip ซึ่งเปิดตัวมาในช่วงใกล้ๆ กับวิกฤตต้มยำกุ้ง คนตกงานเยอะ ที่นี่จึงเป็นเหมือนแหล่งพักพิงใจ แหล่งปรับทุกข์กับเพื่อน แต่พอช่วง 3G เราดีไซน์โลโก้เอากระบองเพชรออก เปลี่ยนเป็นรูปอมยิ้มสองขด เราเสียดายเรื่องราวของกระบองเพชร เลยยกระดับขึ้นเป็นมาสคอตหรือตัวเพี้ยน และใช้เป็นสื่อกลางในการพูดคุยกับสมาชิก เริ่มทำคาแรกเตอร์หลายๆ อย่าง เช่น น้องเพี้ยนปูเสื่อรอ น้องเพี้ยนต้มมาม่า รวมถึงของรางวัลที่มอบให้สมาชิกด้วย”

24 ปีเว็บไซต์คู่ใจคนไทย เรื่องเล่าจากโปรแกรมเมอร์คนแรกแห่ง Pantip, พันทิป, pantip.com
24 ปีเว็บไซต์คู่ใจคนไทย เรื่องเล่าจากโปรแกรมเมอร์คนแรกแห่ง Pantip, พันทิป, pantip.com

นอกจากสานสัมพันธ์กับสมาชิกแล้ว Pantip ยังพยายามผลิตเนื้อหาที่ตอบโจทย์ความสนใจของสมาชิก เช่นสัมภาษณ์นักแสดงที่มีกระแส หรือรวบรวมโบรชัวร์จากงานไทยเที่ยวไทยมาสแกนเก็บไว้ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เนื่องจากทีมงานเชื่อว่า สมาชิกส่วนใหญ่อาจไม่มีเวลาเพียงพอจะรวบรวมด้วยตัวเอง ซึ่งหลายกระทู้ก็เป็นที่นิยมและนำไปประโยชน์ได้จริง

สำหรับเป้าหมายในอนาคต อภิศิลป์ในฐานะผู้นำรุ่นใหม่บอกว่า ยังคงยึดเป้าหมายเดิมคือ ‘ทุกคำถามของคนไทยต้องมีคำตอบที่น่าเชื่อถือ’ เพราะฉะนั้นโจทย์ต่อไป คือทำอย่างไรให้คนตั้งคำถามและเข้ามาตอบมีคุณภาพมากขึ้น

เขายกคำพูดของ เจฟฟ์ เบซอส (Jeffrey Preston Bezos) ซีอีโอ Amzon ซึ่งเคยให้สัมภาษณ์ถึงอนาคตของวงการอีคอมเมิร์ชว่า คุณไม่มีทางรู้ว่าอีก 10 – 20 ปีข้างหน้าวงการนี้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แต่ 3 สิ่งที่จะไม่เปลี่ยนคือ ผู้บริโภคต้องการสินค้าที่ราคาถูกลงเรื่อยๆ มีความหลากหลายมากขึ้นเรื่อยๆ และส่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ Amazon ทำจึงไม่ใช่การปรับเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว แต่คือการรักษาสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการไว้ให้ได้มากที่สุด

“Pantip ก็เหมือนกัน เราต้องกลับมาตั้งคำถาม อะไรจะไม่เปลี่ยนแปลงในอนาคต เรารู้ว่าคนยังมีคำถามมีปัญหาอยู่ และเขาต้องการคำตอบที่เชื่อถือได้ เพราะฉะนั้นเราจะทำอย่างไรให้ไปถึงจุดนั้นได้ สิ่งที่เราเน้นมากขึ้น คือผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งความจริงมีอยู่ตลอด อย่างแต่ก่อนสมาชิกคนไหนเป็นคุณหมอ ก็จะมีเครื่องหมายกากบาทกาชาดต่อท้ายล็อกอิน เพื่อให้คนรู้ว่านี่คือคุณหมอ แต่ตอนนี้เราจะพยายามเชิญบุคคลเหล่านี้เข้ามาในระบบมากขึ้น เพื่อมาช่วยตอบในเรื่องที่เซนซิทีฟ ไม่ใช่แค่หมอ แต่รวมถึงอาชีพอื่นด้วย เช่น ตากล้อง เชฟ หรือหมอดู

“อีกเรื่องคือ Pantip มักมีคำถามแนวเลือกซื้อสินค้ายี่ห้อไหนอยู่เรื่อยๆ เช่น ซื้อสมาร์ทโฟนงบไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ซื้อรุ่นไหนดี ซึ่งมีคนเข้ามาตอบเรื่อยๆ แต่ปัญหาคือคนถามต้องนั่งไล่อ่านทีละคอมเมนต์ เพราะฉะนั้นเป็นไปได้ไหม หากมีกระทู้รูปแบบใหม่ ให้คนมาโหวตว่ายี่ห้อไหนดี ชอบยี่ห้อไหนก็กดบวกหนึ่ง ยี่ห้อไหนเยอะกว่าก็ขึ้นอันดับแรก เท่านั้นไม่พอ บางทีคนไม่อยากรู้แค่อันไหนโหวตเยอะกว่า แต่อยากรู้ข้อดีข้อเสียของแต่ละยี่ห้อด้วย เราก็ให้คนมาบอกเลยว่ายี่ห้อ A จุดเด่นคืออะไร จุดด้อยคืออะไร แล้วให้โหวตด้วย คนจะได้มีข้อมูลในการตัดสินใจว่าควรเลือกทางไหนดี ซึ่งเรื่องนี้เราประยุกต์ใช้กับฮาวทูอื่นได้ด้วย เช่น อ่างล่างมือตัน ขอวิธีจัดการหน่อย ซึ่งทำได้หลายวิธี แต่วิธีไหนดีกว่ากัน”

แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะสำหรับอภิศิลป์แล้ว นี่คือความฝันอันยิ่งใหญ่ที่อยากส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อให้ Pantip เป็นที่พึ่งพิงของคนไทยตลอดไป


ข้อมูลประกอบการเขียน

  • บทสัมภาษณ์คุณอภิศิลป์ ตรุงกานนท์ วันที่ 5 มิถุนายน 2563
  • นิตยสาร ผู้จัดการ ปีที่ 16 ฉบับที่ 190 เดือนกรกฎาคม 2542
  • นิตยสาร UpDATE ปีที่ 15 ฉบับที่ 150 เดือนกุมภาพันธ์ 2543
  • นิตยสาร มติชนสุดสัปดาห์ ปีที่ 27 ฉบับที่ 1378 วันที่ 12 – 18 มกราคม 2550
  • นิตยสาร ขวัญเรือน ปีที่ 39 ฉบับที่ 851 ปักษ์แรกเดือนพฤษภาคม 2550
  • บทความชุด ฉลอง 15 ปี Pantip.com เว็บไซต์ thumbsup.in.th
  • pantip.com/topic/31784179 (ภาพเลย์เอาต์เว็บ Pantip)

Writer & Photographer

Avatar

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

‘เราเป็นแชมป์ครับ เราเป็นแชมป์ครับ’

เสียงตะโกนดังลั่นของผู้บรรยาย ในวินาทีที่ กัปตันกิ๊ฟ-วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์ ตีลูกหัวเสาอัดลงแดนของฝั่งจีน ในศึกนัดชิงชนะเลิศของวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2552 ส่งผลให้ทีมวอลเลย์บอลหญิงเอาชนะทีมชาติจีน ด้วยสกอร์ 3-1 คว้าถ้วยแชมป์เอเชียเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อย่างเหนือความคาดหมาย จากเดิมที่ผูกขาดเฉพาะสองมหาอำนาจลูกยางอย่างจีนและญี่ปุ่นเท่านั้น

นั่นคือก้าวแรกที่ทำให้คนทั่วโลกได้เห็นฝีไม้ลายมือและความเก่งกาจของนักตบลูกยางหญิงไทย จนเกิดเป็นกระแสฟีเวอร์เรื่อยมาจนเกิดเป็นตำนาน ‘7 เซียนวอลเลย์บอล’ เรื่อยมาจนถึงทีมเลือดใหม่ชุดปัจจุบัน ซึ่งก็สร้างผลงานได้ดีไม่แพ้รุ่นพี่

หากแต่เบื้องหลังของความสำเร็จที่ทุกคนเห็น สิ่งที่ต้องแลกมา คือ หยาดเหงื่อ เลือดเนื้อ คราบน้ำตา ความทุ่มเท และความเสียสละของผู้คนมากมายตลอด 20 กว่าปี โดยมี โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร เป็นกำลังสำคัญที่คอยปลุกปั้นและผลักดันตั้งแต่เริ่มต้น

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ถือโอกาสดีนัดพบโค้ชอ๊อต ซึ่งวันนี้ยังมีหมวกอีกใบเป็นอาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์ ภาควิชาพลศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อย้อนรอยปฏิบัติการเปลี่ยนคนธรรมดาให้เป็นฮีโร่ และความฝันที่ไม่เคยสิ้นสุดที่จะนำธงไตรรงค์ของเราไปให้ไกลถึงจุดสูงสุด อย่างกีฬาโอลิมปิกให้จงได้

01
ปฏิบัติการเปลี่ยนคนธรรมดาให้เป็นฮีโร่

ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ.​ 2540 ทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมเล็ก ๆ ที่รวบรวมเด็กสาวแววดีจำนวน 18 คน ได้ถือกำเนิดขึ้นในพื้นที่สุดด้ามขวานของประเทศอย่างจังหวัดยะลา

ไม่มีใครคาดคิดว่า จากทีมธรรมดา ๆ ในวันนั้น จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของทีมที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งกลายเป็นปรากฏการณ์ที่โด่งดังไปไกลทั่วโลกในอีกไม่กี่ปีถัดมา

จุดเริ่มต้นของทีมนี้เกิดจากนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยในเวลานั้นหลายคนเริ่มมีแผนจะวางมือ ไม่ว่าจะเป็น ปริม อินทวงศ์, ลิขิต นามเสน, บุษบรรณ พระแสงแก้ว, แอนณา ไภยจินดา และ นันทกานต์ เพชรพลาย เป็นต้น

ผู้บริหารของสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยจึงคิดว่า คงถึงเวลาแล้วที่จะต้องพัฒนานักกีฬารุ่นใหม่มาทดแทนรุ่นพี่ นั่นเองที่เป็นจุดเริ่มต้นของโครงการทำทีมยุวชนหญิง หรือ National Team 2001 ซึ่งมีเป้าหมายเบื้องต้น คือ ผลิตนักกีฬาเพื่อเป็นตัวแทนทีมชาติไทยในอีก 4 ปีข้างหน้า และรักษาความเป็นผู้นำอาเซียน ในฐานะแชมป์ซีเกมส์ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ใน พ.ศ. 2544

โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ กับการปั้นทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจากโนเนมสู่ทีมที่ทั่วโลกยกนิ้วให้

และเพื่อให้โครงการประสบผลสำเร็จ ร.ท.ชาญฤทธิ์ วงษ์ประเสริฐ เลขาธิการสมาคมฯ ในขณะนั้น จึงติดต่อให้ โค้ชอ๊อต มารับโจทย์ยากครั้งนี้

โค้ชอ๊อตคุ้นเคยกับวงการวอลเลย์บอลมาตั้งแต่ยังเด็ก ด้วยพ่อของเขาเป็นอดีตนักวอลเลย์บอลของกองทัพอากาศ ตัวเขาเองก็มีโอกาสได้เล่นกับนักตบรุ่นพี่ทีมชาติ ซึ่งมักกลับบ้านมาทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ กลายเป็นทักษะที่สั่งสมเรื่อยมา พออายุ 17 ปี อ๊อตก็ติดทีมชาติ เป็นนับตบที่อายุน้อยสุดของรุ่น ได้ไปซ้อมที่เมืองจีน และสุดท้ายยังทำหน้าที่กัปตันทีมชาตินานถึง 10 ปีเต็ม

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่า คือเขาเป็นทั้งครูและโค้ช ที่คอยปลุกปั้นนักวอลเลย์บอลมือดีมาอย่างยาวนาน

โค้ชอ๊อตเริ่มคุมทีมตั้งแต่เป็นนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ด้วยการสอนน้อง ๆ จนกลายเป็นมือเก๋าหลายคน เพราะเวลานั้นมหาวิทยาลัยไม่มีโค้ช ก็ต้องอาศัยรุ่นพี่ทีมชาติไทยอย่างเขาเป็นผู้ดูแล

ต่อมาเมื่อไปฝึกสอนที่โรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์ ปกติจะสอนแค่ครึ่งเทอมก็เพียงพอแล้ว แต่อาจารย์อ๊อตอุทิศตน เพื่อฝึกทีมวอลเลย์บอลของที่นี่แบบไม่ได้เงินนานถึง 5 ปีเต็ม จนหลายคนก็ขึ้นมาเล่นระดับอาชีพ และเมื่อมาเป็นทหารอากาศ ก็ได้ดูแลทีมของสโมสรจนได้แชมป์

ที่สำคัญ เขายังเคยเป็นโค้ชเยาวชนวอลเลย์บอลทีมชาติไทยอีกด้วย

“เช้าผมนอนอยู่ที่โรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์ ซ้อมลูกศิษย์ตอนเช้า ซ้อมเสร็จก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไปซ้อมให้ทีมทหารอากาศตอนบ่าย พอประมาณบ่าย 2 เลิกซ้อม ผมก็กลับมาที่เบญจมฯ อีก ทำอย่างนี้เป็นปี พวกยุวชนทีมชาติ หรือทีมชาติชุดใหญ่ก็คือลูกศิษย์ผมทั้งนั้น อย่าง อภิศักดิ์ รักชาติยิ่งชีพ, สุนทร โพธิ์สีตา ผมกินนอนอยู่กับเขา 8 เดือน ซ้อมแบบรากเลือด ขนาดกอดขาพี่อ๊อตเลย โหดมาก”

โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ กับการปั้นทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจากโนเนมสู่ทีมที่ทั่วโลกยกนิ้วให้

แต่ถึงจะมีประสบการณ์มายาวนาน โค้ชอ๊อตก็อดคิดหนักไม่ได้ เหตุผลแรกเป็นเพราะเขาไม่เคยคุมทีมเด็กผู้หญิงมาก่อน และต่อให้เคยคุมทีมผู้หญิงมาบ้าง ก็ล้วนเป็นมืออาชีพแล้วทั้งสิ้น 

อีกเหตุผลคือ เวลานั้นโค้ชอ๊อตเพิ่งเข้ามาทำงานที่บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารทรัพยากรบุคคล และเส้นทางอาชีพก็กำลังรุ่งโรจน์ เพราะมีแผนจะฝึกอบรมเพื่อก้าวสู่การเป็นผู้บริหาร รวมถึงตั้งใจจะฝึกหัดเป็นนักบินต่อไปในอนาคตด้วย หากเบนเข็มไปคุมทีมชาติ ก็เท่ากับงานที่อยู่ทุกวันนี้ต้องชะงักไปเลยอย่างน้อย 4 ปีเต็ม

หลังจากครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ในที่สุดโค้ชอ๊อตก็ตกผลึกว่า สิ่งที่รักและผูกพันมากที่สุดในชีวิตก็คือ วอลเลย์บอล และที่ผ่านมา เขามีทางเลือกมากมาย แต่คำตอบสุดท้ายก็มักลงเอยที่กีฬานี้อยู่เสมอ

“เราเลือกที่จะเปลี่ยนชีวิตมาทางนี้ อย่างสมัยเด็กผมเรียนดี ได้โควต้าวิศวะ ขอนแก่นนะ แต่ผมไม่ไป ผมเป็นคนเล่นดนตรีใช้ได้ เล่นตั้งวงกับเพื่อน ตอนนี้เพื่อนเป็นอาจารย์สอนดนตรี ผมติวให้เพื่อนสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยได้ แล้วพ่อก็อยากให้เป็นทหาร แต่เราเลือกไปทางกีฬา ซึ่งต้องขอบคุณพ่อกับแม่ที่เห็นลูกมาอย่างนี้แล้วไม่ขัด คืออะไรที่เป็นความสุขของลูก เขาก็พร้อมสนับสนุน

“ช่วงมาเรียนที่เกษตรศาสตร์ก็เหมือนกัน ตอนปี 1 เกือบเรียนไม่จบ เพราะต้องเล่นกีฬา ต้องซ้อม มาสอบก็ทำไม่ได้ ถ้าไม่ได้อาจารย์ที่ปรึกษาคอยช่วยวางแผนการเรียน ลงทะเบียนให้ทีละเทอม ๆ จนครบ 6 ปี โดนรีไทร์แน่ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องพิสูจน์ตัวเองว่า สิ่งที่เราเลือกมานั้นถูกต้องแล้ว”

โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ กับการปั้นทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจากโนเนมสู่ทีมที่ทั่วโลกยกนิ้วให้

หากแต่ภาพที่เขาฝันนั้นยิ่งใหญ่กว่าการรักษาอันดับ 1 ของอาเซียน เพราะโค้ชอ๊อตต้องการทำให้นักกีฬาไทยเป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก โดยเฉพาะการได้ไปแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก

“ลองนึกว่า 20 ปีที่แล้ว ผมมีความคิดแบบนั้น คุณว่าผมบ้าไหม คือไม่มีใครเขาคิดหรอกว่า อยากให้ประเทศไทยเดินไปแล้วเขาเคารพอ่ะ ได้รับการเคารพยกย่อง”

แม้ในสายตาของคนทั่วไปจะมองว่า เพ้อฝัน ไม่มีทางเป็นไปได้ แต่โค้ชหนุ่มวัย 31 ปี ก็อยากทดลองทำตามความเชื่อนั้น เขาเริ่มเขียน SWOT Analysis นำจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค ทุกอย่างมาวิเคราะห์ อย่างละเอียด เรื่องใดที่เขาทำได้เอง เช่น โปรแกรมการฝึก การเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางจิตใจ เขาวางแผนไว้หมด

ส่วนเรื่องไหนที่ต้องให้คนอื่นช่วยเหลือ อย่างงบประมาณ สถานที่ฝึกซ้อม สถานศึกษา เพื่อให้นักกีฬาเรียนระหว่าง 4 ปี หรือแม้แต่สถานพยาบาลเพื่อดูแลคนในทีม หากเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา ก็เขียนรายละเอียดออกมาอย่างชัดเจน เพื่อให้ทุกคนรับทราบ โดยเฉพาะสมาคมฯ เพื่อหาทางจัดการปัญหาร่วมกัน

อย่างเรื่องแรกที่สำคัญมากคือ สถานที่ฝึกซ้อม ทีมยุวชนชุดนี้ไปเก็บตัวฝึกซ้อมกันที่จังหวัดยะลา

หลายคนอาจสงสัยว่า อยู่กรุงเทพฯ น่าจะสะดวกสบายและพร้อมเพรียงมากกว่า ทำไมต้องไปไกลถึงสุดด้ามขวานด้วย เหตุผลคือที่ยะลามีความพร้อมเรื่องการสนับสนุนของหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะภาครัฐ เพราะเวลานั้น ผู้บริหารท่านหนึ่งของสมาคมฯ คือ สมพร ใช้บางยาง (ปัจจุบันเป็นนายกสมาคมฯ) ดำรงตำแหน่งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา และสามารถอำนวยความสะดวกตั้งแต่เรื่องสนามฝึกซ้อม โรงเรียน รวมทั้งยังได้ อาวุธ เจษฎาไกรสร และครอบครัว เจ้าของโรงแรมปารค์วิว มาเป็นผู้จัดการทีมคอยดูแลเรื่องที่หลับที่นอน อาหาร 3 มื้อ ตลอดระยะเวลาการเก็บตัว

โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ กับการปั้นทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจากโนเนมสู่ทีมที่ทั่วโลกยกนิ้วให้

ขณะเดียวกันก็มีการเตรียมทีม เตรียมคน ให้พร้อม โดยโค้ชอ๊อตได้ อาจารย์สนอง กุลฉิม จากโรงเรียนบ้านหมี่วิทยาคม มาช่วยดูแลและประสานงานเรื่องการกำกับ ควบคุม เรื่องธุรการทั้งหมด และ น.อ.สาโรจน์ พินิจวงศ์ อดีตนักกีฬาวอลเลย์บอลรุ่นพี่ ซึ่งเป็นโค้ชจากโรงเรียนสวนกุหลาบนนทบุรีวิทยา ซึ่งโดดเด่นเรื่องเทคนิคมารับหน้าที่เป็นผู้ช่วยโค้ช 

ส่วนนักกีฬานั้น ทั้งหมดเป็นเด็กผู้หญิงอายุ 14-17 ปีจากทั่วประเทศ ซึ่งสมาคมฯ คัดเลือกจากผลการแข่งขันในระดับชิงแชมป์ประเภทต่าง ๆ ซึ่งก็มีทั้งนักกีฬาที่มีพรสวรรค์ บางคนเป็นดาวเด่นของทีมโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ อีกส่วนก็เป็นนักกีฬาที่อาจไม่เก่งมาก แต่รูปร่างดี ขยันฝึกซ้อม และน่าจะพัฒนาได้ รวมทั้งสิ้น 18 คน

โดยก่อนที่จะนั่งรถไฟจากกรุงเทพฯ ไปยะลา โค้ชอ๊อตพยายามพูดคุย สร้างความเข้าใจ นั่งสัมภาษณ์แต่ละคนแบบละเอียดว่า มีเป้าหมายอะไรต่อไปในชีวิต เพื่อจะได้เข้าใจและนำมาแนวทางในการสร้างทีมที่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

“ก่อนที่เราจะนั่งรถไปยะลา ผมจะถามทุกคนเลยว่า ทำไมถึงเล่นวอลเลย์บอล ซึ่งคำตอบแทบจะเหมือนกันหมดคือ สนุก มีความสุข อยากเก่งแบบพี่ ๆ อยากมีอนาคตที่ดี มีความมั่นคงในชีวิต และได้มีงานการที่ดี จะได้ไปตอบแทนพ่อแม่ มันเป็น Commitment ที่เราเห็นว่าเขาคิดอะไรในใจ แล้วเราจะนำพาพวกเขาไปได้อย่างไร เพราะฉะนั้น แบบฝึกที่เราจะสอนเขา จะสร้างความมั่นคงทางจิตให้กับเขา ปลูกฝังเรื่องความอดทนว่า กว่าจะสำเร็จติดธงชาติไทย ต้องมุ่งมั่น มุมานะ อยู่ในระเบียบวินัย อยู่ในกรอบให้ได้ และมีความทะเยอทะยาน ท้าทายที่จะทำสิ่งนั้นให้ได้”

ชีวิตในจังหวัดยะลา โค้ชอ๊อตดูแลเด็กๆ ทุกคนเสมือนเป็น ‘พ่อ’ อีกคนหนึ่ง 

เพราะเขาต้องดูแลไปถึงการใช้ชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การกิน การอยู่ การเรียน การรักษาพยาบาล โดยเขาได้ติดต่อโรงเรียนคณะราษฎรบำรุงยะลา เพื่อนำทุกคนไปฝากเรียน และเมื่อเรียนเสร็จก็ยังกลับมาช่วยสอนการบ้าน แม้แต่เรื่องรายได้ ทุกคนได้เบี้ยเลี้ยงเดือนละ 6,000 บาท ซึ่งทุกเย็น แต่ละคนจะต้องส่งรายรับ-รายจ่ายว่า วันนี้ซื้ออะไรมาบ้าง โค้ชอ๊อตจะมาตรวจบัญชีเองทุกวัน ซึ่งก็มีบางคนแอบเอาเงินไปซื้อขนม แต่มาลงบัญชีว่า ไปซื้อน้ำยาซักผ้า ซึ่งเขาก็จับได้อยู่ตลอด พร้อมกับสั่งลงโทษให้วิ่งบ้าง ยกเวทบ้าง จนนักกีฬาไม่อยากทำผิด

โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ กับการปั้นทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจากโนเนมสู่ทีมที่ทั่วโลกยกนิ้วให้

เช่นเดียวกับการรักษาพยาบาล ในยุคนั้นเมืองไทยยังไม่มีบัตรทอง เวลาบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยขึ้นมาก็ต้องเสียเงินค่อนข้างมาก แต่โชคดีที่ทีมยุวชนหญิงได้ได้รับการอนุเคราะห์จากโรงพยาบาลศูนย์ยะลา ให้เป็นคนไข้อนาถา จึงได้รับสิทธิ์ในการรักษาพยาบาลฟรี 

ส่วนเรื่องละเอียดอ่อนที่เด็ก ๆ อาจไม่สะดวกใจคุยกับผู้ชาย ก็จะได้ผู้หลักผู้ใหญ่ในจังหวัด เช่นภรรยาของผู้จัดการทีม ภรรยาของคุณหมอ ซึ่งรักและเอ็นดูนักกีฬาเหมือนเป็นลูกหลานจริง ๆ คอยไต่ถามสารทุกข์สุขดิบอยู่เป็นประจำ ทำให้ทุกคนรู้สึกอุ่นใจ แม้จะอยู่ห่างไกลจากบ้านเกิดก็ตาม

เช่นเดียวกับการฝึกซ้อม โค้ชอ๊อตต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย เนื่องจากปีหนึ่งมีเงินมาทำทีมไม่เท่าไหร่ ผู้สนับสนุนรายใหญ่อย่าง การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ให้เงินช่วยเหลือทั้งโครงการ 4 ปี 2,000,000 บาท ส่วนที่เหลือสมาคมฯ ก็ต้องแสวงหาเอง ซึ่งไม่ง่ายเลย เนื่องจากเมืองไทยเพิ่งผ่านวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งมาได้ไม่นาน

อย่างเรื่องหนึ่งที่เป็นปัญหามาตลอดคือ อุปกรณ์สำหรับการฝึกซ้อมไม่เพียงพอ เช่นลูกบอลซึ่งต้องใช้ปีละ 60-90 ลูก แต่ได้รับจัดสรรมาไม่ถึง 20 ลูก แถมยังเป็นเป็นลูกเก่าที่ผ่านการใช้งานมาแล้วนับไม่ถ้วน เสื้อผ้าฝึกซ้อมก็มีแค่คนละ 3 ชุด แต่ต้องใส่ซ้อมวันละ 6 ชุด เพราะซ้อมแต่ละครั้ง นักกีฬาเหงื่อออกเยอะมาก ซ้อม ๆ อยู่ อาจลื่นล้มได้ รองเท้าฝึกซ้อมก็ต้องใช้เงินเบี้ยเลี้ยงมาซื้อเพื่อฝึกซ้อมกันเอง ครั้นจะไปขอสปอนเซอร์ก็ไม่มีใครสนับสนุน เพราะไม่มีชื่อเสียง

เครื่องป้องกันการบาดเจ็บ อาทิ สนับเข่า สนับศอก หรืออุปกรณ์พิเศษทางการแพทย์ อย่างเทปกาวยึดแน่นกล้ามเนื้อและข้อต่อเพื่อป้องกันการบาดเจ็บข้อต่อต่าง ๆ พวกนิ้วมือ ข้อมือ หัวไหล่ เข่า ข้อเท้า ซึ่งจำเป็นต่อการฝึกซ้อม โค้ชอ๊อตก็ต้องหาเงินมาซื้อเอง บางครั้งก็ต้องไปขอกู้เงินจากบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด เพื่อมาจ่ายค่าใช้จ่ายตรงนี้

นี่ยังไม่รวมปัญหาอย่างสนามฝึกซ้อมไม่ได้มาตรฐาน เป็นเพียงโรงยิมเนเซียมปูพื้นไม้ปาร์เก้เท่านั้น แถมเสากับตาข่ายก็ยังกว้างไม่เพียงพอ ซ้อมกันไปชนกันไป แต่ทุกคนก็ยังทุ่มเทเต็มที่ ด้วยมีฝันอันยิ่งใหญ่ คือ การเข้าไปอยู่อันดับต้น ๆ ของทวีปเอเชีย

“ตอนนั้นในเอเชียก็มี จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แล้วก็ไต้หวัน คาซัคสถานอีก เราอยู่อันดับ 6-7 บางทีก็เกือบไม่ผ่านฟิลิปปินส์ เพราะฉะนั้น ทำยังไงให้เราเข้าอยู่อันดับ Top 3-4 ให้ได้ นี่คือความทะเยอทะยาน ซึ่งพอมีความทะเยอทะยานก็ต้องมีความมุ่งมั่นว่า เราจะทำอะไร ต้องมี Vision มี Mission ให้มันสำเร็จ เพื่อให้เราเป็น High Performance Team ซึ่งทุกคนก็เชื่อมั่นว่า เราจะสร้างเด็กให้เก่งได้

“ปรัชญาหนึ่งที่ผมเขียนไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2540 ถึงวันนี้ผมยังจำได้ คือ ‘สร้างความสนใจ และความรัก นำเอาความสนใจและความรัก มาสอนอย่างมีหลักการ มีความหมายทางจิต พัฒนาคุณภาพชีวิต’ แล้วคุณจะสร้างความสนใจให้เขาได้อย่างไร เราจึงออกแบบฝึกให้เขาสนใจทำกิจกรรมนั้น ให้เขามีความสนุกสนาน มีความท้าทายในแบบฝึกนั้น แต่ละวันจะฝึกซ้อมอะไร การฝึกแต่อย่างมีความหมายอะไร”

โค้ชอ๊อตถือเป็นโค้ชทีมชาติคนแรก ๆ ของทีมชาติไทยที่นำความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬามาประยุกต์ใช้อย่างจริงจัง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาเรียนจบสายนี้มาโดยตรง รวมทั้งเคยไปฝึกอบรมโค้ชนานาชาติที่ประเทศสเปนด้วย

เขาดูแลตั้งแต่เรื่องโภชนาการ โดยจัดทีมมาคุยกับนักกีฬารายคน เพื่อดูว่าแต่ละคนต้องเพิ่มหรือลดในส่วนไหน ซึ่งทุกคนต้องปฏิบัติตาม หนึ่งในนั้นก็คือ การดื่มนม เพราะคนไทยนั้นตัวเล็ก ต้องหาวิธีเสริมโครงสร้างให้แข็งแรงที่สุด โดยทุกเช้าจะมีนมแก้วใหญ่รอทุกคนอยู่ นักกีฬาต้องดื่มให้หมด ถ้าไม่หมดห้ามลุก ไม่เช่นนั้นจะถูกลงโทษ ก่อนนอนก็เช่นกัน อาจารย์อ๊อตก็เอานมแช่ตู้เย็นไว้ครบทุกห้อง ซึ่งก็มีบางคนแอบลักไก่ แอบเอานมทิ้งชักโครก

นอกจากนี้ โค้ชอ๊อตยังให้ทุกคนทำเวทเทรนนิ่ง ยกน้ำหนักเพื่อเพิ่มความทนทานของกล้ามเนื้อ โดยเริ่มแรกก็จะให้ยกประมาณ 20 กิโลกรัม ครั้งละ 8-10 ครั้ง จากนั้นก็ให้เพิ่มเป็น 40-50 กิโลกรัม แต่ให้ยกประมาณ 4-5 ครั้ง ไม่เพียงแค่นั้นเขายังแบกตำราเรื่องจิตวิทยาการกีฬาไปคุยกับแพทย์ที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา เพื่อจะได้มีนักจิตวิทยาคอยทำหน้าที่ดูแลจิตใจของนักกีฬาอย่างมีประสิทธิภาพ

“จิตวิทยาการกีฬาเป็นศาสตร์ที่ทำให้นักกีฬามีความสุขกับการเล่นกีฬา มีความหวัง และจัดการกับความเครียดความวิตกกังวัล ความกดดันได้ ซึ่งแน่นอน การที่ผมต้องนำทีมเด็กผู้หญิงอายุ 15-17 ปี เดินทางมาไกลบ้าน ไกลพ่อแม่ มาเก็บตัวที่ยะลา แค่คิดก็จิตตกแล้ว

โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ กับการปั้นทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจากโนเนมสู่ทีมที่ทั่วโลกยกนิ้วให้

“ผมก็เลยนำสิ่งที่ตัวเองเรียนไปคุยกับจิตแพทย์ นั่งจับเข่าคุยกันถึงเป้าหมาย รายละเอียดโครงการว่า เรามาทำอะไรที่นี่ และปัญหาที่คาดว่าผมกับเด็ก ๆ ในทีมต้องเผชิญมีอะไรบ้าง คุยกันไปงงกันไป เพราะปกติคุณหมอรักษาแต่อาการทางจิตทั่วไป จะทำอย่างที่ผมต้องการทั้งหมดคงเป็นไปได้ยาก แต่ผมก็คะยั้นคะยอ ขอร้องให้คุณหมอช่วยที เพราะว่าศาสตร์ทั้งสองอย่างมีรากที่มาไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ อาศัยปรับเปลี่ยนนิด ๆ หน่อย ๆ ก็น่าจะพอได้แล้ว ก็ทั้งขอร้อง อ้อนวอน จนกระทั่งผมก็มีนักจิตวิทยามาช่วยทีม”

การวางตัวก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะนักกีฬาในทีมเป็นผู้หญิง โค้ชอ๊อตจึงมีกติกาให้ตัวเองว่าจะไม่ถูกเนื้อต้องตัวนักกีฬาเด็ดขาด รวมทั้งทุกคนจะเรียกเขาว่า ‘อาจารย์’ ไม่ใช่ ‘พี่’ หรือ ‘โค้ช’ เพราะเขามีหน้าที่เป็นครูให้ความรู้ ทำให้ทุกคนเก่งขึ้น

“ผมมีความเป็นครูมากกว่าเป็นโค้ช เพราะคนเป็นครูต้องอดทน รักก็ต้องอดทน คนเป็นโค้ชหมดความอดทนมาเยอะ พอหมดความอดทนก็หมดความรัก แล้วจะสร้างคุณประโยชน์อะไรให้กับลูกศิษย์ เหมือนคุณเป็นพ่อแม่ คุณต้องอดทนกับลูกคุณได้ไหมว่า ลูกคุณทำไม่ถูกต้อง คุณก็ต้องอดทนที่จะสอนเขา ให้เขาทำในสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ดี และสิ่งที่เก่งด้วย”

ด้วยแนวคิดแบบนี้เอง ทำให้การฝึกซ้อมของเขาจึงเลื่องชื่อว่า หนัก โหด ถึงขั้นที่ลูกศิษย์บางคนบอกว่า หากผ่านด่านอาจารย์อ๊อตได้ ก็ไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว เพราะในโลกนี้ไม่มีใครซ้อมหนักกว่านี้แล้ว

อย่างการวิ่งจับเวลา หากวิ่งไม่ผ่านคนเดียว ที่เหลืออีก 17 คนก็ต้องกลับไปวิ่งใหม่ด้วย ขาดวินาทีเดียวก็ไม่ได้ หรือหากใครเป็นลมกลางสนาม ก็ให้คนเอาน้ำไปสาดให้ตื่น เพื่อปลุกให้วิ่งต่อ ซึ่งทีมที่เหลือก็ต้องช่วยกันฉุดกระชากลากถูกันไปได้ จนกระทั่งเข้าเส้นชัยทันเวลา

แถมยังมีโจทย์การฝึกซ้อมอีกสารพัด อัดแน่นสัปดาห์ละ 6 วัน ทั้งฝึกเสิร์ฟ ฝึกบล็อก และไปเรียกนักกีฬาชายที่มีพละกำลังมากกว่ามาเป็นคู่ซ้อม

“เราเน้นการฝึกฝนทางจิตควบคู่ไปกับการฝึกทางกาย อย่างการวิ่ง ทุกคนต้องวิ่งให้ได้ 2,000 เมตร ภายใน 9 นาที 30 วินาที ถามว่าตัวเลขนี้มาจากไหน เราเรียกว่า Maximum Aerobic Power คือ การวิ่งที่เหนื่อยที่สุด หัวใจต้องเต้นเกิน 200 ครั้งต่อนาที วิ่งเสร็จแล้วมาจับชีพจรดู ถ้าเกิน 30 ครั้งต่อ 10 วินาที ถือว่าใช้ได้ ซึ่งตัวเลขนี้ก็มีทั้งวิ่งผ่านและไม่ผ่าน แต่ถ้าไม่ผ่านต้องมีเหตุผล เช่น นอนน้อย บาดเจ็บ หรือใจไม่สู้ ถ้าเป็นแบบหลังก็ต้องทำให้ใจสู้ได้ยังไง หรือไม่อยากเป็นทีมชาติแล้ว อย่างนั้นที่เคยเขียนบอกในตอนแรกว่า อยากติดทีมชาติ เพื่อจะดูแลพ่อแม่ นั่นคือฝันเหรอ ไม่ทำแล้วเหรอ”

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อยกระดับคนธรรมดาให้กลายเป็นคนที่เป็นเลิศ พร้อมสร้างทีมที่แข็งแกร่งที่พร้อมจะรับมือกับยักษ์ใหญ่ที่เข้ามา ดังสิ่งหนึ่งเขามักบอกกับลูกทีมอยู่เสมอ นั่นคือ TEAM มาจาก Together Everyone Achieve More ทุกคนต้องทำเพื่อทีม โดยเป้าหมายที่อยากให้ทุกคนไปถึงก็คือ การเอาชนะทีมชาติญี่ปุ่นให้ได้

ทว่าด้วยการฝึกที่กินเวลานาน และแตกต่างจากโค้ชทั่ว ๆ ไป ส่งผลให้เด็กในทีมบางคนทนไม่ไหว ถึงขั้นโทรศัพท์กลับไปฟ้องพ่อแม่ เกิดกระแสแอนตี้ว่า เหตุใดถึงต้องซ้อมหนักถึงเพียงนี้ และเริ่มมีการดึงตัวนักกีฬากลับด้วยเหตุผลต่าง ๆ เช่น อยากให้มาเยี่ยมบ้าน อยากให้ไปช่วยทีมโรงเรียนแข่งขัน แล้วก็ไม่ยอมส่งกลับมา แต่โค้ชอ๊อตก็เดินตามความเชื่อเดิม โดยได้การสนับสนุนจากผู้ใหญ่ในสมาคมฯ 

แล้วสิ่งที่เขามุ่งมั่นก็เริ่มผลิดอกออกผล เมื่อลงสนามครั้งแรกในรายการแข่งขันยุวชนหญิงชิงแชมป์เอเซีย พ.ศ. 2540 ดรีมทีมก็คว้าอันดับ 4 นับเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของทีมวอลเลย์บอลหญิงไทย โดยแพ้แค่ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

“ผมคิดมาตลอดว่าจะทำอย่างไรให้เราชนะพวกคาซัคฯ หรือไต้หวัน เพื่อเราจะได้ใกล้เคียงกับญี่ปุ่นมากที่สุด วิธีหนึ่งคือเราต้องเสิร์ฟให้ได้เอซเลย ซึ่งจะยืนเสิร์ฟธรรมดามันก็ยาก เพราะตัวเล็กกว่าเขา ก็เลยให้กระโดดเสิร์ฟ เพราะถ้าเราทำได้มันจะนำไปสู่การกระโดดตบได้ดี ตบทั้งแดนหน้าแดนหลังด้วย แล้วผมก็ฝึกพร้อมกับเลือกว่าใครจะเสิร์ฟดีที่สุด แล้วก็จับตำแหน่งการเสิร์ฟมาในการเล่น ถ้าเราหมุน 3-4 รอบ แล้วทุกคนทำแต้มได้สักคนละ 2 แต้ม ก็ได้ 10 กว่าแต้มแล้ว ถ้าทำได้ 3 แต้มก็เหลือเฟือแล้ว 

โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ กับการปั้นทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจากโนเนมสู่ทีมที่ทั่วโลกยกนิ้วให้

“ผ่านไป 4 เดือน พอถึงเวลาไปแข่ง เราก็กระโดดเสิร์ฟ กระโดดตบ เล่นกับไต้หวัน หมุนแค่ 3 ตำแหน่ง 3 ล็อก ทีมเราได้ 10 แต้ม 10-0 ไต้หวันไม่เคยเจอ เพราะเขารู้สึกว่าเหมือนตัวเองไปเล่นกับประเทศอะไรสักอย่างที่ด้อยกว่ามาก แล้วปรากฏว่าประเทศนั้นตีนำไป 10-0 แล้วโค้ชทีมที่แข็งกว่าก็โมโห ทำอะไรไม่ถูก ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้น มันทำให้เรามั่นใจว่า คิดถูกแล้ว”

จากนั้นพวกเขาก็สร้างปรากฏการณ์ไม่หยุด ด้วยการอันดับ 2 ของศึกถางลัพคัพ ก่อนจะปิดท้ายปี ด้วยอันดับ 5 ของยุวชนชิงแชมป์โลก 

ด้วยสไตล์การเล่นดุดัน แข็งแรง หลากหลาย รวดเร็ว และเหนียวแน่น ส่งผลให้ทีมยุวชนหญิงกลายเป็นดาวรุ่งที่ชาติต่าง ๆ ประมาทไม่ได้ เช่นเดียวกับเสียงชื่นชมก็เริ่มตามมา ปัญหาเรื่องนักกีฬาออกจากทีมก็เริ่มหมดไป แถมยังมีเด็กรุ่นใหม่ ๆ เข้ามาเสริมอย่างต่อเนื่อง เช่น นา-วรรณา บัวแก้ว และ กิ๊ฟ-วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์

ต่อมาพอขึ้นปีที่ 3 นักตบ 3 คน คือ วิสุตา หีบแก้ว, ลัดดา เดือนฉาย และ กระแต-ปิยะมาศ ค่อยจะโป๊ะ ก็ได้รับเลือกให้เข้าไปเล่นในทีมชุดใหญ่กับพวกพี่ ๆ ก่อนที่โค้ชอ๊อตจะย้ายทีมเข้ามาฝึกต่อในกรุงเทพฯ โดยระหว่างนั้นก็พยายามหาวิธีการต่าง ๆ ที่ช่วยให้ลูกศิษย์มีทักษะดีมากยิ่งขึ้น 

หนึ่งในนั้นคือ ประสานงานไปยังสหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ ขอนำนักกีฬาไทยไปเก็บตัวอุ่นเครื่องกับทีมจากยุโรป ซึ่งก็ได้การตอบรับจากสวิตเซอร์แลนด์ เบลเยียม และฝรั่งเศส จนหลายคนก็มีทักษะดีขึ้นอย่างเห็นชัด และคว้าแชมป์ในระดับอาเซียนมาได้ต่อเนื่อง

หากแต่ฤดูกาลที่เรียกว่าเป็นจุดพลิกผันสำคัญที่สุดของทีมชุดนี้เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2544 เพราะโค้ชอ๊อตตั้งเป้าหมายใหม่ให้นักกีฬาทุกคน ด้วยการชิงตั๋วไปแข่งชิงแชมป์โลกที่เยอรมนีให้ได้ในปีถัดไป

และในศึกเยาวชนหญิงชิงแชมป์โลก รอบคัดเลือก โซนเอเซีย พวกเธอก็ก้าวข้ามสิ่งที่ไม่เคยทำได้ตลอดหลายสิบปี นั่นคือ การเอาชนะทีมชาติญี่ปุ่น 3-2 เซ็ต และคว้าอันดับ 3 มาครองได้สำเร็จ

“ผมจำได้ไม่ลืม ลองคิดดูว่า 4 ปีมานี้ เราฝึกซ้อมวิ่ง ยกน้ำหน้า รับเสิร์ฟ รับตบ วิ่งโยกหน้าโยกหลัง โดนโค้ชทำโทษมาเยอะแยะแค่ไหน ก็เพื่อจะชนะญี่ปุ่น เราผ่านความยากลำบากมาเยอะ แต่เราก็ไม่เคยท้อ พอเราชนะญี่ปุ่น เราก็ไปเล่นซีเกมส์ต่อ เราชนะทุกทีม 3-0 ซึ่งแต่ละทีมเอาโค้ชนั่นโค้ชนี่มาเพื่อจะโค่นไทย แต่คิดผิด โดนเราฟาด จนแต้มไม่ขึ้นเลย”

จากนั้นสาวไทยก็ได้ไปแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยโลก ซึ่งครั้งนี้พวกเธอคว้าเหรียญทองแดงกลับมา ถือเป็นเหรียญแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย และทำให้เมืองไทยขอเสนอตัวเป็นเจ้าภาพกีฬามหาวิทยาลัยโลกใน พ.ศ. 2550 ต่อมาทีมชาติไทยก็ได้ไปแข่งขันชิงแชมป์โลกที่เยอรมนี แม้จะจบที่อันดับที่ 17 แต่ก็นับเป็นประสบการณ์อันยิ่งใหญ่

หากแต่ก้าวย่างที่สำคัญจริง ๆ คงต้องยกให้การได้รับเชิญให้ไปแข่งขันเวิล์ดกรังปรีซ์เป็นครั้งแรก เพราะทั่วโลกจะมีเพียง 8 ประเทศเท่านั้นที่ได้ไป ซึ่งการที่ไทยได้รับคัดเลือกครั้งนี้ก็มาจากฟอร์มที่โดดเด่นในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยโลก และการเอาชนะญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก

นับจากนั้นเส้นทางบนเวทีโลกของทีมนักตบสาวไทยก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ พร้อมกับการพิสูจน์ให้เห็นว่า ความเชื่อที่เหมือนเพ้อฝันในวันนั้นของโค้ชอ๊อต ก็ไม่ใช่สิ่งที่ไกลเกินเอื้อม หากเรามีความมุ่งมั่นอย่างแท้จริง

“ทั้งหมดเป็นการตอบโจทย์สมาคมฯ ครบถ้วนว่า 4 ปีเกิดอะไรขึ้นบ้าง แน่นอนความสำเร็จต่าง ๆ เกิดขึ้นเพราะเราช่วยกัน ส่วนผมก็เป็นเพียงแค่โค้ชที่มีหน้าที่สร้างความสำเร็จผ่านคนอื่นเท่านั้นเอง”

02
วอลเลย์บอลฟีเวอร์ สู่ตำนาน 7 เซียน

พ.ศ. 2546 โค้ชอ๊อตขอวางมือจากโค้ชทีมชาติไปรับหน้าที่ฝ่ายบริหาร เพื่อช่วยงาน ดร.ประเวช รัตนเพียร เลขาธิการสมาคมฯ คนใหม่

แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงทำหน้าที่ดูแลนักกีฬาเหมือนเดิม โดยรับตำแหน่งเป็นผู้จัดการทีมชาติไทยด้วย พร้อมกับเริ่มภารกิจสำคัญ คือผลักดันนักกีฬาไทยให้ไปหาประสบการณ์ในลีกต่างประเทศ ซึ่งก็มีทั้งสโมสรเข้ามาทาบทามเอง รวมถึงฝากฝังผ่านเพื่อนที่เคยอบรมโค้ชด้วยกัน

โดยคนแรกที่ได้ไปเมืองนอกก็คือ วรรณา บัวแก้ว ซึ่งเข้าร่วมทีม Volley Spezzano ของอิตาลี จากนั้นก็มี หน่อง-ปลื้มจิตร์ ถินขาว ไปร่วมทีมในสโมสรที่จีนและรัสเซีย ขณะที่ กิ๊ฟ-วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์ กับ นุช-นุศรา ต้อมคำ ก็ไปอยู่สโมสร IBSA Club Voleibol ที่สเปน และมีอีกหลายคนที่ส่งไปอย่างต่อเนื่อง

“เราวางแผนไว้เพราะเขาเริ่มโตกันแล้ว ควรไปต่างประเทศสัก 5-6 เดือน เพื่อหาประสบการณ์และหารายได้ ถึงค่อยกลับมาเล่นให้ทีมชาติไทย ถือเป็นแรงจูงใจให้คนเก่งได้ทำงาน”

กระทั่ง พ.ศ. 2552 โค้ชอ๊อตก็หวนกลับมาเป็นหัวหน้าโค้ชทีมชาติไทยอีกครั้ง โดยมีผู้ช่วยอีก 2 คน คือ โค้ชยะ-น.ท.ณัฐพนธ์ ศรีสมุทรนาค กับ โค้ชด่วน-ดนัย ศรีวัชเมธากุล ภารกิจสำคัญคือ การพาทัพนักกีฬาไทย ไปแข่งขันในกีฬาโอลิมปิกที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ในอีก 4 ปีข้างหน้า

สำหรับโค้ชอ๊อต การไปโอลิมปิก คือเป้าหมายที่อยู่ในใจมาตลอดตั้งแต่เมื่อครั้งที่ไปสร้างทีมยุวชนที่ยะลาแล้ว

หากแต่ประสบการณ์ที่โตขึ้น ทำให้โค้ชอ๊อตปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงานหลายอย่าง การฝึกซ้อมอาจไม่เข้มข้นเท่ากับสมัยคุมทีมยุวชน แต่ก็ถือว่าสาหัสไม่น้อยสำหรับนักกีฬาที่ไม่เคยอยู่ในทีมของเขามาก่อน พร้อมกันนั้นยังปรับตำแหน่งของนักกีฬาให้เหมาะสมตามสภาพร่างกายและจิตใจของแต่ละคน 

“เราดูว่าใครเหมาะกับภารกิจไหน อย่างหน่องเป็นคนรูปร่างสูง แล้วก็ข้อมือเร็ว เราก็รู้ว่าเขาเหมาะจะเล่นบอลเร็วมากกว่าเป็นตัวตีหัวเสา หรืออย่างอย่างวรรณา มีความเร็ว สายตาดี อ่านบอลทางตบได้ดี เขาเหมาะจะเป็นลิเบอโรมากกว่าเป็น Middle Blocks หรืออรอุมา (สิทธิรักษ์) เป็นคนที่มีพาวเวอร์มาก เมื่อก่อนเขาเป็นตัวตบ เขาเล่นตำแหน่งนั้นก็ได้ แต่จะมีประโยชน์กว่าถ้ามาเล่นเป็นตัวตบหัวเสา”

ผลของการปรับเปลี่ยนและฝึกซ้อมอย่างเข้มข้น ส่งผลให้ความสำเร็จของทีมวอลเลย์บอลหญิงเริ่มขยับเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเมื่อทัพนักกีฬาบุกไปคว้าแชมป์เอเชียครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2552 ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม

โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ กับการปั้นทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจากโนเนมสู่ทีมที่ทั่วโลกยกนิ้วให้

ครั้งนั้นไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าสาวไทยจะกลายเป็นแชมป์ เพราะตลอดหลายสิบปีที่แข่งขันมา เราทำได้เพียงอันดับ 3 หรือ 4 ตลอด และนับตั้งแต่ พ.ศ. 2518 ก็มีแค่จีนกับญี่ปุ่นเท่านั้นที่เคยเป็นแชมป์

ในนัดแรกไทยเจอศึกหนัก เพราะต้องดวลกับทีมสาวแดนปลาดิบ แม้ทีมไทยจะเคยเอาชนะมาได้ครั้งหนึ่ง แต่ในสายตาของทุกคนยกเว้นโค้ชอ๊อต เรายังเป็นรอง และผลสุดท้ายก็เป็นไปตามคาด ทีมไทยแพ้ขาดลอย 3 เซ็ตรวด

หลังจบเกม ทุกคนมาประชุมในห้องพัก อาจารย์อ๊อตก็ปิดห้องตำหนินักกีฬาอย่างรุนแรง บอกว่า ทุกคนคิดแต่ว่าจะแพ้ ทำไมถึงไม่คิดว่าสู้ได้ และพอกลับมาถึงโรงแรม เขาก็ไม่ยอมคุยกับใคร ไม่นัดซ้อม ด้วยหวังทุกคนกลับมาทบทวนตัวเองอีกครั้ง

“เราต้องดึงเสือเอามาจากตัวคน ต่อให้เกลียดผมก็เกลียดไปเลย ผมจะพูดให้คุณเกลียด เจ็บแค่ไหน แต่คุณไปตบเขาจนชนะได้นี่ผมสบายใจแล้ว เพราะผมไม่ได้ทำทีมกีฬาให้คุณรักผมหรือเกลียดผม ผมทำทีมกีฬาให้พวกคุณเก่ง ให้พวกคุณเป็นตัวแทนทีมชาติไทย ไปแสดงศักยภาพที่มีอยู่ในตัว ผมเห็นคุณเก่งได้มากกว่านี้ แต่สิ่งที่คุณยังเป็นมันยังไม่ใช่

“สิ่งที่เกิดขึ้น มันคือเหยาะแหยะ หละหลวม เหมือนไม่ให้เกียรติคู่ต่อสู้ ไม่ให้เกียรติโค้ช เพราะเราเป็นโค้ชทีมชาติมา 14 ปี เป็นกัปตันทีมชาติอีก 10 ปี จะไม่รู้เหรอว่า คุณทำเล่นหรือไม่ทำเล่น ลูกนี้ควรจะรับได้ แล้วถอยทำไม ทำไมไม่พุ่ง ถ้าจะเอา ไม่ต้องดึงหน้าหนีหรอก บอลมาชนกลัวอะไร อย่างมากก็แค่ปากแตก เลือดกลบจมูก ไม่ตายหรอก คือคนเป็นโค้ชมันผ่านประสบการณ์ มันรู้ มันเข้าใจว่าถึงไม่ถึง เอาไม่เอา คือการเล่นโดยใช้จินตนาการเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ใช่ทำเล่น”

หลังจากนั้น ฟอร์มการเล่นของสาวไทยก็ดีขึ้น เอาชนะทีมไต้หวัน 3-0 ตามด้วยคาซัคสถาน 3-1 และได้กลับมาแข่งกับญี่ปุ่นอีกครั้งในรอบรองชนะเลิศ แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนรอบแรก ในเซ็ตแรก สาวญี่ปุ่นยังทำผลงานเหนือไทยออกนำไปก่อน พอเซ็ตสองทีมไทยเริ่มตีตื้น ด้วยการนำห่างถึง 18-10 ก่อนจะปิดเกม กลับมาเสมอที่ 1-1 เซ็ต

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

พอเซ็ตสาม ทีมไทยยังทำผลงานดีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอรอุมาและวิลาวัณย์ตบผ่านบล็อกได้ตลอด แม้ญี่ปุ่นจะเปลี่ยนเกมเล่น จนกลับมาแต้มจ่อกันที่ 23-22 แต่ทีมไทยก็แรงไม่ตก พลิกกลับมานำ 2-1 เซ็ตได้สำเร็จ และในเซ็ตที่ 4 ทีมญี่ปุ่นกับทีมไทยยังคงไล่บี้กันมาตลอด ก่อนที่ฝ่ายไทยจะตีได้อย่างต่อเนื่อง สุดท้ายจบเกมด้วยสกอร์ 25-21 ทีมไทยทะยานสู่รอบชิงชนะเลิศได้เป็นครั้งแรก

การได้เป็นอันดับ 2 นั้นถือว่าเกินเป้าหมายสำหรับนักกีฬาแล้ว และยังเป็นหลักประกันว่า ทีมชาติไทยจะได้ไปแข่งเวิล์ดกรังปรีซ์แน่นอนอีกด้วย ส่วนการเป็นแชมป์ ยังถือว่าห่างไกล เพราะจีนคือแชมป์โลกที่เราไม่เคยเอาชนะได้มาก่อน แค่ได้เซ็ตเดียวยังยากเลย แต่แล้วปรากฏการณ์แจ๊กผู้ฆ่ายักษ์ก็เกิดขึ้น

ในวันนั้นภาพที่เกิดขึ้นคือ นอกจากทีมงานแล้ว ทีมไทยมีกองเชียงมาให้กำลังใจไม่ถึงสิบคน ขณะที่ทีมไทยวอร์มจนเหงื่อท่วมตัว ทีมจีนนั่งไขว้ห้างอย่างสบายอารมณ์ เสมือนเป็นการดูถูก และจากที่ไม่เคยคิดว่าจะชนะได้ แต่ตอนนี้ทุกคนเปลี่ยนความรู้สึก และไม่ยอมแพ้อีกแล้ว

แม้เราจะเสียเปรียบทุกประตู ตั้งแต่ความสูงของนักกีฬา เพราะสาวจีนสูงเฉลี่ยถึง 185 เซนติเมตร ส่วนสาวไทยสูงแค่ 175 เซนติเมตร แต่เซ็ตแรกก็เป็นไปอย่างสูสี ก่อนที่จีนจะปิดเกมได้ 25-20 ออกนำไปก่อน พอมาถึงเซ็ตที่ 2 สาวไทยใช้กลยุทธ์บอลเร็วสู้ ออกนำไปก่อน 5-0 จนนักกีฬาชาติอื่น ๆ หันมาเชียร์ทีมไทยกันหมด จากนั้นอรอุมากับวิลาวัณย์ก็ช่วยกันตบลูก จนไทยกลับมาชนะ 25-19 

พอถึงเซ็ตที่ 3 ทีมไทยยังเดินหน้าบุกอย่างต่อเนื่อง สามารถหลอกแนวรับของจีน ขึ้นตบได้ตลอด ออกนำมาเป็นครั้งแรก 2-1 และมาถึงเซ็ตที่ 4 ก็ยังเป็นฝ่ายไทยที่ทำผลงานได้ดีกว่า นำทิ้งท้ายถึง 6 แต้ม แต่จีนก็ยังไม่ยอมแพ้ไล่บี้ จนกระทั่งฝ่ายไทยขึ้นแท่นก่อนที่ 24-22 ครั้งนั้นโค้ชอ๊อตพยายามปิดแมทซ์ จึงเปลี่ยนผู้เล่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบล็อก แต่ฝ่ายจีนแก้เกมได้ โค้ชอ๊อตจึงเปลี่ยนนักกีฬากลับมาเหมือนเดิม โดยหลังจากนุศราตั้งบอลได้ ทำทีจะส่งให้ปลื้มจิตร์ตบ แต่กลับเป็นวิลาวัณย์ที่วิ่งตามหลังมากระโดดลอยตัวตบอย่างเร็ว บอลพุ่งลงกลางคอร์ด

ทีมไทยก็กลายเป็นผู้ชนะ คว้าแชมป์ประวัติศาสตร์ได้สำเร็จ ชนิดหักปากกาเซียน

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

สำหรับนักกีฬาไทยแล้ว ชัยชนะครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องฟลุก แต่มาจากความเต็มที่ของทุกคน วรรณา พี่ใหญ่ของทีมเคยเปรียบเกมนี้ว่า ทุกคนเล่นเหมือนองค์ลง เล่นกันอย่างสนุกสนาน ไม่เครียด ต่างจากจีนที่เล่นพลาดอยู่ตลอด เพราะกดดันและกลัวจะแพ้ 

ความสำเร็จนี้ก่อให้เกิดกระแสวอลเลย์บอลฟีเวอร์ขึ้นมาในเมืองไทย ในวันที่กลับมาถึงเมืองไทย ผู้คนต่างก็ไปรอรับ ขอถ่ายรูป มีสื่อมวลชนมากมายติดต่อขอสัมภาษณ์ จากแชมป์ครั้งนั้นทีมชุดนี้ก็สร้างผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่ตำนาน 7 เซียน ซึ่งประกอบด้วยผู้เล่นหลัก 7 คน คือ นา-วรรณา บัวแก้ว ตำแหน่งลิเบอโร, หน่อง-ปลื้มจิตร์ ถินขาว ตำแหน่งบอลเร็ว, อร-อรอุมา สิทธิรักษ์ ตำแหน่งตัวตบหัวเสา, กิ๊ฟ-วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์ กัปตันทีมชาติไทย ตำแหน่งตัวตบหัวเสา, นุช-นุศรา ต้อมคำ ตำแหน่งเซ็ตเตอร์, ปู-มลิกา กันทอง ตำแหน่งบอลโค้ง และ แจ๊ค-อำพร หญ้าผา ตำแหน่งตัวบล็อกกลาง 

และแล้วก็มาถึงการต่อสู้ครั้งสำคัญ เมื่อทีมชาติไทยต้องแย่งชิงตั๋วกับประเทศต่าง ๆ เพื่อจะไปโอลิมปิกที่ลอนดอน ครั้งนั้นเป็นการแข่งขันแบบพบกันหมดของ 8 ชาติ คือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไทย ไต้หวัน เซอร์เบีย รัสเซีย คิวบา และเปรู โดยจะมีเพียง 3 ชาติเท่านั้นที่มีสิทธิ์ไปแข่งขันในรอบสุดท้าย

แม้จะแพ้รัสเซียขาดลอย 3-0 แต่ก็ยังมีลุ้น โดยในนัดต่อมาไทยชนะเซอร์เบีย ไต้หวัน เปรู ก่อนจะพ่ายให้ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ สรุป 6 เกม ชนะ 3 แพ้ 3 ยังมีโอกาสเข้ารอบ หากชนะคิวบาสำเร็จ และหากชนะ 3-0 ก็รับประกันว่าได้ไปลอนดอนแน่นอน แต่ถ้าเสียเซ็ตก็ต้องรอลุ้นผลคู่ของญี่ปุ่นกับเซอร์เบีย 

วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 คือวันที่แฟนวอลเลย์บอลทั่วประเทศจะไม่ลืม เริ่มต้นสาวไทยลงสนามพบกับคิวบา คิวบาถือเป็นทีมชั้นนำของโลก ต่อให้จะตกรอบไปแล้วก็ยังน่ากลัว แถมเราก็ยังไม่เคยชนะเลย โดยเริ่มต้นสาวไทยบุกนำไปก่อน 2-0 ก่อนที่เซ็ตที่ 3 คิวบาจะตีตื้นได้สำเร็จ ตามมาเป็น 2-1 และในเซ็ตที่ 4 ทีมไทยก็ไม่ทำให้ผิดหวัง แม้คิวบาจะไล่บี้ชนิดหายใจรดต้นคอ แต่ก็ยังปิดเกมเอาชนะไปได้

ชัยชนะครั้งนี้หลายคนเชื่อว่า ไทยได้ไปโอลิมปิก 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะโอกาสเดียวที่เราจะไม่ได้ไปคือ ญี่ปุ่นต้องแพ้เซอร์เบีย 3-2

สาวไทยซึ่งรอผลอยู่ที่โรงแรมต่างลุ้นระทึก ในเกมแรกญี่ปุ่นเล่นได้ยอดเยี่ยม เอาชนะไปได้สบาย ๆ แต่พอเซ็ตสอง ญี่ปุ่นเริ่มหลุดและแพ้ไป ก่อนจะแก้เกมกลับมา 2-1 ได้ ทว่าเหมือนฟอร์มของสาวปลาดิบจะตกลงมาอย่างกะทันหัน เริ่มพลาดบ่อยขึ้น จนกลับมาเสมอที่ 2-2 และเซ็ตสุดท้าย เซอร์เบียใช้เวลาเพียง 12 นาทีปิดเกม เข้ารอบสุดท้ายเป็นทีมที่ 3 จูงมือญี่ปุ่นเข้ารอบ ผลักทีมไทยตกรอบอย่างไม่น่าเชื่อ

ในเกมนั้นทุกคนต่างร้องไห้เสียใจ สำหรับโค้ชอ๊อตแล้ว คืนนั้นเป็นวันที่เขาไม่มีทางลืมได้เลย เพราะต้องอยู่เคียงข้างและคอยปลอบโยนทุกคน

“พวกเขาหมดศรัทธา ไม่คิดเลยว่าเกมมันจะเป็นอย่างนี้ เหมือนหมดทุกอย่าง สติก็หมด ไม่เหลือเลย ผมต้องค่อย ๆ ไปปลอบใจเขาทีละคน อยู่เป็นเพื่อนเขาทั้งคืนไม่ได้นอน กิ๊ฟกับหน่อง ร้องไห้หนักมาก แป้น (ปิยะนุช แป้นน้อย) ก็ร้องไห้หนัก ผมบอกเขาว่า ผมภูมิใจในตัวเขา ภูมิใจมากเราได้เป็นลูกศิษย์เป็นอาจารย์กัน และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมจะไม่มีวันลืมทุกคน แต่อีกสิบกว่าวันเราต้องไปแข่งเวิร์ลกรังปรีซ์ เราจะต้องเป็นตัวแทนทีมชาติไทย ขอให้ทำหน้าที่เพื่อคนไทย ไปแข่งเวิร์ลกรังปรีซ์ให้ดีที่สุด ครูก็ยังเหมือนเดิม อย่าแสดงความอ่อนแอ ให้คนอื่นเห็น จำได้ไหมกระดาษที่เขียน ๆ กันไว้ เรารักวอลเลย์บอลใช่ไหม เพราะฉะนั้น อย่าให้ใครมาพรากวอลเลย์บอลไปจากเรา พิสูจน์ให้คนทั้งโลกมันเห็นเลยว่าเราแข็งแกร่ง”

ทีมชาติไทยเดินทางจากญี่ปุ่นกลับมาเมืองไทย ก่อนจะไปแข่งต่อที่เมืองหนิงโป ประเทศจีน โดยทีมไทยทำผลงานได้ดีเยี่ยม คว้าอันดับ 4 มาครอบครอง

“ในปีนั้นมีอยู่แค่ 6 ทีมที่ไปแข่งเวิร์ลกรังปรีซ์ วันที่ประชุมโค้ช ทีมไทยมาถึงเป็นทีมสุดท้าย โค้ชทุกคนอยู่ในห้องประชุมหมด ผมเดินเข้าไปในห้อง โค้ชทุกคนเดินมาจับมือ มากอด บอกว่าเสียใจด้วย เข้าใจหมดทุกคน ทุกคนโค้งให้ผม คนเป็นโค้ชโอลิมปิก โค้ชแชมป์โลก ยืนปรบมือให้เรา นั่นคือสิ่งที่ผมได้รับ จากการเป็นคนคนหนึ่งที่สร้างถึงมาถึงขนาด ผมไม่ได้หวังให้เขามาเคารพผมนะ เพราะเราทำด้วยใจจริง ๆ และตั้งแต่มา เราไปแข่งที่ไหน ไม่มีใครทำไม่ดีเลย มีแต่คนให้เกียรติยกย่อง เคารพนับถือ อยากจะรู้ว่า ทำไมตัวเล็ก ๆ ถึงเล่นเก่งเหลือเกิน แล้วเล่นด้วยความสนุกสนานร่าเริง ไม่เหมือนคนเขา นี่คือสิ่งที่ถ่ายทอดจากครูสู่ลูกศิษย์ จากโค้ชสู่นักกีฬา เขาถึงแสดงสปิริตออกมาได้อย่างยอดเยียม

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

“ถึงปี 2012 เราจะกลับมาอย่างชอกช้ำ แต่แฟนวอลเลย์บอลก็ยังเห็นใจ และสนับสนุนตามเชียร์เรื่อยมา พอปี 2013 เราก็ยังก้าวต่อ ตั้งใจว่าอีก 4 ปีทุกคนยังเหมือนเดิม ไปเล่นอาชีพครึ่งปีแล้วกลับมาอยู่กับครู ทะเยอทะยาน ซ้อมหนัก ในปีนั้นเราได้แชมป์เอเชียอีกครั้งที่โคราช มันจุดประกายที่ยิ่งใหญ่ให้กับเรา ถึงเรายังไม่ไปโอลิมปิก แต่เราชนะทุกทีมที่ไปโอลิมปิก เราเก็บชัยชนะมาเรื่อย ๆ พอปี 2016 เราชนะทุกทีมในโลก เราสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้คนไทยได้ภูมิใจว่า เรามีทีมวอลเลย์บอลทีมหนึ่ง ตัวเล็ก ๆ ไม่ใหญ่ แต่ทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ในสิ่งที่คนธรรมดาแต่ไม่ธรรมดาทำ”

03
เลือดนักสู้จากทีม (พี่) สู่ทีม (น้อง)

ถึงจะยังไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่ทีมวอลเลย์บอลไทยก็ไม่เคยย่อท้อ เดินหน้าฝึกซ้อมอย่างหนัก พร้อมกับหาประสบการณ์จากต่างแดน 

โค้ชอ๊อตต้องการรักษาคนเก่งให้อยู่ทีมให้นานที่สุด แต่เขาตระหนักดีว่าทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง เพราะหากทีมชาติไทยได้โอลิมปิก พ.ศ. 2559 ที่เมืองริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล เหล่าบรรดาผู้เล่นตัวหลักก็อาจจะประกาศอำลาสนามได้ทุกเมื่อ บวกกับก่อนหน้านี้ มีกรณีของ แจ๊ค อำพร ที่ประกาศขอหยุดพักการลงเล่นให้ทีมชาติ เนื่องจากอาการเจ็บเรื้อรังที่บริเวณหัวเข่า

เพื่อให้ทีมชาติไทยยังคงเดินหน้าต่อไป โค้ชอ๊อตจึงพยายามเลือดใหม่เข้ามาเสริมทัพรุ่นพี่ นักกีฬาเยาวชนฝีมือดีมากมาย อาทิ ชมพู่-พรพรรณ เกิดปราชญ์, เพียว-อัจฉราพร คงยศ, แนน-ทัดดาว นึกแจ้ง และ บุ๋มบิ๋ม-ชัชชุอร โมกศรี เริ่มถูกดึงเข้าทีมตั้งแต่ พ.ศ. 2557 เป็นต้นมา

“ผมใช้ชื่อทีมนี้ว่า National Team 2020 โดยระหว่างเส้นทางก็คอยไปสอดแทรกอยู่กับพวกพี่เลย เป็นตัวแทน ตัวเปลี่ยน สลับกันไป โดยรูปแบบในการสร้างทีมไม่ต่างกัน ทุกคนถูกเคี่ยวอย่างหนัก โดยในปี 2014 รายการชิงแชมป์โลกกับเอเชียนเกมส์นั้นตรงกัน ผมก็เลยให้ชุดใหญ่ไปแข่งเอเชียนเกมส์ แล้วชุดนี้ไปแข่งชิงแชมป์โลก รู้สึกว่าบุ๋มบิ๋มน่าจะเป็นนักกีฬาที่อายุน้อยที่สุดในโลกที่ไปแข่ง ข้อดีคือเด็ก ๆ พวกนี้ได้เรียนรู้รูปแบบเทคนิคการเล่นใหม่ ๆ พร้อมกับเรียนรู้วิธีการจากรุ่นพี่ไปด้วย” 

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

ทว่าหลังปลุกปั้นทีมได้ราวหนึ่งปี ก็มีเหตุให้โค้ชอ๊อตต้องส่งต่อภารกิจให้น้อง ๆ สต๊าฟโค้ชเข้ามาช่วยดำเนินการต่อ เนื่องจากต้องติดตาม เฟง คุน ภรรยา อดีตนักวอลเลย์บอลทีมชาติจีนกลับประเทศ โดยโค้ชอ๊อตก็ไปรับตำแหน่งเป็นโค้ชทีม Beijing BAW ซึ่งเล่นอยู่ในลีกสโมสรของที่นั่นเป็นเวลา 3 ปีเต็ม 

“เรารับผิดชอบต่อประเทศชาติมาเยอะมาก แต่ความรับผิดชอบต่อครอบครัวก็ต้องมี แล้วภรรยาก็อยู่เมืองจีน ส่วนเราไม่ได้หยุดเลย มันกลายเป็นคำถามกับตัวเองว่าจะทำแต่งาน ไม่ดูแลครอบครัวเลยเหรอ ก็เลยคุยกับท่านนายกฯ คุยกับทีมว่าถึงเวลาต้องขอพัก แล้วที่ผ่านมาก็ถ่ายงานให้ไปพอสมควรแล้ว เขาอาจจะสะดุดบ้าง 1-2 ปี แต่มันก็เดินได้ คิดว่าไม่น่ายาก ทีมชุด 2014 ก็สร้างไว้ให้แล้ว ซึ่งต้องขอบคุณทีมสตาฟโค้ชซึ่งไม่เคยหนีจากผมเลย ต้องขอบคุณโค้ชด่วนซึ่งอยู่เคียงข้างผมตลอดและทำงานต่อ”

ภารกิจของโค้ชอ๊อตที่ต่างแดนก็ไม่ต่างกับการสร้างทีมในเมืองไทย ซึ่งเมื่อเขาไปดูแลฟอร์มการเล่นของทีมก็ดีขึ้น นักกีฬาหลายคนถูกเรียกตัวติดทีมชาติ และกลายเป็นผู้เล่นในชุดแชมป์โอลิมปิก

จนกระทั่ง พ.ศ. 2562 หลังเสร็จสิ้นภารกิจที่จีน โค้ชอ๊อตก็ได้รับทาบทาบให้ไปช่วยงานเป็นที่ปรึกษาที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการกีฬาวุฒิสภา รวมทั้งมาสานต่องานของ อ.ชาญฤทธิ์ ด้วยเป็นเลขาธิการสหพันธ์วอลเลย์บอลแห่งเอเชีย

เช่นเดียวสาวไทยซึ่งคงมุ่งมั่นตามฝันไปโอลิมปิกรอบสุดท้าย โดยโค้ชอ๊อตก็เข้ามาช่วยคุมทีมเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2559 เพื่อหา 3 ทีมไปแข่งขันโอลิมปิกที่บราซิล ซึ่งแม้สุดท้ายจะเป็นฝ่ายพ่ายญี่ปุ่น 3-2 แต่อย่างน้อยการเล่นของทีมไทยก็ชนะใจผู้ชมทั่วโลกที่ติดตามเกมในวันนั้น และทุกคนพร้อมปลอบประโลมว่า “ไม่เป็นไร คราวหน้าเอาใหม่”

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

ต่อมาในการคัดตัวไปโตเกียวเกมส์​ เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2563 กลุ่ม 7 เซียนยังคงจับมือรวมพลังกันเหนียวแน่น สำหรับพวกเธอแล้ว นี่คือการต่อสู้ครั้งสุดท้าย

ครั้งนั้นสาวไทยยังคงมีลุ้นเหมือนที่แล้วมา แถมยังแข่งในบ้านอีกต่างหาก มีกองเชียร์เข้าสนามอย่างล้นหลาม ขอเพียงเก็บชัยชนะในนัดที่เจอกับเกาหลีใต้ได้สำเร็จ ตั๋วโอลิมปิกใบแรกก็จะอยู่ในมือแล้ว หากแต่ด้วยฟอร์มการเล่นของสาวเกาหลีที่เหนือกว่า จึงเป็นฝ่ายชนะไป 3 เซ็ตรวด

ทุกคนต่างผิดหวัง แต่ก็รู้สึกว่าได้พยายามอย่างเต็มที่และทุ่มเททุกสิ่งที่มีไปหมดแล้ว 

“จิตวิญญาณเราไป แต่ว่าตัวเรายังไม่ได้ไป คำถามคือเราจะสู้ต่อไหม หรือพอแค่นี้ สุดท้ายคำตอบของชีวิตที่คุยกับทุกคน มันชัดเจนว่า กีฬาวอลเลย์บอลมันเป็นชีวิตของพวกเรา มันเป็นความรัก อย่าให้พรากจากพวกเราไป แน่นอนแม้นี่จะเป็นขบวนสุดท้ายของทุกคน แต่ความฝันก็ยังมีอยู่ และผมก็มีหน้าที่ส่งมอบความภาคภูมิใจว่า อย่างน้อยเราก็ชนะทุกทีมในโลกนี้แล้ว”

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

แต่ถึงจะวางมือไปแล้ว เมื่อถึงคราวจำเป็น ทุกคนก็พร้อมยินดีกลับมาทำเพื่อวงการวอลเลย์บอล เพื่อพี่น้องชาวไทย เหมือนที่เคยทำมาตลอด 20 กว่าปี ดังเช่นช่วงที่โควิด-19 ระบาดอย่างหนัก ส่งผลให้นักกีฬารุ่นใหม่ติดโควิด-19 เกือบยกทีม ไม่สามารถไปแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงเนชั่นส์ ลีก 2021 ที่ประเทศอิตาลีและถอนตัวไม่ได้ สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยจึงติดต่อกัปตันกิ๊ฟ เพื่อขอแรงให้ช่วยประสานเพื่อน ๆ มาแข่งขันแทน

แม้จะลังเลเนื่องจากเวลาจำกัดมาก แถมแต่ละคนก็ไม่ได้ฝึกซ้อมกันเลยตั้งแต่มีคำสั่งปิดสนามกีฬาทุกแห่งทั่วประเทศ แต่เมื่อมีการขอร้องมาทุกคน เว้นแต่วรรณาที่ผันตัวเป็นโค้ชไปแล้ว ก็ตอบรับลงสนาม แน่นอนการแข่งขันครั้งนี้พวกเธอไม่ได้หวังชัยชนะ แต่ตั้งใจทำให้ดีที่สุด ซึ่งผลก็เป็นตามคาด ชนะ 2 นัดจากทั้งหมด 15 นัด รั้งอันดับสุดท้ายของตาราง แต่สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติก็ได้จัดทำคลิป Golden Generation เพื่อขอบคุณสาวไทยที่สร้างปรากฏการณ์ในวงการวอลเลย์บอลโลกมาตลอด 20 ปี

และเมื่อพวกเธอกลับมาถึงเมืองไทย วันที่ 7 พฤศจิกายน 2564 การกีฬาแห่งประเทศไทย และสมาคมฯ ก็ได้จัดงาน ‘7 Legends of Volleyball’ เพื่อขอบคุณและอำลา 7 เซียนอย่างเป็นทางการ

“พวกเขาคือแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นต่อ ๆ ไป เป็น Soft Power ที่มีอิทธิพลในการแข่งขันวอลเลย์บอล ซึ่งหลายคนชื่นชมเขา แต่สำหรับผม ผมขอบคุณพวกเขา เพราะพวกเขาเป็นลูกศิษย์ที่ดีมาก และช่วยถักทอดความฝันของคนหลายคน ผมอยากจะบอกว่า รักพวกเขามาก รักทุกคนเหมือนลูก ทุกคนเป็นเหมือนครอบครัว เพราะในช่วงเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน ผมก็ไม่มีใครเลย มีแต่พวกเขา”

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

ถึงรุ่นพี่จะวางมือไป แต่ภารกิจในการสร้างทีมวอลเลย์บอลไม่เคยสิ้นสุดตามไปด้วย

แม้จะถูกปรามาสจากใครหลายคนว่า ทีมคลื่นลูกใหม่นั้นยากที่จะขึ้นมาเทียบรัศมีของพี่ ๆ 7 เซียนซึ่งเป็นตำนานของเมืองไทยไปแล้ว แต่โค้ชอ๊อตก็ย้ำเสมอว่า หัวใจของการพัฒนาวงการกีฬา คือการสร้างสิ่งที่ดีกว่า และแน่นอนว่านักกีฬาแต่ละยุคก็มีจุดเด่นไม่เหมือนกัน ซึ่งจุดเด่นของคนรุ่นใหม่ก็คือเทคนิค และสไตล์การเล่นที่หลากหลาย

“ทุกวันนี้ ถ้าไปดูการซื้อขายนักกีฬาในต่างประเทศ เกินกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เขาซื้อขายกันที่เทคนิค นี่จึงเป็นคีย์สำคัญของการสร้าง Top Player ของโลก มันเป็น Long-term Process คุณต้องเข้าใจว่า นักกีฬาที่จะไปยืนตรงนั้นต้องมีคุณภาพร่างกายที่ดี คุณภาพทางจิตที่ดี คุณภาพทางเทคนิคที่ดี คุณภาพทางแท็กติกที่ ซึ่งหน้าที่โค้ชคือต้องมีสติ มองให้ออก วิเคราะห์ให้ได้ว่า ควรจะพัฒนาเขาอย่างไร ต้องเข้าใจเรื่องทักษะต่าง ๆ เพื่อที่นักกีฬาจะได้มี Performance และทำในสิ่งที่เขามีความฝันได้”

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

และวันนี้ทีมสาวไทยก็พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้ว ด้วยการเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายของเนชั่นส์ ลีก 2022 สำเร็จเป็นครั้งแรก รวมทั้งยังได้รับสิทธิ์ให้ร่วมคัดตัวเพื่อเข้าแข่งขันวอลเลย์บอลโอลิมปิกที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ใน พ.ศ. 2567 ซึ่งโค้ชอ๊อตก็หวังว่า ฝันที่รอมานานนี้จะกลายเป็นจริงได้เสียที

“ตอนนี้เหมือนกับเราอยู่ในระบบสุริยะ ดาราจักรของเรา ในขณะที่โอลิมปิกคือจักรวาล ซึ่งรวมเอาดาราจักรทั้งหมดไว้ด้วยกัน และเราอยากจะไปให้ถึงตรงนั้น เพราะที่ผ่านมาเราทำสำเร็จทุกอย่าง ก็เหลือแค่โอลิมปิกเท่านั้น”  

04
ส่งต่อความฝันที่ไม่มีวันสิ้นสุด

ปัจจุบันโค้ชอ๊อตยังคงรับใช้วงการวอลเลย์บอลไทย และวงการวอลเลย์บอลโลกเหมือนเดิม โดยรั้งตำแหน่งอุปนายกฝ่ายเทคนิค สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศ, กรรมการบริหารสหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ และเลขาธิการสหพันธ์วอลเลย์บอลแห่งเอเชีย

ภารกิจของเขาในวันนี้จึงไปไกลกว่าการพัฒนาทีมวอลเลย์บอลหญิง หากคือการวางรากฐานของกีฬาวอลเลย์บอลในเมืองไทยให้ยั่งยืน ทั้งทีมชาย ทีมหญิง และทีมวอลเลย์บอลชายหาด

“มันท้าทายในการทำงานทุกภาคส่วนเลย คือเราจะบริหารจัดการอย่างไรถึงจะผลักดันทีมชาติไปสู่ความสำเร็จระดับโลก อย่างตอนนี้ทีมชายหาดหญิงของเรากำลังเติบโตไต่อันดับโลกอยู่ ส่วนทีมชายหาดชายก็ดีขึ้น ส่วนทีมชายในร่มกำลังเปลี่ยนถ่าย ทุกอย่างดีขึ้น เพราะมีทีมบริหารที่เข้าใจ จริงใจในการทำงาน เราพยายามพัฒนาบุคลากรในทุก ๆ ด้าน โดยให้ทีมหญิงเป็นทีมต้นแบบที่เราจะก้าวไป”

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าทีมวอลเลย์บอลหญิงจะวางใจได้ ด้วยเหตุนี้โค้ชอ๊อตจึงเริ่มต้นพัฒนาทีมใหม่ National Team 2028 ด้วยการเฟ้นหานักกีฬาในระดับ U-16 เพื่อจะได้มารับไม้ต่อทดแทนรุ่นพี่ ๆ

โดยคาดว่าภายใน พ.ศ. 2569 ทีมชุดนี้ราว ๆ ครึ่งทีมจะเข้ามาเป็นทีมชาติชุดใหญ่ และเข้ามาเต็มทีมในช่วงคัดตัวเพื่อไปกีฬาโอลิมปิกที่ลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา ใน พ.ศ. 2571 

“การที่เราจะพร้อมสำหรับโอลิมปิกก็ต้องขับเคลื่อนหลาย ๆ ด้านมาก อย่างเรื่องหนึ่งที่ผมพูดเสมอคือ เราต้องมีพละ 5 หรือ ม้า 5 ตัวที่จะช่วยเราขับเคลื่อน อันแรกสุดคือ ศรัทธา คนเราจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ประสบความสำเร็จต้องศรัทธาทั้งตัวเรา ทีมสต๊าฟ และทีมนักกีฬาว่าเป็น High Performance Team

“ต่อมาคือ วิริยะ มีความเพียร พยายาม ความพ่ายแพ้เป็นครูที่ดี ทำให้เราได้เรียนรู้ว่ายังขาดอะไร เหลืออะไร หลายคนอยากเห็นเรามี แต่เรามีไม่ได้ เช่นนักกีฬาสูง ๆ เราต้องยอมรับว่าเผ่าพันธุ์เรา มันตัวแค่นี้ จะหาเด็กสูง 190 ได้ยังไง เมื่อมีแค่นี้ เราก็ต้องยอมรับแล้วก็ทำความเพียรของเราให้ถึง ก็ต้องฝึกซ้อมให้หนัก ๆ เรื่องนี้มันก็เหมือนผมให้คุณไปว่ายน้ำ ถามว่าอ่านหนังสือ ฟังคนที่พูดแล้วไปว่าย คุณจะว่ายเป็นไหม คุณก็ต้องฝึก ต้องซ้อมถึงจะว่ายได้ ที่สำคัญเราต้องมีสติ มีสมาธิ ถ้าเรามีครบ เราก็จะรู้ว่าควรจะพัฒนาอย่างไร จะทำอย่างไรให้นักกีฬาที่ยังไม่เก่ง เก่งขึ้นมา ซึ่งนี่จะนำไปสู่ม้าตัวที่ 5 คือ ปัญญา”

เกือบ 40 ปี โค้ชอ๊อตรับหน้าที่ตั้งแต่นักกีฬาทีมชาติ โค้ชทีมชาติ ไปจนถึงการเป็นผู้บริหารทั้งสมาคมภายในประเทศและระดับนานาชาติ ในวันนี้เขาจึงนำประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนานมาถ่ายทอดในฐานะ อาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์ ภาควิชาพลศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันการศึกษาที่หล่อหลอมจนเขามีวันนี้

“ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาผมไปสอนที่นั่นที่นี่มากมาย อย่างล่าสุดผมก็ไปสอนที่ยุโรป มีคนมาฟัง 160 คนจาก 46 ประเทศ โดยมี Keynote Speaker คือผมกับ Mr.John Kessel ซึ่งเป็น Hall of Fame ของอเมริกา แล้วเรารู้สึกว่าทุกคนให้เกียรติเรา ตั้งใจมาฟังเรา ทำไมเราไม่ไปตอบแทนสถาบันที่สร้างเราขึ้นมาบ้าง แล้วครูบาอาจารย์หลายท่านก็เริ่มไปสวรรค์กันแล้ว ส่วนท่านที่ยังมีชีวิตอยู่ ผมก็นึกถึงท่าน และน่าจะนำวิชาความรู้ที่ได้จากท่าน บวกกับประสบการณ์ในชีวิตที่เราได้เรียนรู้ไปถ่ายทอดกับคนรุ่นใหม่ ให้ลูกศิษย์ เพื่อจะได้พัฒนากีฬาของชาติด้วยกัน”

 โค้ชอ๊อตมีฝันอันยิ่งใหญ่ที่จะปลุกปั้นบุคลากรรุ่นใหม่ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและยกระดับกีฬาในเมืองไทย เมื่อมาสอน เขาจึงพยายามดึงเครือข่ายทั้งไทย อาเซียน และทั่วโลกที่ตนเองมีอยู่เพื่อมาร่วมทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ แน่นอนแม้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำไม่ได้

ตลอด 20 กว่าปีมานี้ คงไม่ผิดถ้าจะกล่าวว่า โค้ชอ๊อตคือคนสำคัญที่ทำให้กีฬาที่เคยอยู่นอกสายตา ได้รับความนิยมในวงจำกัด กลายเป็นกีฬาที่คนไทยทั่วประเทศส่งแรงใจเชียร์ในทุกนัดการแข่งขัน ต่อให้ผลสุดท้ายจะลงเอยอย่างไรก็ตาม แต่สำหรับชายผู้นี้แล้ว เขาถือว่าตัวเองเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของความสำเร็จ เพราะทั้งหมดนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย ทั้งปราศจากความร่วมไม้ร่วมมือของทุกภาคส่วน จนก้าวข้ามอุปสรรคต่าง ๆ มาถึงวันนี้

“คงจะดีมาก ถ้าเรื่องราวทีมวอลเลย์บอลของพวกเราจะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคม ให้ข้อคิด หรือมีความหมายต่อชีวิตของแต่ละคน เหมือนกับที่วอลเลย์บอลมันมีความหมายกับพวกเรา ผมถือว่าผมเป็นตัวแทนของน้อง ๆ พี่ ๆ ครอบครัววอลเลย์บอล เราทำงานกันหนัก เราทำงานเป็นทีม ไม่ใช่ผมคนเดียว ผมอยากให้เรื่องราวนี้เป็นแรงบันดาลใจแก่คนรุ่นหลังว่า ถึงพวกเขาไม่ใช่คนที่เก่งมาก่อน แต่พวกเขามีความฝัน มีความมุ่งมั่น และทำหลายสิ่งหลายอย่างมาก จนกระทั่งเป็นที่ยอมรับของผู้คนทั่วโลก”

ขอบคุณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่เอื้อเฟื้อสถานที่ให้สัมภาษณ์

ขอบคุณภาพประกอบเพิ่มเติมจาก เพจ Thailand Volleyball Association สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย

ข้อมูลประกอบการเรียบเรียง

– บทสัมภาษณ์ อาจารย์เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

– หนังสือ โค้ชอ๊อต โดย เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร

– หนังสือ ลูกยางโลกตะลึง แชมป์ประวัติศาสตร์ วอลเลย์บอลหญิงไทยเจ้าเอเชีย

– นิตยสาร ฅ.คน ฉบับเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2555

– สารคดีชุด “กว่า 20 ปี บนเส้นทางนักกีฬาทีมชาติไทย…กับตำนาน 7 เซียน วอลเลย์บอล”

– บทความชุด “โค้ชอ๊อต”…ขอเล่า โดย เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร

Writer

Avatar

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load