ร้านไหนเด็ด มือถือยี่ห้อไหนดี หนังเรื่องไหนสนุก ที่เที่ยวไหนน่าไป 

สารพัดคำถาม… หาคำตอบได้บน Pantip

นี่คือชุมชนออนไลน์ในตำนานที่อยู่คู่คนไทยมาเนิ่นนาน จากเดิมที่เป็นเพียงพื้นที่สื่อสารเรื่องอิเล็กทรอนิกส์ ขยับขยายสู่กระดานสนทนาที่มีการพูดคุยแทบทุกประเด็น ทั้งการเมือง กีฬา บันเทิง ท่องเที่ยว หนังสือ วิทยาศาสตร์ ภาพถ่าย หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยง มีคนดังและกูรูจากแขนงวิชาต่างๆ มาร่วมกันแบ่งปันความรู้และประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง

ไม่แปลกเลยว่าเหตุใด Pantip จึงกลายเป็นคีย์เวิร์ดที่ทุกคนใช้สืบค้นข้อมูลต่างๆ ยามต้องการความช่วยเหลือ

แต่กว่าที่เว็บไซต์แห่งนี้จะเติบโต มียอดผู้ใช้งานนับล้านดังทุกวันนี้ มีเรื่องราวและเหตุการณ์นับไม่ถ้วนที่ทีมงานต้องเผชิญ ทั้งความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี รวมถึงพฤติกรรมของสมาชิกที่ต่างไปตามช่วงเวลา

อภิศิลป์ ตรุงกานน

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ชักชวน อภิศิลป์ ตรุงกานนท์ โปรแกรมเมอร์คนแรกของ Pantip ที่ก้าวขึ้นมาคุมหางเสือเว็บไซต์ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่ผลิตภัณฑ์ บริษัท อินเตอร์เน็ต มาร์เก็ตติ้ง จำกัด มาร่วมพูดคุยถึงเรื่องวันวาน วันนี้ และวันข้างหน้า ที่เกิดขึ้นในดินแดนมิตรภาพแห่งนี้ตลอด 24 ปี

01

เริ่มต้นจาก ‘อีเมล’ ฉบับหนึ่ง

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2539 อภิศิลป์ นิสิตชั้นปีที่ 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับอีเมลปริศนาจากบุคคลที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนนามว่า วันฉัตร ผดุงรัตน์ เล่าถึงเว็บไซต์ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นแมกกาซีนออนไลน์ นำเสนอข่าวสารเกี่ยวกับแวดวงไอที ซึ่งหาอ่านได้ยากในเมืองไทยเวลานั้น

ด้วยความเป็นเด็กคอมฯ จึงไม่รีรอที่จะคลิกเข้าชม แล้วเขาก็พบเรื่องราวน่าสนใจเต็มไปหมด ทั้งบทความแปลจากต่างประเทศ เรื่องสนุกๆ อย่าง [email protected] รวมถึงเซกชัน Market Place ซึ่งเปิดโอกาสให้คนนำคอมพิวเตอร์มือสองมาประกาศขาย

“ข้อดีของ Pantip คือเป็นเว็บแรกๆ ของเมืองไทยที่เป็นภาษาไทย เพราะแต่ก่อนเว็บภาษาไทยแทบไม่มีเลย ส่วนใหญ่เป็นเว็บเมืองนอก แล้วยังเป็นอีคอมเมิร์ชยุคแรกๆ จำได้ว่า Amazon น่าจะเกิดก่อนสักสองปี Google ยังไม่เกิด ผมเองก็เข้ามาวันละครั้งเพื่ออ่านข่าว แต่ยังไม่ถึงขั้นติด พอช่วงปลายปี ใกล้สอบมิดเทอมเลยไม่ได้เข้าเท่าไหร่นัก”

กระทั่งต้น พ.ศ.2540 อภิศิลป์จึงหวนกลับมาเล่นอีกครั้ง ซึ่งพอเข้ามาก็อดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้ เพราะ Pantip ไม่เหมือนเดิม แต่มีฟังก์ชันใหม่อย่างเว็บบอร์ดที่ชื่อ Technical Chat เกิดขึ้น

เว็บบอร์ด Pantip ได้แรงบันดาลใจจากนายแพทย์ท่านหนึ่งที่ส่งอีเมลตอบกลับมายังวันฉัตรว่า เว็บไซต์น่าสนใจ แต่รู้สึกว่าจะเงียบไปหน่อย หากมีเพลงมาประกอบก็คงดี แต่เพราะวันฉัตรเพิ่งเล่นอินเทอร์เน็ตได้ไม่นานเหมือนกัน จึงส่งข้อความกลับไปถาม ซึ่งท่านได้กรุณาชี้แนะว่าควรใช้โปรแกรมอะไร ดาวน์โหลดที่ไหน และติดตั้งอย่างไร

อภิศิลป์ ตรุงกานน

วันฉัตรรู้สึกว่าคำตอบง่ายๆ สั้นๆ แต่ชัดเจนนี้ ไม่ควรมีแค่เขาคนเดียวที่ได้อ่าน แถมคนที่ตอบก็ไม่ใช่นักคอมพิวเตอร์แต่เป็นคุณหมอ สะท้อนว่าอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องของทุกคนที่สนใจ ฉะนั้น แทนที่จะทำนิตยสารออนไลน์ จึงควรทำอะไรที่ผู้ใช้งานมีส่วนร่วมได้ เขาเลยไปค้นเว็บในต่างประเทศ จนเจอบอร์ดที่เกี่ยวกับเรือยอชต์ ซึ่งมีการพูดคุยที่หลากหลาย เช่น ควรซื้อโมเดลนี้มาติดดีไหม เวลาเจอปัญหาแบบนี้ต้องทำยังไง ซึ่งวันฉัตรคิดว่าน่าสนใจมาก จึงนั่งเขียนโปรแกรมเอง และเมื่อเปิดตัวเว็บบอร์ด ปรากฏว่าได้รับเสียงตอบรับจากผู้ใช้งานท่วมท้น

“ความจริงก่อน Pantip มีเว็บบอร์ดแบบนี้อีกเว็บ แต่เป็นเว็บบอร์ดของคนไทยที่ใช้ภาษาอังกฤษคุยกันเลยไม่ค่อยแมส มีแต่กลุ่มคนไทยที่เรียนต่างประเทศ สื่อสารภาษาอังกฤษเก่งๆ เล่นกัน ต่างจาก Pantip ที่ใช้ภาษาไทย คนเลยเข้ามาเยอะ จำได้ว่าตอนที่ผมตั้งกระทู้แรกน่าจะเป็นกระทู้ที่หกสิบกว่าแล้ว พอตั้งก็มีคนมาคุย มาตอบกัน สนุกสนาน

“ผมจึงรู้สึกว่า Pantip มาถึงอีกขั้นหนึ่งแล้ว จากเดิมที่คุณวันฉัตรผลิตเนื้อหาอยู่คนเดียว ตอนนี้กลายเป็นผู้ใช้มาช่วยกันสร้างเนื้อหา คราวนี้ติดเลย เพราะเว็บมันอัปเดตทุกชั่วโมง ทุกนาที ผมก็นั่งกด F5 กดรีเฟรชตลอดวัน”

24 ปีเว็บไซต์คู่ใจคนไทย เรื่องเล่าจากโปรแกรมเมอร์คนแรกแห่ง Pantip, พันทิป, pantip.com
24 ปีเว็บไซต์คู่ใจคนไทย เรื่องเล่าจากโปรแกรมเมอร์คนแรกแห่ง Pantip, พันทิป, pantip.com

ช่วงแรกประเด็นที่คุยใน Pantip เน้นหนักไปที่เรื่องคอมพิวเตอร์ อย่างดาวน์โหลดฟอนต์ ดาวน์โหลดโปรแกรม เล่นเกม แนะนำเว็บที่น่าสนใจ รวมถึงวิธีเลือกซื้อสแกนเนอร์หรือพรินเตอร์ แต่พอเวลาผ่านไป การสนทนายิ่งคึกคัก และเริ่มมีคนหยิบประเด็นการเมืองมาตั้ง เพราะช่วงนั้นรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 กำลังร่างอยู่พอดี จนเกิดปัญหาเพราะกลุ่มหนึ่งอยากคุยเรื่องคอมพิวเตอร์อย่างเดียว ขณะที่อีกกลุ่มบอกว่า การเมืองก็สำคัญทำไมจะคุยไม่ได้ วันฉัตรเลยตัดสินใจแยกบอร์ดออกเป็น 2 ห้อง โดยห้องที่เพิ่มมาใหม่ เรียกว่าสภากาแฟ

แต่ด้วยธรรมชาติของวงสนทนา เมื่อเป็นที่รู้จักมากๆ จึงมักมีตัวป่วนเข้ามาเสมอ เช่นเขียนข้อความหยาบคาย หรือพยายามปั่นกระทู้ตัวเอง นี่เองที่กลายเป็นจุดเชื่อมโยงอภิศิลป์กับวันฉัตรเข้าไว้ด้วยกัน

“สมัยก่อน Pantip ไม่ได้มีระบบล็อกอิน พิมพ์เสร็จส่งได้เลย จนวันหนึ่งมีเหตุการณ์ที่มีคนเข้ามา Flood คือส่งกระทู้ซ้ำๆ เพื่อดันกระทู้อื่นให้ตกลงไปข้างล่าง จนคนอื่นเล่นไม่ได้ ด้วยความที่ตัวเองเรียนเขียนโปรแกรมมาตั้งแต่มัธยมแล้ว เลยรู้สึกว่าเราน่าจะแก้ปัญหานี้ด้วยโปรแกรม จึงเขียนโค้ดตัวหนึ่งขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้คนส่งข้อความแบบนี้ได้ แล้วส่งไปให้คุณวันฉัตรตามอีเมลที่แกเคยส่งมาให้ตอนแรก”

ตั้งแต่นั้นมาอภิศิลป์จึงกลายเป็นขาประจำของ Pantip คอยตอบปัญหา ช่วยดูแลเว็บบอร์ด และเมื่อมีการจัดงานมีตติ้งครั้งแรกที่ครัวตลิ่งชัน เขาก็ถูกชักชวนให้ไปร่วมงานด้วย

“เรามากันสิบกว่าคน ผมเด็กสุดเลย ซึ่งต่อมาพี่ๆ กลุ่มนี้กลายเป็น Founding Member เป็นอาสาช่วยดูแลคอมมูนิตี้ให้ Pantip แล้ววันนั้นคุณวันฉัตรก็เอ่ยปากชวนให้มาดูแลเรื่องโปรแกรม ตอนนั้นผมเรียนอยู่ปีสอง คิดว่าทำสนุกๆ จึงไม่ปฏิเสธ คือเราทำกันแบบสตาร์ทอัพเลย ไม่มีเงินเดือน ผู้ใช้ก็ยังไม่เยอะ น่าจะเป็นหลักพันหรือหมื่นต้นๆ”

24 ปีเว็บไซต์คู่ใจคนไทย เรื่องเล่าจากโปรแกรมเมอร์คนแรกแห่ง Pantip, พันทิป, pantip.com

Pantip ยุคแรกมีทีมงานทั้งหมด 3 คน โดย วันฉัตรดูแลภาพรวมและการขาย อภิศิลป์มีหน้าที่เขียนโค้ด เขียนโปรแกรมต่างๆ และ ฤทธิชาติ ศิริวงศ์ ณ อยุธยา รับผิดชอบเรื่องออกแบบเว็บ และงานกราฟิก แต่ละคนทำงานแบบ Work from home คือส่งอีเมลสื่อสารกันเป็นหลัก เดือนหนึ่งจึงจะเจอกันสักหน

นอกจากนี้ ยังมีสมาชิกผู้ก่อตั้งคอยรักษาบรรยากาศการพูดคุยและดูแลความสงบเรียบร้อย อย่างกฎกติกาที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ ก็ได้คนกลุ่มนี้ช่วยกันเขียน จึงอาจกล่าวได้ว่า แม้ทุกอย่างจะเกิดขึ้นบนโลกเสมือน แต่ชุมชนออนไลน์แห่งนี้ก็แน่นเฟ้น เต็มไปด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไม่แพ้สังคมทั่วไป กลายเป็นแรงดึงดูดผู้คนทุกเพศทุกวัยให้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ที่สำคัญ ยังมีสมาชิกทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ไม่แปลกเลยว่า เหตุใดภายใน 3 ปี Pantip จึงขึ้นแท่นเว็บไซต์ที่มียอดผู้ใช้งานมหาศาล ถึงขั้นบริษัทเซิร์ฟเวอร์ที่สหรัฐอเมริกาไม่ยอมให้บริการ โชคดีที่อินเทอร์เน็ตไทยแลนด์เปิดโครงการเว็บไทยกลับบ้าน Pantip จึงสมัครเข้าร่วมด้วย

นับจากนั้น Pantip ก็เริ่มขยายงาน เปิดบริษัทและรับทีมงานจริงจัง ท่ามกลางกระแสดอทคอมที่เฟื่องฟูสุดขีด บริษัทยักษ์ใหญ่พากันเปิดตลาดนี้ เช่นเดียวกับแหล่งทุนต่างชาติที่หันมากว้านซื้อกิจการเว็บไซต์ดังๆ หลายเว็บ ซึ่ง Pantip เองก็ตกเป็นประเด็นเหมือนกัน แต่พวกเขาเลือกที่จะไม่ขาย เพราะถือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดมาจากสมาชิก ไม่ใช่ทีมงาน พวกเขาเป็นเพียงแค่คนสวนที่คอยทำหน้าที่ช่วยรดน้ำพรวนดินเท่านั้นเอง ส่วนต้นไม้จะเติบโต แตกกิ่งสาขาไปทางไหนถือเป็นเรื่องของสมาชิก

ด้วยความเชื่อนี้เองที่ผลักดันให้ Pantip กลายเป็นภาพจำหนึ่งของคนยุคนั้น เมื่อพูดถึงคำว่า ‘อินเทอร์เน็ต’

24 ปีเว็บไซต์คู่ใจคนไทย เรื่องเล่าจากโปรแกรมเมอร์คนแรกแห่ง Pantip, พันทิป, pantip.com

02

บทสนทนาที่ไม่มีวันจบ

หากถามว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้ Pantip ยังคงกุมหัวใจของผู้คนได้ไม่เปลี่ยนแปลง คงหนีไม่พ้น การยึดเอา ‘สมาชิก’ และ ‘ชุมชน’ เป็นศูนย์กลาง อย่างห้องสนทนาแต่ละห้องก็มาจากความสนใจของสมาชิกเป็นหลัก

เดิมที Pantip กั้นพื้นที่พูดคุยไว้ 2 ห้องหลัก สำหรับคุยเรื่องคอมพิวเตอร์และคุยเรื่องอื่นๆ แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน ผู้คนรู้จักอินเทอร์เน็ตมากขึ้น หัวข้อสนทนาจึงเริ่มหลากหลายขึ้น พอไม่รู้จะไประบายตรงไหน จึงมาลงที่สภากาแฟแทน กระทั่งห้องนี้เต็มไปด้วยสารพัดเรื่อง ดูสะเปะสะปะไร้ทิศทาง ซึ่งหากปล่อยไว้คนอาจจะไม่อยากใช้

ในที่สุด พวกเขาจึงตัดสินใจรื้อโครงสร้างของเว็บบอร์ดใหม่ อย่าง Technical Chat เปลี่ยนชื่อ Technical Exchange และแตกหัวข้อย่อยๆ เป็น Hardware, Software, Game, Developer, Mac หรือคอมฯ มือใหม่ เพื่อรับรองผู้เล่นที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน

ส่วนสภากาแฟเปลี่ยนเป็น Pantip Cafe พร้อมแบ่งห้องชัดเจนตามกลุ่มความสนใจ ประกอบด้วย ‘เฉลิมไทย’ คุยเรื่องศิลปะบันเทิง ‘BluePlanet’ คุยเรื่องท่องเที่ยว ‘สยามสแควร์’ คุยเรื่องการเรียนและวัยรุ่น ‘รัชดา’ คุยเรื่องรถ เครื่องเสียง ‘ราชดำเนิน’ คุยเรื่องการเมือง ‘ศุภชลาศัย’ คุยเรื่องกีฬา ‘โทรโข่ง’ คุยเรื่องเตือนภัยและร้องเรียน และหากไม่รู้ว่าจะจัดหมวดหมู่ไว้ตรงไหนดีก็มารวมกันที่ห้อง ‘ไร้สังกัด’ ได้

24 ปีเว็บไซต์คู่ใจคนไทย เรื่องเล่าจากโปรแกรมเมอร์คนแรกแห่ง Pantip, พันทิป, pantip.com

การจัดห้องแบบนี้ทำให้บรรยากาศการคุยใน Pantip คึกครื้นอย่างยิ่ง เพราะทุกคนต่างเป็นคอเดียวกัน สนใจเรื่องที่เหมือนกัน จนนำไปสู่งานนัดรวมตัวพบปะสังสรรค์ของแต่ละห้อง เกิดการแบ่งปันข้อมูลความรู้ มีผู้เชี่ยวชาญแขนงสาขาต่างๆ เข้ามาช่วยตอบคำถาม อย่างสมาชิกท่านหนึ่งที่อภิศิลป์ประทับใจเป็นพิเศษคือ ศุภชัย ประเสริฐเวชทนต์ 

“หลายคนจะเรียกว่าอาจารย์ศุภชัย แต่ที่จริงแกไม่ได้เป็นอาจารย์ แกทำงานอยู่ที่โรงแรมซากุระที่หาดใหญ่ ดูเรื่องไอทีโรงแรม เป็นคนที่เก่ง มีความรู้หลายอย่าง ใครถามอะไรด้านไอที แกจะเข้าไปตอบ”

นอกจากนี้ ยังเกิดกระทู้รีวิวสินค้าหรือสถานที่ต่างๆ ซึ่งฮิตมาถึงปัจจุบัน แหล่งท่องเที่ยวมากมายโด่งดังจากการแนะนำของสมาชิก เช่น ปางอุ๋ง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเดิมทีไม่มีใครรู้จัก แต่เมื่อสมาชิกเอาภาพสวยๆ มาลง ทำให้เกิดกระแสคนแห่ไปเที่ยว ถึงขั้นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยต้องประกาศจำกัดคนเข้าเลยทีเดียว

จากความนิยมที่ล้นหลาม ส่งผลเกิดเสียงเรียกร้องให้ Pantip เปิดห้องเพิ่มเติม อาทิ ‘ห้องสมุด’ คุยเรื่องหนังสือและปรัชญา ‘สวนลุมพินี’ คุยเรื่องสุขภาพ หรือ ‘หว้ากอ’ คุยเรื่องวิทยาศาสตร์ เช่นเดียวกับบางห้องที่ใหญ่เกินไปอย่าง ‘เฉลิมไทย’ ทีมงานก็ใช้โอกาสนี้ซอยให้เล็กลงด้วย 

“วันแรกที่เฉลิมไทยเกิด เรารวมความบันเทิงทุกอย่างมาไว้ที่นี่ เราเลยแยกเพลงแยกดนตรีออกมาเป็น ‘เฉลิมกรุง’ ก่อน แต่เฉลิมไทยยังใหญ่อยู่ดี เลยมาคิดว่าแยกอะไรอีกได้ไหม จึงแยกศิลปะมาตั้งเป็น ‘หอศิลป์’ การ์ตูนกับหนังดูไม่ค่อยเข้ากัน ก็แยกการ์ตูนออกมา ทีนี่ก็เหลือหนังกับละคร แต่ละครถือเป็นตัวแมส เพราะเป็นสิ่งที่เข้าถึงชาวบ้านทุกคน ส่วนหนังเข้าโรงวันพฤหัสบดี แล้วศุกร์ เสาร์ อาทิตย์คนเข้าไปดู วันจันทร์เริ่มซา แล้วกลุ่มหนังเองก็รู้สึกไม่อยากอยู่กับละครแล้ว จึงแยกละครออกมาตั้งเป็น ‘บางขุนพรหม’ เฉลิมกรุงก็มีปัญหาเหมือนกัน เพราะตอนหลังคุย K-Pop เยอะจนคนบ่นว่า ไม่ใช่ห้องคุยเรื่องดนตรีแล้ว เราเลยแยก K-Pop ออกมาเป็น ‘กรุงโซล’”

นอกจากนี้ บางห้องที่แม้ไม่มีเสียงเรียกร้อง แต่มีโอกาสพัฒนาได้จึงกันพื้นที่ออกมา เช่น ‘ดิโอลด์สยาม’ ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อรับรองสังคมสูงวัย โดยกลุ่มเป้าหมายไม่ได้จำกัดแค่ผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ที่มีพ่อแม่เข้าสู่วัยเกษียณด้วย

อีกห้องหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ ‘พรหมชาติ’ เนื่องจากเมื่อ 6 ปีก่อน มีกระทู้หนึ่งชื่อว่า ‘ดูดวงถาวรแบบญี่ปุ่น (แม่นมาก)’ ได้รับความนิยมสูง มียอดผู้เข้าชมกว่าล้านครั้ง สูงเป็นอันดับ 2 ของปี สะท้อนให้เห็นว่าโหราศาสตร์กับคนไทยเป็นของคู่กัน จึงสร้างห้องขึ้นมาโดยเฉพาะ

“ดูดวงเคยเป็นเซกชันเล็กๆ ฝังตัวอยู่ในห้องสยามสแควร์ เราเคยเชิญนักโหราศาสตร์มาเขียนบทความทำนายดวงให้ทุกสัปดาห์ โดยตอนแรกเรายังไม่ได้นึกถึงดูดวง คิดถึงพระเครื่องก่อน เพราะเป็นตลาดใหญ่ แต่โอกาสที่คนจะมาคุยพระเครื่องคงยาก เลยมองประเด็นที่เกี่ยวกับความเชื่อ ซึ่งดูดวงน่าจะหยิบมาขยายได้ แล้วเอาพระเครื่องมาอยู่ในนี้ด้วย

“แม้ไม่ใช่ท็อปฮิต แต่ห้องนี้ก็มีขาประจำ มีหมอดูหลายคนเข้ามาเล่น สมาชิกหลายคนขอให้ช่วยดูดวง ด้วยการถ่ายรูปมือตัวเองลงกระทู้ แล้วบอกช่วยดูลายมือให้หน่อย หมอดูบางคนบอกว่ารับดูดวงฟรีห้าคนค่ะ แต่ให้ไปบริจาคเงิน แล้วส่งใบเสร็จมาให้ดูแล้วจะดูให้ ถือเป็นคอมมูนิตี้ที่น่าสนใจมาก”

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาระบบอื่นๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกมากขึ้น เช่น การแยกห้องโทรโข่งออกมาเป็นเว็บไซต์ Torakhong.org (ปัจจุบันปิดตัวแล้ว) เพื่อให้ประชาชนมีช่องทางเพื่อการเรียกร้องหาความเป็นธรรมเพิ่มขึ้น รวมถึงเปิดเว็บ Bloggang เพื่อเป็นช่องทางให้สมาชิกเขียนเรื่องราวและสร้างชุมชนของตัวเอง

แต่ใช่ว่าทุกอย่างจะดำเนินไปด้วยดี ในฐานะโปรแกรมเมอร์ มีเรื่องท้าทายอีกไม่น้อยให้เผชิญ โดยเฉพาะตัวป่วนที่เข้ามาก่อความวุ่นวาย ซึ่งกฎที่วางไว้อาจช่วยจัดการได้ระดับหนึ่ง แต่ยังมีหลายกรณีที่แก้ไขลำบาก เช่นการปลอมตัวเป็นอีกผู้เล่นอีกคน แล้วไปตั้งกระทู้ 18+ 

อภิศิลป์กับวันฉัตรจึงคิดระบบจองชื่อขึ้นมา หากสมาชิกต้องการใช้ชื่ออะไรให้ไปลงทะเบียน และตั้งพาสเวิร์ดฝากไว้ พอจะตั้งหรือตอบกระทู้ก็พิมพ์ชื่อล็อกอินและพาสเวิร์ด หากถูกต้องระบบจะขึ้นรูป ‘อมยิ้ม’ ข้างหลังชื่อ ซึ่งเหตุผลที่เลือกใช้อมยิ้ม เพราะดูเป็นสากล ให้ความรู้สึกเป็นมิตร และยิ่งใช้ไปเรื่อยๆ สมาชิกก็เริ่มผูกพันและหวงแหนชื่อล็อกอิน และพยายามระมัดระวังไม่ให้ทำผิดกฎ ไม่เช่นนั้นอาจจะถูกยึดอมยิ้มได้

ต่อมา Pantip ได้เริ่มพัฒนาระบบยืนยันด้วยบัตรประชาชน โดยช่วงแรกๆ นั้นถูกต่อต้านไม่น้อย เนื่องจากผู้ใช้บางส่วนมองว่าเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัว แต่พวกเขายังต้องเดินหน้าต่อไป เพื่อทำให้ Pantip กลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่ทุกคนเข้ามาใช้งานได้อย่างปลอดภัย 

24 ปีเว็บไซต์คู่ใจคนไทย เรื่องเล่าจากโปรแกรมเมอร์คนแรกแห่ง Pantip, พันทิป, pantip.com

“สมัยนั้นคนที่ไม่ได้อยู่ในออนไลน์มีเยอะ เวลาเสพสื่อจากหนังสือพิมพ์ เขาจะเห็นภาพอินเทอร์เน็ตเป็นสีดำ สีเทา เป็นเหมือนโลกใต้ดิน Pantip เองค่อนข้างถูกสปอร์ตไลต์เยอะเหมือนกัน เราเลยรู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างให้สังคมรู้ว่า เราไม่ได้เป็นแหล่งไม่ดีหรือเป็นอบายมุข การยืนยันตัวตนเพื่อให้รู้ว่าสมาชิก Pantip ไม่ใช่ใครก็ไม่รู้ แล้วเลขบัตรประชาชนเราเข้ารหัสไว้อย่างดีถอดไม่ได้ ที่สำคัญถ้าคุณเสียล็อกอินไป คุณกลับมาสมัครไม่ได้แล้วนะ เพราะล็อกอินนั้นผูกกับเลขบัตรไว้แล้ว ทั้งหมดนี้เพื่อให้ทำให้ทุกคนเห็นว่าเราจริงจังเรื่องนี้

“ตอนที่เริ่มมีเสียงสะท้อนกลับมาเยอะ ช่วงหลังเราเลยเริ่มผ่อนคลาย ถ้าไม่สะดวกใจเรื่องบัตรประชาชน ใช้มือถือได้ อย่างน้อยเรามีเบอร์คุณแล้วเรายังติดต่อคุณได้ ต่อมาก็มีบัตรผ่าน ซึ่งสิทธิประโยชน์จะหย่อนลงมาอีกขั้นหนึ่ง บัตรผ่านทำอะไรได้น้อยสุด เพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยสุดเช่นกัน”

03

‘แท็ก’ เปลี่ยนโลก

แม้จะอยู่ร่วมกับ Pantip ตั้งแต่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งที่อภิศิลป์ตัดสินใจออกจากชุมชนแห่งนี้

“พอทำได้เจ็ดปี ก็รู้สึกว่าอิ่มตัว อาจเพราะตอนนั้นมองว่า Pantip คือเว็บคอมมูนิตี้ที่คนมาคุยกันเท่านั้น วิสัยทัศน์เรามีแค่นั้น เลยขอคุณวันฉัตรออกไปหาโลกกว้าง ไปเรียนปริญญาโท ไปทดลองขายของใน eBay”

หลังค้นหาตัวเองนาน 7 ปี โลกออนไลน์เปลี่ยนแปลงเยอะมาก อินเทอร์เน็ตกลายเป็นของที่ใครๆ เข้าถึงได้ เกิดโซเซียลมีเดียใหม่ๆ ขึ้นเต็มไปหมด ทั้ง Hi5, Facebook, Twitter หรือ Instagram

ใน พ.ศ. 2554 เขาจึงกลับมาที่นี่อีกครั้ง พร้อมภารกิจสำคัญ คือพา Pantip ไปสู่ยุคใหม่

“ตอนนั้นเข้ามาสวัสดีปีใหม่คุณวันฉัตร ก็คุยกันว่าอยากกลับมาทำ Pantip ให้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะงานที่ทำทิ้งไว้ แล้วเรารู้สึกว่ามันเก่าแล้ว ถึงเวลาต้องปรับ ซึ่งกลับมารอบนี้ เราไม่ได้เขียนโค้ดเองแล้ว แต่ทำหน้าที่เป็นเหมือน Leader โดยเราสร้างทีม Developer ขึ้นมาหกเจ็ดคน เอาเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใส่”

เป้าหมายของการปรับเปลี่ยนครั้งนี้เพื่ออุดช่องว่าง 2 เรื่องหลักที่ Pantip ประสบมาตลอด 

เรื่องแรก คือการเก็บกระทู้ เพราะแต่ก่อนฮาร์ดดิสราคาแพง หากต้องการเก็บกระทู้ก็ต้องลงทุนมหาศาล วิธีที่ Pantip ใช้ คือมีระบบคลังกระทู้เก่า โดยสมาชิกช่วยกันเลือกกระทู้ดีๆ มีสาระน่าสนใจเข้าคลังได้ ซึ่งกระทู้นี้จะถูกย้ายไปยังฮาร์ดดิสอีกตัวและเก็บไว้ตลอดกาล ส่วนกระทู้ที่ไม่ถูกเก็บ หากไม่มีใครมาอัปเดตเพิ่มเติมภายใน 1 เดือนจะถูกลบออกไป ทำให้มีกระทู้ดีๆ หายไปไม่น้อย เนื่องจากแต่ละวันมีคนตั้งกระทู้มหาศาล นับเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง

อีกประเด็นหนึ่งคือ เวลาที่กระทู้นั้นมีผู้เข้ามาตอบเยอะๆ มักมีอาการ Error จนสมาชิกต้องแตกประเด็นไปตั้งกระทู้ใหม่ ซึ่งชาว Pantip เรียกสถานการณ์แบบนี้ว่า ‘กระทู้ด๋อย’

“Pantip ยุคเก่าไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับการสนทนาหลายร้อยคอมเมนต์ แต่ตอนมีกระแส AF แต่ละคนจะมีแฟนคลับเป็นบ้านๆ แต่ละบ้านก็คุยกันเยอะ แล้วพอกระทู้ยาวเป็นร้อยคอมเมนต์ก็เริ่มมีปัญหา เพราะสมัยนั้นข้อมูลไม่ได้เก็บลงดาต้าเบส แต่เก็บเป็นไฟล์ไฟบ์หนึ่ง พอไฟล์มันยาว สิ่งที่ระบบทำคือเปิดไฟล์นั้นขึ้นมาก่อน แล้วเอาคอมเมนต์ล่าสุดไปเสียบข้างท้ายแล้วปิด ทีนี่ถ้าเกิดคนสองคนเข้ามาเวลาเดียวกัน คนหนึ่งเปิดแล้วเขียนไฟล์ อีกคนมาเขียนทับ ทำให้ข้อมูลบางส่วนเสียหาย เพราะฉะนั้นพอถึงสองร้อยคอมเมนต์ สมาชิกจะรู้เองว่าว่าต้องหยุดแล้วไปตั้งกระทู้ใหม่”

อภิศิลป์ใช้เวลา 2 ปีเต็มจัดการปัญหาจนหมด ทั้งลงทุนซื้อฮาร์ดดิสเพิ่มเพื่อเก็บทุกกระทู้ ทำให้ทุกอย่างในเว็บไซต์ค้นหาง่ายขึ้น รวมถึงปรับระบบให้รองรับความเห็นจำนวนมหาศาลได้ เช่น กระทู้เรื่อง MH370 มีคนเข้าไปตอบกว่า 13,000 ความเห็น หรือกระทู้เกาะติดสถานการณ์เด็กติดถ้ำหลวงมียอดทะลุเกิน 17,000 ความเห็น

แต่ที่เรียกว่าพลิกโฉมและพา Pantip ยุคใหม่เรียกว่า Pantip 3G อย่างแท้จริง คือระบบแท็ก หรือการติดหัวข้อสนทนาในกระทู้นั้นๆ ว่าเป็นเรื่องอะไร ซึ่ง Pantip ถือเป็นเว็บไทยเจ้าแรกๆ ที่นำมาใช้งานอย่างจริงจัง

“ระบบแท็กถือเป็นผลพลอยได้ เพราะพอปรับแล้ว ทำให้รองรับอะไรใหม่ๆ ได้ด้วย โดยที่ผ่านมาเราแบ่ง Pantip ออกเป็นยุค อย่างยุค 1G ที่เราเรียกว่ายุคสตาร์ทอัพ เป็นช่วงที่เริ่มมีห้องต่างๆ พอยุค 2G เราเริ่มแนะนำกลุ่มย่อยให้กับผู้ใช้ เช่นห้องห้องเฉลิมไทยก็มีกลุ่มดารานักแสดง รายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์ไทย ภาพยนตร์ต่างประเทศ เริ่มมีคลับต่างๆ แต่พอช่วงปลายๆ ยุค เราเห็นว่า ความสนใจของคนลงลึกกว่านั้น ถ้าคุยเรื่องบันเทิง คุณต้องลงไปถึงณเดชน์ ถึงญาญ่า ให้ได้ ซึ่งกลุ่มย่อยมันไม่มีทางรองรับได้ ต้องมีระบบที่เข้ามารองรับและตอบโจทย์นี้”

และเป็นธรรมดาของการปรับเปลี่ยนที่ต้องมีเสียงคัดค้าน ช่วงแรกหลายคนแอนตี้ไม่ยอมใช้ บางคนใช้งานไม่ถูก ไม่รู้ว่าติดแท็กอย่างไร จนต้องตั้งทีมรองรับขึ้นมาโดยเฉพาะ แต่เมื่อผู้ใช้งานเริ่มคุ้นเคย ยอดผู้ใช้งาน Pantip ก็ก้าวกระโดด จากเดิมที่มีอยู่ราว 7 – 8 แสนคนต่อวัน พุ่งสูงสุดถึง 5 ล้านคนภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 ปี

ที่สำคัญแท็กบางคำยังกลายเป็นที่นิยมแซงหน้าห้องสนทนา เช่น ความรักวัยรุ่น มีผู้ติดแท็กคำนี้เกือบล้านกระทู้ มีผู้ติดตามกว่า 17,000 คน ส่วนสโมสรฟุตบอลอังกฤษก็เป็นที่นิยมไม่แพ้กัน โดยมีผู้ตั้งกระทู้เรื่องนี้มากถึง 1.5 แสนกระทู้ เช่นเดียวกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) ซึ่งเวลานี้มีผู้ตั้งกระทู้เฉียดหมื่นแล้ว โดยแท็กใหม่ๆ จะถูกเพิ่มขึ้นตามกระแสความนิยมที่เกิดขึ้นในสังคมไทย

นี่เองที่ทำให้ Pantip ไม่เคยล้าสมัย แม้จะมีอายุเกือบ 24 ปีแล้วก็ตาม

04

เว็บไซต์ ‘คู่ใจ’ คนไทย

หากว่า Pantip ให้อะไรกับคนไทย เชื่อว่าคงมีคำตอบเต็มไปหมด

บางคนเข้ามาตั้งกระทู้ขอความช่วยเหลือหรือร้องเรียนหน่วยงานต่างๆ บางคนใช้หาข้อมูลเมื่อต้องตัดสินใจอะไรสักอย่างในชีวิต บางคนนำสิ่งที่อ่านเจอไปใช้ทำงาน ต่อยอดหาความรู้ หรือแม้กระทั่งวางแผนการเดินทาง

ที่สำคัญยังมีองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนที่เข้ามาเป็นสมาชิก คอยให้ข้อมูลและจัดการปัญหา เช่น ฝ่ายบริการลูกค้าของธนาคาร บริษัทมือถือ รวมทั้งโรงพยาบาล และศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน (GCC1111)

ด้วยเหตุนี้ Pantip จึงกลายเป็นเว็บคู่ใจผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเสมอมา

แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือเว็บไซต์นี้ได้จุดกระแสต่างๆ ให้เกิดขึ้นในสังคม อย่างคำศัพท์หลายๆ คำ อาทิ กระทู้ ปูเสื่อรอ กินเผือก หรือต้มมาม่า ต่างมีจุดเริ่มต้นจากที่นี่

“คำว่ากระทู้นี่คุณวันฉัตรเรียกขึ้นมาเอง เพราะเมื่อก่อนเวลาพูดถึงคำว่ากระทู้ ทุกคนจะนึกถึงการตั้งกระทู้ในสภา หรือโต้คารม แต่แกเอาคำนี้มาใช้แล้วมันสื่อความหมายดี ปูเสื่อรอ เหมือนว่ารอให้เจ้าของกระทู้มาเล่าต่อว่าเหตุการณ์เป็นยังไง ส่วนกินเผือกคืออยากรู้เรื่องของชาวบ้าน ต้มมาม่าคือเริ่มมีสองฝ่ายทะเลาะกันแล้ว เริ่มเดือดแล้ว”

แม้แต่บางเรื่องที่คนไทยไม่ค่อยมีองค์ความรู้ อย่างโรคเอดส์ Pantip ก็เป็นตัวเปิดประตู โดยช่วงนั้นมีสมาชิกชื่อ ‘แก้ว’ เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีมาเขียนเล่าประสบการณ์ตั้งแต่รู้ตัวว่าติดเชื้อจากแฟนหนุ่ม วิธีรักษาตัว จนเกิดเป็น ‘Kaewdiary’ ที่โด่งดังไปทั่วประเทศ และช่วยลบล้างความเชื่อเดิมๆ ว่าผู้ติดเชื้อเป็นบุคคลน่ารังเกียจออกไปจากความนึกคิดของผู้คน

ทว่าปรากฏการณ์หนึ่งที่ทุกคนจดจำได้ไม่ลืม คือ ‘นักสืบพันทิป’ ซึ่งมีส่วนเปิดโปงเรื่องโกหกมาไม่น้อย โดยเฉพาะกรณีของนักร้องคนหนึ่งซึ่งประกาศตัวว่าโกอินเตอร์ จนสร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่วงการบันเทิงไทย

“สมาชิกคนหนึ่งสงสัยว่าหนังเรื่องนี้ไม่มีจริง เลยหาข้อมูลแล้วโพสต์แฉ ทีนี้ด้วยความที่ดาราท่านนั้นมีเรื่องราวเป็นคดีความและหนีการจับกุมของตำรวจ บังเอิญมีสมาชิกไปเจอตัวที่เชียงคาน จึงถ่ายรูปมาแล้วบอกว่าทำไมตำรวจไม่จับ เลยกลายเป็นกระแสนักสืบพันทิปว่าอยู่ที่ไหนก็มีคนไปตามดู”

ความจริงแล้ว นักสืบพันทิปมีมาตั้งแต่ยุค 1G  อภิศิลป์เชื่อว่าบุคคลแรกที่ได้รับบทบาทนี้คือตัวเขาเอง โดยช่วงนั้นมีเกรียนคีย์บอร์ดเข้ามาก่อความวุ่นวาย ทั้งใช้คำหยาบ ปั่นกระทู้ซ้ำ เขาจึงตามสืบจากไอพีแอดเดรส กระทั่งเจอตัว แล้วส่งข้อมูลต่อให้วันฉัตร เพื่อไปพูดคุยกับผู้ปกครองของเด็กคนนั้น จนเรื่องราวสงบลง

แต่ที่เป็นประเด็นเยอะๆ คงไม่พ้นกรณี ‘คุกกี้หลงป่า’ ซึ่งมีสมาชิกคนหนึ่งอ้างว่าหลงป่าที่ญี่ปุ่น หลังวิ่งออกกำลังกายช่วงกลางดึก

“ตอนนั้นเขาเขียนเล่าว่าวันนั้นหมอกลงเยอะ มือถือแบตกำลังจะหมด กลัวมาก ไม่รู้จะทำยังไงดี เลยใช้เฮือกสุดท้ายโทรหาคอลเซ็นเตอร์ของโอเปอเรเตอร์ที่เมืองไทย แล้วก็ลงรูปเรื่องเต็มไปหมด ลงพิกัดด้วย คนเข้ามากันสนุก จนมีสมาชิกคนหนึ่งรู้สึกว่าโกหกแน่ๆ เลยเดินทางไปยังญี่ปุ่น เพื่อไปค้นว่าพิกัดนั้นอยู่ตรงไหน ปรากฏว่าจุดที่บอกว่าหลงป่า คือสี่แยกที่มีร้านสะดวกซื้อ แล้วถ่ายรูปกลับมาให้ จึงรู้ว่ากระทู้นี้ไม่เป็นความจริง”

อย่างไรก็ดี แม้นักสืบพันทิปจะช่วยให้ประเด็นที่ผู้คนสงสัยคลี่คลาย แต่อภิศิลป์ย้ำว่า การกระทำใดๆ ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่วางไว้ โดยเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคล ห้ามนำมาเผยแพร่เด็ดขาด ไม่เช่นนั้นจะถูกลงโทษ ทั้งหมดนี้ต้องเป็นไปตามกฎหมาย รวมทั้งเพื่อรักษาบรรยากาศการพูดคุยให้เรียบร้อยที่สุดด้วย

05

พื้นที่แห่งการแบ่งปัน

ตลอด 24 ปี Pantip มีสมาชิกกว่า 4 ล้านคน มีกระทู้เกิดใหม่ไม่ต่ำกว่า 4,000 – 5,000 กระทู้ต่อวัน และถือเป็นเว็บไซต์สัญชาติไทยที่มียอดผู้ชมสูงสุดของประเทศ

เหตุผลหลักที่ทำให้ Pantip เป็นที่นิยมในยุคที่โซเซียลมีเดียครองเมือง มาจากการวางบทบาทของตัวเองชัดเจน

“ผมคิดว่าคนคนหนึ่งเล่นได้หลายโซเซียล เขาอาจเล่น Pantip เล่น YouTube เล่น Facebook หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งเราเองก็ได้จากประโยชน์แพลตฟอร์มอื่นเช่นกัน อย่างคนที่เล่น Facebook บางทีเขาอาจไม่เคยเล่น Pantip มาก่อน แต่พอมีการเอากระทู้ไปหน้าฟีด เขาก็เริ่มรู้จักเรามากขึ้น

“แต่สิ่งสำคัญคือเราจะให้ Pantip ฉีกออกจากแพลตฟอร์มอื่นอย่างไร โพสต์หนึ่งที่คุณวันฉัตรขึ้นหน้าเว็บตั้งแต่ยุค 1G คือ ‘ไม่มีใครรู้ทุกอย่าง เรารู้ในบางสิ่งที่ผู้อื่นไม่รู้ เช่นเดียวกับที่ผู้อื่นรู้ในบางสิ่งที่เราไม่รู้’ เพราะฉะนั้น การทำพื้นที่ให้คนมาแชร์ความรู้กัน จึงเป็นจิตวิญญาณนับตั้งแต่มีเว็บบอร์ดขึ้นมาเลย สิ่งหนึ่งที่เราต่างจาก Facebook คือ เขาเน้นการ Connecting People ทำให้คุณเชื่อมกับเพื่อนได้ แต่ Pantip ไม่จำเป็น คุณไม่ต้องเชื่อมกับเพื่อนก็ได้ แต่คุณมาแชร์สิ่งที่คุณรู้ เพื่อให้คนอื่นๆ ที่เขาสนใจได้รู้เหมือนคุณ”

เพราะฉะนั้น การทำให้สมาชิกยังรู้สึกสนุกที่ได้เล่น Pantip จึงเป็นภารกิจสำคัญสุดของทีมงาน ด้วยเหตุนี้พวกเขาสร้างระบบ Pantip Pick เพื่อคัดเลือกกระทู้ดี น่าสนใจมาไว้ยังด้านบนสุดของแต่ละห้อง หน้าแรกของเว็บ หรือหน้าเพจ Facebook เพื่อให้ผู้คนมีโอกาสเข้าถึงกระทู้นั้นมากขึ้น รวมทั้งมีของขวัญเล็กๆ น้อยๆ เช่น พวงกุญแจ ที่รองแก้ว มอบให้ หากได้รับการปักหมุดเป็นครั้งแรก เสมือนเป็นคำขอบคุณจากทีมงาน จะได้มีกำลังใจสร้างกระทู้ดีๆ ต่อไป 

พอสิ้นปีก็มีกิจกรรม Pantip Pick of the Year โดยทีมงานจะคัดเลือก 10 สุดยอดกระทู้แห่งปี จากนั้นจึงส่งข้อความไปยังเจ้าของกระทู้ เพื่อเชิญมารับประทานอาหารร่วมกับผู้บริหาร โดยมีของที่ระลึกเป็นป๊อปอัปการ์ดรูป ‘น้องเพี้ยน’ มาสคอตของ Pantip ตามเนื้อหาของกระทู้ที่สมาชิกเขียนขึ้น

24 ปีเว็บไซต์คู่ใจคนไทย เรื่องเล่าจากโปรแกรมเมอร์คนแรกแห่ง Pantip, พันทิป, pantip.com

“น้องเพี้ยนมีต้นแบบมาจากโลโก้เก่าคือต้นกระบองเพชร ซึ่งเป็นต้นไม้ที่อยู่ได้ในทะเลทราย มีน้ำอยู่ในตัว และสัตว์เข้ามาดื่มได้ เหมือนกับ Pantip ซึ่งเปิดตัวมาในช่วงใกล้ๆ กับวิกฤตต้มยำกุ้ง คนตกงานเยอะ ที่นี่จึงเป็นเหมือนแหล่งพักพิงใจ แหล่งปรับทุกข์กับเพื่อน แต่พอช่วง 3G เราดีไซน์โลโก้เอากระบองเพชรออก เปลี่ยนเป็นรูปอมยิ้มสองขด เราเสียดายเรื่องราวของกระบองเพชร เลยยกระดับขึ้นเป็นมาสคอตหรือตัวเพี้ยน และใช้เป็นสื่อกลางในการพูดคุยกับสมาชิก เริ่มทำคาแรกเตอร์หลายๆ อย่าง เช่น น้องเพี้ยนปูเสื่อรอ น้องเพี้ยนต้มมาม่า รวมถึงของรางวัลที่มอบให้สมาชิกด้วย”

24 ปีเว็บไซต์คู่ใจคนไทย เรื่องเล่าจากโปรแกรมเมอร์คนแรกแห่ง Pantip, พันทิป, pantip.com
24 ปีเว็บไซต์คู่ใจคนไทย เรื่องเล่าจากโปรแกรมเมอร์คนแรกแห่ง Pantip, พันทิป, pantip.com

นอกจากสานสัมพันธ์กับสมาชิกแล้ว Pantip ยังพยายามผลิตเนื้อหาที่ตอบโจทย์ความสนใจของสมาชิก เช่นสัมภาษณ์นักแสดงที่มีกระแส หรือรวบรวมโบรชัวร์จากงานไทยเที่ยวไทยมาสแกนเก็บไว้ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เนื่องจากทีมงานเชื่อว่า สมาชิกส่วนใหญ่อาจไม่มีเวลาเพียงพอจะรวบรวมด้วยตัวเอง ซึ่งหลายกระทู้ก็เป็นที่นิยมและนำไปประโยชน์ได้จริง

สำหรับเป้าหมายในอนาคต อภิศิลป์ในฐานะผู้นำรุ่นใหม่บอกว่า ยังคงยึดเป้าหมายเดิมคือ ‘ทุกคำถามของคนไทยต้องมีคำตอบที่น่าเชื่อถือ’ เพราะฉะนั้นโจทย์ต่อไป คือทำอย่างไรให้คนตั้งคำถามและเข้ามาตอบมีคุณภาพมากขึ้น

เขายกคำพูดของ เจฟฟ์ เบซอส (Jeffrey Preston Bezos) ซีอีโอ Amzon ซึ่งเคยให้สัมภาษณ์ถึงอนาคตของวงการอีคอมเมิร์ชว่า คุณไม่มีทางรู้ว่าอีก 10 – 20 ปีข้างหน้าวงการนี้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แต่ 3 สิ่งที่จะไม่เปลี่ยนคือ ผู้บริโภคต้องการสินค้าที่ราคาถูกลงเรื่อยๆ มีความหลากหลายมากขึ้นเรื่อยๆ และส่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ Amazon ทำจึงไม่ใช่การปรับเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว แต่คือการรักษาสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการไว้ให้ได้มากที่สุด

“Pantip ก็เหมือนกัน เราต้องกลับมาตั้งคำถาม อะไรจะไม่เปลี่ยนแปลงในอนาคต เรารู้ว่าคนยังมีคำถามมีปัญหาอยู่ และเขาต้องการคำตอบที่เชื่อถือได้ เพราะฉะนั้นเราจะทำอย่างไรให้ไปถึงจุดนั้นได้ สิ่งที่เราเน้นมากขึ้น คือผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งความจริงมีอยู่ตลอด อย่างแต่ก่อนสมาชิกคนไหนเป็นคุณหมอ ก็จะมีเครื่องหมายกากบาทกาชาดต่อท้ายล็อกอิน เพื่อให้คนรู้ว่านี่คือคุณหมอ แต่ตอนนี้เราจะพยายามเชิญบุคคลเหล่านี้เข้ามาในระบบมากขึ้น เพื่อมาช่วยตอบในเรื่องที่เซนซิทีฟ ไม่ใช่แค่หมอ แต่รวมถึงอาชีพอื่นด้วย เช่น ตากล้อง เชฟ หรือหมอดู

“อีกเรื่องคือ Pantip มักมีคำถามแนวเลือกซื้อสินค้ายี่ห้อไหนอยู่เรื่อยๆ เช่น ซื้อสมาร์ทโฟนงบไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ซื้อรุ่นไหนดี ซึ่งมีคนเข้ามาตอบเรื่อยๆ แต่ปัญหาคือคนถามต้องนั่งไล่อ่านทีละคอมเมนต์ เพราะฉะนั้นเป็นไปได้ไหม หากมีกระทู้รูปแบบใหม่ ให้คนมาโหวตว่ายี่ห้อไหนดี ชอบยี่ห้อไหนก็กดบวกหนึ่ง ยี่ห้อไหนเยอะกว่าก็ขึ้นอันดับแรก เท่านั้นไม่พอ บางทีคนไม่อยากรู้แค่อันไหนโหวตเยอะกว่า แต่อยากรู้ข้อดีข้อเสียของแต่ละยี่ห้อด้วย เราก็ให้คนมาบอกเลยว่ายี่ห้อ A จุดเด่นคืออะไร จุดด้อยคืออะไร แล้วให้โหวตด้วย คนจะได้มีข้อมูลในการตัดสินใจว่าควรเลือกทางไหนดี ซึ่งเรื่องนี้เราประยุกต์ใช้กับฮาวทูอื่นได้ด้วย เช่น อ่างล่างมือตัน ขอวิธีจัดการหน่อย ซึ่งทำได้หลายวิธี แต่วิธีไหนดีกว่ากัน”

แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะสำหรับอภิศิลป์แล้ว นี่คือความฝันอันยิ่งใหญ่ที่อยากส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อให้ Pantip เป็นที่พึ่งพิงของคนไทยตลอดไป


ข้อมูลประกอบการเขียน

  • บทสัมภาษณ์คุณอภิศิลป์ ตรุงกานนท์ วันที่ 5 มิถุนายน 2563
  • นิตยสาร ผู้จัดการ ปีที่ 16 ฉบับที่ 190 เดือนกรกฎาคม 2542
  • นิตยสาร UpDATE ปีที่ 15 ฉบับที่ 150 เดือนกุมภาพันธ์ 2543
  • นิตยสาร มติชนสุดสัปดาห์ ปีที่ 27 ฉบับที่ 1378 วันที่ 12 – 18 มกราคม 2550
  • นิตยสาร ขวัญเรือน ปีที่ 39 ฉบับที่ 851 ปักษ์แรกเดือนพฤษภาคม 2550
  • บทความชุด ฉลอง 15 ปี Pantip.com เว็บไซต์ thumbsup.in.th
  • pantip.com/topic/31784179 (ภาพเลย์เอาต์เว็บ Pantip)

Writer & Photographer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

3,000,000 เล่ม คือ ยอดขายหนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ทั้งหมดในเมืองไทยตลอด 22 ปีที่ผ่านมา

นับตั้งแต่ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์ ฉบับภาษาไทย ปรากฏตัวเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2543 โลกการอ่านของเด็ก ๆ จำนวนไม่น้อยก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

หลายคนที่ไม่เคยชอบอ่านหนังสือ แต่พอได้อ่านเรื่องราวของพ่อมดน้อยที่ J. K. Rowling บรรจงรังสรรค์ขึ้น ก็เหมือนโดนมนตร์สะกดจนต้องอ่านต่อจนจบ และตั้งตารอคอยว่าเล่มถัดไป แฮร์รี่ พอตเตอร์ และผองเพื่อนจะผจญภัยอย่างไร

หลายคนฝันไกลว่า อยากไปเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนฮอกวอตส์ อยากทดลองขึ้นรถไฟที่ชานชาลาที่ 9 ¾ ที่สถานีรถไฟคิงส์ครอส อยากขี่ไม้กวาดบินไปบนท้องฟ้า เพื่อแข่งขันกีฬาควิดดิช

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

มนตร์เสน่ห์กว่า 4,000 หน้านี้ ทำให้ใครหลายคนหลุดเข้าไปในโลกแห่งจินตนาการ นับเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในวงการหนังสือเด็กบ้านเรา

แต่ความสำเร็จทั้งหมดนี้ มีเบื้องหลังสำคัญมาจากความตั้งใจของคนกลุ่มหนึ่งที่พยายามสรรหาผลงานดี ๆ มานำเสนอแก่นักอ่านทั่วประเทศ

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงชักชวนเหล่าบรรดามักเกิ้ล ไปพูดคุยกับ 3 บุคคลที่มีส่วนผลักดันหนังสือชุดนี้ตั้งแต่แรกเริ่มต้น ทั้ง สุมาลี บำรุงสุข ผู้แปลหนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ 5 ใน 7 เล่ม, พรกวินทร์ แสงสินชัย บรรณาธิการบริหารหนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เล่ม 6 – 7 แต่คลุกคลีกับพ่อมดน้อยตั้งแต่เล่มที่ 1 และ คิม จงสถิตย์วัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด ลูกสาวของ สุวดี จงสถิตย์วัฒนา เจ้าของสำนักพิมพ์ที่อยู่เบื้องหลังผลงานทั้งหมด มาร่วมพูดคุยถึงปฏิบัติการนำเรื่องราวของพ่อมดน้อยข้ามน้ำข้ามทะเลจากเกาะอังกฤษมายังเมืองไทย

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

หากไม้กายสิทธิ์และผ้าคลุมล่องหนของคุณพร้อมแล้ว ก็ออกเดินทางกันได้เลย..

01
มนตร์สะกดของพ่อมดน้อย

ใครจะคิดว่า จุดเริ่มต้นของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ฉบับภาษาไทย จะมาจากจดหมายฉบับหนึ่งที่ สุมาลี นักเขียนวรรณกรรมเยาวชน ส่งมาถึง สุวดี เพื่อนที่คุ้นเคยกันมานานนับสิบปี

เวลานั้น สุมาลีกับสามีชาวอเมริกันได้โยกย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่เมืองเดอรัม สหราชอาณาจักร ตั้งแต่ พ.ศ. 2539 และพอดีว่าเธออยากหาหนังสือดี ๆ ที่นำเสนอเรื่องราวของเด็กอังกฤษ เพื่อส่งไปให้หลานของสามีที่สหรัฐอเมริกาเป็นของขวัญคริสต์มาส เพื่อนจึงแนะนำหนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ซึ่งออกมาแล้ว 3 เล่ม เพราะกำลังโด่งดังมากในหมู่เด็ก ๆ แถมทุกเล่มยังได้รับรางวัล Nestlé Smarties Book การันตีอีกต่างหาก

“ด้วยความอยากรู้ว่า ดีหรือเปล่า ก็เลยไปขอยืมห้องสมุดมาอ่าน จำได้ว่าบทที่ 1 น่าเบื่อมาก แต่เพราะทุกคนบอกว่าเล่มนี้ดี และเราเป็นคนอ่านหนังสือเยอะ ก็เลยรู้ว่าบทแรกไม่จำเป็นต้องดีที่สุด แล้ว J. K. Rowling เป็นนักเขียนมือใหม่ด้วย ก็เลยอ่านต่อไป พออ่านเรื่อย ๆ ก็ชักน่าสนใจมากขึ้น สุดท้ายติดใจมาก ไปขอยืมเล่ม 2 ต่อ ปรากฏว่ามีคนคอยคิวเยอะมาก เขาบอกว่า Waiting List is such a Long List ก็เลยบอกว่าไม่ได้แล้ว ต้องไปซื้อเล่ม 2 มาอ่าน คราวนี้ยอมควักกระเป๋าเอง” สุมาลีกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

เสน่ห์หนึ่งที่ดึงดูดสุมาลีคือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ แตกต่างจากวรรณกรรมเยาวชนเรื่องอื่นตรงความครบรส ทั้งแฟนตาซี ดราม่า อารมณ์ขัน มีฉากสืบสวนสอบสวน ผจญภัย ยังเกี่ยวข้องกับเรื่องมิตรภาพของเพื่อนในโรงเรียน นับเป็นพล็อตเรื่องที่โดดเด่นเกินคาดเดา แถมภาษาก็ไม่ได้อ่านยากมากนัก แม้จะมีศัพท์สแลงค่อนข้างเยอะก็ตาม เพราะฉะนั้นไม่แปลกที่ใครหลายคนอ่านแล้วมักจะติดใจ

“เรื่องชีวิตนักเรียนอังกฤษเป็นสิ่งที่คนชอบมาก แล้วยังมีเรื่องการเติบโต ลูกกำพร้าจะต้องต่อสู้ยังไง แล้วยังมีเรื่องเทพนิยายอะไรต่าง ๆ สอดแทรกเต็มไปหมด คือมันมีทุกอารมณ์ หลากหลายแนว แต่มาร่วมกันอยู่ในเล่มเดียว แล้วที่สำคัญมันไม่ใช่หนังสือที่เด็กอ่านเท่านั้น แม้แต่คนโตอ่านก็ยังชอบ บนรถเมล์ หรือในรถใต้ดิน ก็เห็นหลายคนอ่าน คือภาษาของ J. K. Rowling อาจจะไม่ได้สละสลวยนัก แต่เขาเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่งมาก”

ยิ่งอ่านไปเรื่อย ๆ สุมาลีก็ยิ่งรู้สึกเสียดาย หากหลาน ๆ ที่เมืองไทย จะไม่ได้อ่านวรรณกรรมดี ๆ เช่นนี้บ้าง เธอจึงเขียนจดหมายไปถึงสุวดี ระบุว่า ได้พบหนังสือชุดหนึ่งที่น่าสนใจมาก เพราะทำให้เด็กอังกฤษที่เลิกอ่านหนังสือแล้วกลับมาอ่านอีกครั้ง จึงอยากให้นานมีบุ๊คส์นำมาพิมพ์ โดยเธอจะรับอาสาแปลให้เอง

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

“สมัยก่อนนักแปลจะซื้อลิขสิทธิ์เองแล้วนำมาแปล จากนั้นก็ค่อยมาขอให้โรงพิมพ์ช่วยพิมพ์ให้ แต่ตั้งแต่อยู่ที่อังกฤษ พวกเอเยนต์ทั้งหลายเขาจะไม่ขายให้กับเอกชนหรือคนทั่วไปแล้ว เราต้องเป็นบริษัทหรือสำนักพิมพ์ไปซื้อลิขสิทธิ์ แล้วเขาจะมีโครงการเลยว่าไปพิมพ์กี่พันเล่ม แต่ดิฉันรู้ดีว่าคงไม่มีปัญญาตั้งบริษัทของตัวเอง จึงมาขอคุณสุวดี เพราะเห็นทำหนังสือเด็กมาตลอด แล้วก็คงจะสนใจ”

สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ ในเวลานั้นแม้จะถือกำเนิดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2535 แต่ก็ไม่ได้มีชื่อเสียงเรื่องวรรณกรรมเยาวชนเท่าใดนัก ที่ผ่านมาเคยพิมพ์หนังสือแนวนี้มาแล้ว 38 ปก แต่ยอดขายส่วนใหญ่มักอยู่ที่ 1,000 – 3,000 เล่ม เพราะหนังสือแนวที่โด่งดังของสำนักพิมพ์นี้มักเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก โดยมีนิตยสารสำคัญอย่าง Go Genius เป็นหัวขบวน

เดิมทีสุวดีเป็นทายาทของบริษัทนานมี ผู้ผลิตเครื่องเขียนตราม้าและร้านหนังสือจีน เธอเป็นนักศึกษายุค 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เคยเดินทางเข้าป่า หลังเหตุการณ์ล้อมปราบประชาชน กระทั่งกลับสู่เมือง สุวดีจึงตระหนักว่า ยังมีทางออกอื่นมากมายที่ช่วยสร้างสังคมที่ดี หนึ่งในนั้นคือการผลิตหนังสือดีสำหรับเด็ก เพื่อเป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย

เพราะฉะนั้น พอได้ยินว่ามีวรรณกรรมที่ปลุกให้เด็กอังกฤษหันกลับมาอ่านหนังสือได้ แถมยังมีคำแนะนำมาจากสุมาลีอีกต่างหาก จึงไม่ลังเลที่จะขวนขวายหาลิขสิทธิ์ของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เพื่อมาตีพิมพ์

แต่การคว้าตัวพ่อมดน้อยมานำเสนอสู่นักอ่านชาวไทยไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะนานมีบุ๊คส์ต้องแข่งขันบริษัทยักษ์ใหญ่ที่สนใจ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เหมือนกัน แถมยังต้องซื้อลิขสิทธิ์พร้อมกันทั้ง 3 เล่ม เนื่องจาก J. K. Rowling ต้องการมั่นใจว่า ผลงานของเธอจะถูกตีพิมพ์ออกมาครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งเท่ากับว่าต้องใช้เงินประมูลจำนวนมหาศาล

“สมัยก่อน เราไม่รู้ว่าอะไรคือการประมูลต้นฉบับ แต่เราคิดแค่ว่ายังไงก็ต้องเอาให้ได้” คิม ลูกสาวคนโตของสุวดีย้อนวันวาน

ครั้งนั้น นานมีบุ๊คส์ต้องทำแผนการตลาดอย่างละเอียดว่าจะทำอย่างไรให้หนังสือชุดนี้ประสบความสำเร็จ แถมพอยิ่งประมูล ค่าลิขสิทธิ์ก็ยิ่งสูงขึ้น แต่สุวดีก็ไม่ถอย ด้วยหวังว่า หนังสือเล่มนี้จะเป็นประตูบานสำคัญที่ช่วยเปิดโลกการอ่านให้แก่เด็ก ๆ และในที่สุดเธอก็เป็นผู้ชนะ ท่ามกลางความงงงวยของผู้คนในแวดวงหนังสือที่ไม่คิดว่า บริษัทเล็ก ๆ แห่งนี้จะหาญกล้าช่วงชิงวรรณกรรมระดับโลก 

“พอเราทำหนังสือวิทยาศาสตร์มาสักพัก จึงพบว่าพื้นฐานการอ่านหนังสือของเด็กไทยค่อนข้างต่ำ แต่คุณแม่ก็คิดว่า หากอยากให้เด็กมีพื้นฐานการอ่านดีขึ้น ก็ต้องให้เขาอ่านเยอะ ๆ และถ้าอยากให้อ่านบ่อย ๆ ก็ต้องอ่านอะไรที่สนุก จึงเป็นที่มาของการผลิตวรรณกรรมเยาวชน แล้วด้วยความที่เราเคยทำซีรีส์ผจญภัยปริศนาปีศาจ เช่น ผีกระจก ออกมาแล้วมันขายได้ แสดงว่าเด็กนั้นโหยหาความสนุก และถ้า แฮร์รี่ พอตเตอร์ เคยพิสูจน์ที่อังกฤษมาแล้ว เราก็อยากพิสูจน์เรื่องนี้ที่เมืองไทยเหมือนกัน” 

นั่นเองคือ จุดเริ่มต้นของเด็กชายผู้รอดชีวิตที่สร้างประวัติศาสตร์และจุดกระแสวรรณกรรมเยาวชนขึ้นมาในประเทศไทย

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

02
สู่ชานชาลาที่ไม่มีใครรู้จัก

แม้นานมีบุ๊คส์จะเคยผลิตวรรณกรรมเยาวชนมาก่อนถึง 38 ปก แต่สำหรับ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ทุกอย่างกลับแตกต่างออกไป

สุวดีตั้งใจจะเร่งผลิต แฮร์รี่ พอตเตอร์ ทั้ง 3 เล่มให้ทันภายในครึ่งปีหลังของ พ.ศ. 2543 บรรยากาศในสำนักพิมพ์เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและวุ่นวาย ทุกคนถูกระดมให้มาช่วยกันสานภารกิจนี้ รวมถึงน้องใหม่อย่าง พรกวินทร์ ที่เดิมทีทางบริษัทรับมาให้ผลิตหนังสือแนวสอนภาษา แต่ครั้งนี้ต้องมาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของ พิมพ์อนงค์ ริมสินธุ บรรณาธิการบริหาร คอยทำงานจิปาถะ

แต่ปัญหาคือ ทุกคนในกองบรรณาธิการรวมถึงตัวสุมาลี ไม่เคยรับผิดชอบงานใหญ่แบบนี้มาก่อน จึงมีการเสนอให้ฉีกต้นฉบับออกเป็นส่วน แล้วกระจายให้นักแปลแต่ละคนช่วยกันแปลเพื่อความรวดเร็ว

“พวกเราไม่เคยอีดิตหนังสือเล่มใหญ่แบบนี้มาก่อน ทุกคนใหม่มาก ถึงมีข้อเสนอเรื่องฉีกต้นฉบับขึ้นมา แต่ความจริงแล้วไม่ควรทำอย่างยิ่ง ยกเว้นคนแปลจะเป็นพี่น้องหรือสามีภรรยาที่ทำงานร่วมกันอยู่แล้ว อาจจะฉีกแปลได้ แต่ตอนนั้นเราคิดแค่ว่า ต้องทำให้เสร็จ” พรกวินทร์อธิบาย

“ตอนนั้นดิฉันก็เลยบอกทางสำนักพิมพ์ว่า อย่าเลย ไม่อย่างนั้นจะหนักบรรณาธิการมาก เพราะต้องตรวจ 3 – 4 สำนวน แล้วการแปลชื่ออะไรต่าง ๆ คำศัพท์จะไม่เหมือนกัน ด้วยความดื้อมาก เพราะฉะนั้น ดิฉันขอแปลเองก่อน” สุมาลีช่วยขยายภาพ

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

การทำงานแปลนั้นจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ คือ สุมาลีแปลต้นฉบับจากที่อังกฤษ แล้วส่งไปรษณีย์มายังสำนักพิมพ์ที่เมืองไทย จากนั้นต้นฉบับก็จะถูกส่งต่อไปให้ งามพรรณ เวชชาชีวะ นักเขียนและนักแปลวรรณกรรมเยาวชน ซึ่งสุวดีขอแรงให้มาช่วยเป็นบรรณาธิการต้นฉบับ ก่อนมาจบที่ พิมพ์อนงค์ กับกองบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ ที่จะต้องตรวจสอบทุกอย่างให้ถูกต้อง เพื่อตีพิมพ์ออกมาเป็นรูปเล่มและวางจำหน่ายต่อไป

ในส่วนการแปลนั้น ต้องถือว่าพลิกการทำงานของสุมาลีโดยสิ้นเชิง เพราะแต่เดิมเธอจะใช้เวลาแปลต้นฉบับเล่มหนึ่งราว ๆ ครึ่งปี จากนั้นถึงค่อยส่งให้สำนักพิมพ์ตรวจสอบรวดเดียว แต่คราวนี้ สุวดีบอกให้สุมาลี ทำตารางการทำงานให้ชัดเจน พร้อมประสานงานกับพิมพ์อนงค์ว่าจะส่งกี่บท ภายในระยะเวลาเท่าใด ซึ่งสุวดีให้อิสระสุมาลีกำหนดตารางเอง แต่ก็ต้องทำให้ได้ตามแผนที่วางไว้ด้วย

“สมัยนั้น การใช้อินเทอร์เน็ตก็ยังไม่คล่อง การใช้ดิกชันนารีออนไลน์ก็มีน้อย เพราะฉะนั้นดิฉันก็ต้องซื้อดิกชันนารีเล่มโต ๆ อย่าง Collins English Dictionary Complete and Unabridged มาใช้ เพราะ Cambridge Advanced Learner’s Dictionary แบบที่ใช้ตอนเรียนมหาวิทยาลัยนั้นไม่พอ โดยวิธีการแปล ดิฉันจะอ่าน 3 เที่ยว เที่ยวแรกอ่านเอาเรื่องก่อน เที่ยวที่สองอ่านเอาความ และเที่ยวที่สามถึงจะแปล โดยระหว่างนั้นเราก็จดศัพท์ที่ไม่เข้าใจ หรือไม่มั่นใจเป็นลิสต์ไว้เยอะมาก อย่างคาถาแต่ละคาถาที่จะใช้ ชื่อสัตว์ต่าง ๆ เราแปลว่าอะไร ออกเสียงยังไง เพื่อความสม่ำเสมอ เวลาจะใช้คอยเปิดดูว่า เราแปลไว้แบบนี้”

แต่ถ้าศัพท์บางคำ ไม่แน่ใจหรือค้นไม่เจอก็ต้องถามเพื่อนฝูงที่รู้จัก ซึ่งบางครั้งก็มีพลาดบ้าง 

“พวกชื่ออาหาร หลายอย่างเราก็ไม่รู้จักเลย เช่น Treacle Tart ก็ต้องไปหาดู มันคืออะไร ทาร์ตน้ำตาลข้น หรือไอศกรีม ไอศกรีม ที่แบบโอ้โห มันเยอะแยะ เรียกว่า ไอศกรีม Knickerbocker Glory เกิดมาไม่เคยเห็นเลย เพราะมันเป็นอังกฤษมาก ๆ สามีเป็นคนอเมริกันเขาก็ไม่รู้จัก เราถามไม่ได้”

ด้วยเวลาที่จำกัดมาก ทำให้สุมาลีต้องทุ่มเทเวลาเกือบทั้งวันทั้งคืน เพื่อเร่งทำงานให้เสร็จทันตามกำหนด โดยใช้เวลาทำงานเฉลี่ยเล่มละ 2 เดือนครึ่ง รวมแล้วเกือบครึ่งปีกระทั่ง จนกระทั่งถึงเล่ม 3 แฮรี่ พอตเตอร์กับนักโทษแห่งอัซคาบัน นักแปลหญิงก็ตัดสินใจยกธงขาว

“ตอนนั้นดิฉันยังสอนหนังสืออยู่ที่ Durham University ด้วย ก็ต้องแบ่งเวลาให้ได้ พอแปลส่งเราก็ส่งต้นฉบับกระดาษให้พิมพ์อนงค์ไปตรวจ จำได้ว่ามีปัญหามากเพราะเครื่องพิมพ์เสีย จะเป็นโรคประสาท พอแปลเล่มที่ 2 เสร็จก็บอก คุณเล็ก สุวดี ไม่ไหวแล้ว ขอพักก่อน เครียดมาก สามีอาจจะหย่าได้ เพราะไม่ไปไหนเลย ทำแต่งาน กับข้าวกับปลาบอกให้หาเอง คุณเล็กก็บอกว่า ไม่ได้นะ เพราะซื้อลิขสิทธิ์มา 3 เล่มแล้ว ไม่สามารถให้พัก 1 ปีได้หรอก ดิฉันเลยบอกว่าขอให้เปลี่ยนคนแปล ซึ่งเล่ม 3 เป็นเล่มที่ดิฉันชอบที่สุดด้วย แต่เราทำไม่ไหวแล้ว”

ในเล่มที่ 3 ทางนานมีบุ๊คส์ จึงมอบหมายให้ วลีพร หวังซื่อกุล นักแปลวรรณกรรมฝีมือดีอีกคนมารับผิดชอบแทน ซึ่งสุมาลีบอกว่า วลีพรแปลได้เก่งมาก อ่านแล้วถูกใจสุด ๆ เพราะรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเรื่องคำศัพท์ที่เกี่ยวกับคาถานั้นใช้ไม่พลาดเลย 

“มีคำว่า Spell ที่เป็นคาถา มีคำว่า Curse ที่แปลว่าคำสาปแช่ง มีคำว่า Jinx และคำว่า Charm ซึ่ง วลีพรไม่เคยแปลสับเลย สุมาลียังแปลสับไปสับมา เพราะตอนแรกเราไม่สนใจ ก็แปลตามเนื้อหา แต่วลีพรใช้คำศัพท์ถูกว่า Charm คือคาถาในแง่ดี Spell คือคาถาธรรมดา Jinx คือคาถาที่แกล้งคน แล้ว Curse นี่คือคำสาป น้องเขาไม่เคยแปลพลาด แปลเก่งมาก” สุมาลีย้ำคำเดิม

แม้กระบวนการแปลจะเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับการจัดการต้นฉบับยังถือว่าเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ความท้าทายคือ ยุคนั้นยังไม่มี Google การค้นคว้าใด ๆ จึงทำได้ลำบากมาก โดยเฉพาะพวกชื่อเฉพาะก็ต้องอาศัยความเชื่อใจจากนักแปลเป็นหลัก 

“ตอนนั้นเรายังอยู่ในตึกเล็ก ๆ โต๊ะพี่พิมพ์กับโต๊ะพรอยู่ตรงข้ามกันเลย ขยับไปไหนไม่ได้เลย พี่พิมพ์ก็จะบอกว่า คำนี้ว่าไงดี พี่ว่ามันแปลก ๆ นะ ก็จะคุยกัน แต่เราก็จะช่วยอะไรพี่พิมพ์ไม่ค่อยได้มาก แต่ถึงอย่างนั้นก็มีหลักในการทำงานเหมือนกันคือ ต้องคิดถึงนักเขียนก่อนเป็นลำดับแรก เพราะความจริงแล้ว นักแปลจะต้องแปลออกมาเป็นภาษาของนักเขียน ไม่ใช่ภาษาของนักแปล หน้าที่ของ บ.ก. คือทำยังไงก็ได้ให้ภาษาของนักแปลกับภาษาของนักเขียนมารวมกัน จนเป็นภาษาที่นักอ่านโอเค” พรกวินทร์กล่าว  

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

อดีตบรรณาธิการย้ำว่า เวลานั้นเป็นเสมือนการลองผิดลองถูก เพราะทุกคนล้วนมือใหม่มาก แต่อย่างน้อยก็พยายามเรียนรู้เต็มที่ เพื่อให้หนังสือออกมาดีที่สุด

อย่างภารกิจหนึ่งที่เธอได้รับมอบหมายจากพิมพ์อนงค์ คือ การพิสูจน์อักษร

“ในกองฯ ตอนนั้นไม่มีพิสูจน์อักษร บ.ก. ต้องทำเองทุกอย่าง พอพี่พิมพ์อีดิตเสร็จ ก็อยากให้เราช่วยดูคำผิดให้ จำได้ว่ารับงานมาตอน 10 โมงเช้า ก็นั่งอ่านถึง 4 ทุ่ม เสร็จเลยทั้งหมด ซึ่งต้องบอกว่า ถ้าทำเล่มขนาดนี้ต้องมีอย่างน้อยเดือนหนึ่ง เนื่องจากตัวอักษรเยอะมาก แต่ตอนนั้นเราไม่มีประสบการณ์ และมันสนุกมาก แบบแสงออกตา พออ่านแล้วหยุดอ่านไม่ได้ ต้องอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ เพราะฉะนั้นถ้าไปดู แฮร์รี่ พอตเตอร์ เล่มที่ 1 ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 จะพบว่ามีคำผิดเยอะมาก อย่างคำว่า พากย์ ตอนนั้นเราเขียนว่า พากษ์ ซึ่งก็มีผู้อ่านท้วงติงเข้ามา” พรกวินทร์กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

อีกเรื่องหนึ่งที่กองบรรณาธิการต้องรับผิดชอบคือ ภาพปก ซึ่งเดิมทีนานมีบุ๊คส์ตั้งใจจะวาดเอง แต่เนื่องจากทางเจ้าของลิขสิทธิ์ไม่อนุญาต นานมีบุ๊คส์จึงเลือกใช้ฉบับภาพปกของฉบับสหรัฐอเมริกา เพราะสวยกว่าฉบับของอังกฤษ ซึ่งเป็นต้นฉบับที่ใช้แปล

“Bloomsbury เป็นสำนักพิมพ์ที่ไม่มีชื่อเสียงเลย คือตอนแรกตัวแทนของ J. K. Rowling เอาเสนอขายให้ Scholastic แต่ที่นั่นบอกว่า Too Wordy, Too Literacy To be children Literature เขาบอกว่าคำมากเกินไป ตัวหนังสือมากเกินไป อย่างนี้เขาไม่รับ ก็เลยไปเสนอที่ Bloomsbury แทน ซึ่งที่นี่รับ เพราะลูกสาวของ บ.ก.อ่านแล้วติดใจ แต่ปัญหาคือเขาทุนไม่เยอะ หน้าปกก็เลยไม่สวย ตอนหลัง Scholastic ของสหรัฐอเมริกาถึงค่อยมาซื้อลิขสิทธิ์ไปพิมพ์ แล้วก็ทุ่มทุนทำปกอย่างดี ให้นักวาดมีชื่อเป็นคนทำปก เราถึงเลือกใช้ปกของสหรัฐอเมริกาแทนของอังกฤษ” สุมาลีช่วยอธิบาย

เมื่อกระบวนการจัดทำต้นฉบับเสร็จสิ้นเรียบร้อย และพร้อมจำหน่ายเล่มแรกในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2543 คราวนี้ก็มาถึงโจทย์ที่ยากสุด คือ การทำอย่างไรให้หนังสือชุดนี้ไปสู่วงกว้างที่สุด

ในเวลานั้นทุกคนในแวดวงหนังสือต่างเชื่อว่า นานมีบุ๊คส์จะต้องขาดทุนอย่างแน่นอน เพราะวรรณกรรมเยาวชนเป็นหนังสือประเภทที่ขายได้น้อยมากในบ้านเรา

แต่สุวดีก็ยึดหลักที่ว่า หากตั้งใจจะทำอะไรแล้วก็ต้องทำให้ถึงที่สุด 

“แม่เป็นคนที่มุ่งมั่นมาก แล้วก็เรียนรู้ตลอดเวลา เมื่อตั้งเป้าหมาย ก็จะทำทุกอย่างให้สำเร็จ ตอนนั้นก็ปรึกษาทุกคนในวงการ คือทุกคนจะทราบว่า คุณสุวดีเป็นคนชอบถามมาก บางครั้งคู่แข่งก็ยังถามเลย ซึ่งหลายคนก็จะให้คำแนะนำ แต่จุดอ่อนที่เราพบคือ คนไม่ชินกับวรรณกรรมที่ไม่มีรูป และอย่างที่สองคือ คนไม่ชินกับเรื่องพ่อมดแม่มด จำได้เลยว่ามีโรงเรียนบางแห่งไม่อนุญาตให้ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เข้าโรงเรียน เพราะเป็นตัวแทนของซาตาน เราก็ต้องมาคิดว่าจะทำอย่างไร” คิมฉายภาพ

ภายใต้โจทย์ที่แสนยาก สุวดีพร้อมที่จะฉีกทุกข้อจำกัด ไอเดียที่เธอนำมาใช้ คือ นำบทที่ 1 ของหนังสือมาทำฉบับทดลองอ่าน แจกจ่ายตามโรงเรียนต่าง ๆ รวมทั้งยังลงทุนเชิญร้านค้าต่าง ๆ มาร่วมประชุม เพื่อแนะนำหนังสือชุดนี้ ตลอดจนทำจดหมายข่าวประชาสัมพันธ์ ส่งไปยังสถานีโทรทัศน์ สถานีวิทยุ หนังสือพิมพ์ และนิตยสารต่าง ๆ เพื่อแนะนำให้สื่อมวลชนทราบว่า แฮร์รี่ พอตเตอร์ พิเศษกว่าวรรณกรรมเยาวชนเล่มอื่นอย่างไร

แต่ที่ถือเป็นไฮไลต์ที่สุด คือ การจัดกิจกรรมเปิดตัวหนังสือ โดยครั้งนั้น สุวดีไปติดต่อขอใช้พื้นที่ของรถไฟฟ้า BTS สถานีพญาไท เพื่อสร้างบรรยากาศคล้ายกับชานชาลาที่ 9 ¾ ที่สถานีรถไฟคิงส์ครอส ซึ่งเป็นสถานีที่แฮร์รี่ พอตเตอร์ ขึ้นเพื่อไปโรงเรียน พร้อมทั้งเชิญ กัญจนา ศิลปอาชา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มาเขียนคำนิยมและร่วมอ่านหนังสือให้เด็ก ๆ ฟังในงานเปิดตัว

นอกจากนี้ภายในงานยังมีซุ้มกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ เกมตามหาลูกบอลวิเศษสีทองมีปีก หรือกิจกรรมตามหาศิลาอาถรรพ์ โดยนำกุญแจมาแขวนระโยงระยาง แล้วเด็ก ๆ หาลูกกุญแจที่ไขเซฟเก่าแก่ให้ได้ รวมถึงมอบไม้กายสิทธิ์ ไม้กวาด และตุ๊กตานกฮูก แก่ผู้ที่มาร่วมงานด้วย

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์
22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

“ตอนนั้นเป็นช่วงปิดเทอมพอดี พวกเราทีมงานก็เลยใส่ชุดพ่อมดแม่มด นั่งรถไฟไปมา แจกหนังสือทดลองอ่าน อีกอย่างหนึ่งเราคิดว่าหนังสือเล่มนี้สำคัญมาก เพราะทำให้เด็กรักการอ่าน บวกกับเคยเห็นตัวอย่างจากเมืองนอกที่คนดังอ่านหนังสือให้เด็กฟังในที่สาธารณะ เราจึงติดต่อ คุณหนูนา กัญจนา ให้มาช่วยอ่านหนังสือให้เด็กฟัง ซึ่งคุณหนูนาก็โอเค เป็นงานที่สนุกมาก และยังถือเป็นการเริ่มสร้างประเพณีว่า ทุกครั้งที่ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ออกเล่มใหม่ ก็จะมีงานเปิดตัวครั้งใหญ่ด้วย” คิมเล่าให้ฟังต่อ

ด้วยกลยุทธ์การผลักดันหนังสือไปสู่วงกว้างของสุวดีและทีมงาน บวกกับเนื้อหาที่เปี่ยมไปด้วยความสนุกสนานและจินตนาการ ทำให้กระแสของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ แพร่กระจายในสังคมไทยอย่างรวดเร็ว 

หนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 จำนวน 10,000 เล่ม จำหน่ายหมดภายในระยะเวลาไม่กี่วัน และต้องพิมพ์ซ้ำแทบจะทันที เนื่องจากพ่อแม่ผู้ปกครองหลายคนต่างเลือกซื้อหนังสือเล่มนี้เป็นของขวัญให้บุตรหลาน เช่นเดียวกับเด็กไทยมากมายที่ใช้ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นตัวตั้งต้นให้เริ่มอ่านหนังสือ ยืนยันได้จากจดหมายจำนวนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามายังกองบรรณาธิการ บางคนถึงขั้นลงท้ายนามสกุลตัวเองว่า พอตเตอร์ เลยด้วยซ้ำ 

แต่ที่สำคัญสุดคือ เด็กบางคนที่เลิกอ่านวรรณกรรมไปแล้ว แต่เมื่อได้สัมผัสกับพ่อมดน้อยและเพื่อน ก็หันกลับมาอ่านหนังสือแนวนี้อีกครั้ง หนึ่งในนั้นก็คือลูกสาวคนโตของสุวดีนั่นเอง

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์
22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

“ตอนนั้นอยู่ชั้นมัธยม แล้วก็เลิกอ่านหนังสือพวกนี้ไปแล้ว อ่านแต่การ์ตูน แต่แม่ก็ส่งต้นฉบับที่อาจารย์สุมาลีแปลมาให้อ่าน เป็นร่างแรกเลย ตอนแรกก็ไม่ได้อินขนาดนั้น แต่พออ่านไปเรื่อย ๆ ก็หยุดไม่ได้ จำได้ว่าตอนนั้นต้องไปหาหมอ แล้วจากบ้านไปขึ้นรถ ไปที่โรงพยาบาล นั่งรอหมอ จนกลับบ้าน ก็อ่านต่อรวดเดียวเลยจนจบ พอจบเล่มที่ 1 ขออ่านเล่มที่ 2 ต่อทันที แต่อาจารย์สุมาลียังแปลไม่เสร็จ พอเปิดเทอมก็เลยก็เลยไปขอยืมฉบับภาษาอังกฤษที่ห้องสมุดมาอ่านต่อ แล้วนั่นเองทำให้หันกลับมาอ่านวรรณกรรมอีกครั้ง ซึ่งไม่ใช่แค่ แฮร์รี่ พอตเตอร์ แต่ยังรวมไปถึงเล่มอื่น ๆ ด้วย เช่น มังกรหยก ก็เลยไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมันถึงมีอิทธิพลต่อเด็กทั่วโลก เพราะแม้แต่ตัวเราก็ยังสัมผัสถึงพลังนั้นได้เลย”

หลังจากวางแผงเล่มแรกได้ 2 เดือน นานมีบุ๊คส์ก็ส่ง แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับห้องแห่งความลับ ถึงเหล่ามักเกิ้ล หรือคนธรรมดาตัวน้อยที่เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ พร้อมจัดงาน ‘รวมพลังสร้างนักอ่านเยาวชนไทย’ ด้วยการชักชวนครูมาร่วมสัมมนา เพื่อแนะนำหนังสือต่อให้เด็ก ๆ อีกทอดหนึ่ง

และในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกันก็มาถึงคิวของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับนักโทษแห่งอัซคาบัน ซึ่งรอบนี้ นานมีบุ๊คส์ไปเปิดตัวที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย เพราะเป็นโรงเรียนประจำเช่นเดียวกับโรงเรียนฮอกวอตส์ โดยมีการจัดกิจกรรมที่น่าสนใจอย่างเช่น ซุ้มหมอดู ซุ้มเสกคาถาร่ายมนตร์ เพื่อให้สอดคล้องกับเนื้อหาในหนังสือ โดยนี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงานได้สัมผัสถึงกระแสคลั่งไคล้ของเด็กไทยที่มีต่อวรรณกรรมชุดนี้จริงจัง เนื่องจากมีเด็กมาร่วมงานมากถึง 2,000 คน

ปฏิบัติการพาพ่อมดน้อย ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ หนังสือจากเกาะอังกฤษถึงเมืองไทยของนานมีบุ๊คส์ ที่ปลุกกระแสการอ่านไปทั่วประเทศ
ปฏิบัติการพาพ่อมดน้อย ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ หนังสือจากเกาะอังกฤษถึงเมืองไทยของนานมีบุ๊คส์ ที่ปลุกกระแสการอ่านไปทั่วประเทศ

“ตอนนั้นกลับมาเมืองไทยแล้วมาที่นี่ รู้สึกตื่นเต้นมาก ไม่เคยเจอเด็กเยอะแบบนี้มาก่อน ตอนนั้นคนคลั่งแฟชั่นลายเซ็น มาให้เราเซ็นเยอะมาก จนสุดท้ายผู้บริหารของโรงเรียนวชิราวุธบอกว่าไม่รับงานแบบนี้แล้วนะ” สุมาลีย้อนประสบการณ์

“ต้องเรียกว่าถล่มทลาย คือเตรียมของไปแจกรู้สึกจะเป็นที่คั่นหนังสืออะไรสักอย่าง พอเปิดบูทมา หลังติดผนังเลย เพราะเด็กดันเข้ามาจนไปไหนไม่ได้ ต้องนั่งแบบนี้ทั้งวัน คือเราเข้าใจเลยว่าทำไมถึงบอกว่าไม่รับอีก เพราะคงกะไม่ถูกว่าเด็กจะมากันขนาดนี้ และก็ยังมีผู้ปกครองที่พาลูก ๆ มาขอลายเซ็นอาจารย์ด้วย” พรกวินทร์ช่วยเสริมเหตุการณ์

แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่ากระแสคลั่งไคล้ในตัว แฮร์รี่ พอตเตอร์ จนส่งให้หนังสือติดอันดับขายดีนานนับปี หลายคนยังมองว่า วรรณกรรมชุดนี้จะเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ช่วยพัฒนารากฐานการอ่านให้สังคมไทย 

สุวดีจึงใช้โอกาสนี้สานฝันที่ตั้งใจไว้มานาน ตั้งแต่จัดอบรมครูและผู้ปกครอง เพื่อส่งเสริมการอ่านหนังสือให้เด็กฟัง เริ่มต้นโครงการ Nanmeebooks Reading Club ด้วยการผลักดันให้นักเรียนอ่านหนังสือให้ถึงเป้าที่ตั้งไว้ และถ้าครบก็จะได้เกียรติบัตรสุดยอดนักอ่าน จัดประกวดต้นฉบับรางวัล ‘แว่นแก้ว’ เพื่อส่งเสริมนักเขียนไทยแนววรรณกรรมเยาวชนให้เติบโตมากยิ่งขึ้น รวมถึงกล้าผลิตผลงานดีที่ฉีกแนวจากตลาด ทั้งผลงานนักเขียนรางวัลโนเบล หรือการ์ตูนความรู้สำหรับเยาวชน

เพราะฉะนั้นคงไม่ผิดหากจะบอกว่า แฮร์รี่ พอตเตอร์ คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้นานมีบุ๊คส์ก้าวกระโดด และทำให้เจตนารมณ์ของสุวดีเมื่อครั้งก่อตั้งสำนักพิมพ์ คือการใช้หนังสือช่วยขับเคลื่อนและพัฒนาสังคมไทยกลายเป็นจริงขึ้นมา

03
คาถามัดใจมักเกิ้ล

เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2544 หลังจากรอคอยมาเกือบปี เด็กไทยก็มีโอกาสได้พบกับพ่อมดน้อยอีกครั้งหนึ่ง ใน แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับถ้วยอัคนี

คราวนี้ดูเหมือน J. K. Rowling จะท้าทายนักอ่านไม่น้อย เพราะเล่มที่ 4 หนาเกือบพันหน้า แต่ทุกคนก็ไม่ถอย เพราะอยากทราบว่า การผจญภัยในเล่มนี้จะสนุกขนาดไหน

เช่นเดียวกับการทำงานของนานมีบุ๊คส์ ก็ยังเข้มข้นไม่ต่างจากเดิม เพราะสุวดีถึงขั้นส่งทีมงานไปเรียนวิชาบรรณาธิการศึกษา ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเลยทีเดียว เพื่อยกระดับการทำงานให้ได้มาตรฐานขึ้น โดยเล่มนี้ สุมาลียังคงไม่หายอิ่มตัวจากการแปล 2 เล่มแรก สุวดีจึงทาบทามงามพรรณ ให้มารับหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวของแฮร์รี่ พอตเตอร์ และเพื่อน ๆ แทน

จุดเด่นของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับถ้วยอัคนี นอกจากพ่อมดน้อยจะต้องเผชิญหน้ากับมังกรไฟอันดุร้ายแล้ว ยังมีการเปลี่ยนชื่อตัวละครบางตัวใหม่ เนื่องจากงามพรรณพบว่า J. K. Rowling ได้มอบหมายให้ Stephen Fry อ่านเพื่อทำหนังสือเสียง และบริษัท Scholastic ผู้จำหน่ายหนังสือชุดนี้ในสหรัฐอเมริกา ยังจัดทำเว็บไซต์ระบุการออกเสียงชื่อตัวละครแต่ละตัวอีกต่างหาก ซึ่งหลายคำไม่ตรงกับที่สุมาลีเลือกใช้ 

อาทิ Hermione เพื่อนสนิทของแฮร์รี่ พอตเตอร์ ในตอนแรกสุมาลี เขียนว่า ‘เฮอร์ไมนี่’ เนื่องจากเพื่อนชาวอังกฤษบอกว่า เป็นชื่อเก่าดาราเก่ายุคสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ความจริงแล้ว ต้องออกเสียงว่า ‘เฮอร์ไมโอนี่’ เพราะเป็นชื่อที่มาจากสาวกรีกในนวนิยายเรื่อง โอดิสซีย์ หรือเจ้าแห่งศาสตร์มืด อย่าง Voldemort เพื่อนชาวอังกฤษอ่านว่า โวลเดอมอร์ต เพราะออกเสียงตัว T ข้างท้าย แต่ในเว็บไซต์ ให้ออกเสียงว่า โวลเดอมอร์ เพราะ J. K. Rowling ต้องการให้ออกเสียงแบบฝรั่งเศส ซึ่งสุมาลีสันนิษฐานว่า อาจเป็นเพราะนักเขียนดังได้รับอิทธิพลจากการเรียนวิชาภาษาฝรั่งเศสในระดับปริญญาตรี

เพราะฉะนั้น กองบรรณาธิการจึงต้องกลับไปนั่งไล่ปรับแก้ ตั้งแต่เล่มที่ 1 – 3 ให้สอดคล้องกับความตั้งใจของผู้ประพันธ์ แม้นักอ่านหลายคนจะรู้สึกขัดใจไปบ้าง เพราะคุ้นชินกับชื่อเหล่านี้แล้วก็ตาม

โดยระหว่างทาง นานมีบุ๊คส์ยังได้จัดพิมพ์หนังสือพิเศษที่ชื่อ สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่ หรือ Fantastic Beasts and Where to Find Them ซึ่ง J. K. Rowling เขียนขึ้นเพื่อมอบให้แก่การกุศล ออกมา โดยได้นักแปลนิยายแฟนตาซีอย่าง พลอย โจนส์ มาร่วมงาน ซึ่งเธอได้เลือกใช้นามปากว่า นิลมังกร เพื่อให้สอดคล้องกับนามปากกา Newt Scamander ของ J. K. Rowling อีกด้วย

สุมาลีวกกลับมาแปล แฮร์รี่ พอตเตอร์ อีกครั้งในเล่มที่ 5 จนกระทั่งถึงเล่มสุดท้าย รวมถึงยังแปลหนังสือพิเศษอีกหลายเล่ม อาทิ ควิดดิชในยุคต่าง ๆ, นิทานของบีเดิลยอดกวี และ แฮร์รี่ พอตเตอร์กับเด็กต้องคำสาป ซึ่งเป็นบทละครเวทีที่ J. K. Rowling สร้างสรรค์ร่วมกับนักเขียนอีกหลายคน

ส่วนพรกวินทร์เองก็เข้ามารับตำแหน่งบรรณาธิการบริหารแทนพิมพ์อนงค์ที่ขอลาออกไป หลังจากทำต้นฉบับเล่มที่ 5 แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับภาคีนกฟีนิกซ์ เสร็จสมบูรณ์

ปฏิบัติการพาพ่อมดน้อย ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ หนังสือจากเกาะอังกฤษถึงเมืองไทยของนานมีบุ๊คส์ ที่ปลุกกระแสการอ่านไปทั่วประเทศ
ปฏิบัติการพาพ่อมดน้อย ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ หนังสือจากเกาะอังกฤษถึงเมืองไทยของนานมีบุ๊คส์ ที่ปลุกกระแสการอ่านไปทั่วประเทศ

“จริง ๆ ทำมาตั้งแต่เล่ม 5 แล้ว เหมือนตกกระไดพลอยโจน คือพี่พิมพ์ยังอยู่ แต่เพราะเล่มนั้นมันหนามาก แล้วเราทำไม่ทันกัน จึงต้องฉีกเล่มเป็น 3 ส่วน ช่วยกันอีดิต แต่พี่พิมพ์ก็ยังดูภาพรวมทั้งหมด และพอหลังจากเล่มนี้ก็มาดูแลแบบเดี่ยวเลย” บรรณาธิการบริหารคนที่ 2 ของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กล่าว

“จำได้ว่าตอนที่แปลเล่มที่ 5 แทบจะร้องไห้ เพราะบางครั้งรู้สึกว่าหมั่นไส้ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เพราะตอนนี้เขาเป็นวัยรุ่น แล้วปั่นป่วนมาก เจ้าคิดเจ้าแค้น ขี้โมโห อ่านแล้วบางทีก็ทนไม่ไหว แต่ว่าการดำเนินเรื่อง J. K. Rowling ดีมาก เขาผูกเรื่องเก่งมาก” สุมาลีช่วยเสริม

สำหรับทั้งคู่แล้ว J. K. Rowling เป็นนักเขียนวรรณกรรมเยาวชนที่เก่งกาจมาก วางโครงเรื่องได้อย่างยอดเยี่ยม และต่อให้แต่ละตอนจะทิ้งปริศนาไว้มากมาย แต่สุดท้ายทุกปมปัญหาจะถูกอธิบายและคลี่คลายจนกระจ่าง ที่สำคัญยังแฝงหลักคิดเรื่องความจริงของชีวิต ทั้งเรื่องครอบครัว เพื่อน ความรัก ความตาย หรือแม้แต่คุณธรรม จริยธรรม ซึ่งเด็กทุกคนปรับใช้กับชีวิตของตัวเองได้

“J. K. Rowling ได้รับอิทธิพลจากคริสต์ศาสนาเยอะ อย่างตอนสุดท้ายเขาก็เขียนให้จบอย่างมีความหวัง เพราะถ้าจบด้วยความหดหู่ ไม่มีความหวังเลย เด็กก็จะบอกว่าอยู่ไปทำไม แต่ถ้าเรามีความหวังว่าอนาคตยังมี เราก็ยังแก้ไขชีวิตของเราได้ ที่สำคัญเขาเน้นเรื่องความเมตตา ความรักมีอำนาจสูงสุด อย่าง แฮร์รี่ พอตเตอร์ จะไม่ยอมให้คนอื่นตายเพื่อเขา เมื่อรู้ว่าถ้าเขาตายแล้ว สงครามจะจบสิ้นสงครามได้ เขาก็พร้อมจะเดินเข้าไปให้โวลเดอมอร์ฆ่า โดยไม่สู้ แต่โวลเดอมอร์ไม่รู้ว่าความรักของแม่ยังครอบคลุมอยู่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่โวลเดอมอร์ฆ่าจึงไม่ใช่แฮร์รี่ พอตเตอร์ แต่เป็นฮอร์ครักซ์ (ส่วนหนึ่งของวิญญาณ) ของเขาเอง ถึงบอกว่า J. K. Rowling ผูกเรื่องเก่งมาก” สุมาลียกตัวอย่าง

“เขาเคลียร์หมดทุกอย่าง ถ้าอ่านแต่ละเล่มจะมีปริศนาที่ตัวละครต่าง ๆ พูดทิ้งท้ายไว้ แต่สุดท้ายเขาเฉลยหมด อธิบายอย่างกระจ่าง เพราะฉะนั้นเราจะไม่รู้สึกว่าง่ายหรือยากไป ที่สำคัญเขาพูดเรื่องเพื่อน ทุกการผจญภัย แฮร์รี่ พอตเตอร์ ไม่เคยสู้คนเดียวเลย แม้ตอนสุดท้ายอาจจะต้องหลุดไปสู้กับโวลเดอมอร์ตามลำพัง แต่ตลอดทางก็จะมีเพื่อนที่ช่วยเขา แม้แต่เพื่อนอย่าง เนวิลล์ ซึ่งภาคแรกจะดูไม่เก่งอะไรเลย แต่ในภาค 7 กลับกลายเป็นผู้นำขึ้นมา ซึ่งไม่ได้ดูผิดปกติ แต่มีเหตุผลที่เขาจะขึ้นมาได้ หรืออย่าง รอน ซึ่งอาจไม่ได้เก่งกาจอะไร แต่เขาก็มีจุดเด่นที่ไม่สามารถหายไปได้” พรกวินทร์ช่วยเสริม

ด้วยเหตุนี้ แม้ตลอดหลายปี การทำงาน แฮร์รี่ พอตเตอร์ จะดูเร่งรีบเพื่อให้ทันต่อความต้องการของแฟนหนังสือ แต่สำหรับทีมงานแล้วต่างมีความสุขไปกับเรื่องราวอันแสนโลดโผนของตัวละคร

นอกจากกระบวนการจัดทำต้นฉบับที่ท้าทายแล้ว ในส่วนของการประชาสัมพันธ์หนังสือเองก็มีสีสันไม่แพ้กัน เพราะนานมีบุ๊คส์เองก็ได้สร้างปรากฏการณ์ที่ทำให้แฟนคลับไม่มีทางลืมเลือนเต็มไปหมด อย่างช่วงวางแผงเล่มที่ 5 ทีมงานสังเกตเห็นว่า หลายประเทศจัดงานเปิดตัวหนังสือตอนเที่ยงคืน นานมีบุ๊คส์จึงอยากทดลองทำบ้าง ปรากฏว่ามีเด็ก ๆ มาปักหลักรออยู่ที่อาคารในซอยสุขุมวิท 31 เป็นจำนวนมาก ด้วยความหวังจะเป็นเจ้าของหนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เล่มใหม่คนแรก ๆ ของประเทศไทย 

“ตอนนั้นเรานึกว่าเที่ยงคืนแล้วทุกคนจะรีบกลับบ้าน แต่กลายเป็นวันไม่มีใครกลับเลย เพราะทุกคนมาต่อแถวขอลายเซ็นอาจารย์สุมาลี จำได้ว่าเป็นบรรยากาศที่สนุกมาก แล้วอีกเรื่องหนึ่งที่พี่ ๆ ทีมงานเขาซีเรียสกันมากคือ กลัวร้านหนังสือจะเปิดกล่องก่อนเที่ยงคืน เพราะเคยมีเคสที่ลูกค้าบอกว่า ทำไมจังหวัดนี้ได้หนังสือก่อน ตอนนั้นเราก็เลยให้พี่พรช่วยเขียนกำกับอีกรอบว่า หากเปิดกล่องก่อน คุณจะถูกคำสาปจากลอร์ดโวลเดอมอร์ ซึ่งตอนนั้นหลายคนก็กลัว โดยเฉพาะพนักงานที่คลัง คือเขาไม่อยากถูกสาป ทั้งที่เป็นคนแพ็กหนังสือ” คิมกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่นานมีบุ๊คส์หยิบขึ้นมาใช้อยู่บ่อยครั้ง คือ ของแถมที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร อาทิ แหวนมหัศจรรย์ช่วยการอ่าน ในเล่มที่ 5 แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับภาคีนกฟีนิกซ์ ซึ่งคิมเจ้าของไอเดียได้แรงบันดาลจากเทศการหนังสือที่เกาหลีใต้ หรือหรือน้ำยานำโชค ในเล่มที่ 6 แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับเจ้าชายเลือดผสม ซึ่งแผนกวิทยาศาสตร์ของนานมีบุ๊คส์ ก็หาวิธีการผลิตน้ำยาที่ผสมน้ำแล้วเปลี่ยนเป็นสีทองได้ ซึ่งสุดท้ายแล้วทีมงานก็ผลิตออกมาได้สำเร็จจริงๆ

ที่สำคัญ นานมีบุ๊คส์ยังจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านเต็มไปหมด ทั้งจัดชักชวนให้โรงเรียนต่าง ๆ อ่านหนังสือผ่านเสียงตามสาย จัดประกวดซุ้มหนังสือดีเด่น รวมถึงชักชวนแฟนคลับมาร่วมทำกิจกรรม อย่างในงานเปิดตัวเล่มที่ 7 แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับเครื่องรางยมทูต เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2550 คิมได้ชักชวนหนึ่งในแฟนตัวยง มาช่วยแต่งเพลงประกอบงาน หรือแม้แต่ร้านหนังสือหลายแห่งก็สรรหากิจกรรมพิเศษ เพื่อสร้างสังคมของผู้อ่านรุ่นเยาว์ให้มากขึ้น

“ในหาดใหญ่มีร้านหนังสือแห่งหนึ่งชื่อ เพลินอักษร เจ้าของคือ คุณไพรัช ทองเจือ ตอนนั้นเขามาประชุมกับแม่แล้วก็เล่าให้ฟังว่า เขาเอาของสะสมที่มีอย่างตุ๊กตารัสเซียหรือของชิ้นเล็ก ๆ น้อย ๆ มาจัดปาร์ตี้ที่ร้านในวันเปิดตัวหนังสือ แล้วก็แจกของพวกนี้แก่เด็ก ๆ ที่มาร่วมงาน สนุกมากเลย” CEO ของนานมีบุ๊คส์ขยายความ

ด้วยกระบวนการทั้งหมดนี้ ทำให้ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นมากกว่าแค่หนังสือ 7 เล่ม แต่ยังมีเวทมนตร์ในการสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิต นักแปล นักอ่าน และร้านค้า เข้าไว้ด้วยกัน แม้เวลาจะผ่านมากว่าสิบปี ก็ยังไม่จางหายไปไหน

ดังเช่นการถือกำเนิดของกลุ่มแฟนคลับต่าง ๆ ทั้ง มักเกิ้ล-วี และ มักเกิ้ลไทย ซึ่งคอยทำหน้าที่รวบรวมข่าวสารเกี่ยวกับแฮร์รี่ พอตเตอร์ ตลอดจนนัดพบปะหมู่แฟนคลับหลากรุ่นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ที่สำคัญ หลายคนยังได้รับแรงบันดาลใจจากวรรณกรรมเรื่องนี้ จนกลายเป็นนักเขียน นักแปล นักวาดภาพประกอบ มีชื่อเสียงไปไกลถึงต่างประเทศ หรือหลายคนก็เข้ามาขอมาสมัครงานที่นานมีบุ๊คส์ เพราะผูกพันกับ แฮร์รี่ พอตเตอร์

“ไม่ใช่แค่กองบรรณาธิการเท่านั้นที่อ่าน แฮร์รี่ พอตเตอร์ จำได้น้องที่อยู่แผนกบัญชี ก็มาสมัครงานเพราะอ่าน แฮร์รี่ พอตเตอร์ เหมือนกัน หรือแม้แต่พวกฝ่ายคลัง เด็กติดรถ เขาก็ยังอ่าน คือมันน่าตื่นตาตื่นใจมากจริง ๆ ที่ได้รู้ว่าพวกเขาเติบโตจากหนังสือชุดนี้” พรกวินทร์กล่าวอย่างภาคภูมิใจ

แน่นอนความสำเร็จทั้งหมดนี้ ไม่ได้เกิดจากใครคนใดคนหนึ่ง แต่มาจากการรวมพลังกันของทุกภาคส่วน ที่ช่วยกันสร้าง ช่วยกันผลักดันจนนำมาสู่ปรากฏการณ์ที่ยากจะหาหนังสือเล่มใดทำได้เหมือน

04
พ่อมดน้อยไม่มีวันตาย

นับเวลาตั้งแต่ J. K. Rowling พา แฮร์รี่ พอตเตอร์ มารู้จักกับนักอ่านทั่วโลก ก็ผ่านมา 25 ปีแล้ว  

แต่สำหรับผู้เกี่ยวข้องทั้งสามคน ยังเชื่อเสมอว่า หนังสือชุดนี้ไม่เคยล้าสมัย และต่อให้จะผ่านไปนานอีกสักเท่าใดก็ยังอ่านสนุกเหมือนเดิม เพราะโครงสร้างหรือฉากแต่ฉากที่นักประพันธ์หญิงวางไว้ล้วนแต่กระตุ้นจินตนาการและชวนให้ติดตาม ไม่ต่างจากวรรณกรรมเรื่องเยี่ยมของโลกอีกมากมาย ทั้ง เชอร์ล็อก โฮมส์, ปีเตอร์ แพน หรือ เดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะริงส์ เลย

เชอร์ล็อก โฮมส์ เขียนมา 200 ปีแล้ว ก็ยังโด่งดังอยู่ แฮร์รี่ พอตเตอร์ น่าจะเหมือนกัน อาจมีการปรับบ้างเล็กน้อย แต่ตัวละครจะยืนต่อไป เพราะหัวใจที่เขาเขียน เป็นหัวใจที่เด็กยังชอบอยู่ตลอดกาล เขาแตะความต้องการของเด็กได้ ทั้งเรื่องความรัก ความมั่นคง ความอบอุ่น แม้แฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นเด็กกำพร้า แต่ก็มีชีวิตที่อบอุ่นมากในโรงเรียน มีเพื่อนที่ดี เรื่องเหล่านี้ไม่ว่ายุคไหน คนก็ยังต้องการสิ่งเหล่านี้อยู่ดี” นักแปลผู้ผูกพันกับ แฮร์รี่ พอตเตอร์ มากว่า 2 ทศวรรษย้ำความเชื่อ

เพราะฉะนั้น โจทย์ในวันนี้ของพวกเขาคือ การทำอย่างไรก็ได้ให้เรื่องราวพ่อมดน้อยยังคงโลดแล่นในใจของนักอ่านรุ่นใหม่ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งในฐานะของผู้ผลิต คิมบอกว่า ช่วงสิบปีกว่าที่ผ่านมา นานมีบุ๊คส์พยายามพัฒนาและปรับปรุงหนังสือชุดนี้ให้ดีขึ้นและน่าสนใจขึ้นเรื่อย ๆ อาทิการผลิต แฮร์รี่ พอตเตอร์ ฉบับภาพประกอบ 4 สี ผลงานการวาดของ Jim Kay หรือการต่อยอดเป็นหนังสือเรียนศัพท์กับแฮร์รี่ พอตเตอร์ โดยสุมาลีได้นำศัพท์หรือสแลงที่น่าสนใจในหนังสือมารวบรวม เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้ไปพร้อมกัน

เมื่อ พ.ศ. 2563 มีการจัดพิมพ์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ฉบับ 20 ปี ซึ่งความพิเศษของหนังสือชุดนี้ คือ การใช้ภาพปกและภาพประกอบฝีมือคนไทยเป็นครั้งแรก ซึ่งผู้วาดอย่าง อาชว์-อรุษ เอ่งฉ้วน หรือ Arch Apolar เป็นแฟนที่ติดตามและเติบโตมาพร้อมกับหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์ และพยายามใส่ความเป็นไทยลงในภาพวาด อาทิ ชานชาลาหมายเลข 9 ¾ ก็เลือกใช้เลขไทยนำเสนอ โดยอาชว์ถือเป็นนักวาดภาพประกอบเพียงคนเดียวที่ J. K. Rowling ชื่นชมผ่านโซเชียลมีเดีย

ปฏิบัติการพาพ่อมดน้อย ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ หนังสือจากเกาะอังกฤษถึงเมืองไทยของนานมีบุ๊คส์ ที่ปลุกกระแสการอ่านไปทั่วประเทศ
ปฏิบัติการพาพ่อมดน้อย ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ หนังสือจากเกาะอังกฤษถึงเมืองไทยของนานมีบุ๊คส์ ที่ปลุกกระแสการอ่านไปทั่วประเทศ

เช่นเดียวกับในส่วนต้นฉบับ นานมีบุ๊คส์ก็ได้มอบหมายให้พรกวินทร์ มาเป็นบรรณาธิการอีกครั้ง ยกเครื่องและปรับปรุงมาตรฐานเนื้อหาให้ดีขึ้น ทั้งเรื่องคำเรียกคาถา สรรพนาม หรือแม้แต่วิธีสะกดให้ถูกต้องตามหลักที่ราชบัณฑิตยสภากำหนดไว้ให้ ยกเว้นบางคำ เช่นชื่อตัวละคร อย่าง แฮร์รี่ พอตเตอร์ หรือ เฮอร์ไมโอนี่ ที่ไม่ได้มีการตัดวรรณยุกต์ออก เพราะถือเป็นสิ่งที่ผู้อ่านคุ้นเคย และอาจสร้างความสับสนได้

แต่ทั้งหมดนี้เทียบไม่ได้เลยกับ ภารกิจอย่างการทำให้เยาวชนที่ไม่เคยอ่าน แฮร์รี่ พอตเตอร์ มาก่อนได้รู้จักกับวรรณกรรมชุดนี้ เพราะสำหรับคิมแล้ว นี่ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญมากที่ปลูกฝังวัฒนธรรมการอ่านแก่เด็ก ๆ ซึ่งผู้ปกครองและครูควรเข้ามามีบทบาทตรงนี้มากขึ้น

“ทุกวันนี้กระแสโลก คนอ่านหนังสือน้อยลง อาจเพราะมีเครื่องมือการเลี้ยงลูกที่หลากหลายขึ้น แต่ขณะเดียวก็มีงานวิจัยระบุว่า เด็กที่ไม่ได้อ่านหนังสือเล่มอาจกลายเป็นเด็กที่เป็นสมาธิสั้น หรืออ่านหนังสือไม่แข็งได้ เพราะฉะนั้นหากเราจะแก้ปัญหาสังคมนี้ คือต้องทำให้เด็กอาจหนังสือตั้งแต่เล็กให้ได้ คือย้อนกลับไปเหมือนเมื่อ 20 ปีก่อน 

“แล้วหนังสือเล่มไหนที่จะดีที่สุด ซึ่งสำหรับตัวเองแล้ว หากวันนั้นไม่ได้อ่าน แฮร์รี่ พอตเตอร์ ก็คงเลิกอ่านหนังสือไปแล้ว เราจึงเข้าใจว่า เล่มแรกอาจเปลี่ยนชีวิตได้ สิ่งหนึ่งที่แม่พูดเสมอคือ ไม่ใช่คนไทยไม่รักการอ่านนะ แต่ส่วนมากเขายังหาเล่มแรกที่เป็นเล่มโปรดไม่เจอ แต่ถ้าเขาเจอแล้วก็อยากอ่านต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งเราคิดว่า แฮร์รี่ พอตเตอร์ มีพลังที่ช่วยปลุกไฟนี้ขึ้นมาได้”

ไม่มีใครรู้ว่า ในอนาคต เมืองไทยจะมีหนังสือที่สร้างปรากฏการณ์ระดับเดียวกับ แฮร์รี่ พอตเตอร์ อีกหรือไม่ แต่นั่นคงไม่สำคัญเท่ากับการที่เด็กไทยได้พบเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจ และกระตุ้นให้เขาอยากที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่อยู่รอบตัวต่อไป

และทั้งหมดนี้ คือเรื่องราวของพ่อมดน้อยกับผองเพื่อน ที่ครั้งหนึ่งที่เคยร่ายเวทมนตร์มหัศจรรย์ให้กับสังคมการอ่านของเมืองไทย และเป็นความประทับใจที่จะฝังแน่นในใจของใครหลายคนตลอดไป

ขอบคุณภาพประกอบเพิ่มเติมจาก สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load