The Cloud x การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

‘ชีวาศรม อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ รีสอร์ท’ เป็นรีสอร์ตเพื่อสุขภาพแห่งแรกของประเทศไทยและต้นแบบของเอเชีย ตั้งอยู่ริมชายหาดหัวหินบนพื้นที่ 17 ไร่ มีเป้าประสงค์เพื่อปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตของผู้เข้าพักให้มีสุขภาพดีอย่างสมดุล ทั้งร่างกาย (Body) จิตใจ (Mind) และจิตวิญญาณ (Spirit) ผ่านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม 6 ประการ ได้แก่ โภชนาการ การออกกำลังกาย กายภาพบำบัด สปา แพทย์ทางเลือก และความงาม

นอกจากเป็นหนึ่งด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ชีวาศรมยังคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ

ก้าวช้าๆ แต่มั่นคงของชีวาศรม รีสอร์ตสุขภาพที่พ้นวิกฤตโควิดและตั้งเป้าเปิดสาขาทั่วโลก

ที่นี่ไม่เคยปล่อยน้ำเสียลงสู่ทะเลแม้แต่หยดเดียว เพราะมีระบบบำบัดน้ำเสียและใช้น้ำจำนวนเดิมถึง 2 ครั้ง

ที่นี่มีฟาร์มออร์แกนิกที่ได้มาตรฐานสากล ส่งผลผลิตทั้งผัก ผลไม้ ดอกไม้ กลับมาใช้ในรีสอร์ต

ที่นี่มีการคัดแยกขยะเพื่อนำไปรีไซเคิล

ที่นี่มีการผลิตน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์

ที่นี่มีการออกแบบอาคารโดยคำนึงถึงการประหยัดพลังงาน

ที่นี่มี ‘ชมรมพิทักษ์หัวหิน’ เพื่อทำกิจกรรมสิ่งแวดล้อม โดยมีภาครัฐและภาคเอกชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วม 

และที่นี่สร้าง ‘ปอด’ สีเขียวบนป่าชายเลนผืนสุดท้ายของหัวหิน

คงไม่ใช่เรื่องใหม่หากคุณได้ยินสิ่งเหล่านี้ใน ค.ศ. 2021 แต่ชีวาศรมคิด-ทำสิ่งเหล่านี้เมื่อราว 20 กว่าปีก่อน

ด้วยความตั้งใจของ คุณบุญชู โรจนเสถียร ผู้เชื่อว่าสุขภาพที่ดีต้องควบคู่กับสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์และชุมชนที่แข็งแรง ชีวาศรมจึงดำเนินธุรกิจอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์ทรัพยากรและพัฒนาเติบโตอย่างยั่งยืน

เจตนารมณ์ของพ่อถูกส่งต่อให้ กฤป โรจนเสถียร ลูกชายและทายาทรุ่นสองที่เข้ามาสานต่อรีสอร์ตเพื่อสุขภาพของครอบครัว ด้วยตำแหน่งประธานและประธานบริหารแห่งชีวาศรม อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ รีสอร์ท

ก้าวช้าๆ แต่มั่นคงของชีวาศรม รีสอร์ตสุขภาพที่พ้นวิกฤตโควิดและตั้งเป้าเปิดสาขาทั่วโลก

น่าสนใจว่า อดีตผู้บริหารธนาคารบริหารรีสอร์ตระดับโลกอย่างไร ธุรกิจโรงแรมถึงพัฒนาอย่างยั่งยืนพร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อม แบ่งปันสังคม ชุมชน และผู้คนได้อย่างไร ที่สำคัญ ชายที่เติบโตมาพร้อมกับวิถีชีวาศรม พาธุรกิจครอบครัวอายุ 26 ปี รอดพ้นจากวิกฤตโรคระบาดได้อย่างไร และนี่คือเรื่องราวการทำงานตลอด 14 ปีของลูกชายคนนี้

เทรนด์สุขภาพที่มาก่อนกาล

ก่อนจะกลายเป็นชีวาศรม พื้นที่ตรงนี้เคยเป็น ‘บ้านอยู่สบาย’ บ้านพักตากอากาศชายทะเลของครอบครัว ที่คุณบุญชูมักชวนเพื่อนพ้องคนสนิทจากกรุงเทพฯ มาพบปะ พักผ่อน กินอาหาร และออกกำลังกาย เพื่อกลับไปทำงานในเช้าวันจันทร์อย่างสดชื่นทั้งร่างกายและจิตใจ 

ผสานกับแรงบันดาลใจที่คุณบุญชูท่องเที่ยวเดินทางไปยังที่พักของคนรักสุขภาพ ได้เห็นวัฒนธรรมและเทคนิคการดูแลสุขภาพที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนมองเห็นอนาคตว่า สุขภาพที่ดีจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการดำเนินชีวิต และคนจะนิยมเทรนด์สุขภาพมากขึ้น, ว่ากันตามตรงก็เป็นดั่งผู้ก่อตั้งคาดการณ์

“คุณพ่อเล็งเห็นว่าน่าจะมีความต้องการด้านการดูแลรักษาสุขภาพแบบองค์รวมในภูมิภาคเอเชีย แต่ช่วงนั้นคนเอเชียมีความเข้าใจน้อยมาก ส่วนใหญ่ถ้ามีปัญหาสุขภาพก็ไปหาหมอ ทานยา การจะลงลึกถึงต้นตอของปัญหาสุขภาพนั้นๆ เขายังไม่คิดกัน แต่ทางตะวันตกมีความเข้าใจเรื่องนี้อยู่แล้ว เขาไปน้ำพุร้อน ใช้ Hydrotherapy 

“ตอนเริ่มต้นดำเนินธุรกิจชีวาศรมขึ้นมานั้น เงียบมาก คนไทยไม่สนใจเลย เพราะไม่ทราบว่าการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมคืออะไร แต่ในไม่ช้า ชาวตะวันตกเริ่มเข้ามา ซึ่งบรรยากาศมันแตกต่างตรง Thai Touch การส่งมอบบริการแบบยุโรปโดยคนไทย เราบูรณาการบริการพวกนั้นเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของวิถีการดำเนินชีวิต ทำให้ชาวตะวันตกเกิดความประทับใจ แล้วเขาก็กลับมาเรื่อยๆ ด้วยวิธีการบอกกันปากต่อปาก” กฤปเล่าจุดเริ่มต้นของธุรกิจ

ลูกค้าหลักของชีวาศรมเป็นชาวตะวันตกและชาวตะวันออกกลาง คนไทยมีสัดส่วนน้อย และส่วนใหญ่เป็นสมาชิกกันตั้งแต่สมัยที่คุณพ่อตระเวนขายเมมเบอร์ชิปให้คนรู้จักและพรรคพวก ที่ยังมาใช้บริการเป็นประจำ

หากย้อนกลับไปเมื่อ ค.ศ. 2002 เรื่องราวที่กฤปไม่อาจคาดการณ์ก็เกิดขึ้น

“คุณพ่อเชิญผมไปพบส่วนตัว ผมไม่รู้เลยว่าท่านต้องการจะพูดเรื่องอะไร ท่านมีความสุขกับบทบาทที่ท่านเป็นอยู่ แล้วกิจการก็กำลังเป็นไปด้วยดี ผมเป็นผู้บริหารธนาคารกรุงเทพอยู่ขณะนั้น ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงเส้นทางอาชีพ แต่ท่านบอกว่า อยากให้รับช่วงเป็นประธานกรรมการชีวาศรมต่อจากท่านภายในห้าปี

“ท่านอยากให้ลองคิดดู เพราะเรื่องราวของชีวาศรมเป็นการนำเสนอบริการด้านสุขภาพที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งตอนอยู่แบงก์ผมช่วยลูกค้าบริหารความเสี่ยงด้านการเงินของเขา ถ้ามาทำตรงนี้ ผมก็ช่วยลูกค้าบริหารความเสี่ยงด้านสุขภาพ ผมว่าการบริหารความเสี่ยงด้านสุขภาพสำคัญกว่าทรัพย์สินอีกนะ นั่นน่าจะเป็นความท้าทายใหม่ของผม และเป็นไปอย่างที่ท่านคิด พอห้าปีให้หลังท่านก็จากไป ผมก็เลยก้าวขึ้นเป็นประธานกรรมการ” 

ก้าวช้าๆ แต่มั่นคงของชีวาศรม รีสอร์ตสุขภาพที่พ้นวิกฤตโควิดและตั้งเป้าเปิดสาขาทั่วโลก
ก้าวช้าๆ แต่มั่นคงของชีวาศรม รีสอร์ตสุขภาพที่พ้นวิกฤตโควิดและตั้งเป้าเปิดสาขาทั่วโลก

นอกจากทักษะบริหารความเสี่ยง กฤปยังใช้เรื่องที่เรียนรู้จากการทำงานมาบริหารจัดการระบบไฟแนนซ์ภายในด้วย โดยไม่ลืมอีกทักษะสำคัญที่จำเป็นมากในยุคนี้คือ ‘การบริหาร Cash Flow’

เมื่อเราถามถึงเทคนิคการบริหารชีวาศรมที่คุณพ่อส่งต่อให้ลูกชาย กฤปเล่าพร้อมเสียงหัวเราะว่า

“ผมกับคุณพ่อไม่ค่อยสนิทกัน โดยมากมีความเห็นแตกต่างกันอยู่เรื่อย แต่ว่าในช่วงห้าปีสุดท้ายที่ท่านเรียกผมไปพบ ตอนนั้นผมเริ่มเข้าไปหา เข้าไปรับฟัง จริงๆ มันก็เป็นการแลกเปลี่ยนกัน สิ่งที่ท่านให้ผมไม่ใช่เรื่องการสอนด้วยคำพูดนะ แต่เป็นตัวอย่างที่ท่านทำให้เห็นว่าสิ่งที่ถูกต้องมันคืออะไร

“ซึ่งก่อนจะเป็นชีวาศรม มันเป็นบ้านพักตากอากาศ ทุกเย็นเต็มไปด้วยญาติสนิทมิตรสหายของคุณพ่อ มาทีจะต้องมากินให้ดี ต้องเล่นกีฬา ต้องพักผ่อน ผมเลยถามท่านว่า จริงๆ แล้วชีวาศรมเป็นส่วนขยายของบ้านอยู่สบายหรือเปล่า ท่านเงยหน้ามาบอกว่า ใช่ มันอยู่ในอุดมการณ์เดียวกัน ท่านต้องการให้คนมาแชร์ประสบการณ์ดีๆ ด้วยกัน ผมเลยเข้าใจทันที โดยท่านไม่ต้องมาสอน แต่ท่านทำให้ผมเห็นและกลับมาตั้งคำถาม”

เพราะเห็นประจักษ์ด้วยตา ซึบซับด้วยความรู้สึก จนเข้าใจดีเอ็นเอที่ส่งจากรุ่นสู่รุ่นของชีวาศรม

ก้าวช้าๆ แต่มั่นคงของชีวาศรม รีสอร์ตสุขภาพที่พ้นวิกฤตโควิดและตั้งเป้าเปิดสาขาทั่วโลก

รีสอร์ตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ช่วงเวลา 5 ปีก่อนกฤปจะรับช่วงต่อจากคุณพ่อ เขาต้องศึกษาระบบงานจากผู้ชำนาญการแต่ละแผนกในการส่งมอบงาน ว่ามีการบูรณาการบริการด้านสุขภาพอย่างไร มีความคล่องตัวของในการทำงานอย่างไร เขาเชื่อว่าการเรียนรู้ข้อมูลภายในอย่างถ่องแท้ จะทำให้เข้าใจการดำเนินการทั้งหมด ถ้าเกิดปัญหาจะรู้ต้นตอและแก้ไขทันท่วงที

ส่วนรูปแบบการบริหารของกฤปไม่แตกต่างจากรุ่นพ่อมากนัก เจตนารมณ์ยังชัดเจนทั้งด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แต่การส่งมอบข้อมูลภายในจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริการ ขณะเดียวกันชีวาศรมก็เข้าเป็นสมาชิกของ The United Nations Global Compact และยึดมั่นปฏิบัติใน SDGs 17 ข้ออย่างเคร่งครัด

“เรื่องความยั่งยืนชีวาศรมทำมาตั้งแต่ต้น เรามีระบบบำบัดน้ำเสียร้อยเปอร์เซ็นต์ จริงๆ ถ้าน้ำเสียออกจากรีสอร์ต เทศบาลก็เอาไปบำบัดก่อนที่จะวนกลับมาใช้ใหม่ แต่ชีวาศรมไม่ยอมส่งน้ำเสียออกไปสู่ท่อของเทศบาล เมื่อบำบัดแล้ว คุณบุญชูก็เอาไปเลี้ยงปลาในทะเลสาบ รดน้ำต้นไม้ น้ำจำนวนเดียวกันชีวาศรมใช้สองครั้ง แล้วก็มีพลังงานแสงอาทิตย์ ใช้มาราวยี่สิบปีแล้ว เพื่อผลิตน้ำร้อนส่งตามห้อง แล้วก็มีแผงโซลาร์เซลล์ซ่อนไว้ในพื้นที่สามร้อยห้าสิบตารางเมตรด้วย

“ตอนคุณพ่อยังมีชีวิตอยู่ เรานั่งอยู่ริมชายหาดด้วยกันหนึ่งวัน จำได้ว่าเดือนพฤศจิกายน เห็นขยะเต็มไปหมด ขยะนั้นมาจากแม่น้ำแม่กลอง เพราะกระแสน้ำพัดพามา เป็นขยะจากธรรมชาตินะ คนท้องที่เขาคิดว่ามันพัดมาก็ต้องพัดกลับ พอกระแสเปลี่ยนทิศตามฤดูกาลก็พัดขยะกลับไป น้ำก็สะอาด ไม่จำเป็นต้องลงไปทำอะไร แต่ตราบใดก็ตามที่ของพวกนั้นอยู่บนชายหาด เราควรจะมีการดำเนินการบางอย่าง ผมเลยนั่งคิดกับคุณพ่อว่าเราจะทำอย่างไรกันดี 

ชีวาศรม รีสอร์ตสุขภาพแห่งแรกของไทยในมือ กฤป โรจนเสถียร ที่พิสูจน์แล้วว่าเทรนด์สุขภาพคือเรื่องของทุกคน

“ถ้าทำเองทั้งหมดคงไม่ได้ หาดระยะหกกิโลเมตรกว่า ก็เลยจัดตั้งชมรมพิทักษ์หัวหินขึ้นมา มีสมาชิกเป็นกลุ่มที่พัก คอนโดฯ ที่อยู่ตามชายหาด แล้วก็ภาครัฐ อย่างเทศบาลเมืองหัวหิน เพราะผมคิดว่าการจะเดินไปข้างหน้า การมีสุขภาพที่ดีต้องเกิดจากสิ่งแวดล้อมที่ดีก่อน ขณะเดียวกันเราก็เข้ามาอยู่ในหัวหิน มาใช้พื้นที่สร้างความสำเร็จให้ธุรกิจ ฉะนั้น เราคือส่วนหนึ่งของท้องที่ เราเป็น Inclusive Resorts การมีข้อผูกพันกับท้องที่ การร่วมมือ หรือจ้างคนท้องที่เข้ามาทำงานและส่งมอบบริการให้เรา ก็เป็นแบกกราวนด์ของชีวาศรมที่ทำมานานแล้ว” กฤปเล่าวิธีสร้างมิตรภาพอย่างยั่งยืน

ชีวาศรม รีสอร์ตสุขภาพแห่งแรกของไทยในมือ กฤป โรจนเสถียร ที่พิสูจน์แล้วว่าเทรนด์สุขภาพคือเรื่องของทุกคน
ชีวาศรม รีสอร์ตสุขภาพแห่งแรกของไทยในมือ กฤป โรจนเสถียร ที่พิสูจน์แล้วว่าเทรนด์สุขภาพคือเรื่องของทุกคน

และชีวาศรมยังสร้างปอดสีเขียวบนพื้นที่ 18 ไร่ นาม ‘โครงการอนุรักษ์ป่าชายเลนไกรลาศนิเวศ’ พื้นที่ป่าชายเลนผืนสุดท้ายของหัวหิน มีเส้นทางชมธรรมชาติยาว 1 กิโลเมตร เพื่อเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติ พักผ่อนหย่อนใจ และออกกำลังกาย ของชาวหัวหินและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศ ปัจจุบันโครงการปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 5,000 ต้น

ชีวาศรมดำเนินกิจการด้วยการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก และอีกหนึ่งปัญหาที่ภาคการท่องเที่ยวร่วมด้วยช่วยกันสร้าง และต้องร่วมด้วยช่วยกันแก้ นั่นคือปัญหาขยะเศษอาหาร ซึ่งที่นี่ก็มีการจัดการอย่างถูกวิธีเช่นกัน

เริ่มตั้งแต่การคำนวณและวางแผนวัตถุดิบให้เพียงพอกับแขกที่เข้าพัก เช่น สัปดาห์หน้ามีแขกเข้าพักจำนวนเท่าไหร่ ก็จัดสรรวัตถุดิบให้เพียงพอ ไม่น้อยจนขาด ไม่มากจนเหลือ ทั้งยังมีการคัดแยกขยะโดยละเอียด หากมีขยะรีไซเคิล ชีวาศรมจะส่งขยะเหล่านั้นให้โรงเรียนในพื้นที่หัวหิน เพื่อสร้างมูลค่าและเสริมรายได้พิเศษให้กับเด็กๆ 

แน่นอนว่าเลี่ยงการใช้พลาสติกซิงเกิลยูสให้ได้มากที่สุด ส่วนเศษอาหารและเศษขยะจากธรรมชาติ (ใบไม้ กิ่งไม้) จะส่งไปยังสวนออร์แกนิก เพื่อทำปุ๋ยธรรมชาติบำรุงพืชผลให้งดงาม ซึ่งสวนออร์แกนิกทั้ง 2 แห่งของชีวาศรมได้การรับรองมาตรฐานจากสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International Federation of Organic Agriculture Movements-IFOAM) กฤปกระซิบว่า ในประเทศไทยมีองค์กรที่ผ่านมาตรฐาน IFOAM เพียง 2 แห่งเท่านั้น

ชีวาศรม รีสอร์ตสุขภาพแห่งแรกของไทยในมือ กฤป โรจนเสถียร ที่พิสูจน์แล้วว่าเทรนด์สุขภาพคือเรื่องของทุกคน
ชีวาศรม รีสอร์ตสุขภาพแห่งแรกของไทยในมือ กฤป โรจนเสถียร ที่พิสูจน์แล้วว่าเทรนด์สุขภาพคือเรื่องของทุกคน

ผลผลิตสด สะอาด ปลอดภัย ทั้งดอกไม้ ผัก ผลไม้ เครื่องเทศ และสมุนไพรกว่า 80 ชนิดก็ถูกนำกลับมาเสิร์ฟแขกและใช้ประโยชน์ในรีสอร์ต ผู้บริหารว่าแคนตาลูปคือผลไม้ขึ้นชื่อของสวนที่นี่ ยืนยันว่าหวานฉ่ำไม่แพ้ที่ใด และสวนออร์แกนิกในพื้นที่ป่าละอูที่มีพรมแดนใกล้กับพม่า ชีวาศรมก็เลือกคนท้องถิ่นที่เป็นชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ที่รู้จักและคุ้นเคยกับพื้นที่เป็นอย่างดีมาเป็นการ์เดนเนอร์ ขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งเดียวกับชุมชนที่นั่น ด้วยการส่งต่อองค์ความรู้เรื่องฟาร์มออร์แกนิกให้กันและกัน ที่สำคัญ เปิดโอกาสให้ชาวบ้านที่มีแววดีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวาศรมด้วย 

“เราให้โอกาสคนที่มีทักษะหรือมีความสามารถเข้ามาทำงาน ตอนนี้มีอยู่หนึ่งคน กำลังไปได้สวย เพราะเราอยากให้อาชีพ มากกว่าทำ CSR ด้วยการเอาเครื่องนุ่งห่มไปให้ เอาอาหารไปให้ เอายาไปให้ นั่นคือสิ่งที่ใช้แล้วหมดไป เราอยากให้ความรู้ ความสามารถมากกว่า มันยั่งยืนและติดตัวเขาไปตลอด” กฤปบอกความตั้งใจ

ในฐานะที่ชีวาศรมทำเรื่องราวเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอตลอด 26 ปี ผู้บริหารก็มีคำแนะนำสำหรับเพื่อนพ้องผู้ประกอบการขนาดเล็ก-ใหญ่ ที่กำลังวางแผนจัดการขยะเศษอาหารด้วยแนวทาง Zero Food Waste ไว้ดังนี้

ชีวาศรม รีสอร์ตสุขภาพแห่งแรกของไทยในมือ กฤป โรจนเสถียร ที่พิสูจน์แล้วว่าเทรนด์สุขภาพคือเรื่องของทุกคน
ชีวาศรม รีสอร์ตสุขภาพแห่งแรกของไทยในมือ กฤป โรจนเสถียร ที่พิสูจน์แล้วว่าเทรนด์สุขภาพคือเรื่องของทุกคน

“เราเริ่มต้นด้วยการคำนึงถึงคุณค่าของทรัพยาการเป็นหลัก พืช ผลไม้ เนื้อสัตว์ การได้มาของสิ่งเหล่านี้ต้องสูญเสียอะไรหลายอย่างๆ ไป ดิน ปุ๋ยธรรมชาติ แรงงาน ฉะนั้น จงใช้มันให้เกิดประโยชน์สูงสุด และต้องมีการแยกขยะอย่างชัดเจน ที่สำคัญ คนในองค์กรต้องมีชุดความคิดเดียวกัน อาจจะต้องมี Stakeholder ภายในท้องที่ ว่าคุณจะไปมีความสัมพันธ์กับใคร อย่างชีวาศรมมีกับโรงเรียน ก็ต้องดูว่าในท้องที่คุณมีอะไร แล้วเทศบาลของคุณทำงานเรื่องขยะยังไง เขามีระบบหรือขาดงบประมาณด้านไหน การที่เรามีองค์กรพิทักษ์หัวหิน มันช่วยให้เราเข้าถึงผู้ประกอบการอื่นทั้งที่พัก คอนโดฯ ริมหาด ซึ่งต้องทำให้พวกเขาเห็นพ้องต้องกันในการดูแลสิ่งแวดล้อม ผมว่ามันต้องมี Community Spirit ด้วย”

ภารกิจจะสำเร็จ องค์กร บุคลากร ต้องมีชุดความคิดเดียวกัน และได้รับความร่วมมือที่ดีจากภายนอกด้วย

ชีวาศรม รีสอร์ตสุขภาพแห่งแรกของไทยในมือ กฤป โรจนเสถียร ที่พิสูจน์แล้วว่าเทรนด์สุขภาพคือเรื่องของทุกคน

ธุรกิจที่พัฒนาและเติบโตอย่างยั่งยืน

ตลอด 14 ปีของการบริหาร ทายาทรุ่นสองคนนี้ดำเนินธุรกิจด้วย Quadruple Bottom Line

“เราอาจจะเคยได้ยินพวก Triple Bottom Line แต่ชีวาศรมมี Quadruple Bottom Line ประกอบด้วยสี่ชั้นนะ ชั้นแรกคือ Personal Wellness สิ่งที่เราทำอยู่ สอง Environmental Wellness เราเชื่อว่าสิ่งแวดล้อมต้องสมบูรณ์ด้วย สาม Community Engagement อะไรก็ตามที่ชีวาศรมทำ เราจะคิดเสมอว่ามันไปกระทบกับมวลชนอย่างไร กระทบกับสังคมรอบตัวอย่างไร เราพยายามแทนที่ผลกระทบด้วยการเสริมสร้าง และสี่ Business Bottom Line ต้องมีกำไรในธุรกิจ ถ้าไม่มีกำไรมันก็ไปไม่ได้ แล้วเราก็ใช้ Quadruple Bottom Line มากำหนดการวางแผนต่างๆ ในการทำงาน 

“เราพยายามจะนำแนวคิดพวกนี้ออกไปสู่พื้นที่อื่น ไปส่งมอบให้ Stakeholder ของเรา ทั้งลูกค้า พนักงาน ผู้ถือหุ้น และสังคมรอบตัว ฉะนั้น ชีวาศรมจะทำอะไร จะเอาบริการอะไรมาเสนอ ก็จะต้องเป็นเป็นที่พึงพอใจของทุกกลุ่มเสมอ 

“ส่วนการทำธุรกิจเราก็ทำอย่างยั่งยืน หมายความว่า เติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ได้เติบโตด้วยการเขมือบใคร หรือว่าแย่งตลาดใคร เราไม่อยากทำ Zero Sum Game ผมเชื่อว่าถ้าเราจะทำธุรกิจแล้ว ทำไมจะต้องโตแบบไร้สติ โตเพื่อจะโตอย่างเดียว เดี๋ยวปีหน้าต้องทำกำไรมากขึ้นเท่านี้นะ มาร์เก็ตแชร์ต้องเพิ่มขึ้นเท่านั้นนะ แล้วคู่แข่งเราถ้าสู้ไม่ได้ก็ต้องล้มหายตายจาก เหมือนว่าไปกลืนคนอื่นเขา อย่างตอนนี้เราก็รู้ว่า Hypermarket กำลังมีผลกระทบกับพ่อค้าแม่ค้า

“แล้วตอนนี้ผลลัพธ์คืออะไร คนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่งโกยทุกสิ่งทุกอย่างไป ทำให้คนส่วนใหญ่สูญเสียบางอย่าง มันเลยเกิดความเหลื่อมล้ำอย่างทุกวันนี้ การเติบโตอย่างยั่งยืนจะต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ด้วย แล้วเราจะไม่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ถ้าก้าวกระโดด หมายความว่าคุณต้อง Give Up บางอย่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณคิดว่ามันคือคุณภาพ”

ชีวาศรมจึงเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป ให้ความสำคัญกับคุณภาพเป็นที่หนึ่ง ย่างก้าวเล็กๆ ที่มั่นคง 

ชีวาศรม รีสอร์ตสุขภาพแห่งแรกของไทยในมือ กฤป โรจนเสถียร ที่พิสูจน์แล้วว่าเทรนด์สุขภาพคือเรื่องของทุกคน

จงมองหาโอกาสในวิกฤต

เราเรียนรู้ว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นอีก” ผู้บริหารหัวเราะอารมณ์ดี เมื่อเราถามถึงสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ในฐานะผู้บริหารชีวาศรมท่ามกลางวิกฤตการณ์โรคระบาด 

“ผมไม่ทราบว่าธรรมชาติทำโทษเราหรือเปล่านะ อย่างไรก็ตาม เวลามีวิกฤตการณ์แบบนี้ การเตรียมตัวที่จะเผชิญกับมันคือสิ่งที่ต้องมี อย่างที่ผมบอกว่าเราต้องเติบโตอย่างระมัดระวัง มีเงินสำรองเอาไว้ เพราะถึงเวลาวิกฤตแล้วเงินคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ขณะเดียวกันก็มองหาโอกาสในวิกฤตด้วย

“แน่นอนว่าเราได้รับผลกระทบมาก เพราะชาวต่างชาติมาไม่ได้ ลูกค้าหลักอย่างอังกฤษ เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ ต้องล็อกดาวน์ ซึ่งผลกระทบลบคือรายได้ตก แต่มันมีโอกาสในวิกฤตตรงที่ว่า เราได้กลับมาโฟกัสตลาดในประเทศมากขึ้น และทำความเข้าใจตลาดนี้มากขึ้น ผมดีใจที่พบว่าความต้องการของคนไทยในเชิง Lifestyle Transformation ในขณะนี้ไม่แตกต่างจากต่างประเทศ สิ่งที่เราส่งมอบ เขาก็ค่อนข้างพึงพอใจ แล้วก็กลับมาใช้บริการอยู่เรื่อยๆ” 

การปรับตัวเพื่อเดินหน้าต่อของชีวาศรม ไม่เพียงทำความรู้จักนักท่องเที่ยวในประเทศอย่างถ่องแท้ แต่ยังเปลี่ยนจากการให้แขกเดินเข้ามาหาถึงรีสอร์ต เป็นการเดินเข้าไปหาแขกถึงประตูบ้าน ด้วยการสร้าง Chiva-Som Wellness Online Services บนดิจิทัลแพลตฟอร์ม ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ โภชนาการ และสอนการออกกำลังกาย 

ชีวาศรม รีสอร์ตสุขภาพแห่งแรกของไทยในมือ กฤป โรจนเสถียร ที่พิสูจน์แล้วว่าเทรนด์สุขภาพคือเรื่องของทุกคน

มีบริการ Wellness Cuisine Delivery เสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ปลอดสารพิษและแคลอรี่ต่ำถึงบ้าน ซึ่งเมนู Pumpkin Veloute ก็ขึ้นท็อปชาร์ตสินค้าขายดี เพราะทานง่าย ได้สารอาหารที่ร่างกายต้องการครบถ้วน

กฤปเฉลยความมุ่งมั่นว่า เชฟต้องเบลนด์สูตรกว่า 6 เดือนถึงจะออกมาอร่อยแจ่มแจ๋ว 

นอกจากการปรับตัวและเพิ่มมาตรการความปลอดภัย ที่นี่ก็ไม่เลย์ออฟพนักงานแม้แต่คนเดียว แถมมีบ้านพักและอาหารพร้อม! เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำงานกับท้องที่เพื่อจะให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่อย่างทันท่วงที โดยผู้บริหารมีเป้าหมายจะฟื้นฟูหัวหินให้ได้ในไตรมาสที่ 4 ด้วยการจัดตั้งโครงการ ‘หัวหินรีชาร์จ’

หัวหินรีชาร์จเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในเมืองหัวหินโดยเฉพาะ เพราะเมืองหัวหินเป็นศูนย์รวมของธุรกิจท่องเที่ยว สิ่งที่จำเป็นมากในเวลานี้คือ ‘วัคซีน’ ต้องจัดหาวัคซีนและจ่ายวัคซีนให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์

“ชีวาศรมและในนามพิทักษ์หัวหินได้บริจาควัคซีนช่วยเหลือ ภาคเอกชนเราก็พยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ ถ้ามันมาช้าไปนิดจากภาครัฐ ก็เป็นหน้าที่เราที่จะอุดช่องว่างนั้นได้ยังไง ผมเลยไปหาวัคซีนทางเลือก Sinopharm มาแทน ตอนนี้กำลังจัดหาและฉีดวัคซีนกันอยู่ เราต้องทำงานกับสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลท้องถิ่น

“พอฉีดแล้วก็รอวัคซีนจากรัฐมาถึงอีกที เพราะเราต้องการจะให้หัวหินฟื้นตัวในไตรมาสี่ หมายความว่า ตอนนั้นเราต้องควบคุมคลัสเตอร์ของเราได้หมดแล้ว ผู้คนฉีดวัคซีนกันหมดแล้ว สร้างความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวและชุมชนของเรา ซึ่งผมก็พยายามจะทำให้มันเกิดขึ้นให้ได้ แม้ตอนนี้เรื่องวัคซีนจะช้ามากก็ตาม” กฤปอธิบาย

ชีวาศรม รีสอร์ตสุขภาพแห่งแรกของไทยในมือ กฤป โรจนเสถียร ที่พิสูจน์แล้วว่าเทรนด์สุขภาพคือเรื่องของทุกคน
ชีวาศรม รีสอร์ตสุขภาพแห่งแรกของไทยในมือ กฤป โรจนเสถียร ที่พิสูจน์แล้วว่าเทรนด์สุขภาพคือเรื่องของทุกคน

การเปลี่ยนแปลงของชีวาศรมในรอบ 26 ปี

ชีวาศรมอยู่หัวหินมายี่สิบหกปี กำลังจะขยายตัวเป็นครั้งแรกไปสู่ประเทศกาตาร์ ไปสร้างรีสอร์ตที่นั่นขึ้นมา วัตถุประสงค์คือเราไม่ได้ก็อปปี้ที่นี่ไปนะ ทั้งทรีตเมนต์ อาหาร แนวทางการดูแลสุขภาพ จะเป็นในแบบของเขา แต่ยังยึดหลักความสมดุลทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ นี่จะเป็นการเซ็ตโมเดลการขยายตัวอย่างสมบูรณ์แบบเป็นครั้งแรก ไม่ว่าชีวาศรมจะไปไหนที่ก็แล้วแต่ เราจะนำเสนอวัฒนธรรม อาหาร และ Know-how ด้านสุขภาพของพื้นที่นั้นๆ

‘ซูลาล เวลเนส รีสอร์ท โดย ชีวาศรม’ ประเทศกาตาร์ เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปลาย ค.ศ. 2021 เป็นรีสอร์ตเพื่อสุขภาพแบบครบวงจรแห่งแรกในภูมิภาคตะวันออกกลาง และเป็นศูนย์การดูแลสุขภาพแห่งแรกของโลก ที่นำศาสตร์การดูแลสุขภาพของชาวอาหรับแบบดั้งเดิม (Traditional Arabic and Islamic Medicine) มาให้บริการ 

ซึ่งกฤปก็มีสายตาเฉียบคมไม่แพ้คุณพ่อ เขามองว่าพฤติกรรมนักท่องเที่ยวจะเปลี่ยนไป และเทรนด์สุขภาพจะได้รับความนิยม เห็นได้จากวิกฤตการณ์โรคระบาด สังคมสูงวัย และไลฟ์สไตล์ของคนที่ไม่เอื้ออำนวยต่อสุขภาพ

“ถ้าทุกอย่างเพอร์เฟกต์หมด ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ คนเราต้องมีอายุถึงร้อยห้าสิบปี ที่มันไม่ถึงเพราะเป็นแบบนี้ แต่ว่าความรู้เรื่องสุขภาพก็ดีขึ้นทุกวัน อายุเฉลี่ยโดยรวมเพิ่มขึ้นทุกที ผมว่าสิบ ยี่สิบปีข้างหน้า คนที่มีอายุถึงร้อยปีจะเป็นเรื่องธรรมดา และสุขภาพจะกลายเป็นเรื่องสำคัญของคนหลายกลุ่มจากเดิมที่ไม่เคยคิดมาก่อน

“อย่างคนที่อัดอั้นเต็มที่อยากออกมากิน มาเที่ยว แต่ว่าในจิตสำนึกต้องมีแน่นอนว่า ที่เราทำอยู่นี้มันปลอดภัยหรือเปล่า มีมาตรการอะไรบ้างที่ดูแล้วเห็นแก่ความปลอดภัยและสุขภาพของเรา เพราะเขาเข็ดแล้ว คนใกล้ชิด คนในครอบครัวเสียชีวิต มันต้องเกิดความบอบช้ำในจิตใจ และผมมองว่าธุรกิจ Wellness จะเติบโตขึ้นแน่นอน 

ชีวาศรม รีสอร์ตสุขภาพแห่งแรกของไทยในมือ กฤป โรจนเสถียร ที่พิสูจน์แล้วว่าเทรนด์สุขภาพคือเรื่องของทุกคน
ชีวาศรม รีสอร์ตสุขภาพแห่งแรกของไทยในมือ กฤป โรจนเสถียร ที่พิสูจน์แล้วว่าเทรนด์สุขภาพคือเรื่องของทุกคน

“นอกจากเรื่องนี้ ยังมีเรื่องผู้สูงอายุ ในประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุสิบห้าถึงสิบเจ็ดล้านคน ถ้าคนกลุ่มนี้สุขภาพไม่ดีขึ้นมา คิดหรือว่างบประมาณแผ่นดินจะดูแลเขาได้ ถ้าเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายอาจจะสี่ถึงห้าเท่าของคนธรรมดา จะเอางบประมาณที่ไหนมาดูแล 

“แล้วเราจะทำยังไงให้คนสูงวัยมีสุขภาพที่ดี ยังเป็นส่วนที่ Productive ของสังคม เขายังมีความรู้ ประสบการณ์ที่เราจะใช้ได้ ถ้าอย่างนั้นอาจจะต้องเลื่อน Retirement Age ออกไป ขณะเดียวกันก็ต้องดูแลสุขภาพเขาให้ดี อย่าให้มีโรคประจำตัว ถ้ามีขึ้นมามันจะกลายเป็นปัญหาสังคม ไม่ใช่แค่ปัญหาเศรษฐกิจ”

จากการคาดการณ์ของชีวาศรม ในไม่ช้าสุขภาพจะกลายเป็นเรื่องของทุกคน 

ความน่าสนใจของภาคการท่องเที่ยวอยู่ตรงที่หลังวิกฤตโรคระบาดผ่านพ้นไปแล้ว การท่องเที่ยวจะหมุนทิศไปทางใด ซึ่งกฤปมองว่านักท่องเที่ยวที่มีการใช้จ่ายสูงจะคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก เกณฑ์การเข้าพักหรือท่องเที่ยวจะต้องเลือกสถานที่ที่มีมาตรการด้านสุขอนามัย (Hygiene) เข้มงวด และการเดินทางครั้งนั้นจะไม่ใช่การตะลุยกิน ตระเวนเที่ยว แต่นักท่องเที่ยวคุณภาพจะท่องเที่ยวเพื่อเรียนรู้วิถีท้องถิ่นและวัฒนธรรม จนเกิดความเข้าใจจริง

อีกเรื่องที่น่านำไปใช้ คือแนวคิดการท่องเที่ยวแบบ High Value-Low Impact Tourism

ชีวาศรม รีสอร์ตสุขภาพแห่งแรกของไทยในมือ กฤป โรจนเสถียร ที่พิสูจน์แล้วว่าเทรนด์สุขภาพคือเรื่องของทุกคน

“ทำไมการท่องเที่ยวจะต้องพูดถึงจำนวนอยู่อย่างเดียว นักท่องเที่ยวทุกคนที่มาเขาก็ใช้ทรัพยากรของเรา แต่ละคนก็ใช้เท่าๆ กัน ทำไมเราไม่พยายามรักษาทรัพยากร แล้วก็หาผลตอบแทนที่ดีที่สุดให้ประเทศ ดีกว่าเอาจำนวนอย่างเดียวแล้วผลตอบแทนน้อย ผมว่าน่าจะคิดใหม่ อย่าคิดแต่จะเพิ่มจำนวนตลอดเวลา หันมาเพิ่มคุณภาพดีกว่า

“บางประเทศก็เป็นที่รู้จักในโลกแล้วว่ามีจุดยืนอย่าง Gross National Happiness (GNH) ผมไม่ได้บอกว่าเราต้องก็อปปี้เขานะ แต่เราควรเริ่มระมัดระวังว่าเราจะเจาะตลาดกลุ่มไหน แล้วเอานักท่องเที่ยวเข้ามาในจำนวนที่เหมาะสม ดูแลเขาให้ดี ให้คุณค่าอย่างเต็มที่ ให้เขาจดจำประเทศไทยว่าคือแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก” กฤปแนะ

เจตนารมณ์ที่เข็มแข็ง

ตอนนี้กฤปกำลังส่งต่อเจตนารมณ์ที่ขับเคลื่อนชีวาศรมมาตลอด 26 ปี ให้กับ วินย์ โรจนเสถียร ลูกชายวัย 30 ที่เริ่มเข้ามาเรียนรู้ระบบงานภายใน โดยเขาวางแผนให้วินย์รับช่วงต่อเหมือนคุณบุญชู ผู้เป็นพ่อเมื่อ 14 ปีก่อน

“เส้นทางอนาคตเขายังอีกยาว ยังมีอะไรต้องเผชิญอีกเยอะแยะ ตอนนี้สิ่งที่วินย์ทำอยู่คือเรียนรู้ระบบงานทั้งหมด อะไรที่เป็นตัวขับเคลื่อนอยู่ข้างหลังที่ทำให้เราเดินหน้าไปได้ ปีแรกที่เขาเข้ามาก็ทำงานทุกแผนกในฐานะพนักงาน ในเมื่อเขารู้จักแต่ละแผนกแล้ว เขาต้องรู้ว่ามันมีกลไกเบื้องหลังยังไงที่ทำให้งานเคลื่อนไหวได้ในแต่ละวัน มีเวิร์กโฟลว์ยังไง มีระบบเทคโนโลยีที่ช่วยเขายังไง แล้วทำยังไงถึงจะทำให้ระบบมันดีขึ้นอีก 

“ทุกวันนี้เรามีเทคโนโลยีที่แอดวานซ์ขึ้นทุกวัน อย่าง CRM ก็ต้องเอาเข้ามา AI ก็ต้องเอาเข้ามา เพื่อช่วยคนของเราทำงาน ไม่ได้เวิร์กฮาร์ดอย่างเดียว ต้องเวิร์กสมาร์ทด้วย ซึ่งคนพวกนี้ก็คุ้นเคยกับการทำงานแบบเดิมมายี่สิบหกปี คุณจะให้เขาปรับเปลี่ยน ต้องโน้มน้าวเขายังไง ต้องแสดงความเป็นผู้นำออกมา ซึ่งตอนนี้กำลังฝึกกันอยู่”

ความตั้งใจที่จะเป็นรีสอร์ตเพื่อสุขภาพและดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พร้อมกับสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนยังคงเหมือนเดิมกับรุ่นคุณพ่อ เพิ่มเติมตรงความเข้มข้นและมุ่งมั่นที่เอาจริงเอาจัง

ชีวาศรม รีสอร์ตสุขภาพแห่งแรกของไทยในมือ กฤป โรจนเสถียร ที่พิสูจน์แล้วว่าเทรนด์สุขภาพคือเรื่องของทุกคน

“เราต้องการยึดถืออุดมการณ์ของเราในการเผยแพร่ Wellness ไปทั่วโลก แต่เราจะมีเต็มที่ไม่เกินหกแห่ง เพราะคิดว่าคุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ เมื่อไปแล้วจะต้องไปสร้างสิ่งที่เชิดชูเอกลักษณ์ของท้องถิ่นเขาให้ได้ ถ้าเชิดชูไม่ได้ถือว่าเราล้มเหลว ส่วนเรื่องสุขภาพ อยากจะให้ทุกภูมิภาคของโลกเข้าใจว่าหลักการมันคือหลักการดียวกัน 

“มันคือการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ ไม่ใช่อย่างใดอย่างหนึ่ง ขอให้รับอุดมการณ์นี้ไว้ จะทำให้การเผยแพร่เรื่องสุขภาพเป็นไปอย่างง่ายดาย จะไม่มีคนถามว่านี่คืออะไร มีแต่คนที่ต้องการ แล้วธุรกิจด้านสุขภาพจะเติบโตขึ้นทั่วทุกหนแห่งบนโลก ผลประโยชน์จะตกกับประชาชน ส่วนการกอดคอกันไประหว่างสิ่งแวดล้อมกับสุขภาพ จะเป็นตัวผลักดันให้บริเวณนั้น ประเทศนั้น คิดถึงสภาพแวดล้อมของตัวเองเป็นหลัก

“และการมีส่วนร่วมกับชุมชนรอบๆ ตัวก็ควรจะเกิดขึ้น เราไม่ควรเป็นธุรกิจที่โดดเด่นโดยไม่มีเพื่อน ควรตรงกันข้าม ฉันมา ฉันก็อยากจะสร้างอะไรดีๆ ให้ท้องที่ อยากจะเผยแพร่อะไรดีๆ ให้ท้องที่ ช่วยกันพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ต้องกอดคอกันไป เพราะ Stakeholder ไม่ได้มีเฉพาะผู้ถือหุ้นกับลูกค้า คนรอบๆ ตัวก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน”

การเติบโตอย่างช้าๆ ไปพร้อมกับสังคม ชุมชน และเพื่อนบ้านรอบข้าง เป็นสิ่งที่ชีวาศรมยึดถือมาตลอด และกฤปก็พิสูจน์แล้วว่า ธุรกิจโรงแรมพัฒนาอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์ทรัพยากรได้ ยิ่งไปกว่านั้น ‘ความยั่งยืน’ ก็นำพารีสอร์ตเพื่อสุขภาพระดับโลกของประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตการณ์โควิด-19 มาได้อย่างสง่างาม

ชีวาศรม รีสอร์ตสุขภาพแห่งแรกของไทยในมือ กฤป โรจนเสถียร ที่พิสูจน์แล้วว่าเทรนด์สุขภาพคือเรื่องของทุกคน

Lessons Learned

  • ก่อนจะออกผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ ต้องนึกถึงลูกค้าก่อนเสมอว่าอะไรคือสิ่งที่เขาต้องการ และนั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขาหรือเปล่า
  • ให้ความสำคัญกับบุคลากรเป็นอันดับหนึ่ง เพราะเขาเป็นผู้ส่งมอบสินค้าและบริการ ที่สำคัญ บุคลากรเป็นด่านแรกที่สร้างความประทับใจให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำ และต้องเกิดวัฒนธรรมการทำงานแบบ Cross Department เพื่อความสะดวกรวดเร็ว ง่ายต่อการต่อยอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี
  • การขยายตัวของธุรกิจ ต้องให้ความสำคัญและนำเสนออัตลักษณ์ของพื้นที่นั้นๆ เช่น วัฒนธรรม ชุมชน ผู้คน ฯลฯ ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาตัวตนและอุดมการณ์ของธุรกิจไว้ด้วย
  • การทำธุรกิจต้องมองระยะยาว ใช้ข้อมูลหรือสัญชาตญาณคาดเดาความเป็นไปในอนาคต อย่าหวังผลกำไรระยะสั้น แต่ให้ดำเนินธุรกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป ระมัดระวัง และยึดถือคุณภาพเป็นหลัก
  • การทำธุรกิจอย่างยั่งยืน ไม่อาจประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว จงเหลียวมองคนรอบข้าง ชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม ร่วมด้วยช่วยกันพัฒนาและเติบโตไปพร้อมๆ กัน

ภาพ : ชีวาศรม อินเตอร์เนชั่ลแนล เฮลท์ รีสอร์ท

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ชาวโคราชเรียก ผักปง 

ชาวอ่างทองเรียก ผักปอด 

ชาวสุพรรณเรียก ผักป่อง หรือ ‘ตบชวา’ 

ผักหลากชื่อ หลายถิ่นที่ จากการกระจายตัวอยู่ทั่วทั้งประเทศไทย อันเป็นสาเหตุแห่งน้ำท่วมและน้ำเสียที่รัฐบาลไทยต้องใช้งบประมาณกำจัดกว่า 700 ล้านบาทต่อปี

วันนี้คอลัมน์ The Entrepreneur มีนัดพบกับ เจ-วศการ ทัพศาสตร์ กัปตันหนุ่มเจ้าของแบรนด์ตบชวา ผลิตภัณฑ์กันกระแทกจากวัสดุธรรมชาติ

ตบชวา วัสดุกันกระแทกจากวัชพืชที่ต้องใช้งบประมาณรัฐกว่า 700 ล้านบาท/ปี ในการจัดการ

ก่อนจะเป็น ‘ตบชวา’

ก่อนแบรนด์นี้จะถือกำเนิด เจจบการศึกษาจากโรงเรียนนายเรืออากาศฯ แล้วมุ่งสู่สายอาชีพนักบินของสายการบินไทย ด้วยความที่โหมงานหนักมาโดยตลอด จนล้มป่วยจากอาการหูข้างในอักเสบ แต่ในขณะนั้นยังไม่มีความรู้เรื่องการทำประกันชีวิต จึงต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเป็นจำนวนมาก จุดประกายให้เข้าใจว่าการประกอบอาชีพเพียงอย่างเดียวนั้นไม่มั่นคงเพียงพอ จึงเริ่มหาอาชีพเสริมเรื่อยมา

เขาเริ่มจากการขายของออนไลน์ ทั้งนาฬิกาและสินค้าจากต่างประเทศ เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี

หลังอยู่ในแวดวงขายของออนไลน์ได้สักพัก สินค้าที่นำเข้ามาเพื่อขายต่อมักมาพร้อมกับวัสดุกันกระแทกที่เป็นตัวหนอน โฟม บับเบิ้ล แต่วัสดุจากพลาสติกเหล่านี้เมื่อใช้แล้วกลับไม่ถูกนำมาใช้ซ้ำ เหลือทิ้งเป็นขยะเกลื่อนห้อง ประกอบกับในช่วงปี 2018 มีข่าวเรื่องฝนตกน้ำท่วม สาเหตุหนึ่งเกิดมาจากผักตบชวาใน 6 จังหวัดของประเทศไทยที่มีจำนวนมหาศาล 

เมื่อ 2 เรื่องราวมาประกอบกัน เจจึงค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผักตบชวาในไทยนั้นสร้างมูลค่าได้มากมาย อย่างงานสาน งานถักทอที่ชาวบ้านแต่ละชุมชนทำเป็นแก้ว หมวก จาน หรือกระเป๋า แสดงถึงคุณสมบัติของตัวตบชวาที่เป็นปล้อง เหนียว และมีเส้นใยด้านใน ใช้ซึมซับได้ เกิดเป็นความคิดที่จะนำมาทำเป็นวัสดุกันกระแทก

ตบชวา วัสดุกันกระแทกจากวัชพืชที่ต้องใช้งบประมาณรัฐกว่า 700 ล้านบาท/ปี ในการจัดการ
ตบชวา วัสดุกันกระแทกจากวัชพืชที่ต้องใช้งบประมาณรัฐกว่า 700 ล้านบาท/ปี ในการจัดการ

 ตบชวาต้นแรก

ผักตบชวาเป็นพืชต่างถิ่นที่แพร่กระจายรวดเร็วในแม่น้ำลำคลอง ในระยะเวลาเพียง 1 เดือนผักตบชวา 1 ต้นอาจขยายพันธุ์ได้มากถึง 1,000 ต้น อีกทั้งยังเป็นพืชที่ทนทาน ขนาดว่าหากคลองนั้นเหือดแห้งจนต้นตาย เมล็ดของมันกลับมีชีวิตต่อได้อีกถึง 15 ปี 

พืชทรหดชนิดนี้เป็นหนึ่งในปัญหาที่ก่อให้เกิดน้ำเน่าเสียและน้ำท่วมขังในหลายจังหวัด จนกรมเจ้าท่า กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมชลประธาน กรุงเทพมหานคร และกรมทรัพยากรน้ำ ต้องใช้งบประมาณเกือบ 1,000 ล้านบาทต่อปีในการกำจัด

 เปรียบเทียบกับวัสดุกันกระแทกอื่น ๆ อย่างป๊อปคอร์นหรือกาบกล้วย ที่ใช้ทดแทนวัสดุกันกระแทกพลาสติก ตบชวานั้นเป็น ‘ขยะ’ อย่างแท้จริง จนอาจเรียกได้ว่า ธุรกิจนี้คือการ ‘เปลี่ยนขยะให้เป็นประโยชน์’

“ตอนนั้นข่าวบอกว่า รัฐใช้งบกำจัดตบชวาในแม่น้ำลำคลองถึง 700 กว่าล้านบาท มหาศาลมาก แต่ถ้าไปเทียบกับอย่างอื่น เช่น พวกป๊อปคอร์น กาบกล้วย มันไม่ใช่ของที่ใช้ต่อได้ อย่างป๊อปคอร์นกินได้ก็จริง แต่ถ้าไม่กินคือเน่าเสีย หรือจริง ๆ การใช้ป๊อปคอร์นก็คือการเอาข้าวโพดที่มีมูลค่ามาทำ กาบกล้วยก็เอาไปทำอย่างอื่นได้อีกเยอะแยะเลย แต่ตบชวาคือขยะจริง ๆ นอกจากทิ้งก็ทำอะไรกับมันไม่ได้” 

นำมาสู่เป้าหมายแรกของการก่อตั้งแบรนด์ เจคาดหวังให้ตบชวากลายเป็นวัสดุทดแทนเม็ดโฟมและตัวหนอนต่าง ๆ เพื่อช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและลดการสร้างขยะพลาสติก นอกจากนั้นยังตั้งใจกระจายรายได้สู่ชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ำลำคลองให้พวกเขามีรายได้และเติบโตไปกับแบรนด์

“ผมอยากให้ผักตบชวากลายเป็นวัสดุทดแทนพวกเม็ดโฟม ตัวหนอนต่าง ๆ แล้วก็ช่วยกระจายรายได้ให้ชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ำลำคลองด้วย เพราะเราจะไม่ทำโรงงานของตัวเอง ไม่จ้างพนักงานของตัวเอง เราอยากให้ชาวบ้านทำให้ แล้วดูมาตรฐานว่าได้ไหม ถ้าไม่ได้ก็ปรับ แล้วขายภายใต้แบรนด์เรา”

ตบชวา วัสดุกันกระแทกจากวัชพืชที่ต้องใช้งบประมาณรัฐกว่า 700 ล้านบาท/ปี ในการจัดการ

ชุมชนตบชวา

เส้นทางของการนำตบชวาจากริมคลองมาสู่ขั้นตอนการผลิตนั้นไม่ได้เรียบง่าย เจต้องใช้เวลานานในการสร้างความเข้าใจให้ชุมชน

“ช่วงแรก ๆ เราลงพื้นที่ไปหาเขา ถามเขาตรง ๆ ว่าอยากสร้างรายได้ไหม ถ้าอยากให้ลองมาทำอย่างนี้ไหม หรือในชุมชนที่เขาทำกระเป๋า ทำจักสานอยู่แล้วก็ช่วยแนะนำ ส่วนหนา ๆ ของตบชวาที่พี่ใช้ทำกระเป๋าไม่ได้ เอามาใช้ทำกันกระแทกของเราสิ” 

แต่นั่นไม่ง่ายเลยอย่างที่เล่า 

“การติดต่อยากมาก เพราะคนไม่เข้าใจ คิดว่าขายตรง ด้วยหน้าตาเราไม่น่าเชื่อถือมั้ง” เขาหัวเราะ “จนเราเข้าไปเรื่อย ๆ เขาเริ่มเห็นว่า ไอ้นี่เข้ามาบ่อยเว้ย ใช้เวลาอยู่นานจนมันเกิดรายได้ขึ้นจริง ๆ เขาก็เริ่มยอมรับ”

การทำงานร่วมกับชุมชนของเจเติบโตเรื่อยมา สิ่งสำคัญคือการควบคุมมาตรฐาน 

ในช่วงแรกที่ชุมชนใหม่เริ่มเข้าร่วมกับตบชวานั้น เจส่งทีมจากแบรนด์เข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอน และหมั่นควบคุมมาตรฐานให้สม่ำเสมอ นอกเหนือไปจากการทำความเข้าใจและดูแลมาตรฐานแล้ว ตบชวายังต้องเผชิญกับการคัดลอกสินค้า เนื่องจากเป็นภูมิปัญญาที่นำมาศึกษาต่อและผลิตเองได้

“ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร มันห้ามกันยาก บางทีพอเขาเห็นเราทำแล้วดีก็มีคนเอาไปทำตาม แต่เรื่องคุณภาพและมาตรฐานไม่เหมือนกันอยู่แล้ว บางทีเวลามีลูกค้าส่งมาว่าไม่เห็นกันกระแทกได้จริง เราขอดูแล้วก็ต้องอธิบายว่า อันนี้มันไม่ใช่ของเรานะ ของเราจะหน้าตาแบบนี้ มีสัญลักษณ์แบบนี้”

ตบชวาเติบโตร่วมกับชุมชน จนในปัจจุบันเริ่มมีบางชุมชนรวมกลุ่มติดต่อเข้ามาด้วยตนเอง เพื่อขอศึกษาวิธีทำวัสดุกันกระแทก หรือภาคการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยบูรพา ก็สนใจเรียนรู้สินค้านี้เช่นกัน

ปัจจุบันตบชวาทำงานกับชุมชนทั้งจากจังหวัดชัยนาท สุพรรณบุรี ชลบุรี สมุทรสาคร สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามา รวมทั้ง 2 จังหวัดล่าสุดที่กำลังเรียนรู้และเข้าร่วม คือ ปราจีนบุรีและนครปฐม ขณะที่เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ ก็กำลังอยู่ในช่วงการติดต่อเช่นกัน

ตบชวา วัสดุกันกระแทกจากวัชพืชที่ต้องใช้งบประมาณรัฐกว่า 700 ล้านบาท/ปี ในการจัดการ

กว่าจะกันกระแทก

ตัวเจและเพื่อน ๆ ในทีมที่ส่วนหนึ่งจบการศึกษาสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ต้องใช้เวลาร่วม 3 – 4 เดือนในการวิจัยตัวตบชวากันกระแทกนี้ ผ่านการลองผิดลองถูกมามากมาย อาจเรียกได้ว่าเป็นความพยายามปนความบังเอิญที่ทำให้ได้ขนาด รูปแบบ ความแห้ง และคุณภาพที่เหมาะสม จนนำมาทดสอบแล้วว่ามีความสามารถในการกันกระแทกได้จริง จนปัจจุบัน ตบชวาเป็นแบรนด์เดียวในไทยที่ผ่านการทดสอบ ISTA หรือการทดสอบบรรจุภัณฑ์ จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย 

นอกเหนือไปจากขนาดมาตรฐานที่ขายทั่วไปอย่าง 1.5 นิ้ว ตบชวากันกระแทกยังช่วยเลือกลักษณะตัวกันกระแทกให้เหมาะกับสินค้าและแบรนด์ของลูกค้าอีกด้วย 

เช่น Casa Lapin มีโจทย์ต้องการส่งชุด Gift Set ให้ลูกค้า ตบชวาได้ทำรูปแบบตัวกันกระแทกพรีเมียมที่มีราคาสูงกว่าปกติ โดยปอกด้านนอกออกเพื่อให้เกิดความสวยงามมากขึ้น หรือในกรณีการแพ็กสินค้าที่ไม่มีความกังวลเรื่องการแตกหักมากนัก ตบชวาก็มีตัวกันกระแทกขนาด 1 เซนติเมตร ซึ่งนับเป็นสินค้าที่ขายดีมากของแบรนด์

“เราลองตัดหลายแบบ ถี่ ๆ ก็มี 1 เซนฯ 2 เซนฯ 3 เซนฯ มาจนถึง 1 นิ้ว 1 นิ้วครึ่ง 1 เซนฯ ก็กันกระแทกสินค้าบางประเภทได้นะ แอดมินจะถามก่อนเสมอว่าสินค้าของคุณคืออะไร เช่น ถ้าไม่ใช่แก้วก็อาจจะแนะนำ 1 เซนฯ ไม่จำเป็นต้องใช้รุ่นหนา เวลารุ่นนี้เข้ามาทีไรหมดตลอด คนชอบเพราะมันน่ารัก”

ตบชวา วัสดุกันกระแทกจากวัชพืชที่ต้องใช้งบประมาณรัฐกว่า 700 ล้านบาท/ปี ในการจัดการ

เปิดสูตร : เปลี่ยนตบชวาเป็นกันกระแทก 

ขั้นตอนการแปรสภาพเจ้าผักในคลองให้กลายเป็นวัสดุชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ช่วยกันกระแทกนี้เริ่มต้นจากเก็บตบชวาขึ้นมาจากริมแม่น้ำลำคลอง แล้วนำมาคัดเลือกขนาดให้ได้ความยาวที่ 40 – 80 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับชนิดหรือพันธุ์ ก่อนนำมาตัดหัวและท้าย 

ด้านท้ายของตบชวาจะมีความหนา ส่วนด้านหัวที่ติดกับใบนั้นจะเล็กกว่า

เมื่อตัดเสร็จก็แยกไว้เป็นกอง ๆ ตรวจสอบขนาดว่ามีอันไหนผอมเกินไป เล็กเกินไปเพื่อคัดทิ้ง ก่อนนำไปล้างน้ำและตัดขนาดตามที่ต้องการ โดยแต่ละชุมชนมีนวัตกรรมการตัดเป็นของตนเอง

 “ที่ชัยนาทใช้มีดพร้าหั่นเลย เป็นท่อน ๆ ส่วนที่สุพรรณฯ เขาดัดแปลงจักรเย็บผ้าที่ใช้เหยียบ ๆ เวลาดันผักตบเป็นกำเข้าไปมันก็หั่นออกมาตามที่ต้องการ”

เมื่อหั่นได้ขนาดที่ต้องการแล้วก็นำไปล้างอีกครั้ง ขั้นตอนนี้ตบชวาจะมีสูตรพิเศษของแบรนด์ที่แตกต่างจากแบรนด์อื่น ๆ และทำให้ตัวสินค้าออกมาตามมาตรฐาน หลังจากนั้นนำไปตากแห้ง ซึ่งกรรมวิธีนี้เกิดจากการคิดค้นและระดมความคิดร่วมกับอาจารย์และนักศึกษาปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อหาว่าต้องทำอย่างไรให้การตากตบชวาได้คุณภาพ ไม่ก่อให้เกิดเชื้อรา ไม่มีการวางไข่ของแมลง และไม่ก่อให้เกิดฝุ่น

เมื่อแห้งแล้ว เจจะนำสินค้าเหล่านั้นกลับมาคัดอีกครั้ง ส่วนใดที่ยังไม่ผ่านตามคุณภาพ จะนำไปคลุมหน้าดิน ทำเป็นปุ๋ย หรือไปรองกรงสัตว์ให้สัตว์ฟันแทะอยู่ได้ เนื่องจากตัวตบชวากันกระแทกนั้นเป็นสินค้า Food Grade จึงไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสัตว์

ตบชวา วัสดุกันกระแทกจากวัชพืชที่ต้องใช้งบประมาณรัฐกว่า 700 ล้านบาท/ปี ในการจัดการ
ตบชวา วัสดุกันกระแทกจากวัชพืชที่ต้องใช้งบประมาณรัฐกว่า 700 ล้านบาท/ปี ในการจัดการ

ตบชวายืนต้น 

ก่อนที่ตบชวากันกระแทกจะมีลูกค้าแบรนด์ใหญ่เข้ามาอุดหนุนเป็นประจำอย่างปัจจุบัน ขั้นตอนการทำความเข้าใจและเจาะตลาดใหม่ในฐานะผลิตภัณฑ์กันกระแทกเป็นเรื่องไม่ง่าย

“ตบชวานี่ถือว่าล้มลุกคลุกคลาน ช่วงแรกเจ๊งเลย คนไม่เข้าใจ ไม่กล้าใช้ สกปรกหรือเปล่า กันกระแทกได้จริงหรือเปล่า ไม่เห็นสวยเลย เลยไม่ได้รับการตอบรับ ตอนนั้นก็ปรับตัว สร้างความเข้าใจจนเริ่มขายดีขึ้น มีเจ้าใหญ่ ๆ มาสนับสนุน มีช่วงหนึ่งที่ฟุ้งเลย แต่เจ้าใหญ่ล้ม ก็ต้องกลับมาพึ่งรายย่อย ประกอบกับเจอโควิด-19 ทำให้แย่ลงอีก เพราะคนก็รู้สึกว่าไม่ต้องใช้ดีกว่า ไม่ใส่กันกระแทกดีกว่า บางทีก็ Reuse กันกระแทกตัวเก่า ๆ ของเขาแทน”

เมื่อคนไม่เข้าใจก็ต้องพยายามทำให้เขาเข้าใจ ในเมื่อเขาไม่เชื่อมั่น ก็ต้องยินดีมอบความรู้ 

เจเริ่มทำ Online Marketing ในช่องทาง Facebook และ YouTube ทั้งคลิปทดสอบประสิทธิภาพการกันกระแทก หรือคลิปที่ทำให้คนรู้จักตบชวาและปัญหาของมันมากขึ้น นอกจากนั้น เขาพยายามสร้าง Awareness ให้แบรนด์ โดยมีนโยบายว่าให้สินค้ากับนักค้าขายออนไลน์ไปทดลองใช้ฟรี 1 – 2 กิโลกรัม 

จากแคมเปญนี้ก็มีลูกค้าบางส่วนกลับมาใช้จริงและซื้อสินค้าต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้

หลังผ่านร้อนผ่านหนาวจนตบชวากลับมายืนต้นได้อีกครั้ง วันนี้กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เลือกตบชวาเป็นวัสดุกันกระแทกด้วย 2 สาเหตุ 

กลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ไม่ต้องการใช้วัสดุที่ย่อยสลายยากหรือพลาสติกต่าง ๆ อันพ่วงมาด้วยภาพลักษณ์ของแบรนด์ เมื่อส่งสินค้าด้วยตบชวา ก็เป็นภาพแทนที่ช่วยสื่อสารถึงจุดยืนการรักษาสิ่งแวดล้อมเช่นกัน

อีกกลุ่มหนึ่งที่ใช้ตบชวาเป็นประจำ เพราะต้นทุนของวัสดุกันกระแทกชนิดนี้ต่ำกว่าเม็ดโฟมหรือตัวหนอน เนื่องจากธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่ได้สั่งเม็ดโฟมในปริมาณมาก ต้นทุนจะมีราคาสูงกว่าการใช้ตบชวา

“เวลาสั่งเม็ดโฟมหรือตัวหนอนในปริมาณน้อย ต้นทุนเขาสูง เกือบ 100 บาทในการกันกระแทก แต่ใช้ของเราใช้แค่ 95 – 98 บาท”

เจ-วศการ ทัพศาสตร์ กัปตันหนุ่มเจ้าของแบรนด์ตบชวา

เตรียมเติบใหญ่

ปัจจุบันตบชวาวางขายทั้งช่องทางออนไลน์และทางเว็บไซต์ของไปรษณีย์ไทย ซึ่งเจยังวางแผนที่จะขยายธุรกิจให้เติบโตไปมากกว่านี้ และมองเห็นถึงลู่ทางในการขายไปยังต่างประเทศด้วย เนื่องจากในไตรมาสนี้ บางประเทศออกกฎหมายงดใช้เม็ดโฟมหรือตัวหนอนเป็นวัสดุกันกระแทกแล้ว เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ใน พ.ศ. 2566 ก็จะมีกฎหมายลักษณะคล้ายคลึงกันออกมา

ทว่าเส้นทางสู่การขายให้ต่างประเทศนั้นยังมีรายละเอียดอีกมากมายที่ต้องศึกษา ทั้งกฎการส่งสินค้าประเภทพืชระหว่างประเทศ หรือความคุ้มค่าในการขนส่งผ่านตู้คอนเทนเนอร์เรือ

การเติบโตเหล่านี้ไม่สามารถเกิดขึ้นด้วยแรงของธุรกิจนี้เพียงลำพัง หากภาครัฐเข้ามาสนับสนุนในด้านทุนการวิจัย โรงงาน หรือช่วยพัฒนาให้สินค้านี้กลายเป็นสินค้าส่งออกของไทย ตบชวาจะสร้างเม็ดเงินและคุณประโยชน์ในแง่สิ่งแวดล้อมต่อประเทศไทยมากมาย

“ภาครัฐมีนโยบายในการกำจัดผักตบชวาอยู่ประมาณ 700 กว่าล้านต่อปีใน 6 – 7 จังหวัด ถ้าหยิบยกงบตรงนั้นมาช่วยในการตัด การตาก มาช่วยทำโรงอบ เพราะตอนนี้เรายังทำไม่ทันเนื่องจากไม่มีโรงอบ ถ้ามีก็จะตัดได้มากขึ้น ทุกวันนี้การกำจัดผักตบช้าลงเพราะเราไม่มีที่ตาก ถ้าได้งบประมาณตรงนี้มา ให้เราเป็นตัวกลางในการประสานก็ได้”

ปัจจุบันตบชวาเข้าร่วมกับสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และสมาชิกสภาจังหวัด (ส.จ.) เพื่อพัฒนาโครงการตบชวาเพื่อกำจัดตบชวาในชุมชน นำร่องด้วยพื้นที่เขตคลองสามวา ที่ทางแบรนด์ได้เข้าไปให้ความรู้กับชาวบ้านถึงวิธีเก็บ การแปรผักตบให้กลายเป็นวัสดุกันกระแทกจนกลายเป็นรายได้เข้าชุมชน

“เราอยากโตร่วมไปกับภาครัฐและกฎหมายที่จะเกิดขึ้น อยากได้รับการตอบรับจากภาคเอกชน ตลาด E-Commerce ต่าง ๆ เราอยากเป็นส่วนหนึ่งใน 100 เปอร์เซ็นต์ เราอยากเข้าไปเป็น 20 – 30 เปอร์เซ็นต์ แค่นี้ก็กำจัดผักตบในประเทศไปได้เยอะแล้ว”

เกือบ 5 ปีที่ผ่านมากับแบรนด์ตบชวาบนเส้นทางที่มีทั้งสุขและทุกข์ เขาเห็นตบชวาเสมือนลูกที่ค่อย ๆ เติบโต นับแต่วันแรกที่ยังไม่มีชื่อ ไม่มีโลโก้ มาจนวันที่คนเริ่มรู้จัก เริ่มนำไปใช้ มีคนเห็นถึงประโยชน์ของโมเดลธุรกิจนี้ ได้กลายเป็นสิ่งทดแทนวัสดุกันกระแทกและลดปัญหาสิ่งแวดล้อม แม้ไม่ได้ก่อให้เห็นผลเชิงรูปธรรมที่ชัดเจนนัก หรือแม้จะไม่ได้ทำกำไรอู้ฟู่ แต่ก็เป็นความสุขตลอดครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา

“ขอบคุณที่รักษ์โลกไปกับเรา ขอบคุณที่ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน และช่วยกำจัดขยะริมแม่น้ำลำคลอง ลดโอกาสที่จะทำให้น้ำท่วม ถึงมันจะเป็รแค่ส่วนหนึ่ง แต่ต่อไปถ้าแบรนด์หรือลูกค้าต่าง ๆ มาใช้ตบชวากันกระแทก ตบชวาก็อาจจะหมดไปจากคลอง ลดโอกาสน้ำท่วม น้ำเสีย ประหยัดงบของภาครัฐให้เอาไปทำอย่างอื่นได้อีกมาก”

เจ-วศการ ทัพศาสตร์ กัปตันหนุ่มเจ้าของแบรนด์ตบชวา

Lessons Learned

  • สร้างจุดเด่นให้กับแบรนด์ แม้จะเกิดการลอกเลียนแบบหรือคัดลอกเท่าใด สินค้าของแบรนด์ก็ยังครองใจผู้บริโภค
  • สร้างวงจรให้กับสินค้า นอกเหนือไปจากการขายสินค้าอย่างเดียวแล้ว ตบชวาเป็นเพื่อนคู่คิดให้กับธุรกิจในการเลือกวัสดุกันกระแทกและการขายของออนไลน์
  • หยิบจับปัญหาใกล้ตัวและมุ่งศึกษาจนรู้ถึงแก่น เพื่อนำมาแก้ปัญหาให้กลายเป็นธุรกิจได้

Writer

ปณิตา พิชิตหฤทัย

นักเรียนสื่อผู้ชอบเล่าเรื่องแถวบ้าน ความฝันสูงสุดคือการเป็นเพื่อนกับแมวสามสีทุกตัวบนโลก

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load