ฉากการ์ตูนสีลูกกวาดในเมืองที่เต็มไปด้วยสีสันสดใส เด็กผู้หญิงวัย 5 ขวบ 3 คนในชุดซูเปอร์ฮีโร่โทนสีฟ้า แดง และเขียว พร้อมกับเสียงพากย์ประโยคเกริ่นนำสุดคุ้นหูที่ใครหลายคนก็ท่องตามได้ว่า

“น้ำตาล เครื่องเทศ สารพัดของกุ๊กกิ๊ก ทั้งหมดคือเครื่องปรุงที่เลือกสรรเพื่อสร้างสาวน้อยสมบูรณ์แบบ แต่ศาสตราจารย์ยูโทเนียม เติมสารพิเศษอีกอย่างลงไปในส่วนผสมโดยไม่ตั้งใจ ‘สารเคมี X’… จึงเกิดเป็น Powerpuff Girls ด้วยพลังเหนือมนุษย์ที่มีอยู่ในตัว บลอสซัม! บับเบิลส์! บัตเตอร์คัพ! จึงอุทิศชีวิตให้การต่อสู้อาชญากรรม และพลังอำนาจแห่งความชั่วร้าย!”

นี่คือมนตร์เสน่ห์ที่เป็นอมตะของ ‘The Powerpuff Girls’ การ์ตูนซีรีส์ในวัยเยาว์ของเด็ก ๆ ที่โตมากับช่อง Cartoon Network และกล่องรับสัญญาณภาพยูบีซี ในช่วงปี 2000 

ตามที่ได้บรรยายไว้ในประโยคเปิดทุกตอนของรายการ Powerpuff Girls คือซูเปอร์ฮีโร่ที่ถือกำเนิดขึ้นจากการทดลองที่ผิดพลาดของศาสตราจารย์ยูโทเนียม (Professor Utonium) ชายตัวสูงโปร่ง สวมเสื้อโค้ทห้องแล็บสีขาวแทบตลอดเวลา ต้นแบบของคุณพ่อสุดคลาสสิกที่คอยดูแลเอาใจใส่เด็กหญิงหัวโต ตากลม ไม่มีจมูกและนิ้วมือทั้งสามคน ซึ่งแต่ละคนนั้นก็มีลักษณะทางกายภาพ สีดวงตา อุปนิสัย และพลังที่โดดเด่นแตกต่างกันไป

บลอสซัม (Blossom) เด็กหญิงผมยาวสีส้ม ใส่ชุดสีชมพู ผูกโบว์สีแดง เธอมีบุคลิกเป็นผู้นำ จึงเปรียบเหมือนพี่สาวคนโตของบ้าน

บับเบิลส์ (Bubbles) มีผมสีทองมัดแกละสองข้าง ใส่ชุดสีฟ้า มีนิสัยร่าเริงและเป็นเสียงหัวเราะของบ้าน 

และนักสู้ที่แข็งแกร่งที่สุด บัตเตอร์คัพ (Buttercup) เด็กหญิงผมบ๊อบสีดำ ใส่ชุดสีเขียว มีนิสัยห้าวหาญและขี้โมโห ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบแล้ว ฮีโร่ทั้งสามสะท้อนให้เห็นถึงองค์ประกอบของคนหนึ่งคนที่ประกอบด้วยศักยภาพทางความคิด จิตใจ และร่างกาย

บ้านยูโทเนียมใน The Powerpuff Girls ที่สะท้อนความเป็นนักวิทย์และพลังของสามสาว

นอกจากความน่ารักของตัวละครที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว บ้านยูโทเนียมของศาสตราจารย์และเหล่าพาวเวอร์พัฟฟ์เกิลส์นั้น ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของตัวละคร ช่วงอายุ อาชีพ อุปนิสัย บุคลิก และสีประจำตัว ถ่ายทอดผ่านฉากและองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม การตกแต่งภายในแต่ละห้อง ความแตกต่างระหว่างพื้นที่ของศาสตราจารย์กับสามสาว

นอกจากนี้ เมื่อรายการดำเนินไป ฉากของบ้านก็ถูกปรับเปลี่ยนไปเช่นกัน เราจะสังเกตได้ถึงแนวคิดที่เปลี่ยนไปของตัวบ้าน ระหว่างเวอร์ชันคลาสสิกในช่วงปี 1998 – 2004 และเวอร์ชันรีบูตในช่วงปี 2016 – 2018 ที่ถ่ายทอดผ่านการออกแบบและคอนเซ็ปต์อาร์ต

บ้านยูโทเนียมใน The Powerpuff Girls ที่สะท้อนความเป็นนักวิทย์และพลังของสามสาว

ผ่านมาแล้วเกือบ 3 ทศวรรษที่ เครก แมคแครกเคน (Craig McCracken) ซึ่งเป็นทั้งผู้สร้างตัวละคร ผู้อำนวยการผลิต และผู้กำกับ The Powerpuff Girls ที่ออกอากาศครั้งแรกในปี 1998 ด้วยเอกลักษณ์ของลายเส้น กราฟิก และเรื่องราวที่ถ่ายทอดบุคลิกตัวละคร ทัศนคติ ด้านดีและด้านไม่ดีที่แตกต่างไปจากการ์ตูนเรื่องอื่น ๆ ในสมัยนั้น ดำเนินเรื่องโดยมีผู้ดำเนินรายการคอยสอดแทรกและตัดบทต่าง ๆ ทำให้ผู้ชมเหมือนกำลังอ่านหนังสือการ์ตูนหรือฟังนิทานก่อนนอนอย่างไรอย่างนั้น

โครงเรื่องโดยรวมบอกเล่าปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวันของเด็ก ๆ การทะเลาะกันของพี่น้องและเพื่อนฝูง รวมถึงการผจญภัยและต่อกรกับเหล่าวายร้าย อย่างแก๊งอะมีบา เชื้อโรคที่โง่เขลา ลิงชิมแปนซีอัจฉริยะ Mojo Jojo ซาตานก้ามปูตัวสีแดงที่ใส่รองเท้าส้นสูง วัยรุ่นอันธพาลแก๊งขี้ไคล และอีกหลากหลาย โดยแมคแครกเคน ผู้ออกแบบตัวละครเผยว่า เขาออกแบบวายร้ายเหล่านี้โดยเรียงลำดับจากความซื่อบื้อที่ค่อย ๆ ไต่ขึ้นไปตามความชั่วร้ายที่เพิ่มขึ้น

บ้านยูโทเนียมใน The Powerpuff Girls ที่สะท้อนความเป็นนักวิทย์และพลังของสามสาว

01
บ้านยูโทเนียม

เหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นในเมืองทาวน์วิลล์ (Townsville) อันแสนสงบสุข เต็มไปด้วยต้นไม้ อากาศบริสุทธิ์ แต่มักจะถูกโจมตีโดยสัตว์ประหลาดยักษ์และอาชญากรรม เป็นเมืองสมมติที่มีกลิ่นอายและเค้าโครงจากนิวยอร์กในสหรัฐอเมริกา 

ภาพรวมเมืองนี้แบ่งออกเป็น 2 โซนหลัก ๆ

โซนแรกคือย่านดาวทาวน์ ตัวเมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้า มีประชากรหนาแน่นและสวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเมือง

ต่อมาคือโซนย่านชานเมือง Pokey Oaks ประกอบด้วยบ้านเดี่ยวพร้อมที่ดิน และเป็นที่ตั้งของบ้านยูโทเนียมของสาว ๆ พาวเวอร์พัฟฟ์เกิลส์และศาสตราจารย์

บ้านเลขที่ 107 คือที่ตั้งของบ้านยูโทเนียม หัวใจของการ์ตูนเรื่องนี้ บ้านเดี่ยวสองชั้นจากการประกอบเข้าด้วยกันของกล่องสี่เหลี่ยมสีขาว 3 กล่อง ด้านหน้าบ้านมีประตูทางเข้าสีแดงและหน้าต่างวงกลม 3 บานบนชั้นสอง บ้านหลังนี้สร้างตามรูปแบบสถาปัตยกรรม ‘ยุคโมเดิร์น’ เน้นการออกแบบด้วยรูปทรงเรขาคณิตที่ตรงไปตรงมาตามประโยชน์ใช้สอยของพื้นที่ภายในอาคาร โดยมักจะลดทอนเครื่องประดับและการตกแต่งที่ไม่จำเป็น และไม่ได้เชื่อมโยงกับพื้นที่ภายใน

บ้านยูโทเนียมใน The Powerpuff Girls ที่สะท้อนความเป็นนักวิทย์และพลังของสามสาว

เมื่อสังเกตจากบริบทละแวกบ้าน เราจะพบเพียงบ้านยูโทเนียมที่สร้างด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมในลักษณะนี้ ขณะที่หลังอื่น ๆ นั้นยังคงไว้ซึ่งสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม ที่เป็นหลังคาจั่วสไตล์อเมริกันคันทรี่

ในนัยหนึ่ง การใช้รูปแบบสถาปัตยกรรมแตกต่างจากบริบทรอบ ๆ ก็เหมือนบอกกลาย ๆ ถึงความแตกต่าง เป็นการสร้างทั้งความโดดเด่นและขัดแย้งในเวลาเดียวกัน 

จุดนี้อาจสะท้อนให้เห็นถึงไลฟ์สไตล์และรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัย อย่างบริบทของศาสตราจารย์ยูโทเนียมที่เป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์ ก็ใช้หลักวิทยาศาสตร์แบบ Objective Driven ออกแบบบ้านด้วยรูปทรงตามสัดส่วนทางกายภาพของมนุษย์ วางผังแปลนบ้าน วางประตู หน้าต่างที่คำนึงถึงทิศทางแสงและลม กำหนดพื้นที่ส่วนตัว พื้นที่ส่วนรวม และพื้นที่ก้ำกึ่ง สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นกระบวนทัศน์ทางความคิด และตรรกะในการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัย 

ตัวบ้านประกอบด้วย 2 ห้องน้ำ 2 ห้องนอน 1 ห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องแล็บ ห้องฝึกซ้อม และห้องออกกำลังกาย ในเวอร์ชันต้นฉบับจากปี 1998 ไปจนถึงปี 2004 จะพบว่าการตกแต่งภายในในตัวบ้านแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ

หนึ่ง คือการตกแต่งสไตล์โมเดิร์น สีคุมโทน เป็นห้องเรียบ ๆ ที่มีเพียงเฟอร์นิเจอร์เพียงไม่กี่ชิ้นที่บ่งบอกถึงตัวศาสตราจารย์ ไม่ว่าจะเป็นห้องครัวที่ครบเครื่องไปด้วยอุปกรณ์อัตโนมัติ ทันสมัย และเครื่องใช้สเตนเลส ห้องน้ำสีขาวที่สะท้อนให้เห็นถึงความสะอาดและสุขอนามัย ซึ่งเป็นหนึ่งในแก่นหรือความหมกมุ่นของการขับเคลื่อนสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์น ห้องนั่งเล่นที่มีความยืดหยุ่นในการปรับประโยชน์ใช้สอยตามโอกาส เป็นต้น

บ้านยูโทเนียมใน The Powerpuff Girls ที่สะท้อนความเป็นนักวิทย์และพลังของสามสาว

สอง คือการตกแต่งด้วยสีชมพูและของใช้ตามสีสันประจำตัวของเหล่าพาวเวอร์พัฟฟ์เกิลส์ ซึ่งทำหน้าที่กำหนดขอบเขตพื้นที่ของเด็ก ๆ ไปในตัว เราจะพบเพียงห้องนอนของสาว ๆ ทั้งสามที่ตกแต่งในโทนสีชมพู ตั้งแต่พรมปูพื้น ผนังห้อง ประตู ขอบกระจก เฟอร์นิเจอร์ รวมไปถึงตุ๊กตา ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ไปจนถึงเตียงและผ้าห่มนวมสีประจำตัวของแต่ละคน

เมื่อวิเคราะห์ดูแล้ว จะพบว่าการแบ่งพื้นที่และห้องส่วนใหญ่นำเสนอในมุมมองของศาสตราจารย์ ในสถานะผู้ใหญ่เจ้าของบ้าน และสามฮีโร่ในสถานะผู้ร่วมอยู่อาศัย

02
ต้นฉบับบ้านยูโทเนียม

หลายองค์ประกอบของการ์ตูนเรื่องนี้อ้างอิงมาจากทั้งสถานที่จริง หนังเก่า และอนิเมะญี่ปุ่นคลาสสิก

บ้านยูโทเนียมหลังนี้ก็เช่นกัน

แทบจะเรียกได้ว่าเป็นแบบจำลองหรือต่อเติมจากบ้านต้นฉบับ Villa Arpel ในภาพยนตร์เรื่อง Mon Oncle (หรือ My Uncle ในภาษาอังกฤษ จากปี 1958 ของผู้กำกับและนักแสดงตลกชาวฝรั่งเศส Jacques Tati) ภาพยนตร์ตลกเสียดสีสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์น ที่เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนในครอบครัว Arpel

ฉากบ้านครอบครัวนี้ออกแบบโดยนักเขียนบท (ควบตำแหน่งโปรดักชันดีไซเนอร์คู่ใจ) ฌัก ลากร็องฌ์ (Jacques Lagrange) ได้แรงบันดาลใจและอิทธิพลอย่างมากจาก Villa La Roche สร้างขึ้นในช่วงปี 1923 – 1925 ของ เลอกอร์บูซีเย (Le Corbusier) สถาปนิกยุคโมเดิร์นในตำนานที่เหล่าสถาปนิกไม่มีใครไม่รู้จัก 

โดยเอกลักษณ์ที่ Lagrange นำมาใส่ในฉากของ Villa Arpel คือหน้าต่างวงกลมที่เป็นตัวดวงตาสองข้าง ใน Mon Oncle เราจะเห็นสองสามีภรรยาใช้สอดส่องเพื่อนบ้าน โดยพวกเขาใช้หน้าต่างคนละบานกัน ซึ่งฉากของบ้านยูโทเนียมใน The Powerpuff Girls ก็นำหน้าต่างทรงกลมมาใช้เช่นกัน และเพราะพวกเธอบินได้ บลอสซัม บับเบิลส์ และบัตเตอร์คัพ จึงใช้หน้าต่างคนละบานในการบินเข้าออกตัวบ้าน

บ้านยูโทเนียมใน The Powerpuff Girls ที่สะท้อนความเป็นนักวิทย์และพลังของสามสาว

หนึ่งในเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Tati คือการใช้ฉากสร้างความตลกที่ซ้อนเร้นควบคู่ไปกับตัวบทและเนื้อเรื่อง ใน Mon Oncle มีฉากหนึ่งที่แขกผู้มาเยือนและคุณ Arpel กำลังเดินไปตามทางเดินคดเคี้ยวก่อนเข้าถึงตัวบ้าน ทั้งสองคนถูกควบคุมโดยทางเท้าที่จัดวางไว้ จนใบหน้าของทั้งสองหันออกจากกันแม้ว่าจะกำลังสนทนากันอยู่ จุดนี้ก็เป็นมุกตลกสไตล์ Tati ที่กำลังจิกกัดสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์นอยู่นั่นเอง

ความคล้ายคลึงกันอีกอย่างระหว่างบ้านยูโทเนียมและวิลล่า Arpel คือการจัดวางเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น การวางของตกแต่งเฉพาะจุดในแต่ละห้อง ราวกับเป็นบ้านตัวอย่างที่กำลังจัดแสดงเพื่อต้อนรับแขก แทนที่จะเป็นบ้านอยู่อาศัยตามลักษณะการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจทำให้ห้องนั่งเล่นกลายเป็นโซนที่ห้ามทำรก ต้องคอยจัดเก็บหรือปัดฝุ่นอยู่ตลอดเวลา

เปิดแปลนบ้านของศาสตราจารย์ยูโทเนียมและสามสาว Powerpuff Girls ที่ได้แรงบันดาลใจจากบ้านในหนังฝรั่งเศส

การปรับเปลี่ยนการตกแต่งภายในมีผลต่อบรรยากาศในบ้านอย่างสิ้นเชิง เหมือนกันกับใน The Powerpuff Girls ในเวอร์ชันรีบูต ช่วงปี 2016 – 2018 ที่รายละเอียดของเมืองและบ้านยูโทเนียมถูกปรับโฉมในสถานะที่สามสาวคือเจ้าของบ้านร่วมกับศาสตราจารย์ เมื่อพรมสีชมพูและสิ่งของหลากสีเริ่มแพร่กระจายไปรอบบ้าน การตกแต่งภายในของยุคโมเดิร์นที่แข็ง ดิบ และไร้บุคลิก ถูกแทนที่ด้วยความน่ารักและตัวตนของเหล่าพาวเวอร์พัฟฟ์ เกิลส์ ซึ่งในทางกลับกันก็อาจถ่ายทอดความรู้สึกที่จริงใจต่อแขกผู้มาเยี่ยมเยียนก็เป็นได้

แน่นอนว่าการตกแต่งสถาปัตยกรรมภายในแสดงออกถึงบุคลิกของเจ้าของบ้านได้อย่างมาก บางครั้งเราอาจลองใช้เวลาสังเกตสภาพแวดล้อมในบ้าน แล้วลองถามตัวเองเล่น ๆ ว่า นี่คือสภาพแวดล้อมที่คุณสร้างขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเองหรือไหม หรือสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองผู้อื่น หรือบางครั้งก็แค่ตกแต่งตามภาพห้องตัวอย่างในแคตตาล็อก ที่กำลังบอกคุณว่าหน้าตาห้องนั่งเล่นต้องเป็นอย่างไร ต้องมีเฟอร์นิเจอร์ตามที่เขาว่ากันไหม ควรมีหรือไม่มีอุปกรณ์เสริมแต่งอื่นใดอีกหรือเปล่า

จะเป็นไปได้ไหม หากห้องนั่งเล่นของคุณจะกลายเป็นห้องที่เต็มไปด้วยลูกบอลเหมือนบ้านบอล พื้นห้องนั่งเล่นปูด้วยวัสดุที่เด้งดึ๋ง ทำพื้นทั้งหมดให้กลายเป็นโซฟาไปเลย หรือจะเป็นไปได้ไหมที่ฝักบัวในห้องน้ำติดตั้งสูงขึ้นสัก 2 – 3 เมตร ให้เหมือนว่าคุณกำลังอาบน้ำจากน้ำตกธรรมชาติ

ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ 

McCracken, Craig. The Powerpuff Girls. Hanna-Barbera Cartoons (1998–2002) and Cartoon Network Studios (2001–2005)

The Powerpuff Girls Classic, Lou Romano Art Work

The Powerpuff Girls Reboot, Eusong Art work

Utonium Floorplan, Yucky on the inside blog

Utonium Residence, Fandom

Villa Arpel Photo,intjournal

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

Set Design

ทฤษฎีสถาปัตยกรรมในภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องสังคม ความเชื่อ และยุคสมัย

The death and life of the great Gotham Metropolis
จุดจบ-จุดเริ่มต้น ของมหานครก็อตแธม

เงามืดดำของตึกสูงระฟ้าซ้อนทับกันอย่างคลุ้มคลั่ง ทอดยาวลงตามตรอกซอกซอย เรียงตัวกันตามเส้นตะแกรงกริดของผังเมือง เมื่อมองจากยอดตึก ซอกซอยเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับการทางเดินในเขาวงกต ที่ไม่รู้ว่าหากเดินตามความมืดลึกเข้าไปเรื่อย ๆ จะมีสิ่งเลวร้ายอะไรเกิดขึ้นบ้าง 

ตำนานเมืองแห่งเงามืดของอาชญากรรมและแก๊งอาชญากรสุดบ้าคลั่ง คือฝันร้ายที่กัดกินความหวังของผู้คนในเมือง

มหานครก็อตแธม (Gotham) เมืองในจักรวาลของดีซีคอมมิค (DC Comics) เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อกว่า 80 ปีที่แล้ว ในหนังสือการ์ตูน Batman No.4 ปี 1940 โดยนักเขียนชื่อ Bill Finger ผู้หวังว่ามันจะช่วยให้ผู้อ่านสร้างภาพในจินตนาการของเมืองร่วมกันได้ โดยเป็นที่รู้กันว่าจุดกำเนิดของอัศวินรัตติกาล เริ่มต้นขึ้นจากโศกนาฏกรรมในตรอกอาชญากรรม การสูญเสียพ่อแม่กระตุ้นให้บรูซ เวย์น ตั้งตัวเป็นศาลเตี้ยต่อกรกับอาชญากรในเมือง

ตลอดเวลาที่ผ่านมา รูปลักษณ์เมืองก็อตแธมเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ผ่านมือนักเขียน ผู้กำกับ นักออกแบบ และนักวาดภาพประกอบฉาก ซึ่งแต่ละยุคสมัย ต่างเสกสรรภูมิทัศน์ของเมืองก็อตแธมขึ้นมาในบริบทและอิทธิพลทางสถาปัตยกรรมในช่วงนั้น กลิ่นอายของเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์กซิตี้ ลอสแอนเจลิส เวสต์ลอนดอน ชิคาโก พิตต์สเบิร์ก โตเกียว ไปจนถึงฮ่องกง คือรากฐานที่นำมาใช้เชื่อมโยงการออกแบบเมืองก็อตแธม

บทความนี้อยากชวนผู้อ่านมาแกะรอยวิวัฒนาการของเมืองนี้ จากกว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมาในยุคของผู้กำกับ Tim Burton (ค.ศ. 1989 – 1992), Joel Schumacher (ค.ศ. 1995 – 1997) และ Christopher Nolan (ค.ศ. 2005 – 2012) จนมาถึงในเวอร์ชันล่าสุดของ Matt Reeves (ค.ศ. 2022) ที่ไม่ว่ารูปลักษณ์ของเมืองจะเปลี่ยนไปมากน้อยเท่าไร สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่คืออาชญากรรมและความโกลาหล ซึ่งคอยหลอกหลอนชาวเมืองกว่า 12 ล้านคนที่อาศัยอยู่บนเกาะแห่งนี้

Gotham City สถาปัตยกรรมเมืองของแบทแมน ที่เปลี่ยนไปตามความตั้งใจของผู้สร้าง

The City

ผังเมืองก็อตแธมออกแบบขึ้นโดย Eliot R. Brown ในปี 1998 อ้างอิงจากเขตเมืองแมนแฮตตันของนิวยอร์กซิตี้ ลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นเกาะที่มีแม่น้ำ 4 สายล้อมรอบ ตัวเมืองแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ 

Uptown โซนที่ไม่ปรากฏในฉากภาพยนตร์เท่าไหร่

Midtown ใจกลางเมืองที่รายล้อมด้วยตึกสูงมากมาย และเป็นที่ตั้งของธุรกิจในเมืองนี้เกือบทั้งหมด 

และ Downtown ย่านที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เป็นศูนย์กลางการเงินของเมือง และมีพื้นที่จำนวนมากที่ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 

ส่วนตัวเมืองเชื่อมต่อกับเมืองอื่น ๆ ด้วยสะพานและอุโมงค์ ซึ่งถ้าระเบิดจุดเชื่อมเหล่านั้นออก Gotham ก็จะถูกตัดขาดจากโลกภายนอกไปโดยปริยาย

Gotham City สถาปัตยกรรมเมืองของแบทแมน ที่เปลี่ยนไปตามความตั้งใจของผู้สร้าง
Gotham City สถาปัตยกรรมเมืองของแบทแมน ที่เปลี่ยนไปตามความตั้งใจของผู้สร้าง

01
Tim Burton‘s Gotham City (1989 – 1992)

เมืองก็อตแธมเริ่มเผยให้เห็นถึงเค้าโครงเส้นขอบฟ้า ที่เป็นเอกลักษณ์ของตึกสูงระฟ้าครั้งแรกในภาพวาดของ แฟรงค์ มิลเลอร์ (Frank Miller) ในหนังสือการ์ตูนจากปี 1986 และต่อมา 3 ปีให้หลัง ในช่วงระหว่างปี 1989 – 1992 ในภาพยนตร์ Batman เวอร์ชันผู้กำกับ Tim Burton เอกลักษณ์ของเมืองถูกถ่ายทอดผ่านรูปแบบสถาปัตยกรรมอาร์ตเดโค อาร์ตนูโว และโกธิก โดดเด่นด้วยผนังกำแพงอิฐหนาทึบ ยอดแหลมอันวิจิตรของตัวอาคาร โค้งโครงสร้างและการตกแต่งลวดลายประตูหน้าต่าง องค์ประกอบเหล่านี้บอกเล่าความอันตรายและความน่าสะพรึงกลัวของเมืองได้เป็นอย่างดี

Burton ต้องการสร้างก็อตแธมให้เหมือนกับว่า นรกปะทุขึ้นมาตามท้องถนน และผู้คนต่างใช้ชีวิตกันต่อมาหลังจากนั้น 

จากภาพสเก็ตช์ของ Anton Furst ผู้ออกแบบงานสร้างใน Batman ของ Burton สะท้อนให้เมืองก็อตแธมปกคลุมไปด้วยความมืด รูปทรงสถาปัตยกรรมของตึกอาคารเต็มไปด้วยยอดแหลมและซุ้มประตูแบบโกธิก ตระหง่านอยู่เหนือถนนที่มืดมิด ความดิบของรูปทรงยิ่งถูกขับให้เด่นชัดขึ้นบนเส้นขอบฟ้าในเวลากลางคืน การไม่มีแสงอุปมาอุปมัยถึงเมืองที่ขาดการบำรุงรักษา หรืออาจจะสื่อถึงสภาวะเมืองที่อยู่ภายใต้การบริหารขององค์กรอาชญากรมาเป็นเวลานาน เป็นเมืองที่ปราศจากการวางผังเมือง โดยมีรูปปั้นการ์กอยล์ ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของผู้พิทักษ์ คอยเฝ้ามองและปกป้องชาวเมืองจากยอดตึก

ก็อตแธม สถาปัตยกรรมเมืองของ Batman โดย 4 ผู้กำกับ Tim Burton, Joel Schumacher, Christopher Nolan และ Matt Reeves
ก็อตแธม สถาปัตยกรรมเมืองของ Batman โดย 4 ผู้กำกับ Tim Burton, Joel Schumacher, Christopher Nolan และ Matt Reeves

02
Joel Schumacher’s Gotham City (1995 – 1997)

ต่อมา ความมืด ฟิลเตอร์ดำ ๆ และความขมุกขมัวของเมือง ได้ถูกลดทอนลงไปในเวอร์ชันของ Joel Schumacher ที่ทำร่วมกับนักออกแบบงานสร้างอย่าง Barbara Ling ในช่วง ปี 1995 – 1997 

ในภาคนี้ มีการผสมผสานสไตล์ต่าง ๆ ทางสถาปัตยกรรมและเฉดสีนีออนเหนือจริงสว่างไสวไปทั่วเมือง ทำให้ก็อตแธมมีกลิ่นอายของความแฟนตาซีล้ำยุค แตกต่างจากภาคที่ผ่านมา สถาปัตยกรรมโกธิกถูกทับซ้อนด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมอันบ้าบิ่นแบบ Modern Expressionism เพื่อสื่อสารวิธีคิด ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกประหนึ่งประติมากรรม เช่น ใช้รูปทรงที่บิดเบี้ยว เพื่อสื่อเชิงสัญลักษณ์ถึงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับนวัตกรรมการก่อสร้างแบบใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นใน Claw Island ภาค Batman Forever และตรงกันข้ามกับเวอร์ชันของ Burton โดยสิ้นเชิง 

ก็อตแธม สถาปัตยกรรมเมืองของ Batman โดย 4 ผู้กำกับ Tim Burton, Joel Schumacher, Christopher Nolan และ Matt Reeves

03
Christopher Nolan‘s Gotham City (2005-2012)

เกือบ 1 ทศวรรษต่อมา กว่าไตรภาคของหนัง The Dark Knight โดยผู้กับกำกับชื่อดังอย่าง Christopher Nolan เข้าฉายในช่วงปี 2005 – 2012 ฉากเมืองก็อตแธมในแบบฉบับของเขา ก้าวข้ามรูปลักษณ์ของ 2 เวอร์ชันก่อน ก้าวออกจากสถาปัตยกรรมแฟนตาซีฉูดฉาดในภาคของ Schumacher และความมืดมนของสถาปัตยกรรมโกธิกแบบ Burton มาสู่ความธรรมดาสมจริง โดยใช้สถานที่จริงในเมืองใหญ่ อย่างชิคาโกและมหานครนิวยอร์กในการถ่ายทำ ถือเป็นก้าวสำคัญของเมืองก็อตแธมที่เข้ามาเชื่อมกับโลกภายนอกเป็นครั้งแรก ราวกับว่าก็อตแธมซิตี้นั้น เป็นเมืองที่คุณก็อาศัยอยู่ได้ ซึ่งนั่นสะท้อนให้เห็นว่าอาชญากรรมซ่อนอยู่ใกล้ตัวกว่าที่เราคิด

มากไปกว่านั้น เหตุการณ์จริงในแต่ละยุคก็เหมือนจะถูกสะท้อนเข้าไปอยู่ในฉากภาพยนตร์ของเมืองก็อตแธม สภาพแวดล้อมในเมืองที่ผู้คนหวาดกลัวกับการก่อการร้าย ซึ่งภาพยนตร์ Batman ฉบับของ Nolan นั้นถ่ายทำหลังจากเหตุการณ์ 9/11 ที่ตึก World Trade ถล่มจากการก่อการร้ายในปี 2001 

ความธรรมดาของเมืองก็อตแธมในแบบฉบับ Nolan สร้างความหวาดกลัวและเงามืดให้กับเมืองได้ โดยไม่จำเป็นต้องปรับรูปแบบสถาปัตยกรรมใด ๆ เข้าไป เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูงทรงโมเดิร์นร่วมสมัย เรียงตัวกันเป็นเส้นตรง และต่างชี้ขึ้นบนท้องฟ้าอย่างเป็นระเบียบ เป็นก็อตแธมในอุดมคติ ก่อนที่โจ๊กเกอร์จะก่อความโกลาหล 

ความสะอาดสะอ้านและความเจริญของเมืองไม่แตกต่างกับเมืองที่เราใช้ชีวิตปกติทั่วไป แต่ในขณะเดียวกันก็แอบซุกซ่อนความยุ่งเหยิงไว้ในตรอกซอกซอยและชั้นใต้ดินที่เสื่อมโทรม เป็นเมืองดิสโทเปียที่ซ่อนรูปและซับซ้อนอยู่บนความแตกต่างชนชั้น ความสูงของระดับชั้นที่อยู่อาศัย ความมืดและความสว่าง ความชั่วและความดี

ก็อตแธม สถาปัตยกรรมเมืองของ Batman โดย 4 ผู้กำกับ Tim Burton, Joel Schumacher, Christopher Nolan และ Matt Reeves
ก็อตแธม สถาปัตยกรรมเมืองของ Batman โดย 4 ผู้กำกับ Tim Burton, Joel Schumacher, Christopher Nolan และ Matt Reeves

04
Matt Reeves ‘s Gotham City (2022)

ใครจะเชื่อว่าอีกทศวรรษต่อมา ในเดือนมีนาคมปี 2022 เมืองก็อตแธมจะได้เติบโตขึ้นอีกครั้ง ในฉบับของผู้กำกับ Matt Reeves และผู้ออกแบบงานสร้าง James Chinlund ที่นำประวัติศาสตร์ของเมืองอายุกว่า 80 ปี มาประสานกันได้อย่างแปลกประหลาดและสมจริงในคราวเดียวกัน 

เขานำสถาปัตยกรรมโกธิกในเวอร์ชันของ Burton กลับมาใช้ถ่ายทอดสภาพแวดล้อมบ้านเมืองที่ใกล้จะล่มสลาย ถูกความมืดครอบงำ ถนนตรอกซอกซอยเต็มไปด้วยขยะ สิ่งสกปรก และสุสาน มีการผสมผสานสถาปัตยกรรมโมเดิร์นร่วมสมัยในโลกความเป็นจริง อย่างแลนด์มาร์กของเมืองนิวยอร์ก เพื่อสร้างเมืองที่มีกลิ่นอายความเสมือนจริงในรูปแบบเดียวกันกับ Nolan 

ยิ่งไปกว่านั้น ก็อตแธมของ Reeves ยังขับเน้นความขัดแย้งที่น่ามหัศจรรย์ของสถาปัตยกรรม โดยนำรางรถไฟยกระดับ ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งจากภาพร่างในแบบฉบับของ Burton เมื่อ 30 ปีที่แล้ว มาเป็นส่วนหนึ่งในองค์ประกอบของเมืองด้วย ทำให้ในภาคนี้ ผู้ชมมีโอกาสได้เห็นองค์ประกอบสถาปัตยกรรมยุคโกธิกกลมกลืนไปกับสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์น ซึ่งยากที่จะเห็นในโลกแห่งความเป็นจริง เพราะตึกจากช่วงยุคโกธิกส่วนมากถูกทำลายไปในช่วงสงครามโลก

Chinlund ต้องการให้ฉากของเมืองบอกเล่าเรื่องราวทั้งขาขึ้นและขาลง ทั้งช่วงเวลายากลำบากและช่วงเวลารุ่งโรจน์ เมืองที่ผ่านเหตุการณ์ความวุ่นวายมามากมาย โดยมีตึกระฟ้าที่ยังสร้างไม่เสร็จและถูกปล่อยให้รกร้างเป็นจำนวนมาก สลับกับมีโครงการก่อสร้างที่เสร็จสมบูรณ์ ฉากของเมืองบางส่วนเสื่อมโทรม แต่ขณะเดียวกันก็มีตึกสูงระฟ้าเบียดเสียดแออัด ความไร้ระเบียบแบบแผนขององค์ประกอบต่าง ๆ ทำให้รู้ว่าความไม่ปลอดภัยนั้นแทรกซึมอย่างลึกซึ้งในเมืองนี้

ก็อตแธม สถาปัตยกรรมเมืองของ Batman โดย 4 ผู้กำกับ Tim Burton, Joel Schumacher, Christopher Nolan และ Matt Reeves

“ตราบใดที่เขายังทำให้คนเลวรวยต่อไป และทำให้คนดีหวาดกลัว คนดีเช่นพ่อแม่ของคุณที่จะลุกขึ้นต่อต้านกับความอยุติธรรมนั้น พวกเขาจากไปโลกนี้ไปแล้ว ก็อตแธมยังมีความหวังเหลืออยู่ไหม เมื่อคนดีต่างนิ่งเฉยไม่ทำอะไร”

คำคมจากภาพยนตร์ Batman Begins สะท้อนให้เห็นถึงเอฟเฟกต์ลูกโซ่ของเมือง ที่ส่งผลต่อความคิดของชาวเมืองกับคำถามว่า แล้วอะไรเกิดก่อนกัน เมืองหรืออาชญากรรม พระเอกหรือคนร้าย สถาปนิกหรือเมือง

สถาปนิกผู้คลั่งไคล้ศาสนาต้องการวางผังเมืองในอุดมคติ เพื่อวางรากฐานเมืองที่จะสร้างพลเมืองที่มีศีลธรรม ในขณะเดียวกัน ด้วยรูปแบบที่บิดเบี้ยวของเมืองและความเหลื่อมล้ำ ก็ก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรม และปัญหานั้นเป็นจุดกำเนิดของ Batman ผู้พิทักษ์เมือง ซึ่งการคงอยู่ของเขาเป็นตัวดึงดูดและสร้างสุดยอดวายร้ายที่เป็นอันตรายขึ้นมาด้วย

Gotham City จะยังคงเป็นเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่ตลอดเวลา เป็นเมืองที่มีจุดเริ่มต้นและจุดจบวนลูปไปเรื่อย ๆ ในแต่ละเวอร์ชันของภาพยนตร์ล้วนถ่ายทอดรูปแบบของฝันร้าย ความอันตราย ความไม่ปลอดภัย ผ่านองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่แตกต่างออกไปในแต่ละฉบับ 

ท้ายที่สุดแล้ว เป็นไปได้หรือไม่ที่ Gotham City จะเป็นเหมือนกระจกเงาถ่ายทอดความล้มเหลว ความฝัน ความสุข และความโหดร้ายของเมืองในโลกแห่งความเป็นจริง 

เป็นดิสโทเปียที่เราไม่ควรได้สัมผัส 

ข้อมูลอ้างอิง

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load