นั่งรถผ่าน BTS สถานีเพลินจิต และชิดลม เคยสงสัยมั้ยว่าใครเป็นคนตั้งชื่อเหล่านี้

คำตอบคือพระยาภักดีนรเศรษฐ (เลิศ เศรษฐบุตร) มหาเศรษฐีเจ้าของที่ดินไพศาล ตั้งแต่บริเวณสถานีรถไฟฟ้านานาจดคลองแสนแสบ

นายเลิศคนนี้เอง ที่เป็นต้นเค้าของคำว่า ‘เริ่ดสะแมนแตน’

เทิ่ง สติเฟื่อง (บรรยงค์ เสนาลักษณ์) นักแสดงและนักจัดรายการทีวีในยุคแรกของสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีช่อง 4 บางขุนพรหม คิดคำศัพท์ ‘เริ่ดสะแมนแตน’ มาใช้ในรายการจนเป็นที่นิยม

คำนี้แผลงมาจากชื่อ ‘เลิศสะมันเตา’ ของนายเลิศที่วัยรุ่นยุคเก่าหมายถึงความเลิศหรูเป็นยอด บ้างก็ว่าชื่อนี้เป็นชื่อที่พ่อของนายเลิศตั้งให้ตอนเด็กๆ โดยเอาคำว่า สมันตา สมาสกับคำว่า เลิศ หมายถึง ดีเลิศเหนือสิ่งที่อยู่โดยรอบ ดีเหนือใคร ดีไม่เหมือนใคร

และบ้างก็ว่าแผลงมาจากห้างสรรพสินค้าหรูหราชื่อ Samaritaine (สะมาริแตน) ที่ปารีส 

ไม่ว่าจะเป็นชื่อไหน ธุรกิจของนายเลิศก็รุ่งเรืองและแปลกไม่เหมือนใคร จนกลายเป็นหนึ่งในพ่อค้าชาวสยามที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในยุคนั้น

ชีวิตเลิศ

จากเสมียนหนุ่มผู้ช่วยแหม่มแม็คฟาร์แลนด์ ดูแลธุรกิจขายน้ำหวานโซดา หรือน้ำมะเน็ดนำเข้าจากสิงคโปร์ นายเลิศเปิดโรงงานน้ำแข็ง จนได้รับฉายาว่า ‘ผู้ปั้นน้ำเป็นตัว’ และรับช่วงต่อกิจการน้ำมะเน็ดจากแหม่มชาวอเมริกัน

ตามมาด้วยกิจการอื่นๆ เช่น ห้างสรรพสินค้าห้างแรกที่มีเจ้าของกิจการเป็นคนไทย เป็นตึกสูง 7 ชั้นแถวเจริญกรุง ชื่อห้างนายเลิศ นำเข้าสินค้าจากเมืองนอก เช่น จักรซิงเกอร์ ผลไม้กระป๋องยุโรป จักรยาน สังกะสี นอกจากนี้ยังมีธุรกิจโรงแรม Hotel de la Paix ที่มีบาร์นายเลิศ โด่งดังเรื่องการเสิร์ฟวิสกี้ ออน เดอะ ร็อก เนื่องจากนายเลิศเป็นทั้งผู้นำเข้าแอลกอฮอลล์ และเจ้าของโรงงานน้ำแข็ง

แต่กิจการที่ทำให้นายเลิศเป็นที่รู้จักไปทั้งพระนครจริงๆ คือ ธุรกิจรถเมล์ขาว นายเลิศเริ่มจากเปิดกิจการรถม้าให้เช่าพร้อมสารถีเสร็จสรรพ และรถเมล์ม้าลาก ก่อนจะใช้ความรู้จากธุรกิจคมนาคมมาสร้างรถเมล์ขาว คนขับสวมเครื่องแบบสีขาวคล้ายกะลาสีกับหมวกทรงหม้อตาลดูสะอาดสะอ้าน เป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมจากชาวบ้านมาก เพราะมีสโลแกนว่า สุภาพ ซื่อสัตย์ ประหยัด ทันใจ เอากำไรแต่น้อย บริการผู้มีรายได้น้อย

อีกเหตุผลที่รถเมล์นี้เป็นที่จดจำ เพราะเมื่อรถแล่นจะส่งเสียงกึงกังโครมครามล่วงหน้า ชาวบ้านจึงขนานนามรถเมล์นี้ว่า อ้ายโกร่ง

บ้านปาร์คนายเลิศ, เลิศ เศรษฐบุตร, บ้านไม้สัก,บ้านและสวน, รถเมล์คันแรก, เลิศสะแมนแตน

ยังไม่หมดเท่านี้ นายเลิศยังมีธุรกิจเรือเมล์ขาวให้บริการในคลองแสนแสบ พร้อมเปิดตลาดเฉลิมโลก หรือตลาดนายเลิศใกล้ๆ กัน ใครมาซื้อมาขายของที่ตลาดนี้ จะมีโปรโมชั่นขึ้นเรือเมล์ขาวและรถเมล์ขาวได้ฟรี แถมยังเป็นคนใจบุญสุนทาน นำเรือออกไปบริการช่วยเหลือคนฟรีๆ เมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาภักดีนรเศรษฐ แม้ไม่ได้รับราชการ

นอกจากนี้ ยังเป็นผู้บริจาคเงินให้โรงพยาบาลเลิดสิน เพื่อให้ประชาชนใช้เป็นสาธารณประโยชน์ ทั้งยังบริจาคที่สร้างโรงเรียนเศรษฐบุตรบำเพ็ญ และโรงเรียนสตรีเศรษฐบุตรบำเพ็ญ อีกด้วย

นายเลิศเป็นเจ้าของที่ดินมากมายในพระนคร เขาตัดสินใจขยายพื้นที่ออกไป ด้วยการซื้อที่ดินแถวสุขุมวิทในสมัยต้นรัชกาลที่ 6 ซึ่งสมัยนั้นเป็นทุ่งนาที่เรียกว่าทุ่งบางกะปิ มีราคาเพียงตารางวาละ 8 สตางค์เท่านั้น

เรื่องราวของบ้านปาร์คนายเลิศ เรือนไม้เก่าแก่ และสวนต้นไม้ยักษ์ จึงเริ่มขึ้น

บ้านปาร์คนายเลิศ, บ้านรีโนเวท, เลิศ เศรษฐบุตร, บ้านไม้สัก

บ้านและสวน

นายเลิศตั้งใจพัฒนาพื้นที่ประมาณ 60 ไร่ แถวเพลินจิตเป็นบ้านพักตากอากาศ นอกจากบ้านหลักที่สี่พระยา โดยออกแบบเรือนไม้สักหลังใหญ่ไว้อยู่อาศัยใน พ.ศ. 2458 สั่งให้คนขุดคลองสมคิดหน้าบ้านเชื่อมต่อกับคลองแสนแสบ พร้อมจ้างสถาปนิกอิตาเลียนมาออกแบบสวนหย่อนใจอย่างปาร์คฝรั่ง โดยนอกจากใช้พักผ่อนกับครอบครัวแล้ว นายเลิศยังเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมในวันอาทิตย์ และให้ลูกเสือเข้ามาพักแรม

ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติสิริ บุตรสาวคนเดียวของนายเลิศเล่าว่า การนั่งรถจากบ้านมาตากอากาศที่นี่ใช้เวลาถึงครึ่งวัน และสมัยที่ยังไม่แบ่งขายที่ดินครึ่งหนึ่งให้สถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรที่ย้ายออกจากบางรัก คุณพ่อสั่งให้ขุดสระน้ำใหญ่และชิงช้าให้คนกระโดดน้ำเล่น ตัวท่านผู้หญิงเองก็เล่นโครเกต์ แบดมินตัน และบางครั้งก็ลงไปพายเรือในสระ

ระยะแรกเรือนรับรองที่นี่มีเพียงบ้าน ใน เรือนไม้สักชั้นเดียวแบบจตุรมุข ยกพื้นใต้ถุนโล่ง หลังคาปั้นหยายกจั่วซ้อน 3 ชั้น มุงกระเบื้องดินเผาเคลือบ พื้นบ้านเป็นชิ้นไม้สักที่เรียงแนบกัน เป็นไม้ที่เหลือจากการสร้างสะพานพระราม 6 แต่ไม้ส่วนใหญ่ในบ้านมาจากโรงเลื่อยของนายเลิศเอง เนื่องจากนายเลิศเคยเปิดธุรกิจอู่ต่อเรือเดินสมุทรอยู่ระยะหนึ่งที่นี่ ทำให้มีไม้สักขนาดใหญ่มากมาย

บ้านปาร์คนายเลิศ, เลิศ เศรษฐบุตร, บ้านไม้สัก,บ้านและสวน, รถเมล์คันแรก, เลิศสะแมนแตน บ้านปาร์คนายเลิศ, เลิศ เศรษฐบุตร, บ้านไม้สัก,บ้านและสวน, รถเมล์คันแรก, เลิศสะแมนแตน

ต่อมาครอบครัวของนายเลิศย้ายมาอาศัยที่บ้านปาร์คเป็นการถาวร จึงต่อเติมเรือนไม้เข้าไปอีกหนึ่งหลังให้เชื่อมต่อกัน นายเลิศเป็นผู้ออกแบบเอง โดยเอาถ่านมาเขียนแบบแปลนบนพื้นให้ช่างดู

หลังจากนั้น พื้นที่ส่วนหนึ่งของปาร์คก็กลายเป็นอู่รถเมล์ขาว ทั้งใช้จอดและซ่อมบำรุงรถเมล์ เรือเมล์ ทั้งยังมีบ้านพักพนักงานเรียงราย และปั๊มน้ำมันสำหรับเติมรถเมล์อีกด้วย

ระเบิดลง

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ปะทุขึ้น นายเลิศอายุ 70 ปี

ธุรกิจของนายเลิศประสบปัญหาจากสงคราม ห้างสรรพสินค้าต้องปิดตัวเพราะรับสินค้ายุโรปมาขายไม่ได้ ต้องซื้อขายกับญี่ปุ่นเท่านั้น กิจการโรงน้ำแข็งก็หยุดชะงัก ค่าเงินบาทไทยต่ำลงไปกว่า 50 เปอร์เซ็นต์

เนื่องจากบ้านปาร์คนายเลิศอยู่ติดกับสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร คู่สงครามของญี่ปุ่น ทหารอาทิตย์อุทัยจึงบุกเข้ามาในบริเวณบ้าน และอยู่เฝ้าในบริเวณปาร์คถึง 4 ปี ระหว่างนั้นมีระเบิดโจมตีฝ่ายสัมพันธมิตรที่พลาดเป้าตกลงมาในปาร์คหลายครั้ง รวมทั้งหมด 22 ลูก

ครั้งหนึ่งตกลงมาหน้าบ้านเป็นหลุมลึก ทางบ้านปาร์คนายเลิศจึงปรับปรุงหลุมนั้นเป็นสระบัว

บ้านปาร์คนายเลิศ, เลิศ เศรษฐบุตร, บ้านไม้สัก,บ้านและสวน, รถเมล์คันแรก, เลิศสะแมนแตน

และบ้านปาร์คนายเลิศจึงมีหลุมหลบภัยขนาดลึก 10 เมตรไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน ปัจจุบันกลายเป็นบ่อน้ำเล็กๆ

“พอหวอมาทีก็ขนของขึ้นรถ…หมดหวอก็ขับกลับมา คงเหลือแต่นายเลิศคนเดียวที่ไม่ยอมทิ้งบ้านไป…” ศ. ดร. สมพงษ์ จุ้ยสิริ เล่าไว้ในหนังสือ 100 ปีแห่งความเป็นเลิศ

“กูไม่ไป! …ด้วยความเป็นคนใจแข็ง แต่วันที่ระเบิดลงมาโดนบ้าน ระเบิดตูม เศษดินกระจายใส่หน้า ล้มก้นกระแทก… ตั้งแต่นั้นก็ยอมไปเลย แต่หวอหมดท่านก็รีบกลับก่อนเพราะเป็นห่วงบ้าน”

1 ปีก่อนสงครามสิ้นสุด ระเบิดตกลงมาที่เรือนฝั่งตะวันตก บ้านเสียหายทั้งหลังจนพลิกตะแคงขึ้นมา นายเลิศรอจนสงครามจบลง แล้วสร้างเรือนไม้ขึ้นใหม่แทนของเดิม สังเกตได้ว่าเรือนที่บูรณะจะสีอ่อนกว่า เพราะใช้ไม้แดงและไม้เต็งแทนไม้สัก และใช้เงิน 1 แสนบาทในการซ่อมแซม

หลังจากนายเลิศ และ คุณหญิง สิน ภักดีนรเศรษฐ ผู้เป็นภรรยาเสียชีวิตลง ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ก็อาศัยอยู่ที่บ้านปาร์คนายเลิศจวบจนสิ้นอายุขัย

คุณเล็ก-ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ทายาทรุ่น 4 ของนายเลิศ ตัดสินใจเปลี่ยนเรือนไม้สักหลังงามเป็นพิพิธภัณฑ์ของครอบครัว โดยใช้เวลาปรับปรุงแล้วเสร็จในปี 2015 และเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมทุกวันพฤหัสบดี และวันศุกร์ ทั้งยังรับจัดเลี้ยงงานต่างๆ เช่น งานแต่งงาน งานหมั้น

ปัจจุบันภายในเรือนไม้เป็นอย่างไรบ้าง เราจะพาเข้าไปดู

บ้านปาร์คนายเลิศ, บ้านรีโนเวท, เลิศ เศรษฐบุตร, บ้านไม้สัก

เปิดบ้านใหม่

เมื่อเข้ามาถึงตัวบ้าน สิ่งแรกที่จะเห็นคือห้องรับแขกหรือห้องนั่งเล่น ภายในมีภาพถ่ายเก่าของครอบครัวนายเลิศ เช่นภาพถ่ายนายเลิศบนรถม้ากับสัตว์เลี้ยงคือลูกเสือดาวชื่อเจ้าแต้ม ภาพท่านผู้หญิง เลอศักดิ์ สมบัติศิริ และสามี คุณพินิจ สมบัติศิริ อดีตอธิบดีกรมศาสนา รองอธิปดีกรมศิลป์ และสถาปนิกในกรมศิลปากร

บ้านปาร์คนายเลิศ, เลิศ เศรษฐบุตร, บ้านไม้สัก,บ้านและสวน, รถเมล์คันแรก, เลิศสะแมนแตน

นอกจากนี้ยังมีแผ่นไม้เพนต์ลายวิถีชีวิตคนไทย ผลงานสุวรรณี สุคนธา นักเขียนนวนิยายเรื่อง น้ำพุ

รอบตัวบ้านมีของสะสมเก่าแก่ของตระกูล ทั้งของนายเลิศ และพระยาศรีเสนา (ศรีเสนา สมบัติศิริ) บิดาของคุณพินิจ สมบัติศิริ ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการต่างประเทศ เอกอัครราชทูตไทยคนแรกประจำประเทศญี่ปุ่น และองคมนตรีไทย

ของสะสมน่าสนใจมีทั้งของขวัญจากราชวงศ์ทั่วโลกที่เคยแวะมาพำนัก เช่น ราชวงศ์ญี่ปุ่น สวีเดน และธงผ้าจากภูฏาน เป็นของขวัญจากสมเด็จย่าของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก

นอกจากนี้ยังมีเครื่องถ้วยชามสมัยบ้านเชียง ลูกปืนวินเชสเตอร์ครบชุด ไม้เท้าสะสมของพระยาศรีเสนา และของเก่าแก่อื่นๆ อีกมาก

บ้านปาร์คนายเลิศ, เลิศ เศรษฐบุตร, บ้านไม้สัก,บ้านและสวน, รถเมล์คันแรก, เลิศสะแมนแตน บ้านปาร์คนายเลิศ, เลิศ เศรษฐบุตร, บ้านไม้สัก,บ้านและสวน, รถเมล์คันแรก, เลิศสะแมนแตน

ห้องหนึ่งจัดแสดงชุดและข้าวของเครื่องใช้ของท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ ผู้หญิงไทยคนแรกๆ ที่ไปเรียนที่ญี่ปุ่น เป็นอดีตเจ้าของโรงแรมสวิสโฮเทล ปาร์คนายเลิศ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมหญิงคนแรกของไทย และคนรักต้นไม้ที่ปลูกต้นไม้ใหญ่ทั่วปาร์คนายเลิศจนร่มรื่นเขียวขจี

บ้านปาร์คนายเลิศ, บ้านรีโนเวท, เลิศ เศรษฐบุตร, บ้านไม้สัก

บ้านปาร์คนายเลิศ, เลิศ เศรษฐบุตร, บ้านไม้สัก,บ้านและสวน, รถเมล์คันแรก, เลิศสะแมนแตน

สะพานเชื่อมเรือน 2 หลังเป็นไม้ที่เรียงล็อกกันพอดีแบบปาร์เกต์สวยงาม ทำให้พื้นแน่นไม่เอี๊ยดอ๊าด เกิดจากช่างฝีมือเยี่ยมตั้งแต่ก่อนยุคมีเครื่องไสไม้ รอยถากไม้ด้วยมือยังเห็นได้ทั่วโครงไม้ของตัวบ้าน

ถัดมามีห้องอาหาร ด้านหน้าเก็บเครื่องถ้วยลายคราม มีดาบลายครามและแจกันลาย จปร. สวยงาม นอกจากนี้ยังมีห้องพระเก่า ตู้พระธรรมอายุ 200 กว่าปี

บ้านปาร์คนายเลิศ, บ้านรีโนเวท, เลิศ เศรษฐบุตร, บ้านไม้สัก

เดินออกไปอีกนิดจะเจอครัวของคุณหญิงสิน มีตั่งไม้ที่ท่านใช้นั่งกำกับแม่ครัวให้ทำกับข้าวเลี้ยงสมาชิกครอบครัว แขกเหรื่อ และบริวารหลักร้อย ร่ำลือกันว่าสูตรอาหารคุณหญิงอร่อยมาก

ตรงข้ามห้องครัวคือเรือนแพที่ใช้เป็นท่าขึ้นลงเรือ สมัยก่อนคลองเป็นหน้าบ้าน ห้องครัวจึงเป็นจุดแรกที่จะได้เห็น

ส่วนห้องคอนกรีตของเรือนนี้มีห้องเดียว คือห้องน้ำแบบโบราณ สร้างขึ้นเมื่อสมัยนายเลิศชราแล้ว นับเป็นบ้านแรกๆ ที่มีชักโครกแบบโบราณ

นอกจากตัวบ้าน ที่นี่ยังมีรถเมล์ขาวสภาพใหม่เอี่ยมให้ชม และเรือเมล์ขาว 2 ลำ ชื่อสะมันเตา กับ ฆง ซึ่งนายเลิศต่อร่วมกับคนงาน และเคยล่องไปถึงเชียงใหม่อีกด้วย

จุดสังเกตสิ่งที่เป็นของนายเลิศ ไม่ว่าจะเป็นข้าวของเครื่องใช้ รถ หรือเรือ คือตราวงกลมมีกากบาทด้านในเหมือนขนมกงสีแดง ดูคล้ายตรากาชาด นายเลิศตั้งใจสื่อถึงพรหมวิหาร 4 หลักที่ใช้ในการดำรงชีวิตตลอดมา

ถ้าอยากเข้ามาชมอาณาจักรของนายเลิศแบบเต็มๆ ที่นี่เปิดทุกวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ วันละ 3 รอบ ได้แก่ 11 โมง บ่าย 2 โมง และบ่าย 4 โมงเย็น

บ้านปาร์คนายเลิศ

ที่อยู่: 2/2 ถนน วิทยุ แขวง ลุมพินี เขต ปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

ขอบคุณข้อมูลทั้งหมดจาก บ้านปาร์คนายเลิศ และ หนังสือ ‘100 ปีแห่งความเป็นเลิศ’

ถ้าอยากรู้เรื่องการรีโนเวตบ้านหลังนี้ และเยี่ยมชมสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยที่กำลังจะย้ายออกจากย่านเพลินจิต สมัครมา Walk with The Cloud 09 : The Embassy & The Park ได้ที่นี่เลย

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

อยู่เมืองไทย ใครเลยจะไม่เคยเห็นครุฑ

สัตว์ใหญ่ในตำนาน อมนุษย์ครึ่งคนครึ่งนก พาหนะของพระนารายณ์ผู้ทรงเป็นหนึ่งในสามมหาเทพในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู สัญลักษณ์แทนองค์พระมหากษัตริย์

คติความเชื่อที่ไล่เรียงมาข้างต้น ล้วนเป็นคำตอบว่าทำไมครุฑจึงมีความศักดิ์สิทธิ์และสำคัญยิ่งในสังคมไทย แม้ว่าเราทุกคนจะไม่เคยเห็นครุฑองค์เป็น ๆ แต่ศิลปะรูปครุฑกลับปรากฏอยู่ทั่วทุกแห่งหน ทั้งในจิตรกรรมฝาผนัง วัตถุมงคล ผืนธง ตราแผ่นดิน ไปจนกระทั่งประติมากรรมหน้าห้างร้านหรือธนาคารต่าง ๆ ที่เด็กทุกคนน่าจะเคยถูกผู้ใหญ่ชี้ชวนให้ดูกันทั้งนั้น

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

แต่จะมีสถานที่ใดในไทย (และในโลก) ที่มีครุฑให้เห็นมากเท่าที่นี่ไหม

ทดคำถามนี้ไว้ในใจ แล้วให้ตัวอักษรพาทุกท่านเยี่ยมยลพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไปพร้อม ๆ กัน

ครุฑหน้าธนาคาร

หลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อนว่า ตราครุฑที่ติดอยู่หน้าธนาคารเรียกว่า ‘ตราตั้งห้าง’ หรือ ‘ตราตั้ง’ เป็นรูปครุฑพ่าห์หรือครุฑซึ่งเป็นพาหนะ ตราครุฑพ่าห์ (พระครุฑพ่าห์) ถูกใช้ในส่วนราชการมาช้านาน ก่อนจะมีการออกแบบตราครุฑพ่าห์สำหรับใช้เป็นตราตั้งห้างของภาคเอกชนให้มีลักษณะต่างกันเล็กน้อย ธุรกิจเอกชนสามารถขอตราตั้งห้างประดับอาคารที่ทำการได้ ด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากสำนักพระราชวัง ซึ่งมีเงื่อนไขว่ากิจการนั้นจะต้องปลอดหนี้สิน ทำธุรกิจด้วยความสุจริต และทำคุณประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง เป็นต้น

ธนาคารเอกชนมากมายได้รับพระบรมราชานุญาตให้ใช้ติดตั้งตราครุฑ หลายแห่งยังดำเนินกิจการอยู่ ขณะที่บางแห่งก็สิ้นชื่อไปจากสารบบนานแล้ว ตัวอย่างเช่น ‘ธนาคารนครหลวงไทย’ ซึ่งควบรวมกิจการกับธนาคารธนชาตไปเมื่อ พ.ศ. 2554

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

เนื่องจากนครหลวงไทยเป็นธนาคารเก่าแก่ ก่อตั้งในสมัยรัชกาลที่ 8 ประกอบธุรกิจการเงินนานกว่า 70 ปี ในวันที่ยุบรวมกับธนชาต ย่อมเป็นธรรมดาที่ธนาคารนี้จะได้รับพระราชทานครุฑ แต่เมื่อกิจการถูกโอนสู่มือเจ้าของใหม่อย่างธนาคารธนชาต องค์ครุฑที่เคยกางปีกเป็นสง่าอยู่หน้าสาขาธนาคารนครหลวงไทยทั่วประเทศจำต้องถอดลงตามกฎหมาย แต่แทนที่จะเก็บครุฑทั้งหมดไว้ให้เปล่าดาย ผู้บริหารธนาคารกลับเล็งเห็นคุณค่าของตราครุฑพระราชทานเหล่านี้

จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑ’ ที่รวบรวมองค์ครุฑจากธนาคารนครหลวงไทยสาขาต่าง ๆ มาจัดแสดงไว้ที่บางปู

ในระยะแรก พิพิธภัณฑ์ครุฑสงวนไว้ให้เข้าชมได้เฉพาะผู้ติดต่อเข้ามาเป็นกรณีพิเศษ เช่น คณะนักเรียนที่เข้ามาทัศนศึกษา กระทั่งธนาคารธนชาตได้ควบรวมกิจการกับธนาคารทหารไทยใน พ.ศ. 2564 และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) ที่นี่จึงเปิดสู่สาธารณชนเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

“พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้ ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมสังคมเพื่อความยั่งยืนของทีทีบี ที่เราได้วางแนวทางการทำกิจกรรมเพื่อสังคมในหลากหลายมิติ ทั้งด้านเยาวชน ชุมชน และการจุดประกายความเป็นไทย ซึ่งองค์ครุฑอยู่คู่กับสังคมไทยมายาวนาน เป็นสัญลักษณ์แห่งความกตัญญู ความซื่อสัตย์ และความดีงาม ซึ่งไม่ว่าโลกจะทันสมัยไปอีกสักแค่ไหน แต่ 3 สิ่งนี้ยังเป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่เราควรรักษา”

คุณกาญจนา โรจวทัญญู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการตลาดและประสบการณ์ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวกับพวกเราชาว The Cloud ไว้

“พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีความเฉพาะตัว ด้วยเรื่องราวของพญาครุฑ การอนุรักษ์และจัดแสดงครุฑพระราชทานกว่า 150 องค์ รวมถึงการถ่ายทอดเรื่องราวที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่จะส่งผ่านถึงคนรุ่นหลังให้ตระหนักถึงคุณค่าขององค์ครุฑ ในรูปแบบการจัดแสดงที่ทันสมัยทั้งแอนิเมชันและมัลติมีเดียที่เหมาะกับผู้ชมทุกวัย เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับทุกคนในครอบครัว ซึ่งการเปิดให้ชมสำหรับบุคคลทั่วไปครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี จึงนับเป็นโอกาสดีที่พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้จะเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรมที่คนไทยทุกคนจะได้ร่วมภาคภูมิใจ”

ครุฑองค์ใหญ่

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

สิ่งแรกที่ทุกคนจะได้เห็นเมื่อมุ่งหน้ามาถึงพิพิธภัณฑ์ครุฑในนิคมอุตสาหกรรมบางปู ซอย 9A ก็คือประติมากรรมรูปครุฑองค์ใหญ่สูงกว่า 4 เมตร สยายปีกต้อนรับผู้มาเยือนอยู่เหนือป้ายชื่อพิพิธภัณฑ์ สีสันที่ลอกเลือนตามกาลเวลาบอกให้รู้ว่าครุฑองค์ใหญ่นี้มีอายุไม่ต่ำกว่าครึ่งศตวรรษ

ครุฑองค์นี้ได้รับการอัญเชิญมาจากหน้าสำนักงานใหญ่ของอดีตธนาคารนครหลวงไทยบนถนนเพชรบุรี ไม่นานหลังเกิดการรวมกิจการเมื่อ พ.ศ. 2554 พร้อมกับเสียงร่ำลือมากมายเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของพญาครุฑองค์นี้ จึงเกิดเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เจ้าหน้าที่จะเชื้อเชิญให้ทุกคนที่มาเยี่ยมเยือนได้จุดธูปสักการะครุฑองค์ใหญ่ก่อนเข้าชมพิพิธภัณฑ์ 

ตึกทรงครุฑ

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้อยู่ในอาคารหลังเดียวกับศูนย์ฝึกอบรมธนาคารธนชาต บางปู

ตอนที่ถอดครุฑลงจากธนาคารนครหลวงไทยแต่ละสาขา องค์ครุฑพระราชทานเหล่านั้นก็ได้รับการอัญเชิญมาไว้ศูนย์ฝึกอบรม ซึ่งเป็นเรื่องบังเอิญมากที่อาคารนี้มีปีกยื่นออกไปสองข้าง แผนผังคล้ายกับพญาครุฑในอิริยาบถกางปีกอันคุ้นตา หากมองมาจากมุมสูง

สถานที่นี้จึงเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้ประดิษฐานองค์ครุฑซึ่งอัญเชิญมาจากทั่วสารทิศ โดยพื้นที่ที่ใช้เป็นพิพิธภัณฑ์คืออาคารกลางและปีกขวาบางส่วน

ภายในพิพิธภัณฑ์มี 2 ชั้น แบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็น 6 ส่วน มีเจ้าหน้าที่พาชมและคอยให้ความรู้เป็นรอบ ๆ เพื่อให้ผู้เข้าชมทุกชีวิตก้าวสู่โลกของพญาครุฑไปพร้อม ๆ กัน

โถงต้อนรับ

ประตูบานเลื่อนอัตโนมัติสองบานตั้งขนาบกลางป้ายประกาศสรรพคุณของที่นี่ว่า ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งแรกและแห่งเดียวในอาเซียน’ เพราะแม้ว่าเรื่องเล่าความเชื่อเกี่ยวกับพญาปักษีจะมีอยู่ทั่วอุษาคเนย์ แต่ก็ไม่มีพิพิธภัณฑ์ใดในภูมิภาคนี้ที่มีครุฑเป็นธีมหลัก นอกจากที่นี่

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

เมื่อเราย่างเท้าผ่านประตูบานนี้ไป สายตาก็จะเผชิญกับผนังทรงโค้งวาดลวดลายธรรมชาติของป่าหิมพานต์ ความเจ๋งของฝาผนังนี้อยู่ที่ QR Code ซึ่งสแกนเพื่อใช้ฟิลเตอร์ใหม่ในอินสตาแกรมสตอรี่ได้ หากนำกล้องมือถือไปส่องกับผนัง ก็จะพบภาพกราฟิก AR (Augmented Reality) เล่าขานศึกสายเลือดระหว่างครุฑกับนาคโดยมีป่าหิมพานต์เป็นพื้นหลัง

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ
พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

ส่วนจัดแสดงนี้ยังมีห้องฉายภาพยนตร์สั้นที่จะพาผู้ชมไปรู้จักประวัติพิพิธภัณฑ์ และเรื่องราวเบื้องต้นของพญาครุฑ เริ่มตั้งแต่จุดกำเนิด ข้อแตกต่างระหว่างครุฑในศาสนาฮินดูกับพุทธ ธรรมชาติของครุฑ ฯลฯ เพื่อปูทางความรู้เรื่องครุฑก่อนไปชมส่วนจัดแสดงต่อไป

ครุฑพิมาน

เสร็จจากการเยี่ยมชมพื้นที่จัดแสดงชั้นล่าง เจ้าหน้าที่ก็จะพาเราทุกคนขึ้นไปชั้นบนโดยผ่านบันไดที่ตกแต่งด้วยก้อนหินและสุมทุมพุุ่มไม้หนาทึบประหนึ่งผืนป่าใจกลางตึก

ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะชั้นบนของพิพิธภัณฑ์เป็นภาพจำลองของป่าหิมพานต์ตามคติความเชื่อของชาวไทยในอดีต ซึ่งภาพจำลองนั้นยิ่งดูแจ่มชัดขึ้นเมื่อเราไปถึงส่วนจัดแสดงที่สองอันมีชื่อว่า ‘ครุฑพิมาน’

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

โถงใหญ่กลางชั้นสองคือห้องเรียนจักรวาลไตรภูมิ และดินแดนในเทพนิยายอย่างป่าหิมพานต์ ป่าเชิงเขาพระสุเมรุ อันเป็นที่อยู่ของสิงสาราสัตว์นานาชนิด

ช่องว่างกลางโถงถูกดัดแปลงเป็นสระอโนดาต สระน้ำหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตที่ไม่มีวันแห้งเหือดตราบเท่าที่กลียุคยังไม่มา มุมสระทั้ง 4 ทิศมีทางน้ำไหลระบายออกจากปากสัตว์มงคล 4 ชนิด ประกอบด้วยราชสีห์ ช้าง ม้า และโค รอบพื้นที่จัดแสดงเดียรดาษไปด้วยต้นไม้ สัตว์หิมพานต์ ฤๅษี คนธรรพ์ วิทยาธร รวมถึงต้นไม้ประหลาดอย่าง ‘นารีผล’ หรือ ‘มักกะลีผล’ ที่ออกผลเป็นหญิงสาววัยแรกรุ่น มีหน้าตาสะสวยราวนางอัปสร ดึงดูดให้เหล่าเทวดาเพศชายพากันหมายปองและแย่งชิงกันเด็ดไปเชยชม

นครนาคราช

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

เมื่อพูดถึง ‘ครุฑ’ ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะหลีกเลี่ยงการพูดถึง ‘นาค’ ซึ่งเป็นพี่น้องต่างมารดาและศัตรูตัวฉกาจของเจ้าแห่งนก

ส่วนจัดแสดงที่ 3 มีชื่อว่า ‘นครนาคราช’ ซึ่งมาในธีมโลกบาดาล ฉากพรรณไม้ในป่าหิมพานต์เมื่อห้องที่แล้วถูกแทนที่ด้วยสีน้ำเงินของเกลียวคลื่นและผืนสมุทร เมื่อมาถึงห้องนี้ ผู้เข้าชมจะได้รู้จักความเชื่อเรื่องโลกบาดาลในพุทธศาสนา บทบาทของพญานาคผู้ยิ่งใหญ่ในฐานะสัตว์พาหนะของพระนารายณ์ขณะบรรทมอยู่เหนือเกษียรสมุทร ปิดท้ายด้วยตำนานความบาดหมางระหว่างพญานาคกับพญาครุฑที่เป็นพี่น้องต่างมารดาของกัน แต่กลับต้องบาดหมางกันเพราะนางวินตา มารดาพญาครุฑตกเป็นทาสของนางกัทรุ มารดาแห่งนาค 1,000 ตน นานถึง 500 ปี พญาครุฑจึงใช้สติปัญญาของตนชิงเอาน้ำอมฤตไปไถ่ความเป็นทาสแก่ผู้ให้กำเนิดได้สำเร็จ เป็นเหตุให้นาคกับครุฑกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันสืบมา

อมตะเจ้าเวหา

ส่วนจัดแสดงที่ 4 มีลักษณะเป็นห้องทรงกลมโอบล้อมด้วยประติมากรรมครุฑพ่าห์ 

เมื่อสาวเท้าเข้าสู่ห้องนี้ รอบตัวเราจะมืดสนิท ก่อนที่แสงแรกจะฉายฉานขึ้นบนหน้าจอทรงโค้ง เพื่อสดุดีคุณธรรมอันสูงส่งขององค์ครุฑ อันได้แก่ความกล้าหาญ ความเสียสละ และความกตัญญูกตเวทิตา

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

แอนิเมชันลายเส้นสวยในห้องนี้บรรยายเหตุการณ์ตอนที่พญานาคตั้งข้อแลกเปลี่ยนกับพญาครุฑให้ไปชิงน้ำอมฤตมาเพื่อปลดปล่อยนางวินตาสู่ความเป็นไทอีกครั้ง แม้ว่าพระนารายณ์จะเสด็จขึ้นมาจากการบรรทมหลับกลางทะเลน้ำนมเพื่อหยุดยั้งการชิงน้ำอมฤตของพญาครุฑ แต่พญาครุฑก็ยังดึงดันจะช่วยมารดาให้ได้ทั้งที่ต้องเสี่ยงถึงชีวิต ทั้งสองฝ่ายจึงประจัญบานกัน ผลลงเอยที่ไม่มีฝ่ายใดแพ้หรือชนะ พระนารายณ์จึงทรงแลกเปลี่ยนกับครุฑ ด้วยการขอใช้ครุฑเป็นพาหนะยามที่พระองค์เสด็จไปไหนต่อไหน และทรงยินยอมให้ครุฑอยู่ในตำแหน่งสูงกว่าพระองค์ พร้อมประทานความเป็นอมตะให้ เป็นที่มาของชื่อห้อง ‘อมตะเจ้าเวหา’

ล้นเกล้าจอมราชัน

แอนิเมชันอันน่าตื่นเต้นจบลงพร้อมกับความรู้ที่เพิ่มพูนขึ้น ผู้เข้าชมอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ได้เข้าใจกันแล้วว่าเหตุใดพญาครุฑถึงมีความผูกพันกับพระนารายณ์อย่างแนบแน่น แต่ขณะเดียวกัน หลายคนก็อาจเกิดความฉงนใจก้อนใหม่ขึ้นมาแทนว่า ครุฑเกี่ยวข้องอย่างไรกับชาติไทย สัญลักษณ์รูปครุฑจึงโผล่มาอยู่ในเอกสารราชการให้เราเห็นได้แทบทุกวัน

‘ล้นเกล้าจอมราชัน’ ส่วนจัดแสดงที่ 5 ให้คำตอบเรื่องนี้ได้ดีเยี่ยม ด้วยสื่อผสมผสานทั้งวิดีโอและป้ายให้ข้อมูล ทำให้ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้รู้ว่าศิลปกรรมรูปครุฑนั้นพบในดินแดนไทยมาตั้งแต่ยุคทวารวดีแล้ว ก่อนจะทวีความสำคัญขึ้นในสมัยอยุธยา เมื่อตรา ‘ครุฑพ่าห์’ เริ่มได้รับการใช้เป็นสัญลักษณ์เชื่อมโยงกับพระมหากษัตริย์ เหตุเพราะคติเทวราชที่ไทยรับมาจากเขมรมีความเชื่อว่า พระมหากษัตริย์เป็นอวตารของพระนารายณ์ ผู้ทรงครุฑเป็นพาหนะ

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

สื่อจัดแสดงในห้องนี้เล่าย้อนประวัติศาสตร์ตั้งแต่โบราณกาลมาจนถึงยุคปัจจุบัน อธิบายสาเหตุที่ธงตราครุฑบนพื้นเหลืองอันมีชื่อเรียกว่า ‘ธงมหาราช’ ต้องถูกเชิญขึ้นเหนือเสาพระราชวังเมื่อพระมหากษัตริย์ไทยประทับอยู่ การออกแบบตราครุฑพ่าห์โดยฝีพระหัตถ์เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ หรือมูลเหตุที่ตราครุฑพ่าห์กลายเป็นตราแผ่นดินไทยสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 

นอกจากนี้ ด้วยความที่พิพิธภัณฑ์ครุฑเปิดทำการครั้งแรกใน พ.ศ. 2554 อันเป็นปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ พื้นที่หนึ่งในส่วนจัดแสดงนี้จึงถูกใช้บอกเล่าเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในรัชสมัย เพื่อเทิดพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดินที่ครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

ห้องจัดแสดงครุฑ

ห้องที่เป็นทั้งไฮไลต์และจุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ์ครุฑ ถือเป็นส่วนจัดแสดงสุดท้ายที่เราจะได้ชมกัน

ห้องโถงใหญ่ที่ผนังด้านหนึ่งเจาะหน้าต่างยาวตลอดแนว คือสถานที่ประดิษฐานครุฑตราตั้งห้างพระราชทานทั้ง 150 องค์ ซึ่งรับรองได้ว่าไม่มีที่ใดรวบรวมงานศิลปะเฉพาะตราครุฑไว้มากเท่าที่นี่มาก่อน

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

องค์ครุฑที่เห็นอยู่นี้ส่วนใหญ่เป็นงานไม้ ย้ายมาจากธนาคารนครหลวงไทยกว่า 100 สาขา ต่างได้รับการดูแลรักษาให้คงอยู่ในสภาพเดิมวันที่อัญเชิญมาจากแหล่งเก่า โดยที่ไม่มีการซ่อมแซมแก้ไขเลยแม้แต่จุดเดียว เพื่อให้เห็นความเก่าแก่และสภาพจริงของครุฑองค์นั้นนั้น

การจะอัญเชิญองค์ครุฑมาจัดแสดงรวมกันที่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายเอาเสียเลย เพราะว่าครุฑเป็นของสูง เจ้าหน้าที่ผู้รับบทวิทยากรนำชมได้เล่าให้เราฟังว่า ก่อนจะเชิญแต่ละองค์ลงจากอาคารที่ติดตั้งไว้ ต้องมีการปิดตาครุฑเสียก่อน เพื่อไม่ให้สัตว์กึ่งเทพที่ปกติอยู่บนที่สูงเช่นครุฑมองในที่ต่ำ เมื่ออัญเชิญมาถึงพิพิธภัณฑ์ครุฑแล้วจึงต้องทำพิธีเบิกเนตรเพื่อความเป็นสิริมงคลอีกครั้งหนึ่ง

ทอดสายตาดูครุฑที่ประดับอยู่บนผนังและบนแท่นกลางห้อง แม้มองเพียงผ่าน ๆ ตาก็จะดูรู้ว่าครุฑแต่ละองค์มี ‘ครุฑลักษณะ’ แตกต่างกันทั้งสิ้น ทั้งนี้ก็เพราะครุฑที่เห็นอยู่เป็นผลงานของนายช่างคนละคนกัน ต่างคนก็ต่างฝีมือ ต่างแนวคิด ต่างค่านิยมในการสร้าง ยังผลให้ครุฑเกือบทุกองค์ดูผิดแผกจากกันด้วยสรีระ ใบหน้า เครื่องทรง ไปจนถึงสีสันผ้านุ่งที่สวมใส่

อ้อ มาถึงห้องนี้แล้วอย่าลืมมองหาครุฑองค์แรกของธนาคารนครหลวงไทย กับครุฑจากสาขาเยาวราชด้วยนะ แล้วตอบตัวเองให้ได้ด้วยล่ะว่าครุฑสององค์นี้มีความพิเศษอย่างไรบ้าง

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

พิพิธภัณฑ์ครุฑ โดยธนาคารทหารไทยธนชาต กำลังจะเปิดให้ชมอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน 2565 โดยจะเปิดให้ชมเฉพาะวันศุกร์และเสาร์วันละ 3 รอบ ได้แก่ เวลา 10.00 น., 13.00 น. และ 15.00 น. มีผู้นำชมทุกรอบ และไม่มีค่าใช้จ่าย

เรื่องการเดินทาง ถึงแม้พิพิธภัณฑ์จะอยู่ไกลจากถนนใหญ่สักหน่อย แต่อย่าเพิ่งกังวลไป เพราะทางธนาคารได้จัดรถตู้คอยจอดรอรับ-ส่ง จากพิพิธภัณฑ์เคหะ วันละ 3 รอบ ตามเวลาเข้าชม

ส่วนใครที่อยากเข้าชม แต่ไปไม่ได้ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ก็ไม่ต้องเสียใจอีกเช่นกัน เพราะพิพิธภัณฑ์ครุฑเปิดให้ชมทางออนไลน์ที่ Garuda Virtual Tour 

นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่จะเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้กับพวกเราคนไทยว่า ครุฑนั้นมีเรื่องราวที่น่าสนใจมากกว่าจะเป็นแค่ตราสัญลักษณ์ที่เห็นบ่อยจนชินชา

พิพิธภัณฑ์ครุฑ โดยธนาคารทหารไทยธนชาต

ที่ตั้ง : นิคมอุตสาหกรรมบางปู ซอย 9A ตำบลแพรกษาใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : วันศุกร์-เสาร์ เวลา 10.00 น., 13.00 น., 15.00 น.

โทรศัพท์ : 09 8882 3900

เว็บไซต์ : /www.ttbfoundation.org/th/garudamuseum/

หมายเหตุ

ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ครุฑจะได้รับของที่ระลึกเป็นแผ่นผ้าองค์ครุฑ พร้อมข้อความแสดงถึงคุณธรรมสำคัญที่องค์ครุฑทั้งสามข้อ เฉพาะผู้เข้าชม 500 ท่านแรกเท่านั้น

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load