ทุกครั้งที่ขึ้น BTS สถานีเพลินจิตหรือชิดลม มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เคยสงสัยว่าชื่อเหล่านี้มาจากไหน
คำตอบคือชายคนเดียวกัน — พระยาภักดีนรเศรษฐ (เลิศ เศรษฐบุตร) หรือที่คนทั่วไปเรียกว่านายเลิศ มหาเศรษฐีและนักธุรกิจในยุครัชกาลที่ 5-8 ผู้เป็นเจ้าของที่ดินผืนใหญ่ที่กลายมาเป็นย่านธุรกิจสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ในวันนี้
และร่องรอยที่เหลืออยู่ของเขามีอยู่จริง ในสวนต้นไม้ร่มรื่นขนาด 14 ไร่ ซอยสมคิด ถนนวิทยุ ในชื่อ บ้านปาร์คนายเลิศ
ชายที่สร้างสิ่งแรกไว้ทั่วประเทศ
ก่อนที่จะเข้าใจ บ้านปาร์คนายเลิศ ต้องเข้าใจก่อนว่าเจ้าของบ้านหลังนี้คือใคร
นายเลิศเป็นผู้ริเริ่มกิจการสารพัดสิ่งที่กลายมาเป็นตำนาน ไม่ว่าจะเป็นกิจการน้ำหวานโซดา เจ้าของโรงน้ำแข็งแห่งแรกของสยาม เจ้าของอาคารพาณิชย์ 7 ชั้นที่สูงที่สุดแห่งแรก เปิดกิจการเป็นห้างนายเลิศบนถนนเจริญกรุง โรงแรม Hotel de la paix ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งแรกที่เจ้าของเป็นคนไทย เป็นผู้นำเข้าและจำหน่ายจักรเย็บผ้าซิงเกอร์เป็นคนแรก และเป็นผู้ริเริ่มกิจการเรือเมล์ กิจการรถเมล์ขาวนายเลิศ อันเป็นรถโดยสารประจำทางสายแรกของกรุงเทพฯ
ชายที่ทำสิ่งแรกไว้หลายอย่างในประเทศ ตั้งถนนชื่อตัวเองในย่านเพลินจิต และทิ้งบ้านไม้สักไว้ให้คนรุ่นหลังมาสัมผัสจนถึงทุกวันนี้
ที่ดินตารางวาละ 8 สตางค์ ที่กลายเป็นย่านธุรกิจ

นายเลิศซื้อที่ดินแถวถนนสุขุมวิทในต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งสมัยนั้นเป็นทุ่งนาที่เรียกว่าทุ่งบางกะปิ มีราคาเพียงตารางวาละ 8 สตางค์ โดยตั้งใจพัฒนาพื้นที่ประมาณ 60 ไร่แถวเพลินจิตเป็นบ้านพักตากอากาศ จึงได้ออกแบบเรือนไม้สักหลังใหญ่ไว้อยู่อาศัยใน พ.ศ. 2458
พื้นที่ที่นายเลิศซื้อไว้ในราคาถูกนั้นวันนี้อยู่ใจกลางย่านเพลินจิต ล้อมรอบด้วยตึกสูง โรงแรมหรู และศูนย์การค้า แต่ใจกลางของทั้งหมดนั้น ยังมีร่มเงาต้นไม้เก่าแก่และเรือนไม้สักที่รอดผ่านเวลามาร้อยกว่าปี
ในระยะแรกมีเพียงเรือนไม้สักชั้นเดียวแบบจัตุรมุข ยกพื้นใต้ถุนโล่ง หลังคาปั้นหยายกจั่วซ้อน 3 ชั้น มุงกระเบื้องดินเผาเคลือบ พื้นบ้านเป็นชิ้นไม้สักที่เรียงแนบกัน ไม้ที่ใช้เป็นไม้ที่เหลือจากการสร้างสะพานพระราม 6 — ทุกชิ้นส่วนของบ้านมีเรื่องเล่าของตัวเอง
สวนแบบตะวันตกแห่งแรกของไทย

นอกจากตัวเรือนที่น่าสนใจ สิ่งที่ทำให้ บ้านปาร์คนายเลิศ โดดเด่นไม่แพ้กันคือสวนรอบบ้านที่ปัจจุบันเหลืออยู่ราว 14 ไร่
ปาร์คนายเลิศได้รับการขนานนามว่าเป็นสวนแบบตะวันตกแห่งแรกของประเทศไทย และยังเคยเป็นพื้นที่ค้างแรมของลูกเสือในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งร่มรื่นเขียวขจีไปด้วยร่มเงาจากกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ใหญ่ที่ได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี
ต้นไม้ยักษ์หลายต้นในสวนมีอายุกว่าร้อยปี บางต้นใหญ่โตจนต้องแหงนมองขึ้นไปนาน การเดินในสวนนี้จึงรู้สึกต่างจากสวนสาธารณะทั่วไป เพราะทุกต้นที่เห็นล้วนเป็นพยานของเวลาจริงๆ
มรดกที่ส่งต่อสู่ทายาทรุ่นที่ 3 และ 4
หลังนายเลิศเสียชีวิต บ้านและธุรกิจตกทอดสู่ ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ ทายาทเพียงคนเดียว ท่านผู้หญิงเข้ารับการศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 2 ปี และได้กลับมาสืบทอดธุรกิจต่างๆ ต่อจากผู้เป็นพ่อ นอกจากนี้ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ยังได้รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถือว่าเป็นรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้งโรงแรมปาร์คนายเลิศ
ปัจจุบัน บ้านปาร์คนายเลิศ อยู่ภายใต้การดูแลของ ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ทายาทรุ่นที่ 4 โดยบ้านปาร์คนายเลิศได้รับการบูรณะอย่างตั้งใจโดยใช้เวลาเกือบ 3 ปี รวมถึงการอนุรักษ์พื้นไม้สัก เสาไม้ และต้นไม้เก่าแก่อายุกว่า 100 ปี ซึ่งเป็นความตั้งใจของทายาทรุ่นที่ 3 และรุ่นที่ 4 ที่ต้องการอนุรักษ์และสืบสานให้ Nai Lert’s Legacy ยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไป
วันนี้บ้านปาร์คนายเลิศเปิดรับใคร
ปัจจุบัน บ้านปาร์คนายเลิศ ทำหน้าที่หลายอย่างในเวลาเดียวกัน — เป็นทั้งพิพิธภัณฑ์เอกชนที่เปิดให้เข้าชมเรือนไม้สักและสิ่งของสะสม เป็นสวนร่มรื่นที่ใครก็แวะพักได้ และเป็นพื้นที่ร้านอาหารและคาเฟ่หลายแห่ง รวมถึงร้านสมันเตา ร้านคาเวียร์คาเฟ่ และร้านอาหารสไตล์ต่างๆ ที่ใช้บรรยากาศต้นไม้ใหญ่เป็นพื้นหลัง
สิ่งที่ทำให้ที่นี่ต่างจากพิพิธภัณฑ์ทั่วไปคือมันไม่ใช่สถานที่ที่ต้องเดินผ่านโดยเร็ว แต่เป็นที่ที่คนมานั่งอยู่ได้ นั่งกินกาแฟใต้ต้นไม้ร้อยปี แล้วค่อยๆ ซึมซับว่าพื้นที่ตรงนี้ เคยเป็นอะไรมาก่อนที่ตึกสูงจะล้อมรอบทุกด้าน
และในกรุงเทพฯ ที่ทุกอย่างรีบเปลี่ยน — นั่นคือสิ่งที่มีค่ามากขึ้นทุกวัน
