19 มิถุนายน 2561
4.20 K

1

ในรถกระบะหน้าตาสมบุกสมบัน ฉันเอื้อมมือข้างหนึ่งเกาะราวจับข้างประตูรถแน่น ขณะที่อีกข้างควานหายาดมมาจ่อใต้จมูก ไม่ได้ทำเกินกว่าเหตุเลยจริงๆ-เพราะทางข้างหน้าตอนนี้ไม่ใช่ถนนลาดยางราบเรียบ แต่ประกอบด้วยดิน หิน กรวด ที่ทำให้กระดูกแทบทุกชิ้นสั่นสะเทือนไม่หยุด

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

นี่คือเส้นทางสู่ ‘เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก’ ในจังหวัดกาญจนบุรี ที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยจากข่าวคดีล่าเสือดำอันโด่งดัง

แต่แม้ทางสายนี้จะหฤโหดสำหรับคนเมืองอย่างฉัน กระบะคันโตกลับวิ่งบุกตะลุยไปบนถนนที่ขนาบด้วยหมู่ไม้สีเขียวเข้มอย่างราบรื่น เพราะมีคนขับผู้เชี่ยวชาญในชุดเครื่องแบบลวดลายสัตว์ป่าและต้นไม้

เขาคือหนึ่งในกลุ่มคนที่เราเรียกว่า `เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

ขณะที่มนุษย์เงินเดือนในเมืองขับรถมุ่งสู่ออฟฟิศบนตึกระฟ้า คนเหล่านี้ขับรถบนเส้นทางเช่นนี้สู่ป่าใหญ่

วันนี้ ฉันมุ่งหน้าไปยังออฟฟิศของพวกเขาตามคำชักชวนของโครงการระดมทุนเพื่อซื้อกรมธรรม์คุ้มครองชีวิตเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่ชื่อว่า ‘ใครรักป่ายกมือขึ้น’ ทีมงานตั้งใจไปมอบกรมธรรม์ส่วนแรกจำนวน 4,445 กรมธรรม์ให้ถึงมือผู้รับและพาผู้คนเข้าไปสัมผัสชีวิตเหล่าเจ้าหน้าที่

เวลา 2 วัน 1 คืนนับจากนี้ ฉันจะไปเรียนรู้เพื่อหาคำตอบว่าเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าคือใคร ภารกิจที่พวกเขาทำอยู่คืออะไรกันแน่

และทำไมคนเมืองอย่างเราต้องสนใจคนตัวเล็กกลางป่าใหญ่กลุ่มนี้

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

 

2

เสียงหยดฝนหล่นลงกระทบใบไม้ของป่าทุ่งใหญ่ดังเปาะแปะ ความเย็นชุ่มชื้นของผืนป่าฉ่ำฝนอบอวลอยู่รอบตัว แต่ฉันไม่ได้มีเวลาชมนกชมไม้ เพราะมัวแต่ตั้งสติกับทางเดินป่าข้างหน้าที่ทีมงานพามาเดินยามบ่าย

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

ทำไมต้องตั้งใจขนาดนั้น? ก็นั่นไง มีเสียงลื่นไถลดังมา พี่นักข่าวผู้ร่วมทริปล้มลงไปเรียบร้อย

เราออกเดินต่อไปตามทางที่หลายส่วนกลายเป็นโคลนเฉอะแฉะ อีกทั้งยังขึ้นลงเนิน แหวกพงหญ้าสูงท่วมหัวกันเป็นระยะ และยาวเหยียดหลายกิโลเมตรจนหลายคนเริ่มหายใจไม่ทัน หากเส้นทางเข้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ ว่าโหดแล้ว เมื่อเจอการเดินป่ารอบนี้ นั่นก็เป็นแค่เมนูเรียกน้ำย่อย

และนี่คือออฟฟิศของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า-ออฟฟิศที่เป็นธรรมชาติแท้จริงในทุกฤดูกาล

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

งานหลักของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าคือการออกลาดตระเวนตามเส้นทางแบบนี้เพื่อป้องกันผู้บุกรุกและเก็บข้อมูลสัตว์ป่า ซึ่งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งนี้นับเป็นหนึ่งในพื้นที่ทำงานสำคัญ เพราะทั้งเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ป่าตะวันตก’ ซึ่งเป็นป่าใหญ่ผืนสุดท้ายของไทยที่ขึ้นชื่อเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ และเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ป่ามรดกโลก’ ซึ่งกินอาณาเขตของผืนป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่ทั้งสองด้าน

ระยะทาง 8 กิโลเมตรที่เราเดินกันคือระยะเบสิกที่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าเดินต่อวัน (แปลว่าบางวันก็ไกลกว่านี้) และการเข้าป่า 1 ครั้งก็ไม่ใช่การไปเช้าเย็นกลับแบบที่เราทำ แต่คือการหายเข้าไปในป่าหลายวัน บางหนกินเวลาร่วม 1 อาทิตย์โดยมีสัมภาระ เสบียง และอาวุธหนักอึ้งบนบ่าระหว่างเดินทาง

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

“ของหนักประมาณ 20 – 30 กิโล” พี่เจ้าหน้าที่กะน้ำหนักที่ต้องแบกรับ แล้วสาธิตวิธีใช้เครื่องมือกรองน้ำจากลำธารที่ต้องใช้ เพราะไม่อาจแบกน้ำสะอาดมาได้ไม่พอให้เราชม

แต่มากกว่าน้ำหนักและระยะทางยังมีสิ่งโหดหินกว่านั้น เพราะนี่ไม่ใช่การเดินตรวจตรารอบโรงแรมใหญ่สักที่ แต่คือผืนป่ากว้างไพศาล เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกมีพื้นที่ถึง 1,331,062 ไร่ เปรียบเทียบง่ายๆ คือใหญ่กว่ากรุงเทพฯ เสียอีก

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

ขณะที่จำนวนคนทำงาน-ซึ่งปกติควรแปรตามภาระงาน-ก็มีอยู่แค่ราว 190 คน

นี่คือเหตุผลที่เจ้าหน้าที่ต่างทำงานกันแทบไม่ได้หยุด (แม้รู้ว่าไม่มีทางเดินได้ทั่ว) อีกทั้งการออกลาดตระเวนแต่ละครั้งต้องใช้กำลังคนไม่ต่ำกว่า 5 คนเพื่อความปลอดภัย นั่นแปลว่าหากหน่วยย่อยไหนมีเจ้าหน้าที่แค่ 8 คน แต่ละเดือนก็ต้องมี 1 คนที่ ‘ควงกะ’ แทบไม่ได้โผล่หน้าออกมาจากป่า

“มันเกินกว่ารักกันแล้ว คนที่อยู่ที่นี่น่ะ” เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าคนหนึ่งเอ่ยถึงเหล่าเพื่อนร่วมงานที่เจอหน้ากันมากกว่าครอบครัว ก่อนจะบอกว่าคงดีถ้ามีคนเพิ่มมากกว่านี้

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

 ที่สำคัญ งานนี้ไม่ได้เหนื่อยแค่กายแต่ยังเสี่ยงต่อความปลอดภัย ถ้าคุณลองไปคุยกับเจ้าหน้าที่ ไม่ยากที่จะได้ยินวีรกรรมกลางป่าอย่างการถูกกระทิงพุ่งมาขวิดจากด้านหลังจนตัวลอย ไม่ก็การปะทะหรือเกือบปะทะกับผู้บุกรุกที่มีมาไม่ขาด

ฟังดูแล้ว ถ้าใช้บริบทคนเมืองมาวัดงานนี้คงต้องได้เงินเดือนสูงลิบ สวัสดิการพรั่งพร้อม

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

หากสิ่งที่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าได้รับในปัจจุบันคือรายได้ระหว่าง 7,500 – 9,500 บาท และสวัสดิการที่ไม่เพียงพอ ยิ่งเจ้าหน้าที่คนไหนเป็นพนักงานราชการซึ่งไม่ใช่ลูกจ้างประจำของรัฐก็แทบไม่มีสิทธ์คุ้มครองอะไร นอกจากสิทธิ์พื้นฐานอย่าง 30 บาทรักษาทุกโรคที่คนไทยมีกันอยู่แล้วถ้วนหน้า

เพราะไม่สำคัญถึงถูกมองข้าม? ฉันตั้งคำถาม แต่บางคำตอบก็ผุดพรายระหว่างทาง เมื่อความอุดมสมบูรณ์ของป่าทุ่งใหญ่ทำให้เราได้พบเจอรอยเท้าสัตวป่าน่าตื่นตาบนผิวดินนุ่ม

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

“นี่คือรอยเท้ากระทิง” พี่เจ้าหน้าที่บอกก่อนหยิบอุปกรณ์วัดรอยเท้า กล้องถ่ายรูป และแผ่นเอกสาร ออกมาจดเก็บข้อมูล จากนั้นก็เล่าให้เราฟังถึงการนำข้อมูลที่ได้จากป่ามาวางแผนเพื่อดูแลสัตว์ป่าต่อไป

นาทีนี้หลายคนคงเบื่อหากต้องมานั่งฟังว่าสัตว์ป่าและผืนป่าสำคัญต่อมนุษย์อย่างไร

แต่ที่น่ารู้คือขณะเราใช้ชีวิตอยู่ในเมือง มีคนกลุ่มหนึ่งใช้ชีวิตกลางป่าเพื่อพยายาม ‘พิทักษ์’ สิ่งเหล่านี้

เพราะไม่สำคัญถึงถูกมองข้าม?

ไม่หรอก-บางทีคนเราก็มองข้ามสิ่งสำคัญ

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

 

3

เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันลืมตาตื่นมาพบบรรยากาศเขียวสดและเย็นชื่นฉ่ำของป่าหมาดฝนที่มีเสียงนกนานาชนิดคลอเป็นฉากหลัง

ไม่มีโอที ทำงานเหมือนเซเว่น แต่สิ่งที่ได้คืออากาศบริสุทธิ์นี่แหละ-พี่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเคยบอกไว้

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

แล้วเมื่อออกจากที่พัก ฉันก็ได้เจอ หัวหน้าวิเชียร ชินวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธ์ุแห่งนี้ที่คนรู้จักกว้างขวางจากสื่อไม่แพ้เสือดำ การพบกันตั้งแต่เมื่อวานทำให้ฉันรู้ว่าภายใต้มาดเคร่งขรึมในเครื่องแบบ เขาคือชายวัยใกล้ 40 ที่เป็นมิตรและเปี่ยมอารมณ์ขัน

ก่อนต้องกลับสู่เมือง ฉันจึงชวนหัวหน้าของเหล่าเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าสนทนา

การเป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าต้องทำอะไรบ้างคะ?

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

“ว่าคนอย่างเดียว” หัวหน้าวิเชียรแกล้งบอกปนหัวเราะ ก่อนจะอธิบายถึงขอบเขตหน้าที่อันกว้างขวางตั้งแต่อบรมบริหารเจ้าหน้าที่ ดูแลงานเอกสารเรื่องการสำรวจสัตว์ป่า จนถึงการจัดการงบประมาณที่ได้รับมา ทำให้ฉันได้รู้ว่างานที่ ‘ออฟฟิศ’ แห่งนี้ไม่ได้มีแค่การเดินลาดตระเวน แต่ยังมีสิ่งอื่นต้องจัดการมากมายนัก

พร้อมกันนั้น การได้คุยกับผู้ดูแลภาพรวมก็ทำให้ฉันเห็นภาพกว้างของหลากปัญหาหนักหน่วงรวมถึงสิ่งสำคัญที่คนตัวเล็กกลางป่าใหญ่ขาดแคลน เช่น ที่ทุ่งใหญ่ด้านตะวันตกนี้มีอุปกรณ์เดินป่าเพียงพอ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องการคือเทคโนโลยีเพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นโดรนสำหรับบินถ่ายภาพในป่าหรือกล้องวงจรปิดสำหรับติดในป่าเพื่อตรวจจับผู้บุกรุก

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

แน่นอนว่าหลายเรื่องต้องอาศัยการแก้ไขโครงสร้างใหญ่ เป็นเรื่องที่คนทั่วไปอาจทำอะไรไม่ได้

แต่ก็แน่นอนว่ามีสิ่งที่เราทำได้ เหมือนที่โครงการใครรักป่ายกมือขึ้นระดมทุนจนช่วยบรรเทาปัญหาสวัสดิการของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าได้สำเร็จ

ด้วยเหตุนี้ แม้ฉันจะบอกลาหัวหน้าวิเชียรและก้าวขึ้นรถกระบะเพื่อกลับสู่เมือง เรื่องราวชีวิตคนตัวเล็กกลางป่าใหญ่ที่พบเห็นจึงยังกระจ่างชัดอยู่ในดวงตาและดวงใจ

ทั้งหมดนั้นหลอมรวมกัน ไม่ได้กลายเป็นคำตอบ แต่เป็นคำถาม

คำถามที่ทำให้ฉันก้มลงมอง 2 มือตัวเอง

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

ภาพ สุวิชา พุทซาคำ

ช่วยระดมทุนเพื่อซื้อกรมธรรม์คุ้มครองชีวิตเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ากับโครงการ ‘ใครรักป่ายกมือขึ้น’ ได้ที่นี่

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

สุวิชา พุทซาคำ

อาร์ตไดเรกเตอร์ผู้เชี่ยวชาญการก่อกองไฟ และกางเตนท์ พอๆกับที่เชี่ยวชาญการใช้โปรแกรมออกแบบ สนใจเรื่องราวสิ่งแวดล้อมพอๆกับที่ชื่นชอบอุปกรณ์ไอที ถ้า IG : @sleepbird มีการเคลื่อนไหว แสดงว่าเพิ่งออกจากป่า

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 มิถุนายน 2565
1.73 K

The Cloud x Vespa

บรึ้น ๆ ! เสียงขบวนเวสป้าบึ่งเข้ามายังนครขอนแก่นเพื่อร่วมทริป Walk with The Cloud : บึ่งแก่นนคร ชมศิลปะและวัฒนธรรมในแดนอีสาน บ้างมาจากกรุงเทพฯ บ้างมาจากขอนแก่นบ้านเฮานี่แหละ วันนี้เป็นวันที่ฟ้าไร้แดดเหมาะกับการขี่รถตากลมสุด ๆ จากจุดรวมตัว เราจะบึ่งไปที่โฮงสินไซเป็นที่แรก

เป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่ในการขี่สกู๊ตเตอร์เที่ยวกับเพื่อนหน้าใหม่ที่เพิ่งทำความรู้จัก

เชื่อว่าทั้งคนในและคนนอกก็คงตื่นเต้นไม่ต่างกัน ไม่พูดพร่ำทำเพลง ขอสตาร์ทรถไปเบิ่งกันแน่จ้า

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ที่นี่โฮงสินไซ

จอดสกู๊ตเตอร์ที่ ‘โฮงสินไซ’ บ้านสวนกลางเมืองจังหวัดขอนแก่น โอบล้อมด้วยรั้วไม้ไผ่และมวลแมกไม้นานาพันธุ์ สองมือยังไม่ทันล้วงกระเป๋า พวกเราก็พบกับ ผศ.ดร.ทรงวิทย์ พิมพะกรรณ์ ผู้ก่อตั้งโฮงสินไซ ที่ชวนน้อง ๆ เด็กพิเศษ มาเป็นวิทยากรพิเศษนำชมเรื่องราวของ สินไซ ด้วยกัน ที่นั่นมีเสียงจิ้งโกร่งต้อนรับพวกเราอย่างเนืองแน่น

เจ้าบ้านชวนเรานั่งล้อมวงสบาย ๆ บริเวณหน้าบ้าน แถมแจกจ่ายน้ำสมุนไพรเย็นชื่นใจดับกระหายให้คนละแก้ว (เติมได้ไม่อั้น) พร้อมขนมและผลไม้ตามฤดูกาล ก่อนจะเกริ่นแนะนำตัวและเล่าถึงวรรณคดีแบบกระชับ

สินไซ เป็นวรรณคดีของอุษาคเนย์ รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งคือ สังข์ศิลป์ชัย ท้องเรื่องไม่ได้ต่างจากวรรณคดีไทยส่วนใหญ่มากนัก แน่นอนว่า ‘สินไซ’ คือตัวเอกที่ต้องผ่านหลายเหตุการณ์ ต้องข้ามผ่าน 7 ย่านน้ำ 9 ด่านมหาภัย จนสุดท้ายก็จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง โดยท้าวกุดสะราดสละราชสมบัติให้สินไซปกครองต่ออย่างร่มเย็นเป็นสุข

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง
ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

อาจารย์ทรงวิทย์บอกว่า โฮงสินไซนี้มีที่มาจาก โฮง หมายถึง โรง ที่บรรจุเรื่องราวของวรรณคดีเรื่อง สินไซ เอาไว้ นอกจากฟังประวัติความเป็นมาและความตั้งใจของสถานที่แห่งนี้แล้ว พวกเรายังได้เดินดูของสะสมในตู้กระจกที่เก็บรวบรวมเอกสารเกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องนี้ประมาณ 140 – 150 รายการ ทั้งหมดเกี่ยวกับ สินไซ ในด้านต่าง ๆ ทั้งแง่รัฐศาสตร์-การเมือง งานวิจัยภาษาไทย-ลาว อีกทั้งยังมีผนังห้องประดับภาพเขียนสีน้ำเล่าเรื่อง สินไซ ซึ่งอาจารย์เป็นผู้วาด และมีมุมการต่อยอด-ประยุกต์ให้ร่วมสมัย เป็นหนังตะลุง เสื้อยืด ถ้วยกาแฟ ร่ม และของที่ระลึกต่าง ๆ

“วรรณคดีเป็นที่อยู่ของวัฒนธรรม” มหาสิลา วีระวงส์ นักปราชญ์คนสำคัญของลาวกล่าวไว้ คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงแต่อย่างใด เพราะเมื่อมีวัฒนธรรมจึงเกิดงานศิลป์หลายอย่าง วรรณคดีก็เป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นอยู่ของวัฒนธรรมนั้น ๆ ให้เห็นว่า วรรณคดีแต่ละยุคสมัย ผู้คนมีความคิด ความเชื่อ วัฒนธรรม พิธี ต่างกันหรือไม่ อย่างไร

โฮงสินไซเซอร์ไพรส์เราด้วยเสียงแคนกับหมอแคนรุ่นใหม่ ที่ผูกโยงกับ สินไซ และวัฒนธรรมอีสาน

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

“หมอลำจะไม่มีวันตาย เพราะปรับตัวง่าย พร้อมที่จะรับทุกสิ่งที่คิดว่าดีกว่า” เป็นคำกล่าวของ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ซึ่งหมอลำไม่ตายฉันใด หมอแคนก็ไม่ตายฉันนั้น เพราะ 2 สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อยู่คู่กัน

ถ้าหมอลำ-หมอแคน ไม่ตายแล้ว สินไซ และวัฒนธรรมอีสานก็จะไม่มีวันหายไป เพราะเชื่อมโยงกับหมอลำอย่างขาดกันไม่ได้ ยิ่งมีหมอแคนใหม่ ๆ เกิดขึ้น ยิ่งทำให้วัฒนธรรมอีสานแข็งแรงมากขึ้นด้วย

นั่นแปลว่าพวกเราจะมีโอกาสบิดเวสป้ากลับมาม่วนที่นี่อีกแน่นอน!

โมเดิร์นในมอ

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

บึ่งมาต่อกันที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นที่ออกแบบโดย อมร ศรีวงศ์, สมคิด เพ็ญภาคกุล, เฉลิมชัย ห่อนาค และ สถาพร เกตกินทะ ที่ออกแบบให้เข้ากับบริบทแวดล้อมของมอดินแดง พัฒนาภาพลักษณ์ของอาคารในสมัยนั้นให้มีสไตล์โมเดิร์น ถือได้ว่าเป็นภาพลักษณ์ของการพัฒนา แสดงออกถึงความก้าวหน้าและทันสมัย

เจ้าถิ่นที่พาพวกเราทัวร์มอและชมสถาปัตยกรรม คือ รศ.ดร.นพดล ตั้งสกุล จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ศึกษาเกี่ยวกับตึกทั้งหมดร่วมกับอาจารย์หลายท่านในคณะ รวมถึงเปิดวิชาเลือกให้นักศึกษาสถาปัตยกรรมในคณะร่วมเก็บข้อมูลทำโมเดลออกมาเพื่ออนุรักษ์อาคารเหล่านี้ไว้ เกิดเป็นนิทรรศการ ‘อาคารสมัยใหม่ Modern Architecture’ กระซิบเลยว่า อาจารย์นพดลเล่าเรื่องสนุกมาก เพราะท่านเคยเป็นศิษย์เก่าที่นี่

อ้อ ลืมบอกว่าพวกเราเติมพลังให้เต็มพุงกันเรียบร้อยที่ร้านไก่ย่างปรีชา แถมจัดไอติมกะทิหวานมันคนละถ้วยสองถ้วย ไม่นานพวกเราก็ประจำที่ จับเวสป้าคู่ใจออกเดินทางอีกครั้ง ผ่านสะพานขาวด้วย บรรยากาศดีสุด ๆ

แดดร่มลมตก เรามาเริ่มกันที่ ‘ตึกกลม’ อาคารเรียนรวมของนักศึกษาปี 1 ที่เราเปิดประตูห้องไปทดลองนั่งเรียนเป็นนักศึกษา ก่อนเดินสำรวจโครงสร้างภายนอก พบว่าอาคารรุ่นคุณลุงสวยไม่แพ้อาคารฝั่งตะวันตกเลยทีเดียว

ส่วนภาพรวมการออกแบบ อาจารย์นพดลเล่าว่า มันบ่งบอกถึงแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก รองลงมาคือการใช้งานในภูมิอากาศแบบร้อนชื้น และตอบโจทย์ความงามภายนอกอาคาร จังหวะการออกแบบเปลือกอาคารเมื่อแสงแดดกระทบ ก็จะเกิดเฉดเงาที่แสดงถึงความงามของอาคารนั่นเอง

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง
ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ขยับออกมาอีกนิด มองเห็น ‘ตึกหลอด’ น่าสนใจไม่แพ้กัน ด้วยรูปทรงหลอดทดลองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เดินไปหน่อยเป็น ‘ตึก SC01 ภาควิชาเคมี’ ตัวอาคารเป็นผนังคอนกรีต สะท้อนให้เห็นสัจจะของวัสดุ ที่ช่างฝีมือฉาบคอนกรีตผิวหยาบทิ้งไว้ ถ้าถอยหลังออกมาจะเห็นการเล่นเส้นเล็ก-ใหญ่บนตัวอาคาร เป็นกลิ่นอายสถาปัตยกรรมแบบ Le Corbusier ส่วนโถงโล่งใต้อาคารไม่มีเสาคานตรงกลาง แต่ดันอยู่ด้านข้าง ห่างกันถี่ ๆ เพื่อให้นักศึกษามีพื้นที่ทำกิจกรรมมากขึ้น เมื่อแหงนหน้ามองเพดาน จะเห็นโครงสร้างตาข่ายที่ตั้งใจออกแบบให้สอดคล้องกับพื้นที่ห้องแล็บบนอาคาร

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ถัดจากตึกภาควิชาเคมีเพียงไม่กี่ก้าว มีอาคารทรงหลังคาคอนกรีตหล่อโค้งทรงเรขาคณิตครึ่งวงกลม หรือ ‘ห้องปฏิบัติการกลางเป่าแก้ว’ ออกแบบโครงสร้าง Hyperbolic Paraboloid ซึ่งไม่ใช่ของใหม่ หากแต่เป็นการออกแบบที่คิดค้นโดยสถาปนิกเมื่อ 50 ปีก่อน ที่สำคัญคือโชว์ประสิทธิภาพของคอนกรีตได้ดีเยี่ยม

คณะเกษตรศาสตร์ เป็นคณะเก่าแก่ที่สุดในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ‘ตึก AG 01’ เป็นตึกเรียนรวมตึกแรกของคณะ ออกแบบเพื่อเมืองร้อน สะท้อนความเป็นระบบอุตสาหกรรมเมื่อยุค 50 ปีก่อน แผงสีเขียวที่เด่นชัดนั้น ทำหน้าที่กันฝนและเป็นราวกันตกให้นักศึกษา ซึ่งสถาปนิกออกแบบได้ตรงตามโจทย์ของสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์นทรอปิคัล

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มีตึกที่โดดเด่น 2 หลัง หนึ่ง คือ ‘ตึกโครงเหล็ก CB’ เป็นอาคารเรียนรวมและห้องซ้อมเชียร์ มองจากด้านนอกเป็นห้องสโลปบรรยายพร้อมอัฒจันทร์ โครงสร้างท่อเหล็กสีส้มทำหน้าที่ซัพพอร์ตโครงสร้างด้านใน ตัวอาคารไม่มีคานตรงกลาง แต่คานที่รับน้ำหนักเป็นหลักอยู่ริมนอกแทน และโครงเหล็กสีส้มจี๊ดถือเป็นสัญลักษณ์ของยุคโพสต์โมเดิร์นที่นำเหล็กมาใช้ในงานออกแบบเยอะขึ้น เพื่อเพิ่มลูกเล่น ลดความน่าเบื่อ

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย
บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

สอง คือ ‘ตึกของภาควิชาวิศวกรรมโยธา’ ที่นักศึกษามายืนดูโครงสร้างและเรียนกันจริง ๆ โดดเด่นตรงมีเสาซัพพอร์ตอยู่ริมสองข้าง การหิ้วโครงสร้างที่มีแรงกระทำในแนวดิ่งและแรงกระทำกลับคืนขึ้นไป คล้ายโครงสร้างการหิ้วของสะพาน เดินโฉบด้านในอีกนิด ไปดูบันไดแบบ Freestanding Structure ที่มีจุดบรรจบเพียง 2 จุด บริเวณชานพักไม่มีเสาเลยสักต้น! เป็นความเก๋าของนักออกแบบที่ผสานหลักวิศวกรรมได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

ใหม่อีหลี – ม่วนอีหลี – มักอีหลี

น้ำมันลดไปไม่มาก ก็มาจบทริปกันที่ ‘ใหม่อีหลี’ แกลเลอรี่งานศิลปะข้างบึงแก่นนคร สถานที่ที่เราได้พักดื่มชา-กาแฟในคาเฟ่ และเดินชมงานศิลปะตั้งแต่หน้าประตูแกลเลอรี่ จนถึงด้านในที่ชวนเราไปสัมผัสวัฒนธรรมภาคอีสานผ่านงานศิลปะที่ คุณเอริค บุนนาค บูทซ์ ผู้ก่อตั้งที่นี่ขึ้นมา ถัดจากแกลเลอรี่ใหม่เอี่ยมของเชียงใหม่

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

ตอนนี้กำลังจัดนิทรรศการ ‘A Minor History | ประวัติศาสตร์กระจ้อยร่อย’ โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ให้ได้ชมด้วย พวกเรานั่งลงบนเก้าอี้อย่างเงียบเชียบ ตัวหนังสือวิ่งขึ้นเป็นแนวตั้งคำต่อคำ เป็นการฉายโปรเจกเตอร์แบบสลับด้านให้มาฉายบนผ้าขาว จะอ่านออกได้ด้านเดียว ซึ่งคือด้านที่มีเก้าอี้ให้รับชม

นิทรรศการนี้น่าสนใจตรงที่เป็นการเล่าเรื่องของคนธรรมดาตัวเล็ก ๆ ฉีกกรอบประวัติศาสตร์แบบเดิม ที่มักเป็นเรื่องเล่าจากมุมมองผู้มีอำนาจเพียงฝ่ายเดียว

พระอาทิตย์เกือบลับขอบฟ้า พวกเราทั้ง 20 คนถ่ายภาพร่วมกัน ก่อนเอ่ยคำร่ำลาเพื่อเตรียมตัวกลับไปทำงานตามเดิม ขอนแก่นสำหรับใครบางคนในคาราวานเวสป้าวันนี้เป็นเมืองที่เขาเคยไม่รู้จัก แต่หากมีรถคู่ใจสักคัน เพื่อนรู้ใจสักคน รับรองว่าจะท่องเที่ยวเมืองนี้ได้สนุกเหมือนกับทริปนี้แน่ ๆ

ขอนแก่นและอีกหลายสถานที่กำลังรอให้คุณมาค้นพบเช่นเดียวกับเรา ไม่ต้องไปไหนไกล เริ่มจากสตาร์ทรถแล้วบึ่งไปเลาะโลด!

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load