ในยุคหนึ่ง บางคนอาจมองผู้หญิงเป็นเพศอ่อนแอ เสียเปรียบเพศชายด้านสรีระ เป็นช้างเท้าหลังซึ่งต้องปรนนิบัติพัดวีช้างเท้าหน้า เป็นสายซัพในครอบครัวที่มักโดนมองข้าม

“แต่สำหรับผม เพศหญิงเป็นเพศที่ฉลาดมาก เพราะเป็นผู้วางกลยุทธ์ในการดูแลครอบครัวให้เรียบร้อยตั้งแต่เช้าจรดเย็น คือผู้กุมอำนาจที่แท้จริงในบ้าน”

มุมมองจาก เอก-ศรัณญ อยู่คงดี ผู้ก่อตั้ง ‘SARRAN’ แบรนด์เครื่องประดับที่นำเสนอเสน่ห์หญิงไทยโบราณได้อย่างเฉียบคม เก๋ไก๋ จน อลิเชีย คีส์ (Alicia Keys) เลือกใส่ในคอนเสิร์ตเปิดห้าง ICONSIAM ผู้สร้างสรรค์ต่างหูอุบะดอกรักรุ่นต้นฉบับที่ถูกทำเลียนแบบทั่วบ้านทั่วเมือง และผู้อยู่เบื้องหลังกรรเจียกดอกพุดซ้อนชิ้นงามในมิวสิกวิดีโอเพลง LALISA

สมควรแก่รางวัลนักออกแบบแห่งปี (Designer of the Year) สาขา Jewerly Design ปี 2021 อย่างไร้ข้อกังขา

ความหลักแหลมในเชิงดีไซน์ของเขามาจากการผสานเอางานฝีมือ งานดอกไม้ ไปจนถึงเครื่องหอม หยิบความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาสตรีสยาม ซึ่งล้วนเป็นกลเม็ดเด็ดพรายที่ถ่ายทอดผ่านดีเอ็นเอคนไทย มาใช้กับจิวเวลรี่ดีไซน์ได้อย่างชาญฉลาด จนได้รางวัลในสายงานออกแบบดังระดับโลกมาแล้วมากมาย ทั้งจาก The Tiffany & Co. Foundation และรางวัล Craft Design Award จาก World Crafts Council แห่ง UNESCO 

วันนี้เราจึงชวนเขามานั่งลงสนทนา ย้อนสำรวจเส้นทางชีวิตที่เติบโตมากับแม่เลี้ยงเดี่ยวในครอบครัวช่างหัตถศิลป์ เรียนรู้บทเรียนชีวิตแต่ละบทที่หล่อหลอมให้เขาประสบความสำเร็จ รวมถึงถึงทิศทางการเติบโตในอนาคตอย่างไร้กระบวนท่าในแวดวงจิวเวลรี่ดีไซน์

SARRAN แบรนด์จิวเวลรี่ที่เล่าเรื่องหญิงไทยได้เก๋ไก๋ จนได้ไปอวดโฉมใน MV เพลง LALISA

01 การแข่งขันคือการพัฒนาตัวเอง

ศรัณญเติบโตในครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยว เนื่องจากคุณพ่อหย่าร้างไปตั้งแต่เด็ก ทิ้งมรดกไว้อย่างเดียวคือนามสกุล ทำให้เขาผูกพันกับแม่เป็นพิเศษจนได้เห็นความเก่งกาจของเพศหญิง ผู้ต้องเป็นหัวเรือครอบครัวท่ามกลางวิกฤตฟองสบู่แตกโดยจำยอม ฟูมฟักเขาจนโตมาด้วยอาชีพด้านคหกรรมและหัตถกรรม

สิ่งแวดล้อมของครอบครัวปลูกฝังทักษะพื้นฐานด้านศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ให้แก่ศรัณญอย่างแนบเนียน เปิดโอกาสให้เขาได้คลุกคลีตีวงอยู่กับงานหัตถศิลป์จนสนิทสนม ถึงขั้นตัดสินใจเอาดีด้านนี้ตั้งแต่เด็ก เรียนต่อโรงเรียนอาชีวะเพื่อจะได้ติดอาวุธให้ครบครัน จนได้รับทุนเข้าศึกษาต่อที่สาขาศิลปะจินตทัศน์ (Imagine Art) คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

“ตอนนั้นผมรู้สึกว่าการถืองานศิลปะสวยๆ มาให้คุณแม่ดู ทำให้ท่านมีความสุขแบบจับต้องได้ มากกว่าเอกสารผลสอบที่มีแต่ตัวเลข แต่ก็อาจเป็นข้อเสียที่ผมไม่ต้องการเป็นที่หนึ่ง และเชื่อว่าเราควรมีความสุขกับสิ่งที่ทำมากกว่า

“พอคุณแม่รู้ว่าชอบทางนี้ ก็ซื้อนิตยสารพวก บ้านและสวน มายัดเข้ามือตั้งแต่เด็ก แต่นิสัยข้อหนึ่งของผมคือ ปากดี ชอบวิจารณ์ ครั้งหนึ่งไปเห็นรีสอร์ตเพื่อนคุณแม่แล้วบอกว่ามันดูหม่นเศร้า คุณน้าท่านจึงเสนอให้ผมไปช่วยดูผ้าปูเตียง ผ้าม่าน และผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ ตอนนั้นเราร้อนวิชามาก กลับมาเปิดหนังสือตัดแปะภาพทำมู้ดบอร์ดตั้งแต่ ป.5 และลงมือทำจนจบโปรเจกต์ ได้เงินกินขนมมาตั้งห้าหมื่น

“สมัยเรียนผมเป็นเด็กสายประกวดเต็มตัวเลย มันสนุก ท้าทาย แถมได้เงินมาช่วยที่บ้าน และต้องการบอกว่าฉันมีตัวตน เพราะเจ็บแค้นที่คุณพ่อมาขอนามสกุลคืนช่วงตัดสินใจเรียนต่อสายอาชีวะ เนื่องจากท่านคิดว่าเด็กสายนี้ต้องเกเร แต่ความจริงคือเราแค่อยากฝึกฝนทักษะด้านศิลปะอย่างเข้มข้นเท่านั้น เลยตั้งเป้าว่าต้องทำให้เขากลับมาให้ได้ด้วยการประสบความสำเร็จ”

ศรัณญมุ่งมั่นหาประสบการณ์ลับเหลี่ยมคมอย่างสนุกโลดโผนตลอดชีวิตวัยรุ่น ขยายขอบเขตความสนใจไปสู่วงการภาพยนตร์สั้นช่วงปีท้ายๆ ในรั้วมหาวิทยาลัย เฉียดกรายเข้าหาแวดวงแฟชั่นช่วงหนึ่งหลังสำเร็จการศึกษา ก่อนตอบรับงานประจำตำแหน่งนักออกแบบผลิตภัณฑ์ในบริษัทเอกชน ซึ่งกินเวลาในชีวิตกว่า 6 ปีเต็ม

SARRAN แบรนด์จิวเวลรี่ที่เล่าเรื่องหญิงไทยได้เก๋ไก๋ จนได้ไปอวดโฉมใน MV เพลง LALISA

02 นักสร้างสรรค์งานศิลปะ

บทสำคัญบทหนึ่งของชีวิต คือการทำงานที่ร้าน Fai Sor Kam (ฝ้ายซอคำ) ร้านอาหารเหนือกลางห้างพารากอน ที่เคยเป็นแหล่งจำหน่ายงานฝีมือจากแดนล้านนา เอกได้ร่วมสร้างสรรค์งานหัตถกรรมกับชุมชนอย่างเข้มข้น ได้หวนกลับมาสัมผัสเสน่ห์ท้องถิ่นและงานคราฟต์อีกครั้งนับตั้งแต่วัยเยาว์ จนทำให้เจ้าตัวรู้ว่า

“หลังจากลองทำอะไรมามากมาย การใช้ความคิดสร้างสรรค์และทำงานด้วยมือคือสิ่งที่ชอบที่สุด” เขาเฉลย

“นอกจากนั้นยังได้เห็นคุณค่าของสิ่งที่เราถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กชัดเจนมากขึ้น ในงานจักสาน ทอผ้า เซรามิก บรรดาบุคคลที่เราทำงานด้วย ผู้หญิงทั้งนั้นที่เป็นผู้สร้าง จนย้อนกลับมามองตัวเองว่าแม่เราก็คือหนึ่งในนั้น นี่เลยเป็นช่วงเวลาที่ผมเริ่มให้นิยามว่าจะสื่อสารความเป็นผู้หญิงไทยผ่านงานออกแบบ เพราะผมยกย่องคุณแม่ตัวเองผู้ทำทุกอย่างด้วยมือเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว รวมถึงผู้หญิงคนอื่นๆ ซึ่งกำลังรับหน้าที่หัวหน้าครอบครัวด้วย”

ศรัณญตัดสินใจลาออกจากงานประจำก่อนหน้าที่จะได้รับทุนจากมูลนิธิ The Japan Foundation ไปเป็นศิลปินพำนักในประเทศญี่ปุ่นไม่นาน โอกาสครั้งนี้เปิดช่องทางให้เขาได้สัมผัสวิธีการมองลงลึกไปในรายละเอียดเล็กน้อยฉบับชาวอาทิตย์อุทัย ทั้งในเชิงการใช้ชีวิต การทำงานศิลปะ และการดำเนินธุรกิจ จนเจ้าตัวตัดสินใจเปลี่ยนสถานะตัวเองจากนักออกแบบผลิตภัณฑ์เป็น ‘นักสร้างสรรค์งานศิลปะ’

SARRAN แบรนด์จิวเวลรี่ที่เล่าเรื่องหญิงไทยได้เก๋ไก๋ จนได้ไปอวดโฉมใน MV เพลง LALISA
SARRAN แบรนด์จิวเวลรี่ที่เล่าเรื่องหญิงไทยได้เก๋ไก๋ จนได้ไปอวดโฉมใน MV เพลง LALISA

“ผมเรียนรู้วิธีการทำงานหลังบ้านของบริษัทใหญ่มากในญี่ปุ่น ซึ่งมีผู้บริหารและรองผู้บริหารลงมานั่งพับกล่องกันเองอย่างมีความสุข แต่มูลค่าปีหนึ่งๆ กว่าสามสิบล้านบาท เลยได้แนวทางแล้วว่า อยากให้ความสำคัญกับแรงงานและการทำมือมากกว่า และหันมาทำแบบมินิมอลมากขึ้น เห็นว่าอะไรที่ผ่านกระบวนการอุตสาหกรรมหรือเครื่องจักรมันดูไม่มีเสน่ห์เท่า แม้การผลิตแบบอุตสาหกรรมโดยตัวมันเองไม่ใช่เรื่องผิดอะไร”

จุดเริ่มต้นครั้งใหญ่คือต่างหูดอกรัก-งานออกแบบเครื่องประดับชิ้นแรกของศรัณญ ต่างหูทรงยาวทอดตัวห้อยดิ่งลงมาคล้ายอุบะมาลัยชายเดียวด้วยดอกรัก 7 ดอก ไล่เรียงไซส์จากเล็กไปใหญ่ เดิมทีตั้งใจทำไว้แจกเป็นของที่ระลึกให้แก่ผู้สนใจผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้านในบูทของเขาภายในงาน Talent Thai ที่ฝรั่งเศส

SARRAN แบรนด์จิวเวลรี่ที่เล่าเรื่องหญิงไทยได้เก๋ไก๋ จนได้ไปอวดโฉมใน MV เพลง LALISA
SARRAN แบรนด์จิวเวลรี่ที่เล่าเรื่องหญิงไทยได้เก๋ไก๋ จนได้ไปอวดโฉมใน MV เพลง LALISA
ภาพ : ศรัณญ อยู่คงดี

“ผมอยากแสดงความชาญฉลาดในเชิงงานดอกไม้อันล้ำลึกของผู้หญิง เช่น รู้เวลาว่าต้องไปเก็บดอกรักตอนเช้ามืดเพราะดอกจะยังตูม เลือกเก็บดอกแก่และใหญ่สุด ส่วนการเรียงไซส์ซึ่งเป็นเทคนิคการยิง Perspective ทางสายตา เพื่อให้มีอัตราส่วนที่สมบูรณ์ ไม่ดูทื่อแข็ง และถ้าใช้ดอกเท่ากัน พอรวบโคนอุบะก็จะฟูเกินไป

นักสร้างงานศิลปะเล่าต่อถึงไอเดียของชิ้นนี้ ว่าแนวคิดเบื้องหลังการนำดอกไม้มาทัดปอยผม ไม่ใช่เรื่องความงามอย่างเดียว แต่เป็นเทคนิคการสร้างกลิ่นหอมเย้ายวนในยุคที่ไม่มีน้ำหอม 

“ผมเอา Fabric Felt มาอัดด้วยความร้อนเพื่อให้เกิดช่องว่าง แล้ว Digital Print ลงไปในกระดาษ ก่อนนำมาต่อเป็นชิ้นๆ จากนั้นใช้กระบวนการอบร่ำอย่างคนโบราณ เพื่อให้มีกลิ่นติดไปกับเครื่องประดับ”

งานนี้ ศรัณญตั้งราคาเล่นๆ แค่ 5,000 บาทไทย ปรากฏว่ามีสุภาพสตรีท่านหนึ่งซึ่งมาคุยเรื่องราวและแนวคิดในการออกแบบและขอซื้อ แต่พอพลิกไปดูราคา เธอบอกว่าพรุ่งนี้จะมาใหม่ ช่วยตั้งราคาที่เหมาะสมไว้ด้วย ทีแรกศรัณญเข้าใจว่าแพงไป จึงบอกทีมให้แก้ตัวเลขเป็น 500 แต่ดันแก้ไปเป็น 50,000 

“วันรุ่งขึ้นเธอมาถึงสั่งสิบคู่เลย ตอนท้ายเธอถามว่า คุณตีค่าแรงบันดาลใจและวิธีการทำของคุณแค่ห้าพันบาทเองหรอ ผมอึ้งเลย เพราะคุยกับคนสายคอมเมอร์เชียลมาตลอด พอมาคุยกับคนสายอาร์ต จึงรู้สึกว่าโลกใบที่เรากำลังชื่นชอบและอยากเข้าไปมันน่าสนใจ”

ตอนท้าย ศรัณญจึงรู้ว่าสุภาพสตรีท่านนั้นคือคิวเรเตอร์ของร้านเครื่องประดับร้านหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ 

เขาค้าขายกับลูกค้าชาวฝรั่งเศสช่วงสั้นๆ ก่อนหันกลับมาตั้งหลักปักฐานในมาตุภูมิให้แข็งแรง ก่อนจะอ้าแขนผวาปีกบินเดี่ยวสู่เวทีนานาชาติ ผู้ออกแบบต่างหูดอกรักคนนี้ จึงเข้าสู่วงการประกวดในไทยอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง คล้ายกับสมัยเด็ก เพื่อลับเขี้ยวเล็บตัวเองให้คมพอ แล้วก็ได้ทั้งรางวัล Design Excellence Award, Good Design Award, และ Vogue Who’s on Next จากนิตยสาร Vogue Thailand

03 “แบรนด์เราแบรนด์เดียวเปลี่ยนโลกใบนี้ไม่ได้หรอก”

จิวเวลรี่จาก SARRAN ไม่ใช่ผลงานอาร์ตพีซซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมในสังคมได้อย่างอึกทึก ไม่ใช่เครื่องประดับอันมีค่าอนรรฆที่แสดงข้อเรียกร้องของผู้สร้างอย่างโจ่งแจ้ง แต่เป็นประณีตศิลป์ชิ้นงามที่เล่าเรื่องราวได้กึกก้องด้วยความเงียบ ค่อยๆ สื่อสารัตถะออกมาได้อย่างหล่อเหลาคมคายโดยไม่ต้องพูดตรงๆ

“คุณค่าของ SARRAN อยู่ที่การทำงานด้วยมือ และเรื่องเล่าที่ออกมากับแต่ละคอลเลกชัน ผมจึงให้ความสำคัญแก่ Storytelling เพราะอยากทำเครื่องประดับที่สื่อสารเรื่องผู้หญิง แม้รู้ดีว่าแบรนด์เราแบรนด์เดียวเปลี่ยนโลกใบนี้ไม่ได้หรอก แต่อย่างน้อยถ้าเราเป็นคนหนึ่งที่เริ่มพูดออกมา คนก็จะค่อยๆ พูดต่อไปเรื่อยๆ

“เพราะผมเห็นคุณค่าของผู้หญิงสู้ชีวิตและอยู่ในจุดนั้นมาก่อน จึงเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนบนโลกซึ่งยังคงต่อสู้กับปัญหาเดิมๆ ในสังคมที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข แต่บางครั้ง พอพูดถึงความเท่าเทียมทางเพศ ก็มักลืมว่าร่างกายผู้หญิงอย่างไรก็แข็งแรงไม่เท่าผู้ชาย ถ้าเราไม่พยายามให้เกียรติกันและกัน ผู้หญิงก็จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไม่ได้ โดยเฉพาะเคสแม่เลี้ยงเดี่ยว ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นเรื่องน่าสรรเสริญด้วยซ้ำ แต่ลำพังการสรรเสริญมันไม่ได้ทำให้ชีวิตเขาสบายขึ้นไง

“ผมจึงอยากออกมาพูดเพื่อให้เกียรติคนทุกคน และมันก็เป็นหน้าที่ของผู้ชายเหมือนกันนะ”

ศรัณญจึงมุ่งมั่นสื่อสารแนวคิดนี้ผ่านงานออกแบบจิวเวลรี่ของเขาอย่างไม่ย่นย่อ ใส่สุดความสามารถในทุกคอลเลกชันไม่มีกั๊ก

“อย่างสร้อยคอชิ้นนี้” เขาเล่าพลางชี้มือชวนชม

ภาพ : ศรัณญ อยู่คงดี

“เราพัฒนาจากไอเดียการร้อยพวงมาลัย ผมทำโครงสร้างแข็งไว้รอบคอ แล้วปล่อยชายทั้งสองข้างนาบลงมาตามหน้าอก ส่วนดอกไม้ก็ไม่ใช่แค่ร้อยเข้าไปชิ้นเดียวแล้วจบ ผมใช้เทคนิคการย้อมครั่งและไล่สี เกลี่ยความเข้มให้สัมพันธ์กับสรีระ เพื่อช่วยกลบเกลื่อนบางจุดที่ผู้หญิงมักไม่มั่นใจ อย่าลืมนะครับว่าปัจจุบันเราใส่เครื่องประดับกับชุดว่ายน้ำได้ จิวเวลรี่จึงต้องสนับสนุนความมั่นใจ และเปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้โชว์ความภูมิใจในเรือนร่างด้วย

“ชิ้นนี้ได้รางวัล Craft Design Award จาก World Crafts Council ของ UNESCO และจาก The Tiffany & Co. Foundation ตอนเอาไปโชว์ใน MAD Museum ในอเมริกา มีคนของ บียอนเซ่ (Beyonce) และ ริฮานนา (Rihanna) มาซื้อไปด้วย” ดีไซเนอร์คู่สนทนาเล่าด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความภูมิใจ

ภาพ : ศรัณญ อยู่คงดี

“หรืออย่างกรรเจียกที่ ก้อย-รัชวิน วงศ์วิริยะ ใส่ในงานรับพระราชทานน้ำสังข์จากสมเด็จพระสังฆราชฯ ผมต่อยอดมาจากเครื่องประดับหูของไทย เหมือนการทัดดอกไม้ในสมัยก่อน พัฒนาเรื่องน้ำหนักไม่ให้เป็นภาระ ทำโครงสร้างให้รับกับใบหู ดังนั้น ไม่ว่าจะสะบัดหรือว่ายน้ำก็ไม่หลุด เช่นเดียวกับอีกคอลเลกชันที่ อลิเชีย คีส์ ใส่ในคอนเสิร์ตเปิดห้าง ICONSIAM”

ภาพ : ศรัณญ อยู่คงดี

นักออกแบบมากฝีมือใช้แนวคิดจากพฤติกรรมของหญิงไทยอันแสนง่ายดาย แต่พัฒนาต่อยอดขึ้นด้วยความใส่ใจ เติมความละเอียดซับซ้อนลงไปนิด ใส่เทคโนโลยีทันสมัยลงไปหน่อย ได้งานจิวเวลรี่ที่เจ้าตัวนิยามว่าเป็น ‘Art-to-wear’ ชิ้นงามซึ่งเล่าเรื่องผู้หญิงได้ครบจบกระบวนความ

SARRAN ไม่ได้มุ่งเล่าเรื่องคับแคบอยู่เพียงความเป็นหญิงไทยในขนบที่ต้องนั่งพับเพียบเรียบร้อยเท่านั้น แต่ยังนำเสนอความสามารถของหญิงไทยที่โดดเด่นในระดับสากลอย่าง ลิซ่า (ลลิษา มโนบาล) สมาชิกวง BLACKPINK เกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังอีกด้วย อย่างที่ศรัณญกระซิบผ่านกรรเจียกชิ้นงาม ซึ่งปรากฏในฉากหนึ่งของมิวสิกวิดีโอเพลง Lalisa

ภาพ : LISA – ‘LALISA’ M/V – YouTube

“ผมเลือกใช้ดอกพุดซ้อน เพราะมันให้นิยามความเป็นลิซ่าได้อย่างดี ความหมายดั้งเดิมในงานดอกไม้ มันคือสัญลักษณ์ของการเจริญเติบโตและศิริมงคล คล้ายกับเส้นทางชีวิตของลิซ่า ซึ่งเดินทางเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่มีสิ้นสุด มีไดนามิกอยู่เสมอ ในชิ้นนี้ผมจึงทำตั้งแต่ดอกตูม ดอกบาน และดอกที่บานแก่จนเมล็ดกำลังจะผลิออกมา มีกิ่งก้านซึ่งงอกเงยต่อไป เพื่อบ่งบอกการไม่หยุดก้าวหน้า

“ผมมองว่านี่คือช่องทางที่จะบ่งบอกอัตลักษณ์ของหญิงไทยได้เป็นอย่างดี แต่ไม่ใช่หญิงไทยในไทยเท่านั้น ยังบ่งบอกความเก่งของหญิงไทยที่โตไกลในระดับสากลได้ด้วย” เขาอมยิ้มพลางเล่าเรื่องอย่างสนุกสนานส่อแววภูมิใจ กลบความเครียดและความกดดันที่ต้องสร้างสรรค์งานภายใต้ระยะเวลาเพียง 7 วันไปได้อย่างแนบเนียน

04 “งานศิลปะที่ดีจะต้องออกมาเมื่อสังคมต้องการ”

“ผมอยากเป็นแบรนด์เล็กๆ ที่เอาใจใส่ลูกค้าด้วยสองมือของเราไปเรื่อยๆ”

ศรัณญเล่าจุดหมายปลายทางที่วาดไว้ในเวลาข้างหน้าด้วยแววตาและน้ำเสียงมุ่งมั่นขันแข็ง

เขาเชื่อว่างานศิลปะไม่มีกำหนดเวลา แต่งานศิลปะที่ดีจะต้องออกมาเมื่อสังคมต้องการ เพื่อตั้งคำถามหรือตอบคำถามสิ่งที่เกิดขึ้น

“ในอนาคตเราจะไม่พูดแค่เรื่องผู้หญิงอย่างเดียว แต่จะขยายไปพูดเรื่องความหลากหลายทางเพศ และการยอมรับกันและกันในสังคมด้วย เพราะเราเชื่อว่าเพศหญิง ในฐานะผู้ให้กำเนิด บางครั้งอาจไม่ได้หมายถึงการให้กำเนิดลูกอย่างเดียว แต่เป็นการให้กำเนิดความหลากหลายอันงดงาม ซึ่งเป็นธรรมชาติและสาระของโลกใบนี้” 

นักออกแบบศิลปะกล่าวทิ้งท้าย

5 คำแนะนำสำหรับนักออกแบบรุ่นใหม่จากจิวเวลรี่ดีไซเนอร์รุ่นพี่

01 ให้ความสำคัญแก่อดีต

“อดีตนั้นสำคัญ งานศิลปะทุกยุคทุกสมัยมีบริบทและหน้าที่ของตัวเอง ถ้าเราศึกษาและเข้าใจที่ไปที่มา จะทำให้รู้ว่าปัจจุบันควรเดินไปในทิศทางไหนอย่างไร เพราะทุกอย่างคือการสั่งสมประสบการณ์ และประสบการณ์คือสิ่งจำเป็นสำหรับดีไซเนอร์”

02 ให้ความสำคัญแก่ปัจจุบัน

“ปัจจุบันคือบริบทแวดล้อมที่เราจะทำงานศิลปะหรืองานออกแบบมารองรับ อย่างในช่วงโรคระบาด จิวเวลรี่อาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตเลย มันไม่ได้มีหน้าที่บอกฐานะ ศักดินา หรืออีโก้ของคนอีกแล้ว แต่มันมีหน้าที่ปลอบประโลมจิตใจและบำบัดความเครียด ความอ่อนล้า คุณจะทำงานแบบไหนออกมา มันคือเรื่องของปัจจุบันโดยตรง”

03 ให้ความสำคัญแก่อนาคต

“เรากะเกณฑ์อนาคตไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทำได้แค่ดูอดีตและปัจจุบันเพื่อเดา แต่นี่แหละคือความสนุกที่ทุกแบรนด์จะมองเทรนด์ล่วงหน้า เราอาจไม่เชื่อวิธีการทำการตลาดหรือเทคนิคการผลิตแบบเดิมก็ได้ ตัววัดอย่างเดียวคืออนาคต เพียงแค่ต้องปรับตัวและทำทุกอย่างเพื่อให้เดินไปต่อได้และเจ็บน้อยที่สุดเท่านั้น”

04 ต้องรู้จักตัวเอง

“บางครั้งเราอาจหลงไปกับธุรกิจหรือความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงฉับพลัน แต่อย่าลืมมองว่าทางที่จะเดินไปนั้นเป็นตัวเราหรือเปล่า ถ้าจะเปลี่ยน ต้องฉลาดที่จะเปลี่ยน อย่าตื่นเต้นกับความหวือหวา โดยลืมเคารพความเป็นตัวเอง”

05 ทำให้โลกทุกวันนี้น่าอยู่ขึ้น

“สุดท้าย นักออกแบบหรือนักสร้างสรรค์งานศิลปะมักโดนถามว่ามีหน้าที่อะไร ผมคิดว่าเรามีหน้าที่ทำให้โลกทุกวันนี้น่าอยู่มากขึ้น ทำให้คนซึ่งมามีส่วนร่วมกับแบรนด์เราได้มีทัศนคติแง่บวกและมีแรงใช้ชีวิตต่อไปได้ มองเห็นโอกาสและแสงสว่างในวันพรุ่งนี้ ซึ่งความจริง ก็คือวันนี้แหละ”

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

beautiful and bittersweetly

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

Designer of the Year

วิธีคิดเฉียบคมเบื้องหลังงานเด็ดของนักออกแบบแห่งปี

ต่าย-ธีระ ฉันทสวัสดิ์ เป็นแฟชั่นดีไซเนอร์รุ่นใหญ่ที่ทำงานมาแล้วหลายบทบาท ตั้งแต่การเป็นเจ้าของแบรนด์แฟชั่นรุ่นบุกเบิกของวงการ อาจารย์ที่มุ่งมั่นอยากสอนให้นักออกแบบไทยทำรีเสิร์ชมาใช้ในการออกแบบได้ ผู้ให้คำปรึกษาด้านการออกแบบที่เชี่ยวชาญการทำงานกับผู้ประกอบการ OTOP เจ้าของฉายามือปราบโอทอป และล่าสุดยังเป็นเจ้าของรางวัล Designer of the Year 2021 สาขาการออกแบบส่งเสริมสังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม

ประสบการณ์มากมายเช่นนี้ อาจทำให้หลายคนเกร็งก่อนเจอหน้า แต่หากได้พูดคุยกับธีระ จะพบว่าเขาเป็นคนทำงานอย่างทุ่มเท และรักงานออกแบบที่ทำอยู่อย่างแท้จริง ตลอด 7 ปีให้หลัง เขาทำงานในฐานะนักออกแบบเพื่อชุมชน ลงไปทำความเข้าใจความต้องการของผู้ประกอบการท้องถิ่น ผู้มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ อยากพัฒนาสินค้าให้ได้ไปต่อด้วยกัน และลงมือพลิกโฉมด้วยสายตาอันเฉียบคม นั่นไม่ได้เป็นการประโคมใส่ตัวตนของเขาลงไป หากแต่เป็นออกแบบอย่างเคารพองค์ความรู้เดิม เสริมทักษะใหม่ๆ ให้ชาวบ้าน ที่สำคัญ ต้องไม่ไปเปลี่ยนวิถีชีวิตใคร

ก่อนเริ่มบทสนทนาในวันนี้ หนึ่งในคำขอจากเราคือ ให้เล่าเรื่องราวเบื้องหลังการทำงาน วิธีคิด การลงพื้นที่ ตลอดจนปัญหาและการแก้ไขในแบบธีระ อย่างตรงไปตรงมา

แน่นอนว่าคำตอบของเขาคือ ‘ยินดี’ อย่างไม่ต้องสงสัย

ธีระ ฉันทสวัสดิ์ นักออกแบบเพื่อพัฒนาชุมชนที่พาสินค้า OTOP ทั่วไทยไปถึงจีน ญี่ปุ่น อิตาลี

ก่อนจะเป็นนักออกแบบชื่อ ต่าย ธีระ

ธีระเริ่มต้นเล่าว่า เขาไม่ได้สนใจประเด็นการออกแบบเชิงสังคมหรือสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่แรก ด้วยความที่มีโอกาสไปเป็นนักเรียนนอก ในวันที่ยังไม่ค่อยมีคนไทยไปเรียนต่างประเทศมากนัก ทำให้เขามีอีโก้ในตัวสูงไม่เบา แต่การเข้าเรียนสาขาออกแบบแฟชั่นที่ Central Saint Martins มหาวิทยาลัยด้านศิลปะชั้นนำของประเทศอังกฤษ ได้ช่วยปรับวิธีคิดของเขาในฐานะนักออกแบบให้เข้ารูปเข้ารอย

“ตอนเข้าไปเรียนปีหนึ่ง เราใช้คำว่าตกเลยนะ เต็มร้อยได้สี่สิบเจ็ดถึงสี่สิบเก้า” คนตรงหน้าเล่าติดตลกถึงก้าวแรกสู่การเป็นนักออกแบบ 

“เราถามอาจารย์ว่าทำไมคะแนนถึงน้อย รวมแล้วผ่านเกณฑ์มานิดเดียว จนได้ไปฟังเพื่อนๆ นำเสนองานตอนจบปีหนึ่ง ถึงได้อ๋อว่าเขาทำรีเสิร์ชกันก่อน หลังจากนั้นเราถึงปรับตัวได้ ตอนขึ้นปีสองทำคะแนนได้เก้าสิบแปดเต็มร้อย เป็นคะแนนสูงสุดที่ Central Saint Martins เคยมีในตอนนั้น”

เมื่อกลับมาทำงานที่เมืองไทยในฐานะเจ้าของแบรนด์แฟชั่นได้สักพัก เขาเห็นว่านักศึกษาด้านการออกแบบในไทยไม่ค่อยใช้กระบวนการวิจัยในการออกแบบ ทั้งที่เป็นกระบวนการสำคัญ ทำให้เห็นถึงวิธีคิด ที่มาที่ไปของดีไซน์ นั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ธีระวิ่งรอกไปสอนวิธีการทำวิจัยการออกแบบแฟชั่นในมหาวิทยาลัยถึง 6 แห่ง 

แต่ดูเหมือนว่างานสอนเพียงอย่างเดียว เติมเต็มความไฮเปอร์ของอาจารย์คนนี้ไม่ได้ จึงนำไปสู่บทบาทใหม่ในฐานะนักออกแบบเพื่อชุมชน

ธีระ ฉันทสวัสดิ์ นักออกแบบเพื่อพัฒนาชุมชนที่พาสินค้า OTOP ทั่วไทยไปถึงจีน ญี่ปุ่น อิตาลี

“เมื่อประมาณเจ็ดปีที่แล้ว เป็นช่วงปิดเทอมใหญ่ของมหาวิทยาลัย เรารู้สึกว่าทำไมมันเคว้งจัง” ธีระย้อนความไปในวันที่เขามีงานสอนเป็นหลักเพียงอย่างเดียว 

“ว่างจนตื่นบ่ายสอง กิน ดูซีรีส์ นอนตีสอง ว่างจนเรารู้สึกเสียดายความรู้ตัวเอง เราควรได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์กว่านี้”

แล้วคืนหนึ่งกลางปิดเทอมใหญ่ ความเสียดายเวลาว่างทำให้นักออกแบบชื่อดังตัดสินใจโพสต์ลง Facebook ว่า อยากไปทำงานออกแบบกับชุมชน การโพสต์ครั้งนั้นผันวิถีชีวิตของเขาไปอีกทางโดยไม่คาดคิด

“เราโพสต์ก่อนนอน แล้วตื่นมาเจอว่าคนแชร์ไปเยอะมาก อินบ็อกซ์แทบแตก” เราคงภาษาที่ธีระเล่าไว้ทุกเม็ดทุกหน่วย เพราะฟังแล้วสนุกเหลือเกิน

“มีคนมาชวนไปทำงานเต็มไปหมด แต่เมื่อต้องเลือก เราเลยเลือกไปเพชรบูรณ์เป็นที่แรก”

แม้รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์เสนอส่งรถตู้มารับถึงบ้าน แต่เขายืนยันขอนั่งรถทัวร์ไปเอง เพราะอยากช่วยประหยัดงบ

และการนั่งรถทัวร์ข้ามคืนไปเพชรบูรณ์เพื่อลงพื้นที่เป็นครั้งแรกในวันนั้น ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานมือปราบโอทอป

ธีระ ฉันทสวัสดิ์ นักออกแบบเพื่อพัฒนาชุมชนที่พาสินค้า OTOP ทั่วไทยไปถึงจีน ญี่ปุ่น อิตาลี

ก้าวแรกสู่สังเวียน

เมื่อดีไซเนอร์มือฉกาจจากลอนดอน ต้องไปตะลอนลงพื้นที่ทำงานกับชาวเขาโดยไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร ผลลัพธ์ที่ได้คือ

“โปรเจกต์แรกนี่เฟลมาก” เมื่อคำนี้ออกจากปาก คนนั่งฟังเกือบตกเก้าอี้ “เพราะโปรเจกต์นั้นทำงานกับชาวเขา ซึ่งเป็นแนวเอิงเอย สโลวไลฟ์ เขาไม่ได้ต้องการความช่วยเหลืออะไร แต่เราไปยัดเยียดให้เขาเอง”

“หลังไปลงพื้นที่ เราออกแบบรองเท้าขึ้นมาเซ็ตหนึ่ง เป็นลายที่ดัดแปลงจากลายเขียนเทียนของชาวเขา ซึ่งออเดอร์ถล่มทลายมาก มี Buyer จากญี่ปุ่นมาขอซื้อ แต่ความพีกคือ พอไปสั่งงานชาวบ้าน เขาบอกว่าเขาไม่ทำ

“เหตุผลเขาคืออะไรรู้ไหม” เราส่ายหน้า

“เพราะเราไปเปลี่ยนวิถีชีวิตเขาหมดเลย เขาเคยเขียนแบบหนึ่ง เราไปให้เขาเขียนอีกแบบ แต่ตอนนั้นเราไม่เข้าใจว่าทำไมเขาทำไม่ได้ สุดท้ายต้องปิดงานแล้ว เลยต้องใช้อำนาจรองผู้ว่าฯ กดดันให้เขาทำลายผ้าออกมา แล้วเรานำไปตัดเย็บเป็นรองเท้าต่อ”

กลุ่มอาชีพสตรีบ้านเล่าเน้ง อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์
กลุ่มอาชีพสตรีบ้านเล่าเน้ง อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ 
ลายเขียนเทียนประจำถิ่น ผ่านมือดีไซเนอร์ ต่าย ธีระ กลายเป็นผ้าเขียนเทียนลวดลายร่วมสมัย
ลายเขียนเทียนประจำถิ่น ผ่านมือดีไซเนอร์ ต่าย ธีระ กลายเป็นผ้าเขียนเทียนลวดลายร่วมสมัย
ภาพผลงานรองเท้าเจ้าปัญหาที่ชาวเขาไม่ยอมเย็บ แต่เป็นความทรงจำสำคัญของต่าย
ภาพผลงานรองเท้าเจ้าปัญหาที่ชาวเขาไม่ทำผ้าให้เพื่อตัดเย็บเป็นรองเท้า แต่เป็นความทรงจำสำคัญของธีระ

เหมือนอย่างที่ว่า ‘ความล้มเหลวย่อมมาก่อนความสำเร็จเสมอ’ สิ่งที่อาจารย์ต่ายสอนเราทางอ้อมด้วยเรื่องเล่าจากประสบการณ์นี้คือ อย่าพยายามไปยัดเยียดความช่วยเหลือให้ใคร และนั่นคือสิ่งที่นักพัฒนาชุมชนมือใหม่นำมาปรับใช้กับโปรเจกต์ต่อๆ ไปเช่นกัน

เคล็ดลับมือปราบโอทอป

หลังโปรเจกต์แรกกับชาวเขาที่เพชรบูรณ์ได้ยอดขายถล่มทลาย แม้เหน็ดเหนื่อยแทบตายกว่าจะได้งานไปส่งลูกค้า แต่นั่นทำให้ธีระเป็นที่รู้จักมากขึ้นในวงการพัฒนาผลิตภัณฑ์โอทอป จนโครงการและผู้ประกอบการติดต่อขอความช่วยเหลือเข้ามาอุ่นหนาฝาคั่ง

อีกหนึ่งงานที่ฟังแล้วทึ่ง คือการลงพื้นที่ไปไกลถึงปัตตานี ในวันที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ปิดและไม่มีใครกล้าเข้าไป ธีระหยิบความประทับใจในบ้านเรือนเก่าที่มีสีสันเฉพาะตัว มาออกแบบเป็นลายผ้าทอสำหรับผ้าพันคอ และเสื้อทรงหลวมใส่สบาย ที่ทำราคาขายได้หลักหมื่น 

ลายผ้าทอฝีมือพี่เพ็ญ ผู้ประกอบการจากปัตตานี ตัดเป็นเสื้อแล้วขายได้ตัวละ 12,500 บาท
ลายผ้าทอฝีมือ Jutatip ผู้ประกอบการจากขอนแก่น ตัดเป็นเสื้อแล้วขายได้ตัวละ 12,500 บาท
ชิ้นงานบาติกจากกลุ่มพัฒนาวี เปลี่ยนมุมมองของผ้าบาติกให้กลายเป็นเสื้อผ้าแฟชั่นสุดชิค
ชิ้นงานบาติกจากกลุ่มพัฒนาวี เปลี่ยนมุมมองของผ้าบาติกให้กลายเป็นเสื้อผ้าแฟชั่นสุดชิค

แต่อาจารย์ต่าย (ของชาวบ้าน) มีตัวคนเดียว ช่วยทุกคนคงไม่ไหวจริงไหม

“เราต้องเลือกแล้วล่ะ” เขาตอบเรียบง่าย “เราเลือกทำงานกับผู้ประกอบการณ์โอทอปที่ได้สี่ถึงห้าดาวเป็นหลัก เหตุผลคือ เขามีความพร้อมแล้วระดับหนึ่ง เขาอยากพัฒนาต่อ เขารู้ว่าถ้าเขาเชื่อเรา ของเขาจะขายได้”

“ปัญหาของคนไทยคือเราขี้เกียจ” ธีระสะท้อนให้ฟังอย่างตรงไปตรงมา “โอทอปไทยยังไม่พัฒนาไปไหน เพราะผู้ประกอบการหนึ่ง สอง หรือสามดาวหลายเจ้า หวังแค่ค่าเสียเวลาตอนมาเข้าอบรมสัมมนา ซึ่งแม้เราไปด้วยใจ ออกแบบอะไรให้ไป เขาไม่ทำต่อก็ไร้ค่า”

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว นักออกแบบที่อยากทำงานกับชุมชนคนนี้เลยเอาเรี่ยวแรงไปลงกับกลุ่มผู้ประกอบการที่มีใจ มีความพร้อม อยากผลักตัวเองไปให้ไกลกว่าเดิม เพราะเขารู้สึกอิ่มใจเมื่อได้รู้ว่าความพยายามที่ลงทุนไปนั้นไม่เสียเปล่า และช่วยให้คนจำนวนหนึ่งมีชีวิตที่ดีกว่าเดิมได้

“เราพยายามออกแบบงานให้ร่วมสมัย เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนอายุน้อย เด็กลงมาหน่อย ไม่ใช่ว่าแบบดั้งเดิมมันขายไม่ได้นะ แต่อยากขยายโอกาส เพราะยึดหลักว่าออกแบบอะไรต้องขายได้ และต้องช่วยให้ชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น”

ด้วยหลักคิดแบบนี้ ทำให้งานออกแบบเครื่องแต่งกายให้สวมใส่ง่าย เป็น Everyday Look ที่มีพื้นฐานมาจากรูปแบบดั้งเดิม ลวดลายเดิม หรือกระบวนการผลิตเดิมที่ชาวบ้านทำอยู่แล้ว แต่ไม่ได้เป็น Traditional ที่จับต้องสวมใส่ยาก หรือราคาสูง ซื้อลำบาก 

จากสีสันลวดลายของหินที่ไอซ์แลนด์ สู่ผ้าทอฝีมือหนิงดีไซน์ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา พลิกภาพของผ้าทอไทยแบบเดิม
จากสีสันลวดลายของหินที่ไอซ์แลนด์ สู่ผ้าทอฝีมือหนิงดีไซน์ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา พลิกภาพของผ้าทอไทยแบบเดิม
ทะเลทรายกับภูเขาน้ำแข็ง หลอมรวมกันในผืนผ้าบาติกของดญาบาติก อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา
ทะเลทรายกับภูเขาน้ำแข็ง หลอมรวมกันในผืนผ้าบาติกของฅญาบาติก อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา

ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ธีระได้ออกไอเดียลดต้นทุน ให้ชาวบ้านเอาเศษผ้าใยกัญชงสีเรียบๆ ที่เหลือในสต็อกของป้านวล บ้านห้วยทราย จังหวัดเชียงใหม่ มาแต่งเติมดีเทลด้วยการถักโครเชต์ จนได้ออเดอร์จากลูกค้าจีนไปมากมาย ถึงขั้นมีดีไซเนอร์จากอิตาลีมาขอเหมาไปทุกเดือน เรียกว่าขายหมดตั้งแต่ยังไม่เริ่มทำด้วยซ้ำ

ชิ้นงานที่ถูกตาต้องใจดีไซเนอร์อิตาลี
ชิ้นงานที่ถูกตาต้องใจดีไซเนอร์อิตาลี

ผลที่ได้ก็น่าพอใจ ความเรียบง่ายทำให้สินค้าแฟชั่นจากผ้าไทยฝีมือชุมชน ซึ่งผ่านสายตาดีไซเนอร์ฝีมือฉกาจ ขายดีในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา แค่ปรับสีนิด เปลี่ยนลายหน่อย ก็สร้างรายได้ได้ต่อเนื่อง แม้ในปัจจุบันนี้ที่อยู่ในช่วงโรคระบาด หลายชุมชนอาจขาดงาน แต่ผู้ประกอบการพันธมิตรของนักออกแบบชื่อธีระยังคงมีงานชุกชุมต่อเนื่อง

การมอบความช่วยเหลือหรือการสนับสนุนให้กับคนที่พร้อมช่วยเหลือตัวเองต่อไป จึงเป็นหนึ่งในเคล็ดลับที่เราจับได้ว่า ธีระใช้ในการคัดกรองโปรเจกต์ที่จะลงทุนลงแรงไป

ท้อเป็นถ่าน ผ่านเป็นเพชร

แน่นอนว่าการทำงานกับชุมชนทำให้เราต้องเจอคนหลายประเภท 

คนน่ารักก็มีมาก ตั้งแต่ชาวบ้านที่เตรียมอาหารต้อนรับใหญ่โต เมื่อทราบข่าวว่า ‘อาจารย์ต่าย’ จะไปสอนพวกเขาพัฒนาสินค้า แม่ๆ ป้าๆ ที่เตรียมของฝากสารพันเอาไว้ให้ไม่เคยขาดทุกครั้งที่ลงพื้นที่ จนถึงผู้ประกอบการที่คุยถูกคอจนกลายเป็นเพื่อน เป็นพี่น้องกันไปแล้ว

แต่คนเอาเปรียบก็มีไม่น้อย

“ช่วงแรกๆ ที่ไปบรรยาย บรรดาผู้ประกอบการเขาถ่ายรูปเราแชร์ไปในกลุ่มไลน์ของเขาตามปกติ” เขาแชร์เหตุการณ์ในวันที่ยังรู้ไม่เท่าทันให้เราฟัง “ไม่นาน มีหน่วยงานกลุ่มหนึ่งขับรถมาถึงสถานที่อบรม มาถ่ายรูป มีเอกสารมาให้เซ็นด้วย เราไม่รู้อะไร ให้เขาถ่ายและเซ็นไป แต่มารู้ทีหลังว่าเขาเอาเราไปแอบอ้าง เบิกเงินส่วนที่เขาไม่ได้ทำงาน”

ธีระ ฉันทสวัสดิ์ นักออกแบบเพื่อพัฒนาชุมชนที่พาสินค้า OTOP ทั่วไทยไปถึงจีน ญี่ปุ่น อิตาลี

ระหว่างที่เราอ้าปากค้าง อาจาร์ต่ายเล่าต่ออีกว่า “ผู้ประกอบการไม่น่ารักก็มี เราช่วยออกแบบให้ฟรี แต่เขากลับเก็บเงินค่าผ้าที่ส่งมาให้เราขึ้นตัวอย่าง บางทีเราออกแบบลายผ้าไปให้นานนม แต่เขาไม่ยอมทอเพราะบอกว่ามันยากก็เจอมาแล้ว เราก็เสียความรู้สึกนะ”

อย่างไรก็ตาม นโยบายของธีระคือ ไม่ทน เพราะมองว่าเปลืองพลังงาน เลือกโฟกัสกับกลุ่มที่พร้อมลงทุนทั้งวัสดุและเวลากับเขา เพราะเห็นคุณค่าในสิ่งที่เขาทำ

“เราบอกกับชาวบ้านที่ทำงานด้วยเสมอว่า ถ้าเจอคนใจดี เราต้องเกรงใจเขา ไม่ใช่เอาเปรียบ จะได้รู้จักกันนานๆ”

จากแฟชั่นดีไซเนอร์ผู้ไม่เคยเข้าใจบริบทชุมชนใดๆ เมื่อผ่านร้อนผ่านหนาวกับโปรเจกต์ชุมชนมาอย่างยาวนาน สิ่งหนึ่งที่ธีระปรับและเปลี่ยนบทบาทไปอย่างเห็นได้ชัด คือการลดอีโก้และเพิ่มความเข้าอกเข้าใจ

“บางทีเรานั่งฟังในงานสัมมนาที่นักวิชาการท่านอื่นไปสอนชาวบ้าน เอาสถิติ เอาสามเหลี่ยมพีระมิดอะไรไปสอนพวกเขา เราบอกเลย เขาไม่สนใจ” นักออกแบบมากประสบการณ์เล่าติดตลก “เขาอยากได้อะไรที่เข้าใจได้ จับต้องได้”

ธีระ ฉันทสวัสดิ์ นักออกแบบเพื่อพัฒนาชุมชนที่พาสินค้า OTOP ทั่วไทยไปถึงจีน ญี่ปุ่น อิตาลี
มู้ดบอร์ดที่ต่ายใช้สื่อสารกับผู้ประกอบการ
มู้ดบอร์ดที่ต่ายใช้สื่อสารกับผู้ประกอบการ

“เราสื่อสารด้วยภาพ โทนสีส้มไล่ถึงสีน้ำตาลเป็นแบบนี้ มีตัวอย่างให้ดู แม่ๆ ป้าๆ เขาจะเอามือถือขึ้นมาถ่าย แล้วพยายามไปย้อมสีตามให้ได้ตามนั้น” มือปราบโอทอปยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ก่อนเล่าต่อไปว่า “แทนที่จะสอนเรื่องกลุ่มเป้าหมาย เราสอนให้เขาสังเกตลูกค้าที่เดินมาซื้อของเรา ขอถ่ายรูปคู่กับเขา ดูว่าเขาใส่เสื้อผ้าสีอะไร ทรงไหน แล้วเราก็ทำแบบนั้น”

นอกจากการวิธีการสื่อสารแล้ว วิธีคิดในการออกแบบก็สำคัญไม่แพ้กัน การหาบาลานซ์ระหว่างความเป็นเรากับความเป็นเขา เป็นอีกความท้าทายที่ดีไซเนอร์ชุมชนต้องก้าวผ่าน

“ดีไซเนอร์มักกลัวว่าถ้าทำงานออกแบบแบบเรียบๆ มันกระจอกเกินไป ให้ก้าวข้ามตรงนั้นไป ที่สำคัญคือชาวบ้านเขาขายได้หรือเปล่า” อาจารย์ต่ายว่า “บางอย่างที่เขาเสนอมา อย่าเพิ่งปฏิเสธ สีน้ำตาลหม่นๆ ที่เราว่าไม่สวย ลองให้เขาทำออกมาจำนวนน้อย แล้วไปลองขายดูก่อน มันขายได้แหละ แม้จะช้า แต่อย่าทำให้ความเห็นของเขาสูญเปล่า”

สำหรับเรา นี่คือเคล็ดลับสำคัญทีเดียวที่ทำให้โปรเจกต์งานชุมชนประสบความสำเร็จไปได้ คือการปรับเปลี่ยนวิธีคิดว่าเราเหนือกว่าเขา ให้กลายเป็นเรากำลังทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสรรค์อะไรใหม่ขึ้นมา

ตัวตนที่ไม่เคยหายไป

ถึงอย่างนั้น ต้องลดความเป็นตัวเองลงไปแค่ไหนถึงพอ-เราถาม

อาจารย์ต่ายให้คำตอบเราว่า ‘การลดไม่ใช่การเลิกเป็นตัวเอง’ ด้วยการเล่าให้ฟังถึงโปรเจกต์หนึ่งที่เขาใช้พักใจ

“เรามีโอกาสได้ไปทริปดูแสงเหนือแล้วประทับใจแสงสีมากๆ ทั้งใบไม้ ต้นไม้ที่เจอระหว่างทาง สีและแสงมันสวย ทุกอย่างมีผลกับจิตใจเราหมด จนอยากเอามาทำเป็นคอลเลกชันโชว์” เขาเล่าด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย

“เราทำรีเสิร์ชเพื่อจะหาคีย์เวิร์ดให้เจอ แล้วเล่าให้ชาวบ้านฟังว่าเจออะไรมาบ้าง ชาวบ้านเขาก็ทำผ้าบาติกมา แล้วเราก็เพิ่มฟอยล์เข้าไป เพื่อให้ได้เอฟเฟกต์แบบที่เราอยากได้”

ว่าแล้วเขาก็เปิดคลิปวิดีโอสั้นๆ จากรันเวย์ของคอลเลกชันนั้นให้เราได้ชม ซึ่งจากสายตาของนักออกแบบด้วยกันที่แม้ไม่ใช่สายแฟชั่น เรามองว่านั่นคือการสื่อสารถึงแพสชันและตัวตนของดีไซเนอร์ที่ชื่อว่า ต่าย ธีระ ออกมาได้อย่างแสนสมบูรณ์

ธีระ ฉันทสวัสดิ์ นักออกแบบเพื่อพัฒนาชุมชนที่พาสินค้า OTOP ทั่วไทยไปถึงจีน ญี่ปุ่น อิตาลี
ธีระ ฉันทสวัสดิ์ นักออกแบบเพื่อพัฒนาชุมชนที่พาสินค้า OTOP ทั่วไทยไปถึงจีน ญี่ปุ่น อิตาลี
ลายผ้าที่ได้แรงบันดาลใจจากแสงเหนือในความทรงจำของดีไซเนอร์ต่าย ใช้เทคนิคฟอยล์ผสมในการสร้างมิติแสง
ภาพแฟชั่นโชว์คอลเลกชันพิเศษที่เต็มไปด้วยแพสชัน ในงาน ELLE FASHION WEEK 2019
ภาพแฟชั่นโชว์คอลเลกชันพิเศษที่เต็มไปด้วยแพสชัน ในงาน ELLE FASHION WEEK 2019

การลดอีโก้ในงานที่ทำเพื่อชุมชน ไม่ได้ทำให้แพสชันในตัวตนของนักออกแบบหายไปไหน แต่ทำให้เข้าใจคำถามสำคัญของสิ่งที่ตัวเองกำลังออกแบบอยู่ต่างหาก

ก่อนจบบทสนทนา เขาบอกเราว่าไม่ได้สนใจรางวัลหรือคำยกยอใดๆ ที่ได้รับ มากไปกว่าการที่คนเริ่มทดแทนภาพ ‘ต่ายดีไซเนอร์’ ด้วยภาพ ‘อาจารย์ต่ายผู้ทำงานกับชุมชน’ ไปทีละน้อย 

และหากจะให้สรุปบทเรียนจากคลาสดีไซน์ของอาจารย์ต่ายอีกครั้ง ด้านล่างนี้คือคู่มือการทำงานชั้นยอด ระดับเล่มบนแผง Best Seller

ธีระ ฉันทสวัสดิ์ นักออกแบบเพื่อพัฒนาชุมชนที่พาสินค้า OTOP ทั่วไทยไปถึงจีน ญี่ปุ่น อิตาลี

5 เคล็ดลับสำหรับนักออกแบบสายชุมชน ที่อยากให้คนทำงานรุ่นหลังรู้ก่อนลงสู่พื้นที่

01 รู้จักเสียดายเวลา

“เรามีความรู้ตั้งมากมาย เราน่าจะได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์กว่านี้” 

02 อย่ายัดเยียด จงให้กับคนที่พร้อมรับ

“เราพูดกับคนไม่พร้อมไปก็เปลืองน้ำลาย เปลืองเวลา เอาเวลาไปช่วยคนที่เขาอยากไปต่อดีกว่า”

03 ไม่ต้องทนกับคนเอาเปรียบ

“ถ้าเจอคนใจดี เราต้องเกรงใจเขา ไม่ใช่เอาเปรียบเขา จะได้รู้จักกันนานๆ”

04 ลดอีโก้ เพิ่มความเข้าใจ

“เวลาชาวบ้านเสนออะไรมา อย่าเพิ่งไปปฏิเสธเขา ลองก่อน อย่าให้ทุกอย่างมันเสียเปล่า”

05 ไม่มีใครเหนือกว่าใคร

“ปรับเปลี่ยนวิธีคิดว่าเราเหนือกว่าเขา ให้กลายเป็นเรากำลังทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสรรค์อะไรใหม่ขึ้นมา”

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load