31 ธันวาคม 2542 เป็นคืนที่ผู้คนทั่วโลกต่างลุ้นระทึกว่า เหตุการณ์ Y2K จะส่งผลกระทบกับระบบคอมพิวเตอร์อย่างไร แต่กลุ่มคนที่ดูจะลุ้นหนักเป็นพิเศษ คงหนีไม่พ้นเด็กหนุ่ม 4 คน จากรั้วสวนกุหลาบวิทยาลัย เพราะนั่นคือคืนแรกที่เว็บไซต์ของพวกเขาปรากฏตัวบนโลกอินเทอร์เน็ต

เกือบ 2 ทศวรรษแล้วที่เด็กไทยทั่วประเทศเติบโตมาพร้อมกับเว็บไซต์ Dek-D.com หลายคนใช้ที่นี่ตรวจผลสอบเข้ามหาวิทยาลัย บางคนเริ่มต้นเขียนไดอารี เขียนนิยายของตัวเองที่นี่ และอีกไม่น้อยใช้เด็กดีเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์กับเพื่อนต่างวัย ต่างโรงเรียน บางคนพบรักถึงขั้นแต่งงานกันก็มี

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ของผู้คน เว็บไซต์มากมายที่เริ่มต้นพร้อมกันต่างล้มหายตายจากไปเกือบหมด แต่เด็กดีกลับยังคงเดินหน้าและเป็นศูนย์กลางของวัยรุ่นไทยไม่เปลี่ยนแปลง

โน้ต-วโรรส โรจนะ และ ปอล-ณปสก สันติสุนทรกุล

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ถือโอกาสชักชวน 2 ผู้ก่อตั้ง โน้ต-วโรรส โรจนะ และ ปอล-ณปสก สันติสุนทรกุล มาร่วมพูดคุยถึงจุดเริ่มต้น พัฒนาการ ตลอดจนก้าวต่อไปของชุมชนออนไลน์แห่งนี้ ในวันที่ Dek-D อายุใกล้ครบรอบ 20 ปี และกำลังเติบโตไปไกลกว่าเพียงเว็บไซต์แห่งหนึ่งเท่านั้น

01

การทดลองของเด็กสวนกุหลาบทั้ง 4

ใครจะเชื่อว่ากระดาษแผ่นเล็กๆ แผ่นเดียวที่เขียนขึ้นด้วยความอยากสนุก จะพลิกชีวิตเด็กนักเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รุ่น 119 กลุ่มหนึ่งไปตลอดกาล ย้อนกลับเมื่อเดือนกรกฎาคม 2542 โน้ต ซึ่งเวลานั้นเรียนอยู่ชั้น ม.5 ห้อง 514 สนใจอยากทำเว็บไซต์ของตัวเอง เพราะตั้งใจจะศึกษาต่อด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เขาเลยทดลองเขียนคอนเซปต์คร่าวๆ บนกระดาษ คิดไปไกลถึงวิธีโปรโมตและกลุ่มเป้าหมาย แต่เนื่องจากแทบไม่มีความรู้เรื่องโปรแกรม จึงตัดสินใจหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์เพิ่มเติม

“ผมเป็นเด็กใหม่ เพิ่งมาเรียนห้องคิงไม่ถึง 2 เดือนเลย เลยยังไม่ได้สนิทกับใคร แต่ด้วยความอยากทำเว็บไซต์ของตัวเอง พอถึงคาบวิชาฟิสิกส์ ระหว่างที่อาจารย์กำลังเผลอ ผมเลยส่งกระดาษแผ่นนั้นที่เขียนเวียนกันในห้อง บอกว่าช่วยส่งต่อหน่อย ใครสนใจอยากทำให้มาลงชื่อ” 

ปรากฏว่ามีสมาชิกร่วมลงชื่อ 3 คน ประกอบด้วย ปอล และเพื่อนอีก 2 คน คือ เต้-สรวงศ์ ดาราราช และ แชร์-สุปิติ บูรณวัฒนาโชค เมื่อฟอร์มทีมได้แล้ว ทั้ง 4 คนก็เริ่มพูดคุยถึงความฝันร่วมกัน

ทีมก่อตั้ง Dek-D.com ผู้อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ที่รวมทั้งการศึกษา นิยาย และชุมชนออนไลน์ของวัยรุ่นไทย

“เราคิดแค่ว่าอยากหาที่ให้วัยรุ่นคุยกัน ตอนนั้นมีเว็บ Pantip เพิ่งเกิดเหมือนกัน แต่ว่าพอเข้าไปแล้วมันเป็นอารมณ์แบบผู้ใหญ่ เช่น เรียนกวดวิชาที่ไหนดี ซึ่งคำตอบที่ได้คือ ทำไมต้องเรียนกวดวิชาด้วย ทำไมไม่ตั้งใจเรียนในห้องเรียน เปลืองเงินพ่อแม่นะ เราก็เลยคิดว่าน่าจะทำเว็บไซต์ให้วัยรุ่นได้เข้ามาคุยกันโดยเฉพาะ” ปอลเท้าความ

สมัยนั้นการทำเว็บไซต์เป็นเรื่องใหม่มาก ห้องสมุดมีหนังสืออยู่เล่มเดียว และทั้งทีมมีเพียงปอลเท่านั้นที่มีประสบการณ์ออกแบบหน้าเว็บมาบ้าง ทำให้ตลอดภาคเรียนที่ 1 พวกเขาต้องขวนขวายหาตำรามาอ่าน ลงเรียนคอมพิวเตอร์เพิ่มเติม พอถึงปิดเทอมก็นัดเจอกันที่บ้านโน้ต เพื่อมาทำเว็บไซต์

ทั้ง 4 แบ่งหน้าที่กัน ปอลดูเรื่องดีไซน์ เต้และแชร์ดูแลการเขียนโปรแกรม ส่วนโน้ตที่ยังเขียนโปรแกรมไม่ได้ ดีไซน์ไม่เป็น จึงอาสารับดูแลเนื้อหาในเว็บทั้งหมด

ทีมก่อตั้ง Dek-D.com ผู้อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ที่รวมทั้งการศึกษา นิยาย และชุมชนออนไลน์ของวัยรุ่นไทย

เดิมทีตั้งเป้าอยากให้เว็บเปิดตัววันแรกของภาคเรียนที่ 2 แต่เอาเข้าจริงกว่าเว็บจะเสร็จสมบูรณ์ก็ล่วงเลยถึงสิ้นปีพอดี ซึ่งเป็นวันที่ทั่วโลกหวาดหวั่นกับปัญหา Y2K

“คืนนั้นพวกเราก็นั่งลุ้นกันนะ แต่คิดว่ามันรอมานาน ไม่อยากรออีกแล้ว ก็เลยเปิดเลย สุดท้ายมันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งโลก” โน้ตเล่าแล้วหัวเราะ 

เว็บไซต์น้องใหม่มีชื่อง่ายๆ ว่า ‘เด็กดี’ มีความหมายตรงตัวถึงเว็บไซต์เพื่อเด็ก ที่นำเสนอเรื่องดีๆ

“สิ่งที่อยากจะทำตั้งแต่แรกไม่ได้เกี่ยวกับเด็กดีหรอก เราอยากทำเว็บเกี่ยวกับเด็กวัยรุ่นมากกว่า แต่ว่าชื่อเด็กดีเพราะมีเพื่อนคนหนึ่งเสนอขึ้นมา แล้วเรารู้สึกโอ้โห! มันตรงมาก เพื่อนทุกคนตกลง ไม่ต้องโหวตอะไรเลย” โน้ตเล่าถึงชื่อไทยง่ายๆ ที่เอาชนะชื่อเท่ๆ อย่าง Generation X, Millennium, Thaichildren, Thaiteen หรือ Teenager มาได้ ตอนแรกทีมอยากใช้ชื่อโดเมนว่า Dekdee.com แต่วันนั้นมีคนจองไปแล้ว เลยบิดไปใช้ Dek-D.com แทน และใช้ชื่อนี้จนมาถึงปัจจุบัน

02

เมื่อ Dek-D เริ่มโต

ในขวบปีแรกมีคนเข้าเว็บ Dek-D ไม่มากนัก ส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในกลุ่มเพื่อนสวนกุหลาบนั่นเอง เนื้อหาในเว็บ แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ เว็บบอร์ด คุยสารพัดเรื่องของเด็กวัยรุ่น ทั้งการเรียน เที่ยว หรือแม้แต่เรื่องความรัก กับบทความซึ่งเน้นหนักด้านการศึกษาตามสไตล์เด็กเรียน เช่น เทคนิคการทำโจทย์ฟิสิกส์ วิธีพิชิตสมการภาคตัดกรวย Word 2000 หรืออะไรใหม่ๆ ที่คุณอยากรู้

แต่เพื่อสร้างความหลากหลาย เลยมีการระดมเพื่อนมาช่วยเขียนเพิ่มเติม จนเกิดเรื่องสนุกๆ อย่างประสบการณ์อกหัก รักครั้งแรกขึ้นมา กลายเป็นกระแสปากต่อปากไปยังเด็กโรงเรียนอื่นด้วย นอกจากนี้ครูฝ่ายประชาสัมพันธ์ อาจารย์พรศิริ ทองพันธุ์ ยังสนับสนุนเต็มที่ด้วยการสัมภาษณ์ทั้ง 4 หนุ่มลงสารสวนกุหลาบ ฉบับวันสถาปนาโรงเรียน 8 มีนาคม 2543 รวมทั้งแนะนำเว็บให้รายการโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์ ทำให้เว็บเป็นที่รู้จักกว้างขวางมากขึ้น

ทีมก่อตั้ง Dek-D.com ผู้อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ที่รวมทั้งการศึกษา นิยาย และชุมชนออนไลน์ของวัยรุ่นไทย

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญจริงๆ ที่ทำให้เว็บเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงแรก เกิดจากไอเดียของปอลที่อยากรวมลิงก์เว็บบอร์ดของโรงเรียนต่างๆ ไว้ด้วยกัน เพราะยุคนั้น URL ของแต่ละบอร์ดนั้นยาวมากจนไม่มีใครอยากจำ แม้ตอนแรกกังวลกันว่าจะเป็นแค่ทางผ่าน ไม่มีใครมาใช้เว็บบอร์ดของ Dek-D แต่สุดท้ายแล้วก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เพราะทุกคนต้องแวะมาที่นี่ก่อนเสมอ  

“สมัยก่อนพวกเว็บท่า อย่าง Sanook หรือ Hunsa ดังมาก เราก็เลยคิดว่าทำไมไม่มีที่รวมบอร์ดโรงเรียนบ้าง ซึ่งจริงๆ ไม่ได้ซับซ้อนอะไร แค่เอามารวมกันเท่านั้นเอง เริ่มแรกก็เป็นโรงเรียนในเครือจตุมิตร จากนั้นก็เริ่มมีคนส่งมาเพิ่มเป็นพันเลย บางทีก็มีบอร์ดรุ่น บอร์ดห้อง ซึ่งพอมารวมกันเยอะ ก็จะมีบางคนก็แวะไปดูบอร์ดของโรงเรียนอื่นด้วย แล้วหลายๆ ครั้ง มีคนเข้าใจผิดว่า เราเป็นคนสร้างให้ เช่นเวลามีกระทู้ทะเลาะกันภายในโรงเรียน เขาก็จะมาแบบ Dek-D จัดการให้หน่อย” ปอลอธิบาย

นับตั้งแต่นั้น Dek-D จึงกลายสะพานเชื่อมโยงเด็กนักเรียนทั่วประเทศ พอเข้ามาแล้วก็ได้อ่านเนื้อหา บทความ หรือกระทู้ต่างๆ ไปในตัว ทำให้ยอดผู้ใช้งานขยายจากหลักร้อยเป็นหลักพันหลักหมื่นอย่างรวดเร็ว แต่ใช่ว่าทุกอย่างจะราบรื่น ช่วงที่เริ่มมีชื่อเสียง คุณครูหลายคนสงสัยว่าเป็นเว็บอะไร ไม่น่าเกี่ยวกับการศึกษาเลยถูกบล็อก แต่พอนานๆ เข้าเหมือนได้พิสูจน์ตัวเอง ผู้คนจึงเริ่มยอมรับ

“ชื่อเด็กดีมีอิทธิพลทางจิตวิทยาสูงมาก ทุกคนที่เข้ามาโดยเฉพาะผู้ใหญ่ก็จะคาดหวังว่าต้องดีตามชื่อ และถ้ามีอะไรผิดจากคำว่าเด็กดี เราจะโดนตำหนิทันทีว่าไม่เห็นดีสมชื่อเลย หรือให้เปลี่ยนชื่อเว็บเป็นเด็กเลวแทนก็มี ถือเป็นความท้าทายของผมและทีมงานจนถึงทุกวันนี้” ปอลย้อนเหตุการณ์  

อีกเรื่องหนึ่งที่หนักหน่วงไม่แพ้กันคือ ทำเว็บมา 1 ปีเต็มๆ ไม่มีรายได้ มีแต่รายจ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่าโดเมนปีละ 3,000 บาท ค่าโฮสติงเดือนละ 600 บาท รวมแล้วเฉลี่ยปีละ 10,000 บาท

แต่ด้วยความเสียดาย เพราะอุตส่าห์ลงแรงมาตั้งแต่ศูนย์ บวกกับได้เห็นเด็กๆ เข้ามาใช้งานอย่างต่อเนื่อง มาพูดคุยเรื่องการบ้าน การเรียน บางคนมีปัญหาชีวิตก็เข้ามาปรึกษา ทำให้รู้สึกเสียดาย สุดท้ายเลยยอมเข้าเนื้อ ขอเพียงทุกคนรักเว็บนี้ก็พอใจแล้ว

กระทั่งเวลาผ่านไปปีกว่าถึงเริ่มมีโฆษณาติดต่อเข้ามา แม้ตัวเงินไม่มากแต่เป็นเครื่องยืนยันว่า Dek-D ก็มีโอกาสเติบโตเช่นกัน

“โฆษณาชิ้นแรกเลยคือ Applied Physics ให้เดือนละ 2,500 บาท เพราะเหมือนเจ้าของเขาเปิดเว็บไซต์เหมือนกัน ก็เลยอยากหาช่องทางโปรโมต แล้วคงมีโอกาสคุยกับนักเรียนว่าส่วนใหญ่เข้าเว็บอะไร เด็กๆ ก็เลยแนะนำเว็บนี้ หลังจากนั้นก็เริ่มมีสถาบันอื่นติดต่อเข้ามาเรื่อยๆ”

หลังฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ มาได้ ก็ถึงช่วงเวลาที่ 4 หนุ่มต้องเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย แม้มีภาระต้องรับผิดชอบหนักขึ้น แต่พวกเขาก็พยายามแบ่งเวลาเต็มที่ อย่างโน้ตอ่านหนังสือตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึง 4 ทุ่ม และทำเว็บ 4 ทุ่มถึงเที่ยงคืน บางคืนยาวเลยไปถึงตี 2

เมษายน 2544 โน้ตกับเต้ สอบติดที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะที่ปอลเลือกเรียนด้านออกแบบที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ส่วนแชร์เบนเข็มไปเรียนต่อ Carnegie Mellon University สหรัฐอเมริกา แต่ทั้งหมดยังคงเดินหน้าทำเว็บร่วมกันต่อไป

โน้ต-วโรรส โรจนะ และ ปอล-ณปสก สันติสุนทรกุล เต้-สรวงศ์ ดาราราช และ แชร์-สุปิติ บูรณวัฒนาโชค

“ถึงจะแยกกันก็ทำงานด้วยกันได้ เพราะมีระบบออนไลน์ แชตหากันได้ แล้วพอคนใช้มากขึ้นเรื่อยๆ เราก็เสียดาย ไม่อยากหยุด เพราะไม่ได้เป็นภาระอะไรมากมาย พอเรียนเสร็จก็กลับบ้านไปทำเว็บต่อ

“ส่วนสิ่งที่ยากคงเป็นเรื่องเทคนิค เพราะสมัยนั้นข้อมูลน้อย ไม่มีหนังสือที่บอกว่าทำยังไงให้เว็บสามารถรับคนเข้าวันละหมื่นได้ ถ้าคนใช้เยอะก็ต้องรีบูตเครื่อง เราสแตนบายตลอด แต่ถ้าล่มช่วงที่เรียนอยู่ ก็ต้องใช้ Microsoft Pocket PC เข้ามารีบูต หรือบางทีก็ส่งอีเมลแจ้ง Data Center ให้ช่วยรีบูตให้ ช่วงแรกๆ เว็บก็จะล่มบ่อยหน่อย” โน้ตฉายภาพอดีต

หลังเรียนจบ ปอลซึ่งมองเห็นช่องทางการตลาด โดยเฉพาะจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เติบโตขึ้นทุกปี ก็เลยมานั่งจับเข่าคุยกับเพื่อนๆ ว่าอาจถึงเวลาแล้วที่ต้องจริงจังกับเว็บ เต้กับโน้ตซึ่งเรียนจบก่อนปีหนึ่งและเริ่มทำงานประจำแล้ว ตัดสินใจลาออกเพื่อมาทำออฟฟิศร่วมกัน ส่วนแชร์ถึงไม่ได้มาทำงานด้วย เพราะเลือกต่อปริญญาโทที่เดิม แต่ยังคงเป็นหุ้นส่วนไม่เปลี่ยนแปลง

“ผมคิดว่าเราอยู่ในช่วงที่ทดลองได้ เพราะยังเป็นเด็กอยู่ แล้วตอนที่ปอลชวน เราเห็นถึงศักยภาพของเว็บจริงๆ ซึ่งถ้าลองแล้วเกิดไม่เวิร์กก็แค่เลิก กลับไปสมัครงานใหม่” โน้ตกล่าว

โน้ต-วโรรส โรจนะ และ ปอล-ณปสก สันติสุนทรกุล เต้-สรวงศ์ ดาราราช และ แชร์-สุปิติ บูรณวัฒนาโชค

Dek-D Interactive จดทะเบียนเป็นทางการเมื่อปี 2549 โดยเช่าออฟฟิศในห้างเก่าแห่งหนึ่งเดือนละ 8,000 บาท ทีมงานไปซื้อโต๊ะซื้อเสื่อน้ำมันมาปูกันเอง คิดง่ายๆ ว่าเป็นที่มาทำงานร่วมกัน

“เราตั้งใจว่าจะรับพนักงานเพิ่มอีก 4 – 5 คน เพราะถ้าทำกันเองเว็บคงไม่โตแน่ เราควรต้องทำแบบบริหาร การขายหารายได้เพิ่ม จำได้ว่าปีแรกเราออกไปหาลูกค้าทุกวัน ทำยังไงให้เว็บเราดูน่าเชื่อถือ ทำโปรไฟล์บริษัท ทำพรีเซนเทชัน ให้เขารู้จักเรา แล้วถ้าลงโฆษณาจะเหมาะกับสินค้าอะไร” ปอลอธิบายถึงการขาย ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ 

ปี 2549 ทุกคนทุ่มเต็มตัว จึงเป็นปีที่ Dek-D เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งระบบการทำงานที่ชัดเจนขึ้น ความเสถียรของเว็บ ปริมาณบทความที่ขยับขึ้นจาก 4,000 ชิ้น เป็น 40,000 ชิ้น นอกจากนี้ยังมีการสร้างระบบ My.iD ขึ้นมา เป็นเสมือนบ้านของสมาชิก เพื่อให้วัยรุ่นมีพื้นที่แสดงความเป็นตัวเองได้มากขึ้น ทั้งเขียนบล็อก เขียนนิยาย ออกแบบตกแต่งหน้าตาบล็อกเอง ส่งผลให้มียอดสมาชิกสูงถึง 200,000 คน ทะยานขึ้นเป็นเว็บไซต์ที่มียอดผู้ใช้งานอันดับ 4 ของประเทศ

โน้ต-วโรรส โรจนะ และ ปอล-ณปสก สันติสุนทรกุล เต้-สรวงศ์ ดาราราช และ แชร์-สุปิติ บูรณวัฒนาโชค

แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่า คือมุมมองต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

ครั้งหนึ่งปอลเคยให้สัมภาษณ์ว่า จากเดิมที่อยู่โรงเรียนชายล้วนมาตลอด เพื่อนส่วนใหญ่ก็มุ่งแต่สายวิทยาศาสตร์ แต่เพราะคนเข้าเว็บที่หลากหลาย ทั้งเพศ วัย ประสบการณ์ และเป้าหมายในชีวิต จึงกลายเป็นบทเรียนให้พวกเขาเข้าใจสังคมภายนอกยิ่งขึ้น

และมุมมองที่กว้างขว้างนี้เองช่วยให้ Dek-D เติบโตและก้าวขึ้นเป็นเว็บไซต์ของวัยรุ่นอันดับ 1 ต่อเนื่องนับสิบปี

03

ไม่มีใครเข้าใจวัยรุ่น.. เท่าวัยรุ่น

เวลาพูดถึงเว็บ Dek-D คุณนึกถึงอะไร?

หลายคนอาจตอบว่าการศึกษา เพราะเคยเข้ามาเช็กผลสอบเข้ามหาวิทยาลัย บางคนอาจนึกถึงภาพของไอดอลดังๆ สมัยก่อนเข้าวงการ และอีกไม่น้อยอาจนึกถึงเกมคำถามที่เคยโด่งดังเมื่อ 4 – 5 ปีที่แล้ว

รู้หรือไม่ว่า ทั้งหมดคือผลพวงจากการสร้างสรรค์ ที่เริ่มจากความต้องการของวัยรุ่นจริงๆ

“สมัยที่เริ่มใช้อินเทอร์เน็ต พอเข้าเว็บต่างๆ มันชัดมากว่าผู้ใหญ่ทำให้เด็ก แล้วบางอย่างที่ผู้ใหญ่คิดว่าเด็กชอบ ความจริงอาจไม่ใช่ เหมือนสื่อยุคหนึ่งชอบใช้คำว่า ‘วัยโจ๋’ หรือ ‘วัยจ๊าบ’ แต่เด็กไม่มีใครเรียกตัวเองแบบนี้ เพราะฉะนั้นตอนที่เราเป็นเด็ก ถึงไม่ได้เป็นตัวแทนของเด็กทุกคน แต่อย่างน้อยก็ยังพอเข้าใจว่าเขาชอบหรือไม่ชอบอะไร” โน้ตอธิบาย

ขณะที่ปอลเสริมว่า สิ่งที่เด็กทุกยุคทุกสมัยสนใจนั้นใกล้เคียงกัน คือเรื่องการศึกษา บันเทิง งานอดิเรก การใช้ชีวิต และการดูแลตัวเอง เพียงแต่รายละเอียดอาจกันตามสภาพสังคม และเทคโนโลยี ดังนั้นโจทย์ท้าทายสุด คือจะไล่ตามสิ่งเหล่านี้ทันได้อย่างไร

หากย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน Dek-D คือศูนย์รวมของการหาเพื่อนใหม่ ที่นี่มีพื้นที่อย่าง MSG Zone รวบรวบข้อมูลหมายเลข ICQ หรืออีเมลสำหรับเล่น MSN ไว้ให้สมาชิกกดเข้าไปทักทายกัน หรือเด็กมหาวิทยาลัยที่อยากมีอาชีพเสริมเป็นติวเตอร์สอนน้องก็มาลงชื่อได้ที่ Tutor Center

นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นเว็บแรกๆ ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกส่งรูปตัวเองหรือเพื่อนๆ มาลงบอร์ดคนน่ารัก ในยุคที่ยังไม่มีสื่อออนไลน์มากนัก ซึ่งเวลานี้หลายคนก้าวขึ้นจากเน็ตไอดอลมาเป็นคนมีชื่อเสียงในวงการบันเทิง อาทิ บอลลูน พินทุ์สุดา โฟร์ ศกลรัตน์ ทับทิม มัลลิกา เบเบ้ ธันย์ชนก หรือเต้ย จรินทร์พร

และเมื่อโลกเปลี่ยนแปลง พวกเขาก็พร้อมปรับตัว หลายอย่างๆ แม้เคยได้รับความนิยมสูงมาก แต่เวลานี้ล้าสมัย เช่นรวมบอร์ดโรงเรียน หรือ MSG Zone ก็ต้องถูกยกเลิกไป หรือบางอย่างก็ปรับให้เข้ายุคเข้าสมัยมากขึ้น เช่นเรื่องควิซ หรือเกมทายใจ ถึงยังมีอยู่แต่ก็ค่อยๆ ลดบทบาทไป

“ตลอด 20 ปี เราผ่านการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เราพัฒนาและกำจัดไปเยอะมาก บางอย่างก็ต้องลองผิดลองถูก ค่อยๆ ปรับตัวกันไป แต่สิ่งสำคัญคือ เรารู้ตัวเองว่ากำลังทำเนื้อหาให้เด็ก ไม่ได้ทำใช้เอง เราจึงต้องพยายามเปิดรับความเห็น พยายามส่องดูว่าน้องเขาทำอะไรกัน พูดคุยกันอะไรกันโซลเซียล  เวลาผลิตอะไรก็ต้องถามเด็กก่อนว่ามีความเห็นอย่างไร” โน้ตฉายภาพ

เพราะฉะนั้นทุกผลิตภัณฑ์จึงตรงกับความต้องการ และเป็นประโยชน์กับชีวิตของวัยรุ่นอย่างแท้จริง โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจของ Dek-D 

ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าปัญหาหนึ่งของวงการการศึกษาบ้านเรา คือความซับซ้อน และยุ่งยาก

ทีมก่อตั้ง Dek-D.com ผู้อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ที่รวมทั้งการศึกษา นิยาย และชุมชนออนไลน์ของวัยรุ่นไทย

อย่างหลักเกณฑ์การรับสมัครเข้ามหาวิทยาลัยก็เปลี่ยนแปลงตลอด บางปีสอบเสร็จต้องมาบวกคะแนนเพิ่ม บางปีเปิดให้ยื่นคะแนนกัน 4 – 5 รอบ และหลายครั้งพอถึงช่วงประกาศผล ปรากฏว่าเว็บล่ม เพราะรองรับปริมาณคนเข้าเว็บมหาศาลไม่ไหว

Dek-D จึงใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ ทั้งองค์ความรู้ด้านการศึกษา โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ตลอดจนเครือข่ายต่างๆ มาร่วมออกแบบแพลตฟอร์มที่เด็กๆ สามารถใช้ได้สะดวกที่สุด ตั้งแต่ บทความแนะแนวอาชีพ โปรแกรมตรวจผลสอบ รวมทั้งแอปพลิเคชัน ‘เด็กดี TCAS’ รวบรวมข่าวสาร กระทู้ ปฏิทินการสอบ แนะนำการเลือกคณะ ซึ่งมียอดผู้ใช้รายเดือนสูงกว่า 100,000 คน

นอกจากนี้แล้ว ทีมงานยังพยายามสร้างสรรค์กิจกรรมการศึกษาที่น่าสนใจ อย่าง Dek-D’s Admission Fair ที่ล่าสุดเปลี่ยนมาเป็น Dek-D’s TCAS Fair กิจกรรมแนะแนวการศึกษาที่ใหญ่สุดของประเทศ หรือ Dek-D’s Pre-Entrance ซึ่งเป็นการจำลองการสอบก่อนลงสนามจริง

ทีมก่อตั้ง Dek-D.com ผู้อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ที่รวมทั้งการศึกษา นิยาย และชุมชนออนไลน์ของวัยรุ่นไทย

“โปรดักใหม่ๆ เราเริ่มจากจุดเล็กๆ ก่อน เช่น เริ่มจัดสอบเฉพาะในกรุงเทพฯ ก่อน ดูว่าความต้องการของตลาดเป็นยังไง ไปๆ มาๆ ตอนนี้ก็จัดทั่วประเทศ 50 กว่าจังหวัดแล้ว หรืองานแฟร์ก็เหมือนกัน ตอนแรกก็กลัวขายไม่ได้ จัดเล็กๆ 5 – 10 บูท ตอนนี้ก็ใหญ่โต เราได้พัฒนาโปรแกรมใหม่ๆ ที่ช่วยให้เด็กตัดสินใจง่ายขึ้นด้วย เช่นน้องอยากเข้าคณะอะไร เกรดเท่าไหร่ ก็มากดเครื่อง แล้วจะมีใบสำเร็จรูปออกมาว่ามีโอกาสมากน้อยแค่ไหน” ปอลอธิบาย

“นอกจากนี้เรายังมีรุ่นพี่แต่ละคณะมานั่งประจำบูท คอยให้คำแนะนำว่าถ้าอยากเรียนที่นี่ต้องทำยังไง เรียนอะไรบ้าง มีรุ่นพี่ที่ได้ทุนต่างประเทศมาแนะแนวว่า ประเทศนี้ดีอย่างไร เกาหลี อินเดีย สิงคโปร์ ต่างกันยังไง มีจิตแพทย์มาให้คำแนะนำนสำหรับน้องที่เครียด” โน้ตช่วยเสริม

เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว การช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยก็เป็นอีกหน้าที่ซึ่งสำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทีมงานจึงเดินสายให้ความรู้แก่โรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ แม้บางครั้งเป็นโรงเรียนเล็กๆ หรือไม่มีสปอนเซอร์ก็ตาม

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เว็บ Dek-D กลายเป็นเพื่อน เป็นรุ่นพี่ที่ดีของเด็กทุกคนตลอดไป

04

ศูนย์กลางนิยายล้านเรื่อง

นอกจากการศึกษาแล้ว หลายคนอาจไม่ทราบว่า Dek-D ยังเป็นชุมชนนักเขียนนักอ่านที่ใหญ่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย
นิยาย 960,000 เรื่อง นักเขียน 150,000 คน ยอดติดตามสูงถึง 60,000,000 ครั้ง คือสถิติที่บันทึกไว้เมื่อสิ้นปี 2561

นักเขียนดังมือรางวัลหลายคน เช่น ปราปต์ โกลาบ จัน หรือรอมแพง ต่างเริ่มเวทีแรกที่นี่

เช่นเดียวละครโทรทัศน์ดังกว่าร้อยเรื่อง ทั้ง บุพเพสันนิวาส กาหลมหรทึก เกมร้ายเกมรัก 7 วันจองเวร The Sixth Sense สื่อรักสัมผัส เวียงร้อยดาว หรือ หัวใจ Ugly Duckling รักนะเป็ดโง่ ครั้งหนึ่งก็เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์นี้มาแล้ว

ความจริง Dek-D เริ่มมีนิยายตั้งแต่ก่อตั้ง โดยเรื่องแรกเป็นผลงานของสาวน้อยจากโรงเรียนราชินี ที่ใช้นามปากกาว่า ‘อติน’

อตินุช อสีปัญญา เคยเล่าว่านิยายเรื่อง ‘สิ่งที่ไร้เหตุผล 4 เรื่อง’ เดิมเธอเขียนสนุกๆ ลงในสมุดของโรงเรียน เวียนกันอ่านในกลุ่มเพื่อนราวสิบคน บังเอิญแฟนนิยายคนหนึ่งเป็นเพื่อนกับโน้ต เมื่อโน้ตอยากได้เนื้อหาใหม่ๆ มาลงเว็บ จึงแนะนำว่ามีนิยายที่ตามอ่านอยู่ ถ้ามาลงเว็บก็คงดี ทุกคนจะได้อ่านพร้อมๆ กัน โน้ตจึงติดต่ออตินทาง ICQ กระทั่งได้นิยายเรื่องนี้มาประเดิมในหมวดนิยาย

จากนั้นก็เริ่มมีผู้ส่งนิยายเข้ามาเป็นร้อยเรื่อง แต่เรื่องที่ถือเป็นจุดพลิกสำคัญ คือ The White Road ของ Dr.Pop

 “สมัยก่อน ถ้าจะพิมพ์หนังสือสักเล่มต้องมั่นใจว่าขายได้ หนังสือแนวเด็กๆ เลยไม่มีใครกล้าพิมพ์ให้ แต่พอเป็น The White Road ทุกคนเห็นว่ามีแฟนคลับ มีคนตามอ่านอยู่ เขาก็เลยกล้าพิมพ์ และเมื่อมีคนซื้อ เลยกล้านำเรื่องอื่นมาตีพิมพ์ เหมือนเป็นช่องทางให้แนวนิยายในประเทศหลากหลายขึ้น จากแต่ก่อนที่ห้ามมีประโยคพูดเยอะๆ ก็เริ่มกล้าเขียนบทพูดทั้งหน้า หรือใช้ Emoticon” โน้ตอธิบาย

นิยายใน Dek-D มีหลากหลายแนว บางแนวกลายเป็นกระแสโด่งดัง หลังจากตีพิมพ์ที่นี่ เช่น นิยายแฟนตาซี นิยายวาย หรือนิยายจีนที่คนไทยเขียน ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความนิยมของวัยรุ่นเวลานั้น อย่างตอนที่ The White Road เป็นกระแส ก็เป็นจังหวะเดียวกับช่วงที่ทั่วโลกกำลังคลั่งไคล้พ่อมดน้อย Harry Potter หรือช่วงที่เกมออนไลน์ดัง นิยายหลายๆ เรื่องก็มีฉากหลังเป็นเกม

แต่สิ่งที่ต่างจากนิยายยุคที่ตีพิมพ์ในนิตยสารอย่างสกุลไทย หรือสตรีสาร คือที่นี่ไม่มีระบบบรรณาธิการมาทำหน้าที่กลั่นกรอง ทุกคนมีอิสระ สามารถเขียน ปรับปรุง แก้ไข หรือลบได้ตามต้องการ ตราบใดที่ไม่ผิดกฎหมาย หรือผิดศีลธรรม

“หากไม่หยาบคาย ไม่โป๊ เราลงให้หมด เพราะผมคิดว่าเรื่องที่ดีอาจไม่ใช่เรื่องที่เราชอบ ไม่จำเป็นที่เราต้องไปตัดสิน คนอ่านเป็นคนตัดสิน เพราะหากเรื่องไหนที่เขาสนใจก็จะติดตามไว้ก่อน แต่ถ้าวันหนึ่งรู้สึกไม่ใช่ก็กดหยุดติดตาม หรือบางทีก็ช่วยคอมเมนต์ แก้คำผิด การมีฟีดแบ็กทันที ทำให้นักเขียนมีกำลังใจเขียนต่อ และรู้ว่าควรปรับอย่างไร ซึ่งช่วยให้นักเขียนพัฒนาตัวเองมากยิ่งขึ้น”

นอกจากการทำระบบกลางที่ใช้ง่ายแล้ว Dek-D ยังพัฒนาส่งเสริมด้วยการจัดทำแอปพลิเคชัน ‘นิยาย Dek-D’ เพื่อตอบสนองกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ซึ่งทุกวันนี้มียอดดาวน์โหลดสูงถึง 1,000,000 ครั้ง รวมทั้งยังมีการจัดอันดับนิยายที่ผู้อ่านสนใจมากที่สุด แนะนำนิยายเรื่องที่สมาชิกแต่ละคนอาจสนใจ สแกนนิยายที่ไม่เหมาะสมหรือสุ่มเสี่ยงต่อศีลธรรม และถ้านักเขียนคนใดต้องการสร้างรายได้ก็มีระบบซื้อขายออนไลน์ โดยที่ลิขสิทธิ์ยังเป็นของนักเขียนอย่างสมบูรณ์

“เราอยากเห็นนักเขียนเก่งขึ้น ทำงานดีขึ้น เป็นที่ยอมรับมากขึ้น เช่นเดียวกันนักอ่านที่เจอนิยายที่เหมาะกับตัวเองมากขึ้น เราจึงพยายามทำระบบของเราออกมาให้ดีที่สุด เช่นมีระบบแจ้งเตือนระหว่างนักเขียนกับนักอ่าน หรือนักเขียนหน้าใหม่ที่ดูแล้วน่าจะลงต่อเนื่อง เราก็จะยิงสัญญาณไปยังผู้อ่านว่า นี่คือนักเขียนมาแรง เพื่อให้เขามีโอกาสแจ้งเกิดได้ ไม่เช่นนั้นนักเขียนหน้าเก่าก็จะครองชาร์ตตลอด

“ทั้งหมดนี้ก็เพราะเราตั้งใจทำที่นี่ให้เป็นพื้นที่สำหรับพัฒนาวรรณกรรมไทย จึงไม่ได้สนใจเรื่องรายได้มากนัก อย่างวันหนึ่งใครจะคิดว่านิยายที่ดังบนออนไลน์ จะโด่งดังในโลกออฟไลน์ เวลามีงานหนังสือคนมาต่อแถวขอลายเซ็นกันยาวเหยียด เพราะฉะนั้นนี่ไม่ใช่แค่แฟชันแล้ว แต่ถือเป็นทิศทางใหม่ของวงการวรรณกรรม” โน้ตสรุป 

05

มากกว่าเว็บไซต์

หากเทียบกับอายุคน วันนี้ Dek-D ก็คงเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว

แต่สำหรับผู้ก่อตั้งที่คลุกคลีกับแบรนด์นี้มาตลอด ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องเรียนรู้และพัฒนา เพื่อให้สิ่งที่ช่วยกันสร้างขึ้น ตอบสนองและมีประโยชน์ต่อชีวิตของคนรุ่นใหม่มากที่สุด ดังแนวคิดขององค์กรว่า Develop the New Generation หรือสร้างรากฐานความสำเร็จในชีวิตให้คนรุ่นใหม่ 

“ช่วงแรกที่คนเข้าเว็บเยอะๆ เราก็คิดว่าจะอยู่ได้ตลอดไป แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ ทุกอย่างเปลี่ยนตลอด วันนี้เว็บอาจไม่ได้เป็นส่วนสำคัญแล้ว แต่จุดยืนที่เรายังยึดมั่นเสมอคือ การเข้าถึงวัยรุ่น ถึงวันนี้ผู้คนอาจหันมาใช้โซเซียล แต่เรายังเชื่อว่าทุกคนมีสิ่งที่สนใจส่วนตัวอยู่ และเราก็อยากเป็นสิ่งนั้น เป็นเว็บที่ 2 ที่่น้องๆ เข้าหลังเช็กโซเซียล” โน้ตในฐานะซีอีโอของบริษัทอธิบาย

เพราะฉะนั้น ในทศวรรษที่ 3 พวกเขาก็ตั้งใจว่า อยากพา Dek-D ไปให้ไกลกว่าการเป็นเพียงบริษัทเว็บ แต่เป็นแบรนด์คุณภาพที่ไว้ใจได้ และพร้อมสนับสนุนความฝันของเด็กทุกช่องทางโครงการหนึ่งที่เริ่มแล้ว คือ ‘Dek-D’s School คอร์สออนไลน์คุณภาพที่เรียนได้ทุกคน’ หลังพบว่ากระแสการเรียนนอกห้อง หรือการเรียนที่บ้านกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

“เราไม่ได้วางตัวเองเป็นกวดวิชา 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะเราไม่ได้ย้ายติวเตอร์มาอยู่บนออนไลน์ แต่เราต้องการพัฒนาเนื้อหาใหม่ ที่คิดว่าน้องเรียนแล้วจะได้ประโยชน์ รวมทั้งหาอาจารย์เก่งๆ มาช่วยสอน เช่นอาจารย์สอนเลขเคยสอนที่อเมริกาและสิงคโปร์มาก่อน หรืออาจารย์ฟิสิกส์ก็มีงานวิจัยเยอะแยะ

“เพราะเราเชื่อว่าการที่เด็กเกลียดบางวิชา จริงๆ อาจไม่ได้เกลียดก็ได้ แต่ดันโชคร้ายไปเจอคนสอนที่ไม่ตรงจริต หรือเรียนแล้วไม่เข้าใจ ดังนั้นเราจึงอยากหาวิธีให้เด็กรู้สึกรักวิชาที่เรียน มีโอกาสเข้าถึงเนื้อหาวิชาที่ดีจริงๆ เพื่อจะได้หลุดจากคำว่าท่องจำไปสอบ” โน้ตย้ำ

นอกจากนี้ พวกเขายังมีฝันที่อยากทำอีกมากมาย ทั้งจำลองสนามสอบ ก.พ. เพื่อให้คนที่อยากทำงานราชการได้ทดลองสอบก่อนลงสังเวียนจริง รวมถึงต่อยอดโปรแกรมการศึกษาที่มีอยู่ให้ดียิ่งขึ้น

แม้ทั้งหมดนี้อาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่ได้หมายว่าจะเป็นไปไม่ได้ ตราบใดที่ยังมีความมุ่งมั่นและความตั้งใจ เหมือนตลอด 20 ปีที่เด็กสวนกุหลาบกลุ่มนี้รวมพลัง เพื่อสร้างชุมชนเล็กๆ ที่ไม่ธรรมดา ชื่อ ‘Dek-D’

โน้ต-วโรรส โรจนะ และ ปอล-ณปสก สันติสุนทรกุล ทีมก่อตั้ง Dek-D.com ผู้อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ที่รวมทั้งการศึกษา นิยาย และชุมชนออนไลน์ของวัยรุ่นไทย

ข้อมูลประกอบการเขียน

• สัมภาษณ์คุณวโรรส โรจนะ และคุณณปสก สันติสุนทรกูล วันที่ 5 กรกฎาคม 2562

• วิทยานิพนธ์ชุมชนออนไลน์ของเยาวชน : กรณีศึกษา WWW.DEK-D.COM โดย นฤมล อนุศาสนนันทน์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

• วิทยานิพนธ์ รูปแบบและกลยุทธ์การทำการตลาดออนไลน์ เว็บไซต์ เด็กดีดอทคอม โดย เพ็ญทิพ อุนากรสวัสดิ์สาขาการจัดการภาครัฐและภาคเอกชน มหาวิทยาลัยศิลปากร

• หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 26 สิงหาคม 2550 เซ็กชันจุดประกายวรรณกรรม – Dek-D.com ลานฝันนักเขียนใหม่

• นิตยสาร Way – 18 ปี Dek-D วัยรุ่นไม่เคยเปลี่ยน

• เว็บไซต์โรงเรียนจิตรลดา(สายวิชาชีพ) งานแนะแนว (สายวิชาชีพ) 26 / 07 / 54

• เว็บไซต์ Cat Radio – แมวค้นคน สัมภาษณ์หัวหน้าเด็กดี [dek-d.com]

• คุณอตินุช อสีปัญญา บรรยายในงาน Editor’s Talk on Stage ครั้งที่ 2 วันที่ 1 เมษายน 2560

Writer & Photographer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

22 ปี กับ 1,017 คือระยะเวลาการออกอากาศ และจำนวนตอนของ ‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’

สำหรับใครหลายคน ละครเรื่องนี้เปรียบเสมือนเพื่อนที่เติบโตมาด้วยกัน แม้จะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนตัวละครหลายรุ่น เปลี่ยนฉากจากโรงเรียนในยุค ‘6/16 ร้ายบริสุทธิ์’ มาสู่รั้วมหาวิทยาลัยบางกอกบัณฑิต ก่อนวกกลับมานำเสนอเรื่องโรงเรียนอีกรอบ

บันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตวัยรุ่นไทย ผ่านซีรีส์ในตำนาน ‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’

ส่วนหนึ่งคงเพราะเนื้อหาที่ถูกถ่ายทอด ล้วนเป็นเรื่องใกล้ตัววัยรุ่น ทั้งครอบครัว ความรัก การเรียน เพื่อนฝูง หรือความเชื่อ แถมยังผนวกกับสถานการณ์บ้านเมือง ตั้งแต่ยาเสพติด ท้องในวัยเรียน การเลือกตั้ง จนถึงสึนามิ ส่งให้ละครเรื่องนี้ได้รับความนิยมต่อเนื่อง และถูกยกให้เป็นบันทึกเรื่องราววัยรุ่นไทยตลอด 2 ทศวรรษที่สมบูรณ์ที่สุดฉบับหนึ่ง

ที่สำคัญ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ ยังเป็นเวทีแจ้งเกิดของนักแสดงมืออาชีพหลายคน อาทิ เขตต์ ฐานทัพ, อ้น-สราวุธ มาตรทอง, ซาร่า มาลากุล เลน, จ๊ะจ๋า-พริมรตา เดชอุดม, หนูนา-หนึ่งธิดา โสภณ, แอมป์-พีรวัศ กุลนันท์วัฒน์, เป๊ก-เปรมณัช สุวรรณานนท์, ปราง-กัญญ์ณรัณ วงศ์ขจรไกล, มายด์-ลภัสลัล จิรเวชสุนทรกุล, โมสต์-วิศรุต หิมรัตน์ หรือ บีม-ปภังกร ฤกษ์เฉลิมพจน์ ฯลฯ

บันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตวัยรุ่นไทย ผ่านซีรีส์ในตำนาน ‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงชักชวน หน่องอรุโณชา ภาณุพันธุ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด ผู้อยู่เบื้องหลัง 6/16 ร้ายบริสุทธิ์ และ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ มาร่วมพูดคุยถึงแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานที่เปี่ยมด้วยความฝันและแรงบันดาลใจ จนกลายเป็นละครประวัติศาสตร์ที่ออกอากาศยาวนานที่สุดของประเทศไทย 

01

เรื่องแสบๆ ของเด็กห้องบ๊วย 

ย้อนกลับไป เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2539 เป็นครั้งแรกที่คนไทยได้รู้จักกับแก๊งเด็กหนุ่มสุดแสบจากห้อง 6/16 แห่งโรงเรียนศาสตราวิทย์ แม้ไม่ใช่ละครวัยรุ่นเรื่องแรก แต่ด้วยความกวนโอ๊ย สรรหาเรื่องวุ่นๆ มาให้บรรดาครูต้องกุมขมับอยู่เสมอ ก็ทำให้เรื่องราวของพวกเขาเข้ามาอยู่ในใจของผู้ชมได้ไม่ยาก

จุดเริ่มต้นของ 6/16 ร้ายบริสุทธิ์ มาจากตอนนั้นบรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น ได้เวลาช่วงบ่ายโมงมาจากไทยทีวีสีช่อง 3 และเห็นว่า เด็กวัยนี้อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การกระทำบางอย่างอาจไม่ตรงกับความคาดหวังของสังคม และถูกมองว่าเป็นปัญหา เป็นเรื่องอื้อฉาว เพราะฉะนั้น หากมีละครที่เข้ามาช่วยเป็นสื่อกลาง ให้ข้อคิด และเสริมความเข้าใจที่มีต่อวัยรุ่นมากขึ้นก็คงเป็นเรื่องดี

บันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตวัยรุ่นไทย ผ่านซีรีส์ในตำนาน ‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’

“เรารู้สึกว่า ม.6 เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน เป็นปีสุดท้ายก่อนเข้ารั้วมหาวิทยาลัย เป็นวัยที่รักเพื่อน เชื่อเพื่อนมากกว่าพ่อแม่หรือครูด้วยซ้ำไป เราก็เลยอยากจะทำละครที่สะท้อนสามส่วนด้วยกันคือ ครอบครัว ตัวเด็กเอง แล้วก็มุมมองของครู เป็นสามเหลี่ยมที่ทุกคนดูแล้วเข้าใจได้ ครูดูแล้วเข้าใจนักเรียน พ่อแม่ดูแล้วเข้าใจลูก หรือลูกดูแล้วเข้าใจพ่อแม่”

โจทย์หนึ่งที่ผู้ผลิตต้องการฉายภาพให้เห็นคือ วัยรุ่นไม่ได้เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ แต่เป็นวัยที่อยากรู้ อยากเท่ อยากลอง อยากเป็นที่ยอมรับของคนอื่น ต้องการพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ตัวเองไม่ใช่เด็กแล้ว เพียงแต่การกระทำบางอย่างนั้นอาจผิดที่ผิดทาง ทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จนเกิดปัญหาตามขึ้นมาบ้าง

แน่นอนผู้ใหญ่บางคนจะตีความว่า เด็กเหล่านี้เป็นพวกตัวร้าย เป็นพวกหัวรุนแรง ที่ต้องหาทางปราบให้อยู่หมัด แต่แท้จริงแล้วพวกเขาไม่ใช่คนเลวหรือคนชั่ว บางทีการปล่อยให้เรียนรู้จากความผิดพลาด ก็อาจช่วยให้พวกเขาเติบโตเป็นคนดีของสังคมต่อไปก็ได้ นั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า ‘ร้ายบริสุทธิ์’ ซึ่งอยู่คู่กับละครมาตั้งแต่ต้น

หากแต่ความท้าทาย คือจะนำเสนออย่างไร ไม่ให้ดูเป็นการสอนจนเกินไป

บันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตวัยรุ่นไทย ผ่านซีรีส์ในตำนาน ‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’

ทีมงานจึงออกแบบฉากหลังของละครให้เป็นห้องบ๊วยในโรงเรียนชายล้วน ซึ่งเต็มไปด้วยนักเรียนเกเร สุดเฮี้ยว เป็นหัวโจกที่คอยทำเรื่องวุ่นตลอดเวลา แต่ภายใต้ความร้ายนั้นก็มีความแตกต่าง ทั้งนิสัย บุคลิกภาพ พื้นเพของครอบครัว ตลอดจนความใฝ่ฝันในอนาคต ไม่ต่างจากสังคมที่รวบรวมคนหลายประเภทเข้าไว้ด้วยกัน

ครั้งนั้น หน่องได้ชักชวน หมี-โชติรัตน์ รักเริ่มวงษ์ ผู้กำกับภาพยนตร์มือดี ซึ่งเคยมีผลงานอย่าง พรหมจารีสีดำ, หนุ่มสาว, นางกลางไฟ และ แรงเทียน มากำกับละครเป็นครั้งแรก ส่วนบทโทรทัศน์นั้นได้ โอ๊ทส์-เสนีย์ จิตสุวรรณวัฒนะ กับ พิง ลำพระเพลิง สองนักเขียนจากสำนักศิษย์สะดือมารับผิดชอบ ซึ่งลูกเล่นบางอย่าง เช่น โรงเรียนชายล้วน หรือ ห้อง ม.6/16 ก็มาจากประสบการณ์ตรงของโอ๊ทส์นั่นเอง

ในปีแรก ละครเลือกฉายภาพชีวิตของแก๊งเด็กแสบ 7 คน นำทีมโดย อาวุธ หัวหน้าห้อง 6/16 รับบทโดย เขตต์ ฐานทัพ ตัวละครนี้ค่อนข้างแรง พร้อมพุ่งชนทุกอย่างที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง เนื่องจากชีวิตต้องต่อสู้กับความยากลำบากมาตลอด แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเป็นศูนย์กลางที่คอยเชื่อมร้อยเพื่อนๆ ทุกคนเข้าไว้ด้วยกัน

บันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตวัยรุ่นไทย ผ่านซีรีส์ในตำนาน ‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’

ขจร ผู้มีฐานะดีสุดในกลุ่ม ฝันอยากเป็นนักธุรกิจเหมือนพ่อ แสดงโดย เอ้-ศตวรรษ เมทะนี, ธราดล จอมกวนประจำห้อง ซึ่งมีเอกลักษณ์คือ ชอบแซวสาว ชอบแต่งตัวเท่ๆ โดยเฉพาะการยกปกคอเสื้อ รับบทโดย แม็กกี้-จีรโรจน์ หทัยพงศคุณ ทะเล เด็กหนุ่มพูดเพราะ เรียกเพื่อนว่า ‘คุณ’ ทุกคำ รับบทโดย ดามพ์-ณภพภัทร รัชชานนท์กุล

บันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตวัยรุ่นไทย ผ่านซีรีส์ในตำนาน ‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’
บันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตวัยรุ่นไทย ผ่านซีรีส์ในตำนาน ‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’

สาธิต หรือ ซี หนุ่มหล่อประจำห้องซึ่งฝันจะเป็นนักดนตรี แสดงโดย อ้น-สราวุธ มาตรทอง, อรรถ จอมลุยผู้อยากเป็นนักมวยอาชีพ รับบทโดย โตโต้-สมชาติ สุคนธ์ และสุดท้าย กมล หรือ หมู หนุ่มอ้วนที่รักการกินเป็นชีวิตจิตใจ แสดงโดย เอ็ดดี้-วิสูตร สิงหเสนี

สำหรับนักแสดงที่มารับบทนักเรียน อย่างเขตต์ แม็กกี้ อ้น ดามพ์ และโตโต้ เติบโตมาจากเวที Dutchie Boys & Girls ซึ่งเป็นเวทีสรรหาดาวดวงใหม่ที่โดดเด่นทั้งเรื่องการร้อง การเต้น และการแสดง บางคนเคยผ่านงานหน้าจอมาแล้วบ้าง แต่โดยรวมๆ ก็ถือว่าเป็นดาราหน้าใหม่อยู่ดี ส่งผลให้ผู้ชมซึมซับและเชื่อในความสัมพันธ์ของตัวละครได้ไม่ยาก

“เราพยายามวางคาแรกเตอร์ตัวละครให้สอดคล้องกันนักแสดง อย่างแม็กกี้ ดูกวนๆ หน่อย เพราะฉะนั้น ตอนคุยกับผู้กำกับ เราก็คิดว่าเขาเหมาะกับบทธราดล ซึ่งในเรื่องก็จะเป็นตัวเฮี้ยวๆ ซ่าๆ หรือบทของซี เป็นตัวละครที่มีความสามารถด้านดนตรี ซึ่งตัวอ้นเองก็มีความสามารถด้านนี้จริงๆ เหมือนกัน”

บันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตวัยรุ่นไทย ผ่านซีรีส์ในตำนาน ‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’

เช่นเดียวกับบทครู ก็มีความหลากหลายไม่แพ้กัน เริ่มตั้งแต่ ครูเจนจิรา อาจารย์ที่ปรึกษาห้อง 6/16 ซึ่งใกล้ชิดกับแก๊งเด็กแสบที่สุด รับบทโดย สุ่ย-พรนภา เทพทินกร เป็นตัวแทนของครูรุ่นใหม่ที่เข้าใจเด็ก และไม่ได้เป็นครูเฉพาะในห้องเรียน แต่ยังสนใจถึงสารทุกข์สุขดิบของนักเรียนแต่ละคน พยายามยื่นมือเข้ามาช่วยแก้ปัญหา แม้บางครั้งจะถูกเด็กๆ ต่อต้านหรือมองไม่เห็นความหวังดีก็ตาม

นอกจากนี้ยังมีอาจารย์รุ่นใหญ่ ซึ่งแม้จะวางตัวห่างจากนักเรียนไปบ้าง แต่ก็มีจิตวิญญาณความเป็นครูเต็มเปี่ยม ไม่ว่าจะเป็น อาจารย์วิภา ครูสอนภาษาอังกฤษ รับบทโดย พิมพ์พรรณ บูรณะพิมพ์ เป็นครูที่เฮี้ยบและหัวโบราณ แต่ก็เป็นที่ปรึกษาที่ดีของครูเจนจิรา หรือ ผอ.กิตติ แสดงโดย ญาณี ตราโมท เป็นครูที่ค่อนข้างดุ คอยรักษากฎระเบียบของโรงเรียนอย่างเคร่งครัด แต่ลึกๆ แล้วเป็นคนใจดี และคอยช่วยหาทางออกให้นักเรียน เวลาที่ทำอะไรผิดพลาด

นอกจากนี้ยังมีตัวละครผู้หญิงที่เข้ามาช่วยสร้างสีสัน คือ พิม ลูกสาวผู้อำนวยการ รับบทโดย จิ๊กกี้-จุฑามาศ จันทศร คล้ายๆ เป็นนางเอกของเรื่อง กับเพื่อนสนิทชื่อ จอย รับบทโดย ลูกตาล-ศุภมาศ พะหุโล

เมื่อวางโครงสร้างคร่าวๆ เรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงเนื้อหาในละคร ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องความขัดแย้งใกล้ตัววัยรุ่น

บันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตวัยรุ่นไทย ผ่านซีรีส์ในตำนาน ‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’

อย่าง ทะเล ซึ่งฝันอยากเป็นจิตรกร แต่ถูกพ่อคัดค้าน เพราะมองว่าไม่มั่นคง และพยายามบังคับให้เป็นนักธุรกิจเหมือนตัวเอง หรือ กมล หนุ่มอ้วนซึ่งไม่มั่นใจรูปร่างของตัวเอง จนถึงขั้นให้อาวุธสวมรอยเป็นตน เพื่อคืนโทรศัพท์มือถือที่เก็บได้ให้สาวสวยที่แอบปลื้มอยู่ บางครั้งก็เป็นพฤติกรรมกลุ่ม เช่น นัดโดดเรียนยกห้อง แกล้งครูแรงๆ ถึงขั้นเอาน้ำสาด ชกต่อยกับนักเรียนโรงเรียนอื่น พยายามแสดงให้ทุกคนเห็นว่าตัวเองแข็งแกร่ง เพื่อจะได้รับการยอมรับจากคนอื่น

“เรารีเสิร์ชข้อมูลค่อนข้างเยอะ พูดคุยกับนักเรียนจริงๆ ถึงความรู้สึกของพวกเขาเวลาอยู่ในโรงเรียน ความรู้สึกที่มีต่อครู ต่อครอบครัว ต่อเพื่อน รวมทั้งยังทำวิจัยเกี่ยวกับอาจารย์ด้วยว่า เวลาสอนเด็กนักเรียน โดยเฉพาะมัธยมปลาย เขามีประสบการณ์หรือมุมมองอย่างไร ตอนนั้นเราพยายามคิดพล็อตจากปัญหา ทั้งเพื่อน พ่อแม่ ความรัก หรือการแข่งขันเพื่อเรียนต่อมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคม แล้วค่อยฉายให้เห็นว่า การกระทำแต่ละอย่างสะท้อนอะไรบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่ให้คำตอบที่ชัดเจน เพราะต้องการให้ผู้ชมไปคิดต่อเองว่า หากเกิดปัญหาแบบนี้ เขาควรจะทำอย่างไรดี”

ขณะเดียวกันก็ผสมผสานเหตุบ้านการเมืองที่กำลังเป็นกระแสในช่วงนั้นลงไป ทั้งยาเสพติด ท้องในวัยเรียน ลักเด็ก หรือแม้แต่วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง จนหลายคนบอกว่า หากชมละครแล้ว แทบไม่ต้องติดตามข่าวเลย เพราะทีมผู้สร้างได้นำประเด็นสำคัญๆ มาถ่ายทอดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์

ด้วยเหตุนี้ 6/16 ร้ายบริสุทธิ์ จึงได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้ชมทุกกลุ่ม ทั้งกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งมองว่าละครเรื่องนี้คือกระบอกเสียงของพวกเขาที่ช่วยถ่ายทอดความคิด และตัวตนให้สังคมภายนอกได้รับทราบ หรือผู้ใหญ่ซึ่งก็ได้เรียนรู้และเข้าใจถึงพฤติกรรมและการแสดงออกของคนรุ่นใหม่มากขึ้นเช่นกัน

“หลายคนบอกว่า ก่อนออกจากบ้านต้องดูละครของเราก่อน หรืออย่างบางเรื่องก็เป็นกระแสสังคม จำได้ว่า ช่วงหนึ่งหนังสือพิมพ์เคยลงว่า ทำไมตัวละครของแม็กกี้ถึงต้องยกปกเสื้อด้วย คือเนื้อหามันดีอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ยกปกก็จะดูเรียบร้อยหน่อย ซึ่งพอถึงวันนี้ ประเด็นแบบนี้คงเป็นเรื่องเล็กไปแล้ว แต่ตอนนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่มาก”

แม้ต่อมาจะมีการปรับองค์ประกอบบางอย่าง เช่น นักแสดงบางคนติดภารกิจ จึงมีความจำเป็นต้องขอถอนตัวออกไป โดยช่วงปีที่ 2 ของละคร เหลือนักเรียนหลักเพียง 4 คนเท่านั้น คือ อาวุธ ขจร ธราดล และทะเล แต่ความนิยมของละครก็ไม่ได้ลดลงเลย

ที่สำคัญ ทีมงานยังพยายามสรรหาปมใหม่ๆ เข้ามาเสริมให้ละครมีมิติและความเข้มข้นขึ้น เช่นการเพิ่มตัวละครอย่าง สมโทน แสดงโดย เอก-วิชัย จงประสิทธิ์พร เด็กต่างจังหวัดที่มาเรียนต่อในกรุงเทพฯ จึงถูกชักจูงจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้ง่าย ซึ่งในบทก็จะมีฉากที่เขาโดดเรียนตามเพื่อน หรือตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

หรืออย่าง ครูเมลินี อาจารย์ที่ปรึกษาคนใหม่ แสดงโดย นาตาชา คอฟแมน ซึ่งมารับหน้าที่แทน ครูเจนจิรา ที่ได้ทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ โดยตามบทแล้ว เธอต้องเผชิญความท้าทายต่างๆ ทั้งการยอมรับของนักเรียนซึ่งผูกพันกับครูคนเดิมมาก และยังมีคุณแม่มหาเศรษฐี ซึ่งพยายามบอกให้ลูกสาวลาออก เพราะไม่อยากให้ลำบากมาเป็นครูที่ต้องรับมือกับเด็กสุดแสบกลุ่มนี้ ทำให้ผู้ชมยังคงสนุกและอยากติดตามเรื่องราวในห้องเล็กๆ นี้ต่อไป

6/16 ร้ายบริสุทธิ์ ออกอากาศอยู่นาน 2 ปีเต็ม จนหลายคนมองว่า วัยของนักแสดงอาจโตเกินกว่าจะรับบทนักเรียนมัธยมแล้ว ทว่าด้วยความผูกพันที่ผู้ชมมีตัวละคร หน่องและทีมงานจึงตัดสินใจต่อยอดเรื่องราวออกไป

“พอเขาเติบโตขึ้น ทุกคนก็อินไปกับเขา อยากรู้ว่าจะเอ็นทรานซ์ได้ที่ไหน ต่อไปเขาเจออะไร ทำให้เราไม่สามารถทิ้งตัวละครได้ เลยคิดว่าถ้าเขาจะก้าวเข้าสู่มหาวิทยาลัย เราก็อยากตามไปด้วย”

นั่นเองที่นำมาสู่ตำนานบทใหม่อย่าง ‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เมื่อ พ.ศ. 2541

‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์
02

เรื่องวุ่นๆ ของเด็กใหม่

แม้จะมีจุดเริ่มต้นเดียวกัน แต่ทุกคนล้วนมีฝันและทางเดินของตัวเอง

หลังเรียนจบชั้น ม.6 ตัวละครหลักทั้ง 4 คนสอบเข้ามหาวิทยาลัยบางกอกบัณฑิตได้ แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็แยกย้ายไปเรียนตามคณะที่สนใจ ขจร เลือกเรียนบัญชี ทะเล เรียนศิลปกรรมศาสตร์ ส่วน อาวุธ กับ ธราดล เรียนต่อที่คณะนิเทศศาสตร์ แต่ถึงตัวจะห่างกัน ความสัมพันธ์ก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม

‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์

ทีมงานได้สร้างสังคมใหม่ขึ้นมา โดยให้สมาชิก 6/16 เจอเพื่อนซี้คนใหม่ อย่าง ชาลี ซึ่งรับบทโดย อ้น-ทรงวุฒิ ศรีเชิดชูธรรม ได้รู้จักเพื่อนผู้หญิงจริงจังเป็นครั้งแรก หลังอยู่โรงเรียนชายล้วนมาตลอด นั่นคือ วัสสา แสดงโดย ซาร่า มาลากุล-เลน ได้เจอคู่ปรับที่เป็นทั้งเพื่อนและไม้เบื่อไม้เมา อย่าง ภาณุ รับบทโดย อี้-แทนคุณ จิตต์อิสระ และ เอ็ม แสดงโดย โอ๊ต-นิติ ลออธรรม ได้เจอรุ่นพี่ที่ยังเรียนอยู่ อย่าง พี่ช้าง ประธานนักศึกษา รับบทโดย เกริก ชิลเลอร์ และรุ่นพี่ที่จบไปแล้ว แต่ก็ยังวนเวียนมาเยี่ยมรุ่นน้อง คือ พี่เบิ้ม รับบทโดย ตี๋อ้วน-นำชัย จรรยาฐิติกุล

เช่นเดียวกับอาจารย์ซึ่งอาจไม่ได้ใกล้ชิดเหมือนกับครูมัธยม แต่ก็มีบทบาทชี้แนะแนวทางการใช้ชีวิตในรั้วอุดมศึกษามากเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น อ.มาติกา อาจารย์ที่ปรึกษาชั้นปี 1 รับบทโดย แหม่ม-จรียา ทิพยวัฒน์ หรือ อ.เจตต์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจกรรมนักศึกษา ซึ่งแสดงโดย ปั่น-ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว

‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์
‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์

หากแต่โจทย์ที่หินสุดของทีมงาน คือการทำอย่างไรให้เรื่องราวต่างๆ ดำเนินไปอย่างไร้รอยต่อที่สุด

“ตอนนั้นเราคิดตามเวลาจริงเลยว่า ถ้าเขาไปแล้วเขาจะต้องเจออะไรบ้าง ตอนนั้นเราก็ต้องรีเสิร์ชข้อมูลใหม่หมดว่า การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยต่างจากตอนมัธยมยังไง แต่ละคณะแตกต่างกันอย่างไร ปีหนึ่ง สอง สาม จะเจออะไรบ้าง มีเรื่องเข้าชมรม มีการรับน้อง พูดง่ายๆ เหมือนเป็นติวเตอร์ที่แนะแนวการเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยให้เด็กๆ ได้เลย”

ขณะเดียวกันก็ยังต้องรักษาเสน่ห์ดั้งเดิมของละครเอาไว้ด้วย นั่นคือ การอิงกับสถานการณ์และกระแสสังคม โดยบุคคลที่มีบทบาทที่สุด คงต้องยกให้ ซูโม่แห้ว-บำเพ็ญ ชำนิบรรณการ ซึ่งเข้ามากำกับละคร น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ เต็มตัว ตั้งแต่ พ.ศ. 2541 – 2554 

“พี่หน่องรู้จักกับพี่แห้วมานานมาก ตั้งแต่สมัยทำซูโม่สำอาง ตอนนั้นพี่หน่องเป็นผู้กำกับรายการ ส่วนพี่แห้วเป็นคนเขียนบทและแสดงด้วย ก็เลยรู้ทางกัน พอมาทำ น้องใหม่ฯ พี่แห้วก็เลยทั้งเขียนบทด้วย กำกับด้วย ตัดต่อด้วย ซึ่งจุดเด่นของพี่แห้ว คือการทำให้เนื้อหาให้อัปเดตตลอดเวลา

“อย่างช่วงหนึ่งเคยเกิดเหตุการณ์ปาหินขึ้น ซึ่งเหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ว่ามันมีคนตายเลยนะ หรือการวางยานอนหลับในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด คือเอายาไปป้ายที่หลอด พอเด็กผู้หญิงหยิบหลอดก็มีคนเข้ามาประกบแล้ว บอกว่าเป็นอา น้องไม่สบายจะเป็นลม แล้วก็พาออกไปทำไม่ดี ซึ่งหลายครั้งมีข่าววันพุธ พอวันรุ่งขึ้นบทเสร็จแล้ว พร้อมถ่ายทำเพื่อออกอากาศวันเสาร์-อาทิตย์ ได้เลย”

‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์
‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์

นอกจากนี้ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ ยังค่อนข้างยืดหยุ่นกับตัวละคร ไม่ได้ผูกติดกับนักแสดงเดิมจาก 6/16 ร้ายบริสุทธิ์ เพราะหลังออกอากาศได้ราว 3 ปี ทีมงานได้เสริมตัวละครรุ่นใหม่ๆ เข้ามา ในบทของน้องปี 1 เช่น แอม-ธัญวิสิฎฐ์ เสียงหวาน รับบทเป็น แทนไท อุ๋ม-รุษยา เกิดฉาย รับบทเป็น อัญชลิกา ย้ง-ธรากร สุขสมเลิศ รับบทเป็น แคน หรือ แอม-ณัฏฐา ชาญเลขา รับบทเป็น แอ้ม เพื่อทดแทนบทของรุ่นพี่ซึ่งกำลังจะจบการศึกษาออกไป

“เราเริ่มจะตามไม่ไหวแล้ว เลยใช้วิธีเปลี่ยนรุ่นน้องใหม่แต่ละปีเข้ามาแทน แน่นอนว่าย่อมมีผลกระทบ เพราะผู้ชมส่วนใหญ่รู้สึกผูกพันกับตัวละคร เพราะฉะนั้น เวลาที่ต้องปิดตัวละครใด เราก็จะมีบท Farewell เหมือนต้องจากลาตัวละครนั้นจริงๆ ให้เหมือนว่าเขาเป็นผ้าผืนหนึ่งที่ถูกแต่งแต้มสีแล้ว เข้าใจชีวิตเยอะขึ้น และพร้อมจะออกไปสู่สังคมภายนอก ขณะเดียวกัน เราก็ต้องหาวิธีทำให้ผู้ชมรักตัวละครชุดใหม่ ด้วยการทำบทให้สนุกและน่าติดตาม”

ตลอดระยะเวลากว่าสิบปี น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ มีการผลัดรุ่นอย่างต่อเนื่อง โดยนักแสดงส่วนใหญ่ก็มาจากสายประกวดต่างๆ อย่าง The Star, Academy Fantasia, LG Star Talent รวมถึง Dutchie Boys & Girls

‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์
‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์

เมื่อ พ.ศ. 2546 ได้เสริมตัวละครอย่าง ดิน รับบทโดย กระหล่ำ-ภูวดล ลายสนิท, สะหลิ่ม รับบทโดย ภาณุพงศ์ วราเอกศิริ, หมอกี รับบทโดย บุ๊คกี้พิมพลอย ปัจชัยโย และ สายขวัญ รับบทโดย จ๊ะจ๋า-พริมรตา เดชอุดม 

ต่อมาใน พ.ศ. 2548 ก็ได้เพิ่มกลุ่มของ มัดหวาย แสดงโดย ต๊อด-ศิณะ อุ่นทรพันธุ์, แล้วแต่ รับบทโดย แอมป์-พีรวัศ กุลนันท์วัฒน์, เอ้อระเหย รับบทโดย เป๊ก-เปรมณัช สุวรรณานนท์, หนามเตย รับบทโดย แพรว-หัสสยา อิสริยะเสรีกุล, อินฟินิตี้ รับบทโดย วรนันท์ จันทรัศมี และ มะพร้าว รับบทโดย สน-สนธยา ชิตมณี 

และสุดท้าย พ.ศ. 2551 เพิ่มตัวละครอย่าง ตังค์ทอน รับบทโดย อ๊อฟ-ชัยนนท์ จันทร์เต็ม, นาโน รับบทโดย โบ-ทิตชญา ภูดิทกุลกานต์, ลอยแก้ว รับบทโดย มิ้น-มิณฑิตา วัฒนกุล, หลินฮุ่ย รับบทโดย ปราง-กัญญ์ณรัณ วงศ์ขจรไกล, ธรรมดา รับบทโดย รอน-ภัทรภณ โตอุ่น, ตามตะวัน รับบทโดย ปาล์ม-ศุภชัย สุวรรณอ่อน และ ราดหน้า รับบทโดย ต่อ เตชธุวานันท์

จุดเด่นหนึ่งที่หลายคนมักพูดถึงก็คือ ชื่อของตัวละครที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งหน่องอธิบายว่า เป็นความตั้งใจของซูโม่แห้วที่ต้องการสะท้อนอัตลักษณ์ของตัวละครแต่ละตัว

“อย่างตัวละครที่ชื่อ แล้วแต่ ตามบทคือพ่อออกจากบ้านตั้งแต่เกิด แล้วหลังจากนั้นแม่ก็ตาย ส่วนลูกที่เกิดมาก็ไม่มีใครเลี้ยง ต้องอยู่กับหมา ผ่านมาห้าวัน ญาติถึงเพิ่งมาเจอ แต่ไม่มีใครอยากรับไปเลี้ยง เกี่ยงกันว่าแล้วแต่เธอแล้วกัน เด็กคนนี้ก็เลยชื่อแล้วแต่ และพอโตขึ้น เขาจึงเป็นตัวละครที่เข้มแข็งมาก เพราะต้องต่อสู้มาตั้งแต่เกิด”

เช่นเดียวกับบทอาจารย์ ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ไม่ใช่ครูที่เคร่งครัดตลอดเวลา แต่ก็ยังสามารถที่ปรึกษาและคอยชี้แนะแนวที่ดีให้เด็กๆ ได้ เช่น อาจารย์พอดี ซึ่งรับบทโดย ซูโม่เอ๋-เกรียงไกร อมาตยกุล หรือ อาจารย์เกริกชาย ซึ่งรับบทโดย ก้อง-ปิยะ เศวตพิกุล

“ครูส่วนใหญ่จะเห็นว่าหนักไปทางตลก ไม่ค่อยซีเรียสมาก เพราะเราไม่อยากให้ทัศนคติที่มีต่อครู ซีเรียสจนเกินไป แต่ก็เป็นครูที่หลากหลายรูปแบบ อย่างอาจารย์เกริกชายก็จะเป็นมาดพี่ก้องเลย ค่อนข้างแหวกแนว มีคาแรกเตอร์โดดเด่น และที่สำคัญคือต้องทันเด็ก ไม่ให้ถูกนักเรียนหลอก”

อย่างไรก็ดี แม้จะเปลี่ยนนักแสดงอยู่ตลอด แต่เพื่อไม่ให้ละครสะดุด ทีมงานจึงให้ตัวละครบางตัวร่วมแสดงต่อไป เช่น เป็นไท ซึ่งหลังเรียนจบก็ร่วมหุ้นเปิดร้านกาแฟกับ พี่ช้าง เพื่อเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์ระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้อง หรือตัวละครอย่าง สายขวัญ ก็ยังมีบทบาทเคียงข้างรุ่นน้องอย่าง แล้วแต่ กับ หนามเตย อีกนานหลายปี

‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์
‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์

ไม่เพียงแค่นั้น นอกจากฉากมหาวิทยาลัยแล้ว เมื่อ พ.ศ. 2546 ซูโม่แห้วยังหยิบเอาตัวละครนักเรียนมัธยมจากโรงเรียนอัจฉริยวิทย์ ในละครเรื่อง ทีเด็ด ครูพันธุ์ใหม่ จิตพิสัยเดือด มาประกบควบคู่แก๊งเด็กมหาวิทยาลัย โดยมีร้านกาแฟของ เป็นไท เป็นจุดเชื่อมโยงคน 2 กลุ่มเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ละครมีมิติที่กว้างขึ้น ซึ่งตัวละครมัธยมที่โดดเด่น และมีสีสันมาก คือ ปักเป้า แสดงโดย หม่อมเอ็ม-อรรถพล เทศะวงศ์ และ มะยม รับบทโดย หนูนา-หนึ่งธิดา โสภณ ซึ่งมักมาขอคำปรึกษาจากพี่ๆ ทั้งเรื่องการเรียน และชีวิตส่วนตัว

กว่าสิบปีที่ซูโม่แห้วดูแลการผลิต ต้องถือว่า น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ มีพัฒนาการสูงสุด ทั้งตัวละครซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง รวมไปถึงประเด็นที่นำเสนอ ซึ่งบางครั้งก็เป็นเรื่องอ่อนไหวมาก แต่ก็จำเป็นต้องนำเสนอ เช่น ตอนดอกไม้ที่ยังไม่บาน ซึ่งเขาหยิบเอาเรื่องท้องในวัยเรียนของคู่รักมัธยม พีกับนิจิ มาถ่ายทอดเป็นซีรีส์เรื่องยาว 17 ตอน

“ตอนนี้เป็นเรื่องจริง มีคนส่งข้อมูลมา ซึ่งถามว่าประเด็นนี้แรงไหม… แรงมาก จนเรากลัวว่าฝ่ายเซ็นเซอร์ของช่องจะยอมให้ผ่านหรือเปล่า แต่ด้วยความที่เราทำละครวัยรุ่น ก็ควรกล้าสะท้อนเรื่องแบบนี้ออกมา เพียงแต่เราก็ต้องพยายามทำบทให้ชัดเจนที่สุด เสนอทั้งปัญหาและวิธีการแก้ไข โดยเฉพาะครอบครัว ซึ่งต้องเข้าใจก่อนเป็นลำดับแรก ขณะเดียวกันก็ยังมีเรื่องมิตรภาพของเพื่อนที่คอยช่วยเหลือให้เขาผ่านสถานการณ์นี้ไปให้ได้”

ความกล้านำเสนอสิ่งที่แตกต่างนี้เอง ทำให้ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ ได้รับการพูดถึงในฐานะของละครน้ำดีที่ช่วยยกระดับสังคมให้ดีขึ้น จนกวาดรางวัลจากสถาบันต่างๆ มามากมายเกือบสามสิบรางวัล

03

กลับสู่รั้วโรงเรียน

หลังถ่ายทอดเรื่องชีวิตของเด็กมหาวิทยาลัยมาต่อเนื่องนับสิบปี ใน พ.ศ. 2556 ก็มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ คือการกลับมาดำเนินเรื่องในโรงเรียนมัธยมอีกครั้ง เพราะสามารถฉายภาพวัยหัวเลี้ยวหัวต่อได้ชัดเจนกว่า เช่นเดียวกับตัวผู้กำกับ ซึ่งก่อนหน้านั้นได้ผลัดใบจาก ซูโม่แห้วมาเป็น พุ-เหมันต์ เชตมี ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง เซ็กส์โฟน คลื่นเหงา สาวข้างบ้าน

ครั้งนั้น บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น ได้จัดทำโครงการ ‘คริสตัล ตามล่า…น้องแก๊งใหม่ Freshy Gang Hunting’ เพื่อเฟ้นหาหนุ่มสาวจากทั่วประเทศ มาเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงในละครน้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ เนื่องจากช่วงหลังๆ เวทีประกวดน้อยลงมาก อีกทั้งยังถือเป็นการเช็กกระแสความนิยมของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อละครด้วย

‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์

“เราคิดว่าอยากให้มีตัวแทนภาคต่างๆ ทั้งกรุงเทพฯ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคอีสาน แล้วก็มีคณะกรรมการไปคัดทุกภาคเลย จำได้ว่ามีคนมาสมัครเป็นพันเลย จากนั้นก็มาคัดต่อจนเหลือรอบสุดท้าย ซึ่งนี่ถือเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับเรา และยังเป็นโอกาสได้เจอเด็กรุ่นใหม่ที่รักการแสดงอีกด้วย”

สำหรับในฉากใหม่นี้ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในโรงเรียนอารยะวิทย์ ผ่านตัวละคร 8 ตัว คือ ภูผา รับบทโดย โมสต์-วิศรุต หิมรัตน์, น้ำขิง รับบทโดย มายด์-ลภัสลัล จิรเวชสุนทรกุล, ปราบภัย รับบทโดย บีม-ปภังกร ฤกษ์เฉลิมพจน์, ดีจัง รับบทโดย นารา เทพนุภา, คีตะ รับบทโดย เจสซี่-เมฆ เมฆวัฒนา, คอนเน็ค รับบทโดย ภีมส์-ภาคิน บวรศิริลักษณ์, พอเพียง รับบทโดย เกมส์-ทิชากร คุปตวาณิชย์ และ มังกร รับบทโดย จิมมี่-ศศินทร์ เชาว์ ซึ่งแต่ละคนก็จะมีทักษะความสามารถทางด้านดนตรี ทั้งร้อง เล่น และเต้น และมีความฝันที่จะรักษาชมรมดนตรีที่เคยสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนมาทุกปี หลังเข้าสู่ยุคมืดไม่มีใครสนใจ แต่ขณะเดียวกันก็ยังต้องเตรียมตัวเพื่อเข้าสอบมหาวิทยาลัยควบคู่ไปด้วย

โดยนอกจากนี้ยังมีตัวละครชุดเดิม อย่าง ปักเป้า ซึ่งย้ายมาเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับทั้ง 8 คน และรุ่นพี่อีก 2 คน คือ ลอยแก้ว และ ราดหน้า ทำหน้าที่เชื่อมโลกสองใบเข้าไว้ด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม แม้ละครจะมีธีมที่ชัดเจน แต่เนื้อหาในแต่ละสัปดาห์ก็ยังเกี่ยวพันกับชีวิตวัยรุ่น ทั้งครอบครัว เพื่อนฝูง การเรียน และความรัก ซึ่งในมุมหนึ่งหลายคนอาจมองว่า น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ กำลังย่ำอยู่ในรอยเดิมหรือไม่ เนื่องจากประเด็นเหล่านี้ล้วนถูกนำเสนอในละครมานับครั้งไม่ถ้วน ทว่าสำหรับหน่องแล้ว นี่ไม่ใช่ปัญหาเลย เพราะแม้เป็นเรื่องเดียวกัน แต่เมื่อต่างคน ต่างบริบท ต่างสถานการณ์ ก็ย่อมทำให้เรื่องเล่านั้นน่าสนใจได้ไม่ยาก

‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์
‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์

“จริงๆ แล้วชีวิตมนุษย์เหมือนวนลูป บางอย่างรุ่นพี่เจอมาหมดเลย แต่น้องไม่เคยเจอ เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ก็เลยไม่ต่างกันมาก แต่ด้วยสถานการณ์และสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป เลยทำให้เนื้อหาไม่เชย ก็เหมือนชีวิตมนุษย์ที่มีรัก โลภ โกรธ หลง แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่เคยเปลี่ยนคือ การสะท้อนภาพของสังคมในแต่ละยุค สังคมเกิดอะไร ตัวละครก็เจอไปพร้อมๆ กัน ผู้ชมก็เลยรู้สึกใกล้ชิด เหมือนได้ติดตามคนรู้จักที่ผูกพันกัน”

ผู้อำนวยการผลิตยังอธิบายต่อด้วยว่า ปกติแล้วการทำงานของ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ จะกำหนดทิศทางเป็นรายปี เช่นปีที่ผ่านมาเคยทำประเด็นสังคมเรื่องนี้ไปแล้ว ปีถัดมาก็อาจจะเลือกทำหัวข้อหนึ่งที่ฉีกออกไป แต่หากประเด็นเร่งด่วนหรือน่าสนใจก็สามารถสอดแทรกได้ตลอด เช่นเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2559 น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ ได้นำเสนอตอนพิเศษ หน้าที่ของลูก เพื่อรำลึกถึงในหลวง รัชกาลที่ 9 พร้อมเชิญรุ่นพี่ๆ ที่เคยแสดงหลายสิบชีวิตมาร่วมเข้าฉากด้วย

ขณะเดียวกันก็ยังพยายามเสริมลูกเล่นใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อให้ละครมีสีสัน ซึ่งหนึ่งในวิธีที่ทีมงานใช้มาตลอด คือ การเพิ่มตัวละครใหม่ๆ อย่างเช่น มารีน่า นางแบบสาวที่อยากเอาชนะผู้ชาย รับบทโดย ศดานันท์ บาเล็นซิเอก้า ซึ่งต่อมาก็ได้กลายเป็นนางเอกของเรื่องคู่กับ ปราบภัย หลังจากพระเอก-นางเอกตัวจริง อย่าง ภูผา และ น้ำขิง ไปเรียนต่อเมืองนอก หรือ โชกุน เด็กติดเกมซึ่งเป็นตัวกวนประจำก๊วน รับบทโดย ไฮด์-ศรุญสธร ธนวัชรวัฒน์ รวมไปถึงแก๊งรุ่นน้อง อย่าง แดน-ฟลุท-สีน้ำ ซึ่งมีความคิดของตัวเอง จนบางครั้งก็กลายเป็นความไม่ลงรอยกับรุ่นพี่

หรืออย่างเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2561 ทีมงานได้จัดทำตอนพิเศษ I AM YOU สู้เพื่อฝัน เป็นมินิซีรีส์ยาว 14 ตอน พร้อมกับปรับเปลี่ยนชื่อละครเป็น น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ เดอะซีรีส์ โดยครั้งนั้นละครพูดถึง ยู ซึ่งแสดงโดย ก็อต-อิทธิพัทธ์ ฐานิต ศิลปินฝึกหัดจากเกาหลีใต้ ซึ่งถูกส่งตัวกลับบ้าน น้าชายผู้ผลักดัน จึงพยายามหาวิธีปลุกพลังของยูขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยการส่งเขาไปดูแลวงดนตรีโนเนมของแก๊งน้องใหม่ ซึ่งต่อมาเขาก็เข้าใจและเรียนรู้ถึงความฝันและความต้องการของตัวเองว่าคืออะไรกันแน่

‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์
น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์

“เราตั้งใจให้ เดอะซีรีส์ฯ เป็นเหมือนการเจาะลึกประเด็นลงไปเลย ซึ่งอย่างในตอนนั้น กระแสเกาหลีกำลังฮอตมาก เด็กไทยหลายคนอยากเดบิวต์ อยากเป็นศิลปินเกาหลี พ่อแม่บางคนก็พยายามผลักดันลูกเต็มที่ แต่บางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าดี อาจไม่ใช่สิ่งที่ชอบหรืออยากเป็นจริงๆ ซึ่งในเรื่อง ก็อตเองก็ไม่ได้อยากทำ แต่ถูกน้าชายบังคับ คำถามคือแล้วความฝันจริงๆ ของเขาคืออะไร อยู่ตรงไหน เราก็ทำเป็นเรื่องยาวเลย ถือเป็นการพัฒนาอีกขั้นหนึ่งของ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์

นี่เองที่เป็นเครื่องยืนยันว่า ถึงจะออกอากาศมานานกว่า 2 ทศวรรษ แต่ละครเรื่องนี้ก็ไม่เคยตกยุค และสามารถเป็นตัวแทนของวัยรุ่นไทยอย่างแท้จริง

04

เป็นยิ่งกว่ามิตรภาพ

“ตอนเริ่มต้นละครเคยคุยกับเขตต์กับอ้นว่า ขอบคุณที่ร่วมแสดงกัน พี่คิดว่าอยากจะทำละครสักสี่ร้อยตอน แล้วก็รีบบอกว่า พี่พูดเล่นนะ”

ตอนนั้นคงไม่มีใครคิดว่า คำพูดสนุกๆ ที่หน่องเอ่ยกับนักแสดงรุ่นบุกเบิกจะกลายเป็นจริง แถมยังมากกว่าที่คาดไว้เกือบ 3 เท่า เพราะสำหรับเธอแล้ว น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ เป็นเสมือนกิจวัตรของบริษัท ที่ยังคงสนุกและมีแรงบันดาลใจอยากจะทำต่อไปเรื่อยๆ

“เราจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าทำมายี่สิบปีแล้วเหรอ ก็ทำไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดอะไร เหมือนชีวิตของคนแต่ละรุ่น คนเก่าไป คนใหม่มา เราก็เลยรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องใหม่ตลอด ถึงแม้เรื่องต่างๆ จะเชื่อมต่อกันก็ตาม”

แต่แล้วหน่องก็ตัดสินใจครั้งสำคัญ ด้วยการยุติละคร น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ แม้ใจจริงจะไม่อยากเลิกเลยก็ตาม

น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์

“ความจริงแล้ว น้องใหม่ฯ มันพัฒนาได้ แต่ตอนหลังมีทีวีดิจิทัลเกิดขึ้น แล้วก็มีความหลากหลายของช่องทางในการชม บวกกับภาวะที่หลายๆ รายการต้องเจอ คือค่าโฆษณาที่ถูกมาก จนประคับประคองค่าผลิตไปไม่ได้ เพราะการทำละครเรื่องหนึ่ง ต้องเตรียมงาน ต้องใช้บุคลากรเยอะ ทั้งทีมเขียนบท นักแสดง ถ่ายทำ ตัดต่อ กว่าจะออกมาได้ 

“ยิ่งตอนหลังละครเราแค่ครึ่งชั่วโมงเอง แต่โปรดักชันเราเท่ากับหนึ่งชั่วโมง ก็ต้องใช้คำว่าอดทนอยู่มาได้หลายปี ซึ่งตอนจะเลิกทุกคนก็ใจหาย รู้สึกเสียดาย เพราะ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ อยู่กับวัยรุ่นไทยมายาวนานมาก แต่เมื่อถึงวันนี้งานเลี้ยงก็ต้องมีวันเลิกรา”

ครั้งนั้นทีมงานเริ่มต้นจากการส่ง 2 ตอนพิเศษ คือ #REUNION .. เพื่อนเก่า และ #REUNION .. เพื่อนผู้หวังดี พร้อมชักชวนน้องใหม่ตั้งแต่รุ่นแรกมาร่วมรำลึกความหลัง ถึงชีวิตหลังก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัยไป ซึ่งแต่ละคนก็มีเส้นทางของตัวเองไม่เหมือนกัน บางคนก็ได้เดินตามที่คาดหวังแต่แรก แต่หลายคนชีวิตพลิกผันไปอีกทาง หากสิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนไป ก็คือมิตรภาพของเพื่อนที่ผูกพันกันมานาน

ก่อนที่เรื่องราวจะวกกลับมายังโรงเรียนอารยวิทย์อีกครั้ง ใน 3 ตอนสุดท้าย คือ Farewell….วันสุดท้าย 1-2 และ Farewell….เก็บไว้ในความทรงจำ ซึ่งสำหรับตอนจบนั้น ออกอากาศในวันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 เล่าเส้นทางของแก๊งน้องใหม่แต่ละคน เช่น มังกร ประธานนักเรียน ได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ โชกุน สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ติด แต่ไม่เคยหยุดคิดที่จะเป็นเกมเมอร์ เช่นเดียวกับ ปราบภัย และ มารีน่า ที่ตัดสินใจหยุดเรียนเพื่อทุ่มเทกำลังให้ความฝันอย่างเต็มที่

“ต้องยอมรับว่าการจบนั้นไม่ง่ายเลย เพราะทั้งหมดเป็นตัวละครที่เราและผู้ชมผูกพัน เมื่อถึงเวลาต้องบอกลา ก็คุยกับทางผู้กำกับว่า อยากจะปิดตัวละครให้มันสวยงาม แม้เขาจะจบการศึกษาไปแล้ว แต่ก็อยากให้รู้ว่า หนทางของเขาที่จะก้าวไปสู่โลกกว้างนั้นยังมีอะไรอีกมากมาย เหมือนกับชีวิตคนจริงๆ นั่นเอง”

น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์

ตลอดระยะเวลา 22 ปี นอกจากจะบันทึกสังคมไทยผ่านเรื่องราวของวัยรุ่นแล้ว ละครเรื่องนี้ยังเป็นเวทีแจ้งเกิดของนักแสดงมากมาย หลายคนเริ่มต้นแสดงละครที่นี่

อย่าง หนูนา หนึ่งธิดา ก็แสดงเป็นมะยม เด็กมัธยมที่คอยหาเรื่องป่วนรุ่นพี่มหาวิทยาลัยนานถึง 5 ปี ก่อนจะกลายเป็นนางเอกภาพยนตร์ กวน มึน โฮ หรือ โฟร์-ศกลรัตน์ วรอุไร ก่อนจะโด่งดังในฐานะดูโอ้ โฟร์-มด เธอก็เคยแสดงละครในบทชื่อ ผัดฉ่า หนึ่งในแก๊งดอกไม้เหล็ก ของโรงเรียนอัจฉริยวิทย์ หรืออย่าง ปราง กัญญ์ณรัณ ก่อนที่ทุกคนจะรู้จักในชื่อแม่หญิงจันทร์วาดใน บุพเพสันนิวาส เธอก็คือ หลินฮุ่ย สาวสุพรรณ นั่นเอง 

ไม่แปลกเลย ทำไมนักแสดงหลายคนจึงบอกตรงกันว่า ละครเรื่องนี้เป็นเสมือนโรงเรียนที่สอนทุกอย่าง ทั้งการแสดง ระเบียบวินัยการทำงาน การอยู่ร่วมกันในสังคม ได้มาสัมผัสข้อคิดดีๆ และหลายคนก็ได้รู้จักตัวเองว่ารักการแสดง

แม้วันนี้ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ จะเป็นเพียงแค่อดีต แต่สำหรับคนเบื้องหลังอย่างหน่องแล้ว นี่คือความทรงจำที่สวยงาม และรู้สึกภาคภูมิใจเสมอที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ละครน้ำดี

“ครั้งหนึ่งพี่หน่องเจอผู้ชมเดินจูงลูก เข้ามาสวัสดีบอกว่า ดูตั้งแต่ยังเป็นเด็ก จนแต่งงานมีลูกแล้ว แสดงว่ามันไม่ใช่แค่ละคร แต่มันเป็นความผูกพันระหว่างผู้ผลิต ตัวนักแสดง แล้วก็ผู้ชม ส่วนตัวแล้วคิดว่า ละครเรื่องนี้ได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว การที่เราได้มีโอกาสทำสื่ออะไรสักอย่างที่ให้คุณค่าสู่สังคม นี่คือความภูมิใจหนึ่งที่ผู้ผลิตอย่างพี่หน่องและบรอดคาซท์เลย 

“ที่สำคัญ เราจะมาถึงจุดนี้ไม่ได้เลย หากไม่ได้บุคลากรทุกคนที่มาร่วมงาน ทั้งผู้กำกับ นักแสดง คนเขียนบท รวมถึงวัยรุ่นทุกท่านด้วยที่ติดตาม เพราะถ้ามีแต่คนทำแล้วไม่มีคนดู ก็คงอยู่ไม่ได้”

สำหรับอนาคต คงตอบไม่ได้ว่า น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ จะได้หวนคืนสู่หน้าจอโทรทัศน์อีกหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้คือ เรื่องราวของกลุ่มคนเล็กๆ ในซีรีส์ชุดนี้ จะยังคงอยู่ในใจและความทรงจำของใครหลายคนไปอีกนานแสนนาน

ขอบคุณภาพประกอบจาก บริษัทบรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด และคุณแม็กกี้-จีรโรจน์ หทัยพงศคุณ

ข้อมูลประกอบการเรียบเรียง

– สัมภาษณ์คุณอรุโณชา ภาณุพันธุ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทบรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2564

– นิตยสาร FILMMAKER & FEATURES ฉบับที่ 39 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2558

– เว็บไซต์ NONGMAICLUB.COM

– ละครเรื่อง 6/16 ร้ายบริสุทธิ์ และ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์

– สารนิพนธ์ กระบวนการผลิตละครชุดทางโทรทัศน์เรื่อง “น้องใหม่ ร้ายบริสุทธิ์” โดย สุพรรษา แซ่ตั้ง คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2541

– สารนิพนธ์ การสะท้อนความเป็นผู้หญิงไทยในตัวละครเพศหญิงของรายการซิทคอม: กรณีศึกษาเฉพาะเรื่อง น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ โดย มานิตา ชอบชื่น คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2556

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load