พ.ศ. 2561 น่าจะเป็นปีที่ อุดม แต้พานิช มีชีวิตที่อุดมไปด้วยเหตุการณ์สำคัญ ชวนจดจำ

หนึ่ง-สิงหาคมปีนี้ เขากำลังจะจัด ‘เดี่ยว 12’

หากนับจาก 19 สิงหาคม พ.ศ. 2538 ที่เดี่ยวไมโครโฟนครั้งแรกถือกำเนิด ตอนนี้เดี่ยวไมโครโฟนของเขากำลังจะมีอายุครบรอบ 23 ปีพอดิบพอดี ว่าด้วยการยืนระยะ ถือเป็นเรื่องน่าทึ่งไม่น้อยที่คนคนหนึ่งสามารถจัด Stand-up Comedy ต่อเนื่องยาวนานในบ้านเมืองที่วัฒนธรรมเรื่องนี้ไม่ได้แข็งแรงอะไร

พูดให้เห็นภาพ หากมีใครสักคนที่เกิดตอนเดี่ยว 1 ตอนนี้ทารกในวันวานน่าจะกำลังเริ่มทำงานปีแรก

สอง-กันยายนปีนี้ เขากำลังจะอายุ 50 ปี

แม้หลายคนจะบอกว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข แต่การที่ชีวิตเคลื่อนผ่านมาจนตัวเลขอายุนำหน้าด้วยเลข 5 ก็ถือเป็นหลักไมล์ที่น่าสนใจไม่น้อย ไม่ว่าจะมองเขาในฐานะสแตนด์อัพคอเมเดี้ยนคนสำคัญหรือมนุษย์ปุถุชนธรรมดาคนหนึ่ง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมนั่งสนทนากับเขา ผมจึงสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเมื่อเทียบกับอุดม แต้พานิช เวอร์ชันก่อนหน้า เท่าที่สังเกต ผมรู้สึกว่าในวันนี้วัยนี้เขาใช้เวลาครุ่นคิดกับคำตอบนานขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะหากคำตอบนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

“แต่ก่อนผมไม่ค่อยระวังตัว” อุดมอธิบายระหว่างบทสนทนา “ถ้าเป็นช่วง 30 เราพรั่งพรูออกไปแล้วเดี๋ยวเกิดอะไรก็เรื่องของมึง ทั้งที่ผมไม่ต้องพูดประโยคนั้นก็ได้ ไม่ต้องมีใครเดือดร้อน ตอนนี้ผมพยายามเลือกคำ มีความใจเขาใจเราอยู่”

หากจะมีสิ่งใดที่ไม่เปลี่ยนไปจากทุกครั้งที่เราเจอกัน ผมคิดว่าคงเป็นความมีชีวิตชีวาและลีลาการเล่าเรื่องที่ยังแพรวพราวชวนคิด

แม้ท้ายที่สุดอุดมจะออกตัวว่า “ตัวเองไม่เข้าใจชีวิตอะไรเลย” ซึ่งเป็นแกนหลักที่เขาอยากสื่อสารใน ‘เดี่ยว 12’ แต่จากการพูดคุย ผมพบว่าในความไม่เข้าใจที่ว่า เขาก็พยายามดิ้นรนศึกษาหาวิธีอยู่กับโลกที่หมุนด้วยความเร็วรุนแรง หาได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด ส่วนเขาได้อะไรจากการศึกษา

หากพวกเรากำลังสบาย จงอ่านโดยพลันโนเส อุดม แต้พานิช

คนใกล้ตัวคุณบอกว่าคุณชอบหนังสือ ปัญญาอนาคต ของ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา มากจนแนะนำให้คนรอบตัวอ่าน

ใช่ๆ ผมยกให้เป็นหนังสือที่ดีในรอบหลายๆ ปีเลยนะ

 

ถ้าให้ย้อนมอง คิดว่าอะไรทำให้รู้สึกว่ามันสำคัญจนแนะนำให้คนรอบตัวอ่านหนังสือเล่มนี้

ตอนนี้ผมอยู่ในช่วงกำลังหาที่อยู่ที่ยืนในสังคม คือคนรุ่นผมมันเคว้งคว้างนะ เพราะเทคโนโลยีมันพลิกทุกอย่างไปเร็วมาก บางทีเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเราควรจะทำตัวยังไงกับสิ่งที่มันกำลังเข้ามา แล้วมันมาเร็วแบบสึนามิ นิตยสารที่เราเห็นๆ ชอบๆ อยู่รุ่งขึ้นก็เจ๊ง หรือธุรกิจต่างๆ ที่เราเคยใช้บริการอยู่ก็ค่อยๆ ทยอยหายไป

 

คนรุ่นคุณได้รับผลกระทบอะไรจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปบ้าง

ยกตัวอย่างเพื่อนผม เขาทำงานโฆษณาเป็นโปรดักชันเฮาส์ แต่ก่อนต้นทุนทำหนังแต่ละเรื่องมันต้องล้านขึ้น จนถึงหลายๆ ล้าน อยู่ๆ มาวันหนึ่งมันก็หดเล็กลงมา ไม่มีใครจ้างหลักล้านแล้ว เพราะว่าอุปกรณ์ทุกอย่างมันสะดวกขึ้น มันจบได้ด้วยกล้องเล็กๆ ตัวเดียว ลูกค้าที่เคยจ่ายเงินเยอะๆ ก็ไม่จ่ายอีกต่อไปแล้ว ถ้าคุณไม่ทำเด็กรุ่นใหม่ก็ทำได้ โปรดักชันเฮาส์มันไม่ใช่เรื่องของการแต่งออฟฟิศเท่ๆ อีกต่อไปแล้ว มันเป็นเด็กไม่กี่คนที่ทำอยู่ที่บ้านแล้วมารับงานก็ได้ มันย่อยจนเพื่อนผมต้องปรับตัวมากๆ

มันเป็นเรื่องของคนเจเนอเรชันใหม่แล้ว เพื่อนผมทำยังไงล่ะ เคว้งคว้างเลยตอนนี้ สุดท้ายก็ต้องย่อยบริษัทตัวเอง เปลี่ยนถ่ายเลือดใหม่ ลดราคา ดึงคนใหม่ที่เชี่ยวชาญเรื่องออนไลน์เข้ามา ปรับวิธีการคุยกับลูกค้าใหม่ เช่น มีแผนการตลาดออนไลน์ให้เลย ทุกอย่างต้องเปลี่ยนรูปแบบใหม่หมด ไม่อย่างนั้นถ้าเขาไม่ปรับตอนนี้ ไม่มีแผนการตลาดออนไลน์ให้ แล้วยังดึงดันที่จะทำแบบเดิม แล้วบอกว่าเฮ้ย ของผม Old School นะ หนังเรื่องหนึ่งต้องสามสี่ล้านขึ้นเขาอยู่ไม่ได้เลยนะ

โน้ส อุดม แต้พานิช

แล้วตัวคุณเองได้รับผลกระทบอะไรกับเขาบ้างไหม

เผอิญเราไม่ได้ทำงานแบบนั้นเลยไม่ค่อยผลกระทบอะไร ผมแค่มีคำถามกับตัวเองว่า เราควรจะอยู่กับมันยังไง คือกูยังงงอยู่เลย ทำตัวไม่ถูก แต่พออ่าน ปัญญาอนาคต ก็เข้าใจว่า อ๋อ มันเป็นอย่างนี้ หนังสือของคุณภิญโญทำให้ฉุกคิด ทำให้เราถามตัวเองว่า สุดท้ายตัวเราให้คุณค่ากับอะไร

หนังสืออีกเล่มที่ดีคือ ปัญญางาน จัดการตน ที่คุณภิญโญแปลจากหนังสือของ Peter F. Drucker พออ่านประกอบกันมันดีมากเลยสำหรับคนรุ่นผม มันทำให้เราถามตัวเองว่า เราทำอะไรมา เรากำลังยึดติดกับอะไรมากไปหรือเปล่า ผมอ่านหนังสือเขาแล้วรู้สึกโชคดีที่อย่างน้อยกูก็มีที่อยู่ที่ยืน ในหนังสือบอกว่า บางทีเราทำเรื่องเล็กๆ อยู่ในที่เล็กๆ ของเราก็สามารถอยู่ได้นะ เขายกตัวอย่างจิโร่ คนทำซูชิขั้นเทพที่ญี่ปุ่น เขาแค่ทำร้านเล็กๆ คนต้องรอคิวจองคิวกันเป็นปี เป็นเดือน ถึงจะได้กิน แล้วก็คิดราคาซูชิคำหนึ่งแพงๆ ได้ เพียงแค่เราให้คุณค่า ใส่ใจกับสิ่งที่เราทำจริงๆ ก็สามารถอยู่ได้ ซึ่งเผอิญมันมาพ้องกับวิถีชีวิตของผมพอดี ผมเลยไม่เดือดร้อนทุรนทุราย ผมรักในอาชีพขายขำของผมมากนะ ผมทรีตว่ามันเป็นงานศิลปะชนิดหนึ่ง เป็นงานคราฟต์ของผมชิ้นหนึ่ง

 

คุณมองว่าเดี่ยวไมโครโฟนที่ทำเป็นงานคราฟต์

ใช่ คราฟต์มาก การทำงานศิลปะคือการจัดวางองค์ประกอบ แล้วคำพูด การเคลื่อนไหวบนเวที ก็เป็นเรื่องการจัดวาง เป็นเรื่องจังหวะ ซึ่งผมก็ค่อยๆ ทำไป ขณะที่ผมเดินทาง ขณะที่พูดคุยกับคน ขณะที่ผมกินอะไรอร่อยๆ มันเหมือนผมไม่ได้ทำงานแต่ผมทำอยู่ตลอดเวลา ถ้าเป็นไม้ ผมก็ค่อยๆ สลักเสลามันไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งผมเห็นว่ามันเป็นรูปร่างอย่างที่ผมอยากจะให้เป็นแล้ว ผมจึงค่อยเอามันไปขาย

 

ย้อนกลับไปคำถามที่ว่า ชีวิตให้คุณค่ากับอะไร คุณมีคำตอบไหม

ก็ให้คุณค่ากับสิ่งนี้แหละ ให้คุณค่ากับศิลปะ ไม่ใช่ว่าต้องเอาสีไปป้ายบนแคนวาสถึงจะเรียกว่าเป็นศิลปะ จริงๆ แล้วการอยู่บนเวที หรือการกินการอยู่ในชีวิตประจำวัน มันก็เป็นศิลปะในการใช้ชีวิต ผมไม่ได้แยกมันจากกัน ข้อดีของอายุตอนนี้ก็คือระบบนิเวศทุกอย่างในชีวิตมันสอดคล้องกัน ดูเหมือนมันเป็นเรื่องเดียวกัน ผมก็เลยมีชีวิตที่ค่อนข้างโอเค

โน้ส อุดม แต้พานิช

โน้ส อุดม แต้พานิช

อย่างที่คุณว่าทุกวันนี้เป็นเรื่องของคนเจเนอเรชันใหม่ แล้วลึกๆ คุณกลัวตกยุคบ้างไหม

แปลกมากเลย คำนี้ไม่มีในหัวเราเลย หรือเรายังคิดไม่เป็นวะ มันเหมือนงานศิลปะที่เราทำมันอยู่ในหมวด Contemporary Art หรือศิลปะร่วมสมัย คือกูไม่รู้หรอกพวกมึงจะไปสมัยไหน กูขออยู่ร่วมกับมึงไปด้วย กูอาจจะอยู่แบบประดักประเดิดหรือไม่เก่งมาก แต่กูขออยู่กับมึงไปด้วย เพราะกูสนใจเรื่องใหม่ๆ ที่พวกมึงทำนะ อย่างตอนนี้คนเขาเล่นเกม ROV ใช่มั้ย เราก็สนใจ พอสนใจก็ต้องไปลอง ส่วนลองแล้วชอบหรือไม่ชอบนั่นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ผมต้องลอง เพราะผมอยากรู้ว่าเขาคิดอะไรกัน เขาทำอะไรกัน

ผมเห็นลูกน้องไปเล่น ROV กับคนอื่นแล้วบ่นว่ามันเป็นเกมที่เล่นได้หลายคน แต่อีก 4 คนที่มาช่วยไม่เก่ง โคตรซวยเลย เสียเวลาผมก็อยากลองไปอยู่ในนั้นเหมือนกัน กูอยากอยู่ร่วมกับมึงด้วย หรือการที่ผมดูละคร บุพเพสันนิวาส ก็เป็นเรื่องนี้แหละ นี่คือไลฟ์สไตล์ของผม ผมอยากอยู่ร่วมกับเขาด้วย อะไรคือออเจ้า อ๋อ อย่างนี้เหรอ สนุกดีว่ะ คือผมไม่ได้รังเกียจของใหม่เลย ใหม่ก็เอา เก่าก็ไม่ทิ้ง ผมว่ารากมันดีนะ แต่ถ้ามันจะไปแตกยอดออกใบใหม่เราก็เอาด้วย

 

อย่าง BNK48 ได้ฟังไหม

ฟัง สนใจใคร่รู้ อยากพบอยากเจอ ได้เจอแล้วก็ อ๋อ เป็นอย่างนี้เหรอ ผมมีโจ๊กเยอะแยะเกี่ยวกับ BNK48 เลยนะ แต่ผมไม่กล้าเล่าหรอก เพราะว่าโอตะเขาแข็งแกร่งมาก ผมไม่กล้าล้อ เขารักของเขา

 

ฟังดูคุณเป็นศิลปินที่ค่อนข้างเปิดรับสิ่งใหม่

อ้าว แล้วเราจะปิดไปทำไมเล่า ผมว่าบางทีการจำกัดตัวเองด้วยรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง มันอาจจะทำให้เราพลาดโอกาสอะไรไปหลายอย่าง สมมติว่าคุณประกาศตัวเป็นศิลปินแล้วคุณจะใส่เสื้อผ้าเฉพาะลายเสือ เฮ้ย บนโลกใบนี้มันยังมีเสื้อผ้าอีกหลายลายเลยนะมึง

ผมว่าโลกใบใหม่มันเป็นโลกแห่งการผสมผสาน โลกเรามันสนุกตรงที่เรามาผสมผสานกันนี่แหละ คนทำศิลปะสมัยก่อนทำศิลปะแล้วโดดเดี่ยว ศิลปะคือรูปที่แขวนอยู่หลังโซฟาเท่านั้น แต่วันหนึ่งมันก็พาเรามาสู่จุดที่คนทำงานศิลปะก็มาทำงานกับคนขายกระเป๋า มาจอยกัน มันก็เกิดซีนอะไรใหม่ๆ ขึ้นมา แล้วก็สนุกจะตาย หรือแม้กระทั่งบางคนที่เป็นดีไซเนอร์ก็มาทำภาพยนตร์ คือโลกเรามันสนุกตรงนี้หรือเปล่า

โน้ต อุดม แต้พาณิยชน์

โน้ต อุดม แต่พาณิชย์

คุณกำลังจะกลับมาทำเดี่ยว 12 กระบวนการหาวัตถุดิบทุกวันนี้ยังเป็นแบบเดิมไหมที่ต้องออกเดินทาง

ยังเป็นแบบเดิม แต่ว่าเราไม่ได้ตั้งใจเดินทางไปหาวัตถุดิบนะ หลายประเทศที่ผมไปผมก็ไม่ได้เรื่องอะไรกลับมา เพราะไม่ได้ตั้งใจไปหาเรื่อง ผมแค่อยากไปหาสิ่งที่กระทบจิตใจ หรือลักษณะบางอย่างที่ก่อให้เกิดการเปรียบเทียบระหว่างตัวเรากับเรื่องราวอื่นๆ แล้วพอมันกระทบกันเดี๋ยวมันก็จะเกิดอะไรขึ้นมาหลังจากนั้น โดยที่ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นอะไร ล่าสุดผมเพิ่งไปบราซิลมาเดือนหนึ่ง ผมก็ไม่ได้อยากเอาเรื่องบราซิลมาเล่าอะไรเลยนะ ผมแค่อยากไปเผชิญอะไรบางอย่างในนั้น ชีวิตผมระบบนิเวศเป็นแบบนี้อยู่แล้ว ไปเดินทาง เจอคน พูดคุยกับคน ทำอะไรที่ไม่เคยทำ ผมว่าการที่เราเจอรูป รส สัมผัส ที่ไม่คุ้นเคย มันจะก่อเกิดปฏิกิริยากับเราบางอย่าง

 

ทุกวันนี้เวลาเดินทางคุณสนใจสิ่งต่างๆ เปลี่ยนไปจากตอนหนุ่มๆ ไหม

เราไม่สนอะไรกว้างๆ แล้ว ทุกวันนี้มันไปทางลึก ก็เหมือนสมัยคุณไปญี่ปุ่นครั้งแรก คุณอยากถ่ายรูปไปหมดทุกมุมแหละ บ้านนี้เหมือนในโดราเอมอนเลย เฮ้ย นี่โดรายากิ อยากถ่ายรูปไปหมด หลังจากนั้นครั้งที่สองก็อาจจะยังได้อยู่ พอครั้งที่สาม สี่ ห้า หก ทีนี้คุณจะกลายเป็นอีกแบบ ใจคุณจะไม่ได้อยู่กับกล้องหรืออยากบันทึกแล้ว แต่คุณจะอยู่กับสิ่งตรงหน้า กินราเม็งก็ค่อยๆ กิน อ๋อ ที่เขาได้แชมป์เป็นอย่างนี้เหรอวะ ดื่มด่ำ ละเมียดละไม

หลังๆ ผมไปญี่ปุ่นผมจะไปสวนสาธารณะที่คิจิโจจิ (Kichijoji) ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ มีบึงน้ำ มีต้นซากุระอยู่สองข้าง ถ้าเดินข้ามผ่านสวนนี้ไปก็จะเป็นตึกจิบลิ แล้วผมชอบไปนั่งตรงต้นไม้ต้นหนึ่งแค่นั้นแหละ อย่าหาว่าเวอร์เลยนะ ผมชอบนั่งตรงนั้นมาก แล้วผมก็ไปซื้อไก่ย่างแถวนั้นมานั่งกิน ผมอยู่อย่างนั้นได้ทั้งวัน อยู่เหมือนลุงคนหนึ่งที่อยู่ตรงนั้นเลย เพลิน แล้วผมเพลินจริงๆ ไม่ได้ดัดจริตเพลินด้วย ตอนหนุ่มๆ เราก็คงอยากไปเก็บย่านโน้นบ้างย่านนี้บ้าง  เดี๋ยวนี้วันหนึ่งที่เดียวพอ แล้วกูก็นั่งอยู่ตรงนั้นแหละ

 

นั่งใต้ต้นไม้ที่ญี่ปุ่นต่างจากนั่งใต้ต้นไม้ที่สวนลุมฯ ยังไง

นั่นน่ะสิ เดี๋ยวจะหาว่าดัดจริตมีอารมณ์ไปสวนต่างประเทศ แต่ผมเคยไปสวนลุมฯ แล้วไม่เคยรู้สึกแบบนั้นเลยว่ะ เป็นไปได้มั้ยว่าอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่เราเป็นคนสาธารณะในพื้นที่นี้ พอเราไปอยู่ในที่สาธารณะ เราก็เลยรู้สึกอีกแบบ แต่ในสวนสาธารณะต่างประเทศเราไม่ได้เป็นบุคคลสาธารณะ เราเลยเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่นั้น

 

นี่เป็นข้อเสียของการเป็นบุคคลสาธารณะหรือเปล่า

เราดันเข้าใจมันไปแล้ว มันเป็นสิ่งที่เรายินดีให้เกิดขึ้นนะ เราไม่ปฏิเสธว่าเรามาทำงานในธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนต์เราก็อยากมีชื่อเสียง อยากให้เขายอมรับเรา เมื่อเขายอมรับ การแสดงออกของการยอมรับก็คือการเข้ามาพูดคุยทักทาย ความชื่นชมก็คือสิ่งนั้น ฉะนั้น การที่เขาเดินเข้ามาหาถือว่าเราได้คำชมนะ ถ้าเขาเกลียดเราเขาไม่เข้ามาหรอก แล้วเราก็ไม่ได้ต้องลงทุนอะไรมากมาย พอเราเข้าใจไปแล้ว มันไม่เป็นปัญหา

โน้ต อุดม

โน้ต อุดม

ช่วงหลังเห็นคุณเดินสายพูดตามมหาวิทยาลัย คุณสนใจอะไรในกิจกรรมนี้

ทางมหาวิทยาลัยเขาขอมาตลอดอยู่แล้ว มาแบบหนาแน่นเลย ซึ่งไปแล้วมันก็ได้ประโยชน์กันทุกทาง ผมได้เที่ยว ทีมงานก็ได้พักผ่อน นักศึกษาได้ขำ ผ่อนคลาย และผมได้ฟื้นฟูทักษะ ปฏิภาณไหวพริบ เหมือนเป็นนักฟุตบอลก็ต้องมีแมตช์ให้เตะบ้าง ไม่อย่างนั้นกล้ามเนื้อคุณจะลีบ กำลังวังชาคุณจะหายไป ทักษะการพูดก็เหมือนทักษะอย่างอื่น ถ้าคุณไม่ได้ใช้มันอาจจะหายไปก็ได้

 

นอกจากให้เสียงหัวเราะ มีอะไรที่คุณมักจะบอกกับคนหนุ่มสาวที่ได้เจอบ้างไหม

มหาวิทยาลัยที่ผมไปส่วนใหญ่ หัวข้อที่เขาติดต่อให้ผมไปพูดคือแรงบันดาลใจทั้งนั้นเลย ถ้ามีร้อยมหาวิทยาลัยก็สัก 98 อีก 2 ที่ใช้ชื่อ Inspiration แล้วผมก็ไม่เคยไปด้วยหัวข้อนี้เลยนะ ถ้ายังให้พูดหัวข้อนี้ผมก็ไม่ไป

ความจริงผมก็เหนื่อยหน่ายกับแรงบันดาลใจที่มันท่วมท้น คือแรงบันดาลใจเรามีกันเยอะแล้ว แต่สิ่งที่ผมพยายามสื่อสารคือผมจะยุให้เขาลงมือทำ ไม่ว่าเขากำลังคิดทำอะไรอยู่ ผมจะไม่ค่อยให้เขามาใส่ใจเรื่องแรงบันดาลใจ พยายามจะไม่ให้เขาเรียงลำดับความสำคัญเอาแรงบันดาลใจเป็นอันแรก แทนที่จะหาแรงบันดาลใจให้คุณไปหาเป้าหมายก่อน สมมติตอนนี้คุณอยู่จุด A คุณบอกว่ากูจะไปพารากอนให้ได้ภายใน 24 ชั่วโมงนี้ ยังไม่ต้องพูดเรื่องแรงบันดาลใจเลยนะ เอาแรงบันดาลใจพักไว้ทีหลัง พอปักหมุดแล้ววิธีการมันจะผุดขึ้นมาเอง มึงไปเรือสิ หลังเดอะมอลล์มีเรือ วิธีที่หนึ่งผุดขึ้นมาแล้ว หรือไม่เอาเพราะว่ายน้ำไม่เป็น กลัวเกิดอุบัตเหตุ ถ้าอย่างนั้นไปรถเมล์ หรือถ้าอยากนั่งรถไฟฟ้า ต้องนั่งอะไรไปทองหล่อ หรือถ้าอยากไปถึงภายใน 30 นาทีนี้เลยได้มั้ย มันก็จะผุดขึ้นมาแล้ว มอเตอร์ไซค์ไง

กำหนดเป้าหมายก่อน แล้วพอปัญหาเกิดขึ้นมาเราก็ใช้วินิจฉัยของเราตอนนั้นค่อยๆ แก้กันไป สุดท้ายมันอาจจะไม่ได้ตามแผนเลยด้วยนะ เฮ้ย พี่ชายกำลังจะออกไปสยามพอดีเลย สุดท้ายติดรถเขาไปเสียอย่างนั้น เดี๋ยวมันมีทางไปเอง ชีวิตมันเป็นแบบนั้น ไม่ต้องรอแรงบันดาลใจเต็มเปี่ยมหรอก กระโดดลงไปทำเลย มันมีวิธีการเดียวเท่านั้นที่จะก่อเกิดผลงานขึ้นมาได้ ก็คือกระโดดลงไปทำ แล้วมันก็จะผิดพลาด แล้วก็เรียนรู้จากสิ่งนั้น ถ้าเราไม่ผิดพลาดเราจะไปเรียนรู้จากอะไรเล่า ระบบนิเวศของการงานมันเป็นอย่างนั้น ลงมือทำ เกิดปัญหา หาทางออก เรียนรู้ ลงมือทำ เกิดปัญหา หาทางออก เรียนรู้ แล้วมันจะวนอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

โน้ต อุดม

แล้วชีวิตช่วงนี้ชีวิตคุณหมกมุ่นอยู่กับการทำอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า

ผมหมกมุ่นอยู่กับการทำศิลปะที่ไม่ก่อเกิดรายได้ ผมดำดิ่งลงไปกับมัน แล้วก็อยู่กับมันมาเนิ่นนาน เหมือนสาหร่ายที่โบกสะบัดอยู่ใต้ผิวน้ำโดยไม่มีนักดำน้ำไหนลงมาเห็นเลย คุณภิญโญเคยมาที่สตูดิโอ พอเปิดมาเห็นก็ร้องเฮ้ย เอาขนาดนี้เลยเหรอ คนชอบถามว่าหลังเดี่ยวไปทำอะไร นั่นแหละเป็นคำตอบ ผมหมกมุ่นอยู่กับการทำอะไรด้วยมือ น่าจะใช้เวลากับมันประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของชีวิตประจำวัน มันคือชีวิตเราเลย แต่มุมนี้มันไม่ได้ถูกพูดถึง ตื่นเช้ามาเราก็ปั่นจักรยานไปสตูดิโอ ซึ่งสตูดิโอเราอยู่ห่างจากบ้านไม่ถึง 5 เสาไฟฟ้า เราก็อยู่ที่นั่นแล้วทำมัน

ที่ผ่านมาผมปั้นเซรามิก ตอนแรกเราเผาไม่เป็น แต่เราอยากทำ แล้วอยากทำเป็นแบบรากุ เพราะเราชอบผิวตะปุ่มตะป่ำที่เกิดจากการผสมธาตุต่างๆ ซึ่งวิธีที่ผมทำคือบินไปเรียนที่ลำปาง ไปใช้ดินของเขา ค่อยๆ เผา อยู่ที่นั่น 4 – 5 วัน แล้วกลับไปเชียงใหม่ รอดินที่เราเผาแห้ง แล้วก็เดินทางกลับไปชุบเคลือบ เสร็จแล้วจึงเอาเข้าเตา รวมแล้วอยู่ที่ลำปางประมาณอาทิตย์หนึ่ง หลังจากนั้นผมเห็นนักศึกษาที่เชียงใหม่เขามีเตา ก็ไปขอใช้เตาเขา ขอเรียนกับเขา สุดท้ายผมอยากจะทำให้มันสำเร็จโดยไม่ต้องไปไหน เพราะเรามีงานเขียนบทอยู่ด้วย ก็เลยซื้อเตามาไว้ที่สตูดิโอที่กรุงเทพฯ สั่งดิน ซื้อน้ำเคลือบ แล้วหลังจากนั้นก็เกิดกระบวนการทำผิดพลาด ทำมั่ว เผาแตก ไฟเกิน คุมไฟไม่ได้ เราก็ใช้วิธีเรียกคนที่เขารู้เรื่องเซรามิกเข้ามานั่งคุย นั่งถาม เรียนรู้จากเขา ชีวิตมันเป็นอย่างนั้นแหละ เจอปัญหาแล้วก็หาทางแก้ไป พอเราอยู่กับมันจริงๆ สักเดือนก็ได้ชุดความรู้เกี่ยวกับเซรามิกมา ถ้าเราอยากจะชำนาญก็ต้องยืนระยะทำต่อเนื่อง มันก็แค่นั้น

 

ทำงานศิลปะโดยที่ไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้ แถมยังไม่มีใครเห็น แล้วทำไปทำไม

นี่เป็นคำถามที่แม้กระทั่งบางทีผมยังตอบตัวเองไม่ได้ เวลาลูกน้องหรือแม่ผมผ่านไปเห็นก็แซวว่าทำไปเพื่ออะไร เงินทั้งนั้น (ลากเสียง) แต่คนทำงานศิลปะก็จะเข้าใจกันดี จะมองว่ามันเป็นเรื่องสิ้นเปลืองก็ใช่ เพราะว่าวัสดุทุกอย่างมันแพง สีก็แพงเหมือนเครื่องสำอางผู้หญิง แต่เราหยุดไม่ได้ เคยคิดว่าอย่าไปทำมันเลย สิ้นเปลือง ทำไปก็กองอยู่เต็มโกดัง แต่พอหยุดแล้วมันเหมือนคนที่ท้องผูก พอไม่ถ่ายสัก 5 วันคุณก็จะเริ่มอึดอัด ไม่สบายตัว สิวเริ่มมา เป็นอย่างนั้นแหละ

คืองานศิลปะที่ทำมันไม่เกิดรายได้ทางการเงิน แต่เกิดรายได้ทางจิตใจ ทางจิตวิญญาณ บางคนอาจจะมองว่าเป็นงานคราฟต์ ได้ทำสมาธิ แต่ผมเห็นว่ามันเป็นการบำบัดของผม ผมว่ามนุษย์ทุกคนก็จะมีการบำบัดตัวเองแตกต่างกันไป ผู้หญิงบางคนก็บำบัดด้วยการช้อปปิ้ง บางคนก็บำบัดด้วยการกิน ส่วนผมเองพอมีอะไรที่มันติดค้างอยู่ในใจก็อยากจะหาที่ระบายมันออกไป

โน้ส อุดม

โน้ส อุดม

เห็นว่าคุณกำลังจะอายุ 50 เดือนกันยายนนี้

(หัวเราะ) นี่เป็นสิ่งที่ผมพยายามจะหลบเลี่ยง

 

ถ้าให้ทบทวน คุณชอบตัวเองในวัยนี้ไหม

ใช่ ความจริงผมรู้สึกชอบตัวเองตั้งแต่ตอนอายุขึ้นต้นด้วยเลข 4 เป็นต้นมา ผมรู้สึกว่ามันจะดีมากเลยถ้ากูเป็นคนอย่างนี้ คิดแบบนี้ ทัศนคติแบบนี้ มันมีความเย็นลง ซึ่งตอนอายุขึ้นด้วยเลข 3 อาจจะดีก็ได้มั้ง แต่คล้ายๆ เราไม่พอใจกับมัน เราทำให้มันยุ่งยากไปเอง อะไรไม่เสียก็เสือกไปซ่อม มันมีความอยากจะแสดงอัตตาตัวเองออกมาผ่านงาน สำหรับผมช่วงนั้นมันพยายามเกินไปในหลายมิติ แต่พอแตะเลข 4 ปุ๊บ ไอ้ความไม่พยายามเกินไปมันดีมากเลย

 

มันเกี่ยวกับที่มีคนบอกว่า ชีวิตเริ่มต้นที่อายุ 40 หรือเปล่า

นั่นเป็นประโยคที่ผมเคยไม่เชื่อ คิดว่าเป็นคำพูดของพวกคนแก่ไว้ปลอบใจตัวเอง แต่ไม่ เดี๋ยววันที่คุณแตะ 40 คุณจะเข้าใจคำนี้ คุณจะเข้าใจจริงๆ เลยว่า ใช่ มันเป็นอย่างนี้นี่หว่า ผมเริ่มรู้สึกพึงพอใจกับชีวิต เห็นคุณค่าของมัน รู้สึกเห็นความสำคัญของสิ่งรอบตัว และตระหนักได้ว่าชีวิตของเรานั้นไม่สามารถอยู่ได้เพียงลำพัง การจะก่อเกิดมาเป็นเรามันมีส่วนประกอบมากมายที่ห่อหุ้มอยู่ เราอาจจะเคยได้ยินมาก่อน แต่เราจะตระหนักรู้ตอนนั้นแหละ

โน้ต อุดม

พูดถึงเดี่ยวไมโครโฟนที่ทำ คุณคิดว่าเดี่ยวไมโครโฟนที่เป็นมาสเตอร์พีซของคุณผ่านไปหรือยัง

ผ่านไปแล้ว ตอนนั้นมันเป็นช่วงที่เรามีกำลังวังชา มีปฏิภาณไหวพริบ มีแรงทะยานอยากที่จะประกาศอะไรออกไป

 

รู้ทั้งรู้ว่ามาสเตอร์พีซผ่านไปแล้ว ทำไมยังทำอยู่

ผมไม่รู้เรียกมันว่าอะไร ครั้งหนึ่งในชีวิตเคยเจอ พี่ป้อมอัสนี โชติกุล ในร้านอาหาร เราก็คุยเรื่องทำนองนี้กัน แกบอกว่านายโน้ต ดำเนินต่อไป ดำเนินต่อไป

คือมันก็ดำเนินต่อไปนั่นแหละ ก็เหมือนกับ Woody Allen เขาทำหนังที่เป็นมาสเตอร์พีซมาจนไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว แต่ว่าเขาก็ยังคงดำเนินของเขาต่อไป ปีหนึ่งเขาก็ทำหนังออกมาเรื่องหนึ่ง แล้วผมก็ไปดูหนังเขาโดยที่ผมไม่ได้คิดจะไปค้นหาความพิสดารของมุมกล้องหรือบทที่มหัศจรรย์ แต่ทุกครั้งพอออกมาจากโรงหนังผมอิ่มมากเลย ทั้งที่เป็นเรื่องเล่าธรรมดา ผมรู้สึกว่ามันมีความลุ่มลึกอะไรบางอย่าง นี่คือการดำเนินต่อไป

ทุกวันนี้ผมก็ทำเดี่ยวไมโครโฟนแบบที่ไม่ได้คิดจะป่าวประกาศหรือโชว์ศักยภาพอะไร ผมแค่ตั้งอกตั้งใจทำสิ่งที่รัก เหมือนร้านซูชิเล็กๆ ของลุงจิโร่ที่ผมเล่า เขาออกไปจ่ายตลาดเอง ไปเลือกวัตถุดิบเอง เนื่องจากเขาทำมานานเลยรู้ว่าปลานี้อร่อยฤดูนี้ ช่วงนี้อย่าเพิ่งเอามากินนะ มันยังไม่ใช่ฤดูที่อร่อยที่สุด แล้วตั้งใจค่อยๆ ทำด้วยความประณีต ผมเองไม่ได้เป็นขั้นเทพขนาดนั้น แต่ผมมีความรักในการทำเดี่ยวไมโครโฟนเบอร์นั้น ผมรู้สึกว่ามันเป็นศิลปะที่เราต้องเอาใจใส่ เป็นงานคราฟต์ที่เราต้องค่อยๆ เกลา ทุกวันนี้ผมก็ยังเดินทางไปซ้อมบทที่ผมเขียนมา ซึ่งผมจำมันได้แล้วนะ แต่ผมอยากไปซ้อมเพื่อหาจังหวะที่ดีที่สุด เพื่อที่จะเอามาต่อเรื่องให้มันไหลลื่น ไร้รอยต่อ ไม่ใช่การออกไปเพื่อจะทำให้คนมายกย่องว่าเราคือสุดยอด ไม่ต้องมาคิดว่าเดี๋ยวกลัวคนนั้นเขาจะว่าอย่างนั้น คนนี้เขาจะวิจารณ์อย่างนี้ ไม่มี เราแค่ทำไป เดี๋ยวสิ่งที่เราตั้งใจทำมันจะให้ผลมาเองโน้ต อุดม

โน้ต อุดม

คือไม่เอางานเก่ามาเป็นตัวตั้งว่า งานใหม่ต้องดีกว่าเดิมแล้ว

ถ้าคิดอย่างนั้นแหละจะเป็นปัญหา มีศิลปินที่สร้างผลงานมาแล้วไปติดกับดัก เช่นเคยแต่งเพลงฮิตมาแล้วแต่งเพลงไม่ออก เคยวาดรูปมาดีๆ แล้วไม่อยากวาดรูป วาดไม่ออก เคยทำหนังได้รับความนิยมแล้วอยู่ๆ ไม่มีไอเดียจะทำหนัง นั่นคือเราติดกับดักตรงที่อยากจะได้มากกว่า เราไปติดกับดักตรงที่เราเอาจิตของเราไปไว้ที่อื่น ไปฝากไว้กับคนอื่น จิตไปฝากไว้กับนักวิจารณ์ ไปฝากไว้กับผู้ชม เคยได้รับการยกย่องแล้วอยากจะได้ต่อเนื่อง หากไม่ถอดจิตออกจากอนาคตมาอยู่ที่ปัจจุบันมันจะเจอกำแพง นี่เป็นสิ่งที่ศิลปินที่ทำงานจะเจอทุกคน อยู่ที่ว่าใครจะคลี่คลาย

 

ตัวคุณเองเคยตกอยู่ในสถานการณ์นั้นไหม

เคย ตอนเดี่ยว 6 ผมประกาศจะเลิกไป 5 ปี ซึ่งตอนที่ประกาศไปผมไม่ได้เมานะครับ แต่ตอนนั้นผมรู้สึกว่ากูสุดแล้ว กูเดินมาถึงสุดทางที่กูอยากจะให้มันเป็นแล้ว กูคงมีศักยภาพแค่นี้ ไปไกลกว่านี้ไม่ได้ จบแค่นี้แล้วกัน ผมก็หยุดไป 5 ปี แล้วช่วง 5 ปีนั้นผมก็คลี่คลาย ซึ่งเป็นการคลี่คลายโดยที่เราไม่ต้องพยายาม เพราะว่าเราไปหยุดมันเลย ก็แค่ใช้ชีวิตต่อไป แล้วระหว่างใช้ชีวิตมันก็เกิดกระบวนการค่อยๆ ไตร่ตรอง ค่อยๆ เข้าใจว่า อ๋อ มันเป็นประมาณนี้ เราไม่ต้องทำเพื่อจะให้เป็นสุดยอดก็ได้นี่ อันนั้นมันไปผิดทางนะ เราก็ถามตัวเองว่าทำเพื่ออะไร ทำทำไม เนื้อแท้หัวใจของการทำสิ่งนี้คืออะไร เราทำเพื่อตัวเองเหรอ แต่ว่าการทำเดี่ยวมันเป็นสิ่งที่ทำเพื่อคนอื่นก็ได้ด้วยนะ

หลังจากนั้นผมเลยตัดสินใจทำเดี่ยวแบบเดิมแหละ แต่ทัศนคติผมขยับ จากเดี่ยวที่จะบอกว่าตัวเองชำนาญนะ เราไม่ธรรมดานะ ซึ่งมันเป็นการมองแบบบำรุงอีโก้ตัวเอง คราวนี้เราเปลี่ยนทัศนคติ เราอยากให้คนอื่นเขาหัวเราะได้กับชีวิตของเขา ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนเลนส์ในการมองแล้ว เลนส์เรากว้างขึ้น แทนที่จะซูมอินเฉพาะตัวเองเราไปจับที่คนอื่นแทน พอเปลี่ยนความคิดชีวิตคลี่คลายเลย สนุกเลย หลังจากนั้นตั้งแต่เดี่ยว 7 เป็นต้นมาผมมีความสบายตัวบนเวทีมากๆ พอเกิดความสบายในใจ มันทำให้เกิดความสบายบนเวทีซึ่งเชื่อมไปถึงคนดูได้ ซึ่งเป็นมิติที่ลี้ลับมาก เป็นการเรียนรู้ของผมที่โรงเรียนไม่ได้สอน

คือสุดท้ายก็ดำเนินต่อไปแค่นั้นเอง เขาจะบอกว่าเดี่ยวนี้ไม่เห็นสนุกเลยพี่โน้ต หมู่สนุกกว่า หรือไปดูหมู่ แล้วบอกว่าหมู่ไม่เห็นสนุกเลย เดี่ยวสนุกกว่า ก็ไม่เป็นไร คือโลกมันเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว ไม่ว่ามึงจะทำหนังภาคต่ออะไรก็ตาม มันจะมีการเปรียบเทียบ

 

แสดงว่าทุกวันนี้รับได้ ถ้าใครจะบอกว่าเดี่ยว 12 สนุกสู้เดี่ยว 6 เดี่ยว 7 ไม่ได้

รับได้มาตั้งนานแล้ว ไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้เลย เพราะเราเข้าใจไปแล้วว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ว่าเราจะทำสุดยอดยังไงโลกก็เป็นของมันอย่างนี้แหละ ฉะนั้น อย่าเอาใจไปไว้ตรงนั้น เอาใจมาจดจ่อที่เรา ว่าเราทำอะไร แล้วทำด้วยประสบการณ์ที่เราเคยทำมา ค่อยๆ ทำมันอย่างประณีตตามที่หน้างานเนื้องานเราเอาอยู่ ส่วนคนอื่นจะว่ายังไงก็ไม่ใช่เรื่องของเรา เพราะว่าสุดท้ายจะด่าหรือจะชม เราก็ดำเนินต่อไป ก็ทำต่อไป ทำต่อไป เพราะเรารักที่จะทำมัน

โน้ส อุดม แต้พาณิชย์

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“Cloud of Thoughts แปลว่าอะไรครับ”

เรานิ่งไปชั่วขณะ เพราะไม่เคยนึกถึงคำแปลภาษาไทยมาก่อน

“ใช่วิมานความคิดหรือเปล่า”

ชายที่นั่งอยู่บนโซฟาใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที เรียงร้อยคำไทยออกมาเป็นคำตอบอันสละสลวย

“ใช่เลยค่ะ ครูสลาใช้ภาษาได้ไพเราะมาก” เราเอ่ยจากใจโดยไม่รู้ว่าจะทำให้ สลา คุณวุฒิ หรือ ครูสลา นักแต่งเพลงแนวลูกทุ่งและศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทยสากล-ประพันธ์เพลงไทยลูกทุ่ง) ประจำ พ.ศ. 2564 ยิ้มกว้างด้วยความเขิน

“อาจจะเพราะครูไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่ง เวลามีคนชมเลยรู้สึกเขินตลอด” เขาพูดเสียงเบาพร้อมยิ้มอย่างถ่อมตัว ขณะที่เรามองไปยังชั้นวางของที่มีรางวัลเรียงรายกว่า 30 รางวัล ทั้งพระพิฆเนศทองพระราชทาน, คมชัดลึก อวอร์ด, มหานคร อวอร์ดส และรางวัลอื่น ๆ จากหน่วยงานรัฐบาลและเอกชน

แม้รางวัลบางส่วนจะไม่ได้สลักชื่อครูสลา แต่ก็เป็นชื่อเพื่อนพ้องหรือลูกศิษย์ที่เขาสนับสนุน

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

ทั้งหมดคือเครื่องการันตีความสามารถในการประพันธ์เกือบ 1,000 บทเพลง ที่ส่งลูกศิษย์ให้กลายเป็นศิลปินชื่อดังมาหลายต่อหลายคน

“ตอนนี้ครูไม่ได้แต่งเพลงเพื่อตัวเอง คิดแค่ว่าเพลงของครูช่วยลูกศิษย์ได้แล้วหรือยัง เพราะปัจจุบันเพลงคือการดูแลชีวิตคนอื่น”

แต่กว่าความตั้งใจและความฝันจะเดินทางมาถึงจุดนี้ เขาเป็นเพียงศิลปินลูกทุ่งที่เลือกเดินบนเส้นทางครู พร้อมหัวใจที่อยากแต่งเพลงให้เก่ง โดยใช้การแต่งกลอนแปด ร่วมกับความไม่รู้ด้านดนตรีเข้าช่วย จนในที่สุดก็กลายเป็น สลา คุณวุฒิ เวอร์ชันปัจจุบัน

“จริง ๆ เคยเล่าให้คนอื่นฟังแล้ว แต่คิดว่ายังไม่เคยเล่าลึกเท่านี้”

เราฟังเรื่องราวของชายผู้มาพร้อมหมวกมิกิและผ้าขาวม้าพันคอคู่ใจ ราวกับนั่งดูหนังกลางแปลงหนึ่งเรื่อง แต่เป็นหนังชีวิตที่เข้มข้นจนถึงตัวตน ความฝัน และการต่อสู้ผ่านบทเพลงของชาวอีสาน

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

จากหนังสือ ถึงอนาคต

พ.ศ. 2505 ณ วัดแห่งหนึ่งในบ้านนาหมอม้า จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันคือจังหวัดอำนาจเจริญ) บุญหลาย คุณวุฒิ และชาวบ้านกำลังนั่งชมหนังกลางแปลงจากประเทศญี่ปุ่นเรื่อง สิงห์สลาตัน แต่ระหว่างนั้นมีคนมาตามให้เขากลับบ้านไปหา ก้าน คุณวุฒิ ภรรยาที่เจ็บท้องคลอด

เมื่อหมอตำแยอุ้มเด็กชายตัวโตมาหาพ่อ เขานึกถึงพระเอกหนังกลางแปลงที่ทั้งขาวและหล่อ บุญหลายจึงตั้งชื่อลูกชายว่า ‘สลาตัน’ โดยคืนนั้นมีเด็กชายเกิด 2 คน และชื่อนี้ทั้งคู่

“พอไปแจ้งเกิดกับกำนันซึ่งอยู่อีกหมู่บ้าน ท่านก็ตัดคำว่า ‘ตัน’ ออก โดยบอกว่า สลาตัน คือลมพายุ เด็กจะดื้อ ครูและเพื่อนเลยเป็น 2 สลาในหมู่บ้านเดียวกัน

“อีกปัญหาที่เจอคือ คนชอบอ่านชื่อเป็น สะ-ล่า มากกว่า สะ-หลา พอตอนมัธยม ครูใหญ่บอกว่าอ่านยาก ให้เปลี่ยน แต่พ่อไม่ให้เปลี่ยน เพราะเป็นชื่อพระเอกหนัง คิดว่าถ้าคืนนั้นเป็นหนังฝรั่ง อาจจะได้ชื่อฝรั่งแทน (หัวเราะ)”

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

ลูกชายคนที่ 4 เติบโตท่ามกลางชีวิตชนบทที่ความสุขและการทำงานเป็นของคู่กัน เมื่อเลิกเรียน เขาเดินหากบ เขียด ขุดปู และวิ่งไล่จับตั๊กแตนตามท้องนา กิจกรรมเหล่านี้เป็นทั้งความสนุกและการหาเสบียงมาเลี้ยงครอบครัว แต่ถ้าเล่ามากไปกว่านั้น เขาชอบเล่นฟุตบอลที่ลานวัดและอ่านหนังสือด้วย

“เพิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กเรียนตอน ป.5 ตอนประถมต้นไม่รู้เลยว่าตัวเองเรียนเก่ง ไม่อยากไปโรงเรียน ครอบครัวของครูระหกระเหินในช่วงต้น เพราะพ่อแม่มีลูก 6 คน ครูเป็นคนที่ 4 ที่ได้เกิดในบ้านนาหมอม้า ตอนนั้นคุณปู่โดนฟ้องล้มละลาย ที่นาโดนยึด พ่อจึงพาครอบครัวไปอยู่ป่าดงภูจำปา ซึ่งห่างไป 14 – 15 กิโล ถือว่าไกลในสมัยนั้น

“มีน้องอีก 2 คน พี่สาวคนโตกับพี่ชายคนรองต้องเดินทางไปเรียนอีกหมู่บ้าน พอถึงคราวของเรา ด้วยความที่พ่อเคยเสียใจกับการที่เขาไม่เรียนหนังสือ เพราะปู่เป็นคนฐานะดี ส่งลูกเรียนถึงอุบลราชธานี สมัยพ่อใครจบ ม.8 ก็ได้เป็นครูแล้ว แต่พ่อเรียนไม่จบ เขาเลยฝังใจว่าเมื่อถึงคราวลูก เขาต้องส่งลูกเรียน”

เมื่อถึงเวลา บุญหลายพาครอบครัวกลับมาที่บ้านนาหมอม้าอีกครั้ง แต่ด้วยความที่เด็กชายสลาติดพ่อแม่และพี่สาวมาก ในวันที่พี่สาวตำครกกระเดื่องอยู่ใต้ถุนบ้าน น้องชายกลับวิ่งร้องไห้สวนทางเสียงระฆังของโรงเรียนมากอดเธอ ชีวิตเป็นอย่างนั้นจนเข้า ป.3

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

อย่างไรก็ตาม ความอ่อนไหวของเขาไม่ได้ฉุดรั้งความหัวดีที่ฉายแววโดดเด่น เมื่อสอบได้ลำดับที่ 3 – 4 จาก 50 คน และขึ้นเป็นที่ 1 ของห้อง ข. ซึ่งเป็นห้องของเด็กเรียนอ่อน

“ความเป็นที่ 1 ของห้อง ข. ทำให้เราเหมือนเป็นคนเก่ง จึงเริ่มอ่านหนังสือ มีวันหนึ่งครูวางหนังสือของ นิมิตร ภูมิถาวร เรื่อง มือที่เปื้อนชอล์ก ไว้ นั่นคือเรื่องสั้นเรื่องแรกที่ได้อ่าน เพราะเคยอ่านในหนังสือพิมพ์มาก่อน สมัยนั้นจะมีเรื่องสั้นบางเรื่องที่ได้ตีพิมพ์ลง ไทยรัฐ และ เดลินิวส์ มี อาจารย์เตรียม ชาชุมพร วาดภาพประกอบ พอเห็นครูมี ก็ขโมยมาอ่านเวลาครูไม่อยู่ สนุกมาก

“นิมิตร ภูมิถาวร ถ่ายทอดเรื่องราวบ้านนอกสุโขทัยได้ตรงใจเด็กบ้านนอกอุบลฯ เหมือนตัวเราได้โลดแล่นอยู่ในเรื่องที่เขาเขียน หลังจากนั้นก็อยากเป็นนักเขียนตั้งแต่อ่านเรื่อง เด็กที่ครูไม่ต้องการ ถ้าให้แนะนำหนังสืออีกก็ ไผ่แดง ของ ศ.พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช, ปีศาจ ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ หรือหนังสือของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และ ประภาส ชลศรานนท์ ทุกเล่ม”

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

ความชอบอ่านหนังสือทำให้เด็กชายผู้นี้พยายามเข้าไปอ่านการ์ตูนเล่มละบาท ขายหัวเราะ และ หนูจ๋า ในบ้านพักครูพร้อมเพื่อน เขาติดหนังสือหนักจนบางครั้งพ่อแม่ต้องตามกลับบ้าน เมื่อโตขึ้นจึงเปลี่ยนแนวมาอ่าน ฟ้าเมืองไทย ของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ โดยมีคอลัมน์เขาเริ่มต้นที่นี่ เป็นแรงบันดาลใจให้ส่งเรื่องสั้นไปตีพิมพ์ แม้จะไม่สำเร็จ ครูสลาก็ยังฝันต่อจนถึงทุกวันนี้

“ฝัน 2 อย่างที่ชัดเจนมากคือ รับราชการครูให้เร็วที่สุด เพราะครอบครัวลำบาก แม่ป่วยเป็นเบาหวานตั้งแต่เราเรียนมัธยมต้น แม่ไปหาผือที่หนองเพื่อนำมาทอเสื่อ แต่เท้าบวมขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ พ่อเดาว่าน่าจะไปเหยียบหนามในหนอง ตามความเชื่อเลยเอาเท้าไปลนไฟเพื่อเอาหนามออก แต่ความจริงแม่เป็นเบาหวาน เท้าเปื่อยไปแล้ว นอนโรงพยาบาลเกือบ 3 เดือน ระยะทางไปโรงพยาบาลอุบลฯ ไกลเป็นร้อยกิโล ลำบากมาก

“เลยคิดแค่ว่า ต้องได้สวัสดิการให้เร็วที่สุด พ่อแม่ฝากความหวังไว้กับเราและพี่สาวคนที่ 3 เพราะเรียนเก่ง พอได้เป็นครู เราก็จะทำตามความฝันแบบ นิมิตร ภูมิถาวร คือเป็นนักเขียน”

ฟังเขาเล่ามาตั้งแต่ต้น เรามองเห็นความรักและความห่วงใยที่มีต่อครอบครัวจากชายที่นั่งอยู่ตรงหน้า

หลังจบ ม.3 การเข้าเรียนวิทยาลัยครูอุบลราชธานียังไม่ใช่เรื่องง่าย นักเรียนจากแต่ละตำบลต้องแข่งขันกันเพื่อโควตาครู 1 – 2 ตำแหน่งตามขนาดของพื้นที่ แต่เขาก็ทำสำเร็จ จนได้เข้าเรียนสมใจ นั่นคือเส้นทางของการฝ่าฟันที่ลุล่วงด้วยความพยายาม

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง
ภาพ : เฟซบุ๊ก บ้านครูสลา คุณวุฒิ

การเดินทางของภาษาสวรรค์

“พอเข้าเรียนก็ตั้งใจมาก เรามีจุดอ่อนเรื่องการทำอาหารและกลัวการเข้าโรงอาหาร ตอนพักเข้าใจว่าที่เพื่อนไปกันเยอะ คงจะเสียเงินเยอะ ก็เลยไม่ไป ซื้อข้าวเหนียวปิ้งหน้าห้องสมุด แล้วก็อ่านหนังสือ เรียนอยู่ 2 ปีทำอย่างนั้นเกือบทุกวัน ห้องสมุดคือโลกของครู หลัง ฟ้าเมืองไทย กลายเป็น ฟ้าเมืองทอง ก็ยังตามอ่าน มหา’ลัย เหมืองแร่

เขาบอกว่า ทุกวันนี้ได้ซื้อหนังสือก็มีความสุข นั่นคงเป็นสาเหตุให้ตู้อีกใบในห้องเต็มไปด้วยหนังสือหลากหลายประเภท ตั้งแต่นิยาย วรรณกรรม จิตวิทยา ธุรกิจ ภาษา ไปจนถึงธรรมะและเทคโนโลยี

“มีความคิดพื้นฐานว่าเราไม่เก่ง นั่นคือสิ่งที่ขอบคุณตัวเอง แต่มีเรื่องที่เสียดายคือไม่ได้ฝึกกีตาร์ในวันที่ควรจะฝึก ตอนมัธยมต้นเพื่อนเริ่มเล่นกัน เรามีความคิดค่อนข้างรุนแรงเรื่องการต่อต้านตะวันตก ไม่ใช่ของบ้านเราไม่ฝึก แต่ตอนนั้นไปจับแล้วมันก็บ่คือ (มันไม่ใช่) ถ้าสู้ก็คงได้ แต่วันนั้นไม่สู้”

ปัจจุบัน นักแต่งเพลงรุ่นใหญ่เล่าว่า ตนยังคงเล่นดนตรีไม่เป็นสักชิ้น และยังปรบมือไม่ถูกจังหวะ

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

เราถามเขาว่า หนังสือเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแต่งเพลงหรือไม่ เขาตอบว่าหนังสือบังเอิญเข้ามาเสริมได้ถูกเวลา โดยนำสิ่งที่เขาสั่งสมไว้สำหรับความฝันของการเป็นนักเขียนมาใช้กับเรื่องใหม่ที่พบเจอ

“ฝึกเขียนเยอะมาก เคยได้ลงใน ฟ้าเมืองไทย คอลัมน์เขาเริ่มต้นที่นี่ 1 เรื่อง ฟ้าเมืองทอง อีกเรื่อง และกลอนลง สกุลไทย 1 ครั้ง แต่หนังสือหายตอนย้ายบ้านพักครูบ่อย ๆ เราอยากเขียนจนเอาไปแปะบนบอร์ดประชาสัมพันธ์ เพราะไม่มีที่นำเสนอ แล้วไปเฝ้าดูว่าเพื่อนจะอ่านไหม ก็ไม่มีคนอ่าน เขาอาจจะไม่อยากเสียเวลา หรือมันอาจจะไม่ดี (หัวเราะ) แต่พอเขียนกลอนหยอกเพื่อน หรือเขียนเพลงให้เพื่อนจีบสาว เพื่อนกลับชอบ เราไม่ได้ตั้งใจจะเป็นนักกลอน เขียนเป็นแค่กลอนแปด แต่มันกลับกลายมาเป็นการแต่งเพลงในที่สุด”

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง
ภาพ : เฟซบุ๊ก บ้านครูสลา คุณวุฒิ

สิ่งหนึ่งที่ชายคนนี้รักและเคารพมาตลอดคือ ‘ภาษา’ ทั้งภาษาถิ่นและภาษาไทย ในการสร้างงานทุกมิติจะต้องเคารพการออกเสียง ไม่ทำให้ภาษาแปร่งออกไป ไม่ใช้ภาษาสนองความสะใจ และใช้ภาษาในฐานะศิลปะ

ความผูกพันด้านภาษาที่เป็นรากฐานส่งเสริมการประพันธ์ เริ่มจากเพลงลูกทุ่งและหมอลำที่อยู่ในฉากชีวิตมาตั้งแต่กำเนิด เขาจึงหลงรักบทเพลงแห่งท้องทุ่งนาหมดหัวใจ

“เราไม่ได้ประทับใจแค่เรื่องราวในเพลง แต่ชอบเพราะมันเป็นเพลงประกอบชีวิต ทุกวันนี้เวลาฟัง ฝนเดือนหก ของ รุ่งเพชร แหลมสิงห์ เราไม่เข้าใจความหมายของหนุ่มในเพลงว่ากำลังคิดถึงสาว เพราะเราคิดถึงวันที่ไปวางเบ็ดกับพี่ชาย เวลาอยู่บนหลังควายรอแม่ถอนกล้า แล้วริ้นยุงมันกัด เรามองดูแม่เตะกล้า ไม่เกี่ยวกับเพลงเลย แต่ฟังแล้วเห็นภาพแบบนั้น”

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

ถึงจะชอบ แต่ก็ไม่คิดว่าต้องเขียนเพลง ความรู้สึกนี้เพิ่งแนบมาตอนหยอกล้อกับพี่ชาย

สมัยนั้นมีศิลปินตาบอดคนหนึ่งนามว่า บุญมา เขาสีซอประดิษฐ์ที่ทำมาจากปี๊บฮอลล์ เดินไปตามหมู่บ้านเยี่ยงวณิพก ซึ่งความพิเศษของศิลปินที่เป็นแรงบันดาลใจให้สองพี่น้องคือ การด้นกลอนสด

“ทุกครั้งที่เจอ เขาด้นกลอนสดจนเราทึ่ง ทั้งที่เขาไม่ได้เรียนหนังสือ เป็นคนจำเสียงแม่น บอกเวลาถูกทั้งที่ตาบอดตั้งแต่ตอน 8 – 9 ขวบ เพราะไปปีนต้นไม้ แล้วขี้ปลวกหล่นเข้าตา รักษาไม่ถูกวิธี พี่ชายของครูอยากแต่งเพลงให้ได้เหมือนศิลปินบุญมา พี่จึงเริ่มก่อนโดยการแปลงเพลงดัง เช่น ย่างเข้าเดือนหกฝนก็ตกพรำ ๆ พี่ชายจะเอาทำนองมา แต่เปลี่ยนเนื้อเป็น ย่างเข้าเดือนเจ็ดไปใส่เบ็ดกับน้องชาย”

ในขณะที่พี่ชายแปลงเพลงไปร้องอวดเพื่อนอย่างสนุกสนาน ได้เสียงตอบรับอย่างดีจากคนในหมู่บ้าน ความฝันของน้องชายจึงได้จุดประกายขึ้น กระนั้น เขาก็ยังเขียนกลอนไม่เป็น ผิดกับพี่ชายที่เขียนเข้าขั้นเก่ง เมื่อเวลาผ่านไปจนถึง ม.2 ครูวิชาภาษาไทยให้เขียนลำนำประกอบเพลงลูกทุ่ง นั่นจึงกลายเป็นจุดกำเนิดของนักแต่งเพลงชื่อดัง

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

รางวัลแด่นักเรียนกลอน

เมื่อได้อาวุธชิ้นที่ 1 มาอยู่ในมือ ว่าที่นักแต่งเพลงก็ตั้งปณิธานว่าจะไม่เดินตามรอยพี่ชาย เขาคิดเพลงและทำนองเองทั้งหมด จนเริ่มแต่งเพลงตอน ม.2 และเขียนเพลงอย่างเต็มที่ตอนเรียน ป.กศ.สูง (ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง) สาขาวิทยาศาสตร์

“มีคนเรียนเอกเดียวกัน 50 คน แต่เรียนไปเรียนมา สอบติดมหาวิทยาลัยจนเหลือ 17 คน ทุกบ่ายวันพฤหัสจะมีตัวแทนแต่ละวิชาเอกส่งกิจกรรมไปแสดงบนเวทีนักศึกษา นั่นทำให้เรารวมตัวกับเพื่อนตั้งวงดนตรีขึ้น ตอนนั้นมีกระแสของ สุรชัย จันทิมาธร หรือ น้าหงา คาราวาน, จรัล มโนเพ็ชร, วงรอยัลสไปรท์ส และ วงชาตรี เราก็รวมตัวกีต้าร์ 2 ตัว เมโลเดียน 1 ตัว แต่พอไปเอาเพลงดังมาแกะ เราดันเล่นไม่เก่งพอที่จะแกะเพลงจากแผ่นเสียง”

ชายผู้มีพรสวรรค์พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ด้วยการอาสาแต่งเพลงให้ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของวงที่มีเพลงใหม่ทั้งหมด เขาหยิบยกเนื้อหามาจากในรั้วสถาบัน แต่งเป็นเพลงรักแบบบ้าน ๆ จีบสาวต่างเอก

ความโด่งดังข้ามผ่านไปถึงวิทยาลัยเทคนิคและวิทยาลัยอาชีวศึกษาในจังหวัดอุบลราชธานี พวกเขาได้รับคำเชิญไปแสดงถึงที่ แต่น่าเสียดายว่าสมาชิกวงดันเรียนจบกันเสียก่อน

อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ในครั้งนั้นทำให้ครูสลาแต่งเพลงได้กว่า 10 เพลง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเพลง สาวชาวหอ ที่ได้นำไปให้ รุ่งเพชร แหลมสิงห์ บันทึกเสียง

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง
ภาพ : เฟซบุ๊ก บ้านครูสลา คุณวุฒิ

“ตอนนั้นเพื่อนจะแยกกันไปบรรจุ เราให้เพื่อนร้องใส่เทปคาสเซ็ตต์ 16 – 17 เพลง พอรุ่งเพชรและ ชาย เมืองสิงห์ ไปโชว์ที่ทุ่งศรีเมือง เลยพากันบุกหลังเวที ห่อเทปไปพร้อมเนื้อเพลง ต่อมาครูรุ่งเพชรบอกว่าที่อัดมาเสียงไม่ชัด เราจึงส่งไปใหม่ตามที่อยู่ จากนั้นก็เงียบหายไปประมาณ 6 – 7 เดือน แต่สุดท้ายเพลง สาวชาวหอ ก็ถูกเลือก เราได้ใจเลยเปลี่ยนจากฝันที่อยากเป็นนักเขียนเรื่องสั้นมาสู่นักเขียนเพลง”

พ.ศ. 2525 ณ โรงเรียนบ้านไร่ขี โรงเรียนแรกที่ครูได้บรรจุ เขาจำได้ว่า ครูเซียง พี่ชายที่สนิทกันขี่มอเตอร์ไซค์มาหาขณะซักผ้า พร้อมตะโกนอย่างดีใจว่า “สลาได้ลงหนังสือพิมพ์!”

แม้น้ำในหมู่บ้านจะหายาก แต่ความดีใจก็ทำให้เขาเลิกซักผ้า แล้วคว้าหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ขึ้นมาอ่าน

“ตอนนั้นได้ลงเหมือนคอลัมน์ซุบซิบ น่าจะเป็นของ ยิ่งยง สะเด็ดยาด ซึ่งเขากำลังโปรโมตเพลง เราตื่นเต้นมาก เพราะเป็นข่าวเขียนว่า รุ่งเพชร แหลมสิงห์ จะกลับมาอีกครั้ง ได้นักแต่งเพลงชื่อดังจากอุบลฯ ชื่อ สลา คุณวุฒิ เพลง สาวชาวหอ

จากนั้นคนดังแห่งอุบลฯ ก็นั่งรอฟังเพลงหน้าวิทยุทรานซิสเตอร์ด้วยใจจดจ่อ พร้อมกันนั้น รุ่งเพชร แหลมสิงห์ ได้ส่งแผ่นเสียงมาให้ แม้จะไม่มีเครื่องเปิด แต่ชายหนุ่มก็เก็บไว้บนหัวเตียง จนหลายเดือนผ่านไปค่อยได้ยินตามวิทยุ

ความสำเร็จขั้นแรกในวันนั้นทำให้เขาตะบี้ตะบันแต่งเพลงส่ง ทั้งให้ ลพ บุรีรัตน์ ตามที่อยู่ในนิตยสาร ราชาเสียงทอง และฝันไกลที่สุดคือการเขียนเพลงให้ สายัณห์ สัญญา แต่ก็ไร้วี่แววตอบกลับ

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

“เขียนได้เยอะและเร็วมาก เพราะเราไม่มีความรู้ในการเขียน คิดอะไรก็เขียน บางวันได้ 2 – 3 เพลง ยืมเทปคาสเซ็ตต์ของเพื่อนอัดปากเปล่า เขียนเนื้อด้วยมือ เพราะพิมพ์ดีดไม่เป็น เฉลี่ยแล้วส่งเพลงเดือนละ 1 ชุด ประมาณ 12 เพลง จากที่คิดว่าเราได้อัดแผ่นเสียงแล้ว ส่งไปไหนคนก็คงรับ แต่มันไม่ใช่เลย”

หลังจากนั้นชีวิตก็ได้รู้จักกับวงคนโคก ซึ่งเป็นวงดนตรีของชาวครู เขาจึงรวมตัวกับเพื่อนตั้งวงเทียนก้อมขึ้น ครั้งนี้เขาแต่งเพลงเองอีกครั้ง พร้อมตระเวนเล่นฟรี กระทั่งได้พบกับ ทวี กาญจนพิมล สมาชิกสภาจังหวัดอำนาจเจริญ และได้รับเงินทุนมา 20,000 บาท ใน พ.ศ. 2528

ครูสลาเดินทางเข้ากรุงเทพฯ มาหา วิทยา กีฬา ซึ่งพาไปอัดเสียงที่ห้องบันทึกเสียงไพบูลย์สตูดิโอในย่านบางโพ ที่เดียวกับ พรศักดิ์ ส่องแสง มาอัดเพลง หนุ่มนานครพนม ระหว่างอัดเพลงไป เจ้าหน้าที่ก็รื้อมิกเซอร์ 8 แชนแนลเพื่อเปลี่ยนเป็น 16 แชนแนลไปด้วย ฟังดูทุลักทุเล แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยดี โดยนำเทปคาสเซ็ตต์แบ่งกับเพื่อนไปขาย

“ตอนนั้นขายยากหน่อย ส่วนตอนนี้ต่อให้เพลงที่แต่งมีคนรู้จัก แต่ความรู้สึกที่ได้ฟังก็ยังเหมือนเดิม ครูไม่เคยประมาทเพลง และไม่เคยประมาทคนฟัง พวกเขาคือกรรมการที่ดีที่สุด

“บางคนบอกว่า ครูมีจินตนาการที่ดีในการแต่งเพลง แต่ตัวเราไม่เคยคิดถึงจุดนี้ คิดแค่ว่าเพลงของเราช่วยเด็กได้หรือยัง เขาแปลงความดังเป็นทรัพย์สินเลี้ยงดูครอบครัวได้หรือยัง ถ้าดังก็ขอบคุณ ถ้าไม่ดังก็สู้ต่อ

“สำหรับรางวัลที่ได้มา มันคือสิ่งที่คนอื่นมองเห็นและให้เรา เราไม่มีหน้าที่ไม่รับ เราไม่มีหน้าที่อยากได้ ถ้าเขาให้ เราก็น้อมรับด้วยความขอบคุณ วันที่ได้ข่าวเรื่องศิลปินแห่งชาติก็น้ำตาไหล ไม่เคยรู้สึกว่าตนเองเป็นอะไรเลย นึกถึงพ่อแม่พี่น้องที่วันนี้เราได้รับการมองเห็น” ครูสลาพูดถึงเป้าหมายในการแต่งเพลง ณ ปัจจุบัน

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา
ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา
สมุดจดไอเดียและเนื้อเพลงของครูสลา 1 เล่ม สำหรับนักร้อง 1 คน

การต่อสู้ในดินแดนแห่งท่วงทำนอง เพื่อชีวิตและความฝัน

ความสนใจและความอยากลงมือทำแปรเปลี่ยนเป็นการดูแลชีวิต ตั้งแต่เขาได้เป็นส่วนหนึ่งของ ค่ายแกรมมี่โกลด์ ที่สอนเขาว่าเพลงมีส่วนสำคัญในการดูแลชีวิตของคนที่สู้เพื่อฝัน

หากใครนึกไม่ออกว่าครูสลาเคยแต่งเพลงให้กับนักร้องคนใดบ้าง เราขอยกตัวอย่างเพลงโปรดและเพลงดังที่ชื่นชอบให้ฟังอย่าง กระทงหลงทาง ร้องโดย ไชยา มิตรชัย, จดหมายผิดซอง ร้องโดย มนต์สิทธิ์ คำสร้อย, ยาใจคนจน ร้องโดย ไมค์ ภิรมย์พร, ปริญญาใจ ร้องโดย ศิริพร อำไพพงษ์, ต้องมีสักวัน ร้องโดย ก๊อท จักรพันธ์, ดอกหญ้าในป่าปูน ร้องโดย ต่าย อรทัย และ ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้ ร้องโดย ตั๊กแตน ชลดา นอกจากนี้ยังมีนักร้องอีกหลายคนทั้ง ไผ่ พงศธร, ไหมไทย หัวใจศิลป์ รวมไปถึง มนต์แคน แก่นคูน

“แต่ละคนกว่าจะพาตัวเองมาถึงแกรมมี่หรือที่ที่ครูอยู่ได้ เขาทุลักทุเล วันนี้เราเห็นเวทีประกวด เรารู้เลยว่าเขาลำบากกันมากแค่ไหน กว่าจะมายืนบนเวทีต้องเก็บเงิน 3 เดือน ต้องไปรับจ้างตัดอ้อย ปลูกมัน หรือแม่ต้องไปยืมเงินมาให้ ครูจึงพูดกับตัวเองว่า พอเรามั่นคงแล้ว การทำงานให้ใครสักคนอาจเป็นครั้งหนึ่งของเรา แต่ถ้าไม่สำเร็จ มันจะเป็นเพียงครั้งเดียวของเขา”

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

นอกจากแต่งเพลงเพื่อเลี้ยงชีวิตของลูกศิษย์และคนรอบกาย ครูสลายังเชื่อว่า เพลงรับใช้ผู้ฟังด้วยการเล่าเรื่องแทนคนที่เล่าไม่เป็น ด้วยเหตุนี้เขาจึงขอเรียกตัวเองว่าเป็น ‘นักเล่าเรื่อง’ มากกว่าเป็นศิลปินหรือนักแต่งเพลง แต่เป็นคนเล่าเรื่องผ่านท่วงทำนอง โดยมีภาษาและศิลปะการประพันธ์เป็นเครื่องมือ

“สิ่งที่ยากที่สุดในการแต่งเพลงคือความรู้สึกจริง องค์ประกอบอื่นเรียนและฝึกได้ หัวใจของการเล่าเรื่องคือการทำให้คนรู้สึกจริงกับเรื่องที่เล่า เป็นตัวแทนความรู้สึกของคนฟัง และต้องสื่อสารผ่านภาษา จังหวะ ถ้อยคำที่อยู่ในกรอบของศิลปะ”

เราถามเขาว่าได้ใส่ตัวตนลงไปในบทเพลงที่แต่งบ้างไหม เขาส่ายหน้าพร้อมบอกว่า ลายเซ็นไม่ใช่จุดมุ่งหมายในการสร้างงาน เว้นแต่คนฟังฟังแล้วรู้สึกว่านี่คือลายเซ็นของเขา

“เพลงของครูอาจไม่โดดเด่นเรื่องจังหวะหรือทำนอง ดนตรีของครูคือดนตรีในใจ เพราะเล่นไม่เป็น ครูฝึกตัวเองผ่านการเล่าเรื่อง ดังนั้น เพลงจะมาในกรอบของกลอนแปด 4 บท หรือไม่เกิน 3 บท เล่าเรื่องจบ ฟังแล้วเห็นภาพ”

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้ในบทเพลงของครูสลาคือ ‘เสน่ห์ของอีสาน’ ที่อัดแน่นอยู่ในเนื้อหาและอารมณ์

“ภาษาอีสานหรือคำลาวมีความงดงาม แผ่นดินลุ่มแม่น้ำโขงคือแผ่นดินแห่งท่วงทำนอง Land of Melody อันนี้ครูเรียกเองนะ มันมีทำนองลำเต้ย ลำเดิน ลำผญา ถ้าข้ามไปฝั่งลาวก็มีขับเชียงขวาง ขับพวน ขับโสม เต็มแผ่นดิน ถ้าเอาความงามของภาษาและทำนองมาใส่ร่วมกันมันจะเป็นเสน่ห์”

ราวกับได้เข้าคลาสเลกเชอร์เรื่องดนตรี เขาเล่าต่อว่า ในบทเพลงมีวิถีการต่อสู้ซ่อนอยู่ตั้งแต่เริ่ม ครูสลาเข้าวงการโดยการชักชวนของวิทยาและน้องชายอย่าง ปัญญา คุณวุฒิ ซึ่งมาเป็นนักจัดรายการวิทยุในกรุงเทพฯ

“ตอนนั้นถ้าเป็นเอฟเอ็มเขาไม่ให้เปิดหมอลำ ไม่ให้พูดภาษาถิ่น คนที่พูดหรือเปิดต้องไปที่วิทยุยานเกราะ ครูชอบ พี่เบิร์ด ธงไชย กับ อัสนี-วสันต์ เขาไม่มีลิมิตเรื่องเพลง แต่อยากให้ศิลปะทุกแขนงได้รับสิทธิ์เท่ากัน เราคิดว่าถ้าเอาคำอีสานมาอยู่ในเพลงให้เยอะขึ้น คงจะสร้างการยอมรับได้บ้าง

“ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนแรก แต่คิดว่าตัวเองเป็นคนร่วมที่อยากสร้างงานเพลงลูกทุ่งที่มีภาษาถิ่น ด้วย เหตุผลคืออยากให้เพลงพาตัวเองเข้าไปอยู่ในทุกพื้นที่สื่อโดยไม่มีกำแพง คนบ้านครูอายที่จะบอกว่าตัวเองเป็นใครในวันที่เข้ามากรุงเทพฯ ลูกหลานที่มาทำงาน พอผ่านโคราชก็เริ่มไม่พูดภาษาถิ่น บางวันไปกินข้าว น้องที่เป็นเด็กเสิร์ฟไม่พูดภาษาถิ่นต่อหน้าเรา แต่ไปพูดหน้าห้องน้ำ

“คนที่เป็นฮีโร่เรื่องนี้คือ จรัล มโนเพ็ชร เพราะท่านเอาภาษาเหนืออยู่ในเพลงตั้งแต่เราเป็นนักศึกษา ทำให้พื้นที่สื่อยอมรับ นอกจากนี้ ยังทำให้คนบ้านเรากล้าบอกว่าเราเป็นใคร มีความสุขกับการใช้ชีวิต ครูใช้ภาษาถิ่นเยอะมาก โดยเฉพาะลูกศิษย์อย่าง แดง จิตกร, แมน มณีวรรณ, ต่าย อรทัย และ ศิริพร อำไพพงษ์ ทุกคนคืออัศวินในการสู้เพื่อวัฒนธรรมนี้

“จังหวะของสังคมก็มีส่วน ครูขอบคุณลูกทุ่งเอฟเอ็มและพี่ชาย วิทยา ศุภพรโอภาส ตลอดเวลา เขาทำให้ลูกทุ่งเข้าไปอยู่ในเอฟเอ็ม พอมาถึงวันนี้ ความกล้าและการสร้างงานทำลายกำแพงเหล่านั้น ทำให้ทุกบทเพลงเสมอภาคมากขึ้น”

แม้เด็กรุ่นใหม่อาจไม่เข้าใจความจริงจังด้านภาษาของครูสลา แต่ทุกคนที่เกิดทันย่อมรู้ว่ามีการต่อสู้ในโลกดนตรีมาก่อน เมื่อชนะแล้วจึงต้องยืนยันจุดยืน เมื่อพบกับความเท่าเทียม ยิ่งต้องทำให้แสงนั้นเฉิดฉาย เช่นเดียวกับละคร นายฮ้อยทมิฬ ซึ่งพูดภาษาอีสานทั้งเรื่อง ผิดกับละครอื่นที่เคยมีในยุคนั้น นี่ถือเป็นอีกหนึ่งแนวรบที่สู้เพื่อให้คนอีสานภูมิใจในตัวเอง โดยครูสลาได้รับเกียรติให้แต่งเพลงประกอบละครเรื่องแรกในชีวิต

“จนถึงตอนนี้และต่อไป เพลงลูกทุ่งจะไม่มีวันหมดยุค เพราะลูกทุ่งคือคนไทย เป็นเพลงของเราทุกคน”

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

ปัจจุบัน ครูสลาเห็นความเปลี่ยนแปลงในวงการที่เดินหน้าอย่างไม่หยุดหย่อน เด็กรุ่นใหม่มีความพร้อมในการแต่งเพลง มีความสามารถด้านดนตรีมาตั้งแต่ในโรงเรียน หากมีเรื่องเล่ามาประกอบยิ่งกลายเป็นบุคลากรคุณภาพ

“คุณภาพคนพร้อมแล้ว หากประเทศมียานที่ดีพอจะส่งความเก่งของเด็กเราไปนานาชาติเหมือนเกาหลี หรือประเทศอื่น ก็รอตรงนั้นอยู่”

ความฝันในวัย 60 ของเขาไม่มีอะไรมาก เมื่อได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่และแฟนคลับมามากพอ ก็ถึงเวลาส่งต่อความช่วยเหลือให้คนอื่น เพราะนั่นคือสัญญาที่ครูมีต่อลูกศิษย์คนแล้วคนเล่า

“มันคือความฝันที่อยากทำอะไรให้เป็นประโยชน์ในวันที่มีแรงพอ ตอนนี้ถึงวัยส่งเสริม นอกจากเขียนเพลงเพื่อลูกศิษย์ ครูก็มีที่นาอยู่ที่อุบลฯ หากสร้างอาคารที่เก็บความเป็นเราเอาไว้ในนั้น สำหรับคนที่อยากศึกษาชีวิตของครูสลา หรืออยากศึกษาการเขียนเพลงของเรา ก็ไปที่นั่นได้ เผื่อเรื่องราวของเราจะสร้างแรงบันดาลใจให้ใครสักคน”

บทเรียนชีวิตที่ก้าวมาเกินครึ่งศตวรรษสอนให้เขาไม่ยอมแพ้และเดินหน้าทำตามความฝัน ขณะเดียวกัน บทเรียนของความเป็นครูก็สอนให้เขามีความสุขเมื่อเห็นความสุขของผู้อื่น และรู้จักรักลูกคนอื่นให้เหมือนรักลูกตัวเอง

“ถึงจะลาออกจากราชการมานาน แต่ความเป็นครูไม่มีวันเกษียณ และจะอยู่ต่อไปจนหมดลมหายใจ”

เรื่องราวของเขายังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ แม้บทสนทนาจะถึงเวลาต้องจบ หลังจากที่เราขอตัวกลับบ้าน ยังมีอีกหลายชีวิตแวะเวียนมาที่ ห้องอัดซำบายใจ เพื่อทำฝันให้เป็นจริง ซึ่งเจ้าของสถานที่ยินดีต้อนรับนักล่าฝันทุกคน พร้อมสนับสนุนเท่าที่มีกำลัง โดยก่อตั้ง ค่ายซองเดอ เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับคนที่ใช่ แต่ยังไม่ชนะในเวทีต่าง ๆ เพราะสำหรับครูสลาตอนนี้ ไม่มีเป้าหมายใดยิ่งใหญ่ไปกว่าการแบ่งปัน

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

(ช่วงพิเศษ หลังตู้ครูสลา)

ระหว่างครูสลาเปลี่ยนบทบาทเป็นนายแบบ เราถามเขาว่าเครื่องแต่งกายอันเป็นเอกลักษณ์มีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

“หมวกได้มาโดยบังเอิญ ถ่ายรายการ ชิงช้าสวรรค์ คอนเทสต์ ตอนนั้นมาจากอุบลฯ และมาช้ากว่าเพื่อน ครูเทียม-ชุติเดช ทองอยู่ เลยเอาหมวกให้ใส่ เพราะผมกระเซิงมาก ปรากฏว่าเขาบอกดูดีก็เลยใส่เรื่อยมา

“ผ้าขาวม้า ตอนเรียน ป.กศ.สูง แม่ทอให้ ปกติชาวนาอีสานพอว่างจากงาน หน้าฝนก็ทอเสื่อ หน้าหนาวก็ทอผ้า ทุกบ้านจะมีใต้ถุนสูงและกี่ทอผ้า แม่ก็ทอแล้วแบ่งให้ลูกชายทุกคน ตอนที่เรียน ป.กศ.สูง ปีแรก แม่มีแรงทำ ก็แจกให้คนละผืน พี่ชาย ครู และน้อง เป็นผ้าที่สวยมาก แล้วพอแม่บอกว่าจะให้ เราก็พยายามฝึกใช้ คล้องไปคล้องมา ตอนนี้กลายเป็นเอกลักษณ์ แต่เสียดายว่าผืนที่แม่ทอให้หายไปแล้ว

“เสื้อหม้อห้อม เสื้อผ้าฝ้าย พ่อเคยไปปั่นสามล้อที่นครพนมแล้วชอบเสื้อหม้อห้อมที่ปักเรณูนคร เราก็ใส่มาตลอดตั้งแต่นั้นเหมือนกัน”

เขายิ้มให้กล้องต่ออย่างไม่เขินอาย เราจึงปิดท้ายด้วยการเสนอให้เขาทำแบรนด์ผ้าขาวม้า เพื่อสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชน เพราะใครจะเป็นพรีเซนเตอร์ที่ดีไปกว่าคนที่ใช้ผ้าขาวม้าทุกวันเช่นเขา!

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

A.W.Y

ช่างภาพจากเชียงใหม่ที่ชอบของโบราณ ยุค 1900 - 1990

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load