พ.ศ. 2561 น่าจะเป็นปีที่ อุดม แต้พานิช มีชีวิตที่อุดมไปด้วยเหตุการณ์สำคัญ ชวนจดจำ

หนึ่ง-สิงหาคมปีนี้ เขากำลังจะจัด ‘เดี่ยว 12’

หากนับจาก 19 สิงหาคม พ.ศ. 2538 ที่เดี่ยวไมโครโฟนครั้งแรกถือกำเนิด ตอนนี้เดี่ยวไมโครโฟนของเขากำลังจะมีอายุครบรอบ 23 ปีพอดิบพอดี ว่าด้วยการยืนระยะ ถือเป็นเรื่องน่าทึ่งไม่น้อยที่คนคนหนึ่งสามารถจัด Stand-up Comedy ต่อเนื่องยาวนานในบ้านเมืองที่วัฒนธรรมเรื่องนี้ไม่ได้แข็งแรงอะไร

พูดให้เห็นภาพ หากมีใครสักคนที่เกิดตอนเดี่ยว 1 ตอนนี้ทารกในวันวานน่าจะกำลังเริ่มทำงานปีแรก

สอง-กันยายนปีนี้ เขากำลังจะอายุ 50 ปี

แม้หลายคนจะบอกว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข แต่การที่ชีวิตเคลื่อนผ่านมาจนตัวเลขอายุนำหน้าด้วยเลข 5 ก็ถือเป็นหลักไมล์ที่น่าสนใจไม่น้อย ไม่ว่าจะมองเขาในฐานะสแตนด์อัพคอเมเดี้ยนคนสำคัญหรือมนุษย์ปุถุชนธรรมดาคนหนึ่ง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมนั่งสนทนากับเขา ผมจึงสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเมื่อเทียบกับอุดม แต้พานิช เวอร์ชันก่อนหน้า เท่าที่สังเกต ผมรู้สึกว่าในวันนี้วัยนี้เขาใช้เวลาครุ่นคิดกับคำตอบนานขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะหากคำตอบนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

“แต่ก่อนผมไม่ค่อยระวังตัว” อุดมอธิบายระหว่างบทสนทนา “ถ้าเป็นช่วง 30 เราพรั่งพรูออกไปแล้วเดี๋ยวเกิดอะไรก็เรื่องของมึง ทั้งที่ผมไม่ต้องพูดประโยคนั้นก็ได้ ไม่ต้องมีใครเดือดร้อน ตอนนี้ผมพยายามเลือกคำ มีความใจเขาใจเราอยู่”

หากจะมีสิ่งใดที่ไม่เปลี่ยนไปจากทุกครั้งที่เราเจอกัน ผมคิดว่าคงเป็นความมีชีวิตชีวาและลีลาการเล่าเรื่องที่ยังแพรวพราวชวนคิด

แม้ท้ายที่สุดอุดมจะออกตัวว่า “ตัวเองไม่เข้าใจชีวิตอะไรเลย” ซึ่งเป็นแกนหลักที่เขาอยากสื่อสารใน ‘เดี่ยว 12’ แต่จากการพูดคุย ผมพบว่าในความไม่เข้าใจที่ว่า เขาก็พยายามดิ้นรนศึกษาหาวิธีอยู่กับโลกที่หมุนด้วยความเร็วรุนแรง หาได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด ส่วนเขาได้อะไรจากการศึกษา

หากพวกเรากำลังสบาย จงอ่านโดยพลันโนเส อุดม แต้พานิช

คนใกล้ตัวคุณบอกว่าคุณชอบหนังสือ ปัญญาอนาคต ของ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา มากจนแนะนำให้คนรอบตัวอ่าน

ใช่ๆ ผมยกให้เป็นหนังสือที่ดีในรอบหลายๆ ปีเลยนะ

 

ถ้าให้ย้อนมอง คิดว่าอะไรทำให้รู้สึกว่ามันสำคัญจนแนะนำให้คนรอบตัวอ่านหนังสือเล่มนี้

ตอนนี้ผมอยู่ในช่วงกำลังหาที่อยู่ที่ยืนในสังคม คือคนรุ่นผมมันเคว้งคว้างนะ เพราะเทคโนโลยีมันพลิกทุกอย่างไปเร็วมาก บางทีเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเราควรจะทำตัวยังไงกับสิ่งที่มันกำลังเข้ามา แล้วมันมาเร็วแบบสึนามิ นิตยสารที่เราเห็นๆ ชอบๆ อยู่รุ่งขึ้นก็เจ๊ง หรือธุรกิจต่างๆ ที่เราเคยใช้บริการอยู่ก็ค่อยๆ ทยอยหายไป

 

คนรุ่นคุณได้รับผลกระทบอะไรจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปบ้าง

ยกตัวอย่างเพื่อนผม เขาทำงานโฆษณาเป็นโปรดักชันเฮาส์ แต่ก่อนต้นทุนทำหนังแต่ละเรื่องมันต้องล้านขึ้น จนถึงหลายๆ ล้าน อยู่ๆ มาวันหนึ่งมันก็หดเล็กลงมา ไม่มีใครจ้างหลักล้านแล้ว เพราะว่าอุปกรณ์ทุกอย่างมันสะดวกขึ้น มันจบได้ด้วยกล้องเล็กๆ ตัวเดียว ลูกค้าที่เคยจ่ายเงินเยอะๆ ก็ไม่จ่ายอีกต่อไปแล้ว ถ้าคุณไม่ทำเด็กรุ่นใหม่ก็ทำได้ โปรดักชันเฮาส์มันไม่ใช่เรื่องของการแต่งออฟฟิศเท่ๆ อีกต่อไปแล้ว มันเป็นเด็กไม่กี่คนที่ทำอยู่ที่บ้านแล้วมารับงานก็ได้ มันย่อยจนเพื่อนผมต้องปรับตัวมากๆ

มันเป็นเรื่องของคนเจเนอเรชันใหม่แล้ว เพื่อนผมทำยังไงล่ะ เคว้งคว้างเลยตอนนี้ สุดท้ายก็ต้องย่อยบริษัทตัวเอง เปลี่ยนถ่ายเลือดใหม่ ลดราคา ดึงคนใหม่ที่เชี่ยวชาญเรื่องออนไลน์เข้ามา ปรับวิธีการคุยกับลูกค้าใหม่ เช่น มีแผนการตลาดออนไลน์ให้เลย ทุกอย่างต้องเปลี่ยนรูปแบบใหม่หมด ไม่อย่างนั้นถ้าเขาไม่ปรับตอนนี้ ไม่มีแผนการตลาดออนไลน์ให้ แล้วยังดึงดันที่จะทำแบบเดิม แล้วบอกว่าเฮ้ย ของผม Old School นะ หนังเรื่องหนึ่งต้องสามสี่ล้านขึ้นเขาอยู่ไม่ได้เลยนะ

โน้ส อุดม แต้พานิช

แล้วตัวคุณเองได้รับผลกระทบอะไรกับเขาบ้างไหม

เผอิญเราไม่ได้ทำงานแบบนั้นเลยไม่ค่อยผลกระทบอะไร ผมแค่มีคำถามกับตัวเองว่า เราควรจะอยู่กับมันยังไง คือกูยังงงอยู่เลย ทำตัวไม่ถูก แต่พออ่าน ปัญญาอนาคต ก็เข้าใจว่า อ๋อ มันเป็นอย่างนี้ หนังสือของคุณภิญโญทำให้ฉุกคิด ทำให้เราถามตัวเองว่า สุดท้ายตัวเราให้คุณค่ากับอะไร

หนังสืออีกเล่มที่ดีคือ ปัญญางาน จัดการตน ที่คุณภิญโญแปลจากหนังสือของ Peter F. Drucker พออ่านประกอบกันมันดีมากเลยสำหรับคนรุ่นผม มันทำให้เราถามตัวเองว่า เราทำอะไรมา เรากำลังยึดติดกับอะไรมากไปหรือเปล่า ผมอ่านหนังสือเขาแล้วรู้สึกโชคดีที่อย่างน้อยกูก็มีที่อยู่ที่ยืน ในหนังสือบอกว่า บางทีเราทำเรื่องเล็กๆ อยู่ในที่เล็กๆ ของเราก็สามารถอยู่ได้นะ เขายกตัวอย่างจิโร่ คนทำซูชิขั้นเทพที่ญี่ปุ่น เขาแค่ทำร้านเล็กๆ คนต้องรอคิวจองคิวกันเป็นปี เป็นเดือน ถึงจะได้กิน แล้วก็คิดราคาซูชิคำหนึ่งแพงๆ ได้ เพียงแค่เราให้คุณค่า ใส่ใจกับสิ่งที่เราทำจริงๆ ก็สามารถอยู่ได้ ซึ่งเผอิญมันมาพ้องกับวิถีชีวิตของผมพอดี ผมเลยไม่เดือดร้อนทุรนทุราย ผมรักในอาชีพขายขำของผมมากนะ ผมทรีตว่ามันเป็นงานศิลปะชนิดหนึ่ง เป็นงานคราฟต์ของผมชิ้นหนึ่ง

 

คุณมองว่าเดี่ยวไมโครโฟนที่ทำเป็นงานคราฟต์

ใช่ คราฟต์มาก การทำงานศิลปะคือการจัดวางองค์ประกอบ แล้วคำพูด การเคลื่อนไหวบนเวที ก็เป็นเรื่องการจัดวาง เป็นเรื่องจังหวะ ซึ่งผมก็ค่อยๆ ทำไป ขณะที่ผมเดินทาง ขณะที่พูดคุยกับคน ขณะที่ผมกินอะไรอร่อยๆ มันเหมือนผมไม่ได้ทำงานแต่ผมทำอยู่ตลอดเวลา ถ้าเป็นไม้ ผมก็ค่อยๆ สลักเสลามันไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งผมเห็นว่ามันเป็นรูปร่างอย่างที่ผมอยากจะให้เป็นแล้ว ผมจึงค่อยเอามันไปขาย

 

ย้อนกลับไปคำถามที่ว่า ชีวิตให้คุณค่ากับอะไร คุณมีคำตอบไหม

ก็ให้คุณค่ากับสิ่งนี้แหละ ให้คุณค่ากับศิลปะ ไม่ใช่ว่าต้องเอาสีไปป้ายบนแคนวาสถึงจะเรียกว่าเป็นศิลปะ จริงๆ แล้วการอยู่บนเวที หรือการกินการอยู่ในชีวิตประจำวัน มันก็เป็นศิลปะในการใช้ชีวิต ผมไม่ได้แยกมันจากกัน ข้อดีของอายุตอนนี้ก็คือระบบนิเวศทุกอย่างในชีวิตมันสอดคล้องกัน ดูเหมือนมันเป็นเรื่องเดียวกัน ผมก็เลยมีชีวิตที่ค่อนข้างโอเค

โน้ส อุดม แต้พานิช

โน้ส อุดม แต้พานิช

อย่างที่คุณว่าทุกวันนี้เป็นเรื่องของคนเจเนอเรชันใหม่ แล้วลึกๆ คุณกลัวตกยุคบ้างไหม

แปลกมากเลย คำนี้ไม่มีในหัวเราเลย หรือเรายังคิดไม่เป็นวะ มันเหมือนงานศิลปะที่เราทำมันอยู่ในหมวด Contemporary Art หรือศิลปะร่วมสมัย คือกูไม่รู้หรอกพวกมึงจะไปสมัยไหน กูขออยู่ร่วมกับมึงไปด้วย กูอาจจะอยู่แบบประดักประเดิดหรือไม่เก่งมาก แต่กูขออยู่กับมึงไปด้วย เพราะกูสนใจเรื่องใหม่ๆ ที่พวกมึงทำนะ อย่างตอนนี้คนเขาเล่นเกม ROV ใช่มั้ย เราก็สนใจ พอสนใจก็ต้องไปลอง ส่วนลองแล้วชอบหรือไม่ชอบนั่นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ผมต้องลอง เพราะผมอยากรู้ว่าเขาคิดอะไรกัน เขาทำอะไรกัน

ผมเห็นลูกน้องไปเล่น ROV กับคนอื่นแล้วบ่นว่ามันเป็นเกมที่เล่นได้หลายคน แต่อีก 4 คนที่มาช่วยไม่เก่ง โคตรซวยเลย เสียเวลาผมก็อยากลองไปอยู่ในนั้นเหมือนกัน กูอยากอยู่ร่วมกับมึงด้วย หรือการที่ผมดูละคร บุพเพสันนิวาส ก็เป็นเรื่องนี้แหละ นี่คือไลฟ์สไตล์ของผม ผมอยากอยู่ร่วมกับเขาด้วย อะไรคือออเจ้า อ๋อ อย่างนี้เหรอ สนุกดีว่ะ คือผมไม่ได้รังเกียจของใหม่เลย ใหม่ก็เอา เก่าก็ไม่ทิ้ง ผมว่ารากมันดีนะ แต่ถ้ามันจะไปแตกยอดออกใบใหม่เราก็เอาด้วย

 

อย่าง BNK48 ได้ฟังไหม

ฟัง สนใจใคร่รู้ อยากพบอยากเจอ ได้เจอแล้วก็ อ๋อ เป็นอย่างนี้เหรอ ผมมีโจ๊กเยอะแยะเกี่ยวกับ BNK48 เลยนะ แต่ผมไม่กล้าเล่าหรอก เพราะว่าโอตะเขาแข็งแกร่งมาก ผมไม่กล้าล้อ เขารักของเขา

 

ฟังดูคุณเป็นศิลปินที่ค่อนข้างเปิดรับสิ่งใหม่

อ้าว แล้วเราจะปิดไปทำไมเล่า ผมว่าบางทีการจำกัดตัวเองด้วยรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง มันอาจจะทำให้เราพลาดโอกาสอะไรไปหลายอย่าง สมมติว่าคุณประกาศตัวเป็นศิลปินแล้วคุณจะใส่เสื้อผ้าเฉพาะลายเสือ เฮ้ย บนโลกใบนี้มันยังมีเสื้อผ้าอีกหลายลายเลยนะมึง

ผมว่าโลกใบใหม่มันเป็นโลกแห่งการผสมผสาน โลกเรามันสนุกตรงที่เรามาผสมผสานกันนี่แหละ คนทำศิลปะสมัยก่อนทำศิลปะแล้วโดดเดี่ยว ศิลปะคือรูปที่แขวนอยู่หลังโซฟาเท่านั้น แต่วันหนึ่งมันก็พาเรามาสู่จุดที่คนทำงานศิลปะก็มาทำงานกับคนขายกระเป๋า มาจอยกัน มันก็เกิดซีนอะไรใหม่ๆ ขึ้นมา แล้วก็สนุกจะตาย หรือแม้กระทั่งบางคนที่เป็นดีไซเนอร์ก็มาทำภาพยนตร์ คือโลกเรามันสนุกตรงนี้หรือเปล่า

โน้ต อุดม แต้พาณิยชน์

โน้ต อุดม แต่พาณิชย์

คุณกำลังจะกลับมาทำเดี่ยว 12 กระบวนการหาวัตถุดิบทุกวันนี้ยังเป็นแบบเดิมไหมที่ต้องออกเดินทาง

ยังเป็นแบบเดิม แต่ว่าเราไม่ได้ตั้งใจเดินทางไปหาวัตถุดิบนะ หลายประเทศที่ผมไปผมก็ไม่ได้เรื่องอะไรกลับมา เพราะไม่ได้ตั้งใจไปหาเรื่อง ผมแค่อยากไปหาสิ่งที่กระทบจิตใจ หรือลักษณะบางอย่างที่ก่อให้เกิดการเปรียบเทียบระหว่างตัวเรากับเรื่องราวอื่นๆ แล้วพอมันกระทบกันเดี๋ยวมันก็จะเกิดอะไรขึ้นมาหลังจากนั้น โดยที่ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นอะไร ล่าสุดผมเพิ่งไปบราซิลมาเดือนหนึ่ง ผมก็ไม่ได้อยากเอาเรื่องบราซิลมาเล่าอะไรเลยนะ ผมแค่อยากไปเผชิญอะไรบางอย่างในนั้น ชีวิตผมระบบนิเวศเป็นแบบนี้อยู่แล้ว ไปเดินทาง เจอคน พูดคุยกับคน ทำอะไรที่ไม่เคยทำ ผมว่าการที่เราเจอรูป รส สัมผัส ที่ไม่คุ้นเคย มันจะก่อเกิดปฏิกิริยากับเราบางอย่าง

 

ทุกวันนี้เวลาเดินทางคุณสนใจสิ่งต่างๆ เปลี่ยนไปจากตอนหนุ่มๆ ไหม

เราไม่สนอะไรกว้างๆ แล้ว ทุกวันนี้มันไปทางลึก ก็เหมือนสมัยคุณไปญี่ปุ่นครั้งแรก คุณอยากถ่ายรูปไปหมดทุกมุมแหละ บ้านนี้เหมือนในโดราเอมอนเลย เฮ้ย นี่โดรายากิ อยากถ่ายรูปไปหมด หลังจากนั้นครั้งที่สองก็อาจจะยังได้อยู่ พอครั้งที่สาม สี่ ห้า หก ทีนี้คุณจะกลายเป็นอีกแบบ ใจคุณจะไม่ได้อยู่กับกล้องหรืออยากบันทึกแล้ว แต่คุณจะอยู่กับสิ่งตรงหน้า กินราเม็งก็ค่อยๆ กิน อ๋อ ที่เขาได้แชมป์เป็นอย่างนี้เหรอวะ ดื่มด่ำ ละเมียดละไม

หลังๆ ผมไปญี่ปุ่นผมจะไปสวนสาธารณะที่คิจิโจจิ (Kichijoji) ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ มีบึงน้ำ มีต้นซากุระอยู่สองข้าง ถ้าเดินข้ามผ่านสวนนี้ไปก็จะเป็นตึกจิบลิ แล้วผมชอบไปนั่งตรงต้นไม้ต้นหนึ่งแค่นั้นแหละ อย่าหาว่าเวอร์เลยนะ ผมชอบนั่งตรงนั้นมาก แล้วผมก็ไปซื้อไก่ย่างแถวนั้นมานั่งกิน ผมอยู่อย่างนั้นได้ทั้งวัน อยู่เหมือนลุงคนหนึ่งที่อยู่ตรงนั้นเลย เพลิน แล้วผมเพลินจริงๆ ไม่ได้ดัดจริตเพลินด้วย ตอนหนุ่มๆ เราก็คงอยากไปเก็บย่านโน้นบ้างย่านนี้บ้าง  เดี๋ยวนี้วันหนึ่งที่เดียวพอ แล้วกูก็นั่งอยู่ตรงนั้นแหละ

 

นั่งใต้ต้นไม้ที่ญี่ปุ่นต่างจากนั่งใต้ต้นไม้ที่สวนลุมฯ ยังไง

นั่นน่ะสิ เดี๋ยวจะหาว่าดัดจริตมีอารมณ์ไปสวนต่างประเทศ แต่ผมเคยไปสวนลุมฯ แล้วไม่เคยรู้สึกแบบนั้นเลยว่ะ เป็นไปได้มั้ยว่าอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่เราเป็นคนสาธารณะในพื้นที่นี้ พอเราไปอยู่ในที่สาธารณะ เราก็เลยรู้สึกอีกแบบ แต่ในสวนสาธารณะต่างประเทศเราไม่ได้เป็นบุคคลสาธารณะ เราเลยเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่นั้น

 

นี่เป็นข้อเสียของการเป็นบุคคลสาธารณะหรือเปล่า

เราดันเข้าใจมันไปแล้ว มันเป็นสิ่งที่เรายินดีให้เกิดขึ้นนะ เราไม่ปฏิเสธว่าเรามาทำงานในธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนต์เราก็อยากมีชื่อเสียง อยากให้เขายอมรับเรา เมื่อเขายอมรับ การแสดงออกของการยอมรับก็คือการเข้ามาพูดคุยทักทาย ความชื่นชมก็คือสิ่งนั้น ฉะนั้น การที่เขาเดินเข้ามาหาถือว่าเราได้คำชมนะ ถ้าเขาเกลียดเราเขาไม่เข้ามาหรอก แล้วเราก็ไม่ได้ต้องลงทุนอะไรมากมาย พอเราเข้าใจไปแล้ว มันไม่เป็นปัญหา

โน้ต อุดม

โน้ต อุดม

ช่วงหลังเห็นคุณเดินสายพูดตามมหาวิทยาลัย คุณสนใจอะไรในกิจกรรมนี้

ทางมหาวิทยาลัยเขาขอมาตลอดอยู่แล้ว มาแบบหนาแน่นเลย ซึ่งไปแล้วมันก็ได้ประโยชน์กันทุกทาง ผมได้เที่ยว ทีมงานก็ได้พักผ่อน นักศึกษาได้ขำ ผ่อนคลาย และผมได้ฟื้นฟูทักษะ ปฏิภาณไหวพริบ เหมือนเป็นนักฟุตบอลก็ต้องมีแมตช์ให้เตะบ้าง ไม่อย่างนั้นกล้ามเนื้อคุณจะลีบ กำลังวังชาคุณจะหายไป ทักษะการพูดก็เหมือนทักษะอย่างอื่น ถ้าคุณไม่ได้ใช้มันอาจจะหายไปก็ได้

 

นอกจากให้เสียงหัวเราะ มีอะไรที่คุณมักจะบอกกับคนหนุ่มสาวที่ได้เจอบ้างไหม

มหาวิทยาลัยที่ผมไปส่วนใหญ่ หัวข้อที่เขาติดต่อให้ผมไปพูดคือแรงบันดาลใจทั้งนั้นเลย ถ้ามีร้อยมหาวิทยาลัยก็สัก 98 อีก 2 ที่ใช้ชื่อ Inspiration แล้วผมก็ไม่เคยไปด้วยหัวข้อนี้เลยนะ ถ้ายังให้พูดหัวข้อนี้ผมก็ไม่ไป

ความจริงผมก็เหนื่อยหน่ายกับแรงบันดาลใจที่มันท่วมท้น คือแรงบันดาลใจเรามีกันเยอะแล้ว แต่สิ่งที่ผมพยายามสื่อสารคือผมจะยุให้เขาลงมือทำ ไม่ว่าเขากำลังคิดทำอะไรอยู่ ผมจะไม่ค่อยให้เขามาใส่ใจเรื่องแรงบันดาลใจ พยายามจะไม่ให้เขาเรียงลำดับความสำคัญเอาแรงบันดาลใจเป็นอันแรก แทนที่จะหาแรงบันดาลใจให้คุณไปหาเป้าหมายก่อน สมมติตอนนี้คุณอยู่จุด A คุณบอกว่ากูจะไปพารากอนให้ได้ภายใน 24 ชั่วโมงนี้ ยังไม่ต้องพูดเรื่องแรงบันดาลใจเลยนะ เอาแรงบันดาลใจพักไว้ทีหลัง พอปักหมุดแล้ววิธีการมันจะผุดขึ้นมาเอง มึงไปเรือสิ หลังเดอะมอลล์มีเรือ วิธีที่หนึ่งผุดขึ้นมาแล้ว หรือไม่เอาเพราะว่ายน้ำไม่เป็น กลัวเกิดอุบัตเหตุ ถ้าอย่างนั้นไปรถเมล์ หรือถ้าอยากนั่งรถไฟฟ้า ต้องนั่งอะไรไปทองหล่อ หรือถ้าอยากไปถึงภายใน 30 นาทีนี้เลยได้มั้ย มันก็จะผุดขึ้นมาแล้ว มอเตอร์ไซค์ไง

กำหนดเป้าหมายก่อน แล้วพอปัญหาเกิดขึ้นมาเราก็ใช้วินิจฉัยของเราตอนนั้นค่อยๆ แก้กันไป สุดท้ายมันอาจจะไม่ได้ตามแผนเลยด้วยนะ เฮ้ย พี่ชายกำลังจะออกไปสยามพอดีเลย สุดท้ายติดรถเขาไปเสียอย่างนั้น เดี๋ยวมันมีทางไปเอง ชีวิตมันเป็นแบบนั้น ไม่ต้องรอแรงบันดาลใจเต็มเปี่ยมหรอก กระโดดลงไปทำเลย มันมีวิธีการเดียวเท่านั้นที่จะก่อเกิดผลงานขึ้นมาได้ ก็คือกระโดดลงไปทำ แล้วมันก็จะผิดพลาด แล้วก็เรียนรู้จากสิ่งนั้น ถ้าเราไม่ผิดพลาดเราจะไปเรียนรู้จากอะไรเล่า ระบบนิเวศของการงานมันเป็นอย่างนั้น ลงมือทำ เกิดปัญหา หาทางออก เรียนรู้ ลงมือทำ เกิดปัญหา หาทางออก เรียนรู้ แล้วมันจะวนอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

โน้ต อุดม

แล้วชีวิตช่วงนี้ชีวิตคุณหมกมุ่นอยู่กับการทำอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า

ผมหมกมุ่นอยู่กับการทำศิลปะที่ไม่ก่อเกิดรายได้ ผมดำดิ่งลงไปกับมัน แล้วก็อยู่กับมันมาเนิ่นนาน เหมือนสาหร่ายที่โบกสะบัดอยู่ใต้ผิวน้ำโดยไม่มีนักดำน้ำไหนลงมาเห็นเลย คุณภิญโญเคยมาที่สตูดิโอ พอเปิดมาเห็นก็ร้องเฮ้ย เอาขนาดนี้เลยเหรอ คนชอบถามว่าหลังเดี่ยวไปทำอะไร นั่นแหละเป็นคำตอบ ผมหมกมุ่นอยู่กับการทำอะไรด้วยมือ น่าจะใช้เวลากับมันประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของชีวิตประจำวัน มันคือชีวิตเราเลย แต่มุมนี้มันไม่ได้ถูกพูดถึง ตื่นเช้ามาเราก็ปั่นจักรยานไปสตูดิโอ ซึ่งสตูดิโอเราอยู่ห่างจากบ้านไม่ถึง 5 เสาไฟฟ้า เราก็อยู่ที่นั่นแล้วทำมัน

ที่ผ่านมาผมปั้นเซรามิก ตอนแรกเราเผาไม่เป็น แต่เราอยากทำ แล้วอยากทำเป็นแบบรากุ เพราะเราชอบผิวตะปุ่มตะป่ำที่เกิดจากการผสมธาตุต่างๆ ซึ่งวิธีที่ผมทำคือบินไปเรียนที่ลำปาง ไปใช้ดินของเขา ค่อยๆ เผา อยู่ที่นั่น 4 – 5 วัน แล้วกลับไปเชียงใหม่ รอดินที่เราเผาแห้ง แล้วก็เดินทางกลับไปชุบเคลือบ เสร็จแล้วจึงเอาเข้าเตา รวมแล้วอยู่ที่ลำปางประมาณอาทิตย์หนึ่ง หลังจากนั้นผมเห็นนักศึกษาที่เชียงใหม่เขามีเตา ก็ไปขอใช้เตาเขา ขอเรียนกับเขา สุดท้ายผมอยากจะทำให้มันสำเร็จโดยไม่ต้องไปไหน เพราะเรามีงานเขียนบทอยู่ด้วย ก็เลยซื้อเตามาไว้ที่สตูดิโอที่กรุงเทพฯ สั่งดิน ซื้อน้ำเคลือบ แล้วหลังจากนั้นก็เกิดกระบวนการทำผิดพลาด ทำมั่ว เผาแตก ไฟเกิน คุมไฟไม่ได้ เราก็ใช้วิธีเรียกคนที่เขารู้เรื่องเซรามิกเข้ามานั่งคุย นั่งถาม เรียนรู้จากเขา ชีวิตมันเป็นอย่างนั้นแหละ เจอปัญหาแล้วก็หาทางแก้ไป พอเราอยู่กับมันจริงๆ สักเดือนก็ได้ชุดความรู้เกี่ยวกับเซรามิกมา ถ้าเราอยากจะชำนาญก็ต้องยืนระยะทำต่อเนื่อง มันก็แค่นั้น

 

ทำงานศิลปะโดยที่ไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้ แถมยังไม่มีใครเห็น แล้วทำไปทำไม

นี่เป็นคำถามที่แม้กระทั่งบางทีผมยังตอบตัวเองไม่ได้ เวลาลูกน้องหรือแม่ผมผ่านไปเห็นก็แซวว่าทำไปเพื่ออะไร เงินทั้งนั้น (ลากเสียง) แต่คนทำงานศิลปะก็จะเข้าใจกันดี จะมองว่ามันเป็นเรื่องสิ้นเปลืองก็ใช่ เพราะว่าวัสดุทุกอย่างมันแพง สีก็แพงเหมือนเครื่องสำอางผู้หญิง แต่เราหยุดไม่ได้ เคยคิดว่าอย่าไปทำมันเลย สิ้นเปลือง ทำไปก็กองอยู่เต็มโกดัง แต่พอหยุดแล้วมันเหมือนคนที่ท้องผูก พอไม่ถ่ายสัก 5 วันคุณก็จะเริ่มอึดอัด ไม่สบายตัว สิวเริ่มมา เป็นอย่างนั้นแหละ

คืองานศิลปะที่ทำมันไม่เกิดรายได้ทางการเงิน แต่เกิดรายได้ทางจิตใจ ทางจิตวิญญาณ บางคนอาจจะมองว่าเป็นงานคราฟต์ ได้ทำสมาธิ แต่ผมเห็นว่ามันเป็นการบำบัดของผม ผมว่ามนุษย์ทุกคนก็จะมีการบำบัดตัวเองแตกต่างกันไป ผู้หญิงบางคนก็บำบัดด้วยการช้อปปิ้ง บางคนก็บำบัดด้วยการกิน ส่วนผมเองพอมีอะไรที่มันติดค้างอยู่ในใจก็อยากจะหาที่ระบายมันออกไป

โน้ส อุดม

โน้ส อุดม

เห็นว่าคุณกำลังจะอายุ 50 เดือนกันยายนนี้

(หัวเราะ) นี่เป็นสิ่งที่ผมพยายามจะหลบเลี่ยง

 

ถ้าให้ทบทวน คุณชอบตัวเองในวัยนี้ไหม

ใช่ ความจริงผมรู้สึกชอบตัวเองตั้งแต่ตอนอายุขึ้นต้นด้วยเลข 4 เป็นต้นมา ผมรู้สึกว่ามันจะดีมากเลยถ้ากูเป็นคนอย่างนี้ คิดแบบนี้ ทัศนคติแบบนี้ มันมีความเย็นลง ซึ่งตอนอายุขึ้นด้วยเลข 3 อาจจะดีก็ได้มั้ง แต่คล้ายๆ เราไม่พอใจกับมัน เราทำให้มันยุ่งยากไปเอง อะไรไม่เสียก็เสือกไปซ่อม มันมีความอยากจะแสดงอัตตาตัวเองออกมาผ่านงาน สำหรับผมช่วงนั้นมันพยายามเกินไปในหลายมิติ แต่พอแตะเลข 4 ปุ๊บ ไอ้ความไม่พยายามเกินไปมันดีมากเลย

 

มันเกี่ยวกับที่มีคนบอกว่า ชีวิตเริ่มต้นที่อายุ 40 หรือเปล่า

นั่นเป็นประโยคที่ผมเคยไม่เชื่อ คิดว่าเป็นคำพูดของพวกคนแก่ไว้ปลอบใจตัวเอง แต่ไม่ เดี๋ยววันที่คุณแตะ 40 คุณจะเข้าใจคำนี้ คุณจะเข้าใจจริงๆ เลยว่า ใช่ มันเป็นอย่างนี้นี่หว่า ผมเริ่มรู้สึกพึงพอใจกับชีวิต เห็นคุณค่าของมัน รู้สึกเห็นความสำคัญของสิ่งรอบตัว และตระหนักได้ว่าชีวิตของเรานั้นไม่สามารถอยู่ได้เพียงลำพัง การจะก่อเกิดมาเป็นเรามันมีส่วนประกอบมากมายที่ห่อหุ้มอยู่ เราอาจจะเคยได้ยินมาก่อน แต่เราจะตระหนักรู้ตอนนั้นแหละ

โน้ต อุดม

พูดถึงเดี่ยวไมโครโฟนที่ทำ คุณคิดว่าเดี่ยวไมโครโฟนที่เป็นมาสเตอร์พีซของคุณผ่านไปหรือยัง

ผ่านไปแล้ว ตอนนั้นมันเป็นช่วงที่เรามีกำลังวังชา มีปฏิภาณไหวพริบ มีแรงทะยานอยากที่จะประกาศอะไรออกไป

 

รู้ทั้งรู้ว่ามาสเตอร์พีซผ่านไปแล้ว ทำไมยังทำอยู่

ผมไม่รู้เรียกมันว่าอะไร ครั้งหนึ่งในชีวิตเคยเจอ พี่ป้อมอัสนี โชติกุล ในร้านอาหาร เราก็คุยเรื่องทำนองนี้กัน แกบอกว่านายโน้ต ดำเนินต่อไป ดำเนินต่อไป

คือมันก็ดำเนินต่อไปนั่นแหละ ก็เหมือนกับ Woody Allen เขาทำหนังที่เป็นมาสเตอร์พีซมาจนไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว แต่ว่าเขาก็ยังคงดำเนินของเขาต่อไป ปีหนึ่งเขาก็ทำหนังออกมาเรื่องหนึ่ง แล้วผมก็ไปดูหนังเขาโดยที่ผมไม่ได้คิดจะไปค้นหาความพิสดารของมุมกล้องหรือบทที่มหัศจรรย์ แต่ทุกครั้งพอออกมาจากโรงหนังผมอิ่มมากเลย ทั้งที่เป็นเรื่องเล่าธรรมดา ผมรู้สึกว่ามันมีความลุ่มลึกอะไรบางอย่าง นี่คือการดำเนินต่อไป

ทุกวันนี้ผมก็ทำเดี่ยวไมโครโฟนแบบที่ไม่ได้คิดจะป่าวประกาศหรือโชว์ศักยภาพอะไร ผมแค่ตั้งอกตั้งใจทำสิ่งที่รัก เหมือนร้านซูชิเล็กๆ ของลุงจิโร่ที่ผมเล่า เขาออกไปจ่ายตลาดเอง ไปเลือกวัตถุดิบเอง เนื่องจากเขาทำมานานเลยรู้ว่าปลานี้อร่อยฤดูนี้ ช่วงนี้อย่าเพิ่งเอามากินนะ มันยังไม่ใช่ฤดูที่อร่อยที่สุด แล้วตั้งใจค่อยๆ ทำด้วยความประณีต ผมเองไม่ได้เป็นขั้นเทพขนาดนั้น แต่ผมมีความรักในการทำเดี่ยวไมโครโฟนเบอร์นั้น ผมรู้สึกว่ามันเป็นศิลปะที่เราต้องเอาใจใส่ เป็นงานคราฟต์ที่เราต้องค่อยๆ เกลา ทุกวันนี้ผมก็ยังเดินทางไปซ้อมบทที่ผมเขียนมา ซึ่งผมจำมันได้แล้วนะ แต่ผมอยากไปซ้อมเพื่อหาจังหวะที่ดีที่สุด เพื่อที่จะเอามาต่อเรื่องให้มันไหลลื่น ไร้รอยต่อ ไม่ใช่การออกไปเพื่อจะทำให้คนมายกย่องว่าเราคือสุดยอด ไม่ต้องมาคิดว่าเดี๋ยวกลัวคนนั้นเขาจะว่าอย่างนั้น คนนี้เขาจะวิจารณ์อย่างนี้ ไม่มี เราแค่ทำไป เดี๋ยวสิ่งที่เราตั้งใจทำมันจะให้ผลมาเองโน้ต อุดม

โน้ต อุดม

คือไม่เอางานเก่ามาเป็นตัวตั้งว่า งานใหม่ต้องดีกว่าเดิมแล้ว

ถ้าคิดอย่างนั้นแหละจะเป็นปัญหา มีศิลปินที่สร้างผลงานมาแล้วไปติดกับดัก เช่นเคยแต่งเพลงฮิตมาแล้วแต่งเพลงไม่ออก เคยวาดรูปมาดีๆ แล้วไม่อยากวาดรูป วาดไม่ออก เคยทำหนังได้รับความนิยมแล้วอยู่ๆ ไม่มีไอเดียจะทำหนัง นั่นคือเราติดกับดักตรงที่อยากจะได้มากกว่า เราไปติดกับดักตรงที่เราเอาจิตของเราไปไว้ที่อื่น ไปฝากไว้กับคนอื่น จิตไปฝากไว้กับนักวิจารณ์ ไปฝากไว้กับผู้ชม เคยได้รับการยกย่องแล้วอยากจะได้ต่อเนื่อง หากไม่ถอดจิตออกจากอนาคตมาอยู่ที่ปัจจุบันมันจะเจอกำแพง นี่เป็นสิ่งที่ศิลปินที่ทำงานจะเจอทุกคน อยู่ที่ว่าใครจะคลี่คลาย

 

ตัวคุณเองเคยตกอยู่ในสถานการณ์นั้นไหม

เคย ตอนเดี่ยว 6 ผมประกาศจะเลิกไป 5 ปี ซึ่งตอนที่ประกาศไปผมไม่ได้เมานะครับ แต่ตอนนั้นผมรู้สึกว่ากูสุดแล้ว กูเดินมาถึงสุดทางที่กูอยากจะให้มันเป็นแล้ว กูคงมีศักยภาพแค่นี้ ไปไกลกว่านี้ไม่ได้ จบแค่นี้แล้วกัน ผมก็หยุดไป 5 ปี แล้วช่วง 5 ปีนั้นผมก็คลี่คลาย ซึ่งเป็นการคลี่คลายโดยที่เราไม่ต้องพยายาม เพราะว่าเราไปหยุดมันเลย ก็แค่ใช้ชีวิตต่อไป แล้วระหว่างใช้ชีวิตมันก็เกิดกระบวนการค่อยๆ ไตร่ตรอง ค่อยๆ เข้าใจว่า อ๋อ มันเป็นประมาณนี้ เราไม่ต้องทำเพื่อจะให้เป็นสุดยอดก็ได้นี่ อันนั้นมันไปผิดทางนะ เราก็ถามตัวเองว่าทำเพื่ออะไร ทำทำไม เนื้อแท้หัวใจของการทำสิ่งนี้คืออะไร เราทำเพื่อตัวเองเหรอ แต่ว่าการทำเดี่ยวมันเป็นสิ่งที่ทำเพื่อคนอื่นก็ได้ด้วยนะ

หลังจากนั้นผมเลยตัดสินใจทำเดี่ยวแบบเดิมแหละ แต่ทัศนคติผมขยับ จากเดี่ยวที่จะบอกว่าตัวเองชำนาญนะ เราไม่ธรรมดานะ ซึ่งมันเป็นการมองแบบบำรุงอีโก้ตัวเอง คราวนี้เราเปลี่ยนทัศนคติ เราอยากให้คนอื่นเขาหัวเราะได้กับชีวิตของเขา ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนเลนส์ในการมองแล้ว เลนส์เรากว้างขึ้น แทนที่จะซูมอินเฉพาะตัวเองเราไปจับที่คนอื่นแทน พอเปลี่ยนความคิดชีวิตคลี่คลายเลย สนุกเลย หลังจากนั้นตั้งแต่เดี่ยว 7 เป็นต้นมาผมมีความสบายตัวบนเวทีมากๆ พอเกิดความสบายในใจ มันทำให้เกิดความสบายบนเวทีซึ่งเชื่อมไปถึงคนดูได้ ซึ่งเป็นมิติที่ลี้ลับมาก เป็นการเรียนรู้ของผมที่โรงเรียนไม่ได้สอน

คือสุดท้ายก็ดำเนินต่อไปแค่นั้นเอง เขาจะบอกว่าเดี่ยวนี้ไม่เห็นสนุกเลยพี่โน้ต หมู่สนุกกว่า หรือไปดูหมู่ แล้วบอกว่าหมู่ไม่เห็นสนุกเลย เดี่ยวสนุกกว่า ก็ไม่เป็นไร คือโลกมันเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว ไม่ว่ามึงจะทำหนังภาคต่ออะไรก็ตาม มันจะมีการเปรียบเทียบ

 

แสดงว่าทุกวันนี้รับได้ ถ้าใครจะบอกว่าเดี่ยว 12 สนุกสู้เดี่ยว 6 เดี่ยว 7 ไม่ได้

รับได้มาตั้งนานแล้ว ไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้เลย เพราะเราเข้าใจไปแล้วว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ว่าเราจะทำสุดยอดยังไงโลกก็เป็นของมันอย่างนี้แหละ ฉะนั้น อย่าเอาใจไปไว้ตรงนั้น เอาใจมาจดจ่อที่เรา ว่าเราทำอะไร แล้วทำด้วยประสบการณ์ที่เราเคยทำมา ค่อยๆ ทำมันอย่างประณีตตามที่หน้างานเนื้องานเราเอาอยู่ ส่วนคนอื่นจะว่ายังไงก็ไม่ใช่เรื่องของเรา เพราะว่าสุดท้ายจะด่าหรือจะชม เราก็ดำเนินต่อไป ก็ทำต่อไป ทำต่อไป เพราะเรารักที่จะทำมัน

โน้ส อุดม แต้พาณิชย์

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

‘แพงระยับ’

ใครรู้จัก CHANINTR เป็นอันรู้กันว่าสินค้าและของตกแต่งบ้านที่แบรนด์หรูหรานี้รวบรวมมาจากทั่วโลก ทั้งยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น ฯลฯ ราคาดุเดือดไม่เบา แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ลงและทำให้ CHANINTR ยืนหนึ่งในวงการ คือรสนิยมความงามที่ดีเลิศ คุณภาพสินค้าที่ทนทาน และการดูแลบริการแบบมืออาชีพ 

เบื้องหลังสินค้าของตกแต่งบ้านที่งามเหมือนเสกออกมาจากแคตตาล็อกหนังสือตะวันตก ชนินทร์ สิริสันต์ เริ่มต้นจากธุรกิจทำเฟอร์นิเจอร์สไตล์ตะวันตก ก่อนเปลี่ยนเป็นบริษัทนำเข้าสินค้าตกแต่งบ้านในปี 1994 ทุกวันนี้ธุรกิจของเขาครอบคลุมถึงการตกแต่งทุกส่วนในบ้านและออฟฟิศ ตั้งแต่โซฟา โคมไฟ ม้านั่งในสวน เก้าอี้ทำงาน ฝักบัว ผ้าเช็ดตัว ไปจนถึงช้อนชา แถมยังมี CHANINTR Residences ที่นำของ Luxury ทั้งหมดมาตกแต่งบ้านหลักร้อยล้านบาทในโครงการ WINDSHELL 

เรานัดพบผู้ก่อตั้งแบรนด์อันเป็นตำนานนี้ที่ CHANINTR CRAFT ตึกสีขาวแสนสวยในทองหล่อที่รวมแบรนด์สแกนดิเนเวียนและญี่ปุ่นที่เน้นแนวคิดแฮนด์เมดไว้ด้วยกัน ทุกสิ่งสวยงามเหมือนนิทรรศการงานดีไซน์ชั้นดี ท่ามกลางสินค้าหรูหราเหล่านี้ บทสนทนาของเราแทบไม่มีเรื่องฟุ่มเฟือย 

เราคุยกันเรื่องดีไซน์กับชีวิต บ้าน ความงาม และการทำธุรกิจที่ดี ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กว่าจะมานั่งบนโซฟาสีขาวสะอาดไร้ที่ติ ในตึกใหม่ที่เขาล้อมก้ามปูยักษ์ไว้ตรงกลาง นักธุรกิจคนนี้ผ่านอะไรมามากมาย กว่าจะบุกเบิกตลาดการตกแต่งบ้านเมืองไทยเข้าสู่ยุคร่วมสมัย 

ขอเชิญทำความรู้จัก CHANINTR ผ่านชนินทร์

บ้าน เฟอร์นิเจอร์ และธุรกิจยั่งยืนแบบ ชนินทร์ สิริสันต์ แห่งแบรนด์ CHANINTR

ได้ข่าวว่าตั้งแต่มีโควิด สินค้าของ CHANINTR ขายดีมาก ๆ 

เรียกว่าทั้งวงการ ไม่ใช่แค่ในเมืองไทย แต่เป็นทั่วโลก ธุรกิจสายนี้โชคดีนะครับ เพราะว่าทุกคนก็ต้องอยู่บ้าน ทุกคนก็คงหาทางทำยังไงให้ชีวิตในบ้านดีขึ้น โซฟาเริ่มเก่าแล้ว นั่งไม่ค่อยสบายก็อยากเปลี่ยน หรือเก้าอี้ทำงานตอน Work from Home ก็อยากใช้ของดี ๆ ให้ไม่ปวดหลัง  มันเกิดคำถามและการสำรวจตัวเองว่า สุขภาพชีวิตและของที่มีอยู่ในบ้านมันพอมั้ย หรือควรจะปรับปรุง 

ตอนแรกที่ทุกคนตกใจ ทุกอย่างก็หยุดชะงักไปหมด แต่เวลาผ่านไปเดือนสองเดือนก็เกิดการช้อปปิ้ง ที่เห็นชัดที่สุดคือส่วนธุรกิจออฟฟิศ โดยเฉพาะเฟอร์นิเจอร์ของ Herman Miller พอทุกคนไม่เข้าออฟฟิศ งานแต่งออฟฟิศก็หยุดไปเลย แต่เก้าอี้ออฟฟิศสำหรับ Work from Home ยอดขึ้นไป 10 เท่า จนของไม่พอ สั่งแล้วต้องสั่งอีก

สำหรับเมืองไทยนี่ยังถือว่าน้อย เทียบกับประเทศรวย ๆ อย่างอเมริกายิ่งกว่านี้อีก ยอดขายของบริษัทที่อยู่แถบนั้นเพิ่มขึ้นมาก ปัญหาที่ตามมาคือผลิตไม่ทัน เพราะหลายโรงงานต้องปิดไป ก็เลยเกิดความผันผวนมากในการผลิต การขนส่ง สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือระยะเวลาที่ต้องรอเนี่ยก็นานขึ้น ราคาก็สูงขึ้น เพราะความต้องการมันสูงกว่าปกติ ใช้เวลาเป็นปีกว่าจะเข้าที่ เรื่องนี้เป็นทั่วโลก มันดึงกันไปดึงกันมา แก้ไม่ง่าย 

ตอนนี้รสนิยมแต่งบ้านของคนไทยเหมือนกับในเมืองนอกไหม

ผมว่าเหมือนมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ผมเริ่มธุรกิจมา สมัยนั้นคนที่มีกำลังซื้อ คนที่ไปศึกษาต่างประเทศมา กลับมาก็อยากจะได้ของที่กลิ่นอายเหมือนเมืองนอก ซึ่งถ้าสั่งช่างทำอาจจะไม่เหมือนสักทีเดียว ผมเริ่มจากการเปิดร้านเฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งของตัวเอง ออกแบบตามสไตล์ของอเมริกา อังกฤษ ซึ่งตอนหลัง ๆ จะเห็นว่าเกือบทุกอย่างมันกลายเป็นสไตล์ต่างประเทศ เช่น อเมริกัน อิตาเลียน พวกอสังหาริมทรัพย์ก็เติบโตเป็นคอนโดมิเนียม การใช้ชีวิตของคนไทยเราเปลี่ยนไป เฟอร์นิเจอร์ก็เปลี่ยนตาม

เวลาเลือกเฟอร์นิเจอร์เข้ามา คุณรู้เลยไหมว่าอันไหนขายได้แน่นอน

ไม่รู้หรอกครับ ทุกอย่างมีความเสี่ยง หลัง ๆ ก็เรียกได้ว่าต้องลองผิดลองถูก นี่เราเพิ่งลองสั่งเตียงมา 20 กว่าเตียง ผมว่าบางทีถ้าเรามีสูตรสำเร็จมากเกินไป เราก็จะไม่ได้ลองอะไรใหม่ เราก็จะไม่รู้ เราต้องสร้างระบบที่พลาดได้ ลองแล้วเห็นทันทีว่าอะไรขายดี อย่าง Wishbone Chair รู้กันว่ามันเป็น Best Seller ทั่วโลก ตอนแรกขายไม่ค่อยดีเพราะว่าของเลียนแบบเยอะมาก มันเป็นเก้าอี้ตัวหนึ่งที่โดนก็อปปี้มากที่สุดแล้ว แต่ว่าเมื่อมีของจริงมาเมืองไทย คุณค่าของมันก็ยังอยู่ เพราะเห็นชัดถึงคุณภาพ แล้วคุณค่าบางทีก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ คนที่สนใจหรืออยากจะ Collect ของก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเดี๋ยวนี้เก้าอี้ตัวนี้สร้างยอดขายได้ดีที่สุดของแบรนด์นี้

บ้าน เฟอร์นิเจอร์ และธุรกิจยั่งยืนแบบ ชนินทร์ สิริสันต์ แห่งแบรนด์ CHANINTR

อะไรคือวิธีการเลือกแบรนด์มาร่วมงานด้วย

เวลาเราจะร่วมธุรกิจกับใครก็เหมือนแต่งงานกัน ผมต้องไปดูโรงงาน ต้องไปเจอเจ้าของแบรนด์ แล้วคุยว่าเขามีแนวความคิดตรงกันไหม ใช้เวลากว่าจะหาแบรนด์ที่ใช้ได้จริง ๆ พวกแบรนด์ใหญ่ ๆ ยิ่งเป็นการลงทุนใหญ่ ต้องให้พื้นที่โชว์รูมกับเขาเยอะ เพราะเรารู้ว่าเราต้องอยู่กับเขาอีกนาน เขาเองก็ไม่ได้ให้สิทธิ์เราง่าย ๆ ส่วนใหญ่เขาต้องศึกษาพาร์ตเนอร์ค่อนข้างเยอะ ให้ชัวร์ว่าเรามีทั้งสถานที่ดีให้ไหม จะลงทุนให้ไหม คือความพร้อมด้านการเงิน การตลาด เรื่องคนเรื่องอะไร สารพัดอย่าง  

เราอยู่มานาน แล้วลักษณะเราไม่ค่อยชอบอะไรง่าย ๆ สั้น ๆ ด้วย ทำอะไรก็พยายามทำให้มันดีให้นาน อาจจะ Traditional อาจจะ Old School นะ แต่ผมคิดว่าถ้าทำให้นานก็ลงทุนให้ดี ถ้าเกิดทำแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ก็ไม่ทำดีกว่า

วงการนี้มีคนหลายประเภท มีพวกระยะสั้นคือเป็นเหมือนตัวแทนแบรนด์อิตาลี 10 แบรนด์ หน้าที่เขาคือหาดีลเลอร์ว่าปีนี้เจ้าไหนน่าจะจะขายได้ดีสุด ขายไม่ดี ปีถัดไปเขาก็สลับใหม่ ขอแค่ยอดขายดีที่สุด ซึ่งประเภทแบบนั้นเราก็จะไม่เอาตั้งแต่ต้น เพราะเราถือว่าถ้าเราทำแบรนด์ไหน เราก็จะต้องทุ่มเท คือทำทุกอย่างเหมือนเราเป็นพาร์ตเนอร์ของเขาจริง ๆ ให้มันเกิดให้ได้ ก็เลยทำงานค่อนข้างหนัก 

เราค่อนข้างช้า ก็อาจจะโดนคนอื่นเยาะเย้ยนะ แต่เพราะเราทำมานาน พวกแบรนด์ดี ๆ ต่างประเทศที่ให้ความสำคัญว่าใครจะเป็นตัวแทนเขา เขาก็จะมาหาเรา น้อยครั้งที่เราจะออกไปหา ส่วนใหญ่เป็นแบรนด์ต่างประเทศที่มีสตอรี่ แล้วเขาเห็นว่าเราน่าจะแนวทางเดียวกัน และเขาต้องคิดแบบระยะยาว ผมบอกกับแบรนด์ทุกเจ้าที่ติดต่อมาว่า ตลาดไทยเนี่ยเป็นตลาดที่ยาก ยากมาก ๆ ภาษีนำเข้าของไทย 20 เปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่ใช่ของฟรีเทรด ภาษีอีก 20 เปอร์เซ็นต์  ของแพง ๆ ของคุณเนี่ย พอมาถึงที่นี่มันยิ่งไปกันใหญ่ ต้องใจเย็น ๆ เราไม่ได้ตั้งราคาทุกอย่างให้เท่ากับต้นทุนที่สูงขึ้น ส่วนใหญ่เราพยายามให้อยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์ อย่างมาก 25 เปอร์เซ็นต์ แล้วเราก็รับมือค่าใช้จ่าย ที่เหลือก็อยู่ที่ว่าแบรนด์เขาจะถูกกับตลาดไทยรึเปล่า ซึ่งอันนี้ใช้เวลาหลายปีจริง ๆ กว่าจะสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์พวกสแกนดิเนเวีย

เวลาที่เริ่มทำแบรนด์เป็นกลุ่มพวกนี้ คนไทยส่วนใหญ่เขารู้จักแต่ IKEA ซึ่งเขาเก่งมาก โดยเฉพาะเรื่องปรับราคา คนอาจจะไม่เข้าใจว่าสไตล์คล้าย ๆ กัน ทำไมราคาต่างกันเป็นสิบเท่า ซึ่งมันก็ยาก เราต้องค่อย ๆ ปูทาง ทุบ ๆ ตี ๆ กว่าจะสร้าง CHANINTR CRAFT สำหรับงานแนว ๆ นี้ เพราะว่าเราได้ทดลองจากที่เล็ก ๆ ไม่ถึงร้อยตารางเมตร ยังขายได้ ก็ค่อย ๆ กระเตื้องขึ้นมา

ลูกค้าก็เห็นว่าเราเป็นยังไง ผมจะไม่เป็นตัวแทนแบรนด์ที่ผมไม่เห็นว่าเจ้าของเขา Stand Behind สินค้าของเขา ผมเคยเจอเคสว่าเก้าอี้ 20 – 30 ตัวเสีย มันเป็นปัญหาเรื่องดีไซน์แน่นอน แต่เขาไม่ยอมรับผิดชอบ บอกผมว่าเขาไม่เกี่ยว ง่าย ๆ สั้น ๆ เลย เราก็รับผิดชอบแทนลูกค้าเลย ลูกค้าไม่ต้องทำอะไร แล้วผมก็ยกเลิกแบรนด์นั้นไปทันที 

แต่ส่วนใหญ่ไม่เกิดอะไรแบบนี้หรอกครับ แบรนด์ส่วนใหญ่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับสินค้าของเขา มั่นใจในของที่ทำ Trust เป็นเรื่องสำคัญมาก ลูกค้าต้องวางใจในสินค้าและตัวเราได้ ซึ่งเราก็ลงทุนเรื่องช่าง เรื่องการซ่อมแซมด้วย มีเทรนนิ่งให้ช่างซ่อมของเรา เผื่อมีปัญหาอะไร เรามีเวิร์กชอปเล็ก ๆ มาเพื่อซ่อมแซมวัสดุแทบทุกอย่าง

บ้าน เฟอร์นิเจอร์ และธุรกิจยั่งยืนแบบ ชนินทร์ สิริสันต์ แห่งแบรนด์ CHANINTR

การทำธุรกิจที่ Honest มาก ๆ ในโลกทุกวันนี้ยากขึ้นไหม

ไม่ได้รู้สึกอย่างงั้นนะครับ คือถ้าพาร์ตเนอร์ดี ของดี พื้นฐานดีตั้งแต่ต้นเนี่ย เราก็ไม่ต้องคิดมาก ทีมมาร์เก็ตติ้งก็พูดได้เต็มปาก ทุกอย่างที่เราทำก็มาจากแบรนด์ที่เขาทำจริง ๆ ไม่ค่อยมีเคสที่เราต้องไปทำอะไรให้มัน Beyond ความจริง สำหรับผมมันไม่ได้ยาก แบรนด์ที่เราทำก็ค่อนข้างสมบูรณ์แบบในตัวเขาเอง

เราอาจจะเป็นรุ่นแรก ๆ ที่เข้ามาในวงการ ตอนที่ผมเริ่มก็มีเจ้าเดียว ภาษีนำเข้าตอนนั้น 40 เปอร์เซ็นต์ หนักมากกว่าตอนนี้เยอะ ทำให้ไม่ค่อยมีใครกล้าเข้ามาทำ ด้วยเวลา ด้วยการดูแลลูกค้ามาตลอด เราก็ได้ขยายจากแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ตามบ้าน ไปถึงครัว ตู้เสื้อผ้า ห้องน้ำ และการตกแต่งออฟฟิศด้วย เราพยายามฟังลูกค้า จริง ๆ ตั้งแต่วันแรกจนถึงตอนนี้ก็เน้นจิปาถะ ฟังลูกค้า ตามใจลูกค้า แล้วเราก็พยายามดูว่าลูกค้าสนใจอะไรจริง ๆ

คนอื่นเขาขายของที่ถูกกว่า ทำเร็ว ๆ กว่าตั้งมากมาย ทำไมคุณไม่เชื่อธุรกิจแบบนั้น

ผมชอบเรื่องคุณภาพกับเรื่องดีไซน์มาตั้งแต่เด็ก ให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้เยอะ ดีไซน์ที่ดีก็ไม่จำเป็นว่าต้องราคาสูงนะครับ แต่ส่วนใหญ่ที่ผมเจอ ดีไซน์ที่ดีเมื่อมาพร้อมคุณภาพ มันยั่งยืนกว่า อยู่ได้นานกว่า แล้วก็มีอิทธิพลกับสังคม เวลาพูดเรื่อง Sustainability แบรนด์เดนนิช ญี่ปุ่น เขาเล่าให้ผมฟังมาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว มันอยู่บนพื้นฐานของเขาตั้งแต่เริ่มต้น เราก็รู้สึกว่าอยากร่วมงานด้วย เพราะว่าเขาดี รักษ์โลก คิดถึงวัสดุทุกอย่างว่าความเป็นมายังไง เราก็รู้สึกมั่นใจกว่าเวลาเราเอาไปขายลูกค้า หรือจะต้องเป็นตัวแทนโปรโมต เรารู้สึกสบายใจ

แบรนด์ไหนที่คุณค้นพบแล้วรู้สึกทึ่ง 

มีแบรนด์เล็ก ๆ ที่ผมชื่นชมมาก เคยได้ยินชื่อแบรนด์ PP Møbler บ้างไหมครับ เล็กกว่า Carl Hansen & Søn หลายเท่า มาจากประเทศเดนมาร์กเหมือนกัน คงลักษณะเดียวกัน คือมีเวิร์กชอปทำงาน แล้วเวิร์กชอปเขาน่ารักมาก เหมือนบ้านหลังหนึ่งที่มีมุมเยอะมาก ใต้ถุนบ้านเป็นที่เก็บไม้ เก็บสิ่งที่ตัดเป็นล็อต ๆ มาแล้ว ซอกมุมตามช่องก็มีที่อบไม้ ไม้เป็นสิ่งที่เขาเน้นมากที่สุด เพราะไม้ทั่วไปใช้เวลาอบราว 2 ปี แต่ไม้เขาเนี่ยอายุเกิน 100 ปี แค่นึกภาพต้นทุนของตัวเนื้อไม้ที่เก่าอยู่แล้ว มาอบอีกหลายที ความชื้นนี่เหลือน้อยมาก เพราะฉะนั้นไม้เขาจึงนิ่งและแข็งมาก จากนั้นจึงค่อยเอาไม้มาทำเฟอร์นิเจอร์ทีละตัว

เวิร์กชอปอันนี้ทำให้เราเห็นสิ่งที่เขาให้ความสำคัญ มันโฮมเมดจริง ๆ ผิดแผกจากโรงงานที่ใหญ่โต เขาไม่ได้มีทุนมาก แต่ก็ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ได้คุณภาพสูงที่สุด ซึ่งในบรรดาแบรนด์เดนนิช ราคาเขาสูงที่สุด ลูกค้าเห็นอาจจะงงว่าแตกต่างกับแบรนด์อื่นตรงไหนบ้าง ของเขาอาจจะหนากว่านิดหนึ่ง มีนู่นมีนี่นิดหน่อย มีคาแรกเตอร์จริง ๆ เฟอร์นิเจอร์อย่างนี้อยู่ไปสักพัก บางทีมันเหมือนมีสปิริตของมันเอง 

เวลาเห็นของก็อปปี้ Wishbone หรือ PP Møbler เนี่ย คนทั่วไปดูไม่ออก แต่ผมเข้าใกล้แล้วจะเห็นความผิดเพี้ยนทันที เป็นเรื่องที่ทั้งดีและไม่ดี เพราะมันก็เป็นภาระทางใจ ของก็อปปี้นี่วันแรกมันสวยดี แต่ยิ่งเวลาผ่านไป 3 ปี 5 ปี เราจะยิ่งเห็นชัดมากขึ้นว่ากาวเริ่มหลุด เชือกถักเปลี่ยนสี ไม่เหมือนของพวก PP Møbler หรือ Carl Hansen & Søn ที่ยิ่งเก่ามันจะยิ่งสวยสง่ามาก

บ้าน เฟอร์นิเจอร์ และธุรกิจยั่งยืนแบบ ชนินทร์ สิริสันต์ แห่งแบรนด์ CHANINTR
บ้าน เฟอร์นิเจอร์ และธุรกิจยั่งยืนแบบ ชนินทร์ สิริสันต์ แห่งแบรนด์ CHANINTR

แรก ๆ ลูกค้าของ CHANINTR คือใคร ในเมื่อของก็แพง คนไทยก็ไม่รู้จัก 

คือคนที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพชีวิต ซึ่งเราเริ่มตั้งแต่ Day 1 ด้วยแนวความคิดว่าอยากให้ Everyday Life ดีขึ้นด้วยของใช้ของตกแต่งภายในบ้าน คนที่มาซื้อตั้งแต่ต้นเป็นคนที่เห็นความสำคัญของบ้าน เห็นความสำคัญของชีวิตในบ้าน แล้วก็อยากให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นด้วยการตกแต่งบ้าน พูดแบบกว้าง ๆ ทุกคนที่เป็นลูกค้าเราเป็นคนที่มีวิชันหรือมีโปรเจกต์ตลอดเวลา 

เฟอร์นิเจอร์ชิ้นแรกที่คุณตกหลุมรักคืออะไร

อืม อาจจะเป็นพวกเก้าอี้ที่เป็นพวก Modern ที่ซื้อมือสองตอนเด็ก ๆ ตอนสมัยเรียนผมชอบดูพวกของเก่า ของวินเทจ ชอบเก้าอี้ Wireframe แบบ Mesh เก้าอี้แบบ Florida นอกจากนี้ก็จะเป็นพวกสแกนดิเนเวีย ผมชอบของพวกนี้มานาน แต่ว่าก็รู้อยู่ว่ามันขายยาก ก็เลยเพิ่งมากล้าตอนหลัง ๆ  

ธุรกิจเราเริ่มจากนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ของ Baker ซึ่งค่อนข้างเป็นแบรนด์ High-end ของอเมริกา และ McGuire เป็นแบรนด์หวายที่ผมชอบมาก เขาเป็นคนอเมริกันมาอยู่ที่ฟิลิปปินส์ เขาทำให้งานหวายที่เราคุ้นเคยกันไปถึงอีกขั้นหนึ่ง ดีเทลการมัดข้อต่าง ๆ ซับซ้อน ดีไซน์มีทั้งคลาสสิก ทั้งโมเดิร์น แล้วก็ใช้วัสดุธรรมชาติ เป็นจุดเริ่มต้นที่อยากเอาของพวกนี้เข้ามาใช้ เขาชอบวิธีการที่เราจัดโชว์ อยากให้เราเป็นตัวแทน นั่นคือจุดเริ่มต้นธุรกิจนำเข้าของเรา 

คุณเรียนรู้เรื่องดีไซน์จากอะไร

นิวยอร์ก ผมโตที่นั่นตั้งแต่เด็กจนจบ ป.ตรี มีอะไรอาร์ต ๆ เยอะแยะที่ทำให้เราสุขใจ ตอนเด็กผมวาดรูปในสมุดทั้งวัน ไม่ค่อยคุยกับใคร เริ่มต้นจากรถมั้ง เด็กผู้ชายก็วาดแต่รถ โตมาหน่อยก็วาดตามซีรีส์ที่ชอบดู ช่วงวัยรุ่นก็ชอบเสื้อผ้า ช่วงซัมเมอร์กลับมาเมืองไทยก็ออกแบบเสื้อยืด ไปหาเสื้อผ้าที่จตุจักรมาทำลวดลายใหม่ แล้วก็เอากลับไปขายที่อเมริกา เป็นธุรกิจแรกและเป็นงานอดิเรกช่วงอายุ 16 – 18 ทำไปขายเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน หลังจากนั้นก็เริ่มไปติดต่อพวกร้านค้าในนิวยอร์ก เดินไปบอกเขาว่าเรามีเสื้อผ้าที่ออกแบบเองจากเมืองไทย สนุกครับ รู้ตั้งแต่ตอนนั้นเลยว่าชอบเรื่อง Business ที่ผสมกับเรื่องดีไซน์ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหรืออะไรก็ตาม 

แล้วทำไมถึงเลือกเรียนการเงิน

(หัวเราะ) คุณพ่อคุณแม่ค่อนข้างกังวล ถ้ามาสายศิลปะไม่น่าจะได้ ก็เลยเห็นว่าถ้าชอบธุรกิจ ให้ไปเรียนทางภาษีด้วย ผมก็เลยเรียนการเงิน แต่ว่าเลือกสายได้ ผมเรียน Higher Economics กับ Higher Art คือทั้งเศรษฐศาสตร์และอาร์ตพร้อมกัน ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครเลือกแบบนี้ 

ช่วงเรียนก็ทำงานร้านเสื้อผ้าชื่อดังที่นิวยอร์กแล้วก็ร้านอาหารไทยไปด้วย เริ่มสัมผัสโลกการทำงาน ตั้งแต่กวาดถนนหน้าร้าน จัด Display ทำทุกสิ่งทุกอย่าง พวกร้านในนิวยอร์กเป็นร้านแฟชั่น มีพวกดาราดังมาซื้อของ ผมขายเสื้อผ้า ก็เลยคุ้นเคยกับการ Operate ร้าน การทำพวกรีเทล 

สนทนากับ ‘ชนินทร์ สิริสันต์’ ผู้ก่อตั้งแบรนด์นำเข้าเฟอร์นิเจอร์และสินค้าตกแต่งบ้าน ถึงความงามและธุรกิจยั่งยืน

จากงานแฟชั่น กลับมาสู่เฟอร์นิเจอร์ได้ยังไง

ทั้งหมดมันก็คือเรื่องดีไซน์แล้วก็คุณภาพของโปรดักต์ สมัยเด็ก ๆ ก็อาจจะชอบแฟชั่นมากแหละ แต่ว่าจริง ๆ แล้วก็คือเรื่องดีไซน์ ยิ่งเห็นเฟอร์นิเจอร์มากขึ้นก็ยิ่งเก็บมากขึ้น ตอนนั้นโลกมันค่อนข้างสนุก 

เทรนด์เฟอร์นิเจอร์เมืองไทยตอนคุณกลับมาเป็นยังไง เฟอร์นิเจอร์หลุยส์ ๆ พวกนี้รึเปล่า

(พยักหน้า) ตอนนั้นเฟอร์นิเจอร์หลุยส์เยอะมาก แล้วทุกอย่างก็สั่งทำ ใครอยากได้อะไรก็เรียกช่างมา ยุคสมัยนั้นมีช่างดี ๆ เยอะจากเซี่ยงไฮ้ งานโมเดิร์นมีน้อยมาก 

ภาพรวมของวงการเฟอร์นิเจอร์จริง ๆ มีหลากหลายสไตล์มาตลอด แต่ว่าสัดส่วนจะเป็นครึ่ง ๆ บางช่วงคลาสสิกมาหนัก ก็จะกินสัดส่วนเยอะ บางช่วงมินิมอลก็เยอะหน่อย ถ้าดูนาน ๆ ก็จะเห็นแนวเทรนด์ เห็น Movement ส่วนใหญ่จะมาเป็นธีม วางขายสักประมาณ 4 – 6 ปีก็จะหายไป เฟอร์นิเจอร์เกี่ยวข้องกับเรื่องเศรษฐกิจโลกค่อนข้างเยอะ ช่วงที่คนมีเงินเยอะ ก็จะเห็นอะไรที่แสดงความรวยออกมาเยอะ อย่างตอนที่ยุโรปร่ำรวยมากก็มีงานแกะสลัก ลงทอง แต่งาน Modernism เริ่มตั้งแต่ช่วงบาวเฮาส์ แล้วเกิดเป็น Segment ใหม่ยุคต้น 90 เป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจ

ในระยะเกือบ 30 ปีของแบรนด์ ช่วงเวลาไหนที่คุณต้องปรับตัวเป็นพิเศษ

ในแง่สไตล์ แต่ละสไตล์มีฐานลูกค้าอยู่ตลอด แต่ว่าบางช่วงเราก็อาจจะเสียเปรียบที่เราช้า ไม่มีแบรนด์นู้นแบรนด์นี้ ช่วงแรก ๆ เราหนักไปทางพวกแบรนด์แทรดิชันแนล อเมริกัน โมเดิร์นอิตาเลียนก็จะน้อยหน่อย หลัง ๆ เห็นมามากขึ้นเรื่อย ๆ เราก็คอยดูว่าแบรนด์ไหนเป็นแบรนด์ที่ดี มีหลักการเหมือนเรา ให้ความสำคัญเรื่องดีไซน์และคุณภาพเหมือนกับเรา และเป็นของที่เราคิดว่าเป็นตัวแทนเขาได้ระยะยาว อย่าง Minotti เป็นแบรนด์ที่ขายดีมากของเรา เป็นแบรนด์ที่เรียกว่าท็อปมาก ๆ ของโมเดิร์นอิตาเลียน แนวคิดเขาเป็นแบบ Family Business ระยะยาว เพราะฉะนั้นเราก็โอเค 

สนทนากับ ‘ชนินทร์ สิริสันต์’ ผู้ก่อตั้งแบรนด์นำเข้าเฟอร์นิเจอร์และสินค้าตกแต่งบ้าน ถึงความงามและธุรกิจยั่งยืน

คิดว่าแบรนด์ของคุณมีผลให้คนไทยรสนิยมดีขึ้นรึเปล่า

คนไทยรสนิยมดีอยู่แล้ว ผมคิดว่าเราเป็นชาติที่รุ่มรวยประวัติศาสตร์ เรื่องดีไซน์ เรื่องอาร์ต คนไทยมีพื้นฐานมาตลอด การมีแบรนด์และดีไซน์ใหม่ ๆ ต่างประเทศเข้ามาให้เลือกยิ่งดีมากขึ้น มีของให้เรียนรู้ทดลองมากขึ้น เอามาลองมิกซ์แอนด์แมตช์ หรือเอามาให้ดีไซเนอร์หรือลูกค้าลองสัมผัสมากขึ้น มันก็สร้างมิติใหม่ ๆ 

อะไรคือคำแนะนำของคุณต่อคนทั่วไป เวลาจะซื้อของแต่งบ้านสักชิ้น

บอกแล้วคงไม่ค่อยดีต่อยอดขายผม (หัวเราะ) แต่ก็อยากให้ลูกค้า Appreciate มัน เข้าใจแต่ละชิ้นที่ซื้อ บางทีรีบทำทุกอย่างให้มันจบ ๆ ไปอาจจะดีสำหรับธุรกิจ คือปิดยอดขายได้อะไรได้ แต่เฟอร์นิเจอร์เนี่ย เราต้องเรียนรู้ ต้องเข้าใจมัน ต้องใช้เวลาให้มันซึมซับเข้าไป ก่อนซื้อต้องพยายามเข้าใจแต่ละห้อง แต่ละมุมที่เราจะใช้สัมผัสของ 

เลือกของต้องคิดลึกนิดหนึ่ง ไม่อยากให้เอาอะไรก็ได้ไปใส่ห้องให้มันเต็ม ในที่สุดก็เราจะไม่ได้ใช้มัน เสียดายทั้งเงินทั้งของด้วย เฟอร์นิเจอร์เหมือนสมาชิกของครอบครัว พออยู่กับมัน เราก็จะเห็นมันแก่ไปด้วยกัน ไม่ได้แปลว่าให้เลือกของแพงนะครับ แต่ต้องเลือกให้ชัวร์

ออฟฟิศคุณสวยขนาดนี้ แล้วบ้านของคุณตกแต่งแบบไหน

เป็นที่รวมของที่ชอบ ผมชอบหลายสไตล์หลายแบรนด์นะ ของสแกนดิเนเวียนผมก็ชอบ ของโมเดิร์นผมก็ชอบ แต่ว่าการที่เราเอามาอยู่ด้วยกันให้มันมี Harmony ได้ก็สำคัญนะครับ ผมพยายามเลือกสัดส่วนและพีเรียดที่มันไปด้วยกันได้ ส่วนใหญ่ก็จะมีแบรนด์ Liaigre มี McGuire พวกงานเดนนิชก็มี ของเก่าจีนก็มีพวกงานหมิง ผสมกันเบา ๆ เรียบ ๆ แบบหลุยส์ ๆ แกะเยอะ ๆ ไม่ค่อยมี (หัวเราะ) ส่วนใหญ่ชอบประมาณนี้

ผมชอบของที่ True Honest สิ่งที่มันซื่อตรงกับตัวมันเอง ไม่ชอบกระเบื้องที่เลียนแบบไม้ กระเบื้องที่เลียนแบบหิน ถ้ามันมีของจริงที่ดีอยู่แล้ว ก็ใช้ของแบบนั้น ผมเข้าใจนะว่าคนให้ความสำคัญกับความทนทานเอี่ยมอ่อง แต่ผมไม่ได้ต้องการให้ทุกอย่างดูใหม่เอี่ยม มันจะรู้สึกเฟค ๆ ไม่จริงน่ะ ผมมีโต๊ะหินอ่อนขาว ก็ไม่สนใจเลยถ้ามันจะมีรอย มันเป็นความทรงจำตรงจุดนั้นจุดนี้ มันมีคาแรกเตอร์ที่เกิดจากเวลาและการใช้งาน มันเป็นร่องรอยของการใช้ชีวิตร่วมกับของ บางทีเห็นลูกค้าซื้อของที่เป็นทองแดงแล้วเอาไปใช้ทะนุถนอมให้ใหม่เอี่ยม ผมก็ว่าน่าเสียดาย ของพวกนี้ต้องใช้ถึงจะคุ้ม

สนทนากับ ‘ชนินทร์ สิริสันต์’ ผู้ก่อตั้งแบรนด์นำเข้าเฟอร์นิเจอร์และสินค้าตกแต่งบ้าน ถึงความงามและธุรกิจยั่งยืน

เราจะได้เห็นอะไรในอนาคตของ CHANINTR 

เห็นสิ่งที่เราเป็นมาตลอด เราคิดตลอดว่าอนาคตคืออะไร ผมชอบเรื่องนวัตกรรม เทคโนโลยี ก็เลยคอยดูตลอดเวลา พยายามคิด Solution อะไรใหม่ ๆ ปีนี้เราศึกษาเรื่องโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ชัดเจนขึ้นกับแบรนด์ต่าง ๆ ที่เราเป็นตัวแทน แล้วก็ผลิตสินค้าใหม่ของ CHANINTR ที่เราพัฒนาร่วมกับดีไซเนอร์ระดับโลก ซึ่งเราก็จะผลิตแถว ๆ นี้ เพื่อให้การขนส่งไม่ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม

ทำไมต้องเอาเทรนด์หรือนโยบายสิ่งแวดล้อมระดับโลกมาจับกับแบรนด์

เพราะเป็นเรื่องที่อยู่เฉยไม่ได้จริง ๆ มันเป็นเรื่องที่เห็นกับตา (มองไปนอกหน้าต่าง) ทุกวันนี้อากาศข้างนอกเป็นแบบนี้ มันกระทบ Purpose ของบริษัทคือเรื่อง Living Well ทั้งน้ำท่วมเอย ไฟดับเอย เขาพูดกันว่าโควิดนี่เทียบกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่จะตามมาไม่ได้เลย สุดท้ายทุกคนต้องหันมา ธุรกิจจะอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ อะไรที่เราทำได้ก่อน ทำได้เร็ว ก็รีบทำ ทำให้สุดกำลังในทุกปีที่เราทำได้ 

ปีที่ผ่านมาเราปลูกต้นไม้ไป 50,000 ต้น คิดเป็นเงินประมาณ 2,000,000 บาท คุณจะซื้อแค่ถ้วยใบเดียวหรือโต๊ะหนึ่งตัว เราก็ปลูกชิ้นละ 1 ต้น เท่ากับจำนวนของที่เราขายไป อาจจะเป็นการแก้ปัญหาที่ยังไม่มากพอนะครับ แต่มันง่าย และได้ผลเร็ว เราก็ทำก่อน แล้วเราก็พยายามเข้าร่วมอีเวนต์ธุรกิจที่ชักชวนให้คนมีเป้าหมายสิ่งแวดล้อมเดียวกัน ตั้งเป้าหมายและแสดงผลงานทุกปี เรื่องไหนที่เราไม่รู้ก็พยายามศึกษาจากคนอื่นให้เข้าใจว่าเราจะต้องทำยังไงบ้าง ตึกนี้ทั้งตึกกำลังจะเปลี่ยนไปใช้พลังงานโซลาร์ ซึ่งเราคำนวณว่ามันจะคืนทุนใน 1 ปี ในแง่การดำเนินการมันอาจไม่มี Return มากนัก แต่ระบบมันดีกว่า เราก็ต้องทำ 

ไม่รู้ลูกค้าจะชอบมั้ย แต่ว่าเราต้องกล้าเสี่ยง กล้า Disrupt รูปแบบธุรกิจตัวเองบ้าง อย่างเก้าอี้ Aeron ของ Herman Miller เราก็เปิดให้เช่าแบบ Subscription ผ่านออนไลน์แพลตฟอร์มที่เรียกว่า Pergo หารแล้วตกวันละ 60 บาท ถูกกว่ากาแฟแก้วเดียวอีก แล้วเรานั่งเก้าอี้ทำงานทั้งวัน มันช่วยเรื่องสุขภาพและการทำงานได้ เบื่อก็เปลี่ยนคืนบริษัทได้ 2 เดือนที่ผ่านมาออกไปแล้ว 400 ตัว เราตกใจกันมากเลย 

ระบบให้เช่าออนไลน์แบบนี้จะมีมากขึ้นในธุรกิจของเรา เพราะมันดีต่อธรรมชาติ ซึ่งอยู่ในภาวะเริ่มต้นมาก ๆ แรก ๆ คนไทยอาจจะยังไม่อินหรือหรือไม่เข้าใจ ยังอยากซื้อเป็นเจ้าของมากกว่าเช่า แต่ตอนที่ผมเริ่มขายเฟอร์นิเจอร์สแกนดิเนเวียก็เป็นแบบนี้ ไม่เป็นไรที่เราจะเริ่มเร็วกว่า เรื่อง Subscription เป็นเรื่องใหญ่มาก

หลายคนพูดตรงกันว่าเทรนด์การเช่าในต่างประเทศมาแรง ทั้งเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ รถ บ้าน ทำไมถึงเป็นแบบนั้น

ความหมายของคำว่า Ownership เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่ทั่วโลกหลายคนไม่มีความรู้สึกว่าต้องเป็นเจ้าของอะไร ไม่มีรถสปอร์ตก็ไม่เป็นไร เดินทางไปไหนก็เช่ารถ อยากไปพักที่ไหนสวย ๆ ก็เช่า Airbnb พอโมเดลพวกนี้ซึบซับเข้ามาในวัฒนธรรม เราก็ต้องเปลี่ยนตัวเอง 

จริง ๆ พูดไปมันก็กระทบธุรกิจผมนะ แต่สมมติ Developer จะทำห้องตัวอย่างในเซลส์ออฟฟิศ ซึ่งจะตั้งอยู่แค่ปีสองปี เก็บของไว้ต่อก็ไม่ได้ใช้ ยกเข้ายกออกก็อาจจะเสียหาย เปลืองค่าใช้จ่ายอีก เรายินดีให้เช่าเพราะรูปแบบมันยั่งยืนกว่า หรือในช่วงออกแบบ ถ้าไม่เวิร์กก็เปลี่ยนได้ 

ต้นทุนของการเป็นเจ้าของมันแพงกว่าแค่วันที่เราจ่ายเงินซื้อ มันมีเรื่องการดูแลรักษา การขนย้ายอะไรต่าง ๆ ยิ่งเราเป็นเจ้าของน้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งดีต่อโลกมากขึ้นเท่านั้น

Sustainable แปลว่าเราต้องมี Wealth ลดลงไหม

จริง ๆ ผมคิดว่าถ้าเกิดเราลงทุนธุรกิจใน 5 – 10 ปีข้างหน้า ด้าน Environmental Technology หรืออะไรแนว Sustainability น่าจะไปในเชิงที่ดีมากนะ กองทุนด้านนี้ก็มีเยอะแยะ ไปหาดูได้เลย เพราะว่าทุกอย่างจะไปทางนั้นหมด ยิ่งลูกค้าสนใจ ดีมานด์ก็ยิ่งเพิ่ม แรก ๆ ราคาทุกอย่างเพื่อความกรีนอาจจะสูง แต่มันต้องลดลงมาเรื่อย ๆ เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนกว้างขึ้น

สนทนากับ ‘ชนินทร์ สิริสันต์’ ผู้ก่อตั้งแบรนด์นำเข้าเฟอร์นิเจอร์และสินค้าตกแต่งบ้าน ถึงความงามและธุรกิจยั่งยืน

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load