ผมมาถึงเชียงใหม่ตอนเกือบเที่ยงคืน เครื่องบินลงจอดในอากาศที่เย็นกว่ากรุงเทพฯ สิบองศา และนั่นเป็นสิ่งแรกที่ทำให้รู้สึกว่า “มาถูกที่แล้ว”
เชียงใหม่ไม่ใช่เมืองที่ต้องอธิบายว่าดีตรงไหน เพราะถ้าต้องอธิบาย แปลว่าคุณยังไม่เคยมา และถ้าเคยมาแล้ว ก็ไม่ต้องอธิบายอะไรเลย
แต่สิ่งที่ผมอยากบอกในการเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เชียงใหม่ในฐานะจุดหมายท่องเที่ยว ไม่ใช่รายการวัดวาอาราม คาเฟ่สวยๆ หรือจุดถ่ายรูปที่คุณเห็นซ้ำๆ บน Instagram — แต่เป็นเชียงใหม่ในฐานะเมืองที่มีชีวิต มีผู้คน มีภูมิปัญญา และมีเรื่องราวที่รอให้คุณนั่งฟัง
บันทึกการเดินทางครั้งนี้ผ่าน 20 สถานที่ที่ผมเชื่อว่าถ้าได้ไปจะทำให้คุณรู้จักเชียงใหม่ได้ลึกกว่าเดิม
1.ที่เที่ยวเชียงใหม่ วัดพระธาตุดอยสุเทพ ไม่ใช่แค่ขึ้นไปไหว้

ใครมาเชียงใหม่แล้วไม่ได้ขึ้นดอยสุเทพก็เหมือนมาไม่ถึง ประโยคนี้ใครๆ ก็รู้
แต่สิ่งที่น้อยคนรู้คือวัดแห่งนี้มีอายุกว่า 600 ปี สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากือนา กษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนา ตามตำนานที่ว่าพระมหาเถระสุมนะนำพระบรมสารีริกธาตุมาถวาย แล้วอัญเชิญขึ้นช้างมงคล ช้างเดินขึ้นดอยและหยุดที่จุดหนึ่งบนยอดเขา แล้วก็ร้องสามครั้งก่อนจะสิ้นใจ จุดนั้นคือที่ตั้งเจดีย์ทองคำที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้
บันไดนาคเจ็ดเศียรที่ทอดยาว 300 ขั้นนั้น ถ้าคุณเดินขึ้นไปทีละขั้น ไม่รีบ ไม่ก้มหน้าดูโทรศัพท์ คุณจะเห็นแสงเปลี่ยน อากาศเปลี่ยน เสียงรอบข้างค่อยๆ เบาลง และเมื่อถึงลานด้านบน เจดีย์สีทองทรงเชียงแสนจะปรากฏขึ้นมาพร้อมกับมุมมองเมืองเชียงใหม่ที่กางออกอยู่เบื้องล่าง
มาตอนเช้าตรู่ก่อน 8 โมง คุณจะได้ยืนอยู่ในหมอกบางๆ กับพระสงฆ์ที่กำลังสวดมนต์ และความเงียบที่คาดไม่ถึงสำหรับสถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังที่สุดในจังหวัด
2. ที่เที่ยวเชียงใหม่ โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา โรงเรียนที่ไม่มีในหลักสูตรไหน

ถ้าอยากรู้ว่าเชียงใหม่รักษาวัฒนธรรมตัวเองไว้ได้อย่างไรในยุคที่ทุกอย่างกำลังเปลี่ยน — มาที่นี่
โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา หรือ “Lanna Wisdom School” ก่อตั้งเมื่อปี 2543 เริ่มต้นจากความตั้งใจของชัชวาลย์ ทองดีเลิศ และคณะที่อยากรวบรวมพ่อครูแม่ครู — ผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์ล้านนาแขนงต่างๆ มาถ่ายทอดความรู้ให้คนรุ่นใหม่ก่อนที่ทุกอย่างจะสูญหายไปพร้อมกับอายุขัย
ที่นี่เปิดสอนทุกอย่างที่คุณจะไม่เจอในโรงเรียนปกติ ตั้งแต่งานแกะสลักไม้ล้านนา การทอผ้า การทำเครื่องเงิน อักษรธรรมล้านนา ดนตรีพื้นเมือง ไปจนถึงพิธีกรรมและความเชื่อดั้งเดิม
โฮงเฮียนทำหน้าที่เป็น “Match Maker” จับคู่ระหว่างพ่อครูแม่ครูที่มีความรู้กับคนที่อยากเรียน บางพ่อครูเปิดบ้านให้เป็นห้องเรียน บางคนมาสอนที่โรงเรียน บางหลักสูตรใช้เวลาหนึ่งวัน บางหลักสูตรใช้เวลาเป็นปี
ผมนั่งคุยกับผู้จัดการโรงเรียนนานเกือบชั่วโมง และออกมาพร้อมกับความรู้สึกที่อธิบายยากนิดหนึ่ง มันเป็นความรู้สึกแบบเดียวกับที่คุณได้อ่านหนังสือที่คิดว่าตัวเองไม่ชอบ แต่พออ่านจบแล้วก็รู้ว่ามันเปลี่ยนคุณไปแล้วบางส่วน
3.ที่เที่ยวเชียงใหม่ เกษียณมาร์เก็ต ตลาดที่คัดเฉพาะคนขายอายุ 60 ปีขึ้นไป
นี่คือสถานที่แรกที่ผมได้ยินชื่อแล้วคิดว่า “ใครคิดได้ยังไง”
เกษียณมาร์เก็ต หรือ The Senior Market ตั้งอยู่ที่ถนนวัวลาย จัดขึ้นทุกวันเสาร์-อาทิตย์ของสัปดาห์ที่ 1 และ 3 ของทุกเดือน ตั้งแต่เวลา 08.00–14.00 น. และมีกฎข้อเดียวที่แน่วแน่ คนขายต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไปเท่านั้น
แนวคิดนี้เกิดขึ้นจาก ขิม-มนัสวัฑฒก์ ชุติมา ทายาทรุ่นสามของศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่ หรือ Old Chiangmai ในปัจจุบัน เธอสังเกตว่ากลุ่มคนที่เคยมาใช้พื้นที่นี้ในอดีต ต่างเริ่มทยอยเกษียณ หลายคนยังมีศักยภาพ มีความฝัน มีของที่อยากทำ แต่ไม่มีพื้นที่แสดงออก
เกษียณมาร์เก็ตจึงเป็นคำตอบ
ตลาดนี้ไม่ใช่แค่ที่ขายของ แต่เป็นพื้นที่ให้ผู้สูงอายุออกจากบ้าน มาพบปะผู้คน มาแสดงความสามารถ และมาบอกโลกว่าตัวเองยังมีเรื่องราวน่าสนใจเหลืออยู่เยอะ
ถ้าอยากได้ทั้งของกินดี ของฝากมีเรื่องราว และรอยยิ้มของคนที่ดีใจจริงๆ ที่ได้เจอคุณ มาที่นี่
4.ที่เที่ยวเชียงใหม่ ถนนท่าแพ ร้อยปีของเรื่องเล่า

ถนนท่าแพเป็นถนนที่เก็บงำเรื่องเล่าของเชียงใหม่ไว้มากที่สุดสายหนึ่ง ตั้งแต่ที่รถไฟขบวนแรกเดินทางมาถึงเชียงใหม่เมื่อราวร้อยปีที่แล้ว ย่านนี้คือจุดศูนย์กลางของการค้าและการสัญจร
ประตูท่าแพเป็นหนึ่งในประตูเมืองเก่าที่ยังเหลืออยู่ ก่อด้วยอิฐโบราณ ล้อมรอบด้วยคูน้ำ — ถ้ายืนอยู่ตรงนี้ตอนช่วงเย็น แสงอาทิตย์จะตกกระทบอิฐสีน้ำตาลอ่อนในมุมที่ทำให้รู้สึกว่าเวลาช้าลงหนึ่งหน่วย
วันอาทิตย์ที่ถนนท่าแพจะมีตลาดคนเดินที่เริ่มตั้งแต่ประตูท่าแพจนถึงพระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ เต็มไปด้วยงานฝีมือ เสื้อผ้า ของที่ระลึก และอาหาร — แต่ถ้าจะให้แนะนำ ลองมาช่วงเช้าก่อนตลาดเปิดแล้วเดินเองดูจะดีกว่า เพราะตอนนั้นคุณจะได้เห็นถนนสายนี้ในสภาวะที่ยังไม่ถูกนักท่องเที่ยวเติมเต็ม
5.วัดเชียงมั่น วัดเก่าแก่ที่สุดในเชียงใหม่

เชียงใหม่มีวัดมากกว่า 300 แห่ง แต่วัดเชียงมั่นพิเศษกว่าทุกที่ตรงที่มันเก่าที่สุด
สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1839 โดยพญามังรายกษัตริย์ผู้ก่อตั้งเมืองเชียงใหม่ ในช่วงที่เมืองเพิ่งสร้างเสร็จและพระองค์ยังประทับอยู่บนพื้นที่นี้ก่อนที่พระราชวังจะแล้วเสร็จ วัดแห่งนี้จึงเป็นทั้งวัดแรกและเป็นตราประทับแห่งการก่อตั้งเมือง
เจดีย์ช้างค้ำที่มีช้างหินปูนปั้นแบกเจดีย์ไว้รอบฐานเป็นสิ่งที่น่าดูมาก รูปแบบสถาปัตยกรรมที่ผสมระหว่างศิลปะล้านนา พุกาม และเชียงแสนเป็นสิ่งที่หาดูได้ยากในที่เดียว
และถ้าโชคดี คุณอาจได้เห็นพระสงฆ์หนุ่มกำลังฝึกสวดมนต์อยู่ในวิหาร เสียงท่อง Pali ในพื้นที่เย็นๆ ที่มีกลิ่นธูปบางๆ ลอยอยู่ นั่นเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ไม่มีคำอธิบายที่ดีไปกว่า “ไปสัมผัสเอง”
6.วัดพระสิงห์ ที่ประดิษฐานพระสิงห์

วัดพระสิงห์สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1888 ในสมัยพระเจ้าผายูแห่งราชวงศ์มังราย เพื่อเป็นที่บรรจุอัฐิของพระบิดา
พระพุทธสิหิงค์ หรือ “พระสิงห์” เป็นพระพุทธรูปทรงคุณค่าสูงสุดที่ประดิษฐานอยู่ที่นี่ มีตำนานว่าลอยน้ำมาจากลังกา ซึ่งไม่ว่าตำนานนั้นจะจริงแค่ไหน แต่พระพุทธรูปทรงนี้คือสุดยอดของศิลปะล้านนาที่ยังหลงเหลืออยู่
วิหารลายคำที่ด้านหลังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังสีสดสวยงามมาก บอกเล่าวิถีชีวิตชาวล้านนาในอดีต ตั้งแต่การทอผ้า งานเทศกาล ไปจนถึงวิถีชีวิตประจำวัน ถ้าดูนานพอ ภาพพวกนี้จะบอกอะไรหลายอย่างที่หนังสือไม่ได้เขียนไว้
7.ถนนวัวลาย เส้นเงินที่ยังวาว

ทุกเช้าวันเสาร์ ถนนวัวลายจะเปลี่ยนจากถนนธรรมดาเป็นตลาดงานฝีมือที่เต็มไปด้วยเครื่องเงินล้านนา ผ้าทอมือ งานแกะสลัก และอาหารเหนือดั้งเดิม
ย่านวัวลายเป็นย่านช่างเงินประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่ ที่ตั้งชื่อว่า “วัวลาย” มาจากลายวัวที่ช่างเงินโบราณนิยมสลักลงบนเครื่องเงิน บ้านหลายหลังในซอยยังมีช่างเงินแท้ๆ นั่งทำงานอยู่ ถ้าเดินเข้าไปในซอยและได้ยินเสียงค้อนเคาะโลหะ แสดงว่าคุณมาถูกที่แล้ว
ที่ตลาดวัวลาย ลองมองข้ามแผงที่ขายสิ่งของแบบ mass production ไปหาแผงเล็กๆ ของคนสูงอายุที่นำงานทำมือมาวางขาย ราคาอาจสูงกว่าร้านทั่วไปนิดหน่อย แต่คุณจะได้งานที่มีลายมือ มีรอยนิ้ว และมีเรื่องราวติดมาด้วย
8.ถนนช้างม่อยเก่า ตะกร้าหวาย ภาพถ่าย และกาแฟสดๆ

ถนนช้างม่อยเก่าเป็นย่านการค้าเครื่องจักสาน งานหวาย และสินค้าพื้นเมืองที่ยังมีชีวิต
ภาพที่คนถ่ายไปเป็นล้านๆ รูปในอินสตาแกรมคือมุมหน้าร้านหวายน้ำผึ้ง ที่กระเป๋า ตะกร้า กระจาด เก้าอี้หวาย และหมวกถูกแขวนห้อยเต็มไปหมด จนดูเหมือนงานศิลปะมากกว่าร้านค้า
แต่ที่น่าสนใจกว่าภาพถ่ายคือการเดินเข้าไปในซอยเล็กๆ ด้านหลัง ซึ่งมีร้านชาวบ้านที่ขายของในราคาจริงโดยไม่บวกค่าโลเคชันถ่ายรูป และถ้าอยากนั่งพัก ก็มีคาเฟ่เล็กๆ บนถนนสายนี้ที่กาแฟดีไม่แพ้ย่านนิมมานแต่สงบกว่ามาก
9.ตลาดกาดหลวง (ตลาดวโรรส) หัวใจของเมือง

ตลาดวโรรสหรือที่คนเชียงใหม่เรียกว่า “กาดหลวง” เป็นตลาดที่เก่าแก่ที่สุดและใหญ่ที่สุดของเชียงใหม่ เปิดมาตั้งแต่ปี 2453
ที่นี่ขายทุกอย่างตั้งแต่เครื่องเทศ ผ้าซิ่น สมุนไพร ผลไม้ภาคเหนือที่หาที่ไหนไม่ได้ ไปจนถึงอาหารเหนือแท้ๆ ที่ราคาเป็นมิตร ชั้นบนของตลาดเต็มไปด้วยร้านผ้าและเครื่องแต่งกายพื้นเมือง
มาตอนเช้าตรู่ก่อน 7 โมงจะดีที่สุด เพราะนั่นคือเวลาที่ตลาดยังเป็นของชาวบ้านจริงๆ ก่อนที่นักท่องเที่ยวจะเริ่มเดินเข้ามา
สิ่งที่ควรหา: ข้าวซอยน้ำใสแบบต้นตำรับ แคบหมูทอดกรอบสดๆ และน้ำพริกหนุ่มรสจัดที่ห่อใบตองขายเป็นห่อ ราคาต่อหน่วยไม่เกินยี่สิบบาท แต่คุณค่าคือทั้งประวัติศาสตร์
10.ย่านนิมมานเหมินทร์ เมืองภายในเมือง

นิมมานเหมินทร์เป็นย่านที่เปลี่ยนเชียงใหม่จากเมืองวัฒนธรรมให้กลายเป็นเมืองที่คนอยากย้ายมาอยู่
ถนนเส้นนี้มีคาเฟ่ ร้านอาหาร แกลเลอรี่ ร้านหนังสือ และคอมมูนิตี้สเปซกระจุกรวมกันอย่างไม่น่าเชื่อ และแต่ละซอยที่แยกออกไปก็มีโลกเล็กๆ ของตัวเองซ่อนอยู่
One Nimman เป็นโครงการสร้างสรรค์ที่ผสมสถาปัตยกรรมยุโรปเข้ากับสไตล์ล้านนา มีแกลเลอรีศิลปะ ร้านค้า และมุมนั่งเล่นกลางแจ้งที่เป็นจุดรวมตัวของทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว
แต่ถ้าให้แนะนำจริงๆ ลองเดินเข้าซอยแบบไม่มีแผน ไม่มีปลายทาง แล้วดูว่าอะไรดึงดูดใจ เชียงใหม่ประเภทนี้ต้องค้นหาเอง
11.Book Re:public ร้านหนังสือที่เป็นมากกว่าร้านหนังสือ

Book Re:public คือร้านหนังสืออิสระที่น่าสนใจที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ถ้าประเมินจากสิ่งที่มันพยายามจะเป็น
หนังสือกว่าสามในสี่ของร้านเป็นหนังสือวิชาการ ประวัติศาสตร์ การเมือง สังคม วัฒนธรรม และปรัชญา แต่เหตุผลที่ต้องมาที่นี่ไม่ใช่แค่หนังสือ
เจ้าของร้านบอกว่าเธอไม่ได้ตั้งใจทำร้านหนังสือตั้งแต่แรก “แค่อยากมีพื้นที่ที่ทำให้คนได้มาแลกเปลี่ยนประเด็นปัญหาทางสังคมการเมือง มาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา”
ที่นี่มีเสวนา มีงาน มีการพูดคุย และมีชั้นบนที่จัดเป็นพื้นที่ทำงาน พร้อมมุมชาเล็กๆ ที่ถ้าคุณไม่ซื้อหนังสือเลย นั่งคุยกับคนในร้าน หรือแค่อยากนั่งอ่านบนชั้นหนังสือก่อนตัดสินใจ ร้านก็ยินดีต้อนรับ
12.ร้านเล่า บ้านของคนรักตัวอักษร

ร้านเล่าเปิดมากว่าสิบปี ตั้งอยู่บนถนนนิมมานเหมินทร์ ประตูสีแดงที่ใครผ่านไปมาก็จำได้
ภายในเป็นหนังสือวรรณกรรมไทยและต่างประเทศที่แปลเป็นไทย เรียบง่าย สงบ และอบอุ่นในแบบที่ร้านหนังสือดีๆ ควรเป็น ชั้นสองเป็นแกลเลอรีที่จัดนิทรรศการหมุนเวียน และมีมุมกาแฟเล็กๆ สำหรับคนที่อยากนั่งช้าๆ
เจ้าของร้านเป็นกันเองแบบที่คุณจะรู้สึกว่ากำลังนั่งคุยกับเพื่อนนักอ่าน ไม่ใช่พนักงานขาย
มาที่นี่แล้วไม่จำเป็นต้องซื้ออะไร แต่ส่วนใหญ่ที่ออกไปมักหิ้วหนังสือออกมาสักเล่มเสมอ
13.The Booksmith ห้องสมุดดีไซน์กลางนิมมาน

The Booksmith ที่ซอย 5 ถนนนิมมานเหมินทร์ เป็นร้านหนังสือที่มีหน้าตาแตกต่างจากทั้งหมดที่พูดถึงมา
ผนังโชว์อิฐ ไฟอุ่น หนังสือศิลปะ ดีไซน์ และภาพถ่ายที่เจ้าของไปคัดเองถึงยุโรป — ถ้าคุณชอบหนังสือประเภท Art & Design, Coffee Table Book หรือหนังสือสถาปัตยกรรม ที่นี่น่าจะเป็นสวรรค์
มีมุมคาเฟ่เล็กๆ ด้านในที่ทำให้การแวะมาซื้อหนังสือกลายเป็นการออกมาใช้เวลาให้คุ้มค่า
เปิดตั้งแต่ 10.00 ถึง 19.00 น. มาช่วงบ่ายในวันธรรมดาจะได้บรรยากาศสงบที่สุด
14.Old Chiangmai Cultural Center ค่ำคืนในอากาศหนาว กับอาหารที่เล่าเรื่องได้

Old Chiangmai เป็นพื้นที่ที่อยู่มานานพอที่จะเห็นเชียงใหม่เปลี่ยนผ่านมาหลายรุ่น ตอนนี้บทบาทมันเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่จัดกิจกรรมหมุนเวียนตลอดปี
ถ้ามาในช่วงที่มีการแสดง ดนตรีพื้นเมือง ฟ้อนเล็บ การแสดงพิธีกรรม — ลองนั่งดูสักครึ่งชั่วโมงโดยไม่ดูโทรศัพท์ แล้วสังเกตว่ามันทำให้คุณรู้สึกอะไร
บรรยากาศในตอนเย็นที่มีไฟสลัว อากาศเย็น กลิ่นอาหารเหนือ และเสียงดนตรีล้านนาลอยมาอ่อนๆ นั่นคือเชียงใหม่ในเวอร์ชันที่ผมจะจำไว้นานที่สุด
15.MAIIAM Contemporary Art Museum เมื่อล้านนาพบศิลปะร่วมสมัย

MAIIAM ตั้งอยู่ที่สันกำแพง ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไม่ถึง 20 กิโลเมตร เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภาคเหนือ
ตัวอาคารทำด้วยกระจกสะท้อนและกระเบื้องโมเสกหลากสี ทำให้หน้าตาของมันแปลกตาและน่าเข้าไปดูมากกว่าพิพิธภัณฑ์ทั่วไป
นิทรรศการที่จัดที่นี่มักเป็นศิลปินไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ทำงานสัมพันธ์กับท้องถิ่น บางชิ้นจะทำให้คุณคิดถึงเชียงใหม่ในมุมที่ไม่เคยคิดถึงมาก่อน
เหมาะสำหรับคนที่มาเชียงใหม่หลายครั้งและอยากเห็นมิติใหม่ของเมือง
16.ย่านวัดเกต ริมปิงในยามเย็น

ย่านวัดเกตเป็นหนึ่งในย่านที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดของเชียงใหม่ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิง เคยเป็นย่านการค้าที่พ่อค้าจากพม่า จีน และยุโรปมาตั้งรกราก
บ้านเก่าสไตล์โคโลเนียลและชิโนโปรตุกีสยังเหลืออยู่หลายหลัง เดินเล่นในช่วงเย็นๆ ก่อนดวงอาทิตย์จะตกจะได้เห็นแสงสีทองที่ตกกระทบผนังปูนเก่าๆ ในลักษณะที่ทำให้รู้สึกว่าเวลาและพื้นที่มีพื้นผิวที่จับต้องได้จริงๆ
ย่านนี้เริ่มมีร้านกาแฟและแกลเลอรีเล็กๆ เปิดขึ้นมาบ้างในช่วงหลัง แต่ยังไม่ถึงขั้นที่ทำให้บรรยากาศเดิมหายไป
17.หมู่บ้านแม่กำปอง เมื่อเวลาช้าลงจนจับต้องได้

ต้องขับรถออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางแม่ออน ราวชั่วโมงกว่า ขึ้นเขาตามถนนลาดยางแคบๆ ก่อนจะเจอหมู่บ้านเล็กๆ ในหุบเขาที่ห่อหุ้มด้วยป่าสัก ป่าเมี่ยง และสายน้ำเล็กๆ ที่ไหลผ่านกลางบ้าน
แม่กำปองเป็นหมู่บ้านที่มีชาวบ้านอยู่อาศัยจริงๆ ไม่ใช่หมู่บ้านจำลอง ชาวบ้านปลูกชาเมี่ยงและเลี้ยงผึ้งเป็นอาชีพ และในช่วงหลังก็มีโฮมสเตย์เล็กๆ เปิดรับแขก
มาที่นี่แล้วสิ่งแรกที่จะสังเกตคือเสียง — หรือพูดตรงๆ คือความเงียบที่มีเสียงน้ำประปาไปในนั้นด้วย หุบเขาทำให้เสียงเมืองหายไปทั้งหมด เหลือแต่เสียงลม น้ำตก และไก่ขัน
ถ้าไปค้างคืน อย่าลืมตื่นตอนก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น แล้วไปนั่งดูหมอกที่ลอยอยู่ระหว่างยอดไม้กับหลังคาบ้าน นั่นคือภาพที่ไม่มีฟิลเตอร์ใดทำแทนได้
18.โฮงเฮียนตั้งเสือ (บ้านแม่ครูช่างเงิน) เรียนทำเครื่องเงินล้านนาในบ้านช่าง

เชียงใหม่มีช่างฝีมือที่ยังทำงานจริงอยู่มากกว่าที่คุณคิด และบางคนเปิดบ้านให้เข้าไปดูและเรียนรู้ได้
ถ้าผ่านโฮงเฮียนสืบสานฯ ลองสอบถามว่ามีช่างเงินที่รับนักเรียนระยะสั้นบ้างไหม — บางคนรับสอนแบบ one-on-one เป็นรายครึ่งวัน คุณจะได้นั่งดูกระบวนการตีเงิน เคาะลาย และขัดผิวโดยช่างที่ทำมาทั้งชีวิต
สิ่งที่ได้กลับบ้านไม่ใช่แค่ชิ้นงาน แต่คือความเข้าใจว่างานฝีมือนั้นต้องการอะไรมากกว่าแค่ทักษะ
19.ดอยอินทนนท์ จุดสูงสุดของประเทศ

ดอยอินทนนท์สูง 2,565 เมตร เป็นยอดดอยสูงที่สุดในประเทศไทย และอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 80 กิโลเมตร
ถ้าไปในช่วงปลายปี (พฤศจิกายน-มกราคม) ยอดดอยอาจมีอุณหภูมิใกล้ศูนย์ในตอนกลางคืน และเช้าวันรุ่งขึ้นอาจมีน้ำค้างแข็งบนยอดหญ้า ซึ่งถ้าคุณมาจากกรุงเทพฯ และไม่เคยเห็นน้ำแข็งในธรรมชาติ นั่นเป็นประสบการณ์ที่จะจำไปนาน
เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานเป็นเส้นทางเดินป่าระดับง่าย-ปานกลาง ผ่านป่าดึกดำบรรพ์ที่เต็มไปด้วยมอสสีเขียวหนา ต้นไม้ที่ไม่รู้จักชื่อ และอากาศที่สะอาดมากจนรู้สึกได้เวลาหายใจเข้าลึกๆ
และระหว่างทางขึ้น อย่าลืมแวะที่น้ำตกวชิรธารและน้ำตกสิริภูมิ น้ำตกทั้งสองเป็น “น้ำตกที่ถ่ายรูปออกมาสวย แต่สวยกว่าเมื่อยืนอยู่ตรงนั้นจริงๆ”
20.ร้านหนังสือเล็กๆ ในสารภี เจ้าชายน้อยที่หลงมาอยู่กลางเมือง

นี่คือสถานที่สุดท้ายในรายการ และน่าจะเป็นสถานที่ที่ผมพูดถึงได้ยากที่สุด
มีร้านหนังสือเล็กๆ ในอำเภอสารภี ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ออกไป ดูแลโดยนักแปลหญิงที่ชื่อเอ๋ อริยา เธอคือผู้แปลหนังสือ “เจ้าชายน้อย” (The Little Prince) จากภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาไทย
ในร้านเล็กๆ นั้นมีหนังสือ มีเรื่องราว และมีตัวเจ้าชายน้อยในเวอร์ชันที่ดูเหมือนเขา “ลอยมาหล่นตุ้บ” แล้วขออาศัยอยู่ในร้านหนังสือแห่งนี้
ถ้าบอกว่านั่นคืออะไร คงต้องให้คุณไปเห็นเอง
บางครั้งการเดินทางที่ดีที่สุดไม่ใช่การไปที่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่คือการได้พบกับสิ่งที่คุณไม่ได้ตามหา และพอเจอแล้วก็รู้ทันทีว่าคุ้มค่ากับการเดินทางมาทั้งหมด
ก่อนจากไป เชียงใหม่ในฐานะ Happy City
คำถามที่ว่าอะไรทำให้เมืองเป็นเมืองมีความสุขนั้นไม่มีคำตอบเดียว แต่ถ้าสังเกตเชียงใหม่ผ่าน 20 สถานที่ที่เพิ่งเดินผ่านมา มีบางอย่างที่ซ้ำกัน
มันคือผู้คนที่ทำในสิ่งที่รักอยู่จริงๆ ช่างเงินที่ยังนั่งเคาะโลหะในบ้านของตัวเอง พ่อครูแม่ครูที่ยังสอนศิลปะที่ตัวเองเชี่ยวชาญให้คนอื่น ขิมที่สร้างตลาดให้ผู้สูงวัยได้ออกมามีพื้นที่ และเจ้าของร้านหนังสือที่ยังเชื่อว่าตัวอักษรเปลี่ยนคนได้
เชียงใหม่เป็นเมืองที่มีผู้คนอย่างนี้อยู่เยอะกว่าที่คิด และนั่นคือสิ่งที่ทำให้มันยังเป็นเมืองที่อยากกลับมาเสมอ ไม่ว่าจะไปกี่ครั้งแล้วก็ตาม
คู่มือเดินทางสั้นๆ
การเดินทาง ที่เที่ยวเชียงใหม่ มีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ ใช้เวลาราว 1.20 ชั่วโมง หรือนั่งรถไฟ 12-13 ชั่วโมง (แนะนำนั่งไปนอนกลับหรือนอนไปนั่งกลับ เพราะตู้นอนบนรถไฟเป็นประสบการณ์ที่ดีในตัวเอง)
ที่พัก ย่านนิมมานเหมินทร์เหมาะกับคนที่อยากอยู่ใกล้คาเฟ่และร้านอาหาร ย่านเมืองเก่าเหมาะกับคนที่อยากเดินในประวัติศาสตร์ ย่านวัดเกตเหมาะกับคนที่อยากได้บรรยากาศริมปิงสงบๆ
ช่วงเวลาที่ดีที่สุด พฤศจิกายน–กุมภาพันธ์ อากาศดีที่สุด เย็นสบาย แต่นักท่องเที่ยวก็เยอะที่สุดด้วย หากอยากได้เชียงใหม่ที่สงบกว่า ลองมาช่วงต้นฝน (มิถุนายน-กรกฎาคม) ซึ่งบรรยากาศป่าจะเขียวมากและคนน้อยกว่าชัดเจน
สิ่งที่ไม่ควรพลาดกิน ข้าวซอย น้ำเงี้ยว แคบหมู ไส้อั่ว ลาบเมือง และสำหรับชาสายแข็ง — ชาเมี่ยงจากแม่กำปองเป็นสิ่งที่หาดื่มได้ยากมากในที่อื่น
เชียงใหม่ เมืองที่ทุกครั้งที่กลับมาจะพบว่ามีอะไรใหม่ให้ค้นพบเสมอ ไม่ใช่เพราะมันเปลี่ยน แต่เพราะคุณเปลี่ยนไปพอที่จะมองเห็นสิ่งที่มีอยู่เดิมในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

