“การสืบสานภูมิปัญญานั้นไม่ใช่ทำแค่ปีละครั้ง แต่ต้องทำตลอดเวลา ต้องทำทุกลมหายใจเสมือนสายน้ำไหล หากน้ำเก่าไหลไป น้ำใหม่ไม่ไหลมา ก็จะเป็นน้ำห่างสายน้ำแห้ง หากน้ำเก่าไม่ไหลไป น้ำใหม่ไม่ไหลมา ก็จะเป็นน้ำเน่า

แม่น้ำจะยังคงเป็นแม่น้ำ เมื่อน้ำเก่าไหลไป น้ำใหม่ไหลมาทดแทนสืบเนื่องกันไป”

นี่คือคำพูดของ หลวงปู่จันทร์ กุสโล หรือ พระพุทธพจนวราภรณ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ พระนักพัฒนาชุมชนผู้อนุรักษ์วัฒนธรรมล้านนา หนึ่งในผู้ผลักดันให้เกิด โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา โรงเรียนสอนภูมิปัญญาและวัฒนธรรมล้านนาที่มีพ่ออุ๊ย-แม่อุ๊ย เป็นครูสอนวิชาเพื่อหวังให้คนรุ่นใหม่สืบสาน

ประโยคนี้ของหลวงปู่จันทร์ยังคงก้องสะท้อนอยู่ในความคิดของครอบครัวโรจนะภิรมย์ ทำให้สองพี่น้อง ทราย-อัจฉริยา โรจนะภิรมย์ และ กรวด-อารยะ โรจนะภิรมย์ ตัดสินใจสร้าง Kalm Village ขึ้นมากลางเวียงเชียงใหม่ โดยตั้งใจให้เป็นพื้นที่สำหรับเรียนรู้ศิลปะ วัฒนธรรม หัตถกรรม ทั่วทุกภูมิภาคของไทยทั้งรูปแบบเก่าและใหม่ แถมออกแบบวิธีการนำเสนออย่างน่าสนใจ ทำให้เรื่องราวภูมิปัญญาไม่น่าเบื่อและประยุกต์ใช้กับวิถีชีวิตปัจจุบันอย่างร่วมสมัย

Kalm Village หมู่บ้านที่รวมงานศิลปะ หัตถกรรม วัฒนธรรมทั่วประเทศไว้ใจกลางเชียงใหม่

“ครอบครัวเรารู้จักหลวงปู่จันทร์ตั้งแต่สมัยคุณแม่ เรานับถือสิ่งที่ท่านทำและเราต้องการจะสานต่อ” กรวดเปิดบทสนทนาพร้อมกับทรายที่เดินเข้ามาต้อนรับ “อย่างที่หลวงปู่จันทร์เคยพูดไว้ค่ะ เราเชื่อว่าการสืบสานต้องต่อยอดและพัฒนา เราจะอยู่เฉยๆ ไม่ได้ เราต้องย้อนมองภูมิปัญญาของเรา ซึ่งมีอยู่เยอะมาก การออกแบบ Kalm Village จึงพยายามนำภูมิปัญญาต่างๆ มาแทรกร่วมกับการนำเสนอเรื่องราวศิลปะวัฒนธรรม ที่จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปในแต่ละเดือน

“ชื่อของ Kalm Village เป็นการเล่นคำระหว่างคำว่า คาม ที่มีความหมายว่า หมู่บ้าน กับ Calm ที่หมายถึงความสงบเรียบง่าย จนกลายเป็น Kalm Village หมู่บ้านที่เชื่อว่าวิถีการดำรงอยู่อย่างเรียบง่ายของผู้คนในอดีตนั้นมีความหมาย ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะ หัตถกรรม วัฒนธรรม ทุกอย่างล้วนส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้คน 

“ซึ่งทรายและกรวดยังเชื่อว่า วิถีแบบเก่าที่ดีงามจนกลายเป็นภูมิปัญญา อยู่ร่วมกันวิถีสมัยใหม่ได้อย่างงดงามและมีความหมาย และยังช่วยต่อยอดภูมิปัญญาให้คงอยู่ต่อไป” ทรายช่วยน้องชายอธิบายคอนเซปต์

Kalm Village หมู่บ้านที่รวมงานศิลปะ หัตถกรรม วัฒนธรรมทั่วประเทศไว้ใจกลางเชียงใหม่

สองพี่น้องแบ่งหน้าที่ดูแล โดยกรวดรับหน้าที่ดูแลการดำเนินงานของโครงการ ส่วนทรายเป็นสถาปนิก รับหน้าที่ออกแบบ รวมถึงคิดคอนเซปต์การนำเสนอศิลปะ วัฒนธรรม โดยเธอตั้งใจทำให้ Kalm Village เป็นเสมือนหมู่บ้าน แต่ละหลังมีเรื่องเล่าของตัวเอง ซึ่งหมู่บ้านแห่งนี้ประกอบด้วยบ้านทั้งหมด 8 หลัง

เดินตามสองพี่น้องชมบ้านใน Kalm Village ว่าพวกเขาทำให้แนวคิดที่ว่าเป็นจริงขึ้นมาได้อย่างไร

Kalm Reception

Kalm Village หมู่บ้านที่รวมงานศิลปะ หัตถกรรม วัฒนธรรมทั่วประเทศไว้ใจกลางเชียงใหม่

“อาคารหลังแรกอยู่ด้านหน้าสุดของโครงการ เราอยากให้เป็นอาคารต้อนรับ ถ้าสังเกตลายอิฐบนกำแพง เราตั้งใจจัดวางเป็นลายจักสานที่เห็นตามเสื่อวัด เพื่อต้อนรับผู้คนที่เข้ามาให้เกิดความสงบ เรานำคำพูดของหลวงปู่จันทร์มาแสดงเพื่อให้คนที่เข้ามาได้ทำความเข้าใจเรื่องราวที่ Kalm Village ตั้งใจนำเสนอ” ทรายเริ่มต้นอธิบายการออกแบบ

เดินผ่านโถงอาคารต้อนรับเข้ามาด้านใน จะพบกับลานกว้างกึ่งกลางหมู่บ้าน ช่วงนี้ลานเต็มไปด้วยทุ่งข้าวสีทอง เป็นไอเดียการจัดวางเพื่อสอดรับกับธีม ‘หลังฤดูเก็บเกี่ยว’ (After The Harvest) ที่หมู่บ้านกำลังนำเสนอ

Kalm Village หมู่บ้านที่รวมงานศิลปะ หัตถกรรม วัฒนธรรมทั่วประเทศไว้ใจกลางเชียงใหม่

“การนำเสนอนิทรรศการของ Kalm Village เราไม่เอาชื่อของศิลปินนำ แต่จะเอาเรื่องราวนำ แล้วคัดสรรงานจากศิลปินหรือนักออกแบบที่เราเคารพ ชื่นชอบ และเห็นว่าเหมาะกับเรื่องราวที่จะนำเสนอ สำหรับ หลังฤดูเก็บเกี่ยว (After The Harvest) เป็นงานแรกของเราหลังจากเปิดโครงการ ซึ่งตรงกับช่วงที่ชาวบ้านเก็บเกี่ยวกันเสร็จพอดี 

“หลังจากฤดูเก็บเกี่ยวทุกคนจะมารวมตัวกันทำงานหัตถกรรม ทั้งทำใช้ในครัวเรือน ใช้ในชุมชนและถวายวัด มันคือวิถีของคนสมัยก่อน และเป็นแกนที่มาของงานศิลปะต่างๆ ในชุมชน” กรวดช่วยทรายนำเสนอ ก่อนเธอเสริมต่อ

Kalm Village หมู่บ้านที่รวมงานศิลปะ หัตถกรรม วัฒนธรรมทั่วประเทศไว้ใจกลางเชียงใหม่

“เราออกแบบบ้านให้แตกต่างกันและมีโลโก้ประจำบ้าน เช่น อาคาร Reception เป็นตราพลังจักรวาล เชื่อว่าจะช่วยดึงดูดสิ่งดีๆ เข้ามา อาคาร Kalm Kitchen เป็นตราปลาตะเพียนคู่ หมายถึงความอุดมสมบูรณ์ และอาคารแต่ละหลังจะมีงานจักสานและงานหัตถกรรมที่คุณแม่สะสมไว้มาจัดวางให้สอดคล้องกับเรื่องราวของแต่ละหลังด้วย 

“เมื่อเราต้องการจะเชิดชูเรื่องราวของงานฝีมือและภูมิปัญญา เราก็อยากให้ช่างที่ช่วยเราสร้างที่นี่ขึ้นมาเขามีตัวตน เราเลยทำแผ่นป้ายที่มีชื่อของช่างติดตามกำแพง ตั้งแต่ช่างไม้ ช่างเหล็ก ช่างไฟ ยันช่างประปา เพราะเราอยากให้เขารู้สึกดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์นี้ และให้เขาเกิดความภูมิใจในทักษะฝีมือของพวกเขาเองด้วย” 

Kalm Village หมู่บ้านที่รวมงานศิลปะ หัตถกรรม วัฒนธรรมทั่วประเทศไว้ใจกลางเชียงใหม่

Kalm Kitchen

Kalm Village หมู่บ้านที่รวมงานศิลปะ หัตถกรรม วัฒนธรรมทั่วประเทศไว้ใจกลางเชียงใหม่

“ที่นี่เป็นร้านอาหาร เรามองว่าการทำอาหารก็เป็นงานฝีมืออย่างหนึ่งที่ใกล้ตัวเรามากๆ ซึ่งคุณยายของเราเป็นคนจังหวัดลำปาง ทำอาหารเก่งมาก บ้านนี้เลยทำเพื่อคุณยาย ทุกเมนูเป็นเมนูที่เรากินมาตั้งแต่เด็ก จะเปลี่ยนเมนูไปเรื่อยๆ และสำหรับผู้ที่สนใจต้องการเรียนทำอาหาร บริเวณชั้นบนเราก็จัดทำห้องเวิร์กช็อปสำหรับทำอาหารไว้ด้วย

“เราตั้งใจให้การเข้ามาใช้ชีวิตที่นี่ ไม่ว่าจะกินข้าว ดื่มกาแฟ ก็ได้อยู่ใกล้ชิดกับงานศิลปะ หัตถกรรม โดยไม่รู้ตัว เราอยากให้มันกลมกลืน โดยไม่ต้องบังคับให้เขาเรียนรู้ ถ้าเขาสนใจก็เป็นเรื่องดี ซึ่งเราพยายามทำป้ายเล่าเกร็ดเรื่องราว เพื่อช่วยสะกิดใจให้เขาค้นคว้าต่อ และมันเป็นบ้านหลังใหม่ให้กับสิ่งของเหล่านั้นได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง”

Kalm Village หมู่บ้านที่รวมงานศิลปะ หัตถกรรม วัฒนธรรมทั่วประเทศไว้ใจกลางเชียงใหม่

เราเดินผ่านของตกแต่งอย่างกระทะทองเหลืองที่ผ่านการใช้งานมาแล้วทั้งหมด 4 รุ่น ตั้งแต่รุ่นคุณทวด ส่งถึงมือคุณยาย ซึ่งปัจจุบันคุณยายอายุ 86 ปีแล้ว มีครกและเครื่องจักสานยุคเก่าที่ครอบครัวเคยสะสมนับสิบปี

Kalm Coffee House

ถัดมานิดเป็นร้านกาแฟ ทรายและกรวดคัดสรรเมล็ดพันธุ์กาแฟท้องถิ่นจากดอยต่างๆ ของภาคเหนือ

สองศรีพี่น้องว่า ที่นี่มี ‘ชามะกล่ำเครือ’ เครื่องดื่มไฮไลต์ชื่อไม่คุ้นหูเป็นตัวชูโรง

“เมนูแนะนำ เราอยากให้ลองสั่งชามะกล่ำเครือ ภูมิใจนำเสนอมาก” ทรายแววตาเป็นประกาย

Kalm Village หมู่บ้านที่รวมงานศิลปะ หัตถกรรม วัฒนธรรมทั่วประเทศไว้ใจกลางเชียงใหม่

“พอลองดื่มปุ๊บจะรู้สึกทันทีว่าชุ่มคอ ทิ้งรสหวานไว้ในปากโดยธรรมชาติ ไม่ต้องปรุงน้ำตาลเพิ่ม และมีสรรพคุณเป็นยา ช่วยเรื่องการหมุนเวียนของเลือด แต่ปัจจุบันคนไม่ค่อยรู้จักแล้ว ทั้งที่มะกล่ำเครือขึ้นทั่วไปในภาคเหนือ เราเจอคนหนึ่งปลูกเป็นสวนเลยอยู่จังหวัดลำปาง แล้วเขาเอาใบมะกล่ำเครือมาคั่วด้วยเตาถ่านแบบสมัยโบราณ”

ทรายยกให้ชามะกล่ำเครือเป็นเมนูซิกเนเจอร์ของร้าน เพื่อเผยให้คนรู้จักมากขึ้น และเขยิบมาอีกหน่อย บริเวณที่นั่งใกล้ร้านกาแฟ สถาปนิกสาวแบ่งพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการเล็กๆ โดยรวบรวมเก้าอี้ของสล่าขณะก่อสร้างไว้

Kalm Village หมู่บ้านที่รวมงานศิลปะ หัตถกรรม วัฒนธรรมทั่วประเทศไว้ใจกลางเชียงใหม่

“เริ่มเก็บมาตั้งแต่ก่อสร้างที่นี่ มีวันหนึ่งช่างเหล็กลองทำเก้าอี้โยก รอให้เรามาเจอ มันเป็นสิ่งที่ช่างเขาทำขึ้นเพื่อใช้งานจริงๆ ซึ่งน่ารักมากสำหรับเรา” เธอส่งยิ้ม “เราอยากให้ที่นี่สนับสนุนงานสร้างสรรค์ทุกรูปแบบ เรามองว่าอันนี้ก็เป็นหนึ่งในงานสร้างสรรค์นะ ซึ่งหลายคนมองไม่ค่อยเห็น เราเลยนำมาจัดแสดงไว้ตรงส่วนของร้านกาแฟเลย”

ถัดจากเคาเตอร์ชงเครื่องดื่มเป็นพื้นที่ที่พวกเขาตั้งชื่อว่า Kalm Market เป็น Selected Shop ที่คัดสรรสินค้าน่าสนใจจากแต่ละจังหวัดเวียนมาวางขาย โดยเลือกสินค้าที่ยังคงใช้กรรมวิธีผลิตแบบดั้งเดิมและรักษาภูมิปัญญา

ใกล้ๆ กับชั้นวางสินค้ายังมีไฮไลต์ที่จะนำงานของศิลปินรุ่นใหม่มาจัดแสดง หากขึ้นบันไดไปด้านบนของร้าน จะเจอกับ Kalm Library ห้องสมุดที่มีหนังสือเกี่ยวกับศิลปะวัฒนธรรมคอยบริการแก่ผู้สนใจ ซึ่งบริเวณนี้ ลูกค้านำเครื่องดื่มขึ้นมาจิบพร้อมอ่านแกล้มกับหนังสือได้ แถมถูกใจคนรักงาน เพราะใช้พื้นที่ตรงนี้เป็นที่นั่งทำงานได้ด้วย

Kalm Village หมู่บ้านที่รวมงานศิลปะ หัตถกรรม วัฒนธรรมทั่วประเทศไว้ใจกลางเชียงใหม่

บ้านหลังนี้ทรายออกแบบโดยเลือกใช้ผักกูด หนึ่งในผักท้องถิ่นภาคเหนือมาเป็นโลโก้ประจำบ้าน 

เธอดัดลายให้คล้ายลายก้านขดในศิลปะไทย หยอกล้อกับการใช้ประโยชน์ของยอดพืชพันธุ์ชนิดต่างๆ ทั้งการรับประทานและการประยุกต์ใช้เป็นงานศิลปะ หากมองลอดผ่านหน้าต่างออกมาบริเวณพื้นที่โดยรอบ ต้นไม้ทุกต้นภายในนี้ เป็นต้นไม้ท้องถิ่น ซึ่งทรายได้แรงบันดาลใจจากบ้านชาวบ้านบริเวณรอบๆ เธออยากรักษาต้นไม้ท้องถิ่นเอาไว้ และแสดงให้เห็นว่าเมื่อถูกนำมาจัดวางอย่างดี ก็สวยสู้ไม้พันธุ์ต่างประเทศที่ได้รับความนิยมในบ้านเราได้

Kalm Village หมู่บ้านที่รวมงานศิลปะ หัตถกรรม วัฒนธรรมทั่วประเทศไว้ใจกลางเชียงใหม่

Kalm Gallery

“บริเวณแกลเลอรี่ เราตั้งใจให้งานของศิลปินรุ่นเก่าและรุ่นใหม่อยู่ร่วมกันได้ โดยเราคัดสรรผลงานศิลปินที่เราเคารพและรู้จักให้ตรงกับธีมที่เรากำลังจะนำเสนอ ตอนนี้ชั้นล่างกำลังนำเสนอผลงานไม้ของ อาจารย์อินสนธิ์ วงศ์สาม ศิลปินแห่งชาติจังหวัดลำพูน เราชอบงานของแก แกเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์และงานศิลปะอยู่ในทุกอณูของชีวิต

Kalm Village หมู่บ้านที่รวมงานศิลปะ หัตถกรรม วัฒนธรรมทั่วประเทศไว้ใจกลางเชียงใหม่

“ไม้เท้าที่จัดแสดงแกก็ใช้จริงๆ งานแกเป็นงานที่ใช้ในชีวิตประจำวัน มันไม่ใช่แค่งานประติมากรรมไว้จัดแสดงเฉยๆ เราอยากบอกเล่าเรื่องงานหัตถกรรม การใช้งานได้จริงด้วย และแกเป็นตัวแทนของช่างไม้รุ่นเก่าได้อย่างดี ส่วนชั้นบนนำเสนองานของศิลปินและนักออกแบบรุ่นใหม่ โดยเราคัดงานของหลายๆ คนที่น่าสนใจมาให้ชม”

เราเดินมาหยุดหน้าบันไดวน ทรายชี้ชวนให้เราดูด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“ตรงนี้เป็นผลงานลุงมิตร ลุงมิตรคือสล่าไม้จากจังหวัดน่านที่มีฝีมือมาก เราให้ลุงมาช่วยดูแลงานไม้ทั้งหมดภายในโครงการ อย่างบันไดวนกลางแกลเลอรี่ เราปล่อยให้แกออกแบบเอง ถ้าสังเกตให้ดี แกไม่ใช้ตะปูเลย แต่ใช้การเข้าลิ่มแบบสมัยก่อน แกตั้งใจสร้างบันไดนี้มาก นั่งทำอยู่คนเดียวอย่างมีความสุขไม่ยอมให้ช่างคนอื่นช่วย 

“แกนั่งอยู่ตรงนี้เป็นเดือน ออกแบบเอง สร้างเอง จบงานเอง” สาวเจ้ายิ้มไม่หุบด้วยความชื่นชม

Kalm Hall

Kalm Village หมู่บ้านที่รวมงานศิลปะ หัตถกรรม วัฒนธรรมทั่วประเทศไว้ใจกลางเชียงใหม่

บ้านอีกหลังที่พวกเขาตั้งใจให้เป็นห้องโถงอเนกประสงค์ เมื่อเดินเข้ามาจะได้กลิ่นหอมนวลลอยแตะจมูก

“ตรงนี้เราปล่อยให้คนที่สนใจมาเช่าใช้บริการได้ ตอนนี้ยังไม่มีการใช้งาน เลยจัดเป็นแกลเลอรี่เกี่ยวกับ Art Craft and Spirit เป็นศิลปหัตถกรรมเกี่ยวกับจิตวิญญาณ โดยเป็นงานที่ศิลปินพูดเรื่องพุทธทั้งหมด แล้วก็มีข้าวของในวัดจริงๆ มาแสดงด้วย พอเข้ามาจะได้สัมผัสรูป รส กลิ่น เสียง ทันที คล้ายกับโบสถ์ กลิ่นที่ลอยมาเป็นกลิ่นธูปจากอินเดีย

“ถ้ามองขึ้นไปบนห้องโถงฯ จะเห็นลายคำ ซึ่งมีการประยุกต์ใหม่ให้เป็นสีสันที่น่าสนใจ ไม่ใช่แค่สีทอง มีช่อฟ้าที่อยู่ในวัดด้วย เดี๋ยวนี้เราไม่ค่อยเห็นช่อฟ้าที่เป็นไม้ทั้งแท่งแล้ว อันนี้เป็นของที่คุณแม่เก็บไว้ที่บ้านนานมากแล้ว”

Kalm Style

Kalm Style เป็นพื้นที่ขายของ มีด้วยกัน 3 หลัง 3 สไตล์ สินค้าทุกอย่างเป็นสินค้าที่ทรายออกแบบเอง มีทั้งทำงานร่วมกับชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ และคัดสรรมาจากต่างประเทศ โดยเน้นผ้าและสไตล์ที่เธออยากนำเสนอ

บ้านแต่ละหลังออกแบบให้สอดคล้องกับเสื้อผ้าที่วางจำหน่าย เช่น หลังแรกเล่นกับสีเอิร์ธโทน เป็นสีของเครื่องปั้นดินเผาที่คนสมัยก่อนใช้ในชีวิตประจำวัน สอดคล้องกับเสื้อผ้าภายในบ้านหลังนี้ที่นำมาใส่ได้แทบทุกวัน อีกหลังออกแบบเป็นกรีนเฮาส์สบายๆ เสื้อผ้าภายในบ้านก็จะมีความสบายๆ และเกิดจากกรรมวิธีธรรมชาติทั้งหมด

หมู่บ้านกลางเวียงเชียงใหม่ ที่เล่าเรื่องวัฒนธรรมและภูมิปัญญาผ่านสล่า ผ้า อาหาร ศิลปะ หัตถกรรมและประสบการณ์
หมู่บ้านกลางเวียงเชียงใหม่ ที่เล่าเรื่องวัฒนธรรมและภูมิปัญญาผ่านสล่า ผ้า อาหาร ศิลปะ หัตถกรรมและประสบการณ์

นอกจากพื้นที่ด้านล่างจัดเป็นโซนขายของแล้ว ด้านบนของแต่ละหลังก็ซ่อนเอกลักษณ์เอาไว้ไม่น้อย อย่างชั้นบนของหลังสีเอิร์ธโทนที่พวกเขาตั้งใจจัดให้เป็น DIY โซน มีห้องผ้าที่ขายผ้าม้วน ซึ่งผ้าม้วนจะผลัดเปลี่ยนตามธีมที่นำเสนอ โดยลูกค้าซื้อผ้าเมตรกลับบ้านไปสร้างสรรค์ต่อเองได้ หรือจะใช้พื้นที่ที่โครงการจัดเตรียมไว้ให้ก็ได้ ม่วนขนาด!

อนาคต พื้นที่ที่ว่าก็ยังปรับเปลี่ยนเป็นห้องเรียนสำหรับคนที่สนใจทำงานผ้าได้อีก 

Kalm Archive

หมู่บ้านกลางเวียงเชียงใหม่ ที่เล่าเรื่องวัฒนธรรมและภูมิปัญญาผ่านสล่า ผ้า อาหาร ศิลปะ หัตถกรรมและประสบการณ์

ชั้นบนของบ้าน Kalm Style อีกหลังมีมุมไฮไลต์ที่ต้องลองมาเดินและใช้เวลาที่ส่วนนี้สักครั้ง

“เราเรียกห้องนี้ว่าห้อง Archive เป็นห้องจัดแสดงงานผ้าแต่ละภาคของไทยที่คุณแม่สะสมเอาไว้ เราตั้งใจให้พื้นที่นี้เป็นแหล่งความรู้ ให้คนมาดูงานระดับครูเพื่อนำไปต่อยอด และอยากให้คนเข้ามาดูผลงานโดยไม่รู้สึกห่างเหินกับผลงานมากนัก แต่ก็ต้องรักษาผ้าเก่าเอาไว้ด้วยเช่นกัน เลยไม่เลือกโชว์ในตู้กระจก เพราะดูเป็นการกั้นคนกับชิ้นงาน 

“เราออกแบบให้เป็นการแขวนในระยะที่สายตายังมองเห็นรายละเอียดได้ และวางหมอนให้คนมานั่งดูกันแบบสบายๆ ส่วนจำนวนผ้าที่เอามาจัดแสดงก็มีร้อยกว่าผืนได้ ซึ่งยังไม่หมดเลยค่ะ” เธอเล่าพลางหัวเราะ

Kalm Residency Program

นอกจากแกลเลอรี่และร้านรวง ทรายและกรวดยังจัดสรรพื้นที่ให้ศิลปินและนักออกแบบมาพำนัก โดยมีห้องสตูดิโอส่วนตัวสำหรับทำงาน จะว่าไป เราก็ชื่นชอบที่หมู่บ้านแห่งนี้ให้ความสำคัญกับศิลปะและศิลปินอย่างแท้จริง

“ด้านบนเราเตรียมไว้สำหรับ Residency Program มีห้องพัก มีสตูดิโอให้ทำงาน เราอยากให้พื้นที่นี้เป็น Knowledge Production ไม่จำเป็นต้องเป็น Final Product ก็ได้ เราพยายามชวนศิลปินให้มาทำงานร่วมกันตามหัวข้อ เช่น ถ้าช่างทอผ้าภาคเหนือและภาคใต้มาทำงานด้วยกันในสถานที่เดียวกัน งานจะออกมาแบบไหนกันนะ

“เราไม่แบ่งหรือกั้นว่าคุณจะต้องเป็นนักออกแบบ เป็นศิลปิน เป็นช่าง ทุกคนมาสร้างงานด้วยกันได้หมดเลย แล้วแกลเลอรี่ตรงนี้ก็จะแสดงงานที่เกิดจากโปรแกรมนี้ คนที่เข้ามาในพื้นที่ก็จะชมการทำงานได้ด้วย”

หอแก้ว

หลังจากทรายและกรวดพาเราเดินชมพื้นที่โดยรอบจนครบ ก็มาจบที่ชั้นบนของโครงการ

“ตรงนี้เป็นศาลาที่ลุงมิตรทำค่ะ เราตั้งใจทำเป็นหอแก้ว ต้องการโชว์โครงไม้ ซึ่งเป็นการเข้าไม้แบบโบราณ จะเห็นว่ามีรายละเอียดของลุงมิตรเยอะแยะไปหมดเลย อย่างการเข้าลิ่มบริเวณบัวตรงเสา มันเป็นส่วนที่เราอยากเชิดชูงานของสล่าสมัยก่อนที่เขาสามารถสร้างสรรค์อาคารต่างๆ ออกมาจนกลายเป็นภูมิปัญญาหนึ่งของบ้านเรา”

หมู่บ้านกลางเวียงเชียงใหม่ ที่เล่าเรื่องวัฒนธรรมและภูมิปัญญาผ่านสล่า ผ้า อาหาร ศิลปะ หัตถกรรมและประสบการณ์

บนหอแก้วยังเป็นจุดชมวิวที่มองออกไปจะเห็นยอดเจดีย์หลวงภายในวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เป็นทิวทัศน์ที่สวยงามมาก และยังเป็นการเชื่อมโยงไปยังสถานที่ที่เป็นจุดเริ่มต้นไอเดียของการสร้างโครงการแห่งนี้ขึ้นมา

“โปรเจกต์นี้ทำให้เราได้เรียนรู้จากช่าง ศิลปิน และนักออกแบบเยอะแยะมากมายเลยค่ะ เราหวังว่าผู้คนที่มาที่นี่จะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เกี่ยวกับภูมิปัญญาของบ้านเราได้มากยิ่งขึ้น 

“ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ ถ้าการเข้ามาที่ Kalm Village ทำให้เขานำภูมิปัญญาเหล่านี้ไปต่อยอดต่อไปในชีวิตได้” สองคนพี่น้องจบบทสนทนาด้วยรอยยิ้มและแววตามุ่งมั่น

หมู่บ้านกลางเวียงเชียงใหม่ ที่เล่าเรื่องวัฒนธรรมและภูมิปัญญาผ่านสล่า ผ้า อาหาร ศิลปะ หัตถกรรมและประสบการณ์

Kalm Village

ที่อยู่ : 14 ซอย 4 ถนนพระปกเกล้า อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)เปิดบริการวันจันทร์-วันอาทิตย์ (หยุดทุกวันพุธ) เวลา 09.30 น. – 18.30 น.
โทรศัพท์ : 0 2115 2956
Website : www.kalmvillage.com
Facebook : Kalm Village

Writer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

อยู่เมืองไทย ใครเลยจะไม่เคยเห็นครุฑ

สัตว์ใหญ่ในตำนาน อมนุษย์ครึ่งคนครึ่งนก พาหนะของพระนารายณ์ผู้ทรงเป็นหนึ่งในสามมหาเทพในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู สัญลักษณ์แทนองค์พระมหากษัตริย์

คติความเชื่อที่ไล่เรียงมาข้างต้น ล้วนเป็นคำตอบว่าทำไมครุฑจึงมีความศักดิ์สิทธิ์และสำคัญยิ่งในสังคมไทย แม้ว่าเราทุกคนจะไม่เคยเห็นครุฑองค์เป็น ๆ แต่ศิลปะรูปครุฑกลับปรากฏอยู่ทั่วทุกแห่งหน ทั้งในจิตรกรรมฝาผนัง วัตถุมงคล ผืนธง ตราแผ่นดิน ไปจนกระทั่งประติมากรรมหน้าห้างร้านหรือธนาคารต่าง ๆ ที่เด็กทุกคนน่าจะเคยถูกผู้ใหญ่ชี้ชวนให้ดูกันทั้งนั้น

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

แต่จะมีสถานที่ใดในไทย (และในโลก) ที่มีครุฑให้เห็นมากเท่าที่นี่ไหม

ทดคำถามนี้ไว้ในใจ แล้วให้ตัวอักษรพาทุกท่านเยี่ยมยลพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไปพร้อม ๆ กัน

ครุฑหน้าธนาคาร

หลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อนว่า ตราครุฑที่ติดอยู่หน้าธนาคารเรียกว่า ‘ตราตั้งห้าง’ หรือ ‘ตราตั้ง’ เป็นรูปครุฑพ่าห์หรือครุฑซึ่งเป็นพาหนะ ตราครุฑพ่าห์ (พระครุฑพ่าห์) ถูกใช้ในส่วนราชการมาช้านาน ก่อนจะมีการออกแบบตราครุฑพ่าห์สำหรับใช้เป็นตราตั้งห้างของภาคเอกชนให้มีลักษณะต่างกันเล็กน้อย ธุรกิจเอกชนสามารถขอตราตั้งห้างประดับอาคารที่ทำการได้ ด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากสำนักพระราชวัง ซึ่งมีเงื่อนไขว่ากิจการนั้นจะต้องปลอดหนี้สิน ทำธุรกิจด้วยความสุจริต และทำคุณประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง เป็นต้น

ธนาคารเอกชนมากมายได้รับพระบรมราชานุญาตให้ใช้ติดตั้งตราครุฑ หลายแห่งยังดำเนินกิจการอยู่ ขณะที่บางแห่งก็สิ้นชื่อไปจากสารบบนานแล้ว ตัวอย่างเช่น ‘ธนาคารนครหลวงไทย’ ซึ่งควบรวมกิจการกับธนาคารธนชาตไปเมื่อ พ.ศ. 2554

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

เนื่องจากนครหลวงไทยเป็นธนาคารเก่าแก่ ก่อตั้งในสมัยรัชกาลที่ 8 ประกอบธุรกิจการเงินนานกว่า 70 ปี ในวันที่ยุบรวมกับธนชาต ย่อมเป็นธรรมดาที่ธนาคารนี้จะได้รับพระราชทานครุฑ แต่เมื่อกิจการถูกโอนสู่มือเจ้าของใหม่อย่างธนาคารธนชาต องค์ครุฑที่เคยกางปีกเป็นสง่าอยู่หน้าสาขาธนาคารนครหลวงไทยทั่วประเทศจำต้องถอดลงตามกฎหมาย แต่แทนที่จะเก็บครุฑทั้งหมดไว้ให้เปล่าดาย ผู้บริหารธนาคารกลับเล็งเห็นคุณค่าของตราครุฑพระราชทานเหล่านี้

จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑ’ ที่รวบรวมองค์ครุฑจากธนาคารนครหลวงไทยสาขาต่าง ๆ มาจัดแสดงไว้ที่บางปู

ในระยะแรก พิพิธภัณฑ์ครุฑสงวนไว้ให้เข้าชมได้เฉพาะผู้ติดต่อเข้ามาเป็นกรณีพิเศษ เช่น คณะนักเรียนที่เข้ามาทัศนศึกษา กระทั่งธนาคารธนชาตได้ควบรวมกิจการกับธนาคารทหารไทยใน พ.ศ. 2564 และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) ที่นี่จึงเปิดสู่สาธารณชนเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

“พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้ ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมสังคมเพื่อความยั่งยืนของทีทีบี ที่เราได้วางแนวทางการทำกิจกรรมเพื่อสังคมในหลากหลายมิติ ทั้งด้านเยาวชน ชุมชน และการจุดประกายความเป็นไทย ซึ่งองค์ครุฑอยู่คู่กับสังคมไทยมายาวนาน เป็นสัญลักษณ์แห่งความกตัญญู ความซื่อสัตย์ และความดีงาม ซึ่งไม่ว่าโลกจะทันสมัยไปอีกสักแค่ไหน แต่ 3 สิ่งนี้ยังเป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่เราควรรักษา”

คุณกาญจนา โรจวทัญญู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการตลาดและประสบการณ์ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวกับพวกเราชาว The Cloud ไว้

“พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีความเฉพาะตัว ด้วยเรื่องราวของพญาครุฑ การอนุรักษ์และจัดแสดงครุฑพระราชทานกว่า 150 องค์ รวมถึงการถ่ายทอดเรื่องราวที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่จะส่งผ่านถึงคนรุ่นหลังให้ตระหนักถึงคุณค่าขององค์ครุฑ ในรูปแบบการจัดแสดงที่ทันสมัยทั้งแอนิเมชันและมัลติมีเดียที่เหมาะกับผู้ชมทุกวัย เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับทุกคนในครอบครัว ซึ่งการเปิดให้ชมสำหรับบุคคลทั่วไปครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี จึงนับเป็นโอกาสดีที่พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้จะเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรมที่คนไทยทุกคนจะได้ร่วมภาคภูมิใจ”

ครุฑองค์ใหญ่

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

สิ่งแรกที่ทุกคนจะได้เห็นเมื่อมุ่งหน้ามาถึงพิพิธภัณฑ์ครุฑในนิคมอุตสาหกรรมบางปู ซอย 9A ก็คือประติมากรรมรูปครุฑองค์ใหญ่สูงกว่า 4 เมตร สยายปีกต้อนรับผู้มาเยือนอยู่เหนือป้ายชื่อพิพิธภัณฑ์ สีสันที่ลอกเลือนตามกาลเวลาบอกให้รู้ว่าครุฑองค์ใหญ่นี้มีอายุไม่ต่ำกว่าครึ่งศตวรรษ

ครุฑองค์นี้ได้รับการอัญเชิญมาจากหน้าสำนักงานใหญ่ของอดีตธนาคารนครหลวงไทยบนถนนเพชรบุรี ไม่นานหลังเกิดการรวมกิจการเมื่อ พ.ศ. 2554 พร้อมกับเสียงร่ำลือมากมายเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของพญาครุฑองค์นี้ จึงเกิดเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เจ้าหน้าที่จะเชื้อเชิญให้ทุกคนที่มาเยี่ยมเยือนได้จุดธูปสักการะครุฑองค์ใหญ่ก่อนเข้าชมพิพิธภัณฑ์ 

ตึกทรงครุฑ

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้อยู่ในอาคารหลังเดียวกับศูนย์ฝึกอบรมธนาคารธนชาต บางปู

ตอนที่ถอดครุฑลงจากธนาคารนครหลวงไทยแต่ละสาขา องค์ครุฑพระราชทานเหล่านั้นก็ได้รับการอัญเชิญมาไว้ศูนย์ฝึกอบรม ซึ่งเป็นเรื่องบังเอิญมากที่อาคารนี้มีปีกยื่นออกไปสองข้าง แผนผังคล้ายกับพญาครุฑในอิริยาบถกางปีกอันคุ้นตา หากมองมาจากมุมสูง

สถานที่นี้จึงเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้ประดิษฐานองค์ครุฑซึ่งอัญเชิญมาจากทั่วสารทิศ โดยพื้นที่ที่ใช้เป็นพิพิธภัณฑ์คืออาคารกลางและปีกขวาบางส่วน

ภายในพิพิธภัณฑ์มี 2 ชั้น แบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็น 6 ส่วน มีเจ้าหน้าที่พาชมและคอยให้ความรู้เป็นรอบ ๆ เพื่อให้ผู้เข้าชมทุกชีวิตก้าวสู่โลกของพญาครุฑไปพร้อม ๆ กัน

โถงต้อนรับ

ประตูบานเลื่อนอัตโนมัติสองบานตั้งขนาบกลางป้ายประกาศสรรพคุณของที่นี่ว่า ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งแรกและแห่งเดียวในอาเซียน’ เพราะแม้ว่าเรื่องเล่าความเชื่อเกี่ยวกับพญาปักษีจะมีอยู่ทั่วอุษาคเนย์ แต่ก็ไม่มีพิพิธภัณฑ์ใดในภูมิภาคนี้ที่มีครุฑเป็นธีมหลัก นอกจากที่นี่

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

เมื่อเราย่างเท้าผ่านประตูบานนี้ไป สายตาก็จะเผชิญกับผนังทรงโค้งวาดลวดลายธรรมชาติของป่าหิมพานต์ ความเจ๋งของฝาผนังนี้อยู่ที่ QR Code ซึ่งสแกนเพื่อใช้ฟิลเตอร์ใหม่ในอินสตาแกรมสตอรี่ได้ หากนำกล้องมือถือไปส่องกับผนัง ก็จะพบภาพกราฟิก AR (Augmented Reality) เล่าขานศึกสายเลือดระหว่างครุฑกับนาคโดยมีป่าหิมพานต์เป็นพื้นหลัง

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ
พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

ส่วนจัดแสดงนี้ยังมีห้องฉายภาพยนตร์สั้นที่จะพาผู้ชมไปรู้จักประวัติพิพิธภัณฑ์ และเรื่องราวเบื้องต้นของพญาครุฑ เริ่มตั้งแต่จุดกำเนิด ข้อแตกต่างระหว่างครุฑในศาสนาฮินดูกับพุทธ ธรรมชาติของครุฑ ฯลฯ เพื่อปูทางความรู้เรื่องครุฑก่อนไปชมส่วนจัดแสดงต่อไป

ครุฑพิมาน

เสร็จจากการเยี่ยมชมพื้นที่จัดแสดงชั้นล่าง เจ้าหน้าที่ก็จะพาเราทุกคนขึ้นไปชั้นบนโดยผ่านบันไดที่ตกแต่งด้วยก้อนหินและสุมทุมพุุ่มไม้หนาทึบประหนึ่งผืนป่าใจกลางตึก

ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะชั้นบนของพิพิธภัณฑ์เป็นภาพจำลองของป่าหิมพานต์ตามคติความเชื่อของชาวไทยในอดีต ซึ่งภาพจำลองนั้นยิ่งดูแจ่มชัดขึ้นเมื่อเราไปถึงส่วนจัดแสดงที่สองอันมีชื่อว่า ‘ครุฑพิมาน’

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

โถงใหญ่กลางชั้นสองคือห้องเรียนจักรวาลไตรภูมิ และดินแดนในเทพนิยายอย่างป่าหิมพานต์ ป่าเชิงเขาพระสุเมรุ อันเป็นที่อยู่ของสิงสาราสัตว์นานาชนิด

ช่องว่างกลางโถงถูกดัดแปลงเป็นสระอโนดาต สระน้ำหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตที่ไม่มีวันแห้งเหือดตราบเท่าที่กลียุคยังไม่มา มุมสระทั้ง 4 ทิศมีทางน้ำไหลระบายออกจากปากสัตว์มงคล 4 ชนิด ประกอบด้วยราชสีห์ ช้าง ม้า และโค รอบพื้นที่จัดแสดงเดียรดาษไปด้วยต้นไม้ สัตว์หิมพานต์ ฤๅษี คนธรรพ์ วิทยาธร รวมถึงต้นไม้ประหลาดอย่าง ‘นารีผล’ หรือ ‘มักกะลีผล’ ที่ออกผลเป็นหญิงสาววัยแรกรุ่น มีหน้าตาสะสวยราวนางอัปสร ดึงดูดให้เหล่าเทวดาเพศชายพากันหมายปองและแย่งชิงกันเด็ดไปเชยชม

นครนาคราช

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

เมื่อพูดถึง ‘ครุฑ’ ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะหลีกเลี่ยงการพูดถึง ‘นาค’ ซึ่งเป็นพี่น้องต่างมารดาและศัตรูตัวฉกาจของเจ้าแห่งนก

ส่วนจัดแสดงที่ 3 มีชื่อว่า ‘นครนาคราช’ ซึ่งมาในธีมโลกบาดาล ฉากพรรณไม้ในป่าหิมพานต์เมื่อห้องที่แล้วถูกแทนที่ด้วยสีน้ำเงินของเกลียวคลื่นและผืนสมุทร เมื่อมาถึงห้องนี้ ผู้เข้าชมจะได้รู้จักความเชื่อเรื่องโลกบาดาลในพุทธศาสนา บทบาทของพญานาคผู้ยิ่งใหญ่ในฐานะสัตว์พาหนะของพระนารายณ์ขณะบรรทมอยู่เหนือเกษียรสมุทร ปิดท้ายด้วยตำนานความบาดหมางระหว่างพญานาคกับพญาครุฑที่เป็นพี่น้องต่างมารดาของกัน แต่กลับต้องบาดหมางกันเพราะนางวินตา มารดาพญาครุฑตกเป็นทาสของนางกัทรุ มารดาแห่งนาค 1,000 ตน นานถึง 500 ปี พญาครุฑจึงใช้สติปัญญาของตนชิงเอาน้ำอมฤตไปไถ่ความเป็นทาสแก่ผู้ให้กำเนิดได้สำเร็จ เป็นเหตุให้นาคกับครุฑกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันสืบมา

อมตะเจ้าเวหา

ส่วนจัดแสดงที่ 4 มีลักษณะเป็นห้องทรงกลมโอบล้อมด้วยประติมากรรมครุฑพ่าห์ 

เมื่อสาวเท้าเข้าสู่ห้องนี้ รอบตัวเราจะมืดสนิท ก่อนที่แสงแรกจะฉายฉานขึ้นบนหน้าจอทรงโค้ง เพื่อสดุดีคุณธรรมอันสูงส่งขององค์ครุฑ อันได้แก่ความกล้าหาญ ความเสียสละ และความกตัญญูกตเวทิตา

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

แอนิเมชันลายเส้นสวยในห้องนี้บรรยายเหตุการณ์ตอนที่พญานาคตั้งข้อแลกเปลี่ยนกับพญาครุฑให้ไปชิงน้ำอมฤตมาเพื่อปลดปล่อยนางวินตาสู่ความเป็นไทอีกครั้ง แม้ว่าพระนารายณ์จะเสด็จขึ้นมาจากการบรรทมหลับกลางทะเลน้ำนมเพื่อหยุดยั้งการชิงน้ำอมฤตของพญาครุฑ แต่พญาครุฑก็ยังดึงดันจะช่วยมารดาให้ได้ทั้งที่ต้องเสี่ยงถึงชีวิต ทั้งสองฝ่ายจึงประจัญบานกัน ผลลงเอยที่ไม่มีฝ่ายใดแพ้หรือชนะ พระนารายณ์จึงทรงแลกเปลี่ยนกับครุฑ ด้วยการขอใช้ครุฑเป็นพาหนะยามที่พระองค์เสด็จไปไหนต่อไหน และทรงยินยอมให้ครุฑอยู่ในตำแหน่งสูงกว่าพระองค์ พร้อมประทานความเป็นอมตะให้ เป็นที่มาของชื่อห้อง ‘อมตะเจ้าเวหา’

ล้นเกล้าจอมราชัน

แอนิเมชันอันน่าตื่นเต้นจบลงพร้อมกับความรู้ที่เพิ่มพูนขึ้น ผู้เข้าชมอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ได้เข้าใจกันแล้วว่าเหตุใดพญาครุฑถึงมีความผูกพันกับพระนารายณ์อย่างแนบแน่น แต่ขณะเดียวกัน หลายคนก็อาจเกิดความฉงนใจก้อนใหม่ขึ้นมาแทนว่า ครุฑเกี่ยวข้องอย่างไรกับชาติไทย สัญลักษณ์รูปครุฑจึงโผล่มาอยู่ในเอกสารราชการให้เราเห็นได้แทบทุกวัน

‘ล้นเกล้าจอมราชัน’ ส่วนจัดแสดงที่ 5 ให้คำตอบเรื่องนี้ได้ดีเยี่ยม ด้วยสื่อผสมผสานทั้งวิดีโอและป้ายให้ข้อมูล ทำให้ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้รู้ว่าศิลปกรรมรูปครุฑนั้นพบในดินแดนไทยมาตั้งแต่ยุคทวารวดีแล้ว ก่อนจะทวีความสำคัญขึ้นในสมัยอยุธยา เมื่อตรา ‘ครุฑพ่าห์’ เริ่มได้รับการใช้เป็นสัญลักษณ์เชื่อมโยงกับพระมหากษัตริย์ เหตุเพราะคติเทวราชที่ไทยรับมาจากเขมรมีความเชื่อว่า พระมหากษัตริย์เป็นอวตารของพระนารายณ์ ผู้ทรงครุฑเป็นพาหนะ

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

สื่อจัดแสดงในห้องนี้เล่าย้อนประวัติศาสตร์ตั้งแต่โบราณกาลมาจนถึงยุคปัจจุบัน อธิบายสาเหตุที่ธงตราครุฑบนพื้นเหลืองอันมีชื่อเรียกว่า ‘ธงมหาราช’ ต้องถูกเชิญขึ้นเหนือเสาพระราชวังเมื่อพระมหากษัตริย์ไทยประทับอยู่ การออกแบบตราครุฑพ่าห์โดยฝีพระหัตถ์เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ หรือมูลเหตุที่ตราครุฑพ่าห์กลายเป็นตราแผ่นดินไทยสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 

นอกจากนี้ ด้วยความที่พิพิธภัณฑ์ครุฑเปิดทำการครั้งแรกใน พ.ศ. 2554 อันเป็นปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ พื้นที่หนึ่งในส่วนจัดแสดงนี้จึงถูกใช้บอกเล่าเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในรัชสมัย เพื่อเทิดพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดินที่ครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

ห้องจัดแสดงครุฑ

ห้องที่เป็นทั้งไฮไลต์และจุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ์ครุฑ ถือเป็นส่วนจัดแสดงสุดท้ายที่เราจะได้ชมกัน

ห้องโถงใหญ่ที่ผนังด้านหนึ่งเจาะหน้าต่างยาวตลอดแนว คือสถานที่ประดิษฐานครุฑตราตั้งห้างพระราชทานทั้ง 150 องค์ ซึ่งรับรองได้ว่าไม่มีที่ใดรวบรวมงานศิลปะเฉพาะตราครุฑไว้มากเท่าที่นี่มาก่อน

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

องค์ครุฑที่เห็นอยู่นี้ส่วนใหญ่เป็นงานไม้ ย้ายมาจากธนาคารนครหลวงไทยกว่า 100 สาขา ต่างได้รับการดูแลรักษาให้คงอยู่ในสภาพเดิมวันที่อัญเชิญมาจากแหล่งเก่า โดยที่ไม่มีการซ่อมแซมแก้ไขเลยแม้แต่จุดเดียว เพื่อให้เห็นความเก่าแก่และสภาพจริงของครุฑองค์นั้นนั้น

การจะอัญเชิญองค์ครุฑมาจัดแสดงรวมกันที่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายเอาเสียเลย เพราะว่าครุฑเป็นของสูง เจ้าหน้าที่ผู้รับบทวิทยากรนำชมได้เล่าให้เราฟังว่า ก่อนจะเชิญแต่ละองค์ลงจากอาคารที่ติดตั้งไว้ ต้องมีการปิดตาครุฑเสียก่อน เพื่อไม่ให้สัตว์กึ่งเทพที่ปกติอยู่บนที่สูงเช่นครุฑมองในที่ต่ำ เมื่ออัญเชิญมาถึงพิพิธภัณฑ์ครุฑแล้วจึงต้องทำพิธีเบิกเนตรเพื่อความเป็นสิริมงคลอีกครั้งหนึ่ง

ทอดสายตาดูครุฑที่ประดับอยู่บนผนังและบนแท่นกลางห้อง แม้มองเพียงผ่าน ๆ ตาก็จะดูรู้ว่าครุฑแต่ละองค์มี ‘ครุฑลักษณะ’ แตกต่างกันทั้งสิ้น ทั้งนี้ก็เพราะครุฑที่เห็นอยู่เป็นผลงานของนายช่างคนละคนกัน ต่างคนก็ต่างฝีมือ ต่างแนวคิด ต่างค่านิยมในการสร้าง ยังผลให้ครุฑเกือบทุกองค์ดูผิดแผกจากกันด้วยสรีระ ใบหน้า เครื่องทรง ไปจนถึงสีสันผ้านุ่งที่สวมใส่

อ้อ มาถึงห้องนี้แล้วอย่าลืมมองหาครุฑองค์แรกของธนาคารนครหลวงไทย กับครุฑจากสาขาเยาวราชด้วยนะ แล้วตอบตัวเองให้ได้ด้วยล่ะว่าครุฑสององค์นี้มีความพิเศษอย่างไรบ้าง

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

พิพิธภัณฑ์ครุฑ โดยธนาคารทหารไทยธนชาต กำลังจะเปิดให้ชมอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน 2565 โดยจะเปิดให้ชมเฉพาะวันศุกร์และเสาร์วันละ 3 รอบ ได้แก่ เวลา 10.00 น., 13.00 น. และ 15.00 น. มีผู้นำชมทุกรอบ และไม่มีค่าใช้จ่าย

เรื่องการเดินทาง ถึงแม้พิพิธภัณฑ์จะอยู่ไกลจากถนนใหญ่สักหน่อย แต่อย่าเพิ่งกังวลไป เพราะทางธนาคารได้จัดรถตู้คอยจอดรอรับ-ส่ง จากพิพิธภัณฑ์เคหะ วันละ 3 รอบ ตามเวลาเข้าชม

ส่วนใครที่อยากเข้าชม แต่ไปไม่ได้ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ก็ไม่ต้องเสียใจอีกเช่นกัน เพราะพิพิธภัณฑ์ครุฑเปิดให้ชมทางออนไลน์ที่ Garuda Virtual Tour 

นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่จะเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้กับพวกเราคนไทยว่า ครุฑนั้นมีเรื่องราวที่น่าสนใจมากกว่าจะเป็นแค่ตราสัญลักษณ์ที่เห็นบ่อยจนชินชา

พิพิธภัณฑ์ครุฑ โดยธนาคารทหารไทยธนชาต

ที่ตั้ง : นิคมอุตสาหกรรมบางปู ซอย 9A ตำบลแพรกษาใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : วันศุกร์-เสาร์ เวลา 10.00 น., 13.00 น., 15.00 น.

โทรศัพท์ : 09 8882 3900

เว็บไซต์ : /www.ttbfoundation.org/th/garudamuseum/

หมายเหตุ

ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ครุฑจะได้รับของที่ระลึกเป็นแผ่นผ้าองค์ครุฑ พร้อมข้อความแสดงถึงคุณธรรมสำคัญที่องค์ครุฑทั้งสามข้อ เฉพาะผู้เข้าชม 500 ท่านแรกเท่านั้น

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load