“การสืบสานภูมิปัญญานั้นไม่ใช่ทำแค่ปีละครั้ง แต่ต้องทำตลอดเวลา ต้องทำทุกลมหายใจเสมือนสายน้ำไหล หากน้ำเก่าไหลไป น้ำใหม่ไม่ไหลมา ก็จะเป็นน้ำห่างสายน้ำแห้ง หากน้ำเก่าไม่ไหลไป น้ำใหม่ไม่ไหลมา ก็จะเป็นน้ำเน่า

แม่น้ำจะยังคงเป็นแม่น้ำ เมื่อน้ำเก่าไหลไป น้ำใหม่ไหลมาทดแทนสืบเนื่องกันไป”

นี่คือคำพูดของ หลวงปู่จันทร์ กุสโล หรือ พระพุทธพจนวราภรณ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ พระนักพัฒนาชุมชนผู้อนุรักษ์วัฒนธรรมล้านนา หนึ่งในผู้ผลักดันให้เกิด โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา โรงเรียนสอนภูมิปัญญาและวัฒนธรรมล้านนาที่มีพ่ออุ๊ย-แม่อุ๊ย เป็นครูสอนวิชาเพื่อหวังให้คนรุ่นใหม่สืบสาน

ประโยคนี้ของหลวงปู่จันทร์ยังคงก้องสะท้อนอยู่ในความคิดของครอบครัวโรจนะภิรมย์ ทำให้สองพี่น้อง ทราย-อัจฉริยา โรจนะภิรมย์ และ กรวด-อารยะ โรจนะภิรมย์ ตัดสินใจสร้าง Kalm Village ขึ้นมากลางเวียงเชียงใหม่ โดยตั้งใจให้เป็นพื้นที่สำหรับเรียนรู้ศิลปะ วัฒนธรรม หัตถกรรม ทั่วทุกภูมิภาคของไทยทั้งรูปแบบเก่าและใหม่ แถมออกแบบวิธีการนำเสนออย่างน่าสนใจ ทำให้เรื่องราวภูมิปัญญาไม่น่าเบื่อและประยุกต์ใช้กับวิถีชีวิตปัจจุบันอย่างร่วมสมัย

Kalm Village หมู่บ้านที่รวมงานศิลปะ หัตถกรรม วัฒนธรรมทั่วประเทศไว้ใจกลางเชียงใหม่

“ครอบครัวเรารู้จักหลวงปู่จันทร์ตั้งแต่สมัยคุณแม่ เรานับถือสิ่งที่ท่านทำและเราต้องการจะสานต่อ” กรวดเปิดบทสนทนาพร้อมกับทรายที่เดินเข้ามาต้อนรับ “อย่างที่หลวงปู่จันทร์เคยพูดไว้ค่ะ เราเชื่อว่าการสืบสานต้องต่อยอดและพัฒนา เราจะอยู่เฉยๆ ไม่ได้ เราต้องย้อนมองภูมิปัญญาของเรา ซึ่งมีอยู่เยอะมาก การออกแบบ Kalm Village จึงพยายามนำภูมิปัญญาต่างๆ มาแทรกร่วมกับการนำเสนอเรื่องราวศิลปะวัฒนธรรม ที่จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปในแต่ละเดือน

“ชื่อของ Kalm Village เป็นการเล่นคำระหว่างคำว่า คาม ที่มีความหมายว่า หมู่บ้าน กับ Calm ที่หมายถึงความสงบเรียบง่าย จนกลายเป็น Kalm Village หมู่บ้านที่เชื่อว่าวิถีการดำรงอยู่อย่างเรียบง่ายของผู้คนในอดีตนั้นมีความหมาย ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะ หัตถกรรม วัฒนธรรม ทุกอย่างล้วนส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้คน 

“ซึ่งทรายและกรวดยังเชื่อว่า วิถีแบบเก่าที่ดีงามจนกลายเป็นภูมิปัญญา อยู่ร่วมกันวิถีสมัยใหม่ได้อย่างงดงามและมีความหมาย และยังช่วยต่อยอดภูมิปัญญาให้คงอยู่ต่อไป” ทรายช่วยน้องชายอธิบายคอนเซปต์

Kalm Village หมู่บ้านที่รวมงานศิลปะ หัตถกรรม วัฒนธรรมทั่วประเทศไว้ใจกลางเชียงใหม่

สองพี่น้องแบ่งหน้าที่ดูแล โดยกรวดรับหน้าที่ดูแลการดำเนินงานของโครงการ ส่วนทรายเป็นสถาปนิก รับหน้าที่ออกแบบ รวมถึงคิดคอนเซปต์การนำเสนอศิลปะ วัฒนธรรม โดยเธอตั้งใจทำให้ Kalm Village เป็นเสมือนหมู่บ้าน แต่ละหลังมีเรื่องเล่าของตัวเอง ซึ่งหมู่บ้านแห่งนี้ประกอบด้วยบ้านทั้งหมด 8 หลัง

เดินตามสองพี่น้องชมบ้านใน Kalm Village ว่าพวกเขาทำให้แนวคิดที่ว่าเป็นจริงขึ้นมาได้อย่างไร

Kalm Reception

Kalm Village หมู่บ้านที่รวมงานศิลปะ หัตถกรรม วัฒนธรรมทั่วประเทศไว้ใจกลางเชียงใหม่

“อาคารหลังแรกอยู่ด้านหน้าสุดของโครงการ เราอยากให้เป็นอาคารต้อนรับ ถ้าสังเกตลายอิฐบนกำแพง เราตั้งใจจัดวางเป็นลายจักสานที่เห็นตามเสื่อวัด เพื่อต้อนรับผู้คนที่เข้ามาให้เกิดความสงบ เรานำคำพูดของหลวงปู่จันทร์มาแสดงเพื่อให้คนที่เข้ามาได้ทำความเข้าใจเรื่องราวที่ Kalm Village ตั้งใจนำเสนอ” ทรายเริ่มต้นอธิบายการออกแบบ

เดินผ่านโถงอาคารต้อนรับเข้ามาด้านใน จะพบกับลานกว้างกึ่งกลางหมู่บ้าน ช่วงนี้ลานเต็มไปด้วยทุ่งข้าวสีทอง เป็นไอเดียการจัดวางเพื่อสอดรับกับธีม ‘หลังฤดูเก็บเกี่ยว’ (After The Harvest) ที่หมู่บ้านกำลังนำเสนอ

Kalm Village หมู่บ้านที่รวมงานศิลปะ หัตถกรรม วัฒนธรรมทั่วประเทศไว้ใจกลางเชียงใหม่

“การนำเสนอนิทรรศการของ Kalm Village เราไม่เอาชื่อของศิลปินนำ แต่จะเอาเรื่องราวนำ แล้วคัดสรรงานจากศิลปินหรือนักออกแบบที่เราเคารพ ชื่นชอบ และเห็นว่าเหมาะกับเรื่องราวที่จะนำเสนอ สำหรับ หลังฤดูเก็บเกี่ยว (After The Harvest) เป็นงานแรกของเราหลังจากเปิดโครงการ ซึ่งตรงกับช่วงที่ชาวบ้านเก็บเกี่ยวกันเสร็จพอดี 

“หลังจากฤดูเก็บเกี่ยวทุกคนจะมารวมตัวกันทำงานหัตถกรรม ทั้งทำใช้ในครัวเรือน ใช้ในชุมชนและถวายวัด มันคือวิถีของคนสมัยก่อน และเป็นแกนที่มาของงานศิลปะต่างๆ ในชุมชน” กรวดช่วยทรายนำเสนอ ก่อนเธอเสริมต่อ

Kalm Village หมู่บ้านที่รวมงานศิลปะ หัตถกรรม วัฒนธรรมทั่วประเทศไว้ใจกลางเชียงใหม่

“เราออกแบบบ้านให้แตกต่างกันและมีโลโก้ประจำบ้าน เช่น อาคาร Reception เป็นตราพลังจักรวาล เชื่อว่าจะช่วยดึงดูดสิ่งดีๆ เข้ามา อาคาร Kalm Kitchen เป็นตราปลาตะเพียนคู่ หมายถึงความอุดมสมบูรณ์ และอาคารแต่ละหลังจะมีงานจักสานและงานหัตถกรรมที่คุณแม่สะสมไว้มาจัดวางให้สอดคล้องกับเรื่องราวของแต่ละหลังด้วย 

“เมื่อเราต้องการจะเชิดชูเรื่องราวของงานฝีมือและภูมิปัญญา เราก็อยากให้ช่างที่ช่วยเราสร้างที่นี่ขึ้นมาเขามีตัวตน เราเลยทำแผ่นป้ายที่มีชื่อของช่างติดตามกำแพง ตั้งแต่ช่างไม้ ช่างเหล็ก ช่างไฟ ยันช่างประปา เพราะเราอยากให้เขารู้สึกดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์นี้ และให้เขาเกิดความภูมิใจในทักษะฝีมือของพวกเขาเองด้วย” 

Kalm Village หมู่บ้านที่รวมงานศิลปะ หัตถกรรม วัฒนธรรมทั่วประเทศไว้ใจกลางเชียงใหม่

Kalm Kitchen

Kalm Village หมู่บ้านที่รวมงานศิลปะ หัตถกรรม วัฒนธรรมทั่วประเทศไว้ใจกลางเชียงใหม่

“ที่นี่เป็นร้านอาหาร เรามองว่าการทำอาหารก็เป็นงานฝีมืออย่างหนึ่งที่ใกล้ตัวเรามากๆ ซึ่งคุณยายของเราเป็นคนจังหวัดลำปาง ทำอาหารเก่งมาก บ้านนี้เลยทำเพื่อคุณยาย ทุกเมนูเป็นเมนูที่เรากินมาตั้งแต่เด็ก จะเปลี่ยนเมนูไปเรื่อยๆ และสำหรับผู้ที่สนใจต้องการเรียนทำอาหาร บริเวณชั้นบนเราก็จัดทำห้องเวิร์กช็อปสำหรับทำอาหารไว้ด้วย

“เราตั้งใจให้การเข้ามาใช้ชีวิตที่นี่ ไม่ว่าจะกินข้าว ดื่มกาแฟ ก็ได้อยู่ใกล้ชิดกับงานศิลปะ หัตถกรรม โดยไม่รู้ตัว เราอยากให้มันกลมกลืน โดยไม่ต้องบังคับให้เขาเรียนรู้ ถ้าเขาสนใจก็เป็นเรื่องดี ซึ่งเราพยายามทำป้ายเล่าเกร็ดเรื่องราว เพื่อช่วยสะกิดใจให้เขาค้นคว้าต่อ และมันเป็นบ้านหลังใหม่ให้กับสิ่งของเหล่านั้นได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง”

Kalm Village หมู่บ้านที่รวมงานศิลปะ หัตถกรรม วัฒนธรรมทั่วประเทศไว้ใจกลางเชียงใหม่

เราเดินผ่านของตกแต่งอย่างกระทะทองเหลืองที่ผ่านการใช้งานมาแล้วทั้งหมด 4 รุ่น ตั้งแต่รุ่นคุณทวด ส่งถึงมือคุณยาย ซึ่งปัจจุบันคุณยายอายุ 86 ปีแล้ว มีครกและเครื่องจักสานยุคเก่าที่ครอบครัวเคยสะสมนับสิบปี

Kalm Coffee House

ถัดมานิดเป็นร้านกาแฟ ทรายและกรวดคัดสรรเมล็ดพันธุ์กาแฟท้องถิ่นจากดอยต่างๆ ของภาคเหนือ

สองศรีพี่น้องว่า ที่นี่มี ‘ชามะกล่ำเครือ’ เครื่องดื่มไฮไลต์ชื่อไม่คุ้นหูเป็นตัวชูโรง

“เมนูแนะนำ เราอยากให้ลองสั่งชามะกล่ำเครือ ภูมิใจนำเสนอมาก” ทรายแววตาเป็นประกาย

Kalm Village หมู่บ้านที่รวมงานศิลปะ หัตถกรรม วัฒนธรรมทั่วประเทศไว้ใจกลางเชียงใหม่

“พอลองดื่มปุ๊บจะรู้สึกทันทีว่าชุ่มคอ ทิ้งรสหวานไว้ในปากโดยธรรมชาติ ไม่ต้องปรุงน้ำตาลเพิ่ม และมีสรรพคุณเป็นยา ช่วยเรื่องการหมุนเวียนของเลือด แต่ปัจจุบันคนไม่ค่อยรู้จักแล้ว ทั้งที่มะกล่ำเครือขึ้นทั่วไปในภาคเหนือ เราเจอคนหนึ่งปลูกเป็นสวนเลยอยู่จังหวัดลำปาง แล้วเขาเอาใบมะกล่ำเครือมาคั่วด้วยเตาถ่านแบบสมัยโบราณ”

ทรายยกให้ชามะกล่ำเครือเป็นเมนูซิกเนเจอร์ของร้าน เพื่อเผยให้คนรู้จักมากขึ้น และเขยิบมาอีกหน่อย บริเวณที่นั่งใกล้ร้านกาแฟ สถาปนิกสาวแบ่งพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการเล็กๆ โดยรวบรวมเก้าอี้ของสล่าขณะก่อสร้างไว้

Kalm Village หมู่บ้านที่รวมงานศิลปะ หัตถกรรม วัฒนธรรมทั่วประเทศไว้ใจกลางเชียงใหม่

“เริ่มเก็บมาตั้งแต่ก่อสร้างที่นี่ มีวันหนึ่งช่างเหล็กลองทำเก้าอี้โยก รอให้เรามาเจอ มันเป็นสิ่งที่ช่างเขาทำขึ้นเพื่อใช้งานจริงๆ ซึ่งน่ารักมากสำหรับเรา” เธอส่งยิ้ม “เราอยากให้ที่นี่สนับสนุนงานสร้างสรรค์ทุกรูปแบบ เรามองว่าอันนี้ก็เป็นหนึ่งในงานสร้างสรรค์นะ ซึ่งหลายคนมองไม่ค่อยเห็น เราเลยนำมาจัดแสดงไว้ตรงส่วนของร้านกาแฟเลย”

ถัดจากเคาเตอร์ชงเครื่องดื่มเป็นพื้นที่ที่พวกเขาตั้งชื่อว่า Kalm Market เป็น Selected Shop ที่คัดสรรสินค้าน่าสนใจจากแต่ละจังหวัดเวียนมาวางขาย โดยเลือกสินค้าที่ยังคงใช้กรรมวิธีผลิตแบบดั้งเดิมและรักษาภูมิปัญญา

ใกล้ๆ กับชั้นวางสินค้ายังมีไฮไลต์ที่จะนำงานของศิลปินรุ่นใหม่มาจัดแสดง หากขึ้นบันไดไปด้านบนของร้าน จะเจอกับ Kalm Library ห้องสมุดที่มีหนังสือเกี่ยวกับศิลปะวัฒนธรรมคอยบริการแก่ผู้สนใจ ซึ่งบริเวณนี้ ลูกค้านำเครื่องดื่มขึ้นมาจิบพร้อมอ่านแกล้มกับหนังสือได้ แถมถูกใจคนรักงาน เพราะใช้พื้นที่ตรงนี้เป็นที่นั่งทำงานได้ด้วย

Kalm Village หมู่บ้านที่รวมงานศิลปะ หัตถกรรม วัฒนธรรมทั่วประเทศไว้ใจกลางเชียงใหม่

บ้านหลังนี้ทรายออกแบบโดยเลือกใช้ผักกูด หนึ่งในผักท้องถิ่นภาคเหนือมาเป็นโลโก้ประจำบ้าน 

เธอดัดลายให้คล้ายลายก้านขดในศิลปะไทย หยอกล้อกับการใช้ประโยชน์ของยอดพืชพันธุ์ชนิดต่างๆ ทั้งการรับประทานและการประยุกต์ใช้เป็นงานศิลปะ หากมองลอดผ่านหน้าต่างออกมาบริเวณพื้นที่โดยรอบ ต้นไม้ทุกต้นภายในนี้ เป็นต้นไม้ท้องถิ่น ซึ่งทรายได้แรงบันดาลใจจากบ้านชาวบ้านบริเวณรอบๆ เธออยากรักษาต้นไม้ท้องถิ่นเอาไว้ และแสดงให้เห็นว่าเมื่อถูกนำมาจัดวางอย่างดี ก็สวยสู้ไม้พันธุ์ต่างประเทศที่ได้รับความนิยมในบ้านเราได้

Kalm Village หมู่บ้านที่รวมงานศิลปะ หัตถกรรม วัฒนธรรมทั่วประเทศไว้ใจกลางเชียงใหม่

Kalm Gallery

“บริเวณแกลเลอรี่ เราตั้งใจให้งานของศิลปินรุ่นเก่าและรุ่นใหม่อยู่ร่วมกันได้ โดยเราคัดสรรผลงานศิลปินที่เราเคารพและรู้จักให้ตรงกับธีมที่เรากำลังจะนำเสนอ ตอนนี้ชั้นล่างกำลังนำเสนอผลงานไม้ของ อาจารย์อินสนธิ์ วงศ์สาม ศิลปินแห่งชาติจังหวัดลำพูน เราชอบงานของแก แกเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์และงานศิลปะอยู่ในทุกอณูของชีวิต

Kalm Village หมู่บ้านที่รวมงานศิลปะ หัตถกรรม วัฒนธรรมทั่วประเทศไว้ใจกลางเชียงใหม่

“ไม้เท้าที่จัดแสดงแกก็ใช้จริงๆ งานแกเป็นงานที่ใช้ในชีวิตประจำวัน มันไม่ใช่แค่งานประติมากรรมไว้จัดแสดงเฉยๆ เราอยากบอกเล่าเรื่องงานหัตถกรรม การใช้งานได้จริงด้วย และแกเป็นตัวแทนของช่างไม้รุ่นเก่าได้อย่างดี ส่วนชั้นบนนำเสนองานของศิลปินและนักออกแบบรุ่นใหม่ โดยเราคัดงานของหลายๆ คนที่น่าสนใจมาให้ชม”

เราเดินมาหยุดหน้าบันไดวน ทรายชี้ชวนให้เราดูด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“ตรงนี้เป็นผลงานลุงมิตร ลุงมิตรคือสล่าไม้จากจังหวัดน่านที่มีฝีมือมาก เราให้ลุงมาช่วยดูแลงานไม้ทั้งหมดภายในโครงการ อย่างบันไดวนกลางแกลเลอรี่ เราปล่อยให้แกออกแบบเอง ถ้าสังเกตให้ดี แกไม่ใช้ตะปูเลย แต่ใช้การเข้าลิ่มแบบสมัยก่อน แกตั้งใจสร้างบันไดนี้มาก นั่งทำอยู่คนเดียวอย่างมีความสุขไม่ยอมให้ช่างคนอื่นช่วย 

“แกนั่งอยู่ตรงนี้เป็นเดือน ออกแบบเอง สร้างเอง จบงานเอง” สาวเจ้ายิ้มไม่หุบด้วยความชื่นชม

Kalm Hall

Kalm Village หมู่บ้านที่รวมงานศิลปะ หัตถกรรม วัฒนธรรมทั่วประเทศไว้ใจกลางเชียงใหม่

บ้านอีกหลังที่พวกเขาตั้งใจให้เป็นห้องโถงอเนกประสงค์ เมื่อเดินเข้ามาจะได้กลิ่นหอมนวลลอยแตะจมูก

“ตรงนี้เราปล่อยให้คนที่สนใจมาเช่าใช้บริการได้ ตอนนี้ยังไม่มีการใช้งาน เลยจัดเป็นแกลเลอรี่เกี่ยวกับ Art Craft and Spirit เป็นศิลปหัตถกรรมเกี่ยวกับจิตวิญญาณ โดยเป็นงานที่ศิลปินพูดเรื่องพุทธทั้งหมด แล้วก็มีข้าวของในวัดจริงๆ มาแสดงด้วย พอเข้ามาจะได้สัมผัสรูป รส กลิ่น เสียง ทันที คล้ายกับโบสถ์ กลิ่นที่ลอยมาเป็นกลิ่นธูปจากอินเดีย

“ถ้ามองขึ้นไปบนห้องโถงฯ จะเห็นลายคำ ซึ่งมีการประยุกต์ใหม่ให้เป็นสีสันที่น่าสนใจ ไม่ใช่แค่สีทอง มีช่อฟ้าที่อยู่ในวัดด้วย เดี๋ยวนี้เราไม่ค่อยเห็นช่อฟ้าที่เป็นไม้ทั้งแท่งแล้ว อันนี้เป็นของที่คุณแม่เก็บไว้ที่บ้านนานมากแล้ว”

Kalm Style

Kalm Style เป็นพื้นที่ขายของ มีด้วยกัน 3 หลัง 3 สไตล์ สินค้าทุกอย่างเป็นสินค้าที่ทรายออกแบบเอง มีทั้งทำงานร่วมกับชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ และคัดสรรมาจากต่างประเทศ โดยเน้นผ้าและสไตล์ที่เธออยากนำเสนอ

บ้านแต่ละหลังออกแบบให้สอดคล้องกับเสื้อผ้าที่วางจำหน่าย เช่น หลังแรกเล่นกับสีเอิร์ธโทน เป็นสีของเครื่องปั้นดินเผาที่คนสมัยก่อนใช้ในชีวิตประจำวัน สอดคล้องกับเสื้อผ้าภายในบ้านหลังนี้ที่นำมาใส่ได้แทบทุกวัน อีกหลังออกแบบเป็นกรีนเฮาส์สบายๆ เสื้อผ้าภายในบ้านก็จะมีความสบายๆ และเกิดจากกรรมวิธีธรรมชาติทั้งหมด

หมู่บ้านกลางเวียงเชียงใหม่ ที่เล่าเรื่องวัฒนธรรมและภูมิปัญญาผ่านสล่า ผ้า อาหาร ศิลปะ หัตถกรรมและประสบการณ์
หมู่บ้านกลางเวียงเชียงใหม่ ที่เล่าเรื่องวัฒนธรรมและภูมิปัญญาผ่านสล่า ผ้า อาหาร ศิลปะ หัตถกรรมและประสบการณ์

นอกจากพื้นที่ด้านล่างจัดเป็นโซนขายของแล้ว ด้านบนของแต่ละหลังก็ซ่อนเอกลักษณ์เอาไว้ไม่น้อย อย่างชั้นบนของหลังสีเอิร์ธโทนที่พวกเขาตั้งใจจัดให้เป็น DIY โซน มีห้องผ้าที่ขายผ้าม้วน ซึ่งผ้าม้วนจะผลัดเปลี่ยนตามธีมที่นำเสนอ โดยลูกค้าซื้อผ้าเมตรกลับบ้านไปสร้างสรรค์ต่อเองได้ หรือจะใช้พื้นที่ที่โครงการจัดเตรียมไว้ให้ก็ได้ ม่วนขนาด!

อนาคต พื้นที่ที่ว่าก็ยังปรับเปลี่ยนเป็นห้องเรียนสำหรับคนที่สนใจทำงานผ้าได้อีก 

Kalm Archive

หมู่บ้านกลางเวียงเชียงใหม่ ที่เล่าเรื่องวัฒนธรรมและภูมิปัญญาผ่านสล่า ผ้า อาหาร ศิลปะ หัตถกรรมและประสบการณ์

ชั้นบนของบ้าน Kalm Style อีกหลังมีมุมไฮไลต์ที่ต้องลองมาเดินและใช้เวลาที่ส่วนนี้สักครั้ง

“เราเรียกห้องนี้ว่าห้อง Archive เป็นห้องจัดแสดงงานผ้าแต่ละภาคของไทยที่คุณแม่สะสมเอาไว้ เราตั้งใจให้พื้นที่นี้เป็นแหล่งความรู้ ให้คนมาดูงานระดับครูเพื่อนำไปต่อยอด และอยากให้คนเข้ามาดูผลงานโดยไม่รู้สึกห่างเหินกับผลงานมากนัก แต่ก็ต้องรักษาผ้าเก่าเอาไว้ด้วยเช่นกัน เลยไม่เลือกโชว์ในตู้กระจก เพราะดูเป็นการกั้นคนกับชิ้นงาน 

“เราออกแบบให้เป็นการแขวนในระยะที่สายตายังมองเห็นรายละเอียดได้ และวางหมอนให้คนมานั่งดูกันแบบสบายๆ ส่วนจำนวนผ้าที่เอามาจัดแสดงก็มีร้อยกว่าผืนได้ ซึ่งยังไม่หมดเลยค่ะ” เธอเล่าพลางหัวเราะ

Kalm Residency Program

นอกจากแกลเลอรี่และร้านรวง ทรายและกรวดยังจัดสรรพื้นที่ให้ศิลปินและนักออกแบบมาพำนัก โดยมีห้องสตูดิโอส่วนตัวสำหรับทำงาน จะว่าไป เราก็ชื่นชอบที่หมู่บ้านแห่งนี้ให้ความสำคัญกับศิลปะและศิลปินอย่างแท้จริง

“ด้านบนเราเตรียมไว้สำหรับ Residency Program มีห้องพัก มีสตูดิโอให้ทำงาน เราอยากให้พื้นที่นี้เป็น Knowledge Production ไม่จำเป็นต้องเป็น Final Product ก็ได้ เราพยายามชวนศิลปินให้มาทำงานร่วมกันตามหัวข้อ เช่น ถ้าช่างทอผ้าภาคเหนือและภาคใต้มาทำงานด้วยกันในสถานที่เดียวกัน งานจะออกมาแบบไหนกันนะ

“เราไม่แบ่งหรือกั้นว่าคุณจะต้องเป็นนักออกแบบ เป็นศิลปิน เป็นช่าง ทุกคนมาสร้างงานด้วยกันได้หมดเลย แล้วแกลเลอรี่ตรงนี้ก็จะแสดงงานที่เกิดจากโปรแกรมนี้ คนที่เข้ามาในพื้นที่ก็จะชมการทำงานได้ด้วย”

หอแก้ว

หลังจากทรายและกรวดพาเราเดินชมพื้นที่โดยรอบจนครบ ก็มาจบที่ชั้นบนของโครงการ

“ตรงนี้เป็นศาลาที่ลุงมิตรทำค่ะ เราตั้งใจทำเป็นหอแก้ว ต้องการโชว์โครงไม้ ซึ่งเป็นการเข้าไม้แบบโบราณ จะเห็นว่ามีรายละเอียดของลุงมิตรเยอะแยะไปหมดเลย อย่างการเข้าลิ่มบริเวณบัวตรงเสา มันเป็นส่วนที่เราอยากเชิดชูงานของสล่าสมัยก่อนที่เขาสามารถสร้างสรรค์อาคารต่างๆ ออกมาจนกลายเป็นภูมิปัญญาหนึ่งของบ้านเรา”

หมู่บ้านกลางเวียงเชียงใหม่ ที่เล่าเรื่องวัฒนธรรมและภูมิปัญญาผ่านสล่า ผ้า อาหาร ศิลปะ หัตถกรรมและประสบการณ์

บนหอแก้วยังเป็นจุดชมวิวที่มองออกไปจะเห็นยอดเจดีย์หลวงภายในวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เป็นทิวทัศน์ที่สวยงามมาก และยังเป็นการเชื่อมโยงไปยังสถานที่ที่เป็นจุดเริ่มต้นไอเดียของการสร้างโครงการแห่งนี้ขึ้นมา

“โปรเจกต์นี้ทำให้เราได้เรียนรู้จากช่าง ศิลปิน และนักออกแบบเยอะแยะมากมายเลยค่ะ เราหวังว่าผู้คนที่มาที่นี่จะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เกี่ยวกับภูมิปัญญาของบ้านเราได้มากยิ่งขึ้น 

“ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ ถ้าการเข้ามาที่ Kalm Village ทำให้เขานำภูมิปัญญาเหล่านี้ไปต่อยอดต่อไปในชีวิตได้” สองคนพี่น้องจบบทสนทนาด้วยรอยยิ้มและแววตามุ่งมั่น

หมู่บ้านกลางเวียงเชียงใหม่ ที่เล่าเรื่องวัฒนธรรมและภูมิปัญญาผ่านสล่า ผ้า อาหาร ศิลปะ หัตถกรรมและประสบการณ์

Kalm Village

ที่อยู่ : 14 ซอย 4 ถนนพระปกเกล้า อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)เปิดบริการวันจันทร์-วันอาทิตย์ (หยุดทุกวันพุธ) เวลา 09.30 น. – 18.30 น.
โทรศัพท์ : 0 2115 2956
Website : www.kalmvillage.com
Facebook : Kalm Village

Writer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

เนื้อน้ำค้าง ข้าวแรมฟืน ข้าวปุกงา ซาโมซ่า ต้มใบกระเจี๊ยบ ปาปาซอย 

เมนูชื่อแปลกที่หลายคนอ่านแล้วไม่คุ้น คือของดีของชาวมุสลิมเชื้อสายจีนยูนนานในจังหวัดเชียงใหม่ พวกเขาจะนำเมนูที่เรากล่าวมาและยังไม่ได้กล่าวอีกมากมาขายที่ ‘กาดนัดจีนยูนนาน’ หรือ ‘กาดบ้านฮ่อ’ ทุกเช้าวันศุกร์จนถึงเที่ยง

ตลาดนัดแห่งนี้อยู่คู่กับชุมชนมุสลิมบ้านฮ่อและเชียงใหม่มามากกว่า 30 ปี โดยเริ่มต้นจากคำชักชวนของคนในชุมชนให้ลองเอาของมาขาย กระทั่งเริ่มมีร้านค้ามากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้บรรยากาศภายในตลาดมีความเป็นกันเอง พ่อค้า แม่ค้า รวมถึงลูกค้า ต่างทักทายกันอย่างสนิทสนม ราวกับเป็นวันนัดพบของครอบครัวใหญ่

ส่วนอายุของชุมชนบ้านฮ่อ เก่าแก่กว่าตัวตลาดเสียอีก โดยย้อนกลับไปได้ไกลถึง 116 ปี 

กาดบ้านฮ่อ ตลาดเช้ามุสลิมจีนยูนนานแห่งเดียวของเชียงใหม่ อาหารและวัตถุดิบสนุกเพียบ

เริ่มจากพ่อค้าแม่ค้าชาวมุสลิมจีนยูนนานที่ตัดสินใจนำสินค้าของตนแบกขึ้นม้าต่างหรือล่อ เดินทางเป็นคาราวานฝ่าดงและดอยสูงชันเพื่อมาเร่ขายของตามเมืองต่างๆ ในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงเชียงใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ. 2446 พ่อค้าแม่ค้านักเดินทางบางส่วนเริ่มลงหลักปักฐานจนกลายเป็นชุมชนมุสลิมบ้านฮ่อ และนอกจากสินค้าต่างๆ ที่พวกเขาขนข้ามภูเขามาขาย ชาวมุสลิมจีนยูนนานยังได้นำวัฒนธรรมการกินติดตัวมาด้วย ซึ่งต่อมาก็มีเมนูหนึ่งที่ถูกดัดแปลงให้เหมาะกับรสชาติคนไทย จนได้รับความนิยมไปทั่วทั้งภูมิภาคตอนเหนือ นั่นก็คือ ‘ข้าวซอย’

เช้าวันนี้เราชวน ชัยวัฒน์ บุญส่ง ผู้ดูแลกาดนัดจีนยูนนาน มาเป็นไกด์พาทุกคนแอ่วตลาดเช้า เรียนรู้เรื่องราวของตลาด ทำความรู้จักเมนูอาหารชื่อแปลกจากมณฑลยูนนาน และตามรอยข้าวซอยแบบดั้งเดิมกัน

กาดบ้านฮ่อ ตลาดเช้ามุสลิมจีนยูนนานแห่งเดียวของเชียงใหม่ อาหารและวัตถุดิบสนุกเพียบ

“กาดนัดจีนยูนนาน หรือที่คนเชียงใหม่อาจคุ้นกันในชื่อ กาดบ้านฮ่อ ซึ่งจริงๆ แล้ว คนในชุมชนไม่ชอบที่จะถูกเรียกว่า จีนฮ่อ นะครับ ตอนหลังเราเลยตัดสินใจเปลี่ยนชื่อตลาดมาเป็น ‘กาดนัดจีนยูนนาน’ แทน 

“ตลาดนัดแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนื้อที่ขนาดห้าไร่ มีแลนด์มาร์กสำคัญที่หลายคนจดจำได้คือ บ้านไม้โบราณกลางตลาด อายุกว่าร้อยปี เป็นบ้านของคหบดีเมืองเชียงใหม่ ท่านขุนชวงเลียง วงศ์ลือเกียรติ หรือนามเดิม เจิ้งชงหลิ่ง พ่อค้าชาวจีนยูนนานผู้นับถือศาสนาอิสลามที่เดินทางนำสินค้าขึ้นม้าต่างจำนวนหนึ่งร้อยตัว เดินทางผ่านสิบสองปันนา เชียงตุง และเข้าสู่ภาคเหนือของประเทศไทยจนถึงจังหวัดเชียงใหม่เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ในสมัย เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ เจ้าหลวงองค์ที่ 8 ผู้ครองเชียงใหม่ ซึ่งตอนนั้นตรงกับสมัยในหลวงรัชกาลที่ 5″ ชัยวัฒน์เล่าประวัติ

นอกจากการค้าขาย ตอนที่ประเทศไทยกำลังมีการก่อสร้างทางรถไฟสายเหนือ ช่วงขุดอุโมงค์ขุนตานซึ่งอยู่ท่ามกลางดอยล้อมรอบ ทำให้การขนส่งต่างๆ ยากลำบาก ท่านขุนชวงเลียงได้นำม้า วัว และล่อของตนเข้ามาช่วยเหลือ ขนวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างต่างๆ จนการก่อสร้างสำเร็จ และยังช่วยขนส่งพัสดุไปรษณีย์กับเอกสารราชการไปตามจังหวัดทางตอนเหนือ ทำให้ เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงผู้ครองเชียงใหม่องค์ที่ 9 จึงประทานที่ดินจำนวน 5 ไร่ให้แก่ท่านขุนชวงเลียง ต่อมาท่านจึงสร้างบ้านไม้ขึ้นมาเป็นที่อาศัย ซึ่งคือที่ตั้งของกาดจีนยูนนานในปัจจุบัน

ความดีความชอบของท่านขุนชวงเลียงยังคงเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อคราวก่อสร้างสนามบินเชียงใหม่ ท่านขุนชวงเลียงได้บริจาคที่ดินของตนจำนวน 100 ไร่ ซึ่งกลายเป็นที่ตั้งของสนามบินเชียงใหม่ในปัจจุบัน ทำให้ขุนชวงเลียงได้รับความดีความชอบ จนได้รับประทานนามสกุล วงศ์ลือเกียรติ จากในหลวงรัชกาลที่ 6 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ประวัติของท่านขุนชวงเลียงยังมีความน่าสนใจ เมื่อสืบค้นจนพบว่าท่านขุนคือทายาทของ เจิ้งเหอ ยอดแม่ทัพกองเรือของจีนที่เดินทางรอบโลกเมื่อ 600 ปีที่แล้ว ซึ่งมีทฤษฎีกล่าวว่าเจิ้งเห้อคือผู้ค้นพบทวีปอเมริกาก่อน คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus) แต่ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบัน เจิ้งเห้อเดินทางไปหลายทวีปตั้งแต่แอฟริกา ซึ่งปรากฏในบันทึกว่าท่านเคยนำสัตว์จากแอฟริกา อาทิ ม้าลาย นกกระจอกเทศ ยีราฟ ฯลฯ ถวายแด่จักรพรรดิหย่งเล่อ

เจิ้งเห้อยังเดินทางไปยังประเทศในทวีปเอเชียที่อยู่ติดกับทะเล รวมถึงประเทศไทยในรัชสมัย สมเด็จพระรามราชาธิราช แห่งราชวงศ์อู่ทอง ผู้ปกครองกรุงศรีอยุธยา ซึ่งคนไทยในปัจจุบันรู้จักท่านในนาม ‘เทพเจ้าซำปอกง’ หรือ หลวงพ่อโตจากวัดกัลยาณมิตร กรุงเทพฯ ซึ่งว่ากันว่าเกิดจากความเข้าใจผิด สาเหตุที่ชาวจีนมาไหว้วิญญาณเทพเจ้าซำปอกงที่วัดกัลยาณมิตรนั้น เกิดจากชาวจีนที่นับถือศาสนาพุทธกลุ่มหนึ่งเลื่อมใสในหลวงพ่อโตที่วัดกัลยาณมิตร จึงเขียนตัวอักษรจีนไว้ที่หน้าวิหารว่า ‘ซำปอฮุดกง’ หมายถึง พระเจ้า 3 พระองค์

นั่นคือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ชาวจีนที่นับถือเจ้าพ่อซำปอกงอ่านป้ายนั้นคลาดเคลื่อนเป็น ‘ซำปอกง’ จึงคิดว่าเป็นสถานที่เซ่นไหว้วิญญาณของซำปอกงหรือเจิ้งเห้อ จึงกลายเป็นสถานที่สักการะซำปอกงมาถึงปัจจุบัน

ด้วยเหตุนี้ บ้านไม้ของท่านขุนชวงเลียงที่เป็นแลนด์มาร์กของกาดนัดจีนยูนนาน จึงมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ไม่น้อย ทั้งในชุมชนบ้านฮ่อ จังหวัดเชียงใหม่ จนถึงระดับประเทศ

กาดบ้านฮ่อ ตลาดเช้ามุสลิมจีนยูนนานแห่งเดียวของเชียงใหม่ อาหารและวัตถุดิบสนุกเพียบ
กาดบ้านฮ่อ ตลาดเช้ามุสลิมจีนยูนนานแห่งเดียวของเชียงใหม่ อาหารและวัตถุดิบสนุกเพียบ

“ในอดีตบ้านไม้ของขุนชวงเลียง ถูกใช้เป็นที่รวมตัวของชาวจีนยูนนานในพื้นที่ เพื่อประกอบพิธีทางศาสนาอิสลาม กระทั่งต่อมามีการสร้างมัสยิดบ้านฮ่อขึ้นใกล้ๆ กัน ก็เลยย้ายไปทำพิธีกรรมในมัสยิดแทน และทุกๆ วันศุกร์ คนในชุมชนจะเข้าไปประกอบพิธีทางศาสนาภายในมัสยิดกันทุกคน ลูกหลานของท่านขุนชวงเลียงจึงเปิดพื้นที่รอบบ้านให้คนในชุมชนเริ่มนำของมาขาย จากหนึ่งร้านก็ชักชวนต่อๆ กัน จนกลายเป็นตลาดนัดที่เกิดขึ้นทุกวันศุกร์ถึงวันนี้”

ชัยวัฒน์พาเราเดินชมรอบๆ บ้านเจิ้งเหอที่ตอนนี้อยู่ในสภาพทรุดโทรม จึงปิดไว้ไม่ให้ใครเข้า เขาชี้ให้เราเห็นร่องรอยการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยที่แสดงให้เห็นจากการซ่อมแซมส่วนต่างๆ ของบ้านไม้โบราณหลังนี้

“เราจะเห็นว่ามีความพยายามซ่อมแซมบ้านหลังนี้อยู่ตลอด เช่น กระเบื้องดินเผาบนหลังคา ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่ามีกระเบื้องสองชนิด แบบแรกมีปลายโค้งคล้ายเกล็ดมังกร กับแบบเรียบที่นำมาซ่อมแซมภายหลัง เสาใต้ถุนบ้านก็พบว่ามีการเสริมเสาปูนเข้ามา เสาไม้หลายอันก็มีการเสริมให้แข็งแรงโดยชาวบ้าน บ้านไม้อายุขนาดนี้ต้องใช้เงินในการซ่อมแซมไม่ต่ำกว่าล้าน ซึ่งชาวบ้านดูแลไม่ไหว ตอนที่บริษัทของเจ้านายผมเข้ามาซื้อพื้นที่ตรงนี้จากทายาทของท่านขุนชวงเลียง เราบอกความตั้งใจว่าจะเก็บบ้านไม้หลังนี้เอาไว้ 

“ในอนาคต เราปรึกษากับ อาจารย์จุลพร นันทพานิช ว่าจะซ่อมแซมให้กลับมาสมบูรณ์และใช้เป็นพื้นที่แสดงนิทรรศการบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของชุมชนบ้านฮ่อ เพราะที่นี่คือสถานที่ในความทรงจำของชุมชนทุกคน หลายคนเคยวิ่งเล่นที่นี่ตั้งแต่เด็ก เราปล่อยให้บ้านนี้พังลงไปไม่ได้”

กาดบ้านฮ่อ ตลาดเช้ามุสลิมจีนยูนนานแห่งเดียวของเชียงใหม่ อาหารและวัตถุดิบสนุกเพียบ

ระหว่างที่เดินตามชัยวัฒน์เข้าไปในตลาด แผงพ่อค้าแม่ค้าต่างทักทายเขาอย่างสนิทสนม บ้างก็ปรึกษา

“ผมเองเป็นคนในพื้นที่ เติบโตมาในบริเวณนี้ ผมทำงานที่ตลาดนี้มายี่สิบสองปี เราเลยรู้จักกันหมด พ่อค้าแม่ค้าบางคนที่ขายมาตั้งแต่สมัยก่อตั้งตลาด หลายคนเริ่มทยอยเสียไปแล้วและได้ทายาทรุ่นสองมารับช่วงต่อ มันเหมือนครอบครัวใหญ่ เวลาเขามีปัญหาอะไรเราก็คุยกันได้ ตอนนี้หลายคนในตลาดกำลังกังวลเรื่องยอดขายที่น้อยลงเพราะสถานการณ์โควิด-19 เราก็พยายามช่วยเขาให้ขายได้ดีเหมือนเดิม สร้างเพจของตลาดขึ้นมา ช่วยถ่ายรูปสินค้าโปรโมตลงเพจให้ผู้คนทั่วไปได้เห็น ได้รู้จัก เราเติบโตและเห็นคุณค่าของตลาดนัดแห่งนี้ เลยอยากสื่อสารให้คนอื่นได้รู้เช่นกัน 

“สิ่งแรกที่ผมอยากสื่อสารเลยคือ ของที่นำมาขายที่นี่เป็นของดี เป็นผัก ผลไม้ คุณภาพดี สด และปลอดภัย ซึ่งปกติของที่มีคุณภาพแบบนี้มักจะถูกนำไปขายในซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งชาวบ้านทั่วไปสู้ราคาไม่ได้ แต่ที่นี่เราตั้งใจเปิดโอกาสให้ชาวบ้านหรือคนทั่วไปเข้าถึงของดีได้ในราคาไม่แพงมาก แถมยังสนับสนุนสินค้าเกษตรจากเกษตรกรที่มาขายโดยตรง ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง” ชายที่เติบโตมากับพ่อค้า แม่ขาย และพื้นที่แห่งนี้ เล่าใจความสำคัญให้เราฟัง

ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี
ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี

พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ในตลาด คือคนที่อยู่แถวดอยอ่างขาง ดอยหลวงเชียงดาว อำเภอไชยปราการ ที่มีอากาศค่อนข้างหนาว ทำให้ปลูกผลผลิตเมืองหนาวได้ดี ที่ตลาดแห่งนี้เราจึงเห็นผักผลไม้เมืองหนาวในแต่ละฤดูกาลมาวางขายในราคาถูก ไม่ว่าจะเป็น ลูกพลับ เชอรี่ บ๊วย หรืออะโวคาโดที่มีให้ซื้อตลอดปี ที่นี่ยังเป็นแหล่งรวมวัตถุดิบทำอาหารสไตล์จีนยูนนานที่ใหญ่และครบครันที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปรุงที่นำเข้าจากจีน ไก่ดำ เต้าหู้ยี้ กิมจิหรือผักดองที่มีทั้งสูตรแบบไทย แบบจีน และไทใหญ่ให้ลอง 

หนึ่งในไฮไลต์ก็คือเนื้อหรือเป็ดน้ำค้าง ภูมิปัญญาการเก็บรักษาเนื้อของจีนยูนนานที่นำเนื้อมาพอกกับเหลือแล้วตาก นำมาผัดกับเครื่องเทศต่างๆ ได้รสชาติที่เข้มข้น

ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี

“เนื้อน้ำค้างหรือเป็ดน้ำค้างเป็นหนึ่งในสินค้าเด่นของที่นี่ และน่าจะเป็นตลาดเดียวที่มีสินค้านี้ขายเยอะที่สุด แต่ละเจ้าเขาก็จะมีสูตรประจำครอบครัว และมีลูกค้าประจำของแต่ละคนมาคอยต่อคิวซื้อกลับไปทำกินที่บ้าน”

ระหว่างที่เดินในตลาด เราต้องหยุดเดินหลายครั้งเพื่อแวะถามชื่อของวัตถุดิบต่างๆ ที่ไม่คุ้นตาเสียเลย เช่น ใบกระเจี๊ยบแดง ให้รสเปรี้ยวกำลังดี นำไปต้มตัดเลี่ยนกับขาหมู ทำเป็นแกงหรือผัดกับเนื้อสัตว์ได้รสชาติอร่อย แถมยังมีคุณสมบัติเป็นสมุนไพรที่มีวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงสายตาด้วยนะ

ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี
ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี

เดินมาอีกหน่อย เราก็พบเมนูของทอดสีเหลืองหน้าตาน่ารับประทาน นั่นคือข้าวโพดทอด อาหารทานเล่นของจีนยูนนาน ที่นำข้าวโพดหวานหมักกับแป้งสาลี ก่อนนำมาทอดในกระทะแบน เมื่อกัดเข้าไปแล้วได้ความกรอบ และยังมีเมล็ดข้าวโพดให้เคี้ยว ทานได้อย่างเพลิดเพลินด้วยรสหวานกำลังดี ไม่เลี่ยน ถัดมาอีกนิดเป็นแผงของทอดรูปทรงสามเหลี่ยมน่าทาน เป็นแป้งทอดยัดไส้คล้ายปอเปี๊ยะในแบบฉบับชาวมุสลิมที่เรียกว่า ซาโมซ่า มีทั้งไส้ผักและเนื้อสัตว์

อีกเมนูที่คนต่อคิวซื้อเยอะมาก คือ ข้าวปุกงา หรือ ข้าวหนุกงา เป็นการนำข้าวเหนียวมาตำกับงาขี้ม่อน แล้วนำไปย่าง ราดด้วยน้ำอ้อยหรือน้ำผึ้ง แล้วห่อใบตองถือทาน ได้กลิ่นข้าวและงาหอมฟุ้ง หวานกำลังดี หนึบน่าเคี้ยว

“สำหรับบางคนที่ไม่อยากทานทันที ก็ซื้อข้าวปุกงาแบบแผ่นกลับบ้านได้ จะทอดให้กรอบนิดหน่อย หรือปิ้งให้หอมก็อร่อยเหมือนกัน ข้าวปุกงาเป็นอาหารของคนบนดอยที่เขาทำกินในช่วงเทศกาลเท่านั้น ถ้ามาตลาดนัดจีนยูนนานจะได้กินทุกวันศุกร์ เนอะแม่” ชัยวัฒน์หันไปแซวคุณป้าเจ้าของร้านข้าวปุกงา สร้างเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี 

ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี

เราเดินเล่นในตลาดจวนจะเที่ยง แม้จะแวะชิมอาหารแปลกตาต่างๆ แต่ก็ยังมีพื้นที่ในกระเพาะเหลือไว้สำหรับเมนูอร่อยจานถัดไปที่ชัยวัฒน์กำลังจะพาเราไป 

“อันนี้เป็นอีกร้านเก่าแก่ของตลาดครับ ขายมาตั้งแต่รุ่นแม่ ปัจจุบันรุ่นลูกเข้ามารับช่วงต่อ เป็นร้านอาหารที่ขายข้าวแรมฟืนร้อน ข้าวแรมฟืนเย็น และก๋วยเตี๋ยวยูนนาน” ไกด์หนุ่มประจำตลาดแนะนำอย่างเชี่ยวชาญ

เมนูทีเกิดจากการนำข้าวหรือแป้งจากถั่วเขียวมาโม่และหมักทิ้งไว้จนจับเป็นก้อน แล้วหั่นเป็นแท่ง ลูกเต๋า หรือซอยเป็นเส้นก็ได้ ราดน้ำซุปพร้อมเครื่องปรุง ทานคู่กับผักดอง ส่วนก๋วยเตี๋ยวยูนนาน จะนำแป้งข้าวมาซอยเป็นเส้น ราดด้วยซุปน้ำใสและเนื้อที่ผัดกับเครื่องเทศ ทานพร้อมผักดอง ต่อมาชาวเชียงใหม่หยิบมาดัดแปลงให้ถูกปากคนไทยมากขึ้น ด้วยการใส่กะทิเพิ่มเข้าไปให้เข้มข้น และเปลี่ยนมาใช้เส้นบะหมี่แทน โดยคำว่าข้าวซอย ก็มาจากกระบวนการนำก้อนแป้งมาซอยให้เป็นเส้นนั่นเอง 

ซึ่งที่ตลาดนัดจีนยูนนาน คุณจะได้ลองกินบรรพบุรุษของข้าวซอย และหากยังอยากตามรอยพัฒนาการของข้าวซอย ให้ลองเดินออกมาจากตลาดเล็กน้อย ใกล้ๆ กันจะมีร้านข้าวซอยอิสลาม ร้านเจ้าดังที่อยู่กับย่านมานาน มีเมนูข้าวซอยที่เริ่มวิวัฒนาการโดยมีการใส่กะทิ แต่ยังคงใช้เส้นจากข้าวอยู่ให้คุณลองชิม

ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี
ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี

เราทำภารกิจตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอยสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ตลาดก็วายทันกันพอดี

ขณะที่ชัยวัฒน์เดินมาส่งเรากลับบ้าน เขาก็เริ่มเล่าสิ่งที่อยู่ในใจให้ฟัง

“ผมเชื่อว่าผู้คนในย่านหรือแม้แต่คนเชียงใหม่เอง รู้สึกผูกพันกับตลาดแห่งนี้ เดี๋ยวนี้เราหาตลาดที่มีความสัมพันธ์แบบนี้ได้ยากแล้วนะครับ มันเป็นเสน่ห์ของที่นี่ รวมถึงบ้านไม้โบราณ สินค้าต่างๆ หรือแม้แต่การจัดวางร้าน 

“เมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ อาจจะดูรก ไม่วางตัวเป็นเส้นตรงเป๊ะๆ อยู่ในกรอบ แต่สำหรับผมมันคือเสน่ห์ของที่นี่ เป็นสิ่งที่อยู่ในความทรงจำของผู้คนมาแล้วรุ่นต่อรุ่น เราไม่อยากเปลี่ยนอะไรถ้ามันจะส่งผลไม่ดี ในอนาคตเราจะพยายามพัฒนาให้มีกิจกรรม มีการสื่อสารเรื่องราวที่อยู่ภายในตลาดแห่งนี้ให้คนรู้จักมากขึ้น ในสถานการณ์โรคระบาดแบบนี้ เมื่อมันเริ่มดีขึ้น ผมก็อยากให้คนกลับมาสนุกกับการเดินตลาดอีกครั้ง” ชัยวัฒย์ส่งต่อความในใจด้วยรอยยิ้ม

กาดนัดจีนยูนาน (กาดบ้านฮ่อ)

ที่ตั้ง : ซอยเจริญประเทศ 1 ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100 (แผนที่)

เปิดเฉพาะวันศุกร์ เวลา 05.00 – 12.00 น. 

โทรศัพท์ : 06 2592 3447

Facebook : กาดนัดจีนยูนาน

Writer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load