16 พฤศจิกายน 2561
14 K

นักเรียนในโรงเรียนจังหวัดเชียงใหม่กว่าครึ่งไม่ว่าจะวัยใด ต้องเคยเข้าเรียนวิชาภูมิปัญญาที่โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนามาอย่างน้อย 1 ครั้ง

อย่าตกใจ คำว่า ‘โฮงเฮียน’ คือคำเมืองล้านนาที่แปลว่า ‘โรงเรียน’ ในภาษาไทยกลาง

โรงเรียนนี้ห้อมล้อมด้วยต้นไม้ พืชพรรณธรรมชาติ และบ้านทรงไทยล้านนา ที่สร้างด้วยการใช้องค์ความรู้แบบล้านนา ตั้งอยู่ที่ถนนแก้วนวรัฐ ใจกลางเมืองเชียงใหม่

ฉันพบ คุณหนึ่ง-ยุทธการ ขันชัย เจ้าหน้าที่ประสานงานโฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา ในเช้าที่มีคลาสเรียน 2 กลุ่มคือ นักเรียนตัวเล็กๆ ชั้นประถมที่กำลังตื่นตาตื่นใจกับวิธีการทำผ้ามัดย้อมด้วยลวดลายแบบล้านนา และกลุ่มนักเรียนหญิงจากมหาวิทยาลัยประเทศญี่ปุ่น ที่พวกเธอกำลังขะมักเขม้นกับการวาดลวดลายบนร่มกระดาษสา

ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเด็กตัวเล็กๆ และความตั้งใจของนักเรียนสาวที่อยากวาดร่มให้ได้ลวดลายที่สวยงาม เนื้อหาการเรียนการสอนในโรงเรียนแห่งนี้ ไม่ได้สอนวิชาความรู้ตามหลักสูตรที่ผู้ใหญ่กำหนดมา

หากแต่เป็นหลักสูตรที่เพิ่มเติมองค์ความรู้ในท้องถิ่น เพื่อไม่ให้สิ่งเหล่านี้จางหายไปตามกาลเวลา

โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา

สั่งสม

พิษต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ทำให้ชีวิตใครหลายคนเปลี่ยนไปในชั่วข้ามคืน

ผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนคือผู้คนที่อาศัยในตัวเมือง ในทางกลับกัน ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในแถบชนบทกลับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากการล่มสลายทางเศรษฐกิจเมื่อ 21 ปีที่แล้ว และสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุข พอใจในปัจจัยชีวิตของตน

นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดงาน ‘สืบสานล้านนา’ ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนาในเวลาต่อมา

โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา

“ในช่วงพิษเศรษฐกิจชาวบ้านนอกเมืองไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลยจากระบบเศรษฐกิจที่ล่มสลาย เขายังคงดำรงชีวิตของเขาได้ กลุ่ม NGO ภายใต้การนำของ อาจารย์ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ จึงจัดงาน ‘สืบสานล้านนา’ ขึ้น มีการนำวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น มาจัดแสดง รวมถึงมหรสพ การแสดงดนตรีพื้นเมือง ซึ่งจัดในรูปแบบของกาดหมั้ว หรือตลาดนัดแบบล้านนา ที่นำมาประยุกต์จนเป็นที่นิยมในปัจจุบันเลยก็ว่าได้

“ทุกปีเมื่อจัดงานก็จะมีคนมาถามว่า เรื่องราวของวิถีชีวิตเหล่านี้ ทั้งดนตรี การแสดง การฟ้อนรำต่างๆ ถ้าอยากเรียน จะไปเรียนได้ที่ไหน จนวันหนึ่งทางกลุ่มคิดกันขึ้นมาว่าทำไมเราไม่ตั้งโรงเรียน ประกอบกับได้คำแนะนำจาก พระพุทธพจนวราภรณ์ (จันทร์ กุสโล) ที่ท่านกล่าวว่า การสืบสานมันไม่ใช่ปีหนึ่งจัดงานครั้งหนึ่ง เราควรจะสืบสานทุกลมหายใจเข้าออก  

“เราเลยเริ่มก่อตั้งโฮงเฮียนขึ้นมาเมื่อประมาณปี 2546 บริเวณที่ตั้งปัจจุบัน เดิมเป็นที่ดินของ คุณเล็ก ล่ำซำ ท่านให้ยืมพื้นที่จัดงานมาก่อน จนคุณเล็กยกให้กับหลวงปู่จันทร์แล้วก็เอามาตั้งเป็นโรงเรียน หลังจากหลวงปู่จันทร์มรณภาพ พื้นที่ก็มอบให้กับวัดป่าดาราภิรมย์ดูแลต่อไป” คุณหนึ่งเล่าถึงจุดเริ่มต้นอันยาวนานกว่า 7 ปี จากความเปลี่ยนแปลงของงานประจำปี สู่โรงเรียนที่จัดสอนวิชาภูมิปัญญาล้านนาเพียงวิชาเดียว

โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา

สั่งสอน

การเริ่มต้นโฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา คือการเฟ้นหาพ่ออุ้ย (คุณตา) แม่อุ้ย (คุณยาย) และปราชญ์ชาวบ้านที่มีองค์ความรู้ในภูมิปัญญา เป็นคุณครูประจำวิชาในโรงเรียนแห่งนี้

แต่กว่าจะได้พบเจอครูแต่ละคน เป็นการเริ่มต้นที่ยากพอดู เนื่องจากครูแต่ละคนนั้นต่างอยู่ในพื้นที่ๆ ไกลจากโรงเรียน

“ช่วงแรกนี้มันเป็นยุคเริ่มโรงเรียนใหม่ เราได้เชิญครูภูมิปัญญาต่างๆ ซึ่งอยู่ในเชียงใหม่ อย่างเช่น พ่อน้อย ศรีแก้ว ที่เชี่ยวชาญในด้านการทำโคม หรือแม่ไหล (แม่บัวไหล คณะปัญญา-ผู้ริเริ่มการทำธุรกิจโคมล้านนาในย่านบ้านเมืองสาตร ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงใหม่) ในยุคแรกเป็นยุคของพ่อครู แม่ครู ที่อายุมาก ซึ่งมาสอนให้โดยไม่มีค่าตอบแทน”

โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา

“ในยุคนั้นมีนักเรียนเยอะพอสมควร วิชาหนึ่งก็เปิดรับ 10 – 20 คนต่อรอบ ผ่านไปถึงช่วงปี 2550 คนเฒ่าคนแก่เริ่มมาสอนไม่ไหว ทำให้เริ่มมีการเก็บค่าเรียน จากเคยเก็บ 300 บาท ค่อยๆ ขยับเป็น 500 – 700 บาท จนปัจจุบันเป็นคอร์สละ 1,500 ต่อ 15 ชั่วโมง ให้นักเรียนได้เรียนเต็มกระบวน ให้เรียนรู้จนครบชั่วโมงที่จะรับรู้ รับทราบ แต่ใครอยากจะต่อยอดก็คุยกับครูได้เลย” คุณหนึ่งเล่าถึงการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน

โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา

“ปัจจุบันทางโรงเรียนเปิดสอนวิชาอะไรบ้าง” ฉันถาม

“ถ้าแบ่งเป็นหมวดใหญ่มีอยู่ 5 หมวด หมวดภาษา คือคำเมือง ตัวอักษรล้านนา และวรรณกรรมพื้นบ้าน หมวดคีตหรือว่าดนตรีพื้นเมือง หมวดศิลปะ เช่น การทำโคม ทำตุง และวาดรูป พวกวาดลายต้อง ลายแต้ม หมวดงานหัตถกรรม เช่น สล่าจักสาน แกะสลัก ดุนโลหะ หล่อพระ ทำเครื่องเขิน และสุดท้ายคือถึงนาฏย คือการฟ้อนรำต่างๆ ทั้งชายและหญิง” คุณหนึ่งอธิบายถึงรายวิชาในโฮงเฮียน

หมวดวิชาที่ได้รับความนิยมมากมีอยู่ 3 วิชาหลักๆ คือหนึ่ง ฟ้อนที่ต้องใช้ผู้หญิงเป็นผู้แสดง เช่น ฟ้อนเล็บ ฟ้อนสาวไหม ฟ้อนเทียน รองลงมาคือฟ้อนที่ใช้ผู้ชายเป็นผู้แสดง ได้แก่ ฟ้อนเจิง หรือฟ้อนดาบ อันดับสามคือ งานหัตถกรรมและงานศิลปะ ได้แก่ วาดภาพบนผลิตภัณฑ์หรือวาดภาพแบบล้านนา เป็นต้น

ส่งเสริม

ด้วยสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของโลกและการเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น ผู้ปกครองส่วนหนึ่งเล็งเห็นปัญหาเหล่านี้ในบุตรหลาน จึงตัดสินใจส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนที่โรงเรียน เพื่อให้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ แถมได้ความรู้และความสามารถพิเศษติดตัวอีกด้วย

“เมื่อก่อนจะเป็นนักเรียนในช่วงอายุ 10 – 20 ปี ก็คือช่วงประถมปลายจนถึงมหาวิทยาลัย แต่ทุกวันนี้เหลือเด็กตัวเล็กลง เป็นเด็กชั้นประถมต้น เพราะเด็กวัยนี้อยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวประสบการณ์ และนำประสบการณ์เหล่านี้ไปใช้เป็นคุณสมบัติพิเศษ หรืออีกหนึ่งเหตุผลคือ ผู้ปกครองอยากให้เรียน เพราะว่าอยากให้เด็กห่างจากเกมหรือสื่อต่างๆ เพื่อมาเรียนรู้สังคม มาเรียนรู้ศิลปะพวกนี้”

โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา

ไม่ใช่เพียงนักเรียนหรือนักศึกษาเท่านั้น โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาได้เปิดโฮงเฮียนต้อนรับชาวต่างชาติเข้ามาเรียนรู้วัฒนธรรมล้านนา ทั้งนักเรียน นักศึกษา และนักท่องเที่ยว ที่นี่จึงเปรียบเสมือนโรงเรียนนานาชาติที่ต้อนรับเพื่อนใหม่จากต่างแดน เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมซึ่งกันและกัน

สืบสาน

ปีนี้เข้าสู่ปีที่ 15 ของการก่อตั้งโฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา เมืองเชียงใหม่มีความเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ทั้งความเจริญในสังคม การคมนาคม สิ่งอำนวยความสะดวก แม้กระทั่งวัฒนธรรมล้านนาดั้งเดิมก็ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงนี้เช่นกัน

แต่โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนายังยืนหยัดที่จะรักษาวัฒนธรรมล้านนาในรูปแบบดั้งเดิม อีกทั้งการแสวงหาองค์ความรู้ที่ไม่ผ่านการเปลี่ยนแปลง หรือปรับปรุงใดๆ เพื่อส่งต่อสู่คนรุ่นใหม่ ไม่ให้สูญหายไป ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างมากต่อคุณหนึ่งและทีมงานในการตามหาผู้เชี่ยวชาญในองค์ความรู้เหล่านั้น

แต่ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีภูมิปัญญาและศิลปะอีกมากมายถูกค้นพบ และยังมีผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่คอยให้ความรู้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

“ไม่นานมานี้เพิ่งค้นพบฟ้อนโบราณชนิดหนึ่ง ที่ครั้งหนึ่งเคยใช้ฟ้อนรับเสด็จรัชกาลที่ 5 ที่เมืองลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ตอนนี้มันเกือบสูญหายไป ปัจจุบันแม่ครูทั้งสามท่านที่มีความรู้ในการฟ้อนชนิดนี้เหมือนจะเสียชีวิตไปแล้ว ยังดีที่เรายังส่งคนเข้าไปสืบและเรียนไว้ แล้วก็เอาความรู้เหล่านี้กลับมาส่งต่อให้สังคมอีกทอดหนึ่ง รวมไปถึงการทอผ้าห่อคัมภีร์ หรือคัมภีร์ใบลาน ที่มันกำลังจะหายไป เราจึงพยายามดึงขึ้นมาให้เกิดเป็นวิชาที่น่าสนใจของสังคม แล้วเอาวิชาเหล่านี้ไปต่อยอดต่อไปได้ เป็นงานอดิเรกหรืออาชีพหลักก็ได้”

โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา

สิ่งหนึ่งที่คุณหนึ่งและทีมงานของโฮงเฮียนยังคงยืนหยัดท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคม คือการสืบสานวัฒนธรรมล้านนาดั้งเดิมให้เป็นมรดกของแผ่นดินเชียงใหม่ โดยยังมีผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ส่งต่อความรู้เหล่านี้ให้กับเด็กรุ่นใหม่ จากรุ่นสู่รุ่น

“เรารักษาวัฒนธรรมรวมถึงองค์ความรู้แบบดั้งเดิมที่ตกทอดมาให้คงอยู่ เพื่อจะส่งต่อความเป็นเอกลักษณ์แบบดั้งเดิมไปถึงอีกรุ่นหนึ่งให้ได้ คนเหล่านี้จะแตกงอกไปเป็นเมล็ดพันธุ์ใหม่ในที่ต่างๆ รวมถึงในหน่วยงานของสถาบันการศึกษา เพราะสิ่งเหล่านี้ค่อนข้างยืดยาว และเปลี่ยนรุ่นมาเรื่อยๆ จึงเกิดการสานต่ออย่างต่อเนื่อง ห่วงอยู่อย่างเดียวว่าการรักษาวัฒนธรรมที่ไม่เข้มแข็งพอจะทำให้วัฒนธรรมผิดเพี้ยนและบิดเบี้ยว พอนานเข้า สักวันหนึ่งวัฒนธรรมที่บิดเบี้ยวจะกลายเป็นความถูกต้องขึ้นมา”

โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา

ปัจจุบันมีผลผลิตจากโฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนากระจายตัวอยู่ตามแหล่งชุมชน โรงเรียน มหาวิทยาลัย อยู่จำนวนหนึ่ง นอกจากโฮงเฮียนจะให้ความรู้กับนักเรียนใหม่หลากหลายช่วงวัย หลายเชื้อชาติ หลายความแตกต่างแล้ว การสร้างบุคคลผู้มีองค์ความรู้ทางภูมิปัญญาเพื่อกระจายตัวไปยังที่ต่างๆ ยิ่งเป็นผลผลิตที่สำคัญที่จะทำให้วัฒนธรรมล้านนาแบบดั้งเดิมไม่สูญหายไปตามประสงค์ของโรงเรียนอย่างแน่นอน

โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา

Writer

สุรพันธ์ แสงสุวรรณ์

เขียนหนังสือบนก้อนเมฆในวันหนึ่งตรงหางแถว และทำเว็บไซต์เล็กๆ ชื่อ ARTSvisual.co

Photographer

บีซัน ตัน

ช่างภาพหุ่นหมี อารมณ์ดี มุกแป้ก เพิ่งจบใหม่จากรั้ววิจิตรศิลป์ มช. ปัจจุบันเป็นวิดีโอครีเอเตอร์อิสระอยู่ที่เชียงใหม่

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

NANA Coffee Roasters คาเฟ่ย่านบางนา คือสถานที่พูดคุยของเราในวันนี้ บรรยากาศโล่งโปร่ง รายล้อมด้วยสีขาวสะอาด ตัดกับความเขียวขจีของแมกไม้ มีกลิ่นหอมฟุ้งของกาแฟอบอวลชวนฝัน

และมีต่างหูยาวระย้า ที่คาดผมดอกไม้อลังการ กระโปรงบานสีฟ้าพลิ้วไหว กระเป๋าถือในคราบโทรศัพท์โบราณ พร้อมรอยยิ้มกว้างเป็นมิตร

ไม่ต้องมองหาให้เมื่อยคอ เธอคือ จอย-ณัฐกาญจน์ เด่นวณิชชากร เจ้าของธุรกิจ Joy Ride บริการดูแลพร้อมรับส่งผู้สูงอายุไปหาหมอ ไม่ผิดแน่ 

จอยเริ่มด้วยการบอกตามตรงว่าเธอชื่นชอบ The Cloud มาก และมักจะเข้ามาพูดคุยบนเพจของเราเสมอ วันนี้ ถึงตา The Cloud เป็นฝ่ายเข้าหาเธอ เรานั่งลง สนทนา ถามไถ่เรื่องราวในชีวิตจอยด้วยความยินดีอย่างยิ่ง

อาจเป็นเพราะกฎแห่งแรงดึงดูด, เธอว่า

หรืออาจเป็นเพราะสิ่งที่เธอทำมันมีทั้งคุณค่าและความหมาย, เราเห็นเช่นนั้น

หากไม่เชื่อ ขอโฆษณาให้ฟังสักเล็กน้อย 

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก
Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

ถ้าคุณเป็นคนที่เคยเลื่อนนัดหมอเพราะลูกหลานไม่ว่างพาไป จำต้องพลาดกิจกรรมบางอย่างเพราะไม่มีคนไปด้วย หรือไม่มีใครอยู่รอในวันที่ต้องผ่าตัดครั้งใหญ่ เรามีข้อเสนอดี ๆ มาให้

ก่อนอื่น นี่ไม่ใช่โฆษณาชวนเชื่อ แต่เป็นโฆษณาบริการรถรับจ้าง

และนี่ก็ไม่ใช่แค่รถรับจ้างธรรมดา แต่เป็นรถที่จอดรอคุณทั้งวัน มีโชเฟอร์ที่เป็นทั้งคนขับ คนช่วยพยุง คนคุยเล่นเป็นเพื่อน คนสื่อสารกับหมอ โดยมีการเตือนคุณให้กินยา และแวะเวียนมาหาพร้อมของฝากเป็นบริการหลังการขาย 

สตาร์ทอัพของอดีตพนักงานเงินเดือนหมดไฟ ที่หันมาเอาดีด้านการดูแลผู้สูงอายุราวกับคนในครอบครัว 

นี่เป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของ Joy Ride เท่านั้น

Joy to the World

จากจังหวัดยะลา ใต้สุดของประเทศ จอยขึ้นมาจบการศึกษาจากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะฝันอยากเป็นนักเขียนบท 

หากว่างจากการเรียน เธอมักจะเป็นอาสาสมัครเลี้ยงเด็กตามบ้านเด็กอ่อน และคอยช่วยเหลือค่ายศิลปะ Art for All เกือบทุกปี เป็นศิลปะสำหรับเด็ก 5 ประเภท คือ หูหนวก ตาบอด พิการทางรางกาย พิการทางสมอง และเด็กปกติ 

จอยบอกว่าตัวเองไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง มีชีวิตขาวสะอาดมาก ถึงขั้น “โคตรอินโนเซนส์”

เธอจึงตัดสินใจกลับไปอยู่ใต้อีกครั้งที่ภูเก็ต บ้านเกิดของแม่และยาย คิดว่าคงได้ประสบการณ์มาเขียนบทเป็นกอบเป็นกำ แต่กลับจับพลัดจับผลูมาทำงานการตลาด ในตำแหน่ง Marketing Officer ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่หนึ่งของชีวิต

จุดเปลี่ยนที่สอง เกิดขึ้นในวัย 25 ปี เมื่อเธอกลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ ด้วยการเป็น Brand Manager ของบริษัทเกี่ยวกับภาพยนตร์ นำพาให้เธอได้เติบโตบนเส้นทางนักการตลาดในหลายแวดวงเรื่อยมา จนถึงวันที่มีเงินเดือนแตะแสนบาท 

แต่เธอไม่จอยสมชื่อ จอยเต็มไปด้วยความทุกข์ หลังวิกฤตโควิดเข้ามาได้ 1 ปี

“มีความกดดันในที่ทำงาน จากเป็นคนที่เจ้านายรักมาก กลายเป็นหมาหัวเน่า เริ่มนั่งอยู่ดี ๆ ก็อยากร้องไห้ ขับรถก็ร้องไห้

“เริ่มโทรไปคุยกับแม่ว่า หม่าม้า ลูกจะเป็นคนที่ล้มเหลวไหมถ้าลูกจะขายบ้าน ขายรถที่กรุงเทพฯ ขายทุกอย่างเลย แล้วกลับไปอยู่ยะลา ลูกไม่มีความสุขในชีวิต รู้สึกแย่มาก”

เธอตัดสินใจไปพบแพทย์ วันนั้นเองที่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญได้ถือกำเนิดขึ้น

เรื่องแรก เป็นไปตามคาด หมอวินิจฉัยว่าจอยเป็นโรคซึมเศร้า เธอนั่งปล่อยโฮกลางโรงพยาบาล

เรื่องต่อมา ขณะที่น้ำตายังคงไหล เธอมองเห็นคนแก่ กำลังพาคนที่แก่กว่า และป่วยกว่าไปพบแพทย์

“ทำไมลูกหลานไม่พามา” เสียงในหัวเธอดัง คิดถึงเรื่องเล่าจากเพื่อนที่มีแม่เป็นมะเร็ง ต้อง Follow-up ทุก ๆ 3 เดือน แต่เจ้านายกลับไม่ให้ลาหยุด 

จอยกินยาคลายเครียดเม็ดแรกในชีวิต 

วันอาทิตย์เธอปรึกษาในกลุ่มมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการฝากร้าน ว่า จะทำธุรกิจรับจ้างพาผู้สูงอายุไปหาหมอ ปรากฏว่ามีคนสนับสนุน ให้ความสนใจเยอะมาก 

จอยยื่นจดหมายลาออกในเช้าวันจันทร์ 

เธอทำโลโก Joy Ride ให้คนในกลุ่มเลือกอีกครั้ง เธอจด Trademark จดทะเบียนเว็บไซต์ เปิดเฟซบุ๊ก จด Domain Name ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเวลา 1 เดือน 

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

Test Drive

ไอเดียแรกของธุรกิจนี้คือบริการดูแลพร้้อมรับส่งผู้สูงอายุ แต่ลูกค้าคนแรกที่โทรเข้ามา คือขอให้เธอช่วยรับกลับจากโรงพยาบาลสนาม เพราะเพิ่งหายจากโควิด แม้จอยจะขอใช้เวลาคิด แต่เธอก็โทรกลับไปตอบว่า “ได้ค่ะ”

จอยสวมเสื้อกันฝนแทนชุด PPE เปิดหน้าต่าง ปิดแอร์ สวมหน้ากากอนามัย 2 ชั้น พร้อมถุงมือและหมวก แม้จะเป็นงานแรกที่เธอยังจับต้นชนปลายอะไรไม่ได้มาก แต่ลูกค้าคนแรกของเธอก็กลับถึงบ้าน พร้อมเขียนรีวิวชื่นชมเธอยกใหญ่ จุดประกายให้ (อดีต) มาร์เก็ตติงสาว คิดแคมเปญขึ้นมาเล็ก ๆ ว่า Welcome home พาคุณกลับบ้าน ไปหาบ้านที่คุณรัก และคนที่คุณคิดถึง คอยรับจ้้างส่ง (อดีต) ผู้ป่วยโควิดตลอดทั้งเดือน 

กระนั้น จากที่เคยได้เงินเดือนแตะแสนบาท กลับกลายเป็นได้กำไร 200 บาทในเดือนแรก เพราะต้องซื้อชุด เครื่องพ่นแอลกอฮอล์ เครื่องฟอกอากาศ จ่ายค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ฯลฯ ทำให้เธอทบทวนความตั้งใจของตัวเองใหม่ จนเกือบจะล้มเลิก

“ประมาณเดือนตุลาคม ช่วงลูกค้าน้อย ๆ เราได้เจอลูกค้าเป็นคุณแม่ท้อง ทั้งเดือนแทบจะอยู่ได้เพราะคนนี้เลย เขาถามว่า พี่จอย คิดจะทำ Joy Ride ไปถึงเมื่อไหร่ หนูอยากให้พี่จอยดูแลหนูกับลูกไปจนลูกบวชนะ” 

แม้จอยจะฟังแล้วแอบร้องไห้เงียบ ๆ แต่คำตอบที่ดังที่สุดคือเธอจะทำทุกวิถีทางให้ธุรกิจนี้ไปต่อให้ได้

และ Joy Ride ที่มีสมาชิกเพียง 6 คนในตอนนั้น ก็ได้รู้จักกับคำว่า สตาร์ทอัพ

จอยร้อยเวที

จอยกลับสู่วงการการตลาดจนได้ แต่เป็นการทำ Pitch Desk โมเดลธุรกิจไปขอทุนตามองค์กรต่าง ๆ ซึ่งไม่เคยผ่านเลย เพราะไม่มีประสบการณ์การทำธุรกิจมาก่อน แต่ทุกครั้งที่ถูกปฏิเสธก็คล้ายจะเป็นการบังคับให้เธอกลับมาหาความรู้เพิ่ม

“เราทำบริการนี้ เพราะเราอยากทำบริการนี้ เราไม่ได้สนใจว่ามันจะเป็นธุรกิจที่เติบโต ผู้สูงอายุเป็นเทรนด์ได้ ไม่รู้ ตลาดผู้สูงอายุเป็นยังไง ไม่รู้ ไม่ทำการบ้าน และถึงแม้เราจะไม่ได้ทุน แต่กรรมการจะบอกว่า เราขาดอะไร 

“ทำให้เราเกิดการพัฒนา เราเป็นตัวช่วยแก้ปัญหาให้กับสังคม เป็นแพลตฟอร์มที่สร้างรายได้ให้กับคน อยู่ ๆ เราก็มีความคิดเหมือนกับเจ้าของกิจการ เราต้องดูแลทีมงานของเราให้ดี เขาจะได้ไปดูแลคนอื่นได้ดี ฉะนั้น ต้องมีกำไรในการบริหาร 

“จากได้เงินเดือนละ 20,000 กำไร 200 วันนี้เราโตขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ มีพนักงานเกือบ 20 คน และกำลังจะได้เงินหลายแสนบาท”

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

ไม่เพียงผู้สูงอายุเท่านั้นที่ใช้บริการได้ จอยเล่าว่า ลูกค้ากลุ่มรองลงมาเป็นคุณแม่ตั้งครรภ์ จนถึงรอรับกลับหลังคลอดลูกวันแรก นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้พิการที่ไม่ใช่แค่พาไปโรงพยาบาล แต่ยังพาไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่ต้องการคนดูแล เช่น ไปเที่ยว ไปดูหนัง ไปงานรับปริญญาตัวเอง อีกหนึ่งกลุ่มที่เราว่าน่าสนใจดี คือกลุ่มสาวโสดอายุ 30 – 40 ปี อาจเป็นเพราะเห็นตัวเองในอนาคต 

กลุ่มนี้ส่วนมากจะต้องการใครสักคนเป็นเพื่อน หรืออยู่เฝ้ารอหน้าห้องผ่าตัด เป็นวัยที่คงไม่ไขว่คว้าหาความช่วยเหลือเท่าไหร่ และกำลังใจอาจเป็นของหายากมากที่สุด อย่างน้อยในวันที่ไม่รู้ว่าชีวิตจะดีหรือร้าย การมีคนรอคอยการกลับมาก็มีค่าเหลือเกิน

“ตอนที่ติดต่อเรามาครั้งแรกเหมือนเป็นคนแปลกหน้า แต่หลังจากที่เราให้บริการ เขาก็มองเราไม่เหมือนเดิม เราเป็นลูกรับจ้าง หลานจำเป็น ในยามที่คุณจำเป็นต้องมีใครสักคนหนึ่งเป็นเพื่อนคอยดูแล” จอยย้ำความตั้งใจ

Easy ไม่ Scary

เชื่อว่าหลายคนคงอยากรู้แล้วว่า บริการรถรับจ้างที่เราโฆษณาไว้ตั้งแต่ต้นจะพิเศษขนาดไหน 

งานของ Joy Ride แตกต่างจากรถสาธารณะทั่วไปตรงที่เธอไม่ได้ส่งแค่ถึงปลายทาง แต่ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนเจอลูกค้า วันที่ไปพบแพทย์ จนถึงหลังกลับจากพบแพทย์ ขอเล่าง่าย ๆ ตามเวลา ดังนี้

ก่อนเจอลูกค้า

“ถ้าพรุ่งนี้ต้องไปรับลูกค้า วันนี้จะโทรไปสวัสดีค่าคุณแม่ น้องแอนเขาให้หนูไปรับพรุ่งนี้ 6 โมงเช้า คอนเฟิร์มนะคะ เราจะถามลูกตั้งแต่ก่อนไปแล้วว่าคุณแม่คุณพ่อชอบฟังเพลงอะไร บางคนบอกชอบ The Ghost Radio บางคนบอกชอบธรรมะ ลูกบางคนส่งเพลย์ลิสต์มาให้เปิดเลย 

“ขึ้นรถมา คุณแม่เพลงเสียงดังไปรึเปล่า เย็นไหม ร้อนไหม ในรถมีขนม เครื่องดื่ม ทิชชู เตรียมอุปกรณ์สำหรับคนแก่ บางทีหาหมอเสร็จแล้วหิว จะได้มีอะไรกินเล็ก ๆ น้อย ๆ มันจะไม่เหมือนนั่งรถโดยสาร แต่ขึ้นมาแล้วเหมือนได้นั่งรถหลานสาว”

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

วันที่ไปพบแพทย์

“เราพาพ่อแม่ไปโรงพยาบาลยังไง ก็ทำแบบนั้นแหละ พาไปห้องหมอ คิดแทนว่าถ้าเกิดว่าหมอบอกแบบนี้ เราจะต้องถามอะไรหมอ รับยา เจาะเลือด ระหว่างนี้ก็ต้องคอยรายงานลูกเป็นระยะ ๆ 

“เอกลักษณ์ของ Joy Ride คือการที่ลูกหลานจะรู้สถานะตลอด ออกจากบ้านแล้วค่ะ รับบัตรคิวแล้วค่ะ กำลังพากลับบ้านค่ะ และจะได้อ่าน Report ประจำวันด้วย เช่น วันนี้คุณหมอบอกว่ายาที่ให้ไปครั้งที่แล้วกินแล้วมวนท้อง ต้องกินก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง และเน้นให้คุณแม่ทำกายภาพ ค่าตับ ค่าคอเลสเตอรอล ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งทีมงานผู้ชายที่รับมาล่าสุด เขียนมาประมาณ 4 หน้าพร้อมรูปประกอบ เป็นไฟล์ PDF เราตกใจมาก เขาทำงานละเอียด ดีกว่าเราด้วยซ้ำ” 

หลังกลับจากพบแพทย์ 

“ถ้าเป็นลูกค้าฉีดวัคซีนก็จะทักไปถามว่า แม่คะ เมื่อคืนที่ฉีดวัคซีนเป็นยังไงบ้าง ปวดเนื้อปวดตัวไหม แล้วสมมติว่า มีนัดครั้งต่อไปเมื่อไหร่ก็จะโทรไปหาลูกว่า อาทิตย์หน้าคุณพ่อมีนัดนะคะ จะพาไปเองหรืออยากให้ทีม Joy Ride ไปรับเหมือนเดิม”

แต่แน่นอน ลำพังขับรถให้ผู้สูงอายุก็ต้องระมัดระวังมากอยู่แล้ว ยิ่งเป็นผู้โดยสารที่กำลังเจ็บไข้ได้ป่วย ยิ่งต้องคำนึงถึงความปลอดภัยมากเป็นพิเศษ สิ่งสำคัญในการขับรถของ Joy Ride จึงประกอบไปด้วย 

หนึ่ง ขับให้ช้าเข้าไว้ เคารพกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด 

สอง ให้ระวังเรื่องคำพูดมาก ๆ เพราะผู้โดยสารทุกคนเปราะบางทางอารมณ์ และเธอจะไม่ถามคนที่นั่งเบาะหลังว่าทำไมลูกสาวถึงไม่ว่าง จนกว่าเจ้าตัวจะเล่าออกมาเอง 

สาม ต้องมีความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคต่าง ๆ พอสมควร เป็นประโยชน์ต่อการควบคุมอาหารในแต่ละมื้อ 

และข้อสุดท้าย สำคัญที่สุด

“ต้องระวังตัวเราเอง เราเพิ่งเป็นนิ่วเพราะมัวแต่ดูแลคนอื่น ไม่กล้าทิ้งลูกค้า ต้องเข้าโรงพยาบาล แอดมิตครั้งแรกในรอบ 20 ปี”

นอกเหนือจากงานบริการที่ละเอียดลออเป็นพิเศษแล้ว สิ่งที่โดดเด่นดึงจุดสนใจ และคงไม่ถามไม่ได้ คือการแต่งตัวของเธอที่จัดหนักจัดเต็มทุกครั้ง 

จอยบอกว่าเป็นความชอบส่วนตัว บวกกับการสวมหน้ากากทำงานร่วมกับผู้สูงอายุที่ไม่ค่อยมีมือถือ มักเกิดปัญหาคุณตาคุณยายจำเธอไม่ได้ หากสวมกระโปรงบานสีฟ้า มีเครื่องหัวอลังการแบบนี้ คงไม่มีทางจำผิดคนเป็นแน่

“บางคนเขาจำเราไม่ได้ มีคุณยายคนหนึ่งเรียกเรา ยัยปุ๊กลุ๊ก เวลาไปติดต่อ คุณหมอ พยาบาล การเงิน จากที่หน้าหงิกหน้างอก็ยิ้มเลย การที่ต้องทำงานกับผู้ป่วยมันคือการทำงานกับความทุกข์ของคน แล้วเราได้เอาความสดใสเล็ก ๆ ไปทำให้เขามีความสุข คนแรกที่มีความสุขก็คือตัวเราเอง” เราพยักหน้าคล้อยตาม และมีความสุขเป็นคนถัดมา

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก
Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

Please mind the gap between you and your mom

งานบริการส่วนใหญ่คงอยากให้ลูกค้าแวะเวียนกลับมาใช้ซ้ำ แต่งานบริการดูแลพร้อมรับส่งผู้ป่วยของจอย จำเป็นต้องมีลูกค้าประจำรึเปล่า – เราถามด้วยความสงสัย

“เวลาส่งลูกค้าถึงบ้าน เราไม่เคยบอกว่า เดี๋ยวเจอกันใหม่นะคะ เราจะบอกว่า ขอให้สุขภาพแข็งแรง แล้วก็ไม่ต้องไปโรงพยาบาลบ่อย ๆ แต่ถ้ามีความจำเป็น ก็ขอให้นึกถึงจอย”

ที่เป็นเช่นนั้น เพราะจอยเปรียบธุรกิจของเธอเป็นสะพานเชื่อมระหว่างครอบครัวกับโรงพยาบาล เพราะลูกไม่ได้มาด้วย และหมอก็ไม่ได้รู้ว่าที่บ้านคนแก่อยู่ยังไง 

นั่นคือความตั้งใจแรก

พอทำไปทำมา ดูเหมือนสะพานที่ว่า จะเป็นการเชื่อมครอบครัวเข้าหากันเสียมากกว่า เมื่อลูกต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่พ่อแม่กลับกลายเป็นเด็กอีกครั้ง

“บางครั้งเราไปรับลูกค้า แล้วแม่บ่นปวดขามากเลย รองเท้าแตะเนี่ยสึกหมดแล้ว แต่ไม่กล้าบอกลูก เกรงใจลูกต้องไปซื้อ เราก็ทำทีบอกลูกสาวว่า แอบได้ยินมาว่าคุณแม่อยากได้รองเท้า เผื่อว่าจะซื้อเป็นของขวัญให้ เรามักจะได้ข้อมูลที่คุณพ่อคุณแม่อัดอั้นตันใจ 

“ต่อให้รวยแค่ไหน ฐานะพร้อมยังไง ทุกครอบครัวจะมีช่องว่างเล็ก ๆ เสมอ ผู้สูงอายุต้องการคนรับฟัง อยากรู้สึกว่าเขามีคุณค่า ไม่ใช่ไม้ใกล้ฝั่งที่มองเห็นเพื่อน ๆ ค่อย ๆ จากไปแล้วคิดว่าเมื่อไหร่จะถึงคิวเขา มันไม่ใช่แค่เรื่องร่างกาย แต่มันคือจิตใจด้วย”

“เคยมีผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ต้องการทำธุรกรรม เราเจอเขาแค่ครั้งเดียวเองนะ เมื่อถึงวาระสุดท้าย เราก็ไปส่งเขา คราวนี้เป็นการเดินทางแบบ One-way ที่ไม่ต้องเข้าโรงพยาบาลอีก ก็ดีใจที่เรามีส่วนทำให้เขาหมดห่วงในช่วงสุดท้ายของชีวิต”

และใช่ว่าตัวเธอห่วงใยเฉพาะผู้สูงอายุ จอยมองว่าธุรกิจของเธอเข้ามาตอบโจทย์ลูกหลานที่อยากดูพ่อแม่ แต่เวลาคือก้างชิ้นใหญ่ที่กลืนไม่ลงท้อง หลายคนกลัวเสียโอกาส ขาดรายได้ ในยุคที่เศรษฐกิจยากจะเอาแน่เอานอน ลูกหลานจึงเป็นอีกคนที่ต้องการกำลังใจไม่น้อยไปกว่ากัน

“รู้ไหม 95 เปอร์เซ็นต์ของคนที่โทรมาจองเราเป็นผู้หญิง ทำให้เห็นว่าผู้หญิงเป็นเดอะแบกของครอบครัว ถึงแม้ลูกสาวจะแต่งงานออกเรือนไปแล้ว มีลูกเล็กที่ต้องเลี้ยงดู มีสามีที่ต้องดูแล มีงานที่ต้องทำ แต่ลูกสาวยังต้องดูแลพ่อแม่

“เช่น คนที่คุณแม่ทำคีโมแต่ว่ายังไม่ตอบสนอง เราต้องให้กำลังใจคนเป็นลูก ไม่ใช่แค่คนป่วย”

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

A bundle of Joy

ในช่วงต้น จำได้ไหมว่าจอยใช้ชีวิตอยู่ที่ภูเก็ต 2 ปีหลังเรียนจบ นอกจากจะอยู่เพื่อทำงาน ดำน้ำ ตามหาประสบการณ์ชีวิต จอยยังค้นพบบางสิ่งที่เคยมองข้าม และทำให้จุดเริ่มต้นที่แท้จริงของ Joy Ride อาจไม่ใช่แค่ปีก่อน แต่เป็นเมื่อ 10 ปีก่อนหน้านั้น 

เรารู้เพราะถามเธอว่าเริ่มมีความรู้สึกอยากดูแลผู้สูงอายุตั้งแต่เมื่อไร เธอตอบออกมาพร้อมน้ำเสียงสั่นเครือใน 10 นาทีแรกที่เราสนทนากัน

จอยบอกว่าเธอกลับไปอยู่ภูเก็ตเพราะยาย

“เราอยากกลับไปภูเก็ตเพื่อดูแลยาย ตอนนั้นแค่คิดว่าอยากรู้จักยายมากกว่าเจอตอนปิดเทอมแค่ 5 วัน เพราะรู้สึกว่าเราเป็นหลานที่ยายไม่รู้จัก เราได้รู้ว่ายายชอบอะไร หาเวลาหยุดเพื่ออยู่กับเขา แต่ยายเราโคตรแข็งแรงเลย พึ่งเสียเมื่อ 2 ปีที่แล้ว

“จนมาทำ Joy Ride มันทำให้เราถามตัวเองว่า แล้วเราเคยดูแลคนในครอบครัว ดีเท่าเราดูแลพ่อแม่คนอื่นบ้างไหม เอาตรง ๆ เราเคยพาพ่อแม่ไปหาหมอแค่ครั้งเดียว เพราะว่าอยู่คนละที่ และในฐานะที่เราเป็นลูกหลาน มันไม่เคยมีคำว่าพอสำหรับการทำให้คืนกลับไป” 

จากนั้นคาเฟ่กลางกรุงก็กลายเป็นบ่อน้ำตาของเธอ หลังจอยอธิบายว่าทำไมแนวคิดลูกรับจ้าง หลานจำเป็น ถึงได้สมจริงถึงเพียงนี้

“เคยมีคนบอกเราว่า มีที่ไหนทำงานแล้วทีมงานได้เงินมากกว่าตัวเอง หรือธุรกิจแบบนี้อีก 10 ปีก็ไม่รวย เป็นอาชีพใช้แรงงานที่ได้เงินวันละ 500 บาท หากินกับคนแก่ คนป่วย คนพิการ บริการดุจญาติมิตรแต่คิดตังค์ 

“เราก็เสียใจนะ แต่คนที่เข้าใจเรามีมากกว่าคนไม่กี่คนที่ไม่เข้าใจ ก็เลยมองข้ามมาได้ เลิกคิดจะเลิกแล้วเอาเวลามาคิดว่าทำยังไงให้มันอยู่รอดได้ดีกว่า”

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่พาผู้สูงอายุ คนท้อง ผู้พิการ สาวโสด ไปหาหมอ ทำธุระส่วนตัว แบบเพื่อนสนิท คู่คิด และลูกหลาน

แม้วันนี้เธอจะยังร้องไห้ง่าย ๆ อยู่ แต่เธอก็ปาดน้ำตาเร็วขึ้น หลังเห็นจอยเปลี่ยนแปลงเป็นคนที่เข้มแข็ง เราถามเธอต่อว่า มีเรื่องราวของพนักงานคนไหนไหมที่เปลี่ยนจากหลังมือเป็นหน้ามือเหมือนเธอ 

จอยเล่าเรื่องน้องสาวแท้ ๆ ให้เราฟังเล็กน้อยเป็นคำตอบ 

จากวันแรกที่มองว่าเป็นงานที่ตรงกันข้ามกับตัวเองโดยสิ้นเชิง ปัจจุบันจอยเหมือนได้น้องสาวคนใหม่ ที่มีความคิดความอ่าน อ่อนโยน เป็นมิตร เมตตาคนอื่น และรักตัวเองมาก 

จะดีแค่ไหนถ้าพนักงานทุกคนรู้สึกคล้ายกัน Joy Ride เป็นธุรกิจที่อยู่กันแบบครอบครัว และตอนนี้บรรดาญาติสนิทมิตรสหายของเธอกำลังขยายใหญ่ขึ้น มีผู้สมัครเข้าร่วมทีมมากกว่า 1,000 คน รอคิวส่งต่อความปรารถนาดี พร้อมแรงสนับสนุนจากสังคมอีกมากมาย เชื่อว่านอกจากศักยภาพของธุรกิจ ความคิด และตัวตนของจอยก็น่ายกย่อง

“สิ่งที่ดีที่สุดคือการที่เรามีความรู้สึกหมดไฟ เพราะถ้าเราไม่รู้สึก เราก็คงเป็นพนักงานออฟฟิศ นั่งทำงานเดิม ๆ ยังคงซึมเศร้าและร้องไห้ แต่ถ้าวันนั้นเราตัดสินใจกระโดดลงมาจากชั้น 4 ของห้องประชุม เราก็คือคนที่ไม่เห็นคุณค่าของชีวิตตัวเอง สิ่งที่เราทำคือตรงกันข้าม

“ปีที่แล้วเรายังเป็น Marketing Manager เงินเดือนแสนบาท วันนี้อาจจะขาดทุนในบางเดือน แต่ทุกวันมันคือกำไรชีวิต 

“ผ่านไป 1 ปี Joy Ride ก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องรดน้ำ พรวนดิน ใส่ใจเยอะ ๆ มันอาจจะไม่มีลูกผลให้เรากินในวันนี้ แต่อย่างน้อยมันก็ยังมีดอกให้เราเห็น” 

หลังคุยกันมาเนิ่นนาน ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องรออีกแค่ไหนกว่าลูกผลของ Joy Ride จะงอกงาม แต่เราหวังอย่างยิ่งว่าจอยจะยังยืนหยัดทำสิ่งนี้ จนถึงวันที่เด็กน้อยคนนั้นออกบวช วันที่เราชวนเธอไปเที่ยวตอนอายุ 40 ปีได้ วันที่ผู้พิการสามารถทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้อีกมากมาย และไม่ว่าเส้นทางจะยากสักแค่ไหน เราเชื่อว่าจอยคงมีคนรอบข้างคอยให้กำลังใจ ประหนึ่งสมาชิกในครอบครัวโดยไม่ต้องเสียเงินจ้างสักบาทแน่นอน

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่พาผู้สูงอายุ คนท้อง ผู้พิการ สาวโสด ไปหาหมอ ทำธุระส่วนตัว แบบเพื่อนสนิท คู่คิด และลูกหลาน

Joy Ride Thailand

Website : joyridethailand.com/

Facebook : Joy Ride Thailand รถรับส่งพาผู้สูงอายุไปหาหมอ

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load