16 พฤศจิกายน 2561
15 K

นักเรียนในโรงเรียนจังหวัดเชียงใหม่กว่าครึ่งไม่ว่าจะวัยใด ต้องเคยเข้าเรียนวิชาภูมิปัญญาที่โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนามาอย่างน้อย 1 ครั้ง

อย่าตกใจ คำว่า ‘โฮงเฮียน’ คือคำเมืองล้านนาที่แปลว่า ‘โรงเรียน’ ในภาษาไทยกลาง

โรงเรียนนี้ห้อมล้อมด้วยต้นไม้ พืชพรรณธรรมชาติ และบ้านทรงไทยล้านนา ที่สร้างด้วยการใช้องค์ความรู้แบบล้านนา ตั้งอยู่ที่ถนนแก้วนวรัฐ ใจกลางเมืองเชียงใหม่

ฉันพบ คุณหนึ่ง-ยุทธการ ขันชัย เจ้าหน้าที่ประสานงานโฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา ในเช้าที่มีคลาสเรียน 2 กลุ่มคือ นักเรียนตัวเล็กๆ ชั้นประถมที่กำลังตื่นตาตื่นใจกับวิธีการทำผ้ามัดย้อมด้วยลวดลายแบบล้านนา และกลุ่มนักเรียนหญิงจากมหาวิทยาลัยประเทศญี่ปุ่น ที่พวกเธอกำลังขะมักเขม้นกับการวาดลวดลายบนร่มกระดาษสา

ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเด็กตัวเล็กๆ และความตั้งใจของนักเรียนสาวที่อยากวาดร่มให้ได้ลวดลายที่สวยงาม เนื้อหาการเรียนการสอนในโรงเรียนแห่งนี้ ไม่ได้สอนวิชาความรู้ตามหลักสูตรที่ผู้ใหญ่กำหนดมา

หากแต่เป็นหลักสูตรที่เพิ่มเติมองค์ความรู้ในท้องถิ่น เพื่อไม่ให้สิ่งเหล่านี้จางหายไปตามกาลเวลา

โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา

สั่งสม

พิษต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ทำให้ชีวิตใครหลายคนเปลี่ยนไปในชั่วข้ามคืน

ผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนคือผู้คนที่อาศัยในตัวเมือง ในทางกลับกัน ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในแถบชนบทกลับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากการล่มสลายทางเศรษฐกิจเมื่อ 21 ปีที่แล้ว และสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุข พอใจในปัจจัยชีวิตของตน

นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดงาน ‘สืบสานล้านนา’ ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนาในเวลาต่อมา

โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา

“ในช่วงพิษเศรษฐกิจชาวบ้านนอกเมืองไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลยจากระบบเศรษฐกิจที่ล่มสลาย เขายังคงดำรงชีวิตของเขาได้ กลุ่ม NGO ภายใต้การนำของ อาจารย์ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ จึงจัดงาน ‘สืบสานล้านนา’ ขึ้น มีการนำวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น มาจัดแสดง รวมถึงมหรสพ การแสดงดนตรีพื้นเมือง ซึ่งจัดในรูปแบบของกาดหมั้ว หรือตลาดนัดแบบล้านนา ที่นำมาประยุกต์จนเป็นที่นิยมในปัจจุบันเลยก็ว่าได้

“ทุกปีเมื่อจัดงานก็จะมีคนมาถามว่า เรื่องราวของวิถีชีวิตเหล่านี้ ทั้งดนตรี การแสดง การฟ้อนรำต่างๆ ถ้าอยากเรียน จะไปเรียนได้ที่ไหน จนวันหนึ่งทางกลุ่มคิดกันขึ้นมาว่าทำไมเราไม่ตั้งโรงเรียน ประกอบกับได้คำแนะนำจาก พระพุทธพจนวราภรณ์ (จันทร์ กุสโล) ที่ท่านกล่าวว่า การสืบสานมันไม่ใช่ปีหนึ่งจัดงานครั้งหนึ่ง เราควรจะสืบสานทุกลมหายใจเข้าออก  

“เราเลยเริ่มก่อตั้งโฮงเฮียนขึ้นมาเมื่อประมาณปี 2546 บริเวณที่ตั้งปัจจุบัน เดิมเป็นที่ดินของ คุณเล็ก ล่ำซำ ท่านให้ยืมพื้นที่จัดงานมาก่อน จนคุณเล็กยกให้กับหลวงปู่จันทร์แล้วก็เอามาตั้งเป็นโรงเรียน หลังจากหลวงปู่จันทร์มรณภาพ พื้นที่ก็มอบให้กับวัดป่าดาราภิรมย์ดูแลต่อไป” คุณหนึ่งเล่าถึงจุดเริ่มต้นอันยาวนานกว่า 7 ปี จากความเปลี่ยนแปลงของงานประจำปี สู่โรงเรียนที่จัดสอนวิชาภูมิปัญญาล้านนาเพียงวิชาเดียว

โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา

สั่งสอน

การเริ่มต้นโฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา คือการเฟ้นหาพ่ออุ้ย (คุณตา) แม่อุ้ย (คุณยาย) และปราชญ์ชาวบ้านที่มีองค์ความรู้ในภูมิปัญญา เป็นคุณครูประจำวิชาในโรงเรียนแห่งนี้

แต่กว่าจะได้พบเจอครูแต่ละคน เป็นการเริ่มต้นที่ยากพอดู เนื่องจากครูแต่ละคนนั้นต่างอยู่ในพื้นที่ๆ ไกลจากโรงเรียน

“ช่วงแรกนี้มันเป็นยุคเริ่มโรงเรียนใหม่ เราได้เชิญครูภูมิปัญญาต่างๆ ซึ่งอยู่ในเชียงใหม่ อย่างเช่น พ่อน้อย ศรีแก้ว ที่เชี่ยวชาญในด้านการทำโคม หรือแม่ไหล (แม่บัวไหล คณะปัญญา-ผู้ริเริ่มการทำธุรกิจโคมล้านนาในย่านบ้านเมืองสาตร ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงใหม่) ในยุคแรกเป็นยุคของพ่อครู แม่ครู ที่อายุมาก ซึ่งมาสอนให้โดยไม่มีค่าตอบแทน”

โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา

“ในยุคนั้นมีนักเรียนเยอะพอสมควร วิชาหนึ่งก็เปิดรับ 10 – 20 คนต่อรอบ ผ่านไปถึงช่วงปี 2550 คนเฒ่าคนแก่เริ่มมาสอนไม่ไหว ทำให้เริ่มมีการเก็บค่าเรียน จากเคยเก็บ 300 บาท ค่อยๆ ขยับเป็น 500 – 700 บาท จนปัจจุบันเป็นคอร์สละ 1,500 ต่อ 15 ชั่วโมง ให้นักเรียนได้เรียนเต็มกระบวน ให้เรียนรู้จนครบชั่วโมงที่จะรับรู้ รับทราบ แต่ใครอยากจะต่อยอดก็คุยกับครูได้เลย” คุณหนึ่งเล่าถึงการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน

โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา

“ปัจจุบันทางโรงเรียนเปิดสอนวิชาอะไรบ้าง” ฉันถาม

“ถ้าแบ่งเป็นหมวดใหญ่มีอยู่ 5 หมวด หมวดภาษา คือคำเมือง ตัวอักษรล้านนา และวรรณกรรมพื้นบ้าน หมวดคีตหรือว่าดนตรีพื้นเมือง หมวดศิลปะ เช่น การทำโคม ทำตุง และวาดรูป พวกวาดลายต้อง ลายแต้ม หมวดงานหัตถกรรม เช่น สล่าจักสาน แกะสลัก ดุนโลหะ หล่อพระ ทำเครื่องเขิน และสุดท้ายคือถึงนาฏย คือการฟ้อนรำต่างๆ ทั้งชายและหญิง” คุณหนึ่งอธิบายถึงรายวิชาในโฮงเฮียน

หมวดวิชาที่ได้รับความนิยมมากมีอยู่ 3 วิชาหลักๆ คือหนึ่ง ฟ้อนที่ต้องใช้ผู้หญิงเป็นผู้แสดง เช่น ฟ้อนเล็บ ฟ้อนสาวไหม ฟ้อนเทียน รองลงมาคือฟ้อนที่ใช้ผู้ชายเป็นผู้แสดง ได้แก่ ฟ้อนเจิง หรือฟ้อนดาบ อันดับสามคือ งานหัตถกรรมและงานศิลปะ ได้แก่ วาดภาพบนผลิตภัณฑ์หรือวาดภาพแบบล้านนา เป็นต้น

ส่งเสริม

ด้วยสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของโลกและการเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น ผู้ปกครองส่วนหนึ่งเล็งเห็นปัญหาเหล่านี้ในบุตรหลาน จึงตัดสินใจส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนที่โรงเรียน เพื่อให้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ แถมได้ความรู้และความสามารถพิเศษติดตัวอีกด้วย

“เมื่อก่อนจะเป็นนักเรียนในช่วงอายุ 10 – 20 ปี ก็คือช่วงประถมปลายจนถึงมหาวิทยาลัย แต่ทุกวันนี้เหลือเด็กตัวเล็กลง เป็นเด็กชั้นประถมต้น เพราะเด็กวัยนี้อยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวประสบการณ์ และนำประสบการณ์เหล่านี้ไปใช้เป็นคุณสมบัติพิเศษ หรืออีกหนึ่งเหตุผลคือ ผู้ปกครองอยากให้เรียน เพราะว่าอยากให้เด็กห่างจากเกมหรือสื่อต่างๆ เพื่อมาเรียนรู้สังคม มาเรียนรู้ศิลปะพวกนี้”

โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา

ไม่ใช่เพียงนักเรียนหรือนักศึกษาเท่านั้น โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาได้เปิดโฮงเฮียนต้อนรับชาวต่างชาติเข้ามาเรียนรู้วัฒนธรรมล้านนา ทั้งนักเรียน นักศึกษา และนักท่องเที่ยว ที่นี่จึงเปรียบเสมือนโรงเรียนนานาชาติที่ต้อนรับเพื่อนใหม่จากต่างแดน เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมซึ่งกันและกัน

สืบสาน

ปีนี้เข้าสู่ปีที่ 15 ของการก่อตั้งโฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา เมืองเชียงใหม่มีความเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ทั้งความเจริญในสังคม การคมนาคม สิ่งอำนวยความสะดวก แม้กระทั่งวัฒนธรรมล้านนาดั้งเดิมก็ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงนี้เช่นกัน

แต่โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนายังยืนหยัดที่จะรักษาวัฒนธรรมล้านนาในรูปแบบดั้งเดิม อีกทั้งการแสวงหาองค์ความรู้ที่ไม่ผ่านการเปลี่ยนแปลง หรือปรับปรุงใดๆ เพื่อส่งต่อสู่คนรุ่นใหม่ ไม่ให้สูญหายไป ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างมากต่อคุณหนึ่งและทีมงานในการตามหาผู้เชี่ยวชาญในองค์ความรู้เหล่านั้น

แต่ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีภูมิปัญญาและศิลปะอีกมากมายถูกค้นพบ และยังมีผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่คอยให้ความรู้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

“ไม่นานมานี้เพิ่งค้นพบฟ้อนโบราณชนิดหนึ่ง ที่ครั้งหนึ่งเคยใช้ฟ้อนรับเสด็จรัชกาลที่ 5 ที่เมืองลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ตอนนี้มันเกือบสูญหายไป ปัจจุบันแม่ครูทั้งสามท่านที่มีความรู้ในการฟ้อนชนิดนี้เหมือนจะเสียชีวิตไปแล้ว ยังดีที่เรายังส่งคนเข้าไปสืบและเรียนไว้ แล้วก็เอาความรู้เหล่านี้กลับมาส่งต่อให้สังคมอีกทอดหนึ่ง รวมไปถึงการทอผ้าห่อคัมภีร์ หรือคัมภีร์ใบลาน ที่มันกำลังจะหายไป เราจึงพยายามดึงขึ้นมาให้เกิดเป็นวิชาที่น่าสนใจของสังคม แล้วเอาวิชาเหล่านี้ไปต่อยอดต่อไปได้ เป็นงานอดิเรกหรืออาชีพหลักก็ได้”

โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา

สิ่งหนึ่งที่คุณหนึ่งและทีมงานของโฮงเฮียนยังคงยืนหยัดท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคม คือการสืบสานวัฒนธรรมล้านนาดั้งเดิมให้เป็นมรดกของแผ่นดินเชียงใหม่ โดยยังมีผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ส่งต่อความรู้เหล่านี้ให้กับเด็กรุ่นใหม่ จากรุ่นสู่รุ่น

“เรารักษาวัฒนธรรมรวมถึงองค์ความรู้แบบดั้งเดิมที่ตกทอดมาให้คงอยู่ เพื่อจะส่งต่อความเป็นเอกลักษณ์แบบดั้งเดิมไปถึงอีกรุ่นหนึ่งให้ได้ คนเหล่านี้จะแตกงอกไปเป็นเมล็ดพันธุ์ใหม่ในที่ต่างๆ รวมถึงในหน่วยงานของสถาบันการศึกษา เพราะสิ่งเหล่านี้ค่อนข้างยืดยาว และเปลี่ยนรุ่นมาเรื่อยๆ จึงเกิดการสานต่ออย่างต่อเนื่อง ห่วงอยู่อย่างเดียวว่าการรักษาวัฒนธรรมที่ไม่เข้มแข็งพอจะทำให้วัฒนธรรมผิดเพี้ยนและบิดเบี้ยว พอนานเข้า สักวันหนึ่งวัฒนธรรมที่บิดเบี้ยวจะกลายเป็นความถูกต้องขึ้นมา”

โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา

ปัจจุบันมีผลผลิตจากโฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนากระจายตัวอยู่ตามแหล่งชุมชน โรงเรียน มหาวิทยาลัย อยู่จำนวนหนึ่ง นอกจากโฮงเฮียนจะให้ความรู้กับนักเรียนใหม่หลากหลายช่วงวัย หลายเชื้อชาติ หลายความแตกต่างแล้ว การสร้างบุคคลผู้มีองค์ความรู้ทางภูมิปัญญาเพื่อกระจายตัวไปยังที่ต่างๆ ยิ่งเป็นผลผลิตที่สำคัญที่จะทำให้วัฒนธรรมล้านนาแบบดั้งเดิมไม่สูญหายไปตามประสงค์ของโรงเรียนอย่างแน่นอน

โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา

Writer

Avatar

สุรพันธ์ แสงสุวรรณ์

เขียนหนังสือบนก้อนเมฆในวันหนึ่งตรงหางแถว และทำเว็บไซต์เล็กๆ ชื่อ ARTSvisual.co

Photographer

Avatar

บีซัน ตัน

ช่างภาพหุ่นหมี อารมณ์ดี มุกแป้ก เพิ่งจบใหม่จากรั้ววิจิตรศิลป์ มช. ปัจจุบันเป็นวิดีโอครีเอเตอร์อิสระอยู่ที่เชียงใหม่

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

3 กุมภาพันธ์ 2566
409

“ผม / หนู อยากเป็น…” 

เสียงเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ วัยประถมตอนปลายดังลั่นห้องเรียนสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ 

บรรยากาศภายในห้องดูไม่คุ้นชิน เพราะนักเรียนไม่ได้นั่งบนโต๊ะเรียงแถวตอนลึกอย่างที่เคยเป็น แต่กลับนั่งเป็นกลุ่มบนพื้น ความตึงเครียดของนักเรียนที่พบได้ทั่วไปกลับกลายเป็นความกระตือรือร้นแย่งกันตอบคำถาม

ห้องเรียนที่ดูแปลกตาไป ณ ขณะนี้ได้รับการเนรมิตจาก ‘มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์’ หรือรู้จักกันในนาม ‘Saturday School’ โรงเรียนคอนเซปต์สุดแหวกแนว ขนขบวนวิชานอกห้องเรียนมาพร้อมคุณครูอาสาถึงที่ นำทีมโดย ยีราฟ-สรวิศ ไพบูลย์รัตนากร ผู้ก่อตั้ง 

ภาพชุลมุนของเด็กน้อยที่วิ่งออกมาแปะความฝันของตนบนกระดานพื้นสีขาวด้านข้างห้อง ทำให้ใบหน้าที่มีเมฆดำลอยอยู่บนหัวแปรผันเป็นใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของนักเรียนทุกคน

“อย่าลืมความฝันของตัวเอง เมื่อใดที่เราไม่ลืม ทางเดินแห่งนั้นจะเปิดไปสู่ประตูแห่งความสำเร็จ” 

นี่คือข้อความเตือนใจที่ครูอาสากล่าวก่อนจะเริ่มการเรียนการสอน 

คุณครูไม่ได้สั่งให้นักเรียนเปิดหนังสือไปหน้าที่เท่าไร หรือให้คัดตามคำบอก แต่นำหุ่นยนต์มาแสดงจำลอง รวมถึงอธิบายกลไกการทำงานของมัน เสียงร้องดีใจของเด็ก ๆ ดังขึ้นทุกครั้งที่หุ่นยนต์เคลื่อนไหว เปรียบเสมือนกุญแจที่ไขไปสู่โลกใบใหม่ของพวกเขา

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

เสาเข็มต้นแรก

ทุกอย่างต้องมีจุดเริ่มต้น Saturday School ก็เช่นกัน 

“จริง ๆ แล้วผมเรียนจบคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาคอมพิวเตอร์ หลังเรียนจบก็ไปเป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ประมาณ 1 ปี ช่วงนั้นในสังคมมีปัญหาหลายอย่าง ตัวเราคิดว่าไม่อยากอยู่ในสังคมที่มีปัญหาเยอะขนาดนี้ เลยมุ่งประเด็นไปที่การศึกษา เพราะว่าเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้ปัญหาต่าง ๆ ดีขึ้น”

จากชีวิตโปรแกรมเมอร์ เลือกเบนเส้นทางเป็นคุณครูในโรงเรียนย่านบางนาถึง 2 ปี เพื่อจะได้เรียนรู้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษาไทยคืออะไร

“สิ่งหนึ่งที่ผมได้ลองทำที่โรงเรียน คือการศึกษาว่าจุดไหนสำคัญและเป็นจุดแข็งในการพัฒนาเด็ก จึงออกมาเป็นกิจกรรมที่ชวนเด็ก ๆ มาวันเสาร์ ชวนเพื่อน ๆ ที่สนใจการพัฒนาเด็ก ๆ มาสอนในสิ่งที่ตัวเองถนัด แล้วเด็กก็ได้เรียนในสิ่งที่ตัวเองสนใจซึ่งไม่ได้เรียนในห้องเรียนปกติ

“แต่ผมไม่เคยคิดอยากเป็นครูเลย เราไม่ได้ถนัด แต่มันทำให้รู้ว่าเราชอบการพัฒนาเด็ก เห็นเด็กเติบโตก็ดีใจ แต่การไปสอนเด็กทุกวันอาจจะไม่ใช่แนวทางของผม”

จากคุณครูประจำในโรงเรียน เริ่มทบทวนชีวิตว่าตัวเองสนใจการช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในสังคมมากกว่า จึงเข้าสู่การก่อตั้งมูลนิธิอย่างเต็มตัว แต่การทำให้เด็กน้อยที่มีชื่อว่า Saturday School เดินอย่างเป็นสเตปจนเติบใหญ่ขนาดนี้กลับไม่ใช่เรื่องง่าย

“เริ่มที่ห้องเรียนเดียวก่อน พอเทอมถัดไปก็ชวนเด็กมามากขึ้น จาก 1 ห้องเรียน กลายเป็น 3 ห้องเรียนในโรงเรียนเดิม พอดีตอนนั้นเราเริ่มเปิดแฟนเพจ รับสมัครคุณครู มีคนสนใจจำนวนมากเพียงพอให้ขยายไปเป็นโรงเรียนแห่งที่ 2 ได้ เราเลยขยายไปอีกโรงเรียนหนึ่งในเทอมที่ 3 ก็คือปีที่ 2 ของมูลนิธิ ต่อมาจาก 2 โรงเรียนมาเป็น 7 และ 9 โรงเรียน

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

“เราพยายามรักษาจำนวนโรงเรียนนี้มาเรื่อย ๆ จนถึงจังหวะที่จดทะเบียนเป็นมูลนิธิ หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นโครงสร้างองค์กรมากขึ้น เริ่มขยายงานและมีพาร์ตเนอร์ในการทำงานด้วยมากขึ้น”

การมีบริวารที่ดีเท่ากับมีชัยไปมากกว่าครึ่ง คำนี้คงใช้ได้ดีกับยีราฟ เพราะบรรดาคุณครูและผู้อำนวยการโรงเรียนย่านบางนาล้วนเปิดโอกาสให้เขาสอน พร้อมสนับสนุนกิจกรรมของเขาอีกแรง เป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่ทำให้เครื่องจักรพุ่งทะยานไปได้ไกลกว่าที่เคย

จากเด็กที่ต้องคอยป้อนข้าวและต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ บัดนี้ Saturday School ยืนขึ้นด้วยลำแข้งของตัวเองแล้ว 

เด็กเมือง

Saturday School กระจายตัวอยู่ตามโรงเรียนในกรุงเทพฯ เยอะที่สุดก็จริง แต่จะพูดว่าเน้นเป็นหลักอาจไม่ได้ เนื่องจากมูลนิธิไม่ได้ตั้งใจจะโฟกัสเฉพาะในกรุงเทพฯ เพียงแต่เป็นพื้นที่ที่เข้าถึงง่ายที่สุด 

เริ่มแรกมูลนิธิเคยพยายามขยายไปยังต่างจังหวัด แต่ด้วยเรื่องการบริหารจัดการที่ต้องมีคนคอยจัดการประจำ ครูอาสาที่จังหวัดนั้น ๆ ต้องมาสอนทุกสัปดาห์ จึงอาจเป็นสิ่งเกินตัวยีราฟที่ยังดูแลได้ไม่เต็มที่ โครงการจึงต้องพับเก็บไปในที่สุด 

“ถ้ามองกันจริง ๆ ในกรุงเทพฯ มีเด็กที่ฐานะของครอบครัวไม่ได้ต่างจากเด็กที่อาศัยในชนบทมากนัก อาจเพราะในกรุงเทพฯ มีค่าครองชีพสูงกว่า เด็กอาจจะเครียดกว่า แต่ในด้านการเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ เด็กกรุงเทพฯ อาจเข้าถึงได้ง่ายกว่า ทั้งเด็กเมืองและเด็กชนบทจึงมีความท้าทายที่ต่างกัน บอกไม่ได้ว่าใครดีหรือแย่กว่ากัน”

ปัจจุบันรากฐานของ Saturday School เริ่มแข็งแรง กำลังขยายไปอีกเกือบ 10 จังหวัด และจะขยายต่อไปเรื่อย ๆ

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

ห้องเรียนไม่ซ้ำแบบของโรงเรียนนอกเวลา

เมื่อห้องเรียนทั่วไปถูกออกแบบให้เด็ก ๆ ต้องพัฒนาทักษะหลายด้านโดยที่พวกเขาไม่ได้เลือก Saturday School จึงใช้ช่องว่างของระบบการศึกษา เนรมิตห้องเรียนฉบับตามใจหนู ๆ 

“เราพยายามไม่ยัดอะไรให้เด็ก แต่เรามองว่าเด็กจะเกิดการเรียนรู้ตลอดเวลาได้ยังไง ให้เขาได้เรียนในสิ่งที่ต้องการ ไม่ว่าจะเต้น ร้องเพลง ศิลปะ ดนตรี เมื่อเขาได้เรียนในสิ่งที่อยากเรียน เขาก็จะมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น และอยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น” 

ห้องเรียนฉบับ Saturday School สอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นหลัก โดยยีราฟเล่าว่า อาสาสมัครของเขาใส่ใจกับเด็ก ๆ มาก พยายามสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคนได้เติบโตและพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ โดยไร้ความกลัว การแบ่งแยก และการตัดสินว่าเก่งหรือไม่เก่ง

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

“สิ่งที่เราจัดเสมอคือวัน Big Day ในวันนั้นเด็กจากทุกโรงเรียนจะมารวมตัวกันแล้วแสดงผลงานหรือความสามารถที่ตนได้เรียนมาตลอดโครงการของเรา ไม่ว่าเขาจะทำได้ดีหรือไม่ดี ไม่สำคัญเท่ากับเขาได้โชว์ความสามารถของตัวเองออกมา แล้วได้รู้ว่ายังมีคนให้ความสำคัญกับความสามารถของเขา” 

เป้าหมายของ Saturday School ไม่ใช่การพัฒนาให้เด็กเต้นเก่งหรือวาดรูปเก่งเพียงอย่างเดียว การพัฒนาเด็กจากภายใน หรือ Soft Skills อันประกอบไปด้วย Growth Mindset (ความคิดแบบเติบโต) Self Awareness (การรู้จักตนเอง) Resilience (การล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่ได้) และ Prosocial (ลักษณะนิสัยที่เอื้อหรือแบ่งปันให้กับคนรอบข้าง) คือแก่นแท้ที่พวกเขามุ่งสร้างให้เกิดขึ้นกับเด็กทุกคน 

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

อาสาสมัครที่มากกว่าการเป็นครู

ตั้งต้นจากนักเรียน ออกแบบจากความตั้งใจของอาสา กว่าห้องเรียนวันเสาร์จะออกมาเป็นห้องที่เต็มไปด้วยร้อยยิ้ม เสียงหัวเราะ และบทเรียนสนุก ๆ ในแบบฉบับเข้าใจง่าย เบื้องหลังคือหยาดเหงื่อ ความทุ่มเท และความร่วมมือร่วมใจจากอาสาสมัครหลากความเชี่ยวชาญ ร่วมทำงานกันเป็นทีม ตั้งแต่ร่างเนื้อหาการสอน ไปจนถึงพาเด็ก ๆ ทำกิจกรรม

อาสาสมัครคือผู้ใกล้ชิดกับเด็กรองจากครู เมื่อผ่านการทำกิจกรรมร่วมกัน พวกเขาจะรับรู้ได้ทันทีว่าเด็ก ๆ มีพื้นฐานเป็นอย่างไร และควรปรับการสอนไปเป็นแบบไหน ด้วยเหตุนี้ การวางกิจกรรมและหลักสูตรให้เหมาะสมกับพื้นฐานของเด็กแต่ละคนจึงเป็นโจทย์ใหญ่

“ความถนัดของอาสาสมัครแต่ละคนไม่เท่ากัน คนที่สอนเต้นเขาก็จะเต้นเพลงไม่เหมือนกัน แต่สุดท้ายทุกคนต้องทำให้เด็กเชื่อว่า ทักษะความสามารถของพวกเขาพัฒนาได้ด้วยการเรียนรู้และฝึกฝน” 

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร

ยีราฟเชื่อว่าการออกแบบการเรียนรู้ไม่ได้ขึ้นอยู่ใครคนใดคนหนึ่ง เนื้อหาระหว่างทางและการออกแบบห้องเรียนเป็นสิ่งที่ยืดหยุ่นได้ อีกทั้งอาสาสมัครทุกคนที่ผ่านการคัดเลือกมาล้วนเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์

เพียงแต่ข้อสำคัญของการออกแบบหลักสูตร คือต้องเป็นวิชาที่เด็ก ๆ อยากเรียน แม้แต่การตั้งโจทย์ก็ต้องเป็นวิชาที่เด็กสนใจ แม้จุดนี้จะทำให้หาอาสาสมัครมาเข้าร่วมโครงการยากสักหน่อย แต่อีกด้าน สิ่งนี้การันตีได้ว่าทุกครั้งที่เปิดสอนจะมีเด็ก ๆ เฝ้ารอเสมอ 

ยีราฟบอกกับเราอีกว่า เมื่อเด็ก ๆ เริ่มคุ้นเคยกับครูอาสาสมัคร พวกเขาจะเริ่มเล่าหลายอย่างให้ฟัง ทั้งปัญหาที่บ้าน ปัญหาในชุมชน ปัญหายาเสพติด ซึ่งบางปัญหาเป็นเรื่องที่โรงเรียนวันเสาร์เพียงองค์กรเดียวแก้ไขได้ยาก แต่พวกเขาก็คอยประสานงานเพื่อช่วยเหลืออย่างสุดกำลัง

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร

อนาคตการศึกษาไทย 

แม้คนไทยจะเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานได้มากขึ้น แต่ในมุมคุณภาพของการศึกษากลับยังเป็นปัญหาที่ต้องทบทวนอย่างหนักว่าจะทำอย่างไรให้ดีขึ้น 

“เรื่องของคุณภาพการศึกษามันไม่ได้ปรับแค่จุดใดจุดหนึ่ง แต่ต้องปรับทั้งระบบ” ยีราฟว่า

“ทั้งระบบที่หมายถึงครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาครู การเปลี่ยนแปลงหลักสูตร จะทำยังไงให้คนเก่งมาเป็นครู เศรษฐกิจ การบริหาร ทุกอย่างขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ซึ่งทุกจุดพัฒนาได้ทั้งนั้น” 

แล้วใครบ้างที่จะทำให้การศึกษาไทยเปลี่ยนแปลง – เราถาม

“ผมว่าทุกคนมีส่วนร่วมได้หมดเลย คนมีอำนาจอาจจะช่วยได้มากหน่อย ส่วนคนทั่วไปก็ช่วยได้เช่นกัน” เขาตอบ

แม้การเปลี่ยนแปลงการศึกษาภาพใหญ่ทั้งระบบจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ Saturday School นับเป็นอีกหนึ่งเสาหลักที่เกิดจากการรวมตัวกันของคนตัวเล็ก เพื่อสนับสนุนในมิติที่พวกเขาทำได้ 

ยีราฟบอกกับเราว่า ตอนนี้เขากำลังพยายามขยายจำนวนห้องเรียนให้มากขึ้น ทั้งในเขตเมืองและในชนบท เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้กับเด็ก ๆ อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ เขาตระหนักเป็นอย่างดีว่า ลำพังโรงเรียนวันเสาร์ไม่อาจเข้าถึงเด็กทุกคนในประเทศได้ การขับเคลื่อนระบบการศึกษาเชิงนโยบายในภาพใหญ่จึงเป็นสิ่งต่อไปที่เขากำลังสำรวจ

จงเติมคำในช่องว่างต่อไปนี้ 

สำหรับประเทศไทยในอุดมคติ ถ้าการศึกษาไทยดี… 

“ผมว่าคนจะใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุขมากขึ้น และสังคมจะเต็มไปด้วยคนที่มีคุณภาพ” 

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร
Saturday School

Writers

เกษมณี ชาติมนตรี

เกษมณี ชาติมนตรี

นักเรียนฝึกเขียนที่เริ่มการเรียนใหม่ตั้งแต่ 0-10 ชอบของหวาน ชอบอ่านนิยาย ชอบสีสันสดใสของดอกไม้ ชอบเสียงเพลง

Avatar

ธนกร จตุรงค์ชัยสถิต

นัก(เรียน)วิทยาศาสตร์ ที่อยากเป็น นักวิจัยการเล่าเรื่อง แต่ตอนนี้เป็นเป็ดที่อยากบินให้สูงเหมือนนก อยากตัวใหญ่ให้เหมือนห่าน

Photographer

Avatar

วรินทร์ธร บุรธัชวัฒนสิริ

ชื่อเล่น มุกขลิน จบสถาปัตย์ลาดกระบัง สาขาถ่ายภาพ เป็นช่างภาพที่ร่าเริงสดใส รักในเสียงดนตรี แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๋อๆงงๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load