21 ธันวาคม 2564
12 K

‘ไปเชียงใหม่เที่ยวไหนดี?’

นี่คือคำถามยอดฮิตที่โดนถามมาตั้งแต่อายุ 10 กว่าจนล่วงมาจะ 30 ในฐานะตัวแทนหมู่บ้านฝ่ายเหนือ ที่ผ่านมาแนะนำเพื่อนไปก็หลายที่ เปลี่ยนไปตามความสนใจในแต่ละขวบปี แต่พอนึกดี ๆ มีที่เดียวที่ไม่เคยห่างหายไปจากลิสต์เลยคือ ‘อ่างแก้ว’ อ่างเก็บน้ำขนาด 400,000 ลบ.ม. อยู่ชิดมาทางด้านหน้าของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพราะเป็นที่ที่เรียบง่ายและผ่อนคลายที่สุด ในการนั่งดูพระอาทิตย์ลาลับเหลี่ยมเขา

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

แรกเริ่มเดิมที อ่างแก้วสร้างขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่รับน้ำจาก 5 ลำห้วยที่ไหลลงมาตามแนวร่องของภูเขา 2 ใน 5 ของลำห้วยที่มีปริมาณน้ำเยอะที่สุดคือ ‘ห้วยแก้ว’ และ ‘ห้วยกู่ขาว’ มหาวิทยาลัยเลยขอให้กรมชลประทานสร้างเขื่อนตรงที่ลำห้วยทั้งสองสายไหลมาบรรจบกัน เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ใช้สำหรับการประปาภายในมหาวิทยาลัย โดยใช้ชื่อว่า ‘อ่างแก้ว’ ตั้งแต่ พ.ศ.2504 เป็นต้นมา 

ภาพจำติดตาคือสันอ่างโค้งครึ่งวงกลมจรดแนวป่า กับผืนน้ำนิ่งสะท้อนภาพท้องฟ้าและดอยสุเทพ 

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

จากนกเป็ดน้ำถึงเจ้านายสี่ขา

“เดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็ชวนกันไปดูหมา แต่ยุคก่อนหน้าเขาพากันไปดูนกเป็ดน้ำ”

ใช่แล้ว ฟังไม่ผิด นกเป็ดน้ำ ศิษย์เก่ารุ่นดึกดำบรรพ์ท่านหนึ่ง (เรียกสั้น ๆ ว่าแม่) เล่าให้เราฟังว่าสมัยก่อน ในช่วงเดือนมกราคมจนถึงกุมภาพันธ์ จะมีนกเป็ดน้ำอพยพหนีหนาวจากทางตอนเหนือ บินมาอวดโฉม ลอยคอกันเป็นฝูงอยู่ที่อ่างเก็บน้ำแห่งนี้ เป็นอีกกิจกรรมที่นักศึกษาหนุ่มสาวชักชวนกันมาดู นอกเหนือจากการพักผ่อนหย่อนใจปกติที่ปรากฏแทรกอยู่ในเนื้อเพลงประจำมหาวิทยาลัย ในสมัยที่ยังสามารถขับรถเลียบขอบอ่างได้

“ผ่อนอารมณ์ สุขสมยามเคียงคู่ ทุกแห่งชวนพิศดูชมเล่น รอบวารีนี้เพลินตา สายลมมาพาให้เย็นแสนสบาย จึงหมายเป็นศูนย์หย่อนใจไว้ชื่นทรวง…”

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก
ภาพ : ภก.กำชัย ทวีทรัพย์
ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

เกือบสิบปีให้หลัง จากครั้งแรกที่แม่พามาดูนกเป็ดน้ำ ชีวิตก็วนกลับมาให้ได้ใกล้ชิดอ่างแก้วอีกครั้งในฐานะนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่นึกอะไรไม่ออกบอกอ่างแก้วไว้ก่อน เพราะเป็นทั้งที่วิ่งตอนเช้า ที่เดินเล่น หัดถ่ายรูป เล่นดนตรี อ่านหนังสือ ซื้ออาหารมานั่งทานรับลม พร้อมชมพระอาทิตย์ตกกับเพื่อน ๆ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นประสบการณ์ร่วมของใครอีกหลายคน โดยเฉพาะนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

ปัจจุบัน อ่างเก็บน้ำแห่งนี้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่ขยายวงต้อนรับทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว พร้อมรูปแบบกิจกรรมหลากหลายมากขึ้น โดยล่าสุดที่ทำให้อ่างแก้วกลายเป็นสถานที่ยอดฮิตขึ้นมาคือสมาคมสี่ขายามเย็น บริเวณลานสังคีตหรือลานควายยิ้ม ซึ่งทาสหมาทั้งหลายพร้อมใจกันพาเจ้านายมาเดินเล่น พบปะทำความรู้จัก ไม่ว่าจะเป็นหมากับหมา คนกับหมา พัฒนาไปจนคนกับคน ผ่านการทักทายกันของเจ้าของ นั่นเปลี่ยนให้คนแปลกหน้าทั้งหลายกลายมาเป็นมิตร

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

พื้นที่สาธารณะที่ดีต้องมีหน้าที่ 10 อย่างด้วยกัน 

จริง ๆ แล้วไม่ถึง 10 เพราะ คุณลุงญาน เกห์ล (Jan Gehl) สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการออกแบบเมืองจากเดนมาร์ก บอกเอาไว้ว่าพื้นที่สาธารณะที่ดีมักมีกิจกรรม 3 รูปแบบเอาไว้เป็นตัวชี้วัด

หนึ่ง กิจกรรมจำเป็น เป็นกิจวัตรปกติที่ทุกคนต้องทำเป็นประจำ โดยสภาพแวดล้อมของพื้นที่ไม่มีผลต่อการตัดสินใจทำ เช่น การไปทำงานหรือการไปเรียน 

สอง กิจกรรมทางเลือก เป็นกิจกรรมที่คนจะทำก็ต่อเมื่อเวลาและสภาพแวดล้อมเหมาะสม ส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมพักผ่อน อย่างการออกไปเดินเล่น นั่งดูวิว ไปจนถึงการอาบแดด 

สาม กิจกรรมเชิงสังคม เป็นกิจกรรมที่ต่อยอดมาจากทั้ง 2 ข้อ ส่วนนี้เป็นสิ่งที่วัดให้เราเห็นคุณภาพของพื้นที่สาธารณะได้ชัด เพราะพื้นที่สาธารณะที่ดีจะเปิดโอกาสให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนมากขึ้น ไม่ว่าทางเดียว อย่างการนั่งมองผู้คนที่เดินผ่าน หรือสองทางอย่างการรวมกลุ่มเล่นของเด็ก หรือการเริ่มบทสนทนาของผู้คน

ซึ่งจากการสำรวจพื้นที่ในฐานะผู้ใช้งานมาร่วมสิบกว่าปี เราพบว่าอ่างแก้วที่ดูเหมือนเป็นพื้นที่สาธารณะธรรมดา น่าสนใจตรงที่นำพาให้ผู้คนไปสู่กิจกรรมเชิงสังคมได้อย่างง่ายดาย

แล้วอะไรคือปัจจัยสำคัญ ตามเรามา จะพาไปไขความลับ

ความลับข้อที่ 1 เข้าถึงได้ง่าย 

ปัจจัยแรกที่ทำให้อ่างแก้วเป็นที่นิยม คือการเข้าถึงง่าย เพราะมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากใจกลางเมืองนัก พอนึกอยากเดินเล่นปุ๊บ ก็หักพวงมาลัยเลี้ยวรถมาปั๊บ ขับรถถึงได้ภายในไม่เกิน 20 นาที 

นอกจากนั้น การมีลานจอดรถที่ขนาบอยู่สองฝั่งทั้งบริเวณศาลาอ่างแก้วและบริเวณหน้าคณะมนุษยศาสตร์ ช่วยทำให้ระยะการเดินจากที่จอดรถไปถึงส่วนที่ทำกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ไกลจนเกินไป สะดวกสบายทั้งการย้ายคน สัตว์ สิ่งของ ทำให้ใคร ๆ ก็เลือกมาพักผ่อนหย่อนใจที่นี่

ความลับข้อที่ 2 เดินต่อไปได้เรื่อยๆ

 นอกจากเรื่องกิจกรรม 3 แบบแล้ว หนังสือของคุณลุง Jan Gehl ยังเล่าให้เราฟังอีกว่า ปกติแล้ว ผู้ใหญ่มักจะเดินในระยะเฉลี่ย 500 เมตรต่อวัน ซึ่งถ้าอยากทำให้ได้มากกว่านั้น การจัดเส้นทางการเดินมีส่วนสำคัญมาก ทางเดินที่ดีควรค่อย ๆ เผยให้เห็นเส้นทางทีละนิด เพื่อกระตุ้นให้เราเกิดความอยากรู้อยากเห็น จูงใจให้ออกแรงเดินไปต่อ 

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

ความเป็นเนินและความโค้งของสันอ่างได้ทำหน้าที่นี้เป็นอย่างดี เพราะทฤษฎีกล่าวไว้ว่า ผู้คนรับรู้ระยะทางผ่านการเปลี่ยนผ่านพื้นที่มากกว่าชี้จากการวัดเป๊ะ ๆ การเดินเลาะไปตามขอบถนนโค้ง ผ่านที่โล่งสลับต้นไม้ใหญ่ จึงทำให้ได้สัมผัสประสบการณ์หลากหลายในเส้นทางที่เลือกเดิน ไม่ว่าจะเป็นทางสั้นที่เดินไปถึงแค่บริเวณสะพาน และทางยาวที่เดินข้ามเพื่อมุ่งหน้าไปยังอ่างเก็บน้ำตาดชมพูที่อยู่ไม่ไกลกัน และเดินวนกลับมาบรรจบครบรอบใหญ่ได้

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก
ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

นอกจากนั้น ระดับความชันก็เป็นอีกเรื่องที่มีผลต่อการจูงใจให้น่าเดิน เพราะการเปลี่ยนระดับโดยเน้นการใช้เนิน เป็นอะไรที่ทำให้เดินได้เพลิดเพลินกว่าบันได

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

ความลับข้อที่ 3 ลุกนั่งสบาย

จากงานสำรวจของ จอห์น ไบบ์ ในสวนทิโวลี เมืองโคเปนเฮเกน เขาพบว่าม้านั่งซึ่งได้รับความนิยมที่สุด คือม้านั่งที่วางไว้ตามแนวทางเดินสายหลัก มีวิวให้มองเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ และจะให้ดีควรมีทุก 100 เมตร 

 อ่างแก้วเองก็ทำแบบเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย ที่นั่งจัดวางไว้ตามขอบทางเดินของสันอ่าง ห่างบ้างชิดบ้างตามจังหวะที่ว่างอย่างเหมาะสม ม้านั่งออกแบบอย่างเรียบง่ายให้ใช้งานได้ทั้งสองฝั่ง ไม่ว่าจะหันหน้ามองผืนน้ำและยอดดอย หรือจะมองการแสดงสี่ขาที่ลานด้านล่างก็ทำได้อย่างสะดวก ถือเป็นที่นั่งหลักที่ออกแบบมาให้เหมาะกับผู้ใช้งานทุกเพศทุกวัย 

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

ในขณะที่ที่นั่งรองจะอยู่ในรูปแบบขององค์ประกอบที่มีระยะเหมาะสมกับการนั่ง เช่น ขอบทาง หรือเนินหญ้า ซึ่งเป็นที่ฮอตฮิตในหมู่วัยรุ่นมากกว่า เพราะว่าจับกลุ่มทำกิจกรรมได้หลากหลาย โดยไม่มีอะไรมาคั่นกลางระหว่างที่นั่งกับวิวผืนน้ำกว้างข้างหน้า 

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก
ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

นอกจากนั้น เนินหญ้าบริเวณลานสังคีตที่ทุกคนชอบ ก็เอื้อให้เกิดลักษณะการนั่งเหมือนกันกับจัตุรัสเก่าของยุโรป สโลปของเนินทำหน้าที่คล้ายผนัง ทำให้รู้สึกว่าหลังได้รับการปกป้อง ส่วนด้านหน้าก็นั่งมองกิจกรรมที่เกิดขึ้นทั่วทั้งลานสนามหญ้าได้อย่างชัดเจน

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

ความลับข้อที่ 4 พื้นที่ริมขอบ

“พื้นที่ริมขอบสำคัญ ถ้าหากพื้นที่ริมขอบล้มเหลวเสียแล้ว พื้นที่ว่างทั้งผืนก็ไม่มีทางมีชีวิตชีวาได้เลย” 

จากหนังสือ A Pattern Language โดย Christopher Alexander ทำให้เราเห็นอีกข้อสำคัญที่ทำให้อ่างแก้วกลายมาเป็นพื้นที่ที่คนนิยมกัน โดยเฉพาะส่วนของลานสังคีตที่มีพื้นที่ริมขอบให้ผู้คนได้เลือกจับจองตามความสมัครใจ

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก
ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

 เพราะมีทั้งคนที่เกาะกลุ่มอยู่ใต้ต้นไม้ บ้างผูกเปลนอน บางคนก็เลือกที่จะเอาเก้าอี้สนามมากาง นั่งสังเกตการณ์อยู่เงียบ ๆ เลียบขอบทางเดิน บางคนเลือกนั่งบนเนิน เพื่อจะได้เห็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในมุมสูง 

และกลุ่มสุดท้าย เจ้านายสี่ขาที่มักจะจับจองพื้นที่บริเวณกลางลานในการวิ่งเล่นออกกำลังกาย ทำให้พื้นที่ลานสนามหญ้าแห่งนี้เกิดความเคลื่อนไหว มีชีวิตชีวาตลอดเวลา โดยที่ผู้ชมริมขอบเองก็มีอิสระ เลือกที่จะนั่งดูหรือเข้าไปร่วมกิจกรรม ทักทายกันทั้งหมาทั้งคนตรงกลางลานได้อย่างไม่เคอะเขิน 

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

ความลับข้อที่ 5 เป็นสัญญาณบอกวันเวลา

นอกจากเป็นพื้นที่รองรับกิจกรรมหลากหลายแล้ว อ่างแก้วยังทำอีกหน้าที่หนึ่งในฐานะพื้นที่แสดงการเปลี่ยนแปลงของช่วงเวลา ผ่านองค์ประกอบธรรมชาติร่วมกับกิจกรรมตลอดปีด้วยเช่นกัน

ก้าวแรกของนักศึกษามาพร้อมหน้าฝน ต้นไม้พากันผลิใบสีเขียวชอุ่ม พ่วงด้วยหมอกตอนเช้าเป็นครั้งคราวตามความเบาแรงของฝน กิจกรรมรับน้อง ร้องเพลงเชียร์ เตรียมตัวขึ้นขึ้นดอย เกิดขึ้นในช่วงนี้ โดยมีม่านฝนเป็นฉากหลัง

ท้องฟ้าใสทาบทับด้วยกิ่งไม้แห้ง เป็นภาพจำของฤดูหนาว ต้นไม้เริ่มทิ้งใบและสีสันของตัวเองออกไป ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของดอกทองกวาวสีแสด และแดดยามเย็นสีส้มอมชมพู 

ในฤดูที่ผู้คนมักมาปรากฏตัวพร้อมเสื้อกันหนาว ซึ่งอุณหภูมิจะต่ำจะสูงไม่รู้ แต่ชาวเหนืออย่างเราถือเป็นช่วงแฟชั่นโอกูร์ตูร์ที่จะงัดทั้งตู้ออกมาประชันกันอย่างไม่มีใครยอมใคร นอกจากนั้นยังมีแก๊งชุดครุยดำคละแถบสี ที่มีนัยยะสำคัญเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่าน จากอดีตเฟรชชี่หน้าใหม่สู่บัณฑิตที่ตั้งใจมาบันทึกภาพคู่กับอ่างแก้ว ไว้เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำและความสำเร็จ 

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

เสียงของจั๊กจั่นร่วมกับเสียงฝีเท้าย่ำลงบนใบสักแห้ง ที่แปลงจากสีเขียวเป็นเหลืองอมสีน้ำตาล หล่นกองอยู่เกลื่อนพื้น เป็นสัญญาณเริ่มต้นของปิดเทอมฤดูร้อน ที่นักศึกษาอาจบางตาลงไปบ้าง เพราะลงเรียนกันเพียงบางส่วน และบางคนก็เน้นหลบแดดตอนกลางวัน รอเวลาออกมาเดินเล่นคลายร้อนตอนแดดร่มลมตก

การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติที่คู่ขนานไปกับกิจกรรมที่แตกต่างกันในแต่ละฤดูนี้ ทำให้หากเห็นอะไรคล้ายกับที่นี่ จะมีภาพความทรงจำฉายชัดขึ้นมา เป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนอ่างแก้วจากพื้นที่สาธารณะธรรมดา ให้กลายเป็นถิ่นที่อยากกลับมาในทุก ๆ ปี

พื้นที่ที่ดี คือพื้นที่ ‘ที่มี สำหรับทุกคน

จากการไขความลับในวันนี้ ทำให้เราเชื่อว่าทุกจังหวัดในประเทศไทยมีและควรมีพื้นที่สาธารณะที่ดีได้ โดยไม่จำเป็นต้องเน้นความหวือหวาหรือการทุ่มงบประมาณก้อนใหญ่ เพราะสุดท้ายสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากอ่างแก้วที่เริ่มต้นจากการเป็นอ่างเก็บน้ำธรรมดา ๆ ก่อนจะพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะที่ใครมาก็ตกหลุมรัก สิ่งสำคัญคือความใส่ใจในการร้อยเรียงพื้นที่ให้มีความหลากหลายมากพอที่จะรองรับการใช้งานในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปของสาธารณชน และเปิดโอกาสให้คนได้มีปฏิสัมพันธ์กันจากกิจกรรมทั้งสามประเภทอย่างที่คุณลุง Jan Gehl ได้กล่าวเอาไว้ 

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

ข้อมูลอ้างอิง :

หนังสือเมืองมีชีวิต การใช้พื้นที่สาธารณะ ผู้เขียน Jan Gehl

www.chiangmainews.com

www.library.cmu.ac.th 

Writer & Photographer

นิปุณ แสงอุทัยวณิชกุล

สถาปนิกที่สนใจในงานเขียน สถาปัตยกรรม ที่ว่าง เวลา และหมาฟลัฟฟี่

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

‘หัวหิน’ เป็นทะเลโปรดของคนไทยมานาน เริ่มตั้งแต่มีการสร้างทางรถไฟสายใต้มาถึงหัวหินเมื่อ พ.ศ. 2454 จากนั้นก็มีการสร้างบ้านพักของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ สร้าง ‘โรงแรมรถไฟ’ โรงแรมชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งพาให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่พักผ่อนตากอากาศชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทยไปด้วย

วันเวลาผ่านไป บ้านเราก็ผุดแหล่งท่องเที่ยวขึ้นมาอีกนับไม่ถ้วน แต่ถึงอย่างนั้น หากอยากไปพักผ่อนกายใจกับญาติมิตรในช่วงวันหยุดสั้น ๆ หัวหินก็ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้คนนึกถึง ด้วยความน่ารักเรียบง่ายของเมือง ความสวยที่จับต้องได้ของชายหาด และที่สำคัญคือเดินทางง่าย ถ้าเทียบกับการนั่งรถจากภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศลงไปเที่ยวทะเลใต้

แต่ในความคลาสสิกนั้น ก็ยังมีสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่

“หัวหินเป็นเมืองที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยวมาก แต่ไม่ค่อยมีพื้นที่สาธารณะติดทะเลที่ให้คนเข้าไปได้โดยไม่ต้องเสียเงิน ถ้าลองนึกดู เวลาไปหัวหิน เราก็ต้องไปพักโรงแรม เดินเข้าร้านอาหาร เราถึงจะไปทะเลได้” ปุ๊ก สถาปนิกชุมชนว่า

และมากไปกว่าพื้นที่ติดทะเลที่นักท่องเที่ยวต้องการ ‘พื้นที่สาธารณะดี ๆ’ สำหรับให้เจ้าบ้านใช้พบปะพูดคุยกัน ออกกำลังกาย เข้าไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ก็เรียกว่ายังขาดแคลนการพัฒนายิ่งกว่าการส่งเสริมการท่องเที่ยวเสียอีก

ด้วยเหตุนี้ พื้นที่สุดท้ายจาก 8 พื้นที่ ใน ‘โครงการลานกีฬาวัฒนธรรมชุมชน’ โครงการที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จับมือร่วมกับท้องถิ่น 4 จังหวัดภาคกลางตอนล่าง จึงมาอยู่ที่หัวหิน

ปุ๊ก-นฤมล พลดงนอก สถาปนิกชุมชน และ เป้-รัฐพงศ์ ปิ่นแก้ว ภูมิสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์ จะมาแชร์เรื่องราวของโปรเจกต์เนรมิตสวนหลวงราชินีที่ทรุดโทรม 19 ไร่ และพื้นที่ข้างเคียงอีก 6 ไร่ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่เดียวในหัวหิน ตอบโจทย์ความต้องการอันหลากหลายของคนท้องถิ่นและผู้มาเยือน ทั้งการออกกำลังกาย เล่นกีฬา การจัดงานแฟร์ การทำกิจกรรมทางวัฒนธรรม การค้าขาย การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และการพักผ่อนริมทะเลโดยไม่ต้องเสียเงินเข้า

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

ตามหาพื้นที่ที่ใช่

อาศรมศิลป์ได้เข้าหาเลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน เพื่อคุยในขั้นแรก

“พอเราอธิบายโครงการและเป้าหมายที่อยากจะพัฒนาพื้นที่สาธารณะโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ทางเทศบาลเขาก็เห็นด้วยและชอบมาก เพราะว่ามันไปตรงกับโครงการที่เขาทำอยู่แล้ว คือ หัวหินสร้างสุข” ปุ๊กเริ่มเล่าที่การพูดคุยกับท้องถิ่น

จากนั้นเทศบาลก็เตรียมหลากหลายพื้นที่ในความดูแลมาเสนอทีมออกแบบ แล้วทีมออกแบบก็ทำ Site Analysis วิเคราะห์ไซต์กลับไปให้เทศบาล

เทศบาลเสนอมาทั้งหมด 4 พื้นที่ด้วยกัน ได้แก่ พื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำเขาเต่า พื้นที่ริมคลองใกล้โรงเรียนเขาตะเกียบ พื้นที่เลียบคลองบริเวณชุมชนบ่อฝ้าย และสวนหลวงราชินี 19 ไร่

“จากการวิเคราะห์ทุกพื้นที่ เราคิดว่าสวนหลวงราชินีนี่แหละที่ทำแล้วเกิดประโยชน์มากที่สุด ตอบโจทย์คนในชุมชน แล้วก็เป็นพื้นที่ของเทศบาล การจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาพื้นที่น่าจะทำได้ง่าย” ปุ๊กสรุปการตัดสินใจให้เราฟัง ซึ่งหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เลือกพื้นที่นี้มาดำเนินโครงการ คือการที่มีส่วนหนึ่งติดทะเล

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

“จริง ๆ ตรงนี้เป็นพื้นที่สาธารณะอยู่แล้วนะคะ แต่เริ่มเก่า และยังต้องพัฒนาให้ใช้งานได้ดีขึ้น”

สวนหลวงราชินี 19 ไร่ แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกที่มีบริเวณใหญ่ที่สุดเป็นศูนย์รวมราชการ มีอาคารตำรวจท่องเที่ยว ศูนย์ดับเพลิง มีการสร้างเป็นศูนย์โอท็อปไว้ แต่ไม่มีการจัดการที่ดีจึงเริ่มรกร้าง มีส่วนออกกำลังกายอย่างคอร์ทแบดมินตัน สนามฟุตซอล และมีพื้นที่ลานคอนกรีตขนาดใหญ่ที่คนหัวหินใช้จัดมหกรรมงานแฟร์ต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง ส่วนที่สองเป็นพื้นที่ติดทะเลที่รอการพัฒนา

นอกจากนี้ ยังมีบริเวณที่เชื่อมต่อกับสวนหลวงราชินีอีก 6 ไร่ ซึ่งเทศบาลให้เพิ่มเติมมา เดิมทีเป็นพื้นที่รกร้าง และมีคลองสำหรับระบายน้ำจากตัวเมืองลงทะเล เมื่อรวมสวนหลวงราชินีและพื้นที่ที่เพิ่มมาแล้ว ก็จะมีพื้นที่โครงการทั้งหมด 25 ไร่

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

รู้จักคนหัวหิน

“หลังจากคุยกับเทศบาล เราก็ลงชุมชนเพื่อสำรวจ ทำความรู้จัก ถามความเห็นชาวบ้านเบื้องต้น” โฟกัสกรุ๊ป เป็นงานพาร์ตสำคัญที่ทีมสถาปนิกชุมชนจะได้ไปเห็นบริบทเดิม มองภาพกิจกรรม หรือภาพคนในพื้นที่ออก งานนี้กินเวลา 2 วันในการคุยกับกลุ่มชาวบ้านต่าง ๆ

“เราลงไปที่ชุมชนของเขา ก็เลยได้รู้ว่าป้า ๆ เขาอยู่กันแบบนี้นะ ที่เขาเป็นกลุ่มลีลาศ เขาเต้นกันอยู่ตรงนี้นะ สมาชิกเขามีเท่าไหร่” ปุ๊กบอกว่าหัวหินมีกลุ่มกิจกรรมที่แน่นแฟ้น สถาปนิกจึงต้องทำการบ้านเรื่องนี้ให้มาก

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

เมื่อรู้จักชุมชนเบื้องต้นแล้ว อาศรมศิลป์ก็จัดเวทีใหญ่ที่เทศบาล เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่

“เวทีที่นี่คนมาเยอะมาก อยากได้กี่คนก็บอกได้เลย ถ้าขอ 80 ก็ได้ 100 ขอ 100 ก็ได้ 150” ปุ๊กเล่าอย่างอารมณ์ดี หัวหินเป็นอีกที่ที่เธอประทับเรื่องการมีส่วนร่วมมาก “ทุกคนอยากมาแสดงความคิดเห็น เพราะพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สำคัญ พอเขารู้ว่าเทศบาลจะพัฒนา ทุกคนก็ตื่นเต้น อยากมาร่วมรับฟัง”

“พื้นที่สาธารณะที่หัวหินมีอยู่มันไม่ตอบโจทย์ ไม่เอื้อให้คนมาใช้งาน ทุกคนมองแต่เรื่องท่องเที่ยว เรื่องทะเล แต่เรื่องพื้นที่สุขภาวะที่มาจากความต้องการของคนในพื้นที่ยังไม่ค่อยได้รับการพัฒนาเท่าไหร่”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

คนนับร้อยในวันนั้นคือกลุ่มคนที่เทศบาลเชิญมา มีทั้งกลุ่มผู้ใช้งานเดิม หน่วยงานราชการที่อยู่ในพื้นที่ กลุ่มชุมชนที่อยู่ในละแวกนั้น กลุ่มกิจกรรมที่คิดว่าจะมาใช้งาน อย่างกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มลีลาศ กลุ่มกีฬา แบดมินตัน ฟุตซอล และโรงเรียนต่าง ๆ

“นอกจากจะมีคนในชุมชนโดยทั่วไปแล้ว พ่อค้าแม่ค้าก็เข้ามา ส่วนใหญ่เขาจะกลัวการถูกไล่ที่ เวลาเราไปเดินลงไซต์ แล้วดูเหมือนเป็นคนมาพัฒนาพื้นที่ เขาถามเราว่าจะไล่ที่เขาไหม” เป้พูด ปกติแล้วในสวนหลวงราชินีจะมีร้านค้า บ้างเป็นรถเข็นหาบเร่แผงลอย บ้างก็เป็นซุ้มที่ได้สัมปทานขาย

สถาปนิกชุมชนได้นำความต้องการที่สำรวจจากชาวบ้านในวันนั้น มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลจากการลงชุมชนตอนแรก แล้วนำมาสรุปผลร่วมกัน จากนั้นก็ส่งไม้ต่อให้ทีมออกแบบแลนด์สเคปไปเก็บข้อมูลด้านกายภาพของสวนหลวงราชินี

“เราพาน้อง ๆ ในทีม 7 – 8 คน ไปเดินสำรวจ พูดคุยกับคนในสวนว่าเขามาทำอะไร ต้องการอะไรบ้าง พอตกเย็นเราก็มาเริ่ม Sketch Design กันว่าผังจะเป็นยังไง” ภูมิสถาปนิกอธิบายวิธีการทำงาน

ในที่สุดก็แบ่งพื้นที่ 25 ไร่ ออกมาเป็น 4 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่ สวนเพื่อการออกกำลังกาย สวนศิลปะและวัฒนธรรม สวนแห่งการพักผ่อน และสวนแห่งการเรียนรู้

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สร้างสวน-สร้างสุข

“คอนเซ็ปต์เราคือสวนสร้างสุข” เป้เล่าถึงแบบ Final ที่ได้

สร้างสุข หมายถึงทั้งสุขกายและสุขใจ ที่ชุมชนได้มีส่วนร่วมออกแบบตามความต้องการ มีการแบ่งโซนที่เหมาะสม แต่ก็เชื่อมต่อพื้นที่เพื่อการปฏิสัมพันธ์ ปลอดภัยสำหรับคนและรถ ทั้งยังมีการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ปรับปรุงระบบนิเวศด้วยแนวคิดของ ร.9 เป็นที่ระลึกที่สวนอยู่ใกล้วังไกลกังวล

“เราคงหลายฟังก์ชันไว้ที่ตำแหน่งเดิม เช่น สนามฟุตซอล สนามแบดมินตัน หรือเวที แล้วเราก็ปรับปรุงพื้นที่และแทรกกิจกรรมต่าง ๆ เข้าไป” เป้เริ่มอธิบายที่ส่วนแรก ‘สวนเพื่อการออกกำลังกาย’ “อย่างสนามฟุตซอลเดิม เราปรับปรุงพื้นผิวใหม่ให้มีความเป็นทะเล แล้วก็เพิ่มลู่วิ่งลูปเล็กที่จะเชื่อมต่อกับลูปใหญ่ข้างนอก”

“ตรงนี้เมื่อก่อนจะเป็นเวทีเดิม มีลานโล่งไว้จัดงานเทศกาลต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง จริง ๆ เราอยากทำลานให้เป็นสวนเลยนะครับ แต่ชุมชนกังวลว่าจะจัดกิจกรรมไม่ได้ ก็เลยดีไซน์เป็นต้นไม้แทรกเข้าไป ลดความร้อนของพื้นที่ดาดแข็ง เพื่อให้คนมาใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ในทุก ๆ วัน และเมื่อถึงเวลาที่เขาจะใช้งานใหญ่ก็จัดได้ รถยนต์ก็ยังเข้าไปจอดได้เหมือนเดิม ส่วนเวทีเราก็ปรับปรุงให้ดีขึ้น”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

พื้นที่สตรีทอาร์ตที่เคยมี นักออกแบบก็คงไว้ที่มุมเดิม เพิ่มเติมคือขยายพื้นที่ให้นักสร้างสรรค์ชาวหัวหินมาใช้ได้อย่างเต็มที่ และจัดความเรียบร้อยให้ดี

สำหรับการแยกขยะเพื่อนำไปรียูส-รีไซเคิล ซึ่งเมืองนี้มีกลุ่มคนและนักเรียนที่จัดการเรื่องนี้อยู่แล้ว อาศรมศิลป์ก็ได้จัดทำ Station สำหรับแยกขยะให้เป็นสัดเป็นส่วนมากขึ้น รวมถึงศึกษาความต้องการของกลุ่มแยกขยะในการดีไซน์ Station ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

“ส่วนต่อมาเป็นพื้นที่ศิลปะและวัฒนธรรมครับ” เขาเล่าต่อเนื่องมาถึงส่วนที่ 2 “ตรงนี้มีอาคารเดิมเป็นศูนย์วัฒนธรรม ศูนย์ขายของโอท็อป แล้วก็มีตำรวจท่องเที่ยว เราเลยยึดโยงกับเรื่องราวเดิม โดยเพิ่มพื้นที่ชาน ทำกิจกรรมต่าง ๆ นอกอาคารให้คนเข้ามาใช้งานได้ มีคอร์ทสำหรับการแสดงศิลปวัฒนธรรม มีพื้นที่ให้ผู้สนใจในกิจกรรมนั่งดู”
แล้วกลุ่มกิจกรรมของหัวหิน อย่างป้า ๆ กลุ่มลีลาศที่เหล่าสถาปนิกชุมชนได้ไปเยี่ยมเยียนมาในตอนแรก ก็จะได้ใช้พื้นที่ศิลปวัฒนธรรมนี้ในการฝึกซ้อม

มาถึงส่วนพื้นที่ติดทะเล ซึ่งเรียกว่าเป็น ‘สวนแห่งการพักผ่อน’ สำหรับทำกิจกรรมสบาย ๆ

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สถาปนิกพยายามรักษาลักษณะเดิมไว้ สนามเด็กเล่นที่มีก็ยังคงอยู่ แต่ปรับปรุงให้กลายเป็นธีมทะเล เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้เกี่ยวกับทะเลเมื่อได้มาเล่น มีการปรับปรุงศาลาให้ผู้สูงอายุมาพบปะพูดคุย นั่งเล่นหมากฮอร์สกัน

“แสดงดนตรีในสวนได้ด้วยนะครับ” เป้เปิดภาพ Amphitheatre ที่ทีมออกแบบให้เราดู “วันไปดูไซต์ เราเห็นกลุ่มดนตรีของหัวหินมาเล่นกัน ก็เลยเตรียมพื้นที่รองรับให้เขา”

ส่วนพื้นที่หน้าหาด ก็ปรับปรุงลดความดาดแข็งของโครงสร้างให้สวยงามน่าใช้งานมากยิ่งขึ้น ต่อไปคนหัวหินและนักท่องเที่ยว ก็จะเข้ามาทำกิจกรรมพร้อมดื่มด่ำวิวทะเลกับครอบครัวได้ที่นี่

ถนนด้านหน้าของสวนแห่งการพักผ่อนที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างแต่ละโซน ได้เปลี่ยนวัสดุปูพื้นให้มีความรู้สึกว่าเป็นถนนที่คนเดินถึงกันได้มากขึ้น ทำกิจกรรมได้มากขึ้น และรองรับร้านค้าต่าง ๆ ที่มาตั้งได้ พร้อมทั้งมีการทำที่จอดรถรองรับใกล้ ๆ เพื่อให้ผู้คนใช้วิธีจอดด้านนอกแล้วเดินเข้าไป แทนการขับต่อมาจอดถึงด้านใน และผ่านบริเวณที่เป็นจุดเชื่อมของแต่ละโซนนี้

“เราอยากเชื่อมแต่ละพื้นที่ให้คนแต่ละกลุ่มมีการปฏิสัมพันธ์กัน” เป้พูดถึงหนึ่งในแนวคิดของสวนสร้างสุข “อย่างคนที่มาเพื่อออกกำลังกาย เขาก็เชื่อมไปที่การเรียนรู้วัฒนธรรมได้ คนที่มาพักผ่อน ดูทะเล เขาก็จะศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อมจากสวนแห่งการเรียนรู้ได้”

‘สวนแห่งการเรียนรู้’ ส่วนสุดท้ายที่เป้อธิบาย เป็น Station เรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและการบำบัดน้ำ 

จากเดิมที่เป็นจุดรับน้ำเสียจากตัวเมืองหัวหินอยู่แล้ว ทางภูมิสถาปนิกก็ได้ศึกษาจากกรณีโครงการพระราชดำริแหลมผักเบี้ย แล้วปรับปรุงระบบที่นี่ให้เป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น จากตอนแรกที่เป็นคอนกรีต ก็ปรับปรุงใหม่ มีการปลูกต้นไม้น้ำเพื่อลดความเป็นดาดแข็งลงไป โดยเลือกพืชพรรณที่ทนความเค็มและเน้นต้นไม้ท้องถิ่น ซึ่งผู้ที่ได้มาเยือนสวนแห่งการเรียนรู้นี้ จะได้เรียนรู้กระบวนการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่ทะเลในบรรยากาศที่น่าเดินเล่น

“เราเพิ่มแลนด์มาร์กตรงส่วนนี้เป็นหอชมวิว ขึ้นไปชมเมืองหัวหินและวิวทะเลได้” เป้บอกกับเราว่านี่เป็นการเพิ่มจุดสนใจให้คนเดินมาเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ ซึ่งนอกจากคนที่มาใช้สวนจะเข้ามาชมได้แล้ว เมื่อปรับปรุงใหม่จะเปิดทางเข้าบริเวณหลังวัดไกลกังวล เพื่อให้คนจากวัดเข้ามาใช้ได้ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

หัวหินหลากมิติ

“บางทีคนจะมองแค่เรื่องเศรษฐกิจ พัฒนาพื้นที่แค่แหล่งท่องเที่ยว แต่ลืมเรื่องคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วคนที่ขับเคลื่อนเรื่องพวกนี้ ก็คือคนหัวหินที่ทำอาชีพบริการ ทำอาชีพค้าขาย เราต้องให้ทำเขาได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี” ปุ๊กพูดในฐานะคนนอกที่เข้าไปคลุกคลีกับคนท้องถิ่นจนผูกพัน

“ถ้ากายดี ใจดี สังคมดี มันจะส่งผลไปเรื่องเศรษฐกิจเอง”

จากที่มองเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวทั่ว ๆ ไป ตอนนี้หากนึกถึงหัวหิน ปุ๊กเห็น ‘คน’ มากขึ้น เวลาไปเธอก็จะชอบเข้าไปคุยกับคน ดูว่าเขากำลังทำกิจกรรมอะไรกัน เธอได้รู้แล้วว่าที่นี่มีผู้คน วิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนเมืองไปในทุกวัน จนเป็นที่ที่คนไทยยังนึกถึง ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่

“พื้นที่ 25 ไร่ ตรงนี้ ถ้ามัน Success คนก็จะรู้จักหัวหินในหลายมิติ” 

ทีมออกแบบวาดหวังว่า เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ พื้นที่เรียนรู้สวนหลวงราชินีนี้จะเป็นที่ที่นักท่องเที่ยวแวะมาใช้เวลา มาดูสวนบำบัดน้ำ เดินช้อปของกินจากรถเข็น พาลูกชมคนหัวหินเล่นดนตรี มานั่งเล่นดูคลื่นอย่างสบายอารมณ์ร่วมกับคนในพื้นที่

แล้วทะเลหัวหินก็จะไม่เป็นเพียงของคนที่มาทานอาหารในร้านริมหาด หรือคนที่จ่ายเงินนอนโรงแรมอีกต่อไป แต่กลายเป็นทะเลของทุกคนอย่างแท้จริง

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load