สตูดิโอห่อจย่ามา (Studio Horjhama) คือร้านอาหารและร้านของชำที่อยู่ร่วมกันภายในบ้านดินหลังเล็กๆ บนอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดย แอน-ศศิธร คำฤทธิ์ นักละครกลุ่มละครชุมชนกั๊บไฟ (Gabfai) ที่ทำงานพัฒนาเด็กและชุมชนมาไม่ต่ำกว่า 20 ปี ในประเด็นสิทธิมนุษยชน สิทธิเด็ก และสิ่งแวดล้อมผ่านกระบวนการทำละคร

แอน-ศศิธร คำฤทธิ์ นักละครกลุ่มละครชุมชนกั๊บไฟ (Gabfai)

เมื่อ 7 ปีที่แล้ว แอนมีโอกาสตอบรับคำชวนจาก มูลนิธิชีววิถี (BioThai) ซึ่งอยากให้เธอช่วยทำงานสื่อสารกับเด็กและชุมชนในแคมเปญ ‘กินเปลี่ยนโลก’ เพื่อต้องการให้ผู้คนตระหนักรู้ถึงที่มาของอาหารแต่ละอย่างในจานว่ามีที่มาอย่างไร และส่งผลอย่างไรต่อทั้งสุขภาพของตนเอง ความเป็นอยู่ของผู้ผลิต สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหาร

ตลอด 7 ปี เธอมีโอกาสเดินทางไปเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารของท้องถิ่นต่างๆ ในเครือข่ายความมั่นคงทางด้านอาหาร และนำความรู้เหล่านั้นมาย่อยให้เข้าใจง่าย เพื่อสื่อสารผ่านกระบวนการทำละครร่วมกับเด็กๆ ในแต่ละชุมชน

จากนั้นเธอได้นำความรู้ที่ได้จากการทำงานในแคมเปญของมูลนิธิชีววิถีมาพัฒนาต่อเป็นรายการ ‘เชฟน้อยกินเปลี่ยนโลก’ ฉายทางช่องไทยพีบีเอส (Thai PBS) ชวนคนดูทำความรู้จักกับเครือข่ายความมั่นคงทางอาหารผ่านตัวเด็ก โดยให้เด็กแต่ละคนในแต่ละท้องถิ่นที่ได้ซึมซับภูมิปัญญา วัฒนธรรม และวิถีดั้งเดิมของชุมชน มาเล่าเรื่องราวของพวกเขาผ่านเมนูอาหารท้องถิ่นที่พวกเขาทำ โดยแอนเป็นผู้ดำเนินรายการ ร่วมกับ น้องบาหลี-บาหลี นามเสนา 

Studio Horjhama : ร้านอาหารและร้านชำเล็กๆ ที่เชื่อว่า การกินดีเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้

ประสบการณ์การเดินทางทำงานทั่วประเทศทำให้เธอรู้จักกับเกษตรกรที่ทำเกษตรกรรมยั่ังยืนเจ้าของผลิตภัณฑ์ดีประจำชุมชนจำนวนมาก แอนมองว่าของดีๆ เหล่านี้ยังมีหลายคนที่ไม่รู้จัก และคงไม่มีโอกาสได้ซื้อหาหากไม่เดินทาง เธอจึงเกิดไอเดียรวบรวมของดีจากเครือข่ายเกษตร์อินทรีย์ทั่วประเทศมาไว้ที่เดียว และเดินทางไปหาผู้คนถึงหน้าบ้าน นั่นจึงเกิดโปรเจกต์ ‘รถชำเปลี่ยนโลก’ สื่อสารเรื่องความสำคัญของการเลือกกินที่เปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นได้

Studio Horjhama : ร้านอาหารและร้านชำเล็กๆ ที่เชื่อว่า การกินดีเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้
Studio Horjhama : ร้านอาหารและร้านชำเล็กๆ ที่เชื่อว่า การกินดีเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้

ปัจจุบันแอนขยายการทำงานเรื่องอาหาร โดยใช้พื้นที่บ้านของเธอปรับเป็นร้านขายของชำที่คัดสรรเฉพาะของดีจากเครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์ เกษตรกรรายย่อยที่ทำเกษตรแบบเกษตรกรรมยั่งยืน และเกษตรกรนิเวศน์ แถมยังเป็นร้านอาหารที่ชวนให้คุณได้รู้จักวัตถุดิบท้องถิ่นมากขึ้น ในทุกคำที่กินเข้าไป ผ่านเมนูที่เธอสร้างสรรค์ขึ้นจากวัตถุดิบที่ขายภายในร้าน และจะเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามวัตถุดิบในฤดูกาล

การเลือกกินเมนูที่มีชื่อวัตถุดิบไม่คุ้นหูเหล่านี้จะเปลี่ยนโลกได้อย่างไร

คำตอบนั้นอยู่ในเมนูที่แอนกำลังตั้งใจทำให้เราลองชิมอยู่ภายในครัวแล้ว

“เดี๋ยวนี้การเป็นคนเลือกกินกลายเป็นเรื่องที่ดีแล้วนะ การที่เรากินแต่ของดี ทำให้ความเป็นอยู่ของเรา คนรอบข้างของเรา และสิ่งแวดล้อมของเราดีขึ้นได้” แอนเริ่มต้นอธิบายให้เราฟังขณะปรุงอาหารไปด้วยอย่างอารมณ์ดี

Studio Horjhama : ร้านอาหารและร้านชำเล็กๆ ที่เชื่อว่า การกินดีเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้

“เจ็ดปีที่แล้วมูลนิธิชีววิถีจัดแคมเปญชื่อ ‘กินเปลี่ยนโลก’ เขาอยากให้ผู้บริโภคเข้มแข็ง มีศักยภาพ และมีทางเลือกในการกินมากขึ้น ศักยภาพที่ว่าก็คือ ผู้บริโภคต่อรองกับผู้ผลิตได้ว่า ผลิตอาหารแบบไหนจึงจะปลอดภัยกับคนกิน อาหารในห่วงโซ่แบบไหนที่จะเป็นธรรมกับผู้บริโภค สุขภาพ สิ่งแวดล้อม ผู้ผลิต และผู้ปลูก ซึ่งปัจจุบันคนจำนวนมากคุ้นชินกับอาหารที่ผลิตจากระบบอุตสาหกรรม เพราะผลิตปริมาณมากได้ แต่ก็ทิ้งอะไรไว้เยอะแยะเต็มไปหมดเช่นกัน

“สิ่งที่ตามมามีทั้งสารเคมีตกค้าง ซึ่งเราไม่รู้ว่าโรงงานผลิตทิ้งสารพวกนี้ที่ไหน พนักงานในโรงงานมีความเป็นอยู่ยังไง แต่ถ้าเรารู้ว่าอาหารที่เราซื้อมา มีที่มาดีๆ เราก็จะรู้ว่าเงินที่เราจ่ายไปมันช่วยให้แม่ได้อยู่กับลูก ช่วยให้เขาได้ทำงานด้วยกันที่บ้านมากขึ้น แบบนี้มันดีและยั่งยืนกว่าใช่มั้ย แต่อย่างที่รู้กันว่าโลกทุกวันนี้กำลังขับเคลื่อนด้วยอาหารแบบไหน 

“สิ่งที่เราพยายามทำคือ ให้คนได้รู้ถึงคุณค่าของสิ่งที่เขากำลังบริโภค มันมากกว่าเรื่องรสชาติ มากกว่าความอิ่ม แต่หมายถึงเงินที่เขาจ่ายมันคุ้มค่ากับผลที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมมั้ย ซึ่งสุดท้ายก็ส่งผลกระทบมาถึงตัวเขาด้วย ห่วงโซ่ของวัตถุดิบในอาหารจานหนึ่งสร้างผลกระทบได้ขนาดนั้น ถ้าเราเลือกกินห่วงโซ่ของอาหารที่ดี มีที่มาดี ที่ไปมันก็ดี นั่นจึงสร้างความเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ได้ เราอินกับประเด็นนี้มากในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เราทำประเด็นนี้ตั้งแต่น้ำหนักหกสิบหกกิโลกรัม ใส่เสื้อไซส์ S ตอนนี้น้ำหนักเพิ่มมาสิบกว่ากิโลกรัม เพราะเราแดกทุกที่ที่มีโอกาสได้ไปทำงานเลยค่ะ” เธอหัวเราะร่วน

Studio Horjhama : ร้านอาหารและร้านชำเล็กๆ ที่เชื่อว่า การกินดีเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้

“แม้เรามีโอกาสกินอาหารจากวัตถุดิบท้องถิ่นที่เขาทำอย่างยั่งยืน และเราเชื่อว่ามีหลายคนที่อยากอุดหนุนสินค้าดีๆ แบบนี้ แต่เขาไม่มีโอกาสได้เดินทางมาซื้อด้วยตัวเอง เราเลยเริ่มต้นทำ ‘รถชำเปลี่ยนโลก’ โดยรวบรวมของดีๆ ที่เราไปเจอมานี่แหละ มาเร่ขายตามชุมชนต่างๆ พร้อมกับให้ความรู้เรื่องการกินเปลี่ยนโลกให้กับผู้ที่สนใจด้วย”

ช่วงแรกๆ ที่แอนทำรถชำเปลี่ยนโลก นอกจากตลาดและชุมชนต่างๆ เธอยังนำรถชำไปจอดขายหน้าร้านสะดวกซื้อและห้างใหญ่ๆ นอกจากเป็นร้านขายของชำ รถของเธอยังถูกออกแบบให้เป็นห้องครัวเคลื่อนที่ด้วย 

ทุกครั้งที่รถชำเปลี่ยนโลกเคลื่อนที่ไปเปิดที่ไหน ก็จะมีอีเวนต์ของร้านตามมา

“ทุกครั้งที่รถชำไปที่ไหน เราจะตั้งโต๊ะให้คนมาชิมวัตถุดิบของเรา ปกติเขาชิมไวน์ ชิมกาแฟ แต่ร้านเราให้ลองชิมน้ำปลา ชิมเกลือ เก๋ขนาาาาด” เธอเล่าด้วยน้ำเสียงสนุก ก่อนอธิบายต่อ “เราจะมีกิจกรรมพ่วงไปด้วยทุกครั้ง อย่างครั้งแรกเราเลือกเล่าเรื่องราวของเครื่องลาบ เพราะวัตถุดิบในเครื่องลาบทางภาคเหนือ อย่างมะแขว่น มะแหลบ หาได้จากป่าที่สมบูรณ์เท่านั้นนะ เราเล่าให้คนฟังว่าเครื่องลาบแต่ละอย่างมาจากไหน ทำไมคนเหนือถึงกินลาบแบบนี้ และวัตถุดิบเหล่านี้ยังบ่งบอกไปถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติได้ด้วย ตอนนั้นเราได้ เชฟแบล็ก-ภานุภน บุลสุวรรณ จาก Blackitch Artisan Kitchen มาช่วยทำลาบ ตอนทำเรื่องเครื่องเทศชนเผ่าเราได้ พี่กฤช เหลือละมัย มาช่วย”

ขณะสนทนากัน แอนกำลังปั้นเกี๊ยวให้เราทาน 

เธอหันมาบอกกับเราว่า ไส้ของเกี๊ยวที่เธอกำลังทำมีส่วนผสมจากหญ้า 

เธอกำลังจะให้เรากินหญ้า 

แอน-ศศิธร คำฤทธิ์ สตูดิโอห่อจย่ามา ร้านอาหารและร้านชำที่นำวัตถุดิบปลอดภัยทั่วไทยมาไว้ที่บ้านดินเชียงใหม่

ไอเดียของเมนูเกี๊ยวไส้หญ้า มาจากช่วงที่ผ่านมาแอนและเพื่อนกำลังนำเสนอเรื่องราวของวัชพืชกินได้ ซึ่งวัชพืชที่เธอผสมลงไปในไส้เกี๊ยว คือต้นปืนนกไส้ วัชพืชชนิดหนึ่งที่มองเผินๆ ไม่ต่างอะไรกับหญ้า แต่กินได้ มีสรรพคุณเป็นยา ปลูกขึ้นง่าย ซึ่งเธอเดินไปเด็ดสวนผักข้างสตูดิโอมาปรุงให้เรากิน และเกี๊ยวที่เธอทำก็มีรสชาติอร่อยสุดๆ ด้วย

“หลายคนแยกวัชพืชไม่ออกก็เหมารวมว่าเป็นหญ้า แล้วก็ฉีดยากำจัด เราเอาวัชพืชมาทำ เพราะอยากให้คนเห็นคุณค่าของวัชพืช ลดการใช้ยาฆ่าหญ้า แล้วหันมาสังเกตวัชพืชในพื้นที่บ้านว่าเป็นแหล่งอาหารให้เราได้”

ถ้าคุณคิดว่าเกี๊ยววัชพืชแปลกแล้ว ที่สตูดิโอห่อจย่ามา ยังมีสารพัดวัตถุดิบและเมนูชื่อไม่คุ้นหู้อีกมากที่รอให้คุณได้ลิ้มและทำความรู้จัก เช่น ข้าวปั้นไส้เห็ดหอมปลาเค็มลิบง มะโจ๊กผสมโซดา ข้าวปั้นไส้ลาหู่ ฯลฯ 

แอน-ศศิธร คำฤทธิ์ สตูดิโอห่อจย่ามา ร้านอาหารและร้านชำที่นำวัตถุดิบปลอดภัยทั่วไทยมาไว้ที่บ้านดินเชียงใหม่

หลังจากนั้นแอนก็หันมาทำข้าวปั้นไส้ ‘ไกน้ำโขง’ เธอใช้ข้าวดอยบือเนอมูผสมกับข้าวหอมเกยไชย สอดไส้ด้วยไก ซึ่งไกเป็นสาหร่ายชนิดหนึ่งที่เติบโตในน้ำจืด บ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำได้ เป็นวัตถุดิบเลิศรสในบ้านเราที่อร่อยไม่แพ้สาหร่ายญี่ปุ่น แต่ปัจจุบันแม่น้ำโขงได้รับผลกระทบจากเขื่อนที่สร้างขึ้นจำนวนมากทางต้นน้ำ ทำให้ระบบนิเวศแม่น้ำโขงผิดเพี้ยน ปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลงไม่เป็นไปตามธรรมชาติ น้ำโขงใสขึ้นจากที่ควรขุ่นเป็นตะกอน แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของแร่ธาตุ ก็ส่งผลกระทบต่อไกในแม่น้ำโขงโดยตรง ทำให้ไกลดจำนวนลงจากเดิมอย่างมาก ชาวบ้านริมน้ำที่เคยประกอบอาชีพเก็บไกมาขายก็ค่อยๆ หายไป เช่นเดียวกับชื่อของวัตถุดิบชนิดนี้ที่เริ่มไม่เป็นที่รู้จักอีกต่อไป 

แต่การกลับมาทำความรู้จักไก ซึ่งถูกสอดไส้ในข้าวปั้นและห่อข้าวปั้นไว้อีกที ผ่านพอการกินและฟังเรื่องราว ทำให้เราเห็นว่าห่วงโซ่ของวัตถุดิบนั้นเกี่ยวพันถึงสิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่ของผู้คนในสิ่งแวดล้อมนั้นได้อย่างไร 

แอน-ศศิธร คำฤทธิ์ สตูดิโอห่อจย่ามา ร้านอาหารและร้านชำที่นำวัตถุดิบปลอดภัยทั่วไทยมาไว้ที่บ้านดินเชียงใหม่
แอน-ศศิธร คำฤทธิ์ สตูดิโอห่อจย่ามา ร้านอาหารและร้านชำที่นำวัตถุดิบปลอดภัยทั่วไทยมาไว้ที่บ้านดินเชียงใหม่

“เดี๋ยวนี้คนรู้จักวัตถุดิบที่อยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตเท่านั้น เราอยากทำให้เห็นว่านอกจากของในซูเปอร์มาร์เก็ตยังมีผลิตภัณฑ์ชุมชนอีกเยอะเลยนะ ซึ่งอาหารที่เราทำภายในร้านก็เป็นเหมือนค็อปเตอร์ไม้ไผ่ ช่วยพาเครื่องปรุงเหล่านั้นมาใกล้คนมากขึ้น พอคนมาที่ร้านเรา เราไม่ได้เล่าให้เขาฟังแค่อย่างเดียว แต่เขายังได้กิน ได้ดม ได้เห็นด้วย มันน่าสนุกในทุกคำที่เขาได้กินเลยนะ เราอยากให้เขาได้รู้จักความหวาน ความเปรี้ยว ความเค็ม ความเผ็ด ที่เขาอาจจะเคยกินมาแล้ว แต่ในยุคนี้เขาอาจจะหามันไม่ได้แล้ว บางทีเขาอาจจะลืมไปแล้วว่าแต่ก่อนลอดช่องมันเคยมีกลิ่นหอมแบบไหน

“สมัยเด็กเราเคยรู้สึกโกรธมากๆ ตอนที่ลูกค้ามาซื้อผ้าที่แม่เราเป็นคนทำ แล้วเขาต่อราคา กว่าแม่เราจะทำเสื้อตัวนั้นจนเสร็จ เขาต้องใช้ความพยายาม ต้องลำบากขนาดไหน มันเลยส่งผลมาสู่ตอนนี้ เราอยากให้คนทำเขาภูมิใจ อยากให้คุณป้า คุณตา ที่ยังคงทำน้ำตาลตาลโตนดแบบดั้งเดิม ซึ่งมันใช้เวลาและลำบากมากๆ เราอยากให้คนที่ยังทำสิ่งเหล่านี้เพราะเขาเชื่อว่ามันดี ได้ภูมิใจในสิ่งที่เขาทำ มันอร่อยมากนะ ไม่เหมือนน้ำตาลไหนๆ ในระบบโรงงานเลย”

หลังจากพูดเสร็จ เธอยื่นตาลและลูกชกลอยแก้วมาให้เราลองชิม มันช่างหอมหวลและชื่นหัวใจอย่างที่เราไม่เคยกินมาก่อนจริงๆ จนเราอยากให้คุณป้าและคุณตาที่ทำน้ำตาลโตนดได้มาเห็นสีหน้าของเราตอนนี้

แอน-ศศิธร คำฤทธิ์ สตูดิโอห่อจย่ามา ร้านอาหารและร้านชำที่นำวัตถุดิบปลอดภัยทั่วไทยมาไว้ที่บ้านดินเชียงใหม่

แอนว่าประสบการณ์ที่เรากำลังได้รับ ทั้งความรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบและได้ลองกินวัตถุดิบนั้นในเมนูพร้อมกับฟังเธอเล่าไปด้วย คือความเพลิดเพลินและความสนุกที่แอนอยากให้เกิดขึ้นกับทุกคนที่เข้ามาที่สตูดิโอห่อจย่ามา

“ตอนทำรถชำเปลี่ยนโลก เวลาคนมาซื้อวัตถุดิบที่เราขาย มักจะมีคำถามว่าวัตถุดิบนี้ทำยังไง อันนี้กินยังไง เอาไปทำอะไรได้บ้าง เราเกิดความคิดขึ้นมาว่า ควรทำเป็นร้านอาหารดีมั้ย ประกอบกับเป็นช่วงว่างจากโปรเจกต์ที่เพิ่งจบไป และการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้หลายกิจกรรมต้องหยุดลง เราเลยลองขยับที่ภายในบ้าน จากเดิมบ้านดินหลังนี้ใช้เป็นออฟฟิศของเรากับทีม และเก็บสินค้าที่ขายในรถชำเปลี่ยนโลก เราก็ค่อยๆ ปรับให้มันเป็นร้านอาหารและร้านชำ”

แอน-ศศิธร คำฤทธิ์ สตูดิโอห่อจย่ามา ร้านอาหารและร้านชำที่นำวัตถุดิบปลอดภัยทั่วไทยมาไว้ที่บ้านดินเชียงใหม่
แอน-ศศิธร คำฤทธิ์ สตูดิโอห่อจย่ามา ร้านอาหารและร้านชำที่นำวัตถุดิบปลอดภัยทั่วไทยมาไว้ที่บ้านดินเชียงใหม่

“ไอเดียเรื่องการเป็นทั้งร้านอาหารและร้านชำ เราได้มาจากภาพจำตอนเด็กๆ ของร้านชำ ในอดีตเราไม่มีร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหารตามสั่ง ร้านก๋วยเตี๋ยว ให้ไปซื้อกินได้จำนวนมากเหมือนตอนนี้ สมัยก่อนร้านชำแถวบ้าน ตอนเย็นๆ เขาจะผัดเส้นก๋วยเตี๋ยวที่ขายเหลือในแต่ละวันให้เด็กๆ มาซื้อกินถูกๆ ในร้านชำก็เลยมีร้านก๋วยเตี๋ยวอยู่ด้วย 

“บางครั้งก็แคบหมู ลาบ ย่างเนื้อก็มี พอถึงฤดูมะม่วง เด็กที่ไปซื้อขนมหรือถูกแม่ใช้ให้ไปซื้อของ ก็มักจะถูกชวนให้แวะมาตำส้มตำ ทำกล้วยบวช ห่อขนมต้ม ขนมจ๊อก กับป้าๆ ยายๆ เราเลยเรียนรู้สูตรอาหารแปลกๆ จากวัตถุดิบที่เหลือจากการขายจากร้านชำเยอะมาก เราชอบความสัมพันธ์และบรรยากาศแบบนั้น เลยเกิดไอเดียทำให้ที่นี่เป็นทั้งร้านชำและร้านอาหารที่กินแล้วเปลี่ยนโลก และเราตั้งชื่อว่า สตูดิโอห่อจย่ามา เป็นภาษาอาข่า แปลว่า มากินข้าวกัน

“การกลายเป็นคนเลือกกินแต่สิ่งที่ดี ดีในที่นี้ก็คือ ดีที่เราได้กินอาหารที่อร่อย ได้รับรู้ที่มาของวัตถุดิบต่างๆ ในอาหารจานนั้น ได้รู้ว่าเงินที่เราจ่ายไปกำลังสนับสนุนชีวิตหรือวิถีแบบไหน คนทำเองก็เช่นกัน เมื่อได้รู้ว่ามีคนสนับสนุนและชอบสิ่งที่เขาตั้งใจทำก็ดีใจเหมือนกัน การสนับสนุนซึ่งกันและกันนี้เป็นความสัมพันธ์ที่ดีที่ควรเกิดขึ้น มันทำให้เราเชื่อมหากันจนเป็นห่วงโซ่อาหารที่ดี แข็งแรง ยั่งยืน และเราก็จะมีความมั่นคงทางอาหารที่เป็นอาหารที่ดี หล่อเลี้ยงตัวเราให้มีสุขภาพดี คนที่ทำงานให้เกิดวัตถุดิบที่ดีต่างๆ ใส่ในอาหารจานนั้นก็มีความเป็นอยู่ที่ดีด้วยเช่นกัน 

“ถ้าเรากินดี เราก็อยู่ดีนะ” รอยยิ้มของแอนกำลัง ‘เปลี่ยนโลก’ ใบนี้ให้ดียิ่งขึ้นด้วยการ ‘กิน’

แอน-ศศิธร คำฤทธิ์ สตูดิโอห่อจย่ามา ร้านอาหารและร้านชำที่นำวัตถุดิบปลอดภัยทั่วไทยมาไว้ที่บ้านดินเชียงใหม่

สำหรับผู้ที่สนใจมากินอาหารที่ร้าน Studio Horjhama เมนูของที่นี่จะเวียนเปลี่ยนไปตามวัตถุดิบที่มี เมนูมีทั้งของคาว ของหวาน ไอศกรีมจากวัตถุดิบท้องถิ่น เครื่องดื่มผลไม้ต่างๆ ที่เธอคิดค้นสูตรการหมักให้เกิดรสชาติที่ดี 

มีขนมปังแบบต่างๆ ที่เธอกับน้องชายช่วยกันทำ ตั้งแต่ขั้นตอนการเลี้ยงยีสต์จนถึงอบเสร็จพร้อมกิน และทุกเมนูของที่นี่ใช้วัตถุดิบในแต่ละท้องถิ่นที่ปลอดสารพิษ และสนับสนุนแต่เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ นอกจากเรื่องกิน ที่นี่มีจัดเวิร์กช็อปอยู่เรื่อยๆ สำหรับผู้ที่สนใจประกอบอาหารจากวัตถุดิบท้องถิ่น ถ้าอยากทดลองสูตรอาหารใหม่ๆ ที่ใช้วัตถุดิบภายในร้าน เธอก็เปิดโอกาสให้เข้ามาใช้พื้นที่ด้วยความยินดี เพื่อให้มีการเคลื่อนไหวดีๆ เกิดขึ้น

แอน-ศศิธร คำฤทธิ์ สตูดิโอห่อจย่ามา ร้านอาหารและร้านชำที่นำวัตถุดิบปลอดภัยทั่วไทยมาไว้ที่บ้านดินเชียงใหม่

*เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 ทาง Studio Horjhama สะดวกให้บริการแบบ Drive Thru ขับมารับที่หน้าร้าน และเพื่อเป็นการลดขยะ ทางร้านสนับสนุนให้ลูกค้านำภาชนะมาเอง ถ้าไม่สะดวกทางร้านก็มีบริการห่อด้วยใบตองตึง 

อีกทางเลือกสำหรับลูกค้าที่ไม่สะดวกเดินทาง ทางร้านมีบริการเดลิเวอรี่คิดค่าส่งตามระยะทาง การสั่งอาหารทั้งหมดต้องสั่งล่วงหน้า 1 วัน โดยดูเมนูจากโพสต์บน Facebook ติดต่อสั่งได้ทางเพจและโทรศัพท์ 08 9950 3223 (มิ้ม)

Studio Horjhama

ที่ตั้ง : เลขที่ 329 หมู่ 2 ตำบลห้วยทราย อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ 50180 (แผนที่)

เปิดบริกาารทุกวันศุกร์และวันเสาร์ เวลา 10.30 – 16.30 น.

Facebook : รถชำเปลี่ยนโลก / Rotshum4change

โทรศัพท์ : 08 9951 7882

Writer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

Photographers

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

วินัย สัตตะรุจาวงษ์

ผู้กำกับรายการและโฆษณาที่ช่วงนี้หันมาสนใจงานแนวสารคดี จึงเน้นทำงานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริง ตัวอย่างผลงานที่ผ่านมาคือ รายการ human ride และ เป็น อยู่ คือ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

12 มิถุนายน 2564
2 K

ฉันลงบีทีเอสสถานีบางจาก เดินเล่นเข้ามาในตลาด ผ่านความจอแจ เสียงรถจากถนนใหญ่ เสียงบีทีเอสปนกับเสียงมอเตอร์ไซค์และแม่ค้า ลัดเลาะลึกเข้ามาจนเจอชุมชน เสียงค่อยๆ เงียบลง กลายเป็นเสียงเด็กวิ่งเล่นและคุณตากวาดหน้าบ้าน แม้จะเป็นตึกแถว แต่ส่วนใหญ่กลับไม่ใช่ร้านรวง ทว่าเป็นบ้านคน ซอยหนึ่งในตึกแถวเหล่านั้น ฉันพบร้านหนังสือเล็กๆ แอบอยู่ ร้านหนังสือที่ไม่ว่าจะไปกี่ครั้ง ก็ยังรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในดินแดนเวทมนตร์อยู่เสมอ 

ประตูกระจกมองเห็นข้างในตรงข้ามกับตึกแถวหลังอื่นที่มักปิดประตูเหล็กไว้ แสงสีส้มในร้านดูอบอุ่น ชั้นไม้ดูสนิทสนมเหมือนบ้านเพื่อน หนังสือบนชั้นที่โชว์หน้าปกทุกเล่มไม่ใช่แค่สันแบบร้านหนังสืออื่น และชื่อหนังสือที่ฉันไม่คุ้นเคยนัก เมื่อเปิดเข้าไป จะได้กลิ่นหอมสดชื่น หากเป็นตอนเย็น หลายครั้งที่เปิดเข้าไปแล้วได้กลิ่นอาหาร

‘Books & Belongings’ คือข้อความที่เขียนบนป้ายหน้าร้าน 

“หนังสือและสิ่งของ เป็นชื่อที่พี่ชอบมากอยู่แล้ว ก่อนจะมีร้านด้วยซ้ำ” โย-กิตติพล สรัคคานนท์ เจ้าของร้านเล่าให้ฟัง และนั่นเป็นที่มาของชื่อร้านซึ่งถือกำเนิดขึ้นประมาณ 7 ปีที่แล้ว เป็นเวลาขวบปีที่ ‘หนังสือและสิ่งของ’ ก่อร่างเติบโตในจินตนาการ ก่อนจะกลายเป็นร้านหนังสือที่ปากซอยสุขุมวิท 91 และในเดือนที่ผ่านมา Books & Belongings ก็ย้ายเข้ามาในสถานที่ใหม่ แม้จะเล็กลงและลึกกว่าร้านเดิม แต่กลับสวมจิตวิญญาณเดิมอย่างลงตัวยิ่งขึ้น จิตวิญญาณของการเป็นบ้าน เป็นพื้นที่แห่งบทสนทนา และในอีกแง่ เป็นแกลเลอรี่เล็กๆ ที่คัดเลือกหนังสือมาจัดแสดงไม่เหมือนกับที่ไหน 

“พี่เห็นหน้าที่ของ Books & Belongings มากกว่าเอาหนังสือมาขาย มันคือพื้นที่แลกเปลี่ยนที่ผู้คนจะได้แรงบันดาลใจจากการพูดคุย และเป็นจุดที่ผู้คนจะมาตกตะกอนความคิด” วิกกี้-วิชุตา โลหิตโยธิน เจ้าของร้านอีกท่านเสริม

การทำร้านหนังสือ Stand Alone ที่มีความตั้งใจใหญ่โตและแรงกล้าในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย วันนี้ฉันจึงอยากชวนเจ้าของร้านทั้งสองคนมาคุยทั้งเรื่องของเมื่อวาน วันนี้ และวันพรุ่งนี้

Books & Belongings ชีวิตของร้านหนังสือเล็กๆ ย่านบางจาก ที่เลือกหนังสือแบบ Art Gallery

ทั้งอุปสรรค ความพยายาม และความฝัน

หนังสือและการย้ายของ

“เริ่มมาจากเจ็ดปีก่อนพี่ทำบริษัท พอจะย้ายจาก The Racquet Club เลยถามพนักงานว่าอยากให้ย้ายไปที่ไหน ผลโหวตก็มาออกที่บางจาก เพราะพนักงานส่วนใหญ่อยู่แถวนี้ สุดท้าย ถึงบริษัทไม่อยู่ ร้านหนังสือก็ยังอยู่” โยเล่าถึงการย้ายครั้งแรก

ร้านแรกอยู่ติดถนนใหญ่ เมื่อใครสักคนเปิดประตู จะได้ยินเสียงรถยนต์และรถไฟฟ้าดังทั้งวัน แต่เมื่อประตูปิดสนิท เวทมนตร์ของร้านก็ยังเข้มข้น 

“พอชั้นบนเป็นออฟฟิศ เราเลยมีพื้นที่ชั้นล่างที่พอทำร้านหนังสือได้ คอนเซปต์แรกเลยคือ พอข้างบนเป็นดิจิทัลหมด ข้างล่างเลยอยากให้เป็นอะไรที่ออฟไลน์ พี่ย้อนคิดไปถึงช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรษที่ 20 คิดถึงเวิร์กช็อป บรรยากาศร้านเลยผสมโรงนากับเวิร์กช็อปเข้าด้วยกัน 

Books & Belongings ชีวิตของร้านหนังสือเล็กๆ ย่านบางจาก ที่เลือกหนังสือแบบ Art Gallery

“อย่างเก้าอี้ก็เป็นเก้าอี้เขียนแบบ พวกไม้ก็เลือกให้เหมือนอยู่ในห้องตัดไม้ เหมือนเป็นพื้นที่ทำงานยุคโบราณ เพราะเอาเข้าจริง กิจกรรมของวรรณกรรม ศิลปะ งานสร้างสรรค์ มันก็มีการออกแรงเหมือนการเวิร์กช็อป”

แรกเริ่มร้านหนังสือแห่งนี้ ดำเนินมาได้โดยโยคนเดียวเป็นเวลา 4 ปี ฉันเองได้ไปเยี่ยมเยียนร้านเดิมหลายครั้ง แม้ภายนอกดูรื่นรมย์ แต่เพิ่งมารู้วันนี้ว่าข้างหลังไม่ได้สวยงามเหมือนหน้าร้านสักนิด ในตอนนั้น ร้านอยู่ในสภาวะที่โยอธิบายด้วยคำว่า “เห็นแต่ปัญหา ไม่ค่อยสร้างรายได้เลย” 

จนกระทั่ง COVID-19 ที่กระทบทุกอย่าง โยจึงตัดสินใจว่า ร้านคงต้องปิดตัวลง แต่นั่นคือก่อนพบวิกกี้ “ถ้าเป็นแค่ร้านแล้วมีหนังสือขาย ปิดไปก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ว่ามันเป็นมากกว่านั้น” วิกกี้เล่าถึงเหตุผลที่เข้ามามีส่วนร่วมในร้าน 

“เรากลับไปทำการบ้านว่าร้านเคยทำอะไรมาบ้าง เลยเห็นว่า Books & Belongings มีสัมมนา มีกิจกรรมเกี่ยวกับวรรณกรรมและภาพยนตร์เยอะมาก เราเห็นความสำคัญ เลยถามพี่โยว่าขอเข้ามาช่วยได้ไหม” คงกล่าวได้ว่า วิกกี้เป็นอีกเหตุผลที่ความรื่นรมย์ของ Books & Belongings คงอยู่ได้จนถึงวันนี้

การย้ายครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเพราะ COVID-19 อาจไม่ใช่การย้ายทางกายภาพ แต่เป็นการย้ายทางดิจิทัล

COVID-19 ทำให้หน้าร้านต้องปิดลง วิกกี้ซึ่งตอนนั้นเข้ามาช่วยเต็มตัวแล้ว จึงขยายจากหน้าร้านทางกายภาพสู่หน้าร้านออนไลน์ โดยทุกอย่างควรจะเสร็จภายในเวลา 1 เดือน เป็นที่มาของความท้าทายใหม่ที่ตอนนั้นวิกกี้กลับไปอยู่กับสามีที่อเมริกาพอดี ส่วนโยประจำอยู่ที่หน้าร้านประเทศไทย ความสะลึมสะลือจากการทำงานคนละไทม์โซนเป็นอีกอุปสรรค จนกลายมาเป็นเรื่องตลกที่วิกกี้เล่าว่า “พี่โยหลับคาจอ Zoom เลย” 

วันนี้อาจหัวเราะได้ แต่เชื่อว่าวันนั้นมันคงหามรุ่งหามค่ำและหนักหนาเอาการ หน้าร้านออนไลน์ของ Books & Belongings เปิดตัวเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ให้ฉันได้จับจ่ายพร้อมกับดู Books & Belongings Talk รายการใหม่ที่โยกับวิกกี้จัดบ่อยๆ ทาง Facebook Live 

Books & Belongings ชีวิตของร้านหนังสือเล็กๆ ย่านบางจาก ที่เลือกหนังสือแบบ Art Gallery
Books & Belongings ชีวิตของร้านหนังสือเล็กๆ ย่านบางจาก ที่เลือกหนังสือแบบ Art Gallery

“มันเป็นการเปลี่ยนแปลงจาก Passive เราต้องแอคทีฟและเป็นฝ่ายเข้าหาบ้างแล้ว โดยการใช้แพลตฟอร์มที่ทุกคนเข้าถึงได้ ในช่วงเวลาที่ทุกคนออกไปไหนไม่ได้”

แต่แล้ว การย้ายครั้งที่ 3 อย่างไม่คาดคิดที่สุดก็เกิดขึ้น “เหมือนเราเคยมั่นใจว่าเราจะอยู่ที่นี่ไปเรื่อยๆ แล้วแพลนจะพัฒนาจากชั้นสองถึงดาดฟ้า เจ้าของที่ก็รับคำ เราเตรียมทุกอย่าง ปรากฏเขาแจ้งก่อนสิ้นเดือนไม่นานว่าต้องย้ายออกทันทีเพราะไม่ต่อสัญญา” โยเล่า

การย้ายครั้งนี้เป็นการย้ายสู่ร้านปัจจุบัน เมื่อได้รับคำขาดจากเจ้าของที่ โยกับวิกกี้เดินตามหาสถานที่ใหม่ และพบกับตึกแถวเล็กๆ ติดป้ายว่างในซอยชุมชน ซึ่งโยโทรตามเบอร์ในป้ายก่อนนายหน้าจะชี้ให้ดูด้วยซ้ำ 

“เราพบว่าเจ้าของรู้จักร้านเราอยู่แล้ว และตอนเขาออกแบบที่นี่ เขาไปดูร้านเราเป็นตัวอย่าง” โยเล่า “พอเราบอกว่าเราเป็นร้านหนังสือ เขาก็ดีใจ ถึงขนาดให้ย้ายของเข้ามาก่อนเซ็นสัญญาก็ได้ ถึงอย่างนั้น เรามาทำร้านก็ต้องปรับปรุงอีกเยอะ ซึ่งเป็นอีกบทเรียน เพราะที่นี่เล็กกว่าร้านเก่า หายไปหนึ่งในสามของร้านเดิม ต้องจัดของใหม่หมด ต้องบริหารพื้นที่ กว่าจะลงตัวก็ใช้เวลา

“แต่พี่เองก็บอกพี่โยว่าร้านก็เหมือนบ้าน” วิกกี้กล่าว “ไม่มีทางที่จัดครั้งเดียวเสร็จหรอก มันจะเติบโตไปพร้อมกับคนอยู่” ซึ่งเราเห็นด้วยอย่างไม่มีข้อกังขา 

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

Books & Belongings เหมือนบ้านมากกว่าเดิม และนอกจากจะเป็นบ้านสำหรับสมาชิกเก่าอย่างเราแล้ว ร้านก็ยังเป็นพื้นที่ของสมาชิกใหม่อย่างเด็กชาย 3 คนแถวร้านที่มาประเดิมเป็นลูกค้ากลุ่มแรก และเป็นบ้านที่หลายคนในชุมชนบางจากดีใจที่ได้เห็น

วิกกี้เสริมว่า “ตอนย้ายเข้ามาในชุมชนบางจาก สิ่งที่รู้สึกได้เลยคือทุกคนตื่นเต้น ปั่นจักรยานมาถามว่าทำอะไรกัน ร้านเปิดเมื่อไหร่ เพื่อนบ้านแวะเวียนมาดูแล้วบอกเขาชอบนะ แม้แต่ช่างที่ทำเขาก็มายืนดูด้วยแววตาภูมิใจ มันมีหลายๆ ฝ่ายที่เขาอยู่แถวนี้แล้วเขาภูมิใจและดีใจที่มีร้านเราในชุมชน เหมือนเป็นสัญญาณอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาเห็นว่า ชุมชนบางจากมีพื้นที่ใหม่ๆ และเราเองก็ดีใจที่เป็นส่วนหนึ่งในการทำให้ชุมชนตรงนี้มีบทบาทมากกว่าแค่อยู่อาศัย” 

ทั้งตัวร้าน ชุมชน และผู้คน ฉันคิดว่านี่เป็นพื้นที่ที่เหมาะเหลือเกินกับร้านหนังสือร้านนี้ ร้านที่เคยล่องลอยในจินตนาการ เคยมีที่ที่คิดว่าจะอยู่ด้วยกันไปตลอด เคยอกหัก และกลับมาชื่นชูใจอีกครั้ง

หลังจากฟังเรื่องมาทั้งหมด อาจไม่แปลกถ้าจะบอกว่า Books & Belongings เป็นคนคนหนึ่งที่เติบโตผ่านปัญหาและในตอนนี้ได้พบสถานที่อันสุขใจแล้ว

หนังสือและการขายของ

ขอสารภาพว่าฉันยังเหลือหนังสือที่จองไว้กับ Books & Belongings อีก 1 เล่ม และฉันไม่อยากถามโยเลยว่ามีหนังสือแนะนำไหม เพราะเขาหยิบมาแนะนำกี่เล่ม ฉันจะจ่ายเงินโดยไม่รีรอไปเสียทุกที แต่วันนี้ด้วยความจำเป็นในฐานะผู้สัมภาษณ์จึงต้องถามคำถามนี้ เพื่อให้ผู้อ่านได้มาเสียทรัพย์กับฉันบ้าง

มีหนังสือเล่มไหนแนะนำบ้างไหมคะ

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

เขายืนเลือกอยู่นาน แล้วก็หยิบหนังสือชื่อ New Science ของ Giambattista Vico มาวางบนโต๊ะ มันเป็นหนังสือจากศตวรรษที่ 17 ที่โยหยิบมาแนะนำเพราะ ‘ความห้าวหาญ’ 

“Vico เป็นคนแรกที่พยายามปักหมุด สร้างหมุดหมายทางเวลาในเหตุการณ์ต่างๆ ในประวัติศาสตร์ที่ในยุคนั้นเป็นเหมือนตำนานหรือเรื่องเล่า มันมีความผิดพลาดแน่นอน เพราะองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ธรณีวิทยา หรือโบราณคดี ยังไม่มี แต่เขาใช้วิธีอ่านตัวบทและเทียบเคียง เลยเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์นิยม ซึ่งสำหรับพี่ถึงมันจะผิดพลาด แต่มันห้าวหาญ”

นี่เป็นแค่หนึ่งในหลายเล่มของ Books & Belongings ที่ปกอาจดูเฉพาะทาง แต่พอได้ฟังเนื้อหาแล้วก็อยากหยิบทันที เมื่อฉันทั้งสองคนว่ามีวิธีเลือกหนังสืออย่างไร คำหนึ่งที่น่าประทับใจมากคือ วิกกี้พูดว่า “เราอยากให้คนเข้ามาแล้วเจอเล่มที่พูดกับเขา” 

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน
ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

เพราะฉะนั้น หนังสือทุกเล่มในร้านจึงเป็นเล่มที่พูดกับวิกกี้และโยมาแล้ว บรรดาหนังสือหลากหลายในร้านไม่ใช่หนังสือทั่วไปที่เจอได้ตามร้านอื่นๆ เหมือนรวมสิ่งหายากของแต่ละวงการมาไว้ เราเห็นวรรณกรรมแนวทดลองทั้งเก่าใหม่ หนังสือทฤษฎีศิลปะ ภาพยนตร์ ภาพถ่าย อาหาร หรืองานบทละครต่างๆ จากความสนใจของโย รวมถึงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ดิจิทัล เศรษฐกิจ การเงิน Social Science จากความสนใจของวิกกี้ 

Books & Belongings เป็นร้านที่ไม่รีรอจะแนะนำผู้ซื้อให้ไปซื้อหนังสือร้านอื่นหากราคาถูกกว่า และจะขอเป็นทางเลือกสำหรับหนังสือที่หาที่อื่นไม่ได้ และเรื่องราวที่ไม่ค่อยมีใครเล่า 

“บทบาทของเราคือการ Curate เรื่องราวที่เราสนใจมานำเสนอ” โยเล่า 

ถ้าสังเกต จะเห็นว่าชั้นหนังสือหน้าร้านตามร้านอื่นๆ เป็นที่สำหรับหนังสือขายดี แต่ที่นี่กลับเป็นหนังสือรวมถึงข้าวของตามหัวข้อต่างๆ ในตอนนี้หัวข้อคือวรรณกรรมยุค Modernism ซึ่งนอกจากชั้นหนังสือ เรายังเห็นโปสเตอร์หน้าร้านที่เกี่ยวกับวรรณกรรมยุค Modernism เช่นกัน 

การมาร้าน Books & Belongings อีกนัยจึงเหมือนการเดินเข้าอาร์ตแกลเลอรี่ที่มีการ Curate งาน เพื่อเล่าเรื่องให้ผู้ชมเข้าใจแนวคิดของคอลเลกชัน ซึ่งอาจเป็นตัวบุคคลหรือ Movement ทางศิลปะต่างๆ โดยการใช้องค์ประกอบในร้านทำให้เรื่องราวเด่นชัดขึ้น 

กลับไปที่คำถามเดิม เราหันไปถามวิกกี้ว่า มีหนังสือเล่มไหนแนะนำบ้างไหมคะ

วิกกี้หยิบ Winter Journeys ของ George Perec and Oulipo ขึ้นมา 

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

“Oulipo เป็นกลุ่มนักเขียนสายทดลอง ความโดดเด่นคือแนวคิดที่ว่า ‘ยิ่งมีข้อจำกัดมากเท่าไหร่ ความสามารถในการสร้างสรรค์ของมนุษย์เรายิ่งมากขึ้นเท่านั้น’ เช่น เราจะเขียนหนังสือที่ไม่มีตัว e เลยได้อย่างไร ซึ่ง e เป็นสระที่สำคัญที่สุดในภาษาฝรั่งเศสด้วยซ้ำ 

“ส่วนเล่มนี้ มันเป็นถ้อยคำระลึก (Tribute) เพราะ George Perec บุคคลสำคัญในกลุ่ม Oulipo จากไปก่อนเวลาอันควร การละเล่นของกลุ่มแต่เดิม คือคนหนึ่งเขียนสิ่งหนึ่งขึ้นมา แล้วคนในกลุ่มก็เขียนต่อกันไปเรื่อยๆ เพื่อระลึก คนในกลุ่มเลยเขียนหนังสือของ Perec เรื่อง Winter Journey ต่อจากเดิม มันเลยเปลี่ยนเป็น Winter Journeys เติม s 

“ร้านเราจะมีงานแนวประมาณนี้ ถ้าคุณรัก Perec คุณก็จะรักคนอื่นๆ และจริงๆ แนวคิด Oulipo ก็ยังใช้จนปัจจุบันนะ เช่น คุณ Jóhann Jóhannsson ผู้ทำเพลงประกอบภาพยนตร์ Arrival ก็ใช้แนวคิดนี้มาผลิตงานดนตรี มันเลยเป็นแนวคิดที่เอามาผลิตงานใหม่ๆ และท้าทายตัวเองเชิงความคิดเรื่อยๆ”

ฉันไม่รู้ว่าหนังสือเล่มนี้พูดกับวิกกี้อย่างไร แต่ฉันรู้ว่า มันพูดกับฉันว่า Books & Belongings อาจเป็นหนึ่งในกลุ่ม Oulipo นี้ที่ไม่ยอมให้อุปสรรคมาเป็นข้อจำกัด และในขณะเดียวกัน ร้านก็เป็นเหมือนการละเล่นของกลุ่มที่สร้างเรื่องราวมาเพื่อสานต่อ เรื่องเล่าที่โยกับวิกกี้เล่าเกี่ยวกับหนังสือน่าสนุกเสมอจนฉันต้องอ่านหนังสือเล่มนั้นตาม ส่งต่อในเพื่อน ถกเถียง ตีความ สร้างเรื่องราวส่วนตัวต่อจากนั้น ต่อกันไปเรื่อยๆ เป็นทอดๆ 

ฉันว่านี่ต่างหากคือสิ่งที่ Books & Belongings เป็นสำหรับฉัน ที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านหรือสถานที่ แต่เป็นเรื่องราวและผู้คน 

เรื่องราวและผู้คนที่จะสร้างบทสนทนาขึ้นมาไม่รู้จบ

หนังสือ สิ่งของ และความรัก

เมื่อถามถึงแผนการในอนาคต โยตอบมาในทันทีว่า ‘Pirate Edition’

“พี่พบว่ามีหนังสือบางจำพวกที่เป็น Public Domain (เป็นของสาธารณะ หมดลิขสิทธิ์) แล้ว บางเล่มคือ Pirate กันจนยอมรับแล้วว่ามันไม่มีผู้ถือครองโดยแท้จริง เราเลยคุยกับพี่วิกกี้ว่า ดูสิ หนังสือเล่มบางๆ เล่มเดียวสั่งมาจากต่างประเทศราคาตั้งสี่ร้อยกว่า ทั้งๆ ที่ผู้เขียนไม่ได้ประโยชน์ ปกก็ไม่สวย แต่เราสนใจเนื้อหาข้างใน แล้วเราจะทำยังไงดี 

“เราเลยมีโครงการนี้ที่อยากทำมาสองสามปีแล้ว คือ Pirate Edition เอางานดีๆ พวกนี้มาพิมพ์ใหม่ ผ่านระบบ Digital Offset ให้คุณภาพการพิมพ์ดีขึ้น ตัวหนังสือชัดขึ้น บนกระดาษที่ย่อมเยา และกระบวนการพิมพ์บนปกที่ลดขั้นตอนเหลือสีเดียว เพื่อต้นทุนหนึ่งเล่มพอคำนวณแล้ว ไม่มีค่าขนส่งด้วย เราได้หนังสือดีๆ มาอีกชุดหนึ่งในราคาจับต้องได้”

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

เราแอบเห็นรายชื่อหนังสือที่จะพิมพ์ พบว่าล้วนเป็นงานคลาสสิกเชิงปรัชญาที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือของ Immanuel Kant, Georg Wilhelm Friedrich Hegel หรือ Guy Debord แผนการคือวางขายที่หน้าร้าน Books & Belongings ประมาณเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป 

สุดท้าย ฉันพบว่าเรี่ยวแรงทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนถึงวันนี้ มันคงเป็นเรี่ยวแรงของความรักในงานวรรณกรรม ความรักที่จะถ่ายทอดเรื่องราวที่ตัวเองหลงใหลออกมาในแบบที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ความรักที่จะให้ร้านคงอยู่เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิด และความรักที่จะส่งต่องานวรรณกรรมคุณภาพดีราคาถูกให้ผู้อ่าน ทุกสิ่งที่ Books & Belongings ทำออกมาทุ่มเทตั้งใจเสมอ 

หลายครั้งที่ฉันเดินเข้าร้านตอนแดดยังแยงตา และออกจากร้านตอนดึกดื่น ก่อนที่ร้านจะลับสายตา ฉันจะหันกลับมามอง บ้านตึกแถวหลังอื่นปิดบ้านปิดไฟมืดหมดแล้ว เหลือเพียงหลอดไฟสีส้มจากหน้าร้าน Books & Belongings ฉันเห็นแล้วก็รู้สึกอุ่นใจและอิ่มเอมใจเสมอ อาจเป็นเพราะเวทมนตร์จากบทสนทนา เสียงหัวเราะ ความรู้ แรงใจที่ได้รับกลับมา และความรักนั่นเอง

ทุกองค์ประกอบเหล่านั้น ที่ทำให้ร้านหนังสือเล็กๆ ร้านหนึ่งเปรียบเสมือนบ้าน

Books & Belongings

ที่ตั้ง : 502 ซอยสุขุมวิท 95 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร 10260 (แผนที่)

เปิดทำการทุกวัน เวลา 11.00-19.00 น.

โทรศัพท์ : 09 1154 6456

เว็บไซต์ : booksandbelongings.com

Facebook : booksandbelongings

Writer

ภาสินี ประมูลวงศ์

เตยเป็นนักอ่าน รื้อค้น และเล่า เรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะ มีความสนใจเป็นพิเศษด้านศิลปะกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สิ่งที่ชอบคือหนังสือและพิพิธภัณฑ์ สิ่งที่ไม่ชอบคือเสียงดัง ปัจจุบันเตยทำเพจชื่อ Artteller และพยายามเขียนหนังสืออยู่

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load