ตั้งแต่เชียงใหม่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิต ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลของการเป็นศูนย์รวมร้านคาเฟ่สวย ๆ เป็นแหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์กาแฟดี ๆ เป็นที่รับอากาศหนาวพร้อมชมวิวดอยสวยงาม มีวิถีและวัฒนธรรมเฉพาะตัว และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ทำให้บรรยากาศของเมืองเชียงใหม่พิเศษขึ้นมา ตัวเมืองเชียงใหม่ในแต่ละปีจึงมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ย่านนิมมานฯ เมื่อ 10 ปีที่แล้วก็ไม่ใช่อย่างทุกวันนี้ แม้แต่ย่านช้างม่อย ย่านที่กำลังบูมสุด ๆ ในตอนนี้ เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ก็เป็นย่านค้าขายเก่าแก่ที่กำลังซบเซาอยู่เลย ต่อไปเชียงใหม่จะมีความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นอีก จะมีย่านไหนได้รับความนิยมขึ้นมา นั่นก็ล้วนเป็นเรื่องของอนาคตที่เราไม่อาจคาดเดาได้ 

ความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องไม่ดีเสมอไป บางครั้งมันก็ทำให้หลายสิ่งดีขึ้น 

แต่ต้องยอมรับว่าความเปลี่ยนแปลงมากมายที่เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้น ๆ ก็ทำให้หลายอย่างที่เคยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ถูกเปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าเดิม จะคงอยู่ก็เพียงในภาพถ่ายหรือความทรงจำของผู้ที่เคยพานพบเท่านั้น

Cochet de Nimman ที่พักในสวนเล็ก ๆ ท่ามกลางป่าผืนสุดท้ายของย่านนิมมานฯ จ.เชียงใหม่

สถานที่ที่เราชวนทำความรู้จักต่อไปนี่ คือที่พักเล็ก ๆ ชื่อ ‘Cochet de Nimman’ ตั้งอยู่บนถนนห้วยแก้ว บริเวณเชิงดอยสุเทพ ใกล้กับย่านนิมมานฯ และย่านมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อันเป็นพื้นที่ที่มีความเปลี่ยนแปลงมากที่สุด แต่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนั้น ที่พักแห่งนี้กลับคงบรรยากาศดั้งเดิมของเชียงใหม่เมื่อ 50 – 60 ปีที่แล้วเอาไว้ได้

Cochet de Nimman ทำได้อย่างไร มีเหตุผลอะไรที่อยากจะเก็บบรรยากาศพื้นที่เชิงดอยสุเทพ เมื่อ 50 ปีที่แล้วไว้ บรรยากาศในอดีตของพื้นที่นี้เป็นเช่นไร และมีอะไรบ้างที่หายไปจากความเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาตลอด 50 ปี

Cochet de Nimman ที่พักในสวนเล็ก ๆ ท่ามกลางป่าผืนสุดท้ายของย่านนิมมานฯ จ.เชียงใหม่

ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต จุลาสัย อาจารย์และอดีตคณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในสามสถาปนิกไทยที่ได้รับเลือกให้เป็นสถาปนิกเอกของโลกแห่งศตวรรษที่ 20 และเป็นเจ้าของที่พัก Cochet de Nimman พร้อมพาคุณเข้าไปเดินชมบรรยากาศในอดีตเมื่อ 50 ปีที่แล้วของเชียงใหม่ และความคิดเบื้องหลังที่พักแห่งนี้ของเขา

“ผมเป็นคนเชียงใหม่ เกิดที่นี่ โตที่นี่ ไปเรียนต่อมหาลัยและทำงานที่กรุงเทพฯ พื้นที่ตรงนี้เมื่อห้าสิบถึงหกสิบปีก่อน มันคือป่าเชิงดอย เป็นป่าจริง ๆ ยังไม่มีมหาลัยเชียงใหม่มาตั้ง และคำว่า ‘ห้วยแก้ว’ ที่เป็นชื่อถนน ก็ตั้งมาจากชื่อของลำห้วยแก้วที่เคยไหลผ่านตรงนี้ สมัยเด็กเวลาผมจะเข้ามาในพื้นที่ตรงนี้ต้องข้ามสะพานเล็ก ๆ ปัจจุบันถูกถมเป็นถนนเส้นห้วยแก้วไปแล้ว นี่คือลักษณะของพื้นที่นี้ในอดีต” อาจารย์บัณฑิตเริ่มต้นเล่าย้อนความหลังของพื้นที่

“ถ้ามองจากตอนนี้ จะนึกภาพไม่ออกเลยว่าบริเวณนี้เคยเป็นป่ามาก่อน ครั้งหนึ่งทางจังหวัดเชียงใหม่เคยประกาศให้คนเข้ามาจับจองพื้นที่ทำกิน บริเวณตั้งแต่ย่านนิมมานฯ ทั้งหมดไล่มาจนถึงบริเวณ มช. ได้ฟรี ๆ แต่มีเงื่อนไข ว่าพอได้ไปแล้วต้องทำประโยชน์กับพื้นที่ ตอนนั้นคนยังไม่กล้ามาเลย เพราะมันเป็นป่า ดูอันตราย มช. ก็ยังไม่มี คนส่วนใหญ่ที่มาจอง ถ้าไม่ใช่คนมีฐานะที่จับจองไว้เพื่อทำโครงการจัดสรรแบ่งขาย ก็จะเป็นคนที่ต้องการพื้นทำสวนทำไร่

Cochet de Nimman ที่พักในสวนเล็ก ๆ ท่ามกลางป่าผืนสุดท้ายของย่านนิมมานฯ จ.เชียงใหม่
Cochet de Nimman ที่พักในสวนเล็ก ๆ ท่ามกลางป่าผืนสุดท้ายของย่านนิมมานฯ จ.เชียงใหม่

“ตอนนั้นครอบครัวผมเปิดร้านค้า และมีบ้านอยู่บริเวณตลาดกาดหลวงในปัจจุบัน แม่ของผมได้ยินประกาศการจับจองที่ แต่ก็ไม่กล้าไป เพราะต้องดูแลร้านในตัวเมือง ไม่รู้จะเอาเวลาไหนมาจัดการที่ตรงนั้น พอเวลาผ่านมา ตรงนั้นเริ่มเจริญมากขึ้น มีมหาลัยเชียงใหม่มาตั้ง มีร้านโบ๊ต (ร้านอาหารและเบเกอรี่) มีผู้คนอยู่อาศัย แม่เลยตัดสินใจซื้อกับเจ้าของที่ที่ได้ที่มาตอนยุคจับจอง ต่อมาเขาก็ทยอยแบ่งขายให้กับคนที่สนใจ เราเรียกที่ดินตรงที่แม่ซื้อว่า สวน เป็นสวนของแม่ เป็นที่ดินที่แม่ซื้อไว้ก่อน ระหว่างที่รอทุนทรัพย์ของครอบครัวพร้อมสำหรับสร้างบ้านบนที่ดินนั้น

“สมัยเด็กผมมีพาหนะคู่กายคือจักรยาน ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ ผมและเพื่อนจะปั่นจักรยานจากตลาดมาที่สวนของแม่ กว่าจะปั่นจากตลาดมาถึงสวนใช้เวลานานเป็นชั่วโมง พอถึงสวนก็หมดแรงพอดี ทุกครั้งผมกับเพื่อนจะดับกระหายด้วยการดื่มน้ำจากลำห้วยแก้วที่ใสสะอาดและเย็นชื่นใจ จากนั้นเดินข้ามลำห้วยแก้วด้วยสะพานไม้เล็ก ๆ ที่แม่ทำไว้ เข้าไปในสวนหาผลไม้ที่เจ้าของที่คนก่อนปลูกไว้กิน มีมะม่วง ชมพู่ ขนุน ส้มโอ มะนาว ลำไย เมื่อกินจนอิ่มท้องก็กลับไปกระโจนเล่นน้ำในลำห้วยแก้ว พอใกล้ค่ำก็ปั่นกลับบ้านที่ตลาด นี่คือความทรงจำแรก ๆ ที่ผมมีต่อพื้นที่ตรงนี้”

Cochet de Nimman ที่พักในสวนเล็ก ๆ ท่ามกลางป่าผืนสุดท้ายของย่านนิมมานฯ จ.เชียงใหม่
Cochet de Nimman ที่พักในสวนเล็ก ๆ ท่ามกลางป่าผืนสุดท้ายของย่านนิมมานฯ จ.เชียงใหม่

หากเทียบภาพความทรงจำที่อาจารย์บัณฑิตเล่าให้เราฟัง กับพื้นที่บริเวณนั้นในปัจจุบัน แนวป่าที่เคยเต็มไปด้วยผลไม้นานาพันธุ์ กลายเป็นแนวอาคารพาณิชย์ไปแล้ว ลำห้วยแก้วที่เคยไหลผ่านจากดอยสุเทพลงมาจนถึงคูเมือง ให้ผู้คนแถวนั้นได้รับไอเย็นจากผืนน้ำและความสงบจากเสียงลำน้ำไหล ปัจจุบันถูกถมกลายเป็นถนนคอนกรีต 4 เลน เต็มไปด้วยเสียงของเครื่องยนตร์ของรถราที่วิ่งกันสวนไปมาจำนวนมาก ห้วยแก้วที่เคยเป็นลำน้ำก็เหลือเพียงแค่ชื่อของถนน 

ภาพในอดีตที่อาจารย์บัณฑิตเล่าให้ฟัง ก็เป็นได้ภาพที่อยู่แค่ในความทรงจำเท่านั้น…

“ทุกวันนี้ ถนนห้วยแก้วมีรถราจอดยาวรอสัญยาณไฟ ไม่มีสายลม ไม่มีร่มไม้ มีแต่แสงแดดที่ร้อนระอุ น้ำใจจากดอยถูกจำกัดอยู่ในท่อคอนกรีต เหมือนผู้คนอาศัยอยู่ในกำแพงบ้านและหน้าต่างกระจก เช่นเดียวกับผู้ขับรถยนต์อยู่ในถังโลหะปรับอากาศติดฟิล์ม สายลมร้อนและแสงแดดวนเวียนอยู่ภายนอก แม้ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงดำรงอยู่ได้ แต่แยกส่วนและไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ” ส่วนหนึ่งจากหนังสือ เจียงใหม่เมืองฮา ที่เล่าเรื่องราวจากความทรงจำของอาจารย์บัณฑิต 

หลังจากครอบครัวของอาจารย์บัณฑิตสะสมทรัพย์ได้เพียงพอ พวกเขาก็ได้สร้างบ้านอยู่อาศัยบนที่ดินที่เคยเป็นสวนของแม่ และอยู่เรื่อยมาถึงปัจจุบัน จนวันหนึ่ง ผู้เป็นเจ้าของที่ดินบริเวณด้านหลังของบ้านอาจารย์บัณฑิตก็ประกาศขายที่ถูก ๆ เนื่องจากผู้เป็นเจ้าของที่ตั้งใจจะสร้างโครงการคอนโดฯ สูง แต่ข้อบังคับของกฎหมายผังเมืองไม่อนุญาตให้มีอาคารสูงสร้างบริเวณนี้ จนบดบังทัศนียภาพของดอยสุเทพ สุดท้ายผู้เป็นเจ้าของตัดสินใจขายที่ในราคาถูก

“เราเห็นที่ดินอยู่ใกล้กับบ้านเรา ก็เลยซื้อเก็บไว้ แต่ยังไม่รู้จะทำอะไร มันเลยยังเป็นป่าเหมือนเดิม” 

Cochet de Nimman ที่พักในสวนเล็ก ๆ ท่ามกลางป่าผืนสุดท้ายของย่านนิมมานฯ จ.เชียงใหม่
Cochet de Nimman ที่พักในสวนเล็ก ๆ ท่ามกลางป่าผืนสุดท้ายของย่านนิมมานฯ จ.เชียงใหม่

ที่ดินตรงนี้ถูกเก็บไว้แบบเดิมหลายปี กระทั่ง 7 ปีที่แล้ว อาจารย์บัณฑิตต้องเดินทางจากกรุงเทพฯ กลับมาบ้านที่เชียงใหม่บ่อยครั้งเพื่อมาดูแลแม่ ระหว่างที่กลับมาเขาไม่รู้จะทำอะไร เลยฆ่าเวลาด้วยการเข้ามาเดินเล่นในที่ดินที่ยังเป็นป่านี้อีกครั้ง ณ เวลานั้นบริเวณ โดยรอบแปรเปลี่ยนไปเป็นอาคารต่าง ๆ จนไม่เหลือเค้าของความเป็นป่าแล้ว

“ช่วงกลับมาเชียงใหม่ เวลาว่างผมจะเข้ามาเดินที่นี่ เลยพบว่าที่ตรงนี้มีบรรยากาศแบบป่าเชิงดอยสุเทพสมัยก่อน ที่ผมเคยปั่นจักรยานมาเล่นกับเพื่อน แม้ที่รอบข้างจะเปลี่ยนไป แต่ตรงนี้ยังเป็นป่ารก ๆ มีต้นไม้ใหญ่ มีหญ้า ผมเห็นว่าตรงนี้อยู่ติดกับบ้านของครอบครัวที่ก็เริ่มมีอายุกันแล้ว และปกติผมจะมีพรรคพวกขึ้นมาเที่ยวที่เชียงใหม่กันเยอะ เลยตัดสินใจทำที่พักตรงนี้ เพื่อให้มีคนมาเข้ามา จะได้ช่วยทำให้พื้นที่ตรงนี้ไม่อันตราย ครอบครัวผมก็ไม่เหงา 

“แต่ที่สำคัญ เขาได้มาพักและสัมผัสกับความเป็นป่า ซึ่งบางคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ ไม่เคยได้สัมผัส”

เมื่อได้ไอเดียอยากจะทำที่พักกลางป่า อาจารย์บัณฑิตจึงตั้งใจว่า จะไม่ตัดต้นไม้ในพื้นที่เลยสักต้น

สถาปนิกคนนี้เลือกสร้างที่พักง่าย ๆ ให้แทรกตัวอยู่ระหว่างต้นไม้ในพื้นที่

“ผมไม่ได้ต้องการให้อะไรมันดูพิเศษ เอาแบบธรรมดาที่สุด เพราะสิ่งที่พิเศษคือป่าเหล่านี้ ผมนึกไปถึงตอนสอนหนังสือ มีนักศึกษาลาวมาเรียนกับผม ช่วงนั้นมีเหตุการอุทกภัยเกิดขึ้นที่ประเทศลาว ผมกับนักศึกษาชาวลาวเลยคิดกันว่า จะทำอย่างไรเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ลาวได้ เราตัดสินใจทำบ้านเพื่อผู้ประสบภัย ทำยังไงก็ได้ให้สร้างได้เร็ว อยู่ได้จริง ไม่ต้องใช้เงินเยอะ และใครก็ทำได้ เพื่อให้เกิดผลเร็วที่สุด ซึ่งตอนนั้นเราใช้เวลาสร้างเพียงเจ็ดวัน ด้วยเงินเก้าหมื่นบาท ซึ่งผมมองว่ามันง่าย เลยหยิบมาใช้สร้างที่พักในที่ดินแห่งนี้ด้วย”

อาจารย์บัณฑิตใช้เมทัลชีทมาทำหลังคา ผนังทำด้วยไฟเบอร์ซีเมนต์ แบบเดียวกับตอนที่ทำบ้านพักผู้ประสบภัย แต่เพิ่มงบประมาณในส่วนประตูอะลูมิเนียมเก็บเสียง และผ้าม่านป้องกันความเป็นส่วนตัวของผู้อยู่อาศัย

ที่พักสุดแสนธรรมดาย่านนิมมานฯ แต่รักษาป่าเชิงดอยในอดีต ไม่ตัดต้นไม้เลยสักต้น และให้คุณใกล้ชิดธรรมชาติเป็นพิเศษ

“กลายเป็นว่าหน้าต่าง ผ้าม่าน ที่นอน และแอร์ รวมกัน แพงกว่าตัวอาคารเสียอีก” อาจารย์หัวเราะอารมณ์ดี

ด้วยความที่ตัวบ้านถูกออกแบบมาให้ใครก็สร้างขึ้นได้ อาจารย์บัณฑิตจึงไม่ได้จ้างผู้รับเหมา แต่ใช้คนสวนที่บ้านค่อย ๆ ช่วยกันสร้างขึ้นมาทีละหลัง จนกระทั่งคนสวนของเขาตั้งใจสร้างบ้านของตนเอง ก็ขออนุญาตอาจารย์นำแบบบ้านนี้ไปใช้สร้างด้วย เพราะเห็นว่ามีราคาประหยัดและใช้งานได้จริง 

เมื่อ Cochet de Nimman สร้างตัวอาคารเสร็จ ในส่วนของพื้นที่สวนต่าง ๆ อาจารย์เลือกใช้วิธีย้ายต้นไม้ที่มีอยู่เดิมในพื้นที่เข้ามาตกแต่ง แทนการซื้อหรือปลูกใหม่

“เมื่อวานเพิ่งมีคนมาพักแล้วติขึ้นมาว่า ที่นี่ไม่มีดอกไม้สีสันสวย ๆ เลย แน่นอนว่ามีไม่ได้ เพราะที่นี่เป็นป่าที่ต้นไม้สูงปกคลุม ดอกไม้ไม่โดนแดด และผมไม่ต้องการให้ที่นี่เป็นทุ่งดอกไม้แบบสวิตเซอร์แลนด์ ต้นไม้ที่เห็นทั้งหมดคือต้นไม้ที่เติบโตมาในพื้นที่นี้ ไม่ได้ซื้อเพิ่ม แค่โยกย้ายนิดหน่อย และปล่อยให้เติบโตตามธรรมชาติ อาจไม่สวยเหมือนที่คุณเคยเห็นจากสื่อหรือที่ไหน แต่นี่คือความสวยในแบบของมัน นี่คือป่าตามธรรมชาติของพื้นที่เชิงดอยที่หาได้ยากเต็มที”

พื้นที่ตรงนี้ถูกล้อมรอบด้วยความเจริญ เดินไปนิดเดียวก็ถึงย่านนิมมานฯ และห้างสรรพสินค้า 

ที่พักสุดแสนธรรมดาย่านนิมมานฯ แต่รักษาป่าเชิงดอยในอดีต ไม่ตัดต้นไม้เลยสักต้น และให้คุณใกล้ชิดธรรมชาติเป็นพิเศษ
ที่พักสุดแสนธรรมดาย่านนิมมานฯ แต่รักษาป่าเชิงดอยในอดีต ไม่ตัดต้นไม้เลยสักต้น และให้คุณใกล้ชิดธรรมชาติเป็นพิเศษ

Cochet de Nimman ในพื้นที่ตรงนี้จึงเป็นเหมือนผืนป่าเล็ก ๆ ที่ล้อมรอบด้วยป่าคอนกรีต หากเข้ามาด้านในนี้ นอกจากอุณหภูมิที่เย็นลงกว่าที่อื่น หากหลับตาเงี่ยหูฟังให้ดี คุณจะได้ยินเสียงเพลงของธรรมชาติที่มีวาทยกรอย่างสายลมคอยพัดผ่านให้กิ่งไม้ ใบไม้ เสียดสีกันส่งเป็นเสียงประสาน กับเสียงเล็กเจื้อยแจ้วของนกนานาพันธุ์

“ที่นี่อาจจะเซลฟี่ไม่สวย แต่สิ่งที่จะอยู่กับเขาขณะมาพัก คือ ภาพบรรยากาศป่าแบบดั้งเดิม ต้นไม้ที่นี่เติบโตเอง ยืนต้นมานาน บรรยากาศแบบที่นี่ แม้ว่าผมจะเป็นสถาปนิก ผมก็ออกแบบเขาไม่ได้หรอกครับ ถ้าเป็นตึกคุณยังสร้างได้ จะเอาแบบไหนบอกมาเลย แต่ธรรมชาติแบบนี้… ต้องพระเจ้าทำเท่านั้น” เขาพูดด้วยแววตาจริงจัง

เหตุผลของเขาในการตั้งชื่อที่พักว่า Cochet de Nimman นอกจากสถานที่ตั้งอยู่ใกล้ย่านนิมมานฯ แล้ว หากลองค้นหาความหมายของคำว่า Cochet ก็พบว่ามันแปลว่า ไก่ตัวผู้ ในภาษาฝรั่งเศสด้วย

ที่พักสุดแสนธรรมดาย่านนิมมานฯ แต่รักษาป่าเชิงดอยในอดีต ไม่ตัดต้นไม้เลยสักต้น และให้คุณใกล้ชิดธรรมชาติเป็นพิเศษ
ที่พักสุดแสนธรรมดาย่านนิมมานฯ แต่รักษาป่าเชิงดอยในอดีต ไม่ตัดต้นไม้เลยสักต้น และให้คุณใกล้ชิดธรรมชาติเป็นพิเศษ

“เดิมทีตอนที่นี่ยังไม่มีใครมาอยู่ มีไก่ตัวผู้ตัวหนึ่ง ไม่รู้ว่ามาจากไหน แต่มันก็เลือกที่จะใช้ที่ตรงนี้เป็นบ้าน พอเรามาอยู่มันก็ไม่หนีไปไหน คนสวนเห็นอยู่ตัวเดียวก็เลยสงสาร เอาไก่ตัวเมียมาปล่อยเพิ่ม เลยออกลูกออกหลานเต็มไปหมด ถ้าคุณเดินสักพักจะเจอครอบครัวของมันเดินเล่นอยู่ตามสวน กลายเป็นว่าไก่ตัวนั้นคือเจ้าของที่แท้จริง เราก็ควรจะเคารพมัน ไม่ไปรบกวนในสิ่งที่มันอยู่มาก่อน” อาจารย์บัณฑิตเล่าที่ไปที่มาของ ‘ไก่หนุ่ม’

“เราเติบโตมาจาก Eco แต่ถูกหล่อหลอมจนมีความคิดเป็น Economic ไปหมด ทุกวันนี้เราชอบมองสิ่งต่าง ๆ โดยวัดจากมูลค่า หนอนมีมูลค่าน้อยกว่าคน ปลวกไม่มีประโยชน์ ทำลายบ้านที่มีมูลค่ามากกว่า แต่ในธรรมชาติไม่มีการให้มูลค่า ทุกสิ่งมีหน้าที่มีบทบาทของมัน แล้วช่วยส่งเสริมกันให้ดำเนินต่อไปได้ ถ้าไม่มีปลวก เราก็ต้องเผาเศษใบไม้จนเกิดปัญหาควัน พอธรรมชาติเริ่มน้อย คนเริ่มออกห่าง ไม่มีโอกาสได้สัมผัสธรรมชาติ ความสัมพันธ์พวกนี้ก็เลยหายไป

“ผมไม่ได้มองว่าที่พักของผมพิเศษนะ ที่นี่คือที่อยู่ที่โคตรจะธรรมดา ไม่มีอาหารเช้าให้ด้วย ข้างในที่พักก็ไม่ได้ตกแต่งสวยหรู เพราะนี่คือวิถีชีวิตในอดีตที่คนทั่วไปเคยสัมผัสความธรรมดามาก่อน แต่ตอนนี้เมืองพัฒนาจนธรรมชาติเดิมมันผิดธรรมดาไปแล้ว ผมหวังว่าที่ตรงนี้จะทำให้คุณกลับมาสู่ความธรรมดาอย่างที่เคยเป็น 

“คุณได้มาฟังเสียงไก่ขัน เสียงนกร้อง ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ นี่แหละความพิเศษของที่นี่”

จะมีที่พักสักกี่แห่งที่ให้คุณกลับจากการท่องราตรี แล้วตื่นเช้าขึ้นมาท่ามกลางอ้อมกอดของธรรมชาติ

Cochet de Nimman คือสถานที่แห่งนั้น สถานที่ที่อยากให้การสัมผัสธรรมชาติกลายเป็นเรื่องธรรมดา

ที่พักสุดแสนธรรมดาย่านนิมมานฯ แต่รักษาป่าเชิงดอยในอดีต ไม่ตัดต้นไม้เลยสักต้น และให้คุณใกล้ชิดธรรมชาติเป็นพิเศษ

Cochet de Nimman

ที่อยู่ : 137/2 ถนนห้วยแก้ว ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)

โทรศัพท์ : 09 3576 6888

Facebook : Cochet de Nimman

Writer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

Have a Nice Stay

รวมที่พักแนวคิดดีที่น่าไปนอนทำความรู้จัก

เดือนแรกของปีมาถึงพร้อมกับสายลมหนาว สัญญาณเข้าสู่ฤดูกาลเดินทางมาอีกหน หลายคนคงมีจุดมุ่งหมายสัมผัสอากาศหนาวอยู่ในใจ ถ้ายังคิดไม่ตกว่าจะออกไปสูดอากาศดีที่ไหน หรือหากใครกำลังมองหาที่พักแนวโฮมสเตย์ ใช้ชีวิตวิถีชาวบ้านตามย่านเมืองเก่า เราขอเสนอที่พักในจังหวัดสุโขทัยแห่งนี้เข้าไปเป็นหนึ่งในตัวเลือก

โฮมสเตย์หลังนี้อยากให้คุณนอนหลับสบายในบ้านไม้กลางสวนแสนอบอุ่น อิ่มอร่อยกับอาหารพื้นบ้านสูตรคุณแม่ ทั้งยังมีส่วนช่วยเหลือโลกไปพร้อมกับการพักผ่อน นี่คือบางสิ่งที่คุณจะได้พบ ณ สถานที่แห่งนี้

หากพร้อมแล้ว แพ็กกระเป๋าสาวเท้าเข้าสวนผลไม้ ปะทะลมหนาวครั้งใหม่ที่เริ่มหวนพัดมาไล้ผิว ศุ-ศุภลักษณ์ คงรุ่ง สาวสุ้โข่ทัยเจ้าของ ‘สุขเสมอ Relaxation Homestay’ โฮมสเตย์รักษ์โลกที่พร้อมมอบประสบการณ์แสนเรียบง่ายแบบชาวบ้านท้องถิ่น แนบธรรมชาติอย่างใกล้ชิด รอต้อนรับเราอย่างอบอุ่นอยู่ปากทางเข้าสวน พร้อมชวนเราสวนทางลม ไล่เรียงเรื่องราวย้อนกลับไปเมื่อครั้งรุ่งอรุณแห่งสุขเสมอเพิ่งเริ่มต้นขึ้นพ้นทิวไม้ในสวนของครอบครัว

สุขเสมอ : โฮมสเตย์รักษ์โลกในสวนมะยงชิด จ.สุโขทัย ให้คุณนั่งนับดาว-นอนเสมอดวงจันทร์

รุ่งอรุณแห่งสุขเสมอ

สุขเสมอ Relaxation Homestay เกิดขึ้นบนสวนผลไม้ของครอบครัว ขนาดเพียง 3 ไร่นิด ๆ อบอุ่นด้วยวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม เพราะอยู่ท่ามกลางชุมชนชาวสวนเก่าแก่ของเมืองสวรรคโลก มีต้นละมุดที่ปลูกกันเป็นหลักยืนพื้นมาตั้งแต่รุ่นเก่าก่อน ภายหลังสวนของศุเปลี่ยนจากสวนละมุดเป็นสวนมะยงชิด และปัจจุบันพัฒนาเป็นสวนผสมผสาน มีสมาชิกผลไม้ต่าง ๆ เพิ่มเข้ามาด้วย เช่น ขนุน มะม่วง กล้วย ฯลฯ หลังจากเธอกลับบ้านมาลองเปิดสวนเป็นร้านกาแฟได้สักพัก ศุมีความคิดอยากขยับขยายพื้นที่ให้เป็นบ้านพักกลางสวน ให้ผู้มาเยือนได้แอบอิงแนบชิดกับธรรมชาติ

“หลังเรียนจบ เราไป Work and Travel มาหกเดือน แล้วก็กลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ ปีนั้นน้ำท่วมเราเลยกลับมาบ้าน ช่วงนั้นพ่อแม่ใกล้จะเกษียณ และเขาเพิ่งเปลี่ยนจากสวนละมุดเป็นสวนผลไม้อื่น ๆ ตั้งใจปลูกให้ลูก ๆ เวลาเราออกมาสวนกับพ่อแม่ตอนกลางคืน มันสวยนะ ก็เลยคุยกันว่าอยากทำที่พักในสวน” เจ้าบ้านสาวเล่าถึงที่มา

หลังจากศุได้ภาพของบ้านพักในหัว ที่เธอเก็บแรงบันดาลใจมาจากโรงแรมในต่างประเทศ สิ่งต่อมาที่เจ้าบ้านทำคือ เริ่มตั้งโจทย์ให้แตกต่าง ต้องสร้างคาแรกเตอร์ของที่พักให้แปลกใหม่ เธอสังเกตเห็นว่า นักท่องเที่ยวที่มาสุโขทัยบางกลุ่มตั้งใจมาพักผ่อน อยากลองสัมผัสวิถีของคนในพื้นที่ แบบที่หลายคนเลือกพักตามโฮมสเตย์ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่อยากมาใช้ชีวิตแบบชาวบ้าน ชนิดถอดแบบทั้งการกินอยู่ทุกกระเบียด

“โฮมสเตย์ทั่วไปในสุโขทัยก็มีอยู่แล้ว แต่เราอยากทำที่พักให้ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มที่อยากสัมผัสความเป็นโฮมสเตย์ ขณะเดียวกันก็ยังอยากนอนหลับสบาย อยากมีเครื่องทำน้ำอุ่น อยากมีแอร์” ศุค่อย ๆ ตีโจทย์ให้ฟัง

คอนเซ็ปต์ของที่นี่จึงออกมาเป็นที่พักในสวนผลไม้ และมอบความสะดวกสบายในการมาพักผ่อนคล้ายกับโรงแรม แต่ขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกเป็นกันเองแบบวิถีชีวิตชาวบ้าน ตามอย่างที่โฮมสเตย์ควรจะเป็น

แถมความโชคดีอย่างหนึ่ง แม้ที่นี่อยู่ไม่อยู่ไกลจากชุมชนมากนัก แต่กลับสงบและไม่วุ่นวาย แขกไปใครมาก็ยังได้เห็นภาพวิถีชีวิตอย่างเก่าครบถ้วน ทั้งคุณย่า คุณยาย ตื่นเช้ามาใส่บาตร คุณป้าข้างบ้านมาเก็บผักผลไม้ในสวนเป็นกิจวัตรประจำวัน เป็นบรรยากาศที่คุณเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อนของเมืองสวรรคโลก

“เราเป็น Relaxation Homestay เป็นโฮมสเตย์ที่สบายกว่าทั่วไป ตอนเปิดแรก ๆ ก็เกินคาด เพราะเราไม่ได้มีจุดขายอะไร ไม่ใกล้เมืองเก่า แต่เรามั่นใจในชุมชนแถวนี้ว่า ยังมีวิถีชีวิตที่เราเห็นตั้งแต่เด็ก มันน่าสนใจนะ” เธอยิ้ม

สุขเสมอ : โฮมสเตย์รักษ์โลกในสวนมะยงชิด จ.สุโขทัย ให้คุณนั่งนับดาว-นอนเสมอดวงจันทร์
สุขเสมอ : โฮมสเตย์รักษ์โลกในสวนมะยงชิด จ.สุโขทัย ให้คุณนั่งนับดาว-นอนเสมอดวงจันทร์

พักอย่างสุขเสมอ

ท่ามกลางโอบกอดของหมู่มวลต้นมะยงชิด มีบ้านพัก 2 หลังตั้งอยู่ระหว่างแมกไม้ สาวคู่สนทนาเล่าอย่างภูมิใจว่า ตอนแรกสร้างนั้นตั้งใจพยายามไม่ให้รบกวนธรรมชาติที่มีอยู่ จึงแทบไม่ได้ตัดต้นไม้เดิมออกไปเลย 

“เราใช้การแทรกที่พักเข้าไปในที่ว่างในสวน ตั้งใจอยากให้เห็นวิวยอดไม้ด้านบน เพราะแถวบ้านไม่มีภูเขาเหมือนที่อื่น เลยทำที่พักให้สูงขึ้นจากพื้น ไม่ได้เป็นกระท่อมใต้ต้นไม้” เจ้าบ้านไขเหตุผลที่สร้างบ้านพักทรงสูงเหนือทิวไม้

‘เสมอจันทร์’ คือชื่อบ้านพักหลังแรกที่สร้างขึ้นในสวนแห่งนี้ เป็นบ้านหลังน้อยใต้ถุนสูง เมื่อเดินขึ้นบันไดไปจะมีห้องนอนอยู่ชั้นบน เหนือขึ้นมาจากต้นไม้ในสวน ซึ่งชื่อของบ้านหลังนี้ก็มาจากวิวของห้องนอนในคืนพระจันทร์เต็มดวง ที่จะโผล่ขึ้นมาทักทายผู้มาเยือนอยู่เสมอระดับเดียวกับระเบียงห้อง น่าจะถูกใจสำหรับคู่รักที่อยากมาพักผ่อนด้วยกัน

เมื่อผลตอบรับของบ้านหลังแรกดีเกินกว่าที่คิดไว้ ลูกค้าเก่ากลับมาพักซ้ำบ่อยครั้ง แขกหน้าใหม่ก็แวะมาไม่ขาด ‘นับดาว’ จึงเกิดขึ้นในอีก 1 ปีให้หลัง ครั้งนี้เธอสร้างไว้เป็นทางเลือกให้แขกที่มาพักแบบครอบครัวใหญ่ ออกแบบให้มีความสูงย่อมลงมา แต่ยังมองลอดเห็นยอดไม้ไม่ต่างกับหลังก่อนหน้า ตั้งใจว่าหากแขกพาผู้สูงอายุมาด้วย ก็จะชมสวนโดยไม่มีอุปสรรคเรื่องการขึ้นบันไดหลายขั้น ชั้นบนดีไซน์ให้ห้องพักทั้ง 2 ห้องโปร่งสบาย เพราะใช้กระจกเปิดโล่งรับลม ทำระเบียงตรงกลางไว้นั่งมองท้องฟ้าตัดกับพื้นที่สีเขียว ตื่นเช้ามาฟังเสียงนกร้อง ได้กลิ่นอายแบบที่หาไม่ได้จากเมืองหลวง

บ่อยครั้งแขกที่สนใจเข้าพักมักมาพร้อมคำถาม 

‘มีห้องน้ำในตัวมั้ย’ หรือ ‘นอนสบายหรือเปล่า’ 

สุขเสมอ : โฮมสเตย์รักษ์โลกในสวนมะยงชิด จ.สุโขทัย ให้คุณนั่งนับดาว-นอนเสมอดวงจันทร์
สุขเสมอ : โฮมสเตย์รักษ์โลกในสวนมะยงชิด จ.สุโขทัย ให้คุณนั่งนับดาว-นอนเสมอดวงจันทร์

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ศุก็เลยทำห้องพักให้สบายไปเลยดีกว่า เพียงแต่ไม่หรูหราระดับโรงแรม ที่นี่จึงเป็นโฮมสเตย์ที่มีเครื่องอำนวยความสะดวกพร้อมสรรพ ทั้งเครื่องปรับอากาศ เครื่องทำน้ำอุ่น (ที่เจ้าของบ้านกระซิบว่า มีฝักบัว Rain Shower ด้วยนะ) และที่น่าสนใจคือ การให้ความสำคัญกับการนอนมาก ๆ เธอพิถีพิถันเลือกที่นอนแบบที่ใช้ในโรงแรม ยามแขกกลับมาจากการเที่ยวที่เหนื่อยสุด ๆ จะได้พร้อมทิ้งตัวนอนหลับสบาย และพร้อมออกเดินทางต่อในวันถัดไป 

อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องบอกไว้ก่อน ที่นี่ไม่มีโทรทัศน์และตู้เย็น 

“แต่เรามีสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่แรงมากนะ” ศุรีบบอก ก่อนอธิบายต่อ

“เราคิดว่าตรงนี้สำคัญกว่าทีวี เพราะสมัยนี้อยู่บ้านก็ดูได้ การมี Wi-Fi ก็ครอบคลุมทุกอย่าง ตอนแรกก็หวั่น ๆ แต่ตั้งแต่เปิดมาไม่มีลูกค้าติเรื่องนี้เลย ลูกค้าก็ชอบ เราก็ค่อย ๆ คัดกรองกลุ่มเป้าหมายของเราไปเรื่อย ๆ ส่วนใหญ่เขาก็มีไอแพดมาด้วย ขอแค่มี Wi-Fi ให้เขาก็พอ อย่างแขกที่มาทำงานช่วงโควิด เขาก็อยู่เป็นอาทิตย์ได้ ส่วนตู้เย็น ถ้าแขกมีของต้องแช่ ก็ฝากไว้ที่ร้านกาแฟของเราได้” ศุเฉลยเหตุของการตัดบางสิ่งและเพิ่มบางอย่างในห้องพัก

แพ็กกระเป๋าเข้าสวนผลไม้แห่งเมืองสวรรคโลก พักผ่อนสบาย ๆ ในโฮมสเตย์ใกล้ชิดชุมชน ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและเกื้อกูลท้องถิ่น

อยู่แบบสุขเสมอ

หลายต่อหลายคนที่มาสุโขทัย มีจุดมุ่งหมายคือการเยือนเมืองมรดกโลก ได้ออกแรงรีดเหงื่อจากการเดินทอดน่องชมโบราณสถานในอุทยานประวัติศาสตร์ ซึ่งความดีงามของสุขเสมอคืออยู่แทบจะกึ่งกลางพอดี ระหว่างเมืองเก่าเหนือกับเมืองเก่าใต้ ทำให้เลือกแวะไปท่องเที่ยวได้ทั้ง 2 ฝั่งด้วยระยะทางพอ ๆ กัน พักผ่อนสัก 2 คืนก็กำลังดี เพราะจัดโปรแกรมหนึ่งวันลงไปเมืองเก่าสุโขทัย อีกวันก็มุ่งทางเหนือไปอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยได้แบบไม่เหนื่อยมาก

ส่วนกิจกรรมภายในที่พัก จริง ๆ แล้วศุอยากแนะนำให้แขกได้ใช้เวลานอกสถานที่มากกว่า ตะลอนให้ทั่วจังหวัดสุโขทัย แล้วค่อยกลับมาดื่มด่ำบรรยากาศของที่พักในช่วงเย็น แต่หากมาในโอกาสเหมาะเหม็งช่วงหน้าผลไม้ เจ้าของบ้านพ่วงเจ้าของสวนก็ยินดีชวนคว้าตะกร้าคนละใบเดินเก็บผลไม้รอบสวน ถ้ามาแล้วไม่ใช่หน้าฤดูผลไม้ แต่ก็ไม่อยากออกไปไหนไกล ยังมีแกลเลอรี่และเวิร์กช็อปงานปั้นใกล้ ๆ ไว้เป็นอีกตัวเลือก หากสนใจลองให้เธอช่วยเป็นไกด์ให้ได้

เรื่องอาหารการกินเป็นสิ่งสำคัญ แขกที่เจาะจงมาพักโฮมสเตย์ส่วนหนึ่งก็เพราะอยากลิ้มชิมรสอาหารพื้นบ้านจากวัตถุดิบท้องถิ่น สำหรับที่สุขเสมอ มีอาหารเช้าเป็นแพ็กเกจพร้อมห้องพัก หากใครที่อยากได้อาหารเย็นด้วยก็แจ้งไว้ก่อนล่วงหน้า โดยคุณแม่ของศุจะเป็นผู้รับหน้าที่ถ่ายทอดรสมืออย่างเรียบง่าย ฉบับชาวสวนเมืองสวรรคโลกให้ได้ลองกัน เสิร์ฟมาครบสำรับทั้งต้ม ผัด แกง ทอด พร้อมเซ็ตน้ำพริกผักลวก ให้ดื่มด่ำตามประสาชาวบ้านกันอย่างอิ่มหนำ

แพ็กกระเป๋าเข้าสวนผลไม้แห่งเมืองสวรรคโลก พักผ่อนสบาย ๆ ในโฮมสเตย์ใกล้ชิดชุมชน ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและเกื้อกูลท้องถิ่น
แพ็กกระเป๋าเข้าสวนผลไม้แห่งเมืองสวรรคโลก พักผ่อนสบาย ๆ ในโฮมสเตย์ใกล้ชิดชุมชน ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและเกื้อกูลท้องถิ่น

แม้จะดูเป็นมื้อง่าย ๆ ธรรมดา แต่ขอบอกว่าที่นี่เลือกใช้วัตถุดิบปลอดภัย หาได้จากสวนของบ้าน อย่างไข่จากไก่ที่เลี้ยงไว้ ผักก็ปลูกเองจากสวน อาทิ กระเจี๊ยบ ตำลึง ตามแต่ว่าตอนนั้นจะมีผักอะไรพร้อมนำมาเข้าครัว ส่วนผลไม้ชนิดใดออกผลก็เก็บเตรียมไว้รับแขก อย่างช่วงไหนมีกล้วยก็ให้ลูกค้าลองชิม ส่วนช่วงมะยงชิดก็ทำเป็นเมนู Welcome Drink ที่สำคัญ ผลผลิตทั้งหมดยังเป็นออร์แกนิก 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นสวนที่ไม่ใช้ยาฆ่าแมลงและยาฆ่าหญ้าเลย

ไม่เพียงแต่ในอาณาบริเวณของสุขเสมอเท่านั้นที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยกับคนและสัตว์ แต่ในสวนแถบนี้ต่างก็ยึดถือแนวทางปลอดสารพิษกันแทบทุกครัวเรือน ช่วยกันรณรงค์และขอความร่วมมือกันภายในชุมชนคนละไม้ละมือ จนตอนนี้ชาวสวนส่วนมากก็เปลี่ยนมาใช้การตัดหญ้าแทน ด้วยเหตุผลใหญ่ที่ว่า ‘ยาฆ่าหญ้าจะทำให้หิ่งห้อยหายไป’

ใช่ ที่สุขเสมอมีหิ่งห้อยด้วย

“ตอนกลางคืนมีหิ่งห้อย เราเห็นมานานแล้ว แต่ช่วงหนึ่งมันหายไป เพราะใช้ยาฆ่าหญ้ากันเยอะ” ศุเสริม

เพราะธรรมชาติของหิ่งห้อยเป็นสัตว์ที่อ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อม เมื่อในพื้นที่เริ่มลดการใช้สารเคมี ผลลัพธ์ที่เห็นชัดคือ หิ่งห้อยเริ่มกลับมา เจ้าของบ้านบอกว่าแม้ปริมาณไฟดวงจิ๋วจะไม่มากมายถึงขั้นอัมพวา แต่เวลามาก็มีหลายตัว ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและฤดูกาล เป็นเสน่ห์และความน่ารักจากธรรมชาติที่เข้ามาแต้มสวนยามค่ำให้งามยิ่งกว่าเดิม

แพ็กกระเป๋าเข้าสวนผลไม้แห่งเมืองสวรรคโลก พักผ่อนสบาย ๆ ในโฮมสเตย์ใกล้ชิดชุมชน ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและเกื้อกูลท้องถิ่น

ส่งต่อความสุขเสมอ

ปัจจุบันแนวทาง Zero Waste เป็นแนวทางที่หลายคนและหลายผู้ประกอบการเริ่มตระหนัก เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นวาระที่ต้องเร่งแก้ไข ระยะหลังมานี้หลายพื้นที่เลยเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางนี้มากขึ้น 

สำหรับสุขเสมอ ที่นี่ยึดแนวทางเป็นมิตรกับธรรมชาติอย่างเงียบ ๆ มาตั้งแต่ก้าวแรก

“เราทำเรื่องนี้มาตั้งแต่เริ่มเปิดเลยก็ว่าได้ เราค่อย ๆ ทำนะ ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วได้เลย ต้องค่อย ๆ ปรับ และเราเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ ถ้าผลิตภัณฑ์ไหนเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เราก็เลือกมาใช้ในที่พัก รวมถึงมีการแยกขยะด้วย อีกอย่างเราปลูกต้นไม้อยู่แล้ว ขยะเปียกก็เอามาทำปุ๋ยได้” ศุเผยแนวทางจัดการขยะฉบับสุขเสมอ

ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในห้องพักจำพวกคอตตอนบัดและแปรงสีฟัน ที่นี่เลือกใช้ที่เป็นก้านไม้ทั้งหมด นอกจากไม่สร้างขยะ แถมยังย่อยสลายได้ ตัดบางอย่างที่จะกลายเป็นขยะพลาสติกออกไป เช่น หมวกคลุมผม บรรจุภัณฑ์ในห้องน้ำใช้เป็นเซรามิกทั้งหมด และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์รีฟิลจากธรรมชาติ อย่างแชมพูจากอัญชันและข้าวหอมนิล สบู่จากขมิ้นและน้ำผึ้ง ที่น่ารักคือ เธอเขียนบอกด้วยว่าเป็นฝีมือของคนในชุมชนรอบข้าง แขกจะได้รู้ที่มาที่ไปของสิ่งที่ใช้ เธอว่าลูกค้าหลายคนใช้แล้วติดใจ ซื้อผลิตภัณฑ์ของชุมชนติดมือไปใช้ต่อที่บ้านก็มาก ถือเป็นการสนับสนุนวิสาหกิจของชาวบ้านอีกแรง

แพ็กกระเป๋าเข้าสวนผลไม้แห่งเมืองสวรรคโลก พักผ่อนสบาย ๆ ในโฮมสเตย์ใกล้ชิดชุมชน ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและเกื้อกูลท้องถิ่น

ส่วนถุงขยะอาจจะไม่ถึงกับใช้ถุงกระดาษ แต่พยายามนำถุงพลาสติกที่ได้เวลาซื้อของจากห้างร้านต่าง ๆ กลับมาใช้ใหม่ ช่วยลดการซื้อถุงขยะพลาสติกไปได้เยอะ และภายในสุขเสมอก็มีจุดแยกขยะโดยเฉพาะ ขยะเปียกเอาไปทำเป็นปุ๋ยหมักอินทรีย์ ใช้บำรุงพืชพรรณในสวน เศษผักผลไม้ในครัวก็เอาไปเป็นอาหารไก่ที่เลี้ยงไว้ ขณะที่ขยะพลาสติกก็เอาไปขายเป็นขยะรีไซเคิลได้ เป็นการจัดการขยะที่ไม่หวือหวา แต่เป็นวิธีง่าย ๆ ที่เริ่มทำเองได้ในครัวเรือน

“เราแค่อยากเป็นจุดเริ่มต้น” เธอพูดด้วยแววตามุ่งมั่น 

“แนวทางแบบนี้นี้ต้องเริ่มทำตั้งแต่บ้านเราเองก่อน เราค่อย ๆ ทำ ให้คนในซอยเห็นว่าเขาก็ทำได้ ไม่ยาก ช่วงแรกป้า ๆ แถวบ้านก็ไม่ค่อยเชื่อวิธีนี้ พอเราทำให้เขาเห็น เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง เขาก็จัดการขยะหน้าบ้านเขาเอง มีการมาคุยกัน จนเขาเชื่อมั่นเรามากขึ้น เพราะเห็นว่าเราทำสำเร็จ” ศุเล่าถึงความร่วมมือที่ค่อย ๆ ขยายไปยังคนในชุมชน

นอกจากเรื่องของสิ่งแวดล้อมและชุมชนข้างเคียง สุขเสมอยังเชื่อมโยงกับผู้คนท้องถิ่นในขนาดที่กว้างขึ้น วันหนึ่งศุพบว่าในอำเภอใกล้ ๆ กันอย่างศรีสัชนาลัย มีไร่กาแฟไม่ต่างจากบนดอยทางเหนือ และรสชาติก็ดีไม่แพ้กันด้วย เมื่อเข้าไปพูดคุยจึงพบว่า เกษตรกรที่นี่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายส่งไปคั่วถึงเชียงใหม่ ก่อนนำกลับมาจำหน่ายที่สุโขทัย

“ตอนแรกเราชิมก็ไม่รู้ว่ามันมาจากที่ไหน แต่ชิมแล้วอร่อย เลยถามลุง แกบอกว่าปลูกอยู่ในศรีสัชนาลัยเนี่ยแหละ เราเลยสนใจ เพราะคิดว่ารสชาติไม่เหมือนโรบัสต้าทั่วไป พอสนิทสนมมากขึ้นก็ไปเที่ยวสวนของลุง สอบถามว่าส่งคั่วที่ไหน แกว่าปกติต้องส่งไปเชียงใหม่ มีค่าขนส่งไปกลับ ทำให้ต้นทุนกาแฟของลุงสูง” ศุเริ่มต้นพูดถึงที่มาของเครื่องคั่วกาแฟ ซึ่งเธอลงขันซื้อร่วมกับกลุ่มญาติพี่น้องและเพื่อน ๆ ทางหนึ่งคือช่วยเกษตรกรเจ้าของสวนกาแฟในจังหวัดลดต้นทุน โดยยังจำหน่ายเมล็ดกาแฟได้ในราคาเท่าเดิม อีกทางคือให้แขกที่มาได้ลองชิมกาแฟดี ๆ ที่ปลูกในจังหวัดสุโขทัย

“ผลคือต่างคนก็ต่างพอใจ เพราะมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์จริง ๆ เราเลยลงทุนในส่วนนี้เพิ่ม และใช้กาแฟนี้มาตลอด ใครกินเราก็ภูมิใจที่จะบอกว่าเมล็ดกาแฟปลูกที่นี่” สาวเจ้าเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงบ่งบอกความสุข

ดวงอาทิตย์คล้อยลับลงจากยอดมะยงชิด พระจันทร์ขึ้นมาเสมอระเบียงบ้าน และดวงดาวเริ่มพราวเต็มฟ้า หิ่งห้อยเจ้าถิ่นบินมาทักทายนักเดินทางแปลกหน้า หลังจบบทสนทนา สิ่งหนึ่งที่เรารับรู้ได้คือ ทุกวันนี้สุขเสมอไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงเจ้าบ้านที่สุขใจยามได้ต้อนรับแขกที่มาพัก หรือเป็นแค่โฮมสเตย์ที่มอบการพักผ่อนแสนสุขให้ผู้มาเยือน เพราะที่นี่ยังมีส่วนในทุกความสุขที่ช่วยเกื้อกูลให้ชุมชน ชาวสวนรอบข้าง ได้พากันสุขเสมอไปพร้อมกัน

แพ็กกระเป๋าเข้าสวนผลไม้แห่งเมืองสวรรคโลก พักผ่อนสบาย ๆ ในโฮมสเตย์ใกล้ชิดชุมชน ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและเกื้อกูลท้องถิ่น

Suksamer Relaxation Homestay

ที่ตั้ง : 40 ตำบลเมืองบางยม อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย (แผนที่)

โทรศัพท์ : 09 6916 6992

Facebook : Suksamer Relaxation Homestay

Writer

พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์

นักลองฝึกพิสูจน์อักษร ผู้แสร้งเป็นนักลองฝึกเขียน อดีตเป็นนักเรียนภาษา ผู้สนใจเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ รักในมวลรอบข้างที่ดี กาแฟ ชาเขียว และแมวเหมียว

Photographer

ภาณุวิช ขวัญยืน

ช่างภาพจากสุโขทัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load