“Stay Healthy, Eat Good Food and Travel The World”

คือสิ่งที่ นิว-ชัยพล จูเลี่ยน พูพาร์ต เขียนบรรยายถึงตัวเองในอินสตาแกรม 

ก่อนหน้ามาเจอกัน เราคิดว่าจะคุยกับเขาเรื่องยูทูบแชนแนล New Chaiyapol ที่เขาทำขึ้นเพื่อเล่าเรื่องการเดินทางและอาหารการกิน สองสิ่งที่เขาหลงใหล แต่เมื่อนั่งคุยกันไปเรื่อยๆ เราค้นพบว่า นิวเป็นคนวัย 30 ที่ชีวิตโคตรสนุก มีมุมในการมองโลกและวิธีคิดที่ไม่เหมือนใคร

ในวัยเด็ก เขาเป็นนักกีฬาตัวฉกาจ ทั้งว่ายน้ำ เทนนิส ฟุตบอล แข่งจนได้เหรียญมาเต็มบ้าน นิวบอกว่าเขาเป็น Perfectionist ที่เมื่อตั้งใจจะทำอะไรแล้ว จะทำอย่างจริงจังจนกว่าจะสำเร็จ

ตอนอายุ 16 เขาตั้งใจเก็บเงินให้ได้ 1 ล้านบาทจากน้ำพักน้ำแรงตัวเอง ตลอดปีเขาแคสงานอย่างบ้าคลั่ง ฝากเงินทุกบาททุกสตางค์เข้าธนาคาร เมื่อเก็บเงินได้สำเร็จก็ไม่ใช้เงินที่หามาได้เลยแม้แต่บาทเดียว

นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน

หลายคนรู้ว่านิวเป็นนักแสดงฝีมือดีที่ชอบเดินทางท่องเที่ยว โดยเฉพาะแบบสมบุกสมบัน แต่น้อยคนจะรู้ว่าเขาอินเรื่องธรรมชาติมาก โดยเฉพาะธรรมชาติที่เชื่อมโยงกับการกินอย่างยั่งยืนของมนุษย์ วิถีกินที่เขาสนใจไม่ใช่แค่กินของอร่อย แต่เป็นการกินอย่างเคารพรากเหง้าวัฒนธรรมและเบียดเบียนโลกใบนี้น้อยที่สุด

จากเด็กที่เกลียดผักเข้าไส้ ทุกวันนี้เขากลายเป็น Vegetable Lover โดยตั้งปณิธานว่าจะไม่กินเนื้อสัตว์อาทิตย์ละ 2 วันเป็นอย่างน้อย และทำอย่างนี้มาหลายปีแล้ว นิวอธิบายให้ฟังอย่างคนที่เข้าใจว่า ปศุสัตว์คืออุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก สาเหตุของโลกร้อนมากที่สุด ดังนั้นเขาจึงขอกินอย่างสายกลาง

นิวบอกว่าเขาเคยเป็นคนเลือดร้อน จนได้เรียนสมาธิเพื่อการแสดงเมื่อสิบปีก่อน การเรียนครั้งนั้นเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล แม้จะบอกว่าไม่ได้อินกับศาสนาเท่าไหร่ แต่เขาก็หาเวลาไปปฏิบัติธรรรมอย่างสม่ำเสมอ และย้ำว่าการเดินทางนั้นเกี่ยวข้องกับศรัทธาและศาสนาอย่างเต็มเปี่ยม

และนี่คือบทสนทนากับนิวถึงหัวใจของการใช้ชีวิต และการเดินทางที่เขาแสวงหาในฐานะชายหนุ่มคนหนึ่ง

นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน

ชีวิตของเด็กชายลูกครึ่งที่เติบโตมาในกรุงเทพฯ เป็นยังไง

จริงๆ ผมเป็นลูกเสี้ยว คุณปู่เป็นคนเบลเยียม คุณย่าเป็นคนหนองคาย ย้ายมาตั้งรกรากที่กรุงเทพฯ คุณพ่อเป็นลูกครึ่ง ส่วนต้นตระกูลคุณแม่มาจากจีน ผมเลยเป็นลูกเสี้ยวผสมหลายเชื้อชาติ (ยิ้ม) โตมาในครอบครัวขยาย ผมอยู่บ้านคุณตาคุณยาย รั้วเดียวกันแต่คนละหลัง จนทุกวันนี้ก็ยังอยู่ตรงนั้น ไม่เคยคิดจะย้ายออกไปอยู่คนเดียว 

ผมเรียนอนุบาลบ้านเด็ก ที่ตอนนี้กลายเป็นสวนชูวิทย์ไปแล้ว จากนั้นย้ายมาเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร จนปอหก ชีวิตวัยเด็กผมอยู่แค่แถวๆ นั้นเลย วันปกติก็อยู่แค่บ้านกับโรงเรียน เด็กเมืองของแท้ พอโตขึ้นมาหน่อย วันเสาร์อาทิตย์คุณพ่อมักพาผมไปดรอปไว้ที่สปอร์ตคลับ ศูนย์รวมที่มีกีฬาหลายๆ ชนิดให้ได้เล่น ผมเลยกลายเป็นเด็กรักกีฬา ชื่นชอบมากถึงขั้นคลั่ง (หัวเราะ)

ตอนนั้นคุณจริงจังกับกีฬาแค่ไหน

โอ้โห จริงจังมาก กีฬาชนิดแรกที่ผมฝึกอย่างจริงจังคือว่ายน้ำ สมัยประถมจะมีการแข่งกีฬาสาธิตสามัคคีจากโรงเรียนสาธิตทั่วประเทศ และนั่นคือจุดเริ่มต้นการเป็นนักกีฬาว่ายน้ำ ผมเป็นนักกีฬาว่ายน้ำตั้งแต่ปอสี่ แข่งสาธิตจบก็ซ้อมต่อ สปอร์ตคลับส่งไปแข่งที่ฮ่องกง แข่งระดับ Southeast East Asia ด้วยนะ ตอนนั้นโคตรจริงจัง เรียนเสร็จก็ต้องมาซ้อมว่ายน้ำตลอด ทั้งวันทั้งคืน แข่งจนได้เหรียญเต็มบ้านไปหมด

ผ่านไปสองสามปี จนถึงปอหกคงซ้อมมากไปหน่อย น้ำขังในหู คงขังมานานแล้วแต่ผมไม่รู้ จนมันกลายเป็นหนองและอักเสบ ต้องดูดออกเพราะหูชั้นในอักเสบรุนแรง หมอบอกว่าต้องหยุดว่ายน้ำก่อน ตอนนั้นปวดใจมากแต่ก็ต้องทำตาม เพราะไม่งั้นมีสิทธิ์หูหนวก พอรักษาตัวจนหายก็กลับมาว่ายได้แหละ แต่ต้องใส่ที่อุดหู ซึ่งมันไม่เหมือนเดิม เลยเลิกว่ายน้ำแบบจริงจังไปเลย 

ทีนี้ก็เริ่มมาตีเทนนิสจริงจัง จริงๆ ผมเล่นเทนนิสควบคู่กับว่ายน้ำมานานแล้ว แต่ก่อนนั้นแค่ตีเล่นๆ ขำๆ พอเลิกว่ายน้ำเลยเบนเข็มมาตีเทนนิส ซ้อมกับโค้ชจริงจังถึงขั้นแข่งเก็บคะแนนระดับประเทศเลยนะ ตอนนั้นได้โค้ชของคุณภราดร ศรีชาพันธุ์ มาโค้ชให้ด้วย ตากแดดจนตัวเขียวไปหมด (หัวเราะ) 

ตีไปสักพักข้อมือหัก แต่หักเพราะเล่นฟุตบอลนะ คือนอกจากเทนนิส ผมก็เตะบอลเป็นงานอดิเรกด้วย ตอนนั้นแข่งกระชับมิตรกับโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ผมหลุดเดี่ยวเข้าไปแล้ว ทีมคู่แข่งดันมาเสียบผมล้ม ข้อมือลงกระแทกพื้นดังป๊อก (หัวเราะ) แต่ตอนอยู่ในสนามไม่รู้ตัวว่าหัก ครูก็เอาผ้ามาล็อกข้อมือให้ ผมก็แข่งต่อ จนเลิกกลับบ้าน ใช้ชีวิตปกติอยู่สองสามวัน เริ่มปวดเลยไปเอกซเรย์ อ้าว กระดูกตุ่มที่ข้อมือหัก เลยต้องใส่เฝือก รักษาตัวอยู่นานหลายเดือน ไม่ได้ซ้อมเทนนิสเลย พอกลับไปตีอีกที มันไม่เหมือนเดิมเลยเลิก

เฮ้ย เลิกเลยหรอ

ผมเป็นคนจริงจังแต่เด็ก ซีเรียส มีความเป็น Perfectionist เบาๆ ทำอะไรต้องทำจริงจัง บวกกับแต่ก่อนผมอารมณ์ร้อน พอตีไม่ได้เหมือนเดิมก็หงุดหงิดตัวเอง สมรรถภาพร่างกายมันเปลี่ยนไป โมโหจนหักไม้เทนนิสทิ้ง แขวนแร็กเกตไปเลย

จบจากเทนนิสก็มาเล่นฟุตบอลจริงจัง แข่งระดับโรงเรียนจนมามหาวิทยาลัย เล่นจนได้แชมป์เฟรชชี่ เขาก็เรียกไปซ้อมกับ BBCU FC ทีมของจุฬาฯ ประกอบกับผมเรียนคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา ซึ่งเน้นเรื่องกีฬาอยู่แล้ว ในทีมเป็นเพื่อนกันหมด แถมผมชอบดูบอลด้วย ในใจตอนนั้นก็อยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพนะ แต่เมื่อสิบสองปีที่แล้วบอลไทยยังไม่บูมเท่าตอนนี้ ผมเลยต้องเลือกเพราะมีอีกโอกาสเข้ามาในชีวิต

นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน
นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน

โอกาสที่เข้ามาในชีวิตตอนนั้นคืออะไร

ตั้งแต่เด็กผมมีความฝันสามอย่าง นักกีฬาอาชีพ นักแสดง และนักบิน คุณแม่ผมเป็นคอหนังและมักพาผมไปดูหนังด้วย ผมอยากเป็นแบบเจมส์ บอนด์ โคตรเท่ ยิงปืน ขับรถ บู๊แหลก (หัวเราะ) ส่วนนักบินเนี่ย เพราะผมอยากเดินทางท่องโลก ได้ตังค์แถมยังได้บินไปประเทศนั้นประเทศนี้ เจ๋งว่ะ อยากเป็นแบบนั้น

ตอนนั้นอายุสิบแปด อย่างแรก ผมเพิ่งเข้ามหาวิทยาลัย ต้องปรับตัวอะไรหลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องเรียนและใช้ชีวิต อย่างที่สองผมต้องซ้อมฟุตบอลเพื่อเข้าสโมสร และอย่างที่สาม Exact ให้เล่นละคร เป็นสามอย่างในชีวิตที่เข้ามาพร้อมกัน อย่างที่บอกว่านิสัยผมเป็นคนจริงจัง ถ้าอยากทำให้ดีก็ต้องมีเวลาให้มัน ผมเลยต้องเลือก ตอนนั้นวงการฟุตบอลยังไม่บูม ผมก็คิดซื่อๆ ว่า งั้นเราเลือกไปเล่นละคร แล้วเก็บฟุตบอลไว้เป็นงานอดิเรกแล้วกัน

ก่อนจะได้เล่นละครเรื่องแรก คุณอยู่ในวงการมานานแค่ไหน

จริงๆ ผมเหมือนจะได้เข้าวงการตั้งแต่ตอนเด็กๆ แล้ว ด้วยความที่คุณอาผม (โอลิเวอร์และไมเคิล พูพาร์ต) เป็นนักแสดง เลยมีคนติดต่อมาว่าอยากให้ผมไปเล่นโฆษณา จำได้ไหมสมัยเราเด็กๆ มันจะมีโฆษณาแซมบัคที่เป็นสนามหญ้าแล้วมีเด็กใส่ชุดทหารคลานอยู่ ตัวนั้นแหละเขาอยากให้ผมเล่น แต่ต้องไปแคสก่อน วันแคสงานคือไปรอนานมาก เบื่อ ไม่ชอบ อยากกลับไปดูการ์ตูนที่บ้าน เลยบอกคุณพ่อว่าเรากลับกันเถอะ สรุปคือไม่ได้แคสและไม่ได้งานนั้น หลังจากนั้นก็มีคนติดต่อเข้ามาบ้าง แต่ปฏิเสธตลอด ให้ไปนั่งเฉยๆ แบบนั้น ผมไม่เอาแล้ว

จนอยู่มอสี่ ย้ายมาเรียนสาธิต มศว ปทุมวัน กลับบ้านต้องเดินผ่านสยามทุกวัน สมัยนั้นแมวมอง โมเดลลิ่งก็อยู่แถวสยามนี่แหละ เดินๆ อยู่ก็มีแมวมองมาทัก ชวนเราไปแคสงาน ผมก็ลองไปแคสช่วงวันเสาร์อาทิตย์ ทำอยู่ปีหนึ่ง สรุปไม่ได้เลยสักงานเดียว รู้ไหมทำไม มาริโอ้ เมาเร่อ กวาดเรียบทุกงาน (หัวเราะ) 

คือตอนนั้นผมกับมาริโอ้คาแรกเตอร์เดียวกันเลย เป็นลูกครึ่ง ผมสกินเฮดเหมือนกันอีก เจอกันทุกงานจนเป็นเพื่อนกันเลย ทุกครั้งที่แคสจนถึงรอบไฟนอล เหลืออยู่สองสามคน ก็จะมีผมกับโอ้เนี่ยนั่งอยู่ด้วยกันตลอด แล้วโอ้มันก็ได้หมดเลย (หัวเราะ) แต่ผมไม่ได้คิดมากนะ ชิลล์ ไม่เป็นไร สักวันมันก็ต้องได้สักงาน มาแคสผมก็ไม่ได้เสียอะไร จันทร์ถึงศุกร์เราไปโรงเรียน เล่นกีฬาอะไรของเราตามปกติ เวลานอกเหนือจากการเรียนก็ค่อยไปแคส

แคสอยู่เป็นปีไม่ได้งานเลย แต่หลังจากนั้นคุณก็มีงานโฆษณาเยอะมาก อะไรคือจุดเปลี่ยน

ที่ยังไปแคสงานอยู่ เหตุผลตรงๆ เรียลๆ เลย คือเขาบอกว่างานหนึ่งได้เงินหลักหมื่น โห เราอยากได้เงินหมื่นว่ะ เด็กมัธยมหาเงินเองได้เป็นหมื่นนี่โคตรเจ๋งเลยนะเว้ย อยากเอาไปซื้อของเล่น ก็แคสต่อไปเรื่อยๆ จนได้โฆษณาตัวแรกช่วงสอบปลายภาคมอสี่ ที่จำได้แม่นเพราะคืนก่อนสอบต้องไปถ่ายโฆษณาจนเกือบเช้า วันต่อมาเบลอๆ ไปเข้าห้องสอบ 

มันคือโฆษณาสเปรย์น้ำหอมวัยรุ่น มีผู้หญิงสามคนเดินผ่าน แล้วผมเป็นหนึ่งในผู้ชายสามคนที่หอมกลิ่นสเปรย์ตอนเขาเดินผ่าน ถ่ายทั้งคืนเราทำแค่ ‘ฟืดดดดดดด’ (นิวทำท่าสูดหายใจหน้าฟินๆ ให้ดู) ทั้งคืนแค่นั้นเลย สูดหายใจวนไป

งานแรกได้เงินมาหมื่นห้า รู้สึกโคตรรวย มีกำลังใจแคสงานต่อ แล้วเงินทั้งหมดที่ตอนแรกคิดว่าจะเอาไปซื้อของเล่น สรุปผมไม่ได้ใช้เลยสักบาท เก็บเข้าธนาคารหมด ตอนนั้นตั้งเป้าหมายใหม่ทันที ผมจะต้องได้จับเงินล้านด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเองก่อนอายุสิบแปดให้ได้ อยากเป็นวัยรุ่นจับเงินล้าน

ปีต่อมาแคสงานอย่างบ้าคลั่ง งานไหนเรียกมาผมไปหมด รู้สึกทำงานไปสี่สิบกว่าตัว ทั้งเมืองไทย เมืองนอก ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว บินไปถ่ายเวียดนาม กัมพูชา ปีเดียวได้เงินมาทะลุหลักล้าน ผมไม่ใช้เลยสักบาทเดียว ผมเฝ้าดูตัวเลขในบัญชีจากหลักหมื่น เข้าหลักแสนและในที่สุดหลักล้าน ดีใจมาก ลืมบอกว่าที่ได้งานเยอะๆ เนี่ย เพราะมาริโอ้ไปเล่นหนัง รักแห่งสยาม (หัวเราะ) พอมาริโอ้ข้ามไปอีกขั้น เราเลยได้ขึ้นมาเป็นตัวท็อปโฆษณาแทน กวาดหมดภายในปีเดียว สักพัก Exact ก็เรียกไปแคสละคร

นิว ชัยพล จูเลี่ยน พูพาร์ต จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน

คุณได้เรียนรู้อะไรจากการกระโดดจากงานโฆษณาไปเล่นละครบ้าง

ก่อนเล่นละครเรื่องแรก Exact ส่งผมไปเรียนการแสดงกับหม่อมน้อย (หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล) เรียกอาทิตย์ละสามวัน ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ผมไม่เคยขาดเลย แม้ช่วงแรกจะมีความรู้สึกว่า ‘กูมาทำไมวะ’ คือมันผิดไปจากสิ่งที่เราคิดไว้หมด ผมนึกว่าเรียนหม่อมน้อยจะเอาบทมาให้ซ้อมหรือสอนเทคนิคท่องบท ปรากฏว่าไม่ใช่เลย อย่างแรกท่านสอนให้รู้จักและควบคุมร่างกายตัวเองให้ได้ และอย่างที่สอง สอนฝึกสมาธิ การหายใจ ให้รู้จักภายในตัวเอง เพื่อให้เราอยู่กับปัจจุบันซึ่งเป็นหัวใจของการแสดง

แรกๆ ทรมานมาก ให้มานั่งสมาธิ ผมนั่งไปในใจก็ฉุนเฉียว เมื่อไหร่จะหมดเวลาวะ แค่ห้าหรือสิบนาทีเราก็จะไม่ไหวแล้ว ระหว่างปิดตาผมก็คิดนั่นคิดนี่ไปเรื่อย แล้วเชื่อไหมพอทำไปเรื่อยๆ กลายเป็นว่าผมเริ่มจดจ่อกับปัจจุบันได้ เริ่มนั่งสมาธิได้ จากไม่กี่นาทีกลายเป็นชั่วโมง จนถึงจุดหนึ่งก็เก็ตเองว่าที่ต้องทำสมาธิซ้ำๆ เนี่ย ทำไปเพื่ออะไร

ชีวิตคุณดีขึ้นยังไงบ้างเมื่อใช้ชีวิตอย่างมีสมาธิ 

ผมโชคดีมากที่เจอหม่อมน้อยตั้งแต่เริ่มเข้าวงการตอนอายุสิบแปด ท่านไม่ได้สอนแค่การแสดงนะ แต่สอนหลักในการใช้ชีวิตให้ผมด้วย ทั้งการวางตัว วิธีคิด ทุกสิ่งทุกอย่าง สมัยก่อนผมอารมณ์ร้อนมาก การนั่งสมาธิทำให้ผมเย็นลง

มองย้อนกลับไป การนั่งสมาธิที่หม่อมน้อยให้เราทำซ้ำๆ จริงๆ แล้วมันไม่เคยเหมือนกันเลยสักวัน เพราะทุกวันเราดำดิ่งลงไปได้มากขึ้น เพื่อเข้าไปอยู่ในปัจจุบันขณะ แม้แต่ลมหายใจเข้าออกที่ทำอยู่ทุกนาทีก็ไม่เหมือนเดิม เมื่อจิตเราเปลี่ยน การมองโลกก็เปลี่ยนตาม ผมนิ่ง มีสติ และละตัวตนได้มากขึ้น เมื่อละตัวตนได้ เราก็เอาตัวละครมาใส่ในตัวเราได้อย่างแนบสนิท คนหน้ากล้องคนนั้นไม่ใช่นิว แต่คือตัวละครอีกคนที่สวมอยู่ในตัวเรา 

นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน

ทำงานเก็บเงินมาตั้งแต่วัยรุ่น แต่คุณไม่เคยทิ้งการเรียนเลย จบปริญญาเกียรตินิยมด้วย ทำได้ยังไง

ผมไม่เคยโดดเรียนไปถ่ายละครเลย พยายามบาลานซ์ควบคู่กันตลอด และผมไม่เคยเรียนพิเศษ ผมเรียนอย่างเต็มที่ในห้องเรียน สงสัยอะไรผมถามอาจารย์ทันที ต้องเข้าใจให้เสร็จตั้งแต่ในชั้นเรียน พอเลิกคาบผมเผ่นออกอย่างไวไปเล่นกีฬา เพราะถือว่าได้ให้เวลากับการเรียนอย่างเต็มที่ไปแล้วในห้องเรียน ผมต้องมีชีวิตหลังจากนั้นอย่างเต็มที่ด้วยเหมือนกัน

สมัยอยู่มัธยม เวลาเรียนในห้องผมถามเยอะมากจนเพื่อนแซวว่าประจบอาจารย์ แต่ผมไม่สน คนชอบคิดว่าผมเป็นเด็กหลังห้อง เฮ้ยไม่ใช่ ผมนั่งหน้าห้องแถวแรก ติดโต๊ะอาจารย์เลย เพื่อนๆ ทุกคนจะรู้ว่านี่ที่นั่งผม นิสัยนี้ติดตัวจนเข้ามหาวิทยาลัย เอาจริงๆ ผมเป็นคนขี้เกียจ เคยได้ยินประโยคที่บิล เกตส์ พูดไว้ว่า “จงเอางานที่ยากที่สุดให้คนขี้เกียจทำ เพราะคนขี้เกียจจะหาทางที่ง่ายที่สุดในการแก้ปัญหานั้นจนสำเร็จ” นี่มันสโลแกนผมชัดๆ แต่ไหนแต่ไรผมจะมีวิธีที่ไม่เหมือนกับคนอื่น จนมันออกมาเป็นคำตอบ เป็นทางลัด ผมโคตรหัวหมอเลยบางที

ผมสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วยคะแนนที่หนึ่งของคณะ เหมือนจะเป็นคะแนนสูงที่สุดตลอดกาลด้วยมั้ง พอเข้าไปเรียนด้วยความขบถหรืออะไรก็ตาม อาจารย์หลายๆ คนก็ไม่เชื่อ เธอเนี่ยนะเข้ามาที่หนึ่ง (หัวเราะ) ปีแรกยังแบ่งเวลาไม่ค่อยได้ เพราะช่วงนั้นเริ่มเข้าวงการเต็มตัว เกรดตกไปเหลือสอง ปีต่อๆ มา เริ่มแบ่งเวลาได้ สุดท้ายก็ปีนขึ้นมาจนจบเกียรตินิยมอันดับสองอย่างไม่มีใครคาดคิดโดยเฉพาะอาจารย์

วิทยาศาสตร์การกีฬาเรียนลึกลงไปถึงพื้นฐานแพทย์ ต้องจำกล้ามเนื้อทุกส่วน ยากมาก แต่ความรู้พวกนี้แหละที่ผมอยากได้ ตอบโจทย์ เราดูแลตัวเองและคนรอบข้างได้ เล่นกีฬา ออกกำลังกายให้ Performance ดีขึ้นได้ด้วยตัวเอง เพราะเราเรียนสิ่งที่จะนำไปถ่ายทอดให้นักกีฬาอาชีพอยู่แล้ว เป็นความรู้ที่จะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต

หลายคนบอกว่าคุณเป็นคนในสปอร์ตไลต์ที่เรียล โดยเฉพาะเวลาไปท่องเที่ยว โคตรเรียลและลุย

ผมมีพี่เร แมคโดนัล เป็นไอดอล เล่าต่อจากเมื่อกี้ พอชีวิตมหาวิทยาลัยและการทำงานมันเริ่มบาลานซ์ ผมก็เริ่มท่องเที่ยว สานฝันนักบินที่ได้เดินทางไปทั่วโลก ทริปแรกๆ ไปกับเพื่อนมัธยม แบ็กแพ็กไปใกล้ๆ อย่างลาว อินโดนีเซียก่อน ได้แบกเป้ใบโตๆ แบกไปหมดทั้งเต็นท์ ทั้งถุงนอน แล้วยิ่งยัดเสื้อผ้าไปได้มากเท่าไหร่ยิ่งรู้สึกเท่ เฮ้ย มาเที่ยวเป็นสิบๆ วัน มีเป้ใบเดียวเองนะเว้ย

ความสนุกคือผมเป็น Perfectionist นิดๆ อย่างที่บอก เลยชอบวางแผนจัดการ ชอบหาข้อมูล แต่เดินทางออกไปจริงๆ มันไม่เคยมีครั้งไหนเหมือนที่วางแผนไว้เลย เราก็ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ตัดสินใจหน้างานกันไป มีอะไรให้แก้ตลอด มันสนุกและเป็นเสน่ห์ของการเดินทาง 

นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน
นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน

หลายครั้งที่ผมดั้นด้นไปจนเห็นของจริงแล้วแบบ ไอ้เชี่ย ทำไมไม่เห็นเหมือนในรูปวะ ในรูปนี่ขอบฟ้าสุดลูกหูลูกตา ของจริงมีกระท่อมวางกั้นวิวอยู่ด้วยหลังหนึ่ง ไม่ได้เพิ่งสร้างแน่ๆ บล็อกเกอร์หลายคน พวกเอ็งแต่งรูปหนักมาก รีทัชลบบางอย่างออกไปด้วย ดีเทลอะไรพวกนี้ระหว่างเดินทางเป็นโจ๊กที่ผมว่าเล่าต่อไปได้อีกยาวยันลูกหลานเลย (หัวเราะ)

ผมหลงใหลความสนุกพวกนี้ รู้สึกว่ามันเป็นเสน่ห์ที่เราทำได้เต็มที่ตอนยังมีเรี่ยวแรง แก่กว่านี้ค่อยเที่ยวเมืองแล้วกัน ตอนนี้เน้นธรรมชาติ เทรกกิ้ง เดินป่า ดำน้ำ

อะไรที่ปลูกฝังให้เด็กเมืองอย่างคุณรักและหลงใหลในธรรมชาติ

ผมชอบสัตว์ตั้งแต่เด็กๆ อย่างฉลามหัวค้อน กระเบน วาฬออร์กา เนี่ย ผมรู้สึกว่าพวกมันน่าทึ่ง ผมอยากไปเห็นชีวิตของมันในธรรมชาติจริงๆ ไม่ใช่แค่ในอควาเรียมหรือสวนสัตว์ ทุกวันนี้พอผมได้ออกไปเห็นถิ่นที่อยู่ของมันตามธรรมชาติจริงๆ ผมเคยไปรวันดา เข้าป่าไปเจอกอริลลา สิงโต เสือดาว แรด ชีตาร์ และอีกหลายอย่าง ได้เห็นว่าพวกมันควรจะอยู่ที่ไหนและอยู่อย่างไร ทำให้ผมรู้สึกว่าสวนสัตว์คือที่กักขังพวกมันไว้

มันอาจฟังดูย้อนแย้ง แต่ถ้ามองย้อนกลับไป สิ่งที่ปลูกฝังให้เด็กเมืองอย่างผมมีความเมตตา หล่อหลอมให้ผูกพันกับสัตว์และธรรมชาติ ก็คือสวนสัตว์นี่แหละ 

วันหนึ่งที่ผมมีลูก ในวันที่เขายังเล็ก ผมอาจจะยังพาเขาไปตะลุยเข้าป่า ดำน้ำกับผมไม่ได้ แต่ผมจะพาเขาไปสวนสัตว์เพื่อปลูกฝังให้เขาใกล้ชิดกับธรรมชาติ แล้ววันหนึ่งเมื่อเติบโตขึ้น เขาก็จะเป็นหนึ่งในคนที่เห็นคุณค่าและร่วมอนุรักษ์พวกมัน

นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน
นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน

ใครพาคุณเข้าวงการ Scuba Diving

ผมเรียนดำน้ำกับครูหลุยส์ (ราชันย์ มาลัยวงศ์) นักดำน้ำที่เก่งโคตรๆ เขาเป็น Instructor คนแรกของเมืองไทย เรื่องมันเริ่มจากผมอยากเรียนดำน้ำ แต่หาที่เรียนไม่ได้ คือตอนนั้น Scuba Diving ยังไม่ฮิต โรงเรียนในอินเทอร์เน็ตก็หายาก คุณแม่ผมบังเอิญเปิดนิตยสารเจอชื่อครูหลุยส์ เลยโทรไปฝากฝังลูกชายเรียนดำน้ำ จริงๆ ตอนนั้นครูหลุยส์ไม่สอนเด็กน้อย Open Water แล้ว สอนแต่คนที่จะเป็นครูสอนดำน้ำเท่านั้น 

ตอนแรกครูหลุยส์ปฏิเสธ ผมก็ขอร้องให้แม่ช่วยพูดกับครูหลุยส์หน่อย ผมอยากเรียนมากจริงๆ อยากเห็นสัตว์ใต้ทะเล สุดท้ายครูหลุยส์เลยแบบ ‘เอ้า สอนก็สอนวะ’ (หัวเราะ) ผมเรียนตัวต่อตัวเลยนะ และด้วยความที่เขาเป็นครูของครู เขาก็สอนจนผมแน่นทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ คือถ้าทำไม่เป๊ะ ครูหลุยส์ไม่ปล่อยผ่าน เลยซ้อมในสระหลายรอบ 

พอถึงวันสอบที่ทะเล ขึ้นเรือไปปุ๊บ โอ้โห เขาไหว้ครูหลุยส์กันทั้งลำ คนบนเรือก็ถามครูหลุยส์มาทำอะไร พอบอกว่าพานักเรียนมาสอบ Open Water เท่านั้นแหละ หันขวับมาทางผมกันทุกคน ประมาณว่าเอ็งเป็นใคร ตัวเท่านี้ ให้ครูหลุยส์มาสอน Open Water (หัวเราะ)

จนทุกวันนี้ดำน้ำมาสิบกว่าปี ผมไม่ได้ชมตัวเองนะ แต่คนจะบอกว่าผมดำน้ำดีมาก เพราะพื้นฐานแน่นไง แต่ละไดรฟ์ผมใช้อากาศน้อยมาก ลงไปดำน้ำ บางทีคนอื่นอากาศหมดแท็งก์แล้ว ผมยังเหลือเกินครึ่ง พอบอกว่าเรียนกับครูหลุยส์มาตั้งแต่เริ่มก็ร้องเฮ้ยกันทุกคน

นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน
นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน

ทริปดำน้ำล่าสุด ไปไหนมา

ล่าสุดคือต้นมีนาคม ก่อนล็อกดาวน์ COVID-19 แบบฉิวเฉียด ผมไปอันดามันเหนือ เพื่อนก็งงกันเป็นแถวว่าไปดำน้ำได้ไง จริงๆ คือผมไปก่อนประกาศล็อกดาวน์ และอีกอย่างข่าวจาก CNN ก็บอกว่า The Saftiest Place On Earth Is Under Water ดังนั้นปลอดภัยครับผม (ยิ้ม)

ผมเจอแมนต้าเรย์หลายครั้งแล้ว แต่ไม่เคยเจอแบบระยะประชิด ทริปที่ผ่านมาคือเจอแมนต้าเรย์เกือบทุกไดรฟ์ เป็นสิบๆ ตัว โดยเฉพาะบริเวณเกาะบอน ที่ได้ชื่อว่าเป็นสวรรค์ของแมนต้าเรย์อยู่แล้ว มีอยู่วันหนึ่งกลุ่ม Instructor ที่ไปด้วยกันเขาตั้งใจมองหาฉลาม แต่ไม่เจอ ทุกคนเลยกลับขึ้นเรือ เหลือผมกับพี่ Instructor อีกคนที่ยังมีอากาศในแท็งก์เยอะ เลยตัดสินใจดำน้ำกันต่อ

ดำไปสักพัก เห็นแมนต้าเรย์ไกลๆ เลยว่ายไปดู บอกก่อนว่าเวลาเจอสัตว์ทะเลใต้น้ำ เราจะไม่เข้าไปสัมผัสหรือโดนตัวเขา ต้องมีระยะห่าง ไม่อย่างนั้นพวกมันอาจจะติดเชื้อและตายได้ ผมก็ดูอยู่ห่างๆ เว้นระยะ ปรากฏว่ามันว่ายเข้ามาหาผมเรื่อยๆ จนผมต้องว่ายหนี ขนาดหนี มันก็ยังจะเข้ามา (หัวเราะ) ว่ายคู่กันอยู่อย่างนั้นเป็นสิบนาที สักพักมันก็แซงผมไป แล้วม้วนตัวมาหงายท้องอยู่ใต้ตัวผม อื้อหือ ใกล้จนแทบลืมหายใจ 

เป็นทริปที่อิ่มมาก เดี๋ยวจะรีบลงคลิปในยูทูบแชนแนลให้ดูกันนะครับ ในวิดีโอถ้าฟังดีๆ จะได้ยินเสียงผมร้องว่า ‘ไอ้เชี่ย’ อู้อี้ๆ อยู่ใต้น้ำด้วย (หัวเราะ)

นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน
นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน

ไปไงมาไงถึงได้มาทำยูทูบของตัวเอง

ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดทำเลยนะ เพราะผมรู้สึกว่าเวลาท่องเที่ยวคือเวลาพักผ่อน แล้วผมก็เป็นคนที่ทำตัวไม่ถูกเวลามีกล้อง ให้พูดกับกล้องคนเดียว รู้สึก Awkward ขนาดเล่นละคร เวลาเปิดทีวีเห็นตัวเองเล่นผมยังเขินเลย เวลาดูละครตัวเองผมเลยดูคนเดียว (หัวเราะ) ดังนั้นถ้าจะให้มา Vlog เดินพูดกับกล้องนี่ไม่น่ารอด อีกอย่างคือไม่อยากต้องมาพะวงเวลาไปเที่ยวว่าต้องเก็บฟุตเทจมุมนั้น มุมนี้ เสียอรรถรสในการเดินทาง อย่างงี้มันก็ไม่ต่างกับการไปถ่ายรายการนี่หว่า

ผ่านไปหลายปี ผมก็เดินทางอยู่เสมอเวลาว่างจากการทำงาน จนได้ไปเจอพี่วิลลี่ (วิลลี่ แมคอินทอช) เขาบอกว่า “เฮ้ย นิว เวลาไปเที่ยว ถ่ายรูปเก็บไว้ด้วยนะ” ผมบอก ไม่ครับพี่ ผมไม่ถ่าย มันเสียบรรยากาศ พี่วิลลี่บอก “พี่ก็เคยคิดแบบนี้ จนกระทั่งมีลูกแล้วอยากให้ลูกเห็นที่ไปเจอมา อย่าคิดว่าถ่ายเพื่อทำเงินสิ แต่ถ่ายเพื่อความทรงจำ เก็บไว้ดูตอนแก่ๆ ดีแค่ไหนเกิดมาในยุคที่ไม่ต้องมาเก็บเทปเบต้าแบบสมัยพี่ ถ่ายแล้วก็ยิงขึ้นคลาวด์ พี่เนี่ยไปมาทั่วโลก ดำน้ำกลาปากอส เข้าป่าสมบุกสมบัน ตอนนี้แม่งพังหมดแล้ว เทปยืด ฝนตกแดดออกก็ถ่ายๆ ไว้เถอะ” 

ก็จริงว่ะ มันคือธรรมชาตินี่เนอะ ไม่มีทางที่จะเห็นทุกอย่างสมบูรณ์แบบได้ตลอดเวลา เราถ่ายสไตล์เรา ไม่ต้องเซ็ต ไม่ต้องหามุม เอาแบบลูกทุ่งๆ เพราะนี่คือเสน่ห์ของการเดินทาง มันต้องมีทั้งวันที่ฟ้าใสและพายุเข้าอยู่แล้ว จากวันนั้นก็เลยเริ่มถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอเก็บไว้

นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน

เห็นคลิปของคุณในยูทูบ ตอนนี้คุณคุยกับกล้องได้ ไม่เขินแล้วใช่ไหม

ทำมาเรื่อยๆ ก็เริ่มเขินน้อยลงแล้วครับ เหมือนเวลาเปิดกองแล้วเล่นละครฉากแรกๆ ที่ยังไม่เข้าที่เข้าทาง พอเล่นไปเรื่อยๆ ก็ดีขึ้น

ล่าสุดผมเพิ่งอัปโหลดคลิปจอร์เจีย มีน้องๆ มาคอมเมนต์ “พี่นิว ทำไมไม่ถ่ายตอนทำอาหารไว้บ้าง” พี่หิว! ไม่มีเวลามาตั้งกล้องแล้ว เดินมาทั้งวัน จะกินตอนนี้ มาตั้งกล้อง ปั้นช็อตฮิปๆ บรรยายวัตถุดิบไม่ได้แล้ว ขอโทษที่ไม่ได้ถ่าย คือหิวโว้ย (หัวเราะ) ถ้าดูคลิปผมแล้วเจอภาพกระโดดไม่ต่อเนื่อง หรือภาพบางมุมหายไป ขอให้เข้าใจว่าทางเราเหนื่อยจนยกกล้องไม่ไหว หรือให้ตื่นนอนมาตั้งกล้อง แล้วแกล้งหลับหน้ากล้องนี่ผมทำไม่ได้จริงๆ ตื่นคือตื่น (หัวเราะ) 

พอทำไปเรื่อยๆ สกิลล์ก็เพิ่มขึ้น หลังถ่ายง่อยๆ แบบตามใจฉันมาสักพัก ผมก็เริ่มเรียนรู้วิธีถ่ายแบบมีชั้นเชิงขึ้นมาบ้าง มีช่องของชาวต่างชาติที่ผมชอบมานานแล้วอย่าง Beautiful Destinations หรือ Sam Kolder นี่ก็ชอบนะ เขาปั้นช็อตโคตรเก่ง แต่ประเด็นคือผมเป็นคนความอดทนต่ำไง คือบางภาพนี่ดูแล้วรู้เลยว่าต้องถ่ายหลายครั้งแน่ๆ มันไม่มีทางจะออกมาเป็นอย่างนั้นได้ในช็อตเดียว ผมอยากให้วิดีโอมันเจ๋งขึ้น อยากมีอะไรเท่ๆ เก็บไว้ดู เลยพยายามเพิ่มช็อตอะไรแบบนั้นเข้าไป แต่ก็ไม่ฝืนตัวเองนะ ไม่จำเป็นต้องสวยที่สุด แต่ให้ความสุข รื้อฟื้นบรรยากาศสนุกๆ ในแต่ละทริปให้เราคิดถึงขึ้นมาได้ก็พอแล้ว

นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน

เห็นคุณรีวิวอาหารด้วย ไม่รู้มาก่อนว่าคุณเป็นสายกิน

จริงๆ มันเริ่มจากการเดินทาง สำหรับผมการกินและการเดินทางเป็นเรื่องเดียวกัน อาหารคือวัฒนธรรมที่เราไปสัมผัสได้ในส่วนที่แตกต่างกันของโลก อย่างเมืองไทย เหนือ กลาง อีสาน ใต้ อาหารไม่เหมือนกันเลยสักภาค แถมยังมีเสน่ห์เฉพาะตัว ข้าวซอยแพร่กับข้าวซอยเชียงใหม่ยังรสชาติไม่เหมือนกันเลย อร่อยคนละแบบ

เวลาไปต่างประเทศ ผมไม่กินอาหารไทยเลย ผมจะกินแต่อาหารท้องถิ่นเท่านั้น จะสตรีทฟู้ดหรือมิชลินสตาร์ได้หมด วัตถุดิบที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ของโลก ทำให้อาหารที่ปรุงในพื้นที่นั้นๆ อร่อยที่สุดอยู่แล้ว เขาปรุงมาเป็นร้อยเป็นพันปี จนกลายเป็นรากเหง้าวัฒนธรรม 

เราเดินทางไปตั้งไกล จะไปกินอาหารไทยที่ทำจากวัตถุดิบอิมพอร์ตทำไมกัน ยิ่งถ้าได้กินอาหารท้องถิ่นที่เรารู้ที่มาที่ไปด้วยจะยิ่งฟิน ผักต้นนี้มาจากชุมชนนี้ เครื่องปรุงชนิดนี้ทำด้วยภูมิปัญญานี้ อาหารบางจานมีให้กินแค่ฤดูกาลนี้เท่านั้น คนสมัยก่อนเลยแข็งแรง ไม่มีโรคแทรกซ้อน เพราะเขากินอาหารสดใหม่ตามฤดู แต่ทุกวันนี้เราดัดแปลงพันธุกรรมพืช (GMO) 

นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน

บางทีไปกินอาหารภัตตาคาร โอ้โห หอยนางรมจากยุโรป คิดง่ายๆ ว่า ถ้ามันเดินทางจากยุโรปมาไทย มันไม่ได้อยู่ในทะเล บ้านของมันมากี่วันแล้ว ที่มันยังมีชีวิตอยู่ได้ แสดงว่าเขาต้องใส่อะไรบางอย่างเข้าไป เนี่ย สารเคมีทั้งนั้น ผมเลยไม่ค่อยกินอะไรที่อิมพอร์ตหรือนอกฤดูกาล มันแต่งเติมเยอะ เน้นกินของสดที่ปรุงแต่งน้อยที่สุดดีกว่า

ผมเป็นสายกินมานานแล้ว แต่คนไม่ค่อยรู้ เพราะผมขี้เกียจถ่ายรูป เลยแทบจะไม่เคยลงรูปอาหาร อาหารมาเสิร์ฟร้อนๆ ถ้าต้องมาเซ็ตมุมถ่ายรูป ก้มๆ เงยๆ ถ่ายเสร็จพอจะได้กิน อ้าว เย็นแล้ว ไม่อร่อยแล้วน่ะสิ จะกินก็ต้องกินตอนที่มันอร่อยที่สุด 

จริงๆ ทุกวันนี้ มื้อปกติผมกินคลีนนะ บางมื้อก็เป็นมังสวิรัติหรือวีแกนไปเลย ถ้ากินแค่ให้อิ่ม ผมจะเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ไม่ต้องอร่อยก็ได้ แต่มื้อพิเศษต้องอร่อย ผมเก็บท้องและแคลลอรี่ไว้กินของอร่อย จะถูกจะแพงกินได้หมด แต่ต้องอร่อยและทำให้เรามีความสุขได้ 

โอ้โห คุณกินวีแกนด้วยเหรอเนี่ย

ออกตัวก่อนว่าทุกวันนี้ผมยังกินเนื้อสัตว์อยู่นะครับ ยังมีกิเลสอยู่ ยังตัดไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ 

ตอนเด็กๆ ผมเป็นคนไม่กินผักเลย เพิ่งมาเริ่มกินได้ตอนอายุยี่สิบห้า คือเกลียดผักมาก กินได้อย่างเดียวคือกุยช่าย (หัวเราะ) ตอนนั้นแฟนเก่าบังคับให้กิน ประกอบกับเราเรียนสายสุขภาพมา แม้จะเกลียดแต่มันดี ก็ต้องพยายามกิน พอฝืนกินไปเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่งกลายเป็นว่าเราเอ็นจอยกับการกินผักเฉยเลย ให้กินเปล่าๆ ยังได้ เมื่อเช้าก่อนมาสัมภาษณ์ผมก็เพิ่งกินน้ำผักปั่นมาเป็นถ้วยเลย กินด้วยความรู้สึกดีกับตัวเอง

ผมตั้งปณิธานไม่กินเนื้อวัวทุกวันพฤหัสบดีมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว แรกๆ นะ เชี่ยเอ้ย เพื่อนชวนไปกินชาบูวันพฤหัสบดีตลอด หรือบางทีไปบ้านเพื่อน แม่คนนี้ทำสเต๊กอร่อยมาก (ลากเสียง) แต่เราตั้งปณิธานไว้แล้ว ไม่กิน มันคือบททดสอบ หลายครั้งเข้าแม่เพื่อนถึงกับถามว่า “สเต๊กแม่ไม่อร่อยหรอ นิวไม่กินเลย” ผมก็แบบ อ๋อ เปล่าครับ ผมไม่กินเนื้อวันพฤหัสบดี คราวหน้านัดกันวันอื่นนะครับ (หัวเราะ)

ผมไม่ได้ฝืนใจตัวเองเลยนะ เราทำทุกอย่างด้วยความรู้สึกดีกับตัวเอง จนทุกวันนี้ผ่านมาสิบกว่าปี ผมก็ยังทำตามปณิธานข้อนี้อยู่ แล้วยิ่งเราโตขึ้น ได้ศึกษาเรื่องวีแกนหรือการไม่บริโภคผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ ทำให้รู้ว่ามีงานวิจัยใหม่ๆ ออกมาที่ยืนยันว่ามันดีกว่าจริงๆ 

นิว ชัยพล จูเลี่ยน พูพาร์ต จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน

คุณศึกษาเรื่องวีแกน อ่านพวกงานวิจัยทางสุขภาพจากที่ไหนบ้าง

ง่ายสุดเลยคือดูสารคดี แนะนำเลยครับ Game Changer ใน Netflix อีกเรื่องคือ Folks Over Khives ส้อมใช้จิ้มผัก มีดใช้เฉือนเนื้อ ทั้งสองเรื่องเล่าวงการอาหารเกี่ยวกับอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ซึ่งหลายคนอาจจะไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเป็นต้นเหตุอันดับหนึ่งของโลกร้อน พอได้รับรู้ข้อมูลอะไรแบบนี้มากขึ้น มันชัดเจนอยู่แล้วว่าการกินผักดีต่อตัวเราและดีต่อโลก ดีขนาดนี้แล้วทำไมไม่ทำวะ เข้าใจว่าทุกคนมีกิเลส ผมก็ยังมีครับ เนื้อมันอร่อยจะตาย ใครจะไปตัดใจได้ง่ายๆ ใช่ไหม 

ทีนี้นอกจากวันพฤหัสบดีที่ปกติไม่กินเนื้อวัวอยู่แล้ว ผมก็เพิ่มวันอังคารซึ่งเป็นวันเกิดมาอีกวันที่จะไม่กินเนื้อสัตว์ อันนี้เริ่มจากการไป Everest Base Camp ผมขอไว้ว่าเทรกกิ้งครั้งนี้สำเร็จลุล่วง กลับมาได้อย่างปลอดภัย ผมจะไม่กินเนื้อสัตว์ทุกวันอังคารหนึ่งปี ปรากฏว่าพอผ่านไปหนึ่งปี การไม่กินเนื้อสัตว์มันก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรนี่หว่า เลยทำมาจนถึงทุกวันนี้เช่นกัน

เอาจริงๆ ไม่เฉพาะวันอังคารและวันพฤหัสบดี ทุกวันนี้ในวันปกติ ถ้าไม่ได้ออกไปร้านอาหารหรือวันที่อยากกินอะไรเป็นพิเศษ ผมไม่ได้กินเนื้อสัตว์เลย เรากินเต้าหู้ Chickpea แทนเนื้อสัตว์ก็ได้โปรตีนเหมือนกัน แต่จะมีเนื้อสัตว์ที่ต้องกินแน่ๆ คือพวกปลาทะเลน้ำลึก ที่มีไขมันดีและสารอาหารบางอย่างซึ่งอาหาร Plant Based Diet ไม่มี อย่างแซลมอนผมก็กินอาทิตย์ละสองมื้อ ทำแบบนี้แล้วรู้สึกดีนะ ตัวเบาสบาย รู้สึกมีพลัง ไม่ได้เบียดเบียนใคร

จากที่ฟัง คุณดูเข้าใจพุทธศาสนา ลูกเสี้ยวอย่างคุณอินกับเรื่องศาสนาแค่ไหน

ผมเคารพทุกศาสนาในโลก อย่างพุทธศาสนา ตั้งแต่ได้เรียนการแสดงกับหม่อมน้อย ผมได้หัดนั่งสมาธิทำให้ใช้ชีวิตด้วยสติ ได้พิสูจน์ด้วยตัวเองว่ามันทำให้ชีวิตผมดีขึ้นจริงๆ ทั้งชีวิตส่วนตัวและการแสดง เวลาออกเดินทาง ไปสถานที่ทางศาสนาไหนๆ ไม่ว่าจะคริสต์ ฮินดู อิสลาม หรืออะไรก็ตาม ผมให้ความเคารพหมด คนพื้นเมืองทำความเคารพยังไงผมก็ทำตามแบบเขานั่นแหละ ไม่เขินอายเลยนะเวลาทำอะไรแบบนี้ ทำแล้วอิ่มเอม สบายใจ 

ทุกวันอาทิตย์ต้นเดือน ผมจะไปปฏิบัติธรรมที่วัดแห่งหนึ่งที่ฉะเชิงเทรา ถ้าว่างก็ไปตลอดมาหลายปีแล้ว พระอาจารย์ก็ชวนว่า “โยมนิวลองมาปฏิบัติธรรมยาวๆ ห้าวัน เจ็ดบ้างสิ” ผมก็คิดนะว่า วันเดียวน่าจะเหมาะกับผมที่สุดแล้ว (หัวเราะ) แถมปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์เป็นแบบปิดวาจาด้วย โห เราจะทำได้ยังไง ไม่มีทาง สวดมนต์ เดินจงกรม นั่งสมาธิ ทำวนอยู่อย่างนั้น ผมบ้าตายแน่ๆ

จนเมื่อสองปีที่แล้ว ผมเลิกกับแฟน ปกติช่วงหยุดสงกรานต์หรือปีใหม่ผมไม่เคยอยู่ไทย ไปต่างประเทศตลอด ปีนั้นไม่มีที่ไป งั้นไปวัดละกัน ให้วัดเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ จะได้ไม่ฟุ้งซ่าน เจ็ดวันปิดวาจา สองวันแรกทรมานมากครับ เวลากินข้าวก็ต้องนั่งกินคนเดียวทีละคำ เพื่อให้อยู่กับปัจจุบัน ผ่านสองวันแรกมาได้ วันต่อๆ มาสบายมาก รู้สึกตัวลอยและปีติอย่างบอกไม่ถูก ไม่ได้เว่อร์นะ รู้สึกแบบนั้นจริงๆ (ยิ้ม)

จริงๆ เรื่องการเดินทางก็เกี่ยวกับพุทธศาสนานะ…

นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน

การเดินทางเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนายังไง

เวลาไปเทรกกิ้ง อย่างเนปาลเนี่ย เดินขึ้นยอดเขาทีสองสามอาทิตย์ มันเหมือนเราได้ทำสมาธิ เพราะเราไปกับกลุ่มเพื่อน อยู่ด้วยกันยี่สิบสี่ชั่วโมง มันไม่มีอะไรจะคุยกันนักหนา แล้วแต่ละคนก็เดิน Pace ไม่เท่ากัน บางคนเดินเร็ว บางคนเดินช้า ก็เดิมตามเส้นทางไป ไม่ได้เกาะกลุ่มกันตลอดเวลา เราก็ได้อยู่กับตัวเอง เหมือนเดินจงกรมที่มีวิวเป็นภูเขาอลังการ ระหว่างเดินนอกจากได้อยู่กับลมหายใจตัวเองแล้ว เรายังได้เห็นสภาพภูมิประเทศ สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ 

เนปาลเป็นประเทศที่มีความศรัทธาสูงมาก ตอนนั้นผมไปหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวด้วย ขนาดวัด บ้านเรือน พังไปหมด คนที่นั่นเขายังเข้าไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ยังยิ้มแย้มให้เรา เหมือนพอคนหลายๆ คนศรัทธา มันกลายเป็นมวลรวมที่พากันขึ้นไปเป็นพลังงานบางอย่างที่มีจริงๆ มองไม่เห็น แต่เรารับรู้ได้ 

ออกจากเมืองมาเทรกกิ้ง ก็รู้สึกเหมือนภูเขาและธรรมชาติรอบตัวมีชีวิต มีภูเขาลูกหนึ่งคือ Machhapuchhare หรือภูเขาหางปลา เขาลูกนี้เขาไม่ให้คนปีนขึ้นยอด เพราะถือว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ ขาลงกลับเข้าเมือง ผมนั่งมองภูเขาลูกนี้เฉยๆ แล้วน้ำตาไหล ไม่น่าเชื่อเนอะ (ยิ้ม) 

นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ย้อนวัยกลับไปสมัยปี 2000 ต้น ๆ สิ่งที่การันตีระดับความฮอตของไอดอลวัยรุ่นยุคนั้นคงเป็นกระทู้ตามหาวาร์ปบนเว็บบอร์ด Dek-D.com 

‘ใครรู้จักคนนี้บ้าง’ 

‘พี่คนนี้อยู่โรงเรียนไหน’

‘คนนี้ชื่ออะไร ทำไมน่ารักจัง’

คำถามเหล่านี้มักขึ้นจั่วหัวกระทู้ ข้างในแนบรูปถ่ายคนน่ารักความละเอียดต่ำที่เซฟต่อ ๆ กันมาหลายต่อหลายครั้ง บลูทูธส่งต่อกันหลายต่อหลายเครื่อง เหตุเนื่องมาจากความปังของเน็ตไอดอลคนนั้น

กระทู้หนึ่งในปี 2012 ก็เช่นกัน วันนั้นมีคนโพสต์ตามหาเด็กหนุ่มมือกีตาร์ของวงดนตรีโรงเรียนมัธยม ยิ้มสดใสเผยให้เห็นเหล็กดัดฟัน คอมเมนต์ของชาวเน็ตบอกว่าเขาคือ ‘พี่ลี’ ม.6 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต ที่ฮอตที่สุดคนหนึ่งในขณะนี้ ตอนนั้นหลาย ๆ คนคงรู้จักลีในแบบนั้น

หลายปีต่อมาเขาปรากฏตัวอีกครั้งอย่างเป็นทางการบนเวที Finding U-Princes Project ที่กำลังเฟ้นหานักแสดงหนุ่มหน้าใหม่มารับบทพระเอกในซีรีส์ชุด U-Prince Series เขาชนะการประกวดครั้งนั้น และเป็นที่รู้จักจากบทบาท ‘เซอร์เวย์’ ตอนนี้เราสามารถเรียกชื่อ ลี-ฐานัฐพ์ โล่ห์คุณสมบัติ ว่าเป็นนักแสดงได้เต็มปากแล้ว

ลีแคสต์งานครั้งแรกตอนอายุ 14 ปี แต่เพิ่งได้เป็นนักแสดงจริง ๆ ตอนอายุ 23 ตอนนั้นเขาเพิ่งเข้าใจความรู้สึกเวลานั่งหน้ากล้อง ไมค์จ่อสัมภาษณ์เป็นครั้งแรก ว่ามันกดดันขนาดไหน

ต่างจากวันนั้น

ลีในวันนี้เอ่ยทักทายเราสบาย ๆ ก่อนเผยว่าความจริงแล้วเขามักจะเขินกล้อง ถ้าเจอกันตอนเข้าวงการใหม่ ๆ เราคงได้คุยกับลีเวอร์ชันสุภาพที่พูดเร็วจนลิ้นพันกันเพราะประหม่าเกินเหตุ

โล่งใจที่ลีคนตรงหน้าเราดูผ่อนคลาย เป็นกันเอง เป็นตัวเอง และเปิดประตูเชื้อเชิญให้เราไปเยือนโลกของเขา 

ขวบปีที่ 29 ของ ลี ฐานัฐพ์ ผู้เคยฝันอยากเป็นร็อกสตาร์แต่ดันมาแจ้งเกิดเป็นพระเอกซีรีส์

ถ้า ‘ลี’ ตรงหน้าเราวันนี้เป็น ‘ลี’ เมื่อหลายปีก่อน

ช่วงแรกที่เข้าวงการแทบจะพูดว่าขอรับ แทบจะเรียกตัวเองว่ากระผม เพราะตื่นเต้นมาก ไม่รู้ว่าคนที่มาสัมภาษณ์เขาจะรักหรือเห็นด้วยกับสิ่งที่เราพูดไหม ตอนนั้นเป็นคนพูดจาไม่ค่อยรู้เรื่องด้วย เลยกลัวว่าถ้าพูดบางอย่างออกไปแล้วคนเข้าใจความหมายผิด มันก็ไม่ดีกับใครเลย เรามีกำแพงกับการให้สัมภาษณ์ค่อนข้างเยอะ แต่หลัง ๆ เริ่มรู้ว่าเป็นตัวของตัวเองดีที่สุด ถ้าคนจะรักเราก็ต้องรักที่เราปากหมา เพราะเราคือเรา

คุณกลัวกล้อง แล้วมาเป็นนักแสดงได้ยังไง

ผมเริ่มแคสต์งานมาตั้งแต่อายุ 14 จนที่บ้านด่าว่าจะให้ไปเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว เพราะเปลืองค่าน้ำมัน แต่ก็เพิ่งมาได้งานแรกตอนอายุ 23 ถึงผมจะแคสต์งานตั้งแต่เด็ก แต่ผมไม่เคยอยากเป็นนักแสดงเลย ตอนนั้นผมแค่สนใจแค่จำนวนเงินที่จะได้ โฆษณาบางตัวได้ 5 หมื่น ผมเลยอยากไปเล่น เราหวังแค่นี้

ตอนนั้นเหมือนผมโดนหลอกให้ไปประกวด ตอนแรกนึกว่าแค่ไปแคสต์งานเฉย ๆ แต่พอมาถึงที่กลับเป็นงานประกวดใหญ่เชียว พอชนะเลิศ เลยไม่อยากทิ้งโอกาส ได้โอกาสแล้วเราต้องคว้าหมด แม้เราเองก็ไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วผลจะออกหัวหรือก้อย จะไปได้ไกลขนาดไหน จนถึงวันนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองจะไปได้ไกลขนาดไหน (หัวเราะ) 

คิดว่าอะไรทำให้คุณชนะการประกวดในวันนั้น

ตอนนั้นผมเป็นนักดนตรีกลางคืนไปด้วย เลยได้เรียนรู้วิชาปากหมามาบ้าง เลยคิดว่าเราก็เป็นตัวของเราเองให้มากสุด ๆ ไปเลยแล้วกัน เขาคงไม่ได้ชอบหรอก ตอนนั้นผมก็กวนตีนยับเลย กลายเป็นว่ามันทำให้เขาชอบ ผมคิดเอาเองนะว่าเราคงชนะการประกวดเพราะสิ่งนี้

ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่าความเป็นตัวของตัวเองจะเปล่งประกายออกมาแล้วทำให้ตัวเรามีเสน่ห์ ไม่ต้องหล่อมากหรือสวยมากก็ได้ แค่มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ได้ลอกเลียนแบบใคร มีความยูนีก อย่างน้าค่อม ที่เขาเป็นตำนานก็เพราะคำด่าของเขา ตัวตนของเขา

แต่การเป็นตัวเองเต็มที่ต้องมีลิมิตนะ ตัวผมเองเป็นคนพูดหยาบ แต่เราจะพูดแบบนี้กับทุกคนไม่ได้ ต้องรู้ระดับการสื่อสารด้วย นี่เป็นเรื่องที่ผมค่อย ๆ ได้เรียนรู้หลังจากที่ได้เจอคน ได้เข้ามาทำงานในวงการบันเทิง

ความรู้สึกตอนชนะการประกวดเป็นยังไง

ดีใจและช็อก เพราะไม่คิดว่าตัวเองจะได้ บอกที่บ้านไว้ด้วยว่าไม่ต้องมาเชียร์ ไม่ต้องส่งกำลังใจมา ไม่ต้องทำอะไรเลยสักอย่าง จริง ๆ อยากหยิบโทรศัพท์โทรหาพ่อแม่ตั้งแต่อยู่บนเวทีแล้ว แต่พอได้ปุ๊บเราโทรไปบอกเขาคนแรก เขาก็ดีใจมากที่ผมได้โอกาสตรงนี้

ทำไมไม่ให้ที่บ้านไปเชียร์ 

มันเขินน่ะ เราไม่ค่อยกล้ากอดพ่อแม่ ไม่ค่อยกล้าบอกรักพ่อแม่ ไม่กล้าแสดงความสามารถให้พ่อ แม่ เห็นทุกวันนี้เวลาทำงานก็จะบอกพ่อแม่ว่าไม่ต้องดู พ่อไม่ดูอยู่แล้ว แต่แม่ดู เรื่องแรก ๆ ที่ผมเล่นมีซีนขโมยเงินแม่ ผมเองก็นั่งดูอยู่กับแม่ แต่พยายามนั่งเล่นโทรศัพท์ไปเพราะไม่กล้าดูงานตัวเอง พอในเรื่องขโมยเงินแม่เสร็จปุ๊บ หันไปอีกทีเห็นแม่น้ำตาคลอเบ้า คือความรู้สึกของแม่เขาไม่ได้คิดว่าตัวละครนั้นขโมยเงิน แต่รู้สึกว่าเราไปขโมยเงิน 

การเป็นพระเอกซีรีส์ครั้งแรกเป็นยังไงบ้าง 

ตอนแรกไม่ได้ชอบวิถีชีวิตการเป็นนักแสดงสักเท่าไหร่ บางวันโดนผู้กำกับดุ บางวันเหนื่อยมาก ไม่ได้พักเลย บางวันในกองถ่ายเขาก็คอยเชียร์อัพเรา คอยคอมเมนต์ บางวันก็มีเหวี่ยงกันบ้าง มีทั้งเรื่องดีและไม่ดี ขึ้นอยู่กับการปรับตัว 

หลาย ๆ อย่างผลักดันให้ผมต้องเล่นเรื่องที่สอง รู้สึกอยากเอาคอมเมนต์ที่คนพูดกันมาต่อยอด เวลานั่งดูงานตัวเองแล้วเห็นว่าซีนนี้เล่นโคตรแข็งเลย เล่นแย่มาก คำพูดคำจาไม่สื่อความหมายก็อยากเอามาปรับใช้ในเรื่องต่อไป เราชอบการพัฒนา พอเห็นผลงานตัวเองแล้ว เราว่ามันพัฒนาให้ดีขึ้นได้ อีกอย่างคือผมชอบเสพงานศิลปะและให้คุณค่ากับงานศิลปะทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นดนตรี ถ่ายรูป หรือการแสดง

ขวบปีที่ 29 ของ ลี ฐานัฐพ์ ผู้เคยฝันอยากเป็นร็อกสตาร์แต่ดันมาแจ้งเกิดเป็นพระเอกซีรีส์
ขวบปีที่ 29 ของ ลี ฐานัฐพ์ ผู้เคยฝันอยากเป็นร็อกสตาร์แต่ดันมาแจ้งเกิดเป็นพระเอกซีรีส์

พอเป็นนักแสดงเต็มตัวแล้วชีวิตเปลี่ยนไหม

ชีวิตก็เปลี่ยน แต่ไม่ได้เปลี่ยนขนาดนั้น เพราะสุดท้ายแล้วลีก็คือลี เรามีสถานะหน้าที่การงานเป็นนักแสดง แต่เราก็ยังมีสถานะเป็นลูก เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้องของทุกคนเหมือนเดิม แค่วางตัวยากขึ้นเพราะเราไปยืนอยู่ในพื้นที่เปิด จะไปไหน ทำอะไรมักจะมีคนมาทักทาย มีคนเข้ามาถ่ายรูป แต่ถึงจะเปลี่ยนไปแต่เรารู้สึกดีทุกครั้ง เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่าทุกคนเขาได้เห็นสิ่งที่เราทำไป

สิ่งที่คุณยังไม่ได้ทำในฐานะนักแสดงคืออะไร

งานพิธีกร เป็นสิ่งที่ผมอยากลองทำจริง ๆ คงจะตื่นเต้นทุกครั้ง อาจจะเฟลบ้างที่ครั้งแรกออกมาไม่ดี จนถึงครั้งที่ 5 ก็ไม่เป็นไร ต้องพยายาม

ส่วนงานในกองถ่าย ตอนนี้เวลาไปกองถ่ายผมพยายามสังเกตวิธีการกำกับ มองภาพที่ผู้กำกับมอง สังเกตวิธีการทำงานของเขา พยายามไปดูหน้ามอนิเตอร์แล้วก็มานั่งคิดว่า เรากับเขาเห็นสิ่งเดียวกันไหมหรือเราเห็นอะไรที่แตกต่างจากเขาบ้าง

เรื่องที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณคือ

คนมักจะคิดว่าผมหน้าหม้อ ผมไม่ได้หน้าหม้อ แค่ปากหมา ผมแค่เป็นคนชอบแกล้ง ไม่ได้แกล้งแบบบุลลี่หรือรุนแรง แต่แกล้งเล็ก ๆ น้อย ๆ มันทำให้คนได้ยิ้มได้

เรื่องไหนที่คุณอยากเล่าแต่ยังไม่เคยมีคนถาม

ผมว่าคนไม่ค่อยรู้ว่าลึก ๆ แล้วผมเป็นคนยังไง คนอาจคิดว่าการเป็นนักแสดงต้องถือตัว ส่วนผมไม่เคยถือตัวเลย ผมเป็นชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ได้เข้าถึงยากขนาดนั้น ถ้าเข้าถึงยาก คงเป็นเพราะผมไม่ให้เข้าเองมากกว่า แต่ถ้าเปิดใจที่จะคุยแล้วก็คุยกับผมได้ปกติ เหมือนที่เรากำลังคุยกันตอนนี้ ผมก็เปิดให้เข้ามา ไม่ได้รู้สึกว่าต้องปิด

รู้มาว่าคุณหวงแหนพื้นที่ส่วนตัวมาก ทำชีวิตให้สมดุลได้อย่างไร

ถ้าทุกคนได้ค้นเข้าไปในลิ้นชักของตัวเองแล้วจะพบว่ามีหลายโหมด ทั้งโหมดทำงาน โหมดอยู่กับตัวเอง อยู่กับครอบครัว โหมดความเป็นเด็ก โหมดงอแง โหมดด่าคนก็มี แค่เราไม่ได้เอาออกมาใช้ ผมว่ามันต้องแยกออกจากกันแล้วบาลานซ์ให้ได้ พอไปทำงานก็จะอยู่ในโหมดแฮปปี้ ซึ่งไม่ใช่การแกล้งทำ แต่คือโหมดหนึ่งที่เราเลือกเอาออกมาใช้

พื้นที่ส่วนตัวเราหายไปอยู่แล้ว เวลาอยู่ในที่สาธารณะ เราต้องลืมเรื่องความเป็นส่วนตัวไปเลย จะคิดว่าเป็นการล่วงล้ำพื้นที่ส่วนตัวก็ไม่ได้ เพราะเราเป็นคนเปิดให้ทุกคนเข้ามาตั้งแต่แรก คนที่เข้ามาเขาก็ไม่ได้เข้ามาดูผมเข้าห้องน้ำหรอก ผมว่าทุกครั้งที่มีคนเข้ามาคุยหรือขอถ่ายรูป เราทำให้เขาได้ความสุขเล็ก ๆ กลับไป ซึ่งความสุขเล็ก ๆ ตรงนั้นไปต่อยอดให้คนอื่นเขามีความสุขที่ยิ่งใหญ่ได้ และผมก็รู้สึกแฮปปี้ที่เขามีความสุขกับสิ่งนั้น

สิ่งเหล่านั้นเติมเต็มพื้นที่ส่วนตัวของเราด้วยนะ เรารู้สึกมีแรงใจในการทำสิ่งต่าง ๆ เราเอาความสุขที่เราได้จากตรงนั้น มาฟูมฟักในพื้นที่ส่วนตัวที่เราหวงแหน แล้วสร้างความสุขออกไปข้างนอกได้ 

ความรู้สึกของการมีแฟนคลับครั้งแรกเป็นยังไง

เกร็งมาก วันนั้นไปเดินห้างห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ผมเห็นคนถือกล้องเดินตามมาถ่ายรูปแล้วยิ้มแย้ม ด้วยความกลัวกล้อง กลัวคนมอง ไม่ชอบอยู่ในจุดที่มีแสงส่องลงมา ผมเลยเดินก้มหน้าก้มตา แต่รู้สึกได้นะว่ามีกำลังใจบางอย่างส่งมา 

ผมไม่มีวันลืมเลยว่าครั้งหนึ่งผมเคยถามตัวเองว่า กูคุยกับเขาได้ไหมวะ กูถามว่าเขากินข้าวหรือยังได้เปล่าวะ ถามว่าเขาเหนื่อย เขาเมื่อยได้หรือเปล่า ตอนแรก ๆ วางตัวไม่เป็น แต่สุดท้ายแล้วเราคุยกับเขาได้ปกติ

ขวบปีที่ 29 ของ ลี ฐานัฐพ์ ผู้เคยฝันอยากเป็นร็อกสตาร์แต่ดันมาแจ้งเกิดเป็นพระเอกซีรีส์

คำถามแปลก ๆ ที่คุณเคยเจอจากแฟนคลับคือ

แปลกและเซอร์ไพรส์ที่สุดในตอนนี้คือ ‘หวยงวดนี้ออกอะไร’ ไม่รู้ว่าเขาเห็นผมเป็นศาลตา-ยายหรือเป็นต้นไทรเก่าแก่หรือเปล่า แต่ก่อนหน้านี้ผมเคยพูดเล่น ๆ แล้วดันถูกจริง หรือบางทีเราไปทำอะไรที่เป็นการใบ้ให้เขาไปตีตัวเลข อย่างโพสต์รูปรถตัวเองแล้วติดป้ายทะเบียน เขาก็ไปซื้อตามแล้วถูก บางคนฝันถึงแล้วเขาไปเสิร์ชดูประวัติ ส่วนสูงของเราก็เอาเลขไปแทงหวยแล้วถูกเฉยเลย 

แล้วเรื่องดี ๆ ของการมีแฟนคลับล่ะ

มีงานวันเกิดของผมปีหนึ่ง ตอนนั้นแฟนคลับเขามารวมตัวกัน แล้วนั่งอย่างเป็นระเบียบเหมือนนั่งในห้องเรียน วันนั้นเขาทำพรีเซนเทชันเพื่อเป็นของขวัญวันเกิดให้ผม ผมไม่ค่อยร้องไห้เลยนะ แต่วันนั้นผมร้องเลย แต่ก่อนผมเป็นคนตายด้านนิดหนึ่ง แล้วผมก็ค่อย ๆ เป็นตัวเองกับแฟนคลับขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มปากหมา เริ่มจิกกัดกันได้ จนเขาเองก็ชอบสิ่งเหล่านั้น ผมก็ไม่รู้ว่าเขาชอบขนาดไหน เขารักเราขนาดไหนจนกระทั่งถึงวันเกิดวันนั้น ผมแค่รู้สึกว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เราคาดคิด มันคือความรู้สึกดีใจ ดีใจจนร้องไห้ รับรู้ว่าคนเหล่านี้เขารักเรามากจริง ๆ แล้วเราจะทำร้ายจิตใจหรือว่าทอดทิ้งเขาไม่ได้

แต่ก่อนไม่ได้เซนซิทีฟเท่าตอนนี้เหรอ

แต่ก่อนเวลาคนมาบอกแฮปปี้เบิร์ธเดย์หรือแฮปปี้นิวเยียร์ก็จะตอบว่าขอบคุณครับแค่นั้น เพราะไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งนี้เติมเต็มเรา ผมเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก แต่ตอนนี้เวลาแฟนคลับเข้ามาอวยพร เป็นพัน ๆ คอมเมนต์เราก็นั่งอ่าน เพราะมันเติมเต็ม แล้วทำให้เรารู้สึกมีแพสชันในการทำงานมากขึ้น

บางทีการทำงานไปเรื่อย ๆ มันจะมีช่วงที่เราหมดแพสชันเหมือนกันนะ เพราะชีวิตวนลูป วันนี้ตื่นตี 4 ถ่ายเสร็จ 4 ทุ่ม กลับบ้านต้องอ่านบทแล้วนอน พรุ่งนี้ตื่นตี 4 อีกรอบ มันเลยเข้าสู่โหมดวนลูป ผมว่างานศิลปะมันต้องทำด้วยแพสชัน เราต้องอยากปั้นงานนั้นให้ออกมาดีจริง ๆ ถ้าทำออกมาแล้วไม่ดีจะรู้สึกเฟลมาก กำลังใจจากคนอื่นเลยมาช่วยเติมแพสชันให้รู้สึกอยากทำงานอีก ต้องพยายามออกจากลูป ไม่อย่างนั้นชีวิตจะกลายเป็นหุ่นยนต์ตัวหนึ่งที่ไม่มีความสุขกับการทำงาน

คุณเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์ด้วยหรือเปล่า

(พยักหน้า) ถ้าทำไม่ได้ 80 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ผมไม่ค่อยอยากทำ ผมตั้งใจทำงานทุกชิ้นนะ แต่ทุก ๆ งานจะมีจุดที่ผมนึกผิดหวังอยู่ เช่น เฟลที่บางซีนเราทำได้น้อยเกินไป ตอนที่เล่นมันไม่ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ อยากจะขอโอกาสอีกสักครั้ง แต่ก็กลัวจะไปกินเวลาของทีมงานคนอื่น ไม่อยากให้เขามานั่งตาแดงรอเรา 

ผมวนลูปแบบนั้นอยู่นาน ช่วงไหนมีซีนที่ไม่โอเค แล้วคนดูแท็กมาในทวิตเตอร์ ผมจะไม่รีทวีต ผมอายกับสิ่งนี้เกินกว่าจะก้าวผ่านมันไปได้ ทำให้ต้องมีซีนดี ๆ โผล่ขึ้นมาจากเรื่องนั้นอีกครั้ง ถึงจะรีทวีตรัว ๆ ได้

นอกจากกำลังใจจากแฟนคลับ สิ่งที่ทำให้ออกจากลูปมีอะไรอีกบ้าง

ผมเพิ่งค้นพบว่าต้องใช้เวลาและพื้นที่ของตัวเอง ในวันที่ตัวเองมีเวลาและพื้นที่ เพราะเราไม่ได้มีเวลาและพื้นที่ทุกวันอยู่แล้ว มันคือการผ่อนคลายอย่างหนึ่ง ถ้ามีช่วงไหนที่รู้สึกเหนื่อยมาก ๆ แล้วดันฟลุ๊กได้หยุดงานสัก 1 อาทิตย์ ให้เราไปเติมแพสชันของตัวเอง เติมความสุขให้ตัวเอง ผมก็จะนั่งเล่นกีตาร์ นั่งทำกีตาร์เอง บางทียังไปโหลดเกมเด็ก ๆ มาเล่นก็มี พอมีความสุขก็เหมือนได้กดปุ่มรีเซ็ต

ขวบปีที่ 29 ของ ลี ฐานัฐพ์ ผู้เคยฝันอยากเป็นร็อกสตาร์แต่ดันมาแจ้งเกิดเป็นพระเอกซีรีส์
ขวบปีที่ 29 ของ ลี ฐานัฐพ์ ผู้เคยฝันอยากเป็นร็อกสตาร์แต่ดันมาแจ้งเกิดเป็นพระเอกซีรีส์

ถ้าสุดสัปดาห์นี้ได้หยุดจริง ๆ คุณวางแผนว่าจะทำอะไร

ผมจะสั่งอะไหล่กีตาร์รอตั้งแต่วันนี้ ช่วงแวะเข้าห้องน้ำก็หยิบโทรศัพท์มาสั่ง อาทิตย์หน้าก็มาถึงไทยพอดี วางแผนล่วงหน้า เอาของมาเซ็ตไว้ตรงหน้า แล้วก็ทำในวันหยุดแบบไม่หลับ ไม่นอน ไม่รู้สึกเหนื่อยเลย 

ค้นพบงานอดิเรกนี้ตอนไหน

ทำมา 3 – 4 ปีแล้ว ผมเคยมีทั้งกีตาร์ที่ราคาแพงมากและกีตาร์ที่ราคาถูกมาก เลยอยากรู้ว่าถ้าทำเองเสียงจะแตกต่างจากพวกนั้นไหม บางตัวเราอยากได้สีชมพูนมเย็น เลยหาซื้อสีกระป๋องมาพ่น กลายเป็นสีชมพูบานเย็นไปเลย ก็เริ่มจากลองผสมสีเอง ทาสีเอง ทำเองหมดทุกอย่าง ผมชอบงานศิลปะ งานคราฟต์ งานไม้อยู่แล้ว เลยทดลองทำอะไรที่เป็นของตัวเอง 

ตัวแรกที่ทำตั้งชื่อว่า ‘หนูมาลี’ ซึ่งเป็นชื่อแฟนด้อมของแฟนคลับผมเอง เพิ่งเอาไปเปิดให้แฟนคลับประมูล แล้วเอาเงินตรงนั้นไปช่วยเหลือโควิดเมื่อปีที่แล้ว

ความสนุกของการทำกีตาร์คืออะไร

มีความสุขที่ได้ทำ และตอนเหนื่อย ๆ กลับบ้านมามองกีตาร์ที่ตัวเองทำ ก็จะรู้สึกว่า อื้อหือ ลายไม้มันสวยจริง ๆ เฮ้ย รูนี้กูเจาะเองเลยนะเนี่ย 

ก่อนหน้านี้ไปร่วมรายการ ยาย & The Grandsons แล้วได้เล่นกีตาร์ ผมมีความสุขมากเวลาที่ได้เอากีตาร์ทำเองไปซ้อมกับทุกคนที่ห้องซ้อม แล้วได้นั่งฟังเสียงเสียง ได้หันไปอวดคนอื่นว่าเสียงมันดีจริง ๆ

ผมว่าความสนุกของมันคือการทดลอง เหมือนได้ทำงานวิจัยชนิดหนึ่งที่เราไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นแบบไหน สมมติพ่นสีไป 3 รอบ เสียงกีตาร์จะสว่างกว่าการพ่น 5 รอบไหม ถ้าอยากได้เสียงบางๆ เปลือย ๆ ทำออกมาแล้วจะเป็นอย่างไร กีตาร์แต่ละทรงเสียงก็ไม่เหมือนกัน ถ้าใช้วัสดุเกรดอเมริกาจะต่างจากวัสดุในประเทศไทยที่เราเองมองข้ามไหม ทั้ง ๆ ที่ดีขนาดนี้ ทำไมมันถึงยังไม่เป็นที่ยอมรับ เราทดลองสิ่งนั้นและพยายามหาสิ่งที่ลงตัวกับความชอบของตัวเอง 

ซึ่งทุกวันนี้ผมยังหาความชอบที่ว่านั้นไม่เจอเลย ผมว่ากิเลสมันหยุดไม่ได้ วันนี้ชอบสีชมพู พรุ่งนี้ชอบสีฟ้า ต้องหาไปเรื่อย ๆ แต่ผมฟินและโฟกัสกับมันได้นานนะ

ขอชมว่านอกจากฝีมือเล่นกีตาร์แล้ว เพลงใหม่ที่คุณร้องก็ไม่ธรรมดา

ขอบคุณครับ เพลง Why ที่เพิ่งปล่อยออกไป ผมคิดเมโลดี้กีตาร์เอง เล่นกีตาร์เอง เมโลดี้ร้องเอื้อนสะอื้นใจมาก ท่อนนั้นร้องโคตรยากเลย ถ้าเดิน ๆ อยู่สำลักน้ำคือร้องไม่ได้แล้วนะ พอเราเล่นเอง ร้องเอง มันก็เพราะดี แล้วทำให้เราอยากกระโดดเข้าไปในเสียงกีตาร์ที่ตัวเองเล่น

แต่เรารู้ว่าก่อนหน้านี้คุณไม่ชอบร้องเพลง

ผมร้องเพลงไม่เพราะ เป็นคนพูดจาโมโนโทนหน่อย ๆ และใช้ไดนามิกเสียงไม่เก่ง ผมเล่นดนตรีประกวดตั้งแต่เด็ก บางทีนักร้องไปเข้าห้องน้ำ แต่เพื่อนคนอื่นจะซ้อมแล้ว เขาเลยยื่นไมค์มาให้เราร้อง แต่ไม่ได้เลย มันแย่มาก ฟังแล้วรู้สึกทุรนทุราย ไปตายดีกว่า 

เพื่อนก็ชอบล้อด้วย เลยคิดว่าถ้ามันเอาดีด้านนี้ไม่ได้ก็ไม่เอา ไปเป็นสายกีตาร์ฮีโร่ สายปั่น สายเมทัลไปเลย แค่รู้สึกแฮปปี้กับสิ่งที่ทำก็พอแล้ว

ขวบปีที่ 29 ของ ลี ฐานัฐพ์ ผู้เคยฝันอยากเป็นร็อกสตาร์แต่ดันมาแจ้งเกิดเป็นพระเอกซีรีส์

แต่ก็ร้องเพลงจนได้

พอเข้าวงการก็ได้ร้องเพลง เราสงสัยตลอดว่าทำไมต้องบังคับให้ร้องเพลงด้วย แล้วเราก็ไม่ยอมร้อง จนกระทั่งจะมีงานอีเวนต์เข้ามา เขาบอกว่าต้องร้องเพลงสักหน่อย ไปยืนเฉย ๆ ใครจะจ้าง เลยเริ่มลดกำแพงของตัวเองลงมาเรื่อย ๆ

ยังกดดันอยู่เลย สมมติถ้าจะให้ให้ผมร้องเพลงต่อหน้า ตอนนี้เลย ผมโกรธนะ ต้องบอกล่วงหน้าก่อน ตอนเช้าคงจะต้องวอร์มเสียงในห้องน้ำตอนอาบน้ำ

ตอนเด็กคุณฝันอยากเป็นอะไร 

ผมเป็นคนจับฉ่ายมาก ตอนเด็กอยากเป็นหมอ พอจบ ม.3 เลยไปสอบเข้าสายวิทย์-คณิต แต่สอบไม่ติด พอเข้าไม่ได้เราก็ทิ้งปัจจุบันไปเลย ไม่สนใจเรียนแล้ว ไปทำอย่างอื่น โดดบ้าง เตะตะกร้อบ้าง ผมทิ้งความฝันที่อยากเป็นหมอแล้วก็นึกอยากเป็นร็อกสตาร์ มองทางนี้อยู่นานจนไปตระเวนประกวดดนตรี 

แต่พอขึ้นปี 1 รู้สึกว่าดนตรีอาจเป็นได้แค่เพียงงานอดิเรก วันนี้อยากเป็นทนายความว่ะ เลยไปสอบแอดมิชชันเข้าคณะรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ไปซื้อใบสมัครสอบดุริยางคศิลป์ด้วย แต่ค่าเทอมแพง ไม่เรียนแล้วกัน สุดท้ายได้เรียนเกี่ยวกับนิเทศ เพราะดันฟลุ๊ก แอดมิชชันติด ที่เลือกไว้หลุดหมดเลย 

ช่วงมหาลัยความฝันก็เปลี่ยนไปแล้ว ตอนนั้นอยากเป็นสจ๊วต อยากไปบินเที่ยวรอบโลก อยากเจอเพื่อนต่างชาติ อยากเห็นวัฒนธรรม อยากรู้การใช้ชีวิตของเขา อาจจะเพราะเบื่อวงจรชีวิตที่ไทยช่วงนั้นก็ได้

ผมว่าความฝันของทุกคนมันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ นะ ตอนเรียนปริญญาตรีผมสนิทกับเพื่อน ๆ ที่เรียนศิลปกรรมฯ แล้วสงสัยว่าทำไมเขาถึงทำงานดีไซน์ออกมาได้โคตรเทพเลย พอจบปริญญาตรีผมอยากออกแบบได้บ้าง เลยเรียนต่อโทที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ ด้านออกแบบ เพราะอยากรู้ว่าการออกแบบเป็นอย่างไร ช่วงนั้นหนีจากความฝันของพ่อด้วย เพราะพ่ออยากให้สมัครเป็นทหาร เลยเลือกเรียนโทแล้วเล่นดนตรีกลางคืนไปด้วย 

ขวบปีที่ 29 ของ ลี ฐานัฐพ์ ผู้เคยฝันอยากเป็นร็อกสตาร์แต่ดันมาแจ้งเกิดเป็นพระเอกซีรีส์

เล่นที่ไหนบ้าง

ผมเล่นตั้งแต่ในร้านหมูกระทะยันถนนข้าวสาร เป็นวงโฟล์กซอง เล่นมาตั้งแต่อายุ 19 จำได้ว่าเพราะยังเข้าร้านเหล้าไม่ได้ เลยต้องเล่นที่ร้านหมูกระทะก่อน จนเข้าวงการมาแล้วก็ยังเล่นนะ แต่เริ่มรู้สึกว่าเราบาลานซ์เวลาไม่ได้ เคยถ่ายซีรีส์วันจันทร์ อังคาร พุธ แล้ววันพฤหัสบดีไปเล่นดนตรี ส่วนวันศุกร์เป็นวันทำการบ้านของปริญญาโท แล้วไปเรียนโทวันเสาร์ อาทิตย์ ช่วงเวลาที่หายไปคือเวลาที่เราใช้ดูแลตัวเอง มันทำให้หลุดโฟกัสกับการเรียนและงานหลัก เลยต้องวางเอาไว้ หยุดเล่นดนตรีไปเลย

จริงจังกับการเล่นดนตรีมาก 

ตอนอยู่ ม.5 ผมมีวงของตัวเองด้วย ตอนนั้นเล่นเพลงดิสโก้ ฟังก์ เคยไปประกวดจนชนะเลิศ ได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงค่ายหนึ่งด้วย แต่เรากลับเห็นความไม่ทุ่มเทของทั้งเขาและเราเอง รู้สึกสงสัยว่าทำไมเราได้ไปเล่นเป็นแบ็กอัปให้กับนักร้องคนอื่น ทั้ง ๆ ที่วงผมก็มีนักร้องของตัวเอง ไหนล่ะเพลงของพวกเราวะเพื่อน ตอนนั้นอยู่ปี 1 ผมเรียนที่ มศว องครักษ์ ที่นครนายก ขับรถเข้ากรุงเทพฯ ครั้งหนึ่งมันไกล เราไม่มีรายได้เลยสักบาท เลยไม่อยากไปโดยที่ไม่ได้อะไร ตอนนั้นความคิดเรื่องวงดนตรีเลยหายไป ส่วนเพื่อนที่เล่นด้วยกันก็ยังเล่นด้วยกันอยู่นะ เพียงแต่ว่าตอนนี้ทุกคนมีงานหลักของตัวเองหมดแล้ว

เคยมีเพลงที่แต่งกับเพื่อนตอนเด็ก ๆ แล้วมา Rearrange ใหม่ช่วงมหาลัยด้วยนะ เหมือนเพื่อนจะเคยอัปลงยูทูบไว้นานมาก ประมาณ 15 ปีที่แล้ว

ช่วงนี้ถ้าจับกีตาร์จะเล่นเพลงอะไร

ผมไม่ได้ฝึกเล่นเป็นเพลงตั้งแต่ตอนที่เล่นดนตรีกลางคืนแล้วนะ ทุกเพลงที่ผมเล่นไม่เคยซ้อม ไม่เคยแกะคอร์ดเลย มันคือการอิมโพรไวซ์สดทุกรอบ ถ้าเป็นเพลงที่เป็นฟิงเกอร์สไตล์ที่คนเล่นตามเมโลดี้เพลง แบบนั้นก็จะแกะผ่าน ๆ ไม่ได้แกะทั้งหมด แค่ฟังแล้วก็ลองเล่นตาม ลองเรียบเรียงเอง แต่ถ้าเป็นเพลงทั่วไปก็ไม่แกะ ถ้าว่างมาเล่นก็อิมโพรไวซ์เลย

เรื่องไหนที่ทำให้คุณมีความสุขหรือหัวเราะได้ในเวลานี้

รอดพ้นจากโควิด (หัวเราะ) ยังยิ้มแย้มได้อยู่บ้าง แต่ที่ดีใจจริง ๆ ของผม ช่วงนี้ผมติดหลานนิดหนึ่ง เราได้เห็นพัฒนาการของหลาน ยืนได้แล้ว เริ่มพูดอ้อแอ้แล้ว เราก็ยิ้มไปด้วย เห่อหลานนิดหน่อย

แล้วเรื่องไหนที่ทำให้คุณเสียน้ำตา

เรื่องของครอบครัว ทุกการเจ็บปวด ทุกการสูญเสีย ทุกคำพูด สามารถทำให้ผมเสียน้ำตาได้ตลอด เรื่องครอบครัวเนี่ยไม่ได้เลย ไม่ว่าจะยังไง ใครก็ห้ามแตะครอบครัวผม ใครจะมาว่าแม่ผมพ่อผมไม่ได้ ผมว่าได้คนเดียว เวลาผมเล่าให้คนอื่นฟังอยากให้เขาแค่ฟัง แต่ห้ามมาด่าพ่อผม (หัวเราะ) รู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์แค่คนเดียว ผมเป็นคนหวงครอบครัวมาก 

ส่วนเรื่องงานที่อาจทำให้ผมเสียน้ำตาได้คือเรื่องความไม่เท่าเทียม การเอาเปรียบหรือไม่เกรงใจกัน แล้วการที่เราไม่เห็นคุณค่าของกันและกันมันทำให้ผมเสียใจ แต่ตัวผมเองไม่เคยเจอขนาดนั้น

เพราะแบบนี้ถึงทวีตปักหมุดตบนทวิตเตอร์ไว้ว่า “ให้เกียรติผู้อื่น และให้เกียรติตัวเอง” 

พยายามคอยเตือนสติตัวเองด้วย เพราะบางทีอาจจะมีคนที่ไม่ได้ให้เกียรติเราขนาดนั้น แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องไม่ให้เกียรติเขากลับ คือเราต้องให้เกียรติทั้งเขา ทั้งตัวเองด้วย

ขวบปีที่ 29 ของ ลี ฐานัฐพ์ ผู้เคยฝันอยากเป็นร็อกสตาร์แต่ดันมาแจ้งเกิดเป็นพระเอกซีรีส์

คุณพูดถึงครอบครัวบ่อยมาก ครอบครัวสำคัญกับคุณอย่างไร

เขาเป็นที่รองรับทุกอย่างไม่ว่าเราจะล้มมา ถ้าเราไม่ได้ล้มกับครอบครัว เราคงเหมือนล้มหัวฟาดพื้น แต่ถ้าเราล้มแล้วมีครอบครัว มันเหมือนล้มบนโซฟา พออยู่กับครอบครัวแล้ว เวลามันเจ็บมันไม่ได้เจ็บขนาดนั้น มันเป็นความเจ็บที่หายเร็ว เวลามันสุขมันก็จะเป็นความสุขที่ทวีคูณขึ้นไปอีก เหมือนมีคนคอยผลักดันเราอยู่ข้างหลังอีกทอดหนึ่ง

สนิทกับใครที่สุดในบ้าน

สนิทกับแม่และพี่สาว แต่กับพ่อไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่ เพราะเป็นเหมือนไม้เบื่อไม้เมา ชอบเถียงกันแล้วผมก็กลัวบาป ขี้เกียจเถียง แต่บางทีเราก็อยากให้เขารู้ว่าเรารักเขา บางทีพูดไปแล้วพ่อไม่ฟัง แต่แม่ยอมรับได้ว่าลูกโตแล้ว และมีความคิดของตัวเองแล้ว เวลาคุยกับแม่เลยง่ายกว่า เวลาคุยกับพ่อเราเหมือนเป็นเด็กคนเดิมที่ขอเงินพ่อซื้อไอติม 

กับพี่สาวก็คุยได้ทุกเรื่อง คุยกับพี่สาวที่อยู่ออสเตรเลียตลอด พี่สาวคนโตก็ถ่ายรูปหลานส่งมาให้ดูบ่อย ๆ คุยเรื่องหุ้น เรื่องนั้น เรื่องนี้กันตลอด จะช้อปปิ้งยังปรึกษากันเลย (หัวเราะ) 

ตอนเด็ก ๆ คุณเป็นเด็กแบบไหน

ผมไม่ใช่เด็กดื้อเปิดเผย แต่เป็นเด็กดื้อเงียบ ฟังแต่ไม่ทำ ไม่ค่อยเถียงเพราะว่าเถียงแล้วเหนื่อย แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรเปิดเผย มักจะแอบทำเงียบ ๆ 

ถ้าท่องเวลาไปอนาคตหรือกลับไปอดีตได้ อยากไปตอนไหน ไปทำอะไร

อยากย้อนกลับไปตอนมัธยม อยากทำทุกอย่างให้มันสุดตั้งแต่ตอนนั้น เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่สนุกอย่างเดียว ส่วนเรื่องเรียนเอาแค่ให้ผ่าน ถ้าย้อนไปได้จะไปทำให้ดีกว่านั้น 

การเกเรตั้งแต่เด็กอาจทำให้เราเจอโลกไว ดีที่เรามีภูมิคุ้มกันก่อนคนอื่น แต่จริง ๆ แล้วถึงจะเกเรแต่ก็รักเรียนได้เหมือนกัน ผมอยากให้มันบาลานซ์ เพราะตอนนั้นหนักไปทางเกเรมากกว่า

ถ้ากลับไปแก้ไขอดีตวันนั้นได้ ชีวิตตอนนี้จะเป็นอย่างไร

อาจจะกลายเป็นหมอที่ปากหมาก็ได้ เพราะตอนเด็กอยากเป็นหมอ 

เคยจินตนาการไหมว่าตัวเองตอนอายุ 29 จะเป็นแบบไหน

ไม่เคยเลยนะ คิดแค่ว่าถ้าโตมาคงเป็นเด็กผู้ชายติดแม่ เดินกอดแม่ เกาะหลังแม่ จับมือแม่ ซึ่งทุกวันนี้ก็เป็นแบบนั้น ส่วนเรื่องชีวิตนักแสดงไม่เคยมองอะไรไว้เลย เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว

ขวบปีที่ 29 ของ ลี ฐานัฐพ์ ผู้เคยฝันอยากเป็นร็อกสตาร์แต่ดันมาแจ้งเกิดเป็นพระเอกซีรีส์

Writer

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load