10 มิถุนายน 2563
13.71 K

“Stay Healthy, Eat Good Food and Travel The World”

คือสิ่งที่ นิว-ชัยพล จูเลี่ยน พูพาร์ต เขียนบรรยายถึงตัวเองในอินสตาแกรม 

ก่อนหน้ามาเจอกัน เราคิดว่าจะคุยกับเขาเรื่องยูทูบแชนแนล New Chaiyapol ที่เขาทำขึ้นเพื่อเล่าเรื่องการเดินทางและอาหารการกิน สองสิ่งที่เขาหลงใหล แต่เมื่อนั่งคุยกันไปเรื่อยๆ เราค้นพบว่า นิวเป็นคนวัย 30 ที่ชีวิตโคตรสนุก มีมุมในการมองโลกและวิธีคิดที่ไม่เหมือนใคร

ในวัยเด็ก เขาเป็นนักกีฬาตัวฉกาจ ทั้งว่ายน้ำ เทนนิส ฟุตบอล แข่งจนได้เหรียญมาเต็มบ้าน นิวบอกว่าเขาเป็น Perfectionist ที่เมื่อตั้งใจจะทำอะไรแล้ว จะทำอย่างจริงจังจนกว่าจะสำเร็จ

ตอนอายุ 16 เขาตั้งใจเก็บเงินให้ได้ 1 ล้านบาทจากน้ำพักน้ำแรงตัวเอง ตลอดปีเขาแคสงานอย่างบ้าคลั่ง ฝากเงินทุกบาททุกสตางค์เข้าธนาคาร เมื่อเก็บเงินได้สำเร็จก็ไม่ใช้เงินที่หามาได้เลยแม้แต่บาทเดียว

นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน

หลายคนรู้ว่านิวเป็นนักแสดงฝีมือดีที่ชอบเดินทางท่องเที่ยว โดยเฉพาะแบบสมบุกสมบัน แต่น้อยคนจะรู้ว่าเขาอินเรื่องธรรมชาติมาก โดยเฉพาะธรรมชาติที่เชื่อมโยงกับการกินอย่างยั่งยืนของมนุษย์ วิถีกินที่เขาสนใจไม่ใช่แค่กินของอร่อย แต่เป็นการกินอย่างเคารพรากเหง้าวัฒนธรรมและเบียดเบียนโลกใบนี้น้อยที่สุด

จากเด็กที่เกลียดผักเข้าไส้ ทุกวันนี้เขากลายเป็น Vegetable Lover โดยตั้งปณิธานว่าจะไม่กินเนื้อสัตว์อาทิตย์ละ 2 วันเป็นอย่างน้อย และทำอย่างนี้มาหลายปีแล้ว นิวอธิบายให้ฟังอย่างคนที่เข้าใจว่า ปศุสัตว์คืออุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก สาเหตุของโลกร้อนมากที่สุด ดังนั้นเขาจึงขอกินอย่างสายกลาง

นิวบอกว่าเขาเคยเป็นคนเลือดร้อน จนได้เรียนสมาธิเพื่อการแสดงเมื่อสิบปีก่อน การเรียนครั้งนั้นเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล แม้จะบอกว่าไม่ได้อินกับศาสนาเท่าไหร่ แต่เขาก็หาเวลาไปปฏิบัติธรรรมอย่างสม่ำเสมอ และย้ำว่าการเดินทางนั้นเกี่ยวข้องกับศรัทธาและศาสนาอย่างเต็มเปี่ยม

และนี่คือบทสนทนากับนิวถึงหัวใจของการใช้ชีวิต และการเดินทางที่เขาแสวงหาในฐานะชายหนุ่มคนหนึ่ง

นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน

ชีวิตของเด็กชายลูกครึ่งที่เติบโตมาในกรุงเทพฯ เป็นยังไง

จริงๆ ผมเป็นลูกเสี้ยว คุณปู่เป็นคนเบลเยียม คุณย่าเป็นคนหนองคาย ย้ายมาตั้งรกรากที่กรุงเทพฯ คุณพ่อเป็นลูกครึ่ง ส่วนต้นตระกูลคุณแม่มาจากจีน ผมเลยเป็นลูกเสี้ยวผสมหลายเชื้อชาติ (ยิ้ม) โตมาในครอบครัวขยาย ผมอยู่บ้านคุณตาคุณยาย รั้วเดียวกันแต่คนละหลัง จนทุกวันนี้ก็ยังอยู่ตรงนั้น ไม่เคยคิดจะย้ายออกไปอยู่คนเดียว 

ผมเรียนอนุบาลบ้านเด็ก ที่ตอนนี้กลายเป็นสวนชูวิทย์ไปแล้ว จากนั้นย้ายมาเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร จนปอหก ชีวิตวัยเด็กผมอยู่แค่แถวๆ นั้นเลย วันปกติก็อยู่แค่บ้านกับโรงเรียน เด็กเมืองของแท้ พอโตขึ้นมาหน่อย วันเสาร์อาทิตย์คุณพ่อมักพาผมไปดรอปไว้ที่สปอร์ตคลับ ศูนย์รวมที่มีกีฬาหลายๆ ชนิดให้ได้เล่น ผมเลยกลายเป็นเด็กรักกีฬา ชื่นชอบมากถึงขั้นคลั่ง (หัวเราะ)

ตอนนั้นคุณจริงจังกับกีฬาแค่ไหน

โอ้โห จริงจังมาก กีฬาชนิดแรกที่ผมฝึกอย่างจริงจังคือว่ายน้ำ สมัยประถมจะมีการแข่งกีฬาสาธิตสามัคคีจากโรงเรียนสาธิตทั่วประเทศ และนั่นคือจุดเริ่มต้นการเป็นนักกีฬาว่ายน้ำ ผมเป็นนักกีฬาว่ายน้ำตั้งแต่ปอสี่ แข่งสาธิตจบก็ซ้อมต่อ สปอร์ตคลับส่งไปแข่งที่ฮ่องกง แข่งระดับ Southeast East Asia ด้วยนะ ตอนนั้นโคตรจริงจัง เรียนเสร็จก็ต้องมาซ้อมว่ายน้ำตลอด ทั้งวันทั้งคืน แข่งจนได้เหรียญเต็มบ้านไปหมด

ผ่านไปสองสามปี จนถึงปอหกคงซ้อมมากไปหน่อย น้ำขังในหู คงขังมานานแล้วแต่ผมไม่รู้ จนมันกลายเป็นหนองและอักเสบ ต้องดูดออกเพราะหูชั้นในอักเสบรุนแรง หมอบอกว่าต้องหยุดว่ายน้ำก่อน ตอนนั้นปวดใจมากแต่ก็ต้องทำตาม เพราะไม่งั้นมีสิทธิ์หูหนวก พอรักษาตัวจนหายก็กลับมาว่ายได้แหละ แต่ต้องใส่ที่อุดหู ซึ่งมันไม่เหมือนเดิม เลยเลิกว่ายน้ำแบบจริงจังไปเลย 

ทีนี้ก็เริ่มมาตีเทนนิสจริงจัง จริงๆ ผมเล่นเทนนิสควบคู่กับว่ายน้ำมานานแล้ว แต่ก่อนนั้นแค่ตีเล่นๆ ขำๆ พอเลิกว่ายน้ำเลยเบนเข็มมาตีเทนนิส ซ้อมกับโค้ชจริงจังถึงขั้นแข่งเก็บคะแนนระดับประเทศเลยนะ ตอนนั้นได้โค้ชของคุณภราดร ศรีชาพันธุ์ มาโค้ชให้ด้วย ตากแดดจนตัวเขียวไปหมด (หัวเราะ) 

ตีไปสักพักข้อมือหัก แต่หักเพราะเล่นฟุตบอลนะ คือนอกจากเทนนิส ผมก็เตะบอลเป็นงานอดิเรกด้วย ตอนนั้นแข่งกระชับมิตรกับโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ผมหลุดเดี่ยวเข้าไปแล้ว ทีมคู่แข่งดันมาเสียบผมล้ม ข้อมือลงกระแทกพื้นดังป๊อก (หัวเราะ) แต่ตอนอยู่ในสนามไม่รู้ตัวว่าหัก ครูก็เอาผ้ามาล็อกข้อมือให้ ผมก็แข่งต่อ จนเลิกกลับบ้าน ใช้ชีวิตปกติอยู่สองสามวัน เริ่มปวดเลยไปเอกซเรย์ อ้าว กระดูกตุ่มที่ข้อมือหัก เลยต้องใส่เฝือก รักษาตัวอยู่นานหลายเดือน ไม่ได้ซ้อมเทนนิสเลย พอกลับไปตีอีกที มันไม่เหมือนเดิมเลยเลิก

เฮ้ย เลิกเลยหรอ

ผมเป็นคนจริงจังแต่เด็ก ซีเรียส มีความเป็น Perfectionist เบาๆ ทำอะไรต้องทำจริงจัง บวกกับแต่ก่อนผมอารมณ์ร้อน พอตีไม่ได้เหมือนเดิมก็หงุดหงิดตัวเอง สมรรถภาพร่างกายมันเปลี่ยนไป โมโหจนหักไม้เทนนิสทิ้ง แขวนแร็กเกตไปเลย

จบจากเทนนิสก็มาเล่นฟุตบอลจริงจัง แข่งระดับโรงเรียนจนมามหาวิทยาลัย เล่นจนได้แชมป์เฟรชชี่ เขาก็เรียกไปซ้อมกับ BBCU FC ทีมของจุฬาฯ ประกอบกับผมเรียนคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา ซึ่งเน้นเรื่องกีฬาอยู่แล้ว ในทีมเป็นเพื่อนกันหมด แถมผมชอบดูบอลด้วย ในใจตอนนั้นก็อยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพนะ แต่เมื่อสิบสองปีที่แล้วบอลไทยยังไม่บูมเท่าตอนนี้ ผมเลยต้องเลือกเพราะมีอีกโอกาสเข้ามาในชีวิต

นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน
นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน

โอกาสที่เข้ามาในชีวิตตอนนั้นคืออะไร

ตั้งแต่เด็กผมมีความฝันสามอย่าง นักกีฬาอาชีพ นักแสดง และนักบิน คุณแม่ผมเป็นคอหนังและมักพาผมไปดูหนังด้วย ผมอยากเป็นแบบเจมส์ บอนด์ โคตรเท่ ยิงปืน ขับรถ บู๊แหลก (หัวเราะ) ส่วนนักบินเนี่ย เพราะผมอยากเดินทางท่องโลก ได้ตังค์แถมยังได้บินไปประเทศนั้นประเทศนี้ เจ๋งว่ะ อยากเป็นแบบนั้น

ตอนนั้นอายุสิบแปด อย่างแรก ผมเพิ่งเข้ามหาวิทยาลัย ต้องปรับตัวอะไรหลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องเรียนและใช้ชีวิต อย่างที่สองผมต้องซ้อมฟุตบอลเพื่อเข้าสโมสร และอย่างที่สาม Exact ให้เล่นละคร เป็นสามอย่างในชีวิตที่เข้ามาพร้อมกัน อย่างที่บอกว่านิสัยผมเป็นคนจริงจัง ถ้าอยากทำให้ดีก็ต้องมีเวลาให้มัน ผมเลยต้องเลือก ตอนนั้นวงการฟุตบอลยังไม่บูม ผมก็คิดซื่อๆ ว่า งั้นเราเลือกไปเล่นละคร แล้วเก็บฟุตบอลไว้เป็นงานอดิเรกแล้วกัน

ก่อนจะได้เล่นละครเรื่องแรก คุณอยู่ในวงการมานานแค่ไหน

จริงๆ ผมเหมือนจะได้เข้าวงการตั้งแต่ตอนเด็กๆ แล้ว ด้วยความที่คุณอาผม (โอลิเวอร์และไมเคิล พูพาร์ต) เป็นนักแสดง เลยมีคนติดต่อมาว่าอยากให้ผมไปเล่นโฆษณา จำได้ไหมสมัยเราเด็กๆ มันจะมีโฆษณาแซมบัคที่เป็นสนามหญ้าแล้วมีเด็กใส่ชุดทหารคลานอยู่ ตัวนั้นแหละเขาอยากให้ผมเล่น แต่ต้องไปแคสก่อน วันแคสงานคือไปรอนานมาก เบื่อ ไม่ชอบ อยากกลับไปดูการ์ตูนที่บ้าน เลยบอกคุณพ่อว่าเรากลับกันเถอะ สรุปคือไม่ได้แคสและไม่ได้งานนั้น หลังจากนั้นก็มีคนติดต่อเข้ามาบ้าง แต่ปฏิเสธตลอด ให้ไปนั่งเฉยๆ แบบนั้น ผมไม่เอาแล้ว

จนอยู่มอสี่ ย้ายมาเรียนสาธิต มศว ปทุมวัน กลับบ้านต้องเดินผ่านสยามทุกวัน สมัยนั้นแมวมอง โมเดลลิ่งก็อยู่แถวสยามนี่แหละ เดินๆ อยู่ก็มีแมวมองมาทัก ชวนเราไปแคสงาน ผมก็ลองไปแคสช่วงวันเสาร์อาทิตย์ ทำอยู่ปีหนึ่ง สรุปไม่ได้เลยสักงานเดียว รู้ไหมทำไม มาริโอ้ เมาเร่อ กวาดเรียบทุกงาน (หัวเราะ) 

คือตอนนั้นผมกับมาริโอ้คาแรกเตอร์เดียวกันเลย เป็นลูกครึ่ง ผมสกินเฮดเหมือนกันอีก เจอกันทุกงานจนเป็นเพื่อนกันเลย ทุกครั้งที่แคสจนถึงรอบไฟนอล เหลืออยู่สองสามคน ก็จะมีผมกับโอ้เนี่ยนั่งอยู่ด้วยกันตลอด แล้วโอ้มันก็ได้หมดเลย (หัวเราะ) แต่ผมไม่ได้คิดมากนะ ชิลล์ ไม่เป็นไร สักวันมันก็ต้องได้สักงาน มาแคสผมก็ไม่ได้เสียอะไร จันทร์ถึงศุกร์เราไปโรงเรียน เล่นกีฬาอะไรของเราตามปกติ เวลานอกเหนือจากการเรียนก็ค่อยไปแคส

แคสอยู่เป็นปีไม่ได้งานเลย แต่หลังจากนั้นคุณก็มีงานโฆษณาเยอะมาก อะไรคือจุดเปลี่ยน

ที่ยังไปแคสงานอยู่ เหตุผลตรงๆ เรียลๆ เลย คือเขาบอกว่างานหนึ่งได้เงินหลักหมื่น โห เราอยากได้เงินหมื่นว่ะ เด็กมัธยมหาเงินเองได้เป็นหมื่นนี่โคตรเจ๋งเลยนะเว้ย อยากเอาไปซื้อของเล่น ก็แคสต่อไปเรื่อยๆ จนได้โฆษณาตัวแรกช่วงสอบปลายภาคมอสี่ ที่จำได้แม่นเพราะคืนก่อนสอบต้องไปถ่ายโฆษณาจนเกือบเช้า วันต่อมาเบลอๆ ไปเข้าห้องสอบ 

มันคือโฆษณาสเปรย์น้ำหอมวัยรุ่น มีผู้หญิงสามคนเดินผ่าน แล้วผมเป็นหนึ่งในผู้ชายสามคนที่หอมกลิ่นสเปรย์ตอนเขาเดินผ่าน ถ่ายทั้งคืนเราทำแค่ ‘ฟืดดดดดดด’ (นิวทำท่าสูดหายใจหน้าฟินๆ ให้ดู) ทั้งคืนแค่นั้นเลย สูดหายใจวนไป

งานแรกได้เงินมาหมื่นห้า รู้สึกโคตรรวย มีกำลังใจแคสงานต่อ แล้วเงินทั้งหมดที่ตอนแรกคิดว่าจะเอาไปซื้อของเล่น สรุปผมไม่ได้ใช้เลยสักบาท เก็บเข้าธนาคารหมด ตอนนั้นตั้งเป้าหมายใหม่ทันที ผมจะต้องได้จับเงินล้านด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเองก่อนอายุสิบแปดให้ได้ อยากเป็นวัยรุ่นจับเงินล้าน

ปีต่อมาแคสงานอย่างบ้าคลั่ง งานไหนเรียกมาผมไปหมด รู้สึกทำงานไปสี่สิบกว่าตัว ทั้งเมืองไทย เมืองนอก ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว บินไปถ่ายเวียดนาม กัมพูชา ปีเดียวได้เงินมาทะลุหลักล้าน ผมไม่ใช้เลยสักบาทเดียว ผมเฝ้าดูตัวเลขในบัญชีจากหลักหมื่น เข้าหลักแสนและในที่สุดหลักล้าน ดีใจมาก ลืมบอกว่าที่ได้งานเยอะๆ เนี่ย เพราะมาริโอ้ไปเล่นหนัง รักแห่งสยาม (หัวเราะ) พอมาริโอ้ข้ามไปอีกขั้น เราเลยได้ขึ้นมาเป็นตัวท็อปโฆษณาแทน กวาดหมดภายในปีเดียว สักพัก Exact ก็เรียกไปแคสละคร

นิว ชัยพล จูเลี่ยน พูพาร์ต จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน

คุณได้เรียนรู้อะไรจากการกระโดดจากงานโฆษณาไปเล่นละครบ้าง

ก่อนเล่นละครเรื่องแรก Exact ส่งผมไปเรียนการแสดงกับหม่อมน้อย (หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล) เรียกอาทิตย์ละสามวัน ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ผมไม่เคยขาดเลย แม้ช่วงแรกจะมีความรู้สึกว่า ‘กูมาทำไมวะ’ คือมันผิดไปจากสิ่งที่เราคิดไว้หมด ผมนึกว่าเรียนหม่อมน้อยจะเอาบทมาให้ซ้อมหรือสอนเทคนิคท่องบท ปรากฏว่าไม่ใช่เลย อย่างแรกท่านสอนให้รู้จักและควบคุมร่างกายตัวเองให้ได้ และอย่างที่สอง สอนฝึกสมาธิ การหายใจ ให้รู้จักภายในตัวเอง เพื่อให้เราอยู่กับปัจจุบันซึ่งเป็นหัวใจของการแสดง

แรกๆ ทรมานมาก ให้มานั่งสมาธิ ผมนั่งไปในใจก็ฉุนเฉียว เมื่อไหร่จะหมดเวลาวะ แค่ห้าหรือสิบนาทีเราก็จะไม่ไหวแล้ว ระหว่างปิดตาผมก็คิดนั่นคิดนี่ไปเรื่อย แล้วเชื่อไหมพอทำไปเรื่อยๆ กลายเป็นว่าผมเริ่มจดจ่อกับปัจจุบันได้ เริ่มนั่งสมาธิได้ จากไม่กี่นาทีกลายเป็นชั่วโมง จนถึงจุดหนึ่งก็เก็ตเองว่าที่ต้องทำสมาธิซ้ำๆ เนี่ย ทำไปเพื่ออะไร

ชีวิตคุณดีขึ้นยังไงบ้างเมื่อใช้ชีวิตอย่างมีสมาธิ 

ผมโชคดีมากที่เจอหม่อมน้อยตั้งแต่เริ่มเข้าวงการตอนอายุสิบแปด ท่านไม่ได้สอนแค่การแสดงนะ แต่สอนหลักในการใช้ชีวิตให้ผมด้วย ทั้งการวางตัว วิธีคิด ทุกสิ่งทุกอย่าง สมัยก่อนผมอารมณ์ร้อนมาก การนั่งสมาธิทำให้ผมเย็นลง

มองย้อนกลับไป การนั่งสมาธิที่หม่อมน้อยให้เราทำซ้ำๆ จริงๆ แล้วมันไม่เคยเหมือนกันเลยสักวัน เพราะทุกวันเราดำดิ่งลงไปได้มากขึ้น เพื่อเข้าไปอยู่ในปัจจุบันขณะ แม้แต่ลมหายใจเข้าออกที่ทำอยู่ทุกนาทีก็ไม่เหมือนเดิม เมื่อจิตเราเปลี่ยน การมองโลกก็เปลี่ยนตาม ผมนิ่ง มีสติ และละตัวตนได้มากขึ้น เมื่อละตัวตนได้ เราก็เอาตัวละครมาใส่ในตัวเราได้อย่างแนบสนิท คนหน้ากล้องคนนั้นไม่ใช่นิว แต่คือตัวละครอีกคนที่สวมอยู่ในตัวเรา 

นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน

ทำงานเก็บเงินมาตั้งแต่วัยรุ่น แต่คุณไม่เคยทิ้งการเรียนเลย จบปริญญาเกียรตินิยมด้วย ทำได้ยังไง

ผมไม่เคยโดดเรียนไปถ่ายละครเลย พยายามบาลานซ์ควบคู่กันตลอด และผมไม่เคยเรียนพิเศษ ผมเรียนอย่างเต็มที่ในห้องเรียน สงสัยอะไรผมถามอาจารย์ทันที ต้องเข้าใจให้เสร็จตั้งแต่ในชั้นเรียน พอเลิกคาบผมเผ่นออกอย่างไวไปเล่นกีฬา เพราะถือว่าได้ให้เวลากับการเรียนอย่างเต็มที่ไปแล้วในห้องเรียน ผมต้องมีชีวิตหลังจากนั้นอย่างเต็มที่ด้วยเหมือนกัน

สมัยอยู่มัธยม เวลาเรียนในห้องผมถามเยอะมากจนเพื่อนแซวว่าประจบอาจารย์ แต่ผมไม่สน คนชอบคิดว่าผมเป็นเด็กหลังห้อง เฮ้ยไม่ใช่ ผมนั่งหน้าห้องแถวแรก ติดโต๊ะอาจารย์เลย เพื่อนๆ ทุกคนจะรู้ว่านี่ที่นั่งผม นิสัยนี้ติดตัวจนเข้ามหาวิทยาลัย เอาจริงๆ ผมเป็นคนขี้เกียจ เคยได้ยินประโยคที่บิล เกตส์ พูดไว้ว่า “จงเอางานที่ยากที่สุดให้คนขี้เกียจทำ เพราะคนขี้เกียจจะหาทางที่ง่ายที่สุดในการแก้ปัญหานั้นจนสำเร็จ” นี่มันสโลแกนผมชัดๆ แต่ไหนแต่ไรผมจะมีวิธีที่ไม่เหมือนกับคนอื่น จนมันออกมาเป็นคำตอบ เป็นทางลัด ผมโคตรหัวหมอเลยบางที

ผมสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วยคะแนนที่หนึ่งของคณะ เหมือนจะเป็นคะแนนสูงที่สุดตลอดกาลด้วยมั้ง พอเข้าไปเรียนด้วยความขบถหรืออะไรก็ตาม อาจารย์หลายๆ คนก็ไม่เชื่อ เธอเนี่ยนะเข้ามาที่หนึ่ง (หัวเราะ) ปีแรกยังแบ่งเวลาไม่ค่อยได้ เพราะช่วงนั้นเริ่มเข้าวงการเต็มตัว เกรดตกไปเหลือสอง ปีต่อๆ มา เริ่มแบ่งเวลาได้ สุดท้ายก็ปีนขึ้นมาจนจบเกียรตินิยมอันดับสองอย่างไม่มีใครคาดคิดโดยเฉพาะอาจารย์

วิทยาศาสตร์การกีฬาเรียนลึกลงไปถึงพื้นฐานแพทย์ ต้องจำกล้ามเนื้อทุกส่วน ยากมาก แต่ความรู้พวกนี้แหละที่ผมอยากได้ ตอบโจทย์ เราดูแลตัวเองและคนรอบข้างได้ เล่นกีฬา ออกกำลังกายให้ Performance ดีขึ้นได้ด้วยตัวเอง เพราะเราเรียนสิ่งที่จะนำไปถ่ายทอดให้นักกีฬาอาชีพอยู่แล้ว เป็นความรู้ที่จะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต

หลายคนบอกว่าคุณเป็นคนในสปอร์ตไลต์ที่เรียล โดยเฉพาะเวลาไปท่องเที่ยว โคตรเรียลและลุย

ผมมีพี่เร แมคโดนัล เป็นไอดอล เล่าต่อจากเมื่อกี้ พอชีวิตมหาวิทยาลัยและการทำงานมันเริ่มบาลานซ์ ผมก็เริ่มท่องเที่ยว สานฝันนักบินที่ได้เดินทางไปทั่วโลก ทริปแรกๆ ไปกับเพื่อนมัธยม แบ็กแพ็กไปใกล้ๆ อย่างลาว อินโดนีเซียก่อน ได้แบกเป้ใบโตๆ แบกไปหมดทั้งเต็นท์ ทั้งถุงนอน แล้วยิ่งยัดเสื้อผ้าไปได้มากเท่าไหร่ยิ่งรู้สึกเท่ เฮ้ย มาเที่ยวเป็นสิบๆ วัน มีเป้ใบเดียวเองนะเว้ย

ความสนุกคือผมเป็น Perfectionist นิดๆ อย่างที่บอก เลยชอบวางแผนจัดการ ชอบหาข้อมูล แต่เดินทางออกไปจริงๆ มันไม่เคยมีครั้งไหนเหมือนที่วางแผนไว้เลย เราก็ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ตัดสินใจหน้างานกันไป มีอะไรให้แก้ตลอด มันสนุกและเป็นเสน่ห์ของการเดินทาง 

นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน
นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน

หลายครั้งที่ผมดั้นด้นไปจนเห็นของจริงแล้วแบบ ไอ้เชี่ย ทำไมไม่เห็นเหมือนในรูปวะ ในรูปนี่ขอบฟ้าสุดลูกหูลูกตา ของจริงมีกระท่อมวางกั้นวิวอยู่ด้วยหลังหนึ่ง ไม่ได้เพิ่งสร้างแน่ๆ บล็อกเกอร์หลายคน พวกเอ็งแต่งรูปหนักมาก รีทัชลบบางอย่างออกไปด้วย ดีเทลอะไรพวกนี้ระหว่างเดินทางเป็นโจ๊กที่ผมว่าเล่าต่อไปได้อีกยาวยันลูกหลานเลย (หัวเราะ)

ผมหลงใหลความสนุกพวกนี้ รู้สึกว่ามันเป็นเสน่ห์ที่เราทำได้เต็มที่ตอนยังมีเรี่ยวแรง แก่กว่านี้ค่อยเที่ยวเมืองแล้วกัน ตอนนี้เน้นธรรมชาติ เทรกกิ้ง เดินป่า ดำน้ำ

อะไรที่ปลูกฝังให้เด็กเมืองอย่างคุณรักและหลงใหลในธรรมชาติ

ผมชอบสัตว์ตั้งแต่เด็กๆ อย่างฉลามหัวค้อน กระเบน วาฬออร์กา เนี่ย ผมรู้สึกว่าพวกมันน่าทึ่ง ผมอยากไปเห็นชีวิตของมันในธรรมชาติจริงๆ ไม่ใช่แค่ในอควาเรียมหรือสวนสัตว์ ทุกวันนี้พอผมได้ออกไปเห็นถิ่นที่อยู่ของมันตามธรรมชาติจริงๆ ผมเคยไปรวันดา เข้าป่าไปเจอกอริลลา สิงโต เสือดาว แรด ชีตาร์ และอีกหลายอย่าง ได้เห็นว่าพวกมันควรจะอยู่ที่ไหนและอยู่อย่างไร ทำให้ผมรู้สึกว่าสวนสัตว์คือที่กักขังพวกมันไว้

มันอาจฟังดูย้อนแย้ง แต่ถ้ามองย้อนกลับไป สิ่งที่ปลูกฝังให้เด็กเมืองอย่างผมมีความเมตตา หล่อหลอมให้ผูกพันกับสัตว์และธรรมชาติ ก็คือสวนสัตว์นี่แหละ 

วันหนึ่งที่ผมมีลูก ในวันที่เขายังเล็ก ผมอาจจะยังพาเขาไปตะลุยเข้าป่า ดำน้ำกับผมไม่ได้ แต่ผมจะพาเขาไปสวนสัตว์เพื่อปลูกฝังให้เขาใกล้ชิดกับธรรมชาติ แล้ววันหนึ่งเมื่อเติบโตขึ้น เขาก็จะเป็นหนึ่งในคนที่เห็นคุณค่าและร่วมอนุรักษ์พวกมัน

นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน
นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน

ใครพาคุณเข้าวงการ Scuba Diving

ผมเรียนดำน้ำกับครูหลุยส์ (ราชันย์ มาลัยวงศ์) นักดำน้ำที่เก่งโคตรๆ เขาเป็น Instructor คนแรกของเมืองไทย เรื่องมันเริ่มจากผมอยากเรียนดำน้ำ แต่หาที่เรียนไม่ได้ คือตอนนั้น Scuba Diving ยังไม่ฮิต โรงเรียนในอินเทอร์เน็ตก็หายาก คุณแม่ผมบังเอิญเปิดนิตยสารเจอชื่อครูหลุยส์ เลยโทรไปฝากฝังลูกชายเรียนดำน้ำ จริงๆ ตอนนั้นครูหลุยส์ไม่สอนเด็กน้อย Open Water แล้ว สอนแต่คนที่จะเป็นครูสอนดำน้ำเท่านั้น 

ตอนแรกครูหลุยส์ปฏิเสธ ผมก็ขอร้องให้แม่ช่วยพูดกับครูหลุยส์หน่อย ผมอยากเรียนมากจริงๆ อยากเห็นสัตว์ใต้ทะเล สุดท้ายครูหลุยส์เลยแบบ ‘เอ้า สอนก็สอนวะ’ (หัวเราะ) ผมเรียนตัวต่อตัวเลยนะ และด้วยความที่เขาเป็นครูของครู เขาก็สอนจนผมแน่นทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ คือถ้าทำไม่เป๊ะ ครูหลุยส์ไม่ปล่อยผ่าน เลยซ้อมในสระหลายรอบ 

พอถึงวันสอบที่ทะเล ขึ้นเรือไปปุ๊บ โอ้โห เขาไหว้ครูหลุยส์กันทั้งลำ คนบนเรือก็ถามครูหลุยส์มาทำอะไร พอบอกว่าพานักเรียนมาสอบ Open Water เท่านั้นแหละ หันขวับมาทางผมกันทุกคน ประมาณว่าเอ็งเป็นใคร ตัวเท่านี้ ให้ครูหลุยส์มาสอน Open Water (หัวเราะ)

จนทุกวันนี้ดำน้ำมาสิบกว่าปี ผมไม่ได้ชมตัวเองนะ แต่คนจะบอกว่าผมดำน้ำดีมาก เพราะพื้นฐานแน่นไง แต่ละไดรฟ์ผมใช้อากาศน้อยมาก ลงไปดำน้ำ บางทีคนอื่นอากาศหมดแท็งก์แล้ว ผมยังเหลือเกินครึ่ง พอบอกว่าเรียนกับครูหลุยส์มาตั้งแต่เริ่มก็ร้องเฮ้ยกันทุกคน

นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน
นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน

ทริปดำน้ำล่าสุด ไปไหนมา

ล่าสุดคือต้นมีนาคม ก่อนล็อกดาวน์ COVID-19 แบบฉิวเฉียด ผมไปอันดามันเหนือ เพื่อนก็งงกันเป็นแถวว่าไปดำน้ำได้ไง จริงๆ คือผมไปก่อนประกาศล็อกดาวน์ และอีกอย่างข่าวจาก CNN ก็บอกว่า The Saftiest Place On Earth Is Under Water ดังนั้นปลอดภัยครับผม (ยิ้ม)

ผมเจอแมนต้าเรย์หลายครั้งแล้ว แต่ไม่เคยเจอแบบระยะประชิด ทริปที่ผ่านมาคือเจอแมนต้าเรย์เกือบทุกไดรฟ์ เป็นสิบๆ ตัว โดยเฉพาะบริเวณเกาะบอน ที่ได้ชื่อว่าเป็นสวรรค์ของแมนต้าเรย์อยู่แล้ว มีอยู่วันหนึ่งกลุ่ม Instructor ที่ไปด้วยกันเขาตั้งใจมองหาฉลาม แต่ไม่เจอ ทุกคนเลยกลับขึ้นเรือ เหลือผมกับพี่ Instructor อีกคนที่ยังมีอากาศในแท็งก์เยอะ เลยตัดสินใจดำน้ำกันต่อ

ดำไปสักพัก เห็นแมนต้าเรย์ไกลๆ เลยว่ายไปดู บอกก่อนว่าเวลาเจอสัตว์ทะเลใต้น้ำ เราจะไม่เข้าไปสัมผัสหรือโดนตัวเขา ต้องมีระยะห่าง ไม่อย่างนั้นพวกมันอาจจะติดเชื้อและตายได้ ผมก็ดูอยู่ห่างๆ เว้นระยะ ปรากฏว่ามันว่ายเข้ามาหาผมเรื่อยๆ จนผมต้องว่ายหนี ขนาดหนี มันก็ยังจะเข้ามา (หัวเราะ) ว่ายคู่กันอยู่อย่างนั้นเป็นสิบนาที สักพักมันก็แซงผมไป แล้วม้วนตัวมาหงายท้องอยู่ใต้ตัวผม อื้อหือ ใกล้จนแทบลืมหายใจ 

เป็นทริปที่อิ่มมาก เดี๋ยวจะรีบลงคลิปในยูทูบแชนแนลให้ดูกันนะครับ ในวิดีโอถ้าฟังดีๆ จะได้ยินเสียงผมร้องว่า ‘ไอ้เชี่ย’ อู้อี้ๆ อยู่ใต้น้ำด้วย (หัวเราะ)

นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน
นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน

ไปไงมาไงถึงได้มาทำยูทูบของตัวเอง

ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดทำเลยนะ เพราะผมรู้สึกว่าเวลาท่องเที่ยวคือเวลาพักผ่อน แล้วผมก็เป็นคนที่ทำตัวไม่ถูกเวลามีกล้อง ให้พูดกับกล้องคนเดียว รู้สึก Awkward ขนาดเล่นละคร เวลาเปิดทีวีเห็นตัวเองเล่นผมยังเขินเลย เวลาดูละครตัวเองผมเลยดูคนเดียว (หัวเราะ) ดังนั้นถ้าจะให้มา Vlog เดินพูดกับกล้องนี่ไม่น่ารอด อีกอย่างคือไม่อยากต้องมาพะวงเวลาไปเที่ยวว่าต้องเก็บฟุตเทจมุมนั้น มุมนี้ เสียอรรถรสในการเดินทาง อย่างงี้มันก็ไม่ต่างกับการไปถ่ายรายการนี่หว่า

ผ่านไปหลายปี ผมก็เดินทางอยู่เสมอเวลาว่างจากการทำงาน จนได้ไปเจอพี่วิลลี่ (วิลลี่ แมคอินทอช) เขาบอกว่า “เฮ้ย นิว เวลาไปเที่ยว ถ่ายรูปเก็บไว้ด้วยนะ” ผมบอก ไม่ครับพี่ ผมไม่ถ่าย มันเสียบรรยากาศ พี่วิลลี่บอก “พี่ก็เคยคิดแบบนี้ จนกระทั่งมีลูกแล้วอยากให้ลูกเห็นที่ไปเจอมา อย่าคิดว่าถ่ายเพื่อทำเงินสิ แต่ถ่ายเพื่อความทรงจำ เก็บไว้ดูตอนแก่ๆ ดีแค่ไหนเกิดมาในยุคที่ไม่ต้องมาเก็บเทปเบต้าแบบสมัยพี่ ถ่ายแล้วก็ยิงขึ้นคลาวด์ พี่เนี่ยไปมาทั่วโลก ดำน้ำกลาปากอส เข้าป่าสมบุกสมบัน ตอนนี้แม่งพังหมดแล้ว เทปยืด ฝนตกแดดออกก็ถ่ายๆ ไว้เถอะ” 

ก็จริงว่ะ มันคือธรรมชาตินี่เนอะ ไม่มีทางที่จะเห็นทุกอย่างสมบูรณ์แบบได้ตลอดเวลา เราถ่ายสไตล์เรา ไม่ต้องเซ็ต ไม่ต้องหามุม เอาแบบลูกทุ่งๆ เพราะนี่คือเสน่ห์ของการเดินทาง มันต้องมีทั้งวันที่ฟ้าใสและพายุเข้าอยู่แล้ว จากวันนั้นก็เลยเริ่มถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอเก็บไว้

นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน

เห็นคลิปของคุณในยูทูบ ตอนนี้คุณคุยกับกล้องได้ ไม่เขินแล้วใช่ไหม

ทำมาเรื่อยๆ ก็เริ่มเขินน้อยลงแล้วครับ เหมือนเวลาเปิดกองแล้วเล่นละครฉากแรกๆ ที่ยังไม่เข้าที่เข้าทาง พอเล่นไปเรื่อยๆ ก็ดีขึ้น

ล่าสุดผมเพิ่งอัปโหลดคลิปจอร์เจีย มีน้องๆ มาคอมเมนต์ “พี่นิว ทำไมไม่ถ่ายตอนทำอาหารไว้บ้าง” พี่หิว! ไม่มีเวลามาตั้งกล้องแล้ว เดินมาทั้งวัน จะกินตอนนี้ มาตั้งกล้อง ปั้นช็อตฮิปๆ บรรยายวัตถุดิบไม่ได้แล้ว ขอโทษที่ไม่ได้ถ่าย คือหิวโว้ย (หัวเราะ) ถ้าดูคลิปผมแล้วเจอภาพกระโดดไม่ต่อเนื่อง หรือภาพบางมุมหายไป ขอให้เข้าใจว่าทางเราเหนื่อยจนยกกล้องไม่ไหว หรือให้ตื่นนอนมาตั้งกล้อง แล้วแกล้งหลับหน้ากล้องนี่ผมทำไม่ได้จริงๆ ตื่นคือตื่น (หัวเราะ) 

พอทำไปเรื่อยๆ สกิลล์ก็เพิ่มขึ้น หลังถ่ายง่อยๆ แบบตามใจฉันมาสักพัก ผมก็เริ่มเรียนรู้วิธีถ่ายแบบมีชั้นเชิงขึ้นมาบ้าง มีช่องของชาวต่างชาติที่ผมชอบมานานแล้วอย่าง Beautiful Destinations หรือ Sam Kolder นี่ก็ชอบนะ เขาปั้นช็อตโคตรเก่ง แต่ประเด็นคือผมเป็นคนความอดทนต่ำไง คือบางภาพนี่ดูแล้วรู้เลยว่าต้องถ่ายหลายครั้งแน่ๆ มันไม่มีทางจะออกมาเป็นอย่างนั้นได้ในช็อตเดียว ผมอยากให้วิดีโอมันเจ๋งขึ้น อยากมีอะไรเท่ๆ เก็บไว้ดู เลยพยายามเพิ่มช็อตอะไรแบบนั้นเข้าไป แต่ก็ไม่ฝืนตัวเองนะ ไม่จำเป็นต้องสวยที่สุด แต่ให้ความสุข รื้อฟื้นบรรยากาศสนุกๆ ในแต่ละทริปให้เราคิดถึงขึ้นมาได้ก็พอแล้ว

นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน

เห็นคุณรีวิวอาหารด้วย ไม่รู้มาก่อนว่าคุณเป็นสายกิน

จริงๆ มันเริ่มจากการเดินทาง สำหรับผมการกินและการเดินทางเป็นเรื่องเดียวกัน อาหารคือวัฒนธรรมที่เราไปสัมผัสได้ในส่วนที่แตกต่างกันของโลก อย่างเมืองไทย เหนือ กลาง อีสาน ใต้ อาหารไม่เหมือนกันเลยสักภาค แถมยังมีเสน่ห์เฉพาะตัว ข้าวซอยแพร่กับข้าวซอยเชียงใหม่ยังรสชาติไม่เหมือนกันเลย อร่อยคนละแบบ

เวลาไปต่างประเทศ ผมไม่กินอาหารไทยเลย ผมจะกินแต่อาหารท้องถิ่นเท่านั้น จะสตรีทฟู้ดหรือมิชลินสตาร์ได้หมด วัตถุดิบที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ของโลก ทำให้อาหารที่ปรุงในพื้นที่นั้นๆ อร่อยที่สุดอยู่แล้ว เขาปรุงมาเป็นร้อยเป็นพันปี จนกลายเป็นรากเหง้าวัฒนธรรม 

เราเดินทางไปตั้งไกล จะไปกินอาหารไทยที่ทำจากวัตถุดิบอิมพอร์ตทำไมกัน ยิ่งถ้าได้กินอาหารท้องถิ่นที่เรารู้ที่มาที่ไปด้วยจะยิ่งฟิน ผักต้นนี้มาจากชุมชนนี้ เครื่องปรุงชนิดนี้ทำด้วยภูมิปัญญานี้ อาหารบางจานมีให้กินแค่ฤดูกาลนี้เท่านั้น คนสมัยก่อนเลยแข็งแรง ไม่มีโรคแทรกซ้อน เพราะเขากินอาหารสดใหม่ตามฤดู แต่ทุกวันนี้เราดัดแปลงพันธุกรรมพืช (GMO) 

นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน

บางทีไปกินอาหารภัตตาคาร โอ้โห หอยนางรมจากยุโรป คิดง่ายๆ ว่า ถ้ามันเดินทางจากยุโรปมาไทย มันไม่ได้อยู่ในทะเล บ้านของมันมากี่วันแล้ว ที่มันยังมีชีวิตอยู่ได้ แสดงว่าเขาต้องใส่อะไรบางอย่างเข้าไป เนี่ย สารเคมีทั้งนั้น ผมเลยไม่ค่อยกินอะไรที่อิมพอร์ตหรือนอกฤดูกาล มันแต่งเติมเยอะ เน้นกินของสดที่ปรุงแต่งน้อยที่สุดดีกว่า

ผมเป็นสายกินมานานแล้ว แต่คนไม่ค่อยรู้ เพราะผมขี้เกียจถ่ายรูป เลยแทบจะไม่เคยลงรูปอาหาร อาหารมาเสิร์ฟร้อนๆ ถ้าต้องมาเซ็ตมุมถ่ายรูป ก้มๆ เงยๆ ถ่ายเสร็จพอจะได้กิน อ้าว เย็นแล้ว ไม่อร่อยแล้วน่ะสิ จะกินก็ต้องกินตอนที่มันอร่อยที่สุด 

จริงๆ ทุกวันนี้ มื้อปกติผมกินคลีนนะ บางมื้อก็เป็นมังสวิรัติหรือวีแกนไปเลย ถ้ากินแค่ให้อิ่ม ผมจะเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ไม่ต้องอร่อยก็ได้ แต่มื้อพิเศษต้องอร่อย ผมเก็บท้องและแคลลอรี่ไว้กินของอร่อย จะถูกจะแพงกินได้หมด แต่ต้องอร่อยและทำให้เรามีความสุขได้ 

โอ้โห คุณกินวีแกนด้วยเหรอเนี่ย

ออกตัวก่อนว่าทุกวันนี้ผมยังกินเนื้อสัตว์อยู่นะครับ ยังมีกิเลสอยู่ ยังตัดไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ 

ตอนเด็กๆ ผมเป็นคนไม่กินผักเลย เพิ่งมาเริ่มกินได้ตอนอายุยี่สิบห้า คือเกลียดผักมาก กินได้อย่างเดียวคือกุยช่าย (หัวเราะ) ตอนนั้นแฟนเก่าบังคับให้กิน ประกอบกับเราเรียนสายสุขภาพมา แม้จะเกลียดแต่มันดี ก็ต้องพยายามกิน พอฝืนกินไปเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่งกลายเป็นว่าเราเอ็นจอยกับการกินผักเฉยเลย ให้กินเปล่าๆ ยังได้ เมื่อเช้าก่อนมาสัมภาษณ์ผมก็เพิ่งกินน้ำผักปั่นมาเป็นถ้วยเลย กินด้วยความรู้สึกดีกับตัวเอง

ผมตั้งปณิธานไม่กินเนื้อวัวทุกวันพฤหัสบดีมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว แรกๆ นะ เชี่ยเอ้ย เพื่อนชวนไปกินชาบูวันพฤหัสบดีตลอด หรือบางทีไปบ้านเพื่อน แม่คนนี้ทำสเต๊กอร่อยมาก (ลากเสียง) แต่เราตั้งปณิธานไว้แล้ว ไม่กิน มันคือบททดสอบ หลายครั้งเข้าแม่เพื่อนถึงกับถามว่า “สเต๊กแม่ไม่อร่อยหรอ นิวไม่กินเลย” ผมก็แบบ อ๋อ เปล่าครับ ผมไม่กินเนื้อวันพฤหัสบดี คราวหน้านัดกันวันอื่นนะครับ (หัวเราะ)

ผมไม่ได้ฝืนใจตัวเองเลยนะ เราทำทุกอย่างด้วยความรู้สึกดีกับตัวเอง จนทุกวันนี้ผ่านมาสิบกว่าปี ผมก็ยังทำตามปณิธานข้อนี้อยู่ แล้วยิ่งเราโตขึ้น ได้ศึกษาเรื่องวีแกนหรือการไม่บริโภคผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ ทำให้รู้ว่ามีงานวิจัยใหม่ๆ ออกมาที่ยืนยันว่ามันดีกว่าจริงๆ 

นิว ชัยพล จูเลี่ยน พูพาร์ต จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน

คุณศึกษาเรื่องวีแกน อ่านพวกงานวิจัยทางสุขภาพจากที่ไหนบ้าง

ง่ายสุดเลยคือดูสารคดี แนะนำเลยครับ Game Changer ใน Netflix อีกเรื่องคือ Folks Over Khives ส้อมใช้จิ้มผัก มีดใช้เฉือนเนื้อ ทั้งสองเรื่องเล่าวงการอาหารเกี่ยวกับอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ซึ่งหลายคนอาจจะไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเป็นต้นเหตุอันดับหนึ่งของโลกร้อน พอได้รับรู้ข้อมูลอะไรแบบนี้มากขึ้น มันชัดเจนอยู่แล้วว่าการกินผักดีต่อตัวเราและดีต่อโลก ดีขนาดนี้แล้วทำไมไม่ทำวะ เข้าใจว่าทุกคนมีกิเลส ผมก็ยังมีครับ เนื้อมันอร่อยจะตาย ใครจะไปตัดใจได้ง่ายๆ ใช่ไหม 

ทีนี้นอกจากวันพฤหัสบดีที่ปกติไม่กินเนื้อวัวอยู่แล้ว ผมก็เพิ่มวันอังคารซึ่งเป็นวันเกิดมาอีกวันที่จะไม่กินเนื้อสัตว์ อันนี้เริ่มจากการไป Everest Base Camp ผมขอไว้ว่าเทรกกิ้งครั้งนี้สำเร็จลุล่วง กลับมาได้อย่างปลอดภัย ผมจะไม่กินเนื้อสัตว์ทุกวันอังคารหนึ่งปี ปรากฏว่าพอผ่านไปหนึ่งปี การไม่กินเนื้อสัตว์มันก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรนี่หว่า เลยทำมาจนถึงทุกวันนี้เช่นกัน

เอาจริงๆ ไม่เฉพาะวันอังคารและวันพฤหัสบดี ทุกวันนี้ในวันปกติ ถ้าไม่ได้ออกไปร้านอาหารหรือวันที่อยากกินอะไรเป็นพิเศษ ผมไม่ได้กินเนื้อสัตว์เลย เรากินเต้าหู้ Chickpea แทนเนื้อสัตว์ก็ได้โปรตีนเหมือนกัน แต่จะมีเนื้อสัตว์ที่ต้องกินแน่ๆ คือพวกปลาทะเลน้ำลึก ที่มีไขมันดีและสารอาหารบางอย่างซึ่งอาหาร Plant Based Diet ไม่มี อย่างแซลมอนผมก็กินอาทิตย์ละสองมื้อ ทำแบบนี้แล้วรู้สึกดีนะ ตัวเบาสบาย รู้สึกมีพลัง ไม่ได้เบียดเบียนใคร

จากที่ฟัง คุณดูเข้าใจพุทธศาสนา ลูกเสี้ยวอย่างคุณอินกับเรื่องศาสนาแค่ไหน

ผมเคารพทุกศาสนาในโลก อย่างพุทธศาสนา ตั้งแต่ได้เรียนการแสดงกับหม่อมน้อย ผมได้หัดนั่งสมาธิทำให้ใช้ชีวิตด้วยสติ ได้พิสูจน์ด้วยตัวเองว่ามันทำให้ชีวิตผมดีขึ้นจริงๆ ทั้งชีวิตส่วนตัวและการแสดง เวลาออกเดินทาง ไปสถานที่ทางศาสนาไหนๆ ไม่ว่าจะคริสต์ ฮินดู อิสลาม หรืออะไรก็ตาม ผมให้ความเคารพหมด คนพื้นเมืองทำความเคารพยังไงผมก็ทำตามแบบเขานั่นแหละ ไม่เขินอายเลยนะเวลาทำอะไรแบบนี้ ทำแล้วอิ่มเอม สบายใจ 

ทุกวันอาทิตย์ต้นเดือน ผมจะไปปฏิบัติธรรมที่วัดแห่งหนึ่งที่ฉะเชิงเทรา ถ้าว่างก็ไปตลอดมาหลายปีแล้ว พระอาจารย์ก็ชวนว่า “โยมนิวลองมาปฏิบัติธรรมยาวๆ ห้าวัน เจ็ดบ้างสิ” ผมก็คิดนะว่า วันเดียวน่าจะเหมาะกับผมที่สุดแล้ว (หัวเราะ) แถมปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์เป็นแบบปิดวาจาด้วย โห เราจะทำได้ยังไง ไม่มีทาง สวดมนต์ เดินจงกรม นั่งสมาธิ ทำวนอยู่อย่างนั้น ผมบ้าตายแน่ๆ

จนเมื่อสองปีที่แล้ว ผมเลิกกับแฟน ปกติช่วงหยุดสงกรานต์หรือปีใหม่ผมไม่เคยอยู่ไทย ไปต่างประเทศตลอด ปีนั้นไม่มีที่ไป งั้นไปวัดละกัน ให้วัดเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ จะได้ไม่ฟุ้งซ่าน เจ็ดวันปิดวาจา สองวันแรกทรมานมากครับ เวลากินข้าวก็ต้องนั่งกินคนเดียวทีละคำ เพื่อให้อยู่กับปัจจุบัน ผ่านสองวันแรกมาได้ วันต่อๆ มาสบายมาก รู้สึกตัวลอยและปีติอย่างบอกไม่ถูก ไม่ได้เว่อร์นะ รู้สึกแบบนั้นจริงๆ (ยิ้ม)

จริงๆ เรื่องการเดินทางก็เกี่ยวกับพุทธศาสนานะ…

นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน

การเดินทางเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนายังไง

เวลาไปเทรกกิ้ง อย่างเนปาลเนี่ย เดินขึ้นยอดเขาทีสองสามอาทิตย์ มันเหมือนเราได้ทำสมาธิ เพราะเราไปกับกลุ่มเพื่อน อยู่ด้วยกันยี่สิบสี่ชั่วโมง มันไม่มีอะไรจะคุยกันนักหนา แล้วแต่ละคนก็เดิน Pace ไม่เท่ากัน บางคนเดินเร็ว บางคนเดินช้า ก็เดิมตามเส้นทางไป ไม่ได้เกาะกลุ่มกันตลอดเวลา เราก็ได้อยู่กับตัวเอง เหมือนเดินจงกรมที่มีวิวเป็นภูเขาอลังการ ระหว่างเดินนอกจากได้อยู่กับลมหายใจตัวเองแล้ว เรายังได้เห็นสภาพภูมิประเทศ สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ 

เนปาลเป็นประเทศที่มีความศรัทธาสูงมาก ตอนนั้นผมไปหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวด้วย ขนาดวัด บ้านเรือน พังไปหมด คนที่นั่นเขายังเข้าไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ยังยิ้มแย้มให้เรา เหมือนพอคนหลายๆ คนศรัทธา มันกลายเป็นมวลรวมที่พากันขึ้นไปเป็นพลังงานบางอย่างที่มีจริงๆ มองไม่เห็น แต่เรารับรู้ได้ 

ออกจากเมืองมาเทรกกิ้ง ก็รู้สึกเหมือนภูเขาและธรรมชาติรอบตัวมีชีวิต มีภูเขาลูกหนึ่งคือ Machhapuchhare หรือภูเขาหางปลา เขาลูกนี้เขาไม่ให้คนปีนขึ้นยอด เพราะถือว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ ขาลงกลับเข้าเมือง ผมนั่งมองภูเขาลูกนี้เฉยๆ แล้วน้ำตาไหล ไม่น่าเชื่อเนอะ (ยิ้ม) 

นิว ชัยพล จากเด็กเลือดร้อนสู่นักเดินทางที่เข้าใจธรรมชาติและนักชิมที่เชื่อเรื่องการกินอย่างยั่งยืน

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ในวันที่อะไร ๆ ก็ดูไม่เป็นใจเราเท่าไหร่ ต้องเผชิญหน้ากับรถที่ติดบรม ฟ้าฝนเริ่มตั้งเค้า สติสตังพลันหล่นหาย ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่อำนวยความสะดวกนัก

เรื่องดี ๆ ไม่กี่อย่างในวันนี้คือ เรานัดพบกับศิลปินคนหนึ่งในยามบ่าย

บทสนทนาที่ยาวนานร่วมชั่วโมง ทำให้เราเข้าใจว่ามันก็เป็นเพียงวันแย่ ๆ หนึ่งวันในชีวิต เป็นรสชาติขื่นขมที่ต้องฝืนกลืนลงไปบ้าง และเช้าวันใหม่จะงดงามอีกครั้งเสมอ

เราคุยกับเขาในนาม จ๋าย-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี คนละคนกับ จ๋าย ไททศมิตร ที่เขาเองบอกว่าไม่มีทางเป็นคนเดียวกันได้ เว้นแต่มีเนื้อในและความเชื่อเดียวกันเท่านั้น

ใครหลายคนมักพูดกันว่า ชีวิตก็เหมือนหนังเรื่องหนึ่งที่ยากจะรู้ตอนจบของมัน และตัดสินกันแค่ฉากเดียวไม่ได้ เราโยนคำถามง่าย ๆ ต่อให้จ๋าย หลังเขากลับมาสานต่อความฝันอยากเป็นผู้กำกับในวัยเยาว์ ด้วยการกำกับ MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ศิลปินรุ่นน้องในค่ายของเขาเอง

เราถามจ๋ายว่าถ้าชีวิตเป็นเหมือนหนังเรื่องหนึ่งจริง ในสายตาผู้กำกับหน้าใหม่ หนังของเขาจะเป็นอย่างไร

จ๋ายหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะเริ่มต้นเล่าให้เราฟัง

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 1 คุณยายผมดีที่สุดในโลก

“หนังของผมมันเหมือนรถไฟเหาะ ยาวมาก ผมว่ามันจะเป็นหนัง 4 ภาค

“ภาคแรกเป็นหนังแนวญี่ปุ่น คุณยายผมดีที่สุดในโลก อวล ๆ อบอุ่น ร้องไห้น้ำตาไหล”

แน่นอนไม่ต้องบอก จ๋ายเป็นเด็กที่เติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูของยาย พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เขายังจำความไม่ได้ เราเกือบไม่มีศิลปินที่ชื่อจ๋ายอย่างทุกวันนี้ด้วยซ้ำ เพราะใครต่างก็บอกว่าหากเด็กคนนี้ลืมตาดูโลกขึ้นมาจะมีร่างกายไม่สมประกอบ แม้กระทั่งถูกบอกว่าถ้าเกิดเป็นผู้หญิงจะไม่มีใครเลี้ยงดู

จ๋ายเล่าเองก็ยังเขิน ที่ชีวิตจริงของเขาน่าสงสารเกินกว่าจะเชื่อลง แต่ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าดีหรือเลว ยายก็ยังเลี้ยงดูเขาด้วยความรัก ไม่เคยคาดหวังให้เขาเป็นอะไร จ๋ายจึงเป็นเด็กที่เติบโตมาโดยปราศจากความฝัน มีเพียงอิสระทางความคิด

คอหนังญี่ปุ่นจะทราบดี ว่าโทนหนังสีอบอุ่นในบรรยากาศนุ่มนวลแบบนี้ มักลงเอยด้วยคราบน้ำตาเต็มสองแก้ม เพราะละอองแห่งความสุขของเด็กน้อยจบลงด้วยการที่ยายจากไปไม่มีวันกลับ ขณะที่เขาเป็นเพียงเด็กประถม

น่าสนใจว่าปัจจุบัน ทั้งบทบาทการเป็นนักแสดง นักร้อง รวมถึงรอยสักมากมายที่ทั้งปรากฏและไม่ปรากฏให้เห็น ล้วนเป็นการแสดงออกถึงตัวตนอย่างหนึ่งของเขาหรือไม่

จ๋ายตอบว่าลึก ๆ แล้ว เขาชอบให้คนมาสนใจตั้งแต่เด็ก พยายามหาความรักจากที่อื่นมาทดแทนความอบอุ่นของพ่อแม่ที่ขาดหายไป แม้ในบางช่วงชีวิต ความกล้าแสดงออกของเขาจะหนักไปทางเรื่องไม่ดีก็ตาม

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 2 เรียกเขาว่าอีกา

“ภาค 2 เป็นอีกาเลย เป็นเรื่องตอนที่เราย้ายไปจังหวัดสุราษฎร์ธานี เราเริ่มสู้คน มีเรื่องชกต่อย โดนกระทืบ คนล้อเราไอ้ลาว สารพัด”

หลายคนรู้จักจ๋ายจากการเป็นนักร้องนำวงไททศมิตร เพลง แดงกับเขียว หรือภาพลักษณ์ไว้หนวดเครายาว ยากจะมีใครเหมือน แต่จ๋ายบอกกับเราว่า เพราะการรับบทเป็น ‘บิลลี่ อินทร’ จากภาพยนตร์เรื่อง 4 Kings ทำให้คนแห่แหนรู้จักไททศมิตรมากขึ้นเป็นเท่าตัว จากที่เคยมีโต๊ะว่างเวลาเล่นคอนเสิร์ต ก็ไม่มีภาพนั้นให้เห็นอีกแล้ว

แม้บทบาทการเป็นบิลลี่ จะทำให้เขาคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมมาครอบครอง มีเครื่องการันตีความสามารถ ได้รับการยอมรับในฐานะนักแสดงในสายตาใครหลายคน จ๋ายกลับบอกว่า นั่นยังไม่ถึงมาตรฐานที่เขาเคยทำได้

“ผมว่าผมแสดงได้ดีกว่านี้ถ้าได้เล่นหลังเรียนจบใหม่ ๆ ผมเป็นจ๋ายไททศมิตรมานานแล้ว ผมทิ้งการแสดงไป เพราะผมยอมรับในอุตสาหกรรมหนังบ้านเราว่าไม่มีที่ให้กับคนอย่างผม เราไว้หนวด ไว้เครา สักทั้งตัว ผมคงไม่มีทางโด่งดังเหมือนพระเอกละคร”

เราพยายามเทียบให้เห็นภาพตัวเขาในภาค 2 นี้ง่าย ๆ เพราะจ๋ายเองก็ผ่านการตอบคำถามเรื่องชีวิตมามากมาย และเรื่องราวของเขามันเยอะสิ่งจนไม่สามารถสาธยายให้ฟังได้ทั้งหมด

คิดว่าตัวคุณกับ บิลลี่ อินทร เหมือนหรือต่างกันยังไง เราถาม

“เหมือนกันเลยครับ” เขาตอบทันที “บิลลี่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดของจ๋าย แต่ทั้งหมดของบิลลี่ในหนังเป็นจ๋ายแน่ ๆ เราเป็นคนมีอะไรแล้วไม่ค่อยพูดเหมือนกัน ครอบครัวแตกแยก เคยเข้าสถานพินิจ พื้นเพคล้ายกันมาก”

ส่วน เรียกเขาว่าอีกา เชื่อว่าคนวัยทำงานอย่างเรา ๆ คงไม่มีใครไม่รู้จักหนังวัยรุ่นชกต่อยในตำนานแห่งโรงเรียนมัธยมปลายซูซูรัน ที่ต้องต่อสู้กันเพื่อชิงความเป็นใหญ่และอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมโรงเรียน จนกระทั่ง ‘เก็นจิ’ นักเรียนชายปริศนาย้ายเข้ามาที่นี่ เช่นเดียวกับเด็กอีสานที่ต้องกลายไปเป็นคนแปลกหน้า แปลกถิ่น ในแผ่นดินด้ามขวานอย่างเขา

ถ้าจ๋ายว่าช่วงชีวิตหนึ่งของเขาเป็นเหมือนหนังเรื่องนี้ ลองคิดกันเล่น ๆ ว่าแก๊ง 4 Kings เป็นอีกหนึ่งผู้ทรงอิทธิพลในซูซูรัน เข้าไปมีเรื่องกับเก็นจิ ต่อยตีกับกองกำลังเซริซาวะ ด้วยทักษะการต่อสู้แบบแดงกับเขียว จินตนาการเอาแล้วกันว่าจะเลือดตกยางออกขนาดไหน

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 3 สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ

“ภาค 3 ก็เป็นเรื่องในมหาลัย สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ ถึงเวลาที่ต้องตั้งใจเรียนแล้ว ผมเป็นเด็กเนิร์ดมาก อยากเก่งกว่าเพื่อน อยากเก่งกว่ารุ่นพี่ อยากเก่งกว่าอาจารย์ แสดงละครทุกเรื่อง หอบผ้าหอบผ่อนมากินนอนที่มหาลัย”

หลังยายจากไปและผ่านการตะลุมบอนแบบซูซูรันมาอย่างโชกโชน จ๋ายเริ่มมีความคิดอยากเป็นผู้กำกับก็ตอนมัธยมปลาย จากการถูกครูชักชวนให้ขึ้นไปแสดงบนเวทีหลายครั้ง พอได้ลองเป็นผู้ควบคุม ได้คิด ได้วางแผน เขาก็ชอบจนอยากเรียนต่อด้านนี้อย่างจริงจัง แม้จะไม่ได้เป็นคอหนังตัวยง ไม่มีภาพยนตร์เรื่องโปรด ไม่มีผู้กำกับหนังในดวงใจ จ๋ายใกล้ชิดกับโลกดารามากที่สุดก็คงจะเป็นตอนที่ถูกถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แล้วเขาตอบว่า ‘ตี๋ใหญ่’ นั่นแหละ

จากเด็กที่อยู่โดยปราศจากความฝัน กลายเป็นเด็กที่ทะเยอทะยานอยากเก่งกว่าใคร ในยุคที่ละครเวทีของ บอย ถกลเกียรติ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จ๋ายคิดว่าการเป็นผู้กำกับละครเวทีจะต้องยากและท้าทายมากกว่าแน่นอน เว้นเสียแต่ว่า

“จุดเปลี่ยนของเรา คือ อาจารย์จับเราไปเล่นเรื่อง คำพิพากษา เป็นละครเวทีเรื่องแรก ด้วยลุคที่เราไว้หนวดมาตั้งแต่ปีหนึ่ง ก็ได้รับบทเป็นสัปเหร่อ มันมีบทพูดว่า “โลกยังหมุนวนต่อไป ไม่มีเอ็ง ไม่มีข้า ก็ไม่มีใครใส่ใจ เพลงชาติก็ยังขึ้น จบก็สวดมนต์ แล้วครูใหญ่ก็ให้โอวาทเหมือนทุกวัน”

“เราพูดเสร็จแล้วน้ำตาไหลทำไมไม่รู้ แล้วเราก็แบลงก์เลย ลืมบท เล่นเสร็จเราลงมาถามอาจารย์ว่าเมื่อกี้มันคืออะไร เหมือนไม่ใช่ตัวเรา เขาบอกว่านี่แหละ คือการแสดง

“ผมสักคำว่า ‘ศีล’ กับ ‘สติ’ หลายคนถามว่ามาจากศาสนาเหรอ เปล่าเลย มาจากการเล่นละคร เพราะการแสดงมีอคติไม่ได้ ต้องถือศีล ไม่มีใครทำถูกใจใครทั้งหมด เสี้ยวหนึ่งของเขาอาจจะติดใจเราบ้าง แต่เราก็ต้องเล่น”

เพราะชีวิตประจำวันในบางครั้งเหนื่อยยากเหลือเกิน จ๋ายจึงชอบเวลาที่ได้สวมบทบาทเป็นคนอื่น เราถามเขาต่อว่าเหตุการณ์ไหนเกิดขึ้นก่อนกัน ระหว่างเป็นจ๋ายที่ร้องเพลงเพราะ หรือต้องฝึกร้องเพลงให้เพราะเพื่อเล่นละครเวที แปลกที่เขาไม่เลือกสักอย่าง แต่จ๋ายตอบว่าเขาไม่คิดว่าตัวเองร้องเพลงเพราะ

“ทุกวันนี้ก็ยังไม่คิดว่าเพราะ ผมจะประหม่ามากเวลาร้องกับนักร้องที่มีชื่อเสียง เช่น ลูกหว้า พิจิกา, พี่พี สะเดิด ถ้าต้องใส่สูท ยืนหน้าเวที ร้องเพลงจริงจัง แต่ผมไม่มีปัญหากับการแสดงสดไททศมิตร”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ภาค 4 ไททศมิตร

หยิ่งทะนงองอาจในวิถี แบกศักดิ์ศรีค้ำคอเดินสุดสาย ไม่ยอมงอ อ่อนข้อ โถ ไอ้ควาย เมื่อความตายมาเยือนเพื่อนไม่มี

หยิ่งผยองลำพองว่าตนเก่ง ว่าตนเจ๋งว่าตนสุด ไอ้ฉิบหาย เมื่อถึงฆาตถึงคราวชีพมลาย ผลสุดท้ายกลัวตายเป็นแม่งทุกคน

บทเปิดทรงพลังจากเพลงดัง แดงกับเขียว เราพบว่ามันคล้ายคลึงกับละครเวทีอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อถามว่าจ๋ายดีไซน์หรือนำเทคนิคจากละครเวทีมาใช้ในการแสดงสดด้วยหรือไม่ เขาตอบว่าไททศมิตรเล่นสดด้วยสัญชาตญาณ

หากใครไม่เคยดูการแสดงสดของพวกเขา เราขอท้าให้คุณไปดูว่ามันดุเดือดขนาดไหน และคำตอบของคำถามว่า ‘ทำไมจ๋ายไททศมิตรกับจ๋ายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเราถึงเป็นคนละคนกัน’ ก็เป็นเพราะไม่มีใครแสดงความ Aggressive ได้ตลอดเวลา (จ๋ายย้ำว่าฝากบอกทุกคนด้วย ว่าการเล่นสดแต่ละครั้งกินพลังมากเหลือเกิน)

เขาเชื่อว่าศิลปะทุกแขนง ทั้งงานศิลป์ ดนตรี ละคร ภาพยนตร์ ฯลฯ มีแก่นเดียวกัน คือการทำให้ผู้รับสารรู้สึกได้ เพียงแต่วิธีการแสดงออกแตกต่างกันเท่านั้น การเล่นสดของพวกเขาจึงไม่ใช่การจัดวาง ไม่มีดีไซน์ ไม่กำหนดว่าใครรับบทเป็นใคร หากเล่นไปตามความรู้สึกอย่างเต็มที่ คนดูย่อมรู้สึกไปกับมัน

หลังโลดแล่นอยู่บนเส้นทางดนตรีมาพักใหญ่ ในที่สุดเขาก็ได้หวนกลับไปทำตามฝัน และใช้ทักษะจากการเรียนละครเวทีเป็นข้อได้เปรียบ เรากำลังพูดถึง MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ที่เขาลงมือเขียนบทและกำกับด้วยตัวเองเป็นชิ้นแรก

จ๋ายเล่าว่า เขาเริ่มจากการตีความหมายของชื่อเพลง มองเห็นว่ามนุษย์เราจับความรู้สึกกันได้เก่งมาก บางทีเพื่อนทะเลาะกัน เดินเข้ามาในห้อง เพื่อนอีกคนก็จะรับรู้ได้ทันทีว่าวันนี้ไม่ปกติ เช่นเดียวกับตัวเอก 3 คนที่มีความรักให้กันเป็นวงกลมอยู่ดี ๆ พอมีสถานะมาครอบไว้ก็กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนขึ้นมา ส่วนเรื่องโรคเอดส์ จ๋ายอยากเป็นกระบอกเสียงให้กับชาว LGBTQIA+ ที่ในยุคหนึ่งก็เคยออกมาต่อสู้เรื่องนี้อย่างจริงจัง

เราอดถามไม่ได้ว่าคนที่มีประสบการณ์การกำกับน้อยมากอย่างเขา มีวิธีการทำงานอย่างไร

“ผมเป็นผู้กำกับที่ปล่อยให้คนเก่งทำงาน และไม่ทำในสิ่งที่ไม่รู้ อย่างเรื่องภาพ เราก็จะให้คนที่เขาเชี่ยวชาญทำ เราเอาเวลามาเวิร์กกับบท ที่มาที่ไปของตัวละคร เป็นแอคติ้งโค้ชบ้าง เพราะเราถนัดเรื่องนี้”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู
คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

เมื่อพระเอกผ่านการใช้ชีวิตมาอย่างยากลำบาก (อาจถึงขั้นเข็ดหลาบ) ถึงจุดหนึ่งก็ต้องถึงคราวอวสาน เราถามจ๋ายว่าเขาออกแบบตอนจบของหนังความยาว 4 ภาคนี้ว่าอย่างไร จ๋ายตอบทันควันว่า “ตายครับ”

เป็นอย่างที่จ๋ายเคยพูดไว้ในการสัมภาษณ์รายการหนึ่ง ว่าเขาอยากนอนอยู่บนเตียง ตายไปโดยที่ยังหัวเราะได้อย่างสุดเสียง เพราะเขาสะใจที่ได้ใช้ชีวิต

เพียงแต่มีเพิ่มเติมเล็กน้อยก็ตรงเมื่อถึงแดนสนธยา ยายที่จ๋ายรักที่สุดในโลกจะยืนรอเขาอยู่ตรงนั้น ทักทายเขาด้วยน้ำเสียงประชดประชันที่จ๋ายอาจลืมไปแล้วว่า “เป็นไง เหนื่อยไหม” กับชีวิตเหนื่อยยากมานานที่ได้จบลงเสียที

“ถ้าเราสามารถสร้างตัวละครยายให้คนดูผูกพันได้ตั้งแต่ภาคแรก แล้วปิดจบด้วยยายนะ โอโห ผมว่าน้ำตาท่วมโรง

“ผมจะตั้งชื่อหนังเรื่องนี้ว่า ‘จ๋าย’ ไม่มีต่อท้าย ไม่มีอะไร คำโปรยก็ง่าย ๆ ว่าชีวิตจริงมันยิ่งกว่าละครนี่แหละ”

เขียนบทและกำกับโดยจ๋าย

“อะไรที่เป็นของจริงมักจะดี อะไรที่ดีมักจะจำเป็น และอะไรที่จำเป็นมักจะได้รับการรักษา” คือคำพูดที่ โอม Cocktail มอบให้กับเขา

ผู้ชายที่สวมเสื้อลายเสือใหญ่ ซ่อนแววตาไว้ใต้เงาของหมวกถักคู่ใจ แต่ความคิดส่งตรงมายังปากได้อย่างฉาดฉาน ไม่มีลังเล จ๋ายบอกกับเราว่า ข้อดีอย่างหนึ่งของเขาคือการที่เขาสนทนาได้กับทุกคน ทั้งรุ่นน้อง รุ่นพี่ รุ่นเดียวกัน บางคนอาจจะไม่รู้ว่าเขาคุยได้ทั้งซ้ายและขวา

อย่างน้อยที่สุด จ๋ายอยากทำตัวให้มีประโยชน์ต่อสังคม และถ้ามีโอกาส เขาก็อยากทำหนังที่ส่งมอบความหวังให้กับประเทศนี้

“จริง ๆ เราอยากเล่าหลายเรื่องมาก เรื่องเล็ก ๆ ไม่ต้องเป็นเรื่องตัวเองก็ได้ แต่อยากเล่าให้คนดูรู้สึกไปกับมัน เราว่านี่คือความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์ ทั้งภาพ แสง สี เสียง มันทำให้เรามีอารมณ์ร่วม

“เราอยากทำหนังที่เล่าเรื่องความหวัง เพราะเราว่าปัจจุบันที่คนเราทะเลาะกัน ด่ากัน ความโกรธมันเกิดจากความสิ้นหวัง เราอยากบอกว่ามันยังมีความหวังอยู่ ขอแค่รอเวลา ต่อให้ปัจจุบันดำมืดแค่ไหน มันจะยังมีแสงสว่างรออยู่ ขอแค่รออย่างมีหวัง สิ่งเหล่านี้มันยิ่งกว่าศาสนาอีกนะ”

ตลอดการพูดคุย จะเห็นว่าจ๋ายพูดเรื่องแสงสว่างในชีวิตบ่อยมาก เราถามเขาด้วยความสงสัยว่านั่นเป็นคติพจน์ประจำใจของเขาหรือเปล่า

“ไม่เชิงคติพจน์ มันเป็นความเชื่อของผมมากกว่า เราโตมากับยุคที่เพลงพูดถึงความเชื่อและความฝัน แต่เดี๋ยวนี้ไปสอนเด็กเรื่องความเชื่อมันด่าเราหมดแล้ว ข้าวยังไม่มีจะกินเลยจะให้เชื่ออะไร

“เราอยากให้ทุกคนใช้ชีวิตด้วยความรู้สึก ถ้าเรารักพ่อ สักวันหนึ่งพ่อจะต้องตาย แต่ถ้าเรารักความรู้สึกที่พ่อมีให้เรา พ่อจะไม่มีวันตาย”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ย้อนกลับไปที่หนัง 4 ภาคของตัวเขาเอง ไม่รู้จ๋ายมองว่าแต่ละภาคใช้เวลานานแค่ไหน แต่หากต้องเล่าถึงอัตชีวประวัติตลอด 30 กว่าปีของเขาให้จบ เราอยากรู้ว่าจ๋ายจะให้ใครเล่นเป็นพระเอกหนังเรื่องนี้

“หายากมาก” เขาตอบ “มันต้องเหนื่อยมากนะ เล่นหนัง 4 ภาค ผมว่ามันต้องเป็นคนละคนกันเล่น เพราะเพื่อนที่อีสานก็จะงงว่าผมที่ร้องเพลงเป็นใคร เพื่อนที่เคยตีกันก็งงว่าผมที่ตั้งใจเรียนละครเวทีเป็นใคร เพื่อนทุกคนจะงงว่าทำไมจ๋ายมาเล่นหนัง มันเหมือนเป็นคนละคน”

แล้วคุณชอบภาคไหนของ ‘จ๋าย’ ที่สุด เราถาม

“ตอบไม่ได้ เมื่อก่อนอาจจะตอบได้ว่าเราไม่ชอบภาคนี้ของชีวิตเลย อยากตัดออกไป แต่ตอนนี้เรายอมรับความอ่อนแอของตัวเองได้แล้ว เราพูดทุกวันเกิดเลยว่า เราขอบคุณทุกคนในชีวิต ขอบคุณพ่อแม่ที่ทิ้งเราไปและที่กลับมาในวันนี้ ขอบคุณยาย ขอบคุณเพื่อน ขอบคุณสังคมแย่ ๆ ขอบคุณคนที่เคยกระทืบเรา มีเรื่องกับเรา”

ถ้านั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์ เอนด์เครดิตก็คงกำลังเลื่อนผ่านไปพร้อมกับเพลงประกอบหนังสักเพลง มีรายชื่อคนที่เขารักและเคยบาดหมางในอดีตเป็นผู้ร่วมสร้าง มีความหวัง มีการจากลา ผ่านการเดินทางราวกับรถไฟเหาะที่เกินจะคาดเดา แม้บางทีเรื่องราวล้มลุกคลุกคลานจะเล่าไปแล้วอายเพื่อน แต่จ๋ายยังคงยืนยันว่าอยากให้ทุกคนได้ดูหนังชีวิตของเขา

“ถ้าคนชื่อจ๋ายดังมีชื่อเสียง หนังมันก็คงจะทำเงิน แต่ผมไม่รู้สึกว่าผมดัง ความดังคืออะไร มันวัดกันเป็นเดซิเบลไม่ได้ ถ้าผมยังเดินห้างได้อยู่ก็โอเค อาจจะยังไม่ดังมาก” ผู้กำกับหนังหัวเราะ

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load