ทำงานที่บ้าน (Work from Home) เพราะเชื้อโควิดแผลงฤทธิ์ ลากยาวมาหลายเดือนติด ทั้งกายหยาบและกายละเอียดได้รวมตัวกันเพื่อส่งสัญญาณเตือนเจ้าของร่างว่า “พักเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นจะได้ไปพักที่โรงพยาบาลแทน” เพราะตัวฉันเองแยกเวลาส่วนตัวกับเวลางานออกจากกันไม่ได้ จึงทำงานมากกว่า 8 ชั่วโมงติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ก็เลยส่งผลกระทบทางลบทั้งกายและจิตใจ โดนเตือนมาขนาดนี้จะรออะไรล่ะคะ ไปพักร้อนกันเลยค่ะ

เปลี่ยนบรรยากาศ WFH ไปหาความรื่นรมย์ เดินเล่นริมคลองบางหลวง ชุมชนโบราณย่านฝั่งธนบุรี

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่เอื้อให้เดินทางไปไหนได้ไกล ๆ ฉันจึงเลือกที่จะออกเดินทางเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนโดยรถยนต์ส่วนตัว พร้อมเพื่อนสาวผู้ที่กดปุ่ม Pause ให้กับปัญหา แล้วหันหน้าไปมีความสุขกับการกินของอร่อย (กองทัพต้องเดินด้วยท้อง เพื่อนคนนี้ได้กล่าวไว้) มุ่งหน้าไปที่ชุมชนริมน้ำคลองบางหลวง เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ชุมชนโบราณย่านฝั่งธนบุรี

วัดกำแพงบางจาก กราบสักการะหลวงพ่อบุษราคัมศักดิ์สิทธิ์

บรรยากาศบริเวณวัดมีต้นไม้น้อยใหญ่จำนวนมากร่มรื่น เราจอดรถด้านหน้าวัดกำแพงบางจาก ทันทีที่ก้าวเท้าลงจากรถ ผิวกายของเราก็สัมผัสกับสายลมเย็นพัดมาเอื่อย ๆ ที่ธรรมชาติส่งมาต้อนรับพวกเรา 

วัดกำแพงบางจากเป็นวัดเก่าแก่ สันนิษฐานว่ามีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ตั้งอยู่ริมคลองบางหลวง ปัจจุบันคือคลองบางกอกใหญ่ เป็นพุทธสถานสำคัญของชุมชนริมน้ำคลองบางหลวงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

เปลี่ยนบรรยากาศ WFH ไปหาความรื่นรมย์ เดินเล่นริมคลองบางหลวง ชุมชนโบราณย่านฝั่งธนบุรี

เมื่อเรามุ่งหน้าไปอุโบสถของวัด จะพบกับพระพุทธฉายขนาดใหญ่สีทองเรืองรองอร่ามตัดกับพื้นหลังสีแดง ซึ่งเป็นศิลปะการเขียนของช่างสมัยโบราณ ประดิษฐานอยู่ในซุ้มปูนปั้นลวดลายประณีตหน้าอุโบสถ มองเห็นได้จากระยะไกล พอมาถึงทางเข้าวัดเราจะเห็นภาพพระพุทธฉายอยู่ตรงกลางระหว่างศาลาไม้แฝดด้านหน้าทางเข้า นับว่าเป็นทางเข้าวัดที่สร้างความตระการตา แต่กลับให้ความรู้สึกสงบในเวลาเดียวกัน 

เปลี่ยนบรรยากาศ WFH ไปหาความรื่นรมย์ เดินเล่นริมคลองบางหลวง ชุมชนโบราณย่านฝั่งธนบุรี
ลาพักร้อนให้ร่างกายและจิตใจสดใส ไปเที่ยวชุมชนเก่าย่านฝั่งธนฯ เข้าวัด แวะบ้านศิลปิน และสนทนากับคนท้องถิ่นจนเป็นหนึ่งเดียวกับชุมชน

ภายในอุโบสถประดิษฐาน ‘หลวงพ่อบุษราคัม’ ซึ่งเป็นพระประธานปางมารวิชัย และมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่อันทรงคุณค่าทั้ง 4 ด้าน ด้านหน้าอุโบสถมีเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองขนาดกลาง 2 องค์ และมีวิหาร 2 หลังขนาบทั้งทางซ้ายและขวา ด้านหลังอุโบสถมีเจดีย์ทรงปรางค์ 2 องค์ และเจดีย์ทรงกลมที่ภายในบรรจุอัฐิของ ‘พระพิศาลผลพานิช’ หรือ ‘จีนสือ’ ขุนนางเชื้อสายจีน สันนิษฐานว่าท่านมีความสำคัญต่อวัดนี้เป็นอย่างมาก

ครัวคุณอ๋อย ร้านอาหารตามสั่งริมน้ำ สั่งอะไรก็อร่อย

อิ่มอกอิ่มใจจากการกราบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในบริเวณวัดกำแพงบางจากเรียบร้อยแล้ว เราก็ไปหาอะไรทานที่ครัวคุณอ๋อย ร้านดังในชุมชนที่ตั้งอยู่ริมน้ำหน้าวัดกำแพงบางจาก เพื่อเติมพลังงานให้กับร่างกายในมื้อเที่ยง 

ลาพักร้อนให้ร่างกายและจิตใจสดใส ไปเที่ยวชุมชนเก่าย่านฝั่งธนฯ เข้าวัด แวะบ้านศิลปิน และสนทนากับคนท้องถิ่นจนเป็นหนึ่งเดียวกับชุมชน

ทันทีที่เราก้าวเท้าเข้าร้าน ก็จะได้ยินเสียงทักทายต้อนรับที่กระฉับกระเฉงของเจ้าของร้านและพนักงาน ถ้าฟังดูดี ๆ เสียงทักทายนั้นแฝงไปด้วยความหวังเป็นอย่างมาก ใช่ค่ะ การแพร่กระจายของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ไม่เว้นแม้กระทั่งร้านครัวคุณอ๋อย

ระดับความหิวเริ่มพุ่งสูง เราสั่งอาหารอย่างใช้สติมากที่สุด ผลปรากฏว่าพนักงานเดินมาทวนเมนูอีกครั้งว่า 

“สั่งส้มตำถาด 1 ถาด ส้มตำปู 1 จาน สเต๊กหมู 1 จาน คอหมูย่างอีก 1 จาน และข้าวไข่ดาว 1 จาน ถูกต้องไหมคะ” เราสองคนพยักหน้ายืนยันเมนูที่สั่งอย่างหนักแน่น (กองทัพต้องเดินด้วยท้อง) 

เปลี่ยนบรรยากาศ WFH ไปหาความรื่นรมย์ เดินเล่นริมคลองบางหลวง ชุมชนโบราณย่านฝั่งธนบุรี

จากการพูดคุยกับแฟนเจ้าของร้านก็ได้ความว่า ก่อนหน้าที่จะมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทางร้านมีรายได้หลักจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ที่นั่งเรือหางยาวมาจากตลาดน้ำต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานคร เช่น ตลาดน้ำคลองลัดมะยม ตลาดน้ำตลิ่งชัน เป็นต้น เพื่อมาชมวิถีชีวิตริมคลองบางหลวง แล้วแวะทานข้าวที่ร้านครัวคุณอ๋อย กิจการเติบโตดีจึงตัดสินใจขยายร้าน และเพิ่มการบริการแบบโฮมเสตย์ แต่ยังไม่ทันจะได้รับลูกค้าเพิ่มก็ต้องปิดซะก่อนเพราะสถานการณ์โควิด

เรากับแฟนเจ้าของร้านนั่งพูดคุยถามสารทุกข์สุขดิบตามประสาคนแปลกหน้ากันสักพักก็ถึงเวลากล่าวคำลา โดยก่อนจากกันเราได้ทราบข่าวว่า ทางวัดกำแพงบางจากจะมีการทอดกฐิน ซึ่งเราตั้งใจว่าจะมาร่วมงานบุญครั้งนี้ด้วย

บ้านศิลปิน จิบกาแฟชมการแสดงหุ่นละครเล็ก

เปลี่ยนบรรยากาศ WFH ไปหาความรื่นรมย์ เดินเล่นริมคลองบางหลวง ชุมชนโบราณย่านฝั่งธนบุรี

อิ่มท้องเรียบร้อย เราก็เดินลัดเลาะไปตามทางเดินเล็ก ๆ ริมน้ำเพื่อไปบ้านศิลปิน เป็นบ้านไม้เก่าแก่ 2 ชั้น ลักษณะคล้ายตัวแอล (L) ที่กลายเป็นแกลเลอรี่และโรงแสดงหุ่นละครเล็ก ภายในบ้านมีการจัดแสดงผลงานภาพถ่ายชุมชน ภาพศิลปะ หุ่นละครเล็ก มีกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การวาดภาพ ร้อยสร้อยข้อมือ การจัดดอกไม้ เป็นต้น และมีร้านกาแฟด้วย

ลานการแสดงหุ่นละครเล็กที่บ้านศิลปินนี้อยู่ที่ชั้น 1 เป็นลานโล่งไม่มีหลังคา อยู่นอกบ้านในฝั่งที่ไม่ติดคลอง ด้านหลังลานการแสดงมีเจดีย์องค์ใหญ่ที่ไม่ทราบแหล่งที่มาที่ชัดเจนตั้งเด่นเป็นสง่า นับว่าเป็นลานการแสดงที่เรียบง่ายแต่มีอัตลักษณ์ที่ชัดเจน 

เนื่องจากเวลาที่เราไปถึงบ้านศิลปินยังไม่ใช่เวลาการแสดงหุ่นละครเล็ก เราจึงเดินดูรอบ ๆ บ้านแล้วตัดสินใจเลือกกิจกรรมการกิน โดยการสั่งกาแฟมานั่งจิบริมน้ำด้านหน้าบ้านศิลปินอย่างสบายอารมณ์ (ทานคาวมาแล้ว ก็ต้องทานหวานต่อสิคะ) 

เปลี่ยนบรรยากาศ WFH ไปหาความรื่นรมย์ เดินเล่นริมคลองบางหลวง ชุมชนโบราณย่านฝั่งธนบุรี

เดินเล่นในชุมชนริมน้ำคลองบางหลวง ชุมชนเก่าแก่ของฝั่งธนบุรี

หลังจากนั่งทอดอารมณ์จิบกาแฟยาว ๆ ที่บ้านศิลปินจนหนำใจแล้ว เราก็เดินทอดน่องต่อในชุมชน บรรยากาศวันที่เราไปนั้นร้านรวงยังเปิดไม่มาก เราเห็นคนนั่งวาดภาพอย่างสบายอารมณ์ริมน้ำ แต่ติดป้ายว่าร้านปิด เด็กน้อยนอนหลับปุ๋ยอย่างสบาย คุณลุงคุณป้านั่งดูโทรทัศน์ ร้านขายของชำยังคงเปิดปกติ มีนักท่องเที่ยวชาวไทยประปรายเดินถ่ายรูปเล่น มีแก๊งปั่นจักรยานกลุ่มเล็ก ๆ นั่งกินกวยจั๊บและข้าวเหนียวมะม่วงที่ร้านป้าเล็ก

เปลี่ยนบรรยากาศ WFH ไปหาความรื่นรมย์ เดินเล่นริมคลองบางหลวง ชุมชนโบราณย่านฝั่งธนบุรี

ทั้งหมดนี้คือวิถีชีวิตของคนในชุมชนแห่งนี้ ที่ถึงแม้จะไม่มีการท่องเที่ยว พวกเขาก็ดำรงชีวิตกันตามปกติ แต่เพิ่มเติมในเรื่องการใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยขึ้น และเว้นระยะห่าง

เราเดินเล่นมาจนสุดทางก็พบกับวัดคูหาสวรรค์ จึงตัดสินใจซื้ออาหารปลาสีสันสดใส (พบเห็นได้ทั่วทั้งชุมชนแห่งนี้) ที่ร้านขายของชำและเดินมานั่งให้อาหารปลาที่ท่าน้ำฝั่งตรงข้ามกับที่พัก ‘บางหลวง เฮ้าส์’ แล้วเริ่มถามไถ่สารทุกข์สุขดิบซึ่งกันและกันตามประสาคนคุ้นเคย เพราะเราสองคนก็ไม่ได้เจอหน้ากันมาหลายเดือนเช่นกัน

เปลี่ยนบรรยากาศ WFH ไปหาความรื่นรมย์ เดินเล่นริมคลองบางหลวง ชุมชนโบราณย่านฝั่งธนบุรี
เปลี่ยนบรรยากาศ WFH ไปหาความรื่นรมย์ เดินเล่นริมคลองบางหลวง ชุมชนโบราณย่านฝั่งธนบุรี

งานทอดกฐินสามัคคี วัดกำแพงบางจาก

วันงานทอดกฐินก็มาถึง เราสองคนก็มาตามที่ตั้งใจ วันนี้ต่างจากวันที่เรามาก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง เพราะมีพุทธศาสนิกชนแต่งกายเรียบร้อยสวยงามตามแบบฉบับของตนเอง ทั้งชาวไทยและประเทศเพื่อนบ้านที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยได้มาร่วมงานบุญในครั้งนี้อย่างครึกครื้น

หลังจากลงจากรถเราก็เดินไปที่โรงทานก่อนเลย ก็กองทัพต้องเดินด้วยท้องนี่คะ และภาพที่เราเห็นคือ พุทธศาสนิกชนหลากหลายเชื้อชาติต่างนำอาหารคาวหวานและเครื่องดื่มมาช่วยในงานบุญครั้งนี้ เป็นภาพที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นใจเป็นอย่างมาก ที่ได้เห็นความสามัคคีและความตั้งใจของทุกคนช่วยกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา รวมถึงช่วยกันรักษาประเพณีการทอดกฐินให้ยังคงอยู่

เปลี่ยนบรรยากาศ WFH ไปหาความรื่นรมย์ เดินเล่นริมคลองบางหลวง ชุมชนโบราณย่านฝั่งธนบุรี

บริเวณบันไดทางขึ้นอุโบสถตกแต่งด้วยต้นไม้ที่มีธงกฐินแขวนอยู่ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าวัดนี้กำลังจัดงานทอดกฐิน จนเวลา 10.00 น. ก็ถึงเวลาทอดผ้ากฐินสามัคคีในอุโบสถ เรานั่งสงบจิตพนมมือเพื่อกล่าวคำถวายผ้ากฐินและร่วมพิธีกรรมจนเสร็จเรียบร้อยด้วยความอิ่มเอมใจ

เปลี่ยนบรรยากาศ WFH ไปหาความรื่นรมย์ เดินเล่นริมคลองบางหลวง ชุมชนโบราณย่านฝั่งธนบุรี

ถึงแม้เราจะเป็นคนนอกชุมชน แต่พอได้มาเยือนและร่วมทำกิจกรรมกับคนในชุมชนริมน้ำคลองบางหลวง กลับไม่ใช่อุปสรรคที่เราจะเอ่ยปากถามถึงสารทุกข์สุขดิบและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพราะทั้งเราและคนในชุมชนต่างก็เป็นทั้งผู้ให้และผู้รับในคนคนเดียวกัน ความรู้สึกแบบนี้สินะที่เรียกว่า ‘ความสมดุลทางใจ’

หากคุณกำลังเหนื่อยล้า เราแนะนำว่า “ปิดคอมพิวเตอร์ แล้วลาพักร้อนค่ะ”

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ณสิตา ราชาดี

งานหลักคือพนักงานเอกชน งานรื่นรมย์คือ (อยากเป็น) นักเขียน

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

นอกเหนือจากภาพจำความเป็น James Bond ของหลาย ๆ คน อันได้แก่ สายลับรหัส 007 ผมสีเข้ม (หากเราจะยกเว้น Daniel Craig เป็นกรณีพิเศษ) ที่มาพร้อมกับรถ Aston Martin คู่ใจ พร้อมอุปกรณ์ไฮเทคครบครัน ขนาบข้างด้วยสาวสวย และบุกตะลุยรับมือกับวายร้ายทั้งแบบบู๊และบุ๋น อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของ ซีรีส์ 007 คือ ฉากหลังที่ผู้สร้างทุกยุคทุกสมัยได้นำผู้ชมไปร่วมสำรวจสถานที่ต่าง ๆ กว่า 550 แห่งทั่วทุกมุมโลกให้ตื่นตาตื่นใจกับความสวยงามและอลังการ นับเป็นจุดเด่นลำดับต้น ๆ ของภาพยนตร์ที่สร้างจากบทประพันธ์ของ Sir Ian Fleming เลยก็ว่าได้

ซึ่งมีหลายฉากที่ตรึงตราเหล่าแฟน ๆ ของ Mr. Bond อาทิ กรุงลอนดอนที่ปรากฏในแทบทุกภาค ชายหาดในจาไมกาทั้งในภาคปฐมบทอย่าง Dr. No หรือ ภาคล่าสุด No Time to Die อ่างเก็บน้ำเยเรบาตันของตุรกีใน From Russia with Love เขาตะปู/เขาพิงกันของไทยใน The Man with the Golden Gun สถานที่เหล่านี้ได้รับความนิยมอย่างมากหลังจากที่ภาพยนตร์ออกฉาย ทำให้ประเทศเจ้าของสถานที่ได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวไปด้วย 

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
 ภาพ : Schilthorn

อีกหนึ่งสถานที่ที่แฟนพันธุ์แท้และขาจรมักจดจำได้ดี คือฉากหลังของภาพยนตร์ที่ตัว James Bond อาจไม่ได้รับความนิยมมากนักอย่าง George Lazenby ใน On Her Majesty’s Secret Service ออกฉายใน ค.ศ. 1969 (แต่ภายหลังกลับได้รับความนิยมทั้งจากคนดูและนักวิจารณ์) ได้แก่ ยอดเขา Schilthorn ที่ตั้งฐานทัพของวายร้ายตลอดกาลอย่าง Blofeld ที่นำมาสู่ฉากต่อสู้ไล่ล่าอันสุดมันระหว่างพระเอกกับวายร้าย โดยมีฉากหลังเป็นเทือกเขาสวิตที่ปกคลุมด้วยหิมะ จึงได้รับการกล่าวขานว่าเป็นฉากหลังที่สวยงามในลำดับต้น ๆ ของ ซีรีส์ 007 นี้       

ในฐานะที่ผู้เขียนใช้ชีวิตอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ จึงทราบดีว่ายอดเขา Schilthorn หรือ Piz Gloria ที่มีความสูง 2,970 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลแห่งนี้ โด่งดังโดยไม่ได้มาจากอานิสงส์ของภาพยนตร์สายลับชื่อดังอย่างเดียว แต่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวโดดเด่นตั้งแต่อดีต เนื่องจากเป็นยอดเขาที่อยู่ใจกลางประเทศ (รัฐเบิร์น เป็นที่ตั้งของเมืองหลวงอย่างกรุงเบิร์น) จึงรายล้อมด้วยยอดเขากว่า 200 ยอด เมื่อได้มายืนอยู่จุดสูงสุดของยอดเขาก็จะรับชมทัศนียภาพอันสวยงามของสวิตเซอร์แลนด์ที่ประกอบด้วยยอดเขาดัง ๆ หลายแห่ง ซึ่งรวมถึงยอดเขา Jungfrau ที่ได้รับการขนานนามว่า Top of Europe และในวันที่อากาศดี ๆ มองไปไกลได้ถึงยอดเขา Mont Blanc ของฝรั่งเศสได้เลยทีเดียว 

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
ทัศนียภาพของเทือกเขาที่รายล้อมยอดเขา Schilthorn ประกอบด้วยยอดเขา Eiger, Monch และ Jungfrau

ผู้รับผิดชอบด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยวบนยอดเขาแห่งนี้ตระหนักดีว่า ส่วนหนึ่งของความนิยมในการเดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจบนยอดเขาแห่งนี้มาจากภาพยนตร์ James Bond จึงจัดสถานที่ท่องที่ยวอย่าง Bond World อารมณ์ประหนึ่งว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ James Bond ขนาดย่อม ๆ ที่แวดล้อมด้วยลูกเล่นความเป็น Bond รูปแบบต่าง ๆ ให้แฟนภาพยนตร์เข้าไปซึมซับประสบการณ์ 

ผู้เขียนวางแผนจะเยือนยอดเขาชื่อดังแห่งนี้หลายโอกาส แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีบุญพาวาสนาส่งเสียที จนเดือนสิงหาคมของ พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา หลังจากตรวจสอบสภาพอากาศที่พบว่าฟ้าฝนเป็นใจแล้ว ก็ถึงเวลาตามหาความเป็น Bond กับเขาเสียที แต่การไปครั้งนี้ หากขึ้นขึ้นกระเช้าที่ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงแบบปกติทั่วไปก็กระไรอยู่ เลยตัดสินใจคิดการใหญ่เดินขึ้นไปเองเสียเลย ให้สมกับความเป็นสวิตที่ผู้คนนิยมเดินชมป่าเขาลำเนาไพรกันเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว 

การเดินเท้าดุจดั่งเดินทางไกลลูกเสือครั้งนี้ ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ นึกจะเดินก็เดินเลย ผู้เขียนทำการศึกษาแล้วว่า เดินอย่างไรให้ปลอดภัยกับชีวิตตัวเองมากที่สุด โดยศึกษาเส้นทางการเดินจากแผนที่เดินเขาว่ามีเส้นทางใดให้เลือกบ้าง ดูข้อมูลจากบล็อกเกอร์ที่เคยผ่านประสบการณ์แล้ว กับระยะทางร่วม 20 กิโลเมตร บนความชันสะสมกว่า 2,000 เมตร และเป็นเส้นทางขึ้นอย่างเดียว นับว่าเอาเรื่องพอสมควร ต้องมีการคำนวณเวลา รวมไปถึงสิ่งของจำเป็นต้องนำติดตัวไปด้วย เรียกได้ว่า เตรียมการกันไม่น้อยกว่า 1 – 2 สัปดาห์เลยทีเดียว

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
แผนที่เส้นทางเดินจาก Schilthorn

เมื่อวันแห่งการพิชิตยอดเขามาถึง คล้อยเวลาพระอาทิตย์ขึ้นเล็กน้อย ผู้เขียนเริ่มต้นออกเดินเท้ากันที่หมู่บ้าน Lauterbrunnen หลายคนรู้จักกันดีในฐานะเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟที่จะขึ้นสู่ยอดเขา Jungfrau และมีน้ำตกสวยงามใจกลางหมู่บ้าน โดยค่อย ๆ ก้าวเท้าเป็นจังหวะไปอย่างช้า ๆ เพื่อพยายามเก็บแรงไว้ ผ่านป่าและลำธารไปจนถึงบริเวณที่เป็นที่ตั้งของสถานีกระเช้าขึ้นไปยังยอดเขา Schilthorn เพื่อวัดใจตัวเองอีกครั้ง ก่อนพบว่าไม่เปลี่ยนใจที่จะไปขึ้นกระเช้าแน่นอน ก็พบกับทางขึ้นชันด่านแรก เป็นทางขึ้นเขาผ่านป่าไปเรื่อย ๆ พร้อมชมวิวทิวทัศน์เบื้องล่างที่เพิ่งจากมา จนถึงหมู่บ้าน Gimmelwald ที่เป็นจุดพักแรก ในระยะประมาณ 7 กิโลเมตร นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ความสูง 800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มาที่ความสูง 1,300 เมตร ก็ทำเอาหอบกันเบา ๆ เลยทีเดียว 

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
หมู่บ้าน Lauterbrunnen 

หลังจากพักเหนื่อยสักพัก แสงตะวันยามสายก็เริ่มสาดส่องมาให้ไออุ่นพอสมควร ก็ถึงเวลาออกเดินทางกันต่อ ผู้เขียนพร้อมเป้คู่ใจค่อย ๆ ไต่เขาขึ้นไป โดยเดินไปตามป้ายสีเหลืองแปร๋นที่คอยบอกจุดหมายที่จะไปและคำนวณระยะเวลาที่จะใช้เดิน (แม่นยำกว่าการบอกเป็นระยะทาง เพราะมันบอกว่าเราจะเหนื่อยไปอีกกี่ชั่วโมง) ผู้เขียนกำหนดจุดต่อไปไว้ที่กระท่อมร้านอาหารกลางหุบเขาชื่อว่า Spielboden ซึ่งความชันมากกว่าจุดที่เพิ่งจากมาประมาณ 400 เมตร เป็นทางผ่านกลางป่า จึงอาศัยร่มเงาของต้นไม้ใบไม้ในการหลบแดดคลายร้อนได้พอสมควร เมื่อถึงจุดพักนี้ก็ค้นพบว่า เราอยู่ท่ามกลางหุบเขา ที่เริ่มเห็นยอดเขาในบางมุมบ้างแล้ว และเป็นระยะทางครึ่งทางพอดี นั่นหมายถึงว่า การตัดสินใจที่จะไปต่อหรือไม่ไปต่อก็มีค่าพอ ๆ กัน

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond

  เมื่อเติมพลังด้วยอาหารและเครื่องดื่มแล้ว ก็ถึงเวลาเดินทางไปยังจุดพักต่อไปที่มีระยะห่างจากจุดพักที่ 2 นี้ประมาณ 4 กิโลเมตร กับกระท่อมที่มีชื่อว่า Rotstockhütte เป็นกระท่อมที่ให้บริการอาหารและสถานที่พักค้างคืน สำหรับสวิตเซอร์แลนด์แล้ว ที่พักรูปแบบ hütte ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าหรือหุบเขาคล้ายกับ Hostel ในเมือง ได้รับความนิยมจากนักเดินป่าเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะฤดูร้อน และสวิตเซอร์แลนด์ก็มีที่พักในรูปแบบนี้คอยให้บริการอยู่ตามสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติทั่วประเทศ

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
ร้านอาหาร Spielboden กลางหุบเขาที่เป็นจุดพักที่ 2 

การเดินขึ้นเขาในช่วงนี้ค่อนข้างมีความชันในตอนต้น และเป็นเส้นทางคดเคี้ยวไปมา เป็นทางเดินหินที่มีฉากหลังเป็นยอดเขาอีกฝั่งอันรวมถึงยอดเขา Eiger ชื่อดังของสวิตเซอร์แลนด์ นอกเหนือจากการเดินตามป้ายแล้ว เราก็สังเกตสัญลักษณ์บอกทางที่เป็นสีป้ายแดงบนพื้นขาวได้ นั่นหมายความว่า เรายังอยู่ในเส้นทางเดินเขา ไม่หลงแน่นอน สำหรับทางเดินช่วงนี้ หลังจากผ่านไปถึงครึ่งทางก็จะเป็นเส้นทางเดินริมผา ก่อนจะพบกับเส้นทางราบกลางทุ่งหญ้าที่มีทัศนียภาพในแบบวิวพาโนรามาสุดลูกหูลูกตาให้เพลิดเพลินไปจนถึงกระท่อมที่เป็นจุดหมายของเรา

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์
จุดพัก Rockstockhutte

เมื่อถึงจุดพักของเรา ซึ่งถือว่าเป็นจุดพักสุดท้าย ก็ถือโอกาสเติมพลังอย่างเต็มที่ เพราะต่อจากระยะทางนี้ไปจะเป็นการไต่เขาระยะทางร่วม 6 กิโลเมตร บนความชัน 1,000 เมตร ดังนั้น จำเป็นที่ต้องใช้เวลาพักอย่างเต็มที่ และจุดนี้จะพบกับนักเดินเขามากหน้าหลายตาเลย ส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้เป็นจุดพักครึ่งทาง เพื่อเดินเท้ากลับลงไปยังหมู่บ้าน Lauterbrunnen ด้านล่าง โดยตอนแรกก็ได้แต่สงสัยว่าทำไมคนเหล่านี้เลือกที่จะไม่ไปต่อ ก่อนที่จะพบว่า ช่วงสุดท้ายนี่แหละ คือบททดสอบความอดทนครั้งใหญ่ 

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์
เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์

แม้จะมีระยะทางแค่ 6 กิโลเมตร แต่ป้ายบอกทางคำนวณเวลาเดินให้เราถึง 2.50 ชั่วโมง ซึ่งทางช่วงนี้แบ่งออกได้เป็น 2 ครึ่ง ครึ่งแรกเป็นทางเดินบนเนินทุ่งหญ้า และช่วงที่ 2 คือทางเดินสันเขาและไต่เขาและผาหิน เป็นเส้นทางที่ชันพอสมควร โดยผู้เขียนต้องหยุดเดินเป็นระยะ ๆ เพื่อพักหายใจ เติมพลังอาหาร น้ำดื่ม อะไรที่มีอยู่ช่วงนี้คือประเคนเข้าตัวหมด มีการไต่ตามก้อนหินไปด้วย ผู้คนที่พบระหว่างทางเริ่มน้อยลง เห็นจะมีแต่พวกนักวิ่งขาแรง คือนักไต่เขาที่ดูเป็นมืออาชีพ และเมื่อหันหลังไปมองก็จะพบว่า ขึ้นมาชันพอสมควรเลย แต่ ณ จุดนี้ เราจะเห็นยอดเขา Schilthorn ได้ชัดเจนขึ้น เป็นอันว่ามาถูกทางแล้ว 

ในที่สุดด้วยเวลาชั่วโมงกว่า ๆ ผู้เขียนก็ไต่มาถึงสันเขา และจากจุดนี้ไปจะใช้เวลาประมาณชั่วโมงในการเดินเท้า อันเป็นทางเดินดินผสมหินลอยที่มีทั้งทางราบ เนินขึ้น ทางบันได ทางริมผาที่ต้องไต่เชือก เป็นเส้นทางที่มีความหวาดเสียวเล็กน้อย เพราะขึ้นมาสูงพอสมควร ขาเริ่มสั่น ไม่ได้มาจากความกลัว แต่แรงเริ่มหมดนั่นเอง จึงเข้าใจแล้วว่า ทำไมฉากไล่ล่าใน On Her Majesty’s Secret Service ถึงต้องเป็นการสกีลงเขา เพราะถ้าไต่ขึ้นคงหมดแรงกันก่อนนั่นเอง (แฮร่) 

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์

หลังจากที่ฉุดกระชากลากดึงตัวเองมาในเวลาร่วมชั่วโมง ภาพของอาคารทรงกลมที่มีเลข 007 ก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า ซึ่งแสดงว่า เราได้พากายหยาบ (กายละเอียดหลุดไปไหนแล้วไม่รู้) มาบนยอดเขา Schilthorn เป็นที่เรียบร้อย ด้วยระยะทางร่วม 20 กิโลเมตร กับเวลาที่ใช้ประมาณ 8 ชั่วโมง และได้ใช้ช่วงเวลาพักเหนื่อยจากการไต่ระห่ำที่ผ่านมา ชื่นชมทัศนียภาพที่รายล้อมด้วยยอดเขาต่าง ๆ ของสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงไม่ลืมที่จะตามเก็บกิมมิกของความเป็น James Bond บนยอดเขา Schilthorn แห่งนี้ด้วย 

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์
เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์

ยอดเขา Schilthorn และ Bond World ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้ที่เดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์ไม่ควรพลาด จะเลือกเดินทางด้วยการขึ้นกระเช้าไปอย่างสบาย ๆ ก็ได้ หรือหากอยากสัมผัสวิถีธรรมชาติแบบสวิตแท้ ๆ การเดินขึ้นไปก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้ทั้งความทรมาน ท้าทาย และบันเทิงในคราวเดียวกัน

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

เอกภัทร เปรมโยธิน

นักการทูตไทยประจำการในสวิตเซอร์แลนด์ ที่มักใช้เวลาว่างจากการปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ออกเดินทางไปเรียนรู้ความเป็นสวิสผ่านท้องถิ่นในหุบเขาลำเนาไพรของดินแดนแห่งเทือกเขาแอลป์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load