ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชื่อ ‘คลองโอ่งอ่าง’ ติดหูชาวกรุงเสียเหลือเกิน ด้วยข่าวคราวการปรับปรุงทางน้ำสายเก่าที่เป็นเส้นแบ่งเขตปกครองระหว่างเขตพระนครกับเขตสัมพันธวงศ์ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ประจำกรุงเทพมหานคร

ภาพจำปัจจุบันของคลองแห่งนี้เป็นคลองใสสะอาด คลาคล่ำฝูงเรือคายัค ใต้แสงไฟยามเย็นอย่างที่เป็นอยู่ในวันนี้

แต่ผู้ใหญ่หลายคนอาจจำได้ว่า ที่นี่เป็นลำน้ำที่มีเรือนไม้ทอดกระไดปลูกติดกันเป็นแพ

เป็นแหล่งตักตวงความอร่อยใส่ท้อง ตบท้ายความสนุกของภาพยนตร์ในโรงหนังใกล้ ๆ

หรือเป็นย่านพาณิชย์ขนาดใหญ่ แผงค้าขายกระจายทั่วทิศทั่วทาง

เจาะอดีตคลองโอ่งอ่าง ตั้งแต่คลองสัญจร แหล่งปลากัด ดินแดนเกม ก่อนจะเป็นถนนคนเดิน

นานแทบเท่าอายุกรุงเทพฯ ที่คลองโอ่งอ่างไหลพาดผ่านเกาะรัตนโกสินทร์ ทางน้ำสายนี้ฝากความทรงจำหลากหลายแก่คนเมืองกรุงด้วยบทบาทที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย

สมชัย กวางทองพานิชย์ นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเยาวราช รวบรวมภาพถ่ายเก่าและข้อมูลของคลองนี้ไว้อย่างละเอียด และยินดีแบ่งปันเกร็ดประวัติศาสตร์นี้แก่เรา จึงขอชวนคุณผู้อ่านเลาะเลียบคลอง รำลึกความหลังไปพร้อม ๆ กับ ‘อาเจ็ก’ ว่าในอดีตคลองนี้เคยเป็นอะไรบ้าง พร้อมตักตวงความทรงจำในวันวานที่เคยหล่นหายไป

ขุดเอาไว้เป็นคูเมือง

ไม่แปลกที่นักท่องเที่ยวหลายคนจะหาพิกัด ‘ถนนคนเดินคลองโอ่งอ่าง’ จากป้ายเขียวของ กทม. ไม่พบ เพราะชื่อคลอง ‘โอ่งอ่าง’ เป็นแค่ชื่อลำลองของคลองคูเมืองกรุงเทพฯ ยุคแรกก่อตั้ง

ชื่อทางการของคลองนี้คือ ‘คลองรอบกรุง’ เป็นชื่อที่ปรากฏบนแผ่นป้ายและเอกสารของทางการ

เจาะอดีตคลองโอ่งอ่าง ตั้งแต่คลองสัญจร แหล่งปลากัด ดินแดนเกม ก่อนจะเป็นถนนคนเดิน

ไม่กี่ปีหลังจากที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีแห่งใหม่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเชื่อมต่อกับทางน้ำสายหลักและกำหนดเขตแดนของเมืองหลวงใหม่ให้ชัดเจน พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองสายหนึ่ง เริ่มจากปากแม่น้ำเจ้าพระยาที่วัดสังเวชวิศยารามไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ และเปลี่ยนเส้นทางเป็นจากเหนือลงใต้ เริ่มที่ป้อมมหากาฬ ไปจรดกับแม่น้ำเจ้าพระยาตรงวัดจักรวรรดิราชาวาส (วัดสามปลื้ม)

เจาะอดีตคลองโอ่งอ่าง ตั้งแต่คลองสัญจร แหล่งปลากัด ดินแดนเกม ก่อนจะเป็นถนนคนเดิน
ปากคลองรอบกรุงฝั่งทิศเหนือ ปัจจุบันอยู่ข้างป้อมพระสุเมรุ ย่านบางลำพู

รัชกาลที่ 1 พระราชทานนามคลองนี้ว่า ‘คลองรอบกรุง’ เพราะเป็นคลองที่ขุดมาเพื่อเป็นคูเมืองชั้นนอก โอบรอบกรุงรัตนโกสินทร์ร่วมกับแม่น้ำเจ้าพระยา ความที่มีสายน้ำล้อมรอบทิศ ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศตะวันตกและทิศใต้ และคลองรอบกรุงทางทิศเหนือและทิศตะวันออก ทำให้เมืองหลวงของไทยในเวลานั้นมีลักษณะเป็นเกาะ จึงเรียกว่า ‘เกาะรัตนโกสินทร์’ มาจนวันนี้

ต่างตำแหน่ง ต่างชื่อเรียก

คลองรอบกรุงยาวเพียง 3 กิโลเมตรโดยประมาณ ตัวเลขดังกล่าวอาจดูไม่มากนัก แต่เพราะความสำคัญของคลองนี้ที่มีต่อพระนคร ราษฎรจึงมาจับจองที่อยู่อาศัยกันคับคั่ง นำมาซึ่งชื่อเรียกคลองที่ต่างกันไปในภาษาปากของชาวบ้านแต่ละตอน

เจาะอดีตคลองโอ่งอ่าง ตั้งแต่คลองสัญจร แหล่งปลากัด ดินแดนเกม ก่อนจะเป็นถนนคนเดิน
ส่วนที่เรียกว่า ‘คลองบางลำพู’

ต้นคลองจากวัดสังเวชวิศยารามไปถึงป้อมมหากาฬ เรียกว่า ‘คลองบางลำพู’ ซึ่งเป็นชื่อตำบลที่นั่น

พอผ่านสะพานหัน เรียกว่า ‘คลองสะพานหัน’ หรือ ‘คลองตะพานหัน’

ผ่านวัดเชิงเลน ก็เรียก ‘คลองวัดเชิงเลน’

ครั้นลงมาแถวปากคลองอันเป็นแหล่งค้าโอ่ง อ่าง และภาชนะดินเผาอื่น ๆ ฝีมือชาวจีนกับมอญ ก็เรียกคลองรอบกรุงช่วงนั้นว่า ‘คลองโอ่งอ่าง’ ตามชื่อสินค้าที่ผลิตและขายกันเป็นล่ำเป็นสัน โดยชื่อนี้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรในราชกิจจานุเบกษา พ.ศ. 2451 เลยทีเดียว

เจาะอดีตคลองโอ่งอ่าง ตั้งแต่คลองสัญจร แหล่งปลากัด ดินแดนเกม ก่อนจะเป็นถนนคนเดิน
‘คลองโอ่งอ่าง’ หรือ ‘คลองตะพานหัน’ ในอดีต
ภาพ : National Museum of Ethnology, Netherlands

ชาวไทยอาจเรียกคลองรอบกรุงส่วนนี้ว่า ‘คลองโอ่งอ่าง’ ตามผลิตภัณฑ์ยอดนิยมของชาวจีนย่านนี้ก็จริง แต่ชาวจีนหาได้เรียกชื่อคลองตามงานฝีมือของพวกตนไม่

อาเจ็กเล่าว่า ชาวจีนในอดีตเรียกคลองแห่งนี้ว่า ‘ซิงคุยกั้ง’ (新開港) แปลเป็นไทยได้ว่า คลองขุดใหม่ เนื่องจากเป็นคลองที่เพิ่งขุดขึ้นหลังสร้างกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีแห่งใหม่นั่นเอง

หันหา สะพานหัน

เจาะอดีตคลองโอ่งอ่าง ตั้งแต่คลองสัญจร แหล่งปลากัด ดินแดนเกม ก่อนจะเป็นถนนคนเดิน

แค่ได้ยินชื่อสะพานนี้ก็ต้องหันมาฟังกันอีกสักรอบ เพื่อรับรู้ที่มาอันสุดพิเศษของสะพานนี้

‘สะพานหัน’ เป็น 1 ใน 5 สะพานข้ามคลองโอ่งอ่าง อื่น ๆ คือสะพานดำรงสถิต สะพานภาณุพันธุ์ สะพานบพิตรพิมุข และสะพานโอสถานนท์ โดยสะพานหันเป็นสะพานที่ 3 ถือว่าอยู่ตรงกลางคลองรอบกรุงอย่างเหมาะเจาะ

ความพิเศษของสะพานนี้ใช่เพียงชื่อที่เรียบง่ายกว่าสะพานอื่น แต่ยังเป็นด้วยอดีตสะพานนี้มีขนาดเล็ก ทำจากไม้กระดานพาดจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฟากโดยปลายข้างหนึ่งตรึงแน่นกับที่ ส่วนอีกข้างนั้นไม่ตอกติด จนจับหันไปมาได้

บ้างก็ว่าเพราะสะพานนี้เป็นประตูเมือง คนจะเข้าเมืองได้ต้องผ่านสะพานหัน เมื่อชักสะพานขึ้นมา คนก็เข้ามายังตัวเมืองไม่ได้

บ้างก็ว่าเพื่อให้เรือสัญจรได้สะดวก จึงออกแบบสะพานให้ชักหลบเรือได้

เจาะอดีตคลองโอ่งอ่าง ตั้งแต่คลองสัญจร แหล่งปลากัด ดินแดนเกม ก่อนจะเป็นถนนคนเดิน
สะพานหันในอดีต
ภาพ : หน่วยงานกรุงเทพมหานคร

ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือ ในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) สะพานหันได้เปลี่ยนจากสะพานไม้ขนาดเล็ก เป็นโครงเหล็กพื้นไม้ สองข้างสะพานทำเป็นห้องแถวเล็ก ๆ ไว้ค้าขายของกระจุกกระจิก ดูคล้ายกับสะพานริอัลโต (Ponte di Rialto) ในเมืองเวนิส ประเทศอิตาลี

ปัจจุบันน้อยคนจะทราบว่าชื่อสะพานหันมีที่มาจากสะพานเก่าที่หันได้จริงดังชื่อ พอนึกถึงสะพานข้ามคลองโอ่งอ่างที่ทอดข้ามระหว่างสำเพ็งไปยังพาหุรัด คนรุ่นหลังอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ก็จะพานนึกถึงของทานเล่น ร้านขนม ร้านเสื้อผ้า และร้านขายกระดุมร่ำไป

บ้านสามวัง

ถัดจากตัวคลองและสิ่งปลูกสร้าง ย้อนเวลาไปถึงยุครัชกาลที่ 5 หากข้ามสะพานหันจากฝั่งสำเพ็งที่ปัจจุบันเป็นเขตสัมพันธวงศ์ ไปยังพาหุรัดในเขตพระนครแล้วล่ะก็ ท่านทั้งหลายจะได้พบกับ ‘บ้านสามวัง’ ที่ชาวจีนขนานนามว่า ซำอ่วงฮู่ (三王府) มีความหมายเดียวกับชื่อไทยทุกประการ

เจาะอดีตคลองโอ่งอ่าง ตั้งแต่คลองสัญจร แหล่งปลากัด ดินแดนเกม ก่อนจะเป็นถนนคนเดิน
ภาพถ่ายเก่าแสดงวังทั้ง 3 แห่ง มีคลองโอ่งอ่างอยู่ด้านล่างภาพ

ร้อยกว่าปีที่แล้ว ย่านนี้เป็นที่ตั้งของวังเจ้านาย 3 แห่งในละแวกใกล้เคียงกัน

วังที่หนึ่งเป็นของ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปรีดา 

วังที่สองเป็นของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

วังที่สามเป็นของ สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ซึ่งรัชกาลที่ 5 ผู้ทรงเป็นพระเชษฐา (พี่ชาย) ได้พระราชทานนามว่า ‘วังบูรพาภิรมย์’ เรียกย่อ ๆ ว่า ‘วังบูรพา’

หมดยุคแจวเรือ

ล่วงสู่พุทธศตวรรษที่ 25 ยุคที่สยามเริ่มปรับปรุงประเทศตามอย่างตะวันตก การไหลบ่าเข้ามาของวัฒนธรรมฝรั่งมังค่าค่อย ๆ พลิกโฉมบ้านเมืองไปทีละเล็กละน้อย จากแม่น้ำลำคลองที่มีมากมายจนได้รับสมญาว่า ‘เวนิสตะวันออก’ ทางน้ำเหล่านั้นก็ทยอยแทนที่ด้วยถนนอย่างที่สากลโลกใช้กัน

ภาพถ่ายขาวดำที่ถ่ายช่วง พ.ศ. 2450 เป็นต้นไป แสดงให้คนรุ่นหลังเห็นว่าเรือสัญจรในคลองโอ่งอ่างยังพอมีหลงเหลืออยู่บ้าง แต่เริ่มเสื่อมความนิยมลงไปทุกที

เจาะอดีตคลองโอ่งอ่าง ตั้งแต่คลองสัญจร แหล่งปลากัด ดินแดนเกม ก่อนจะเป็นถนนคนเดิน
บ้านริมคลองโอ่งอ่าง
ภาพ : สมชัย กวางทองพานิชย์

กระทั่ง พ.ศ. 2483 ที่ประเทศไทยมี จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี คลองแห่งนี้ก็แทบสิ้นสถานะคลองเพื่อการคมนาคม เมื่อรัฐบาลยุคนั้นมีมติเห็นชอบว่าควรทำเขื่อนขนาบสองฝั่งคลองเพื่อขยายทางเท้า และลดพื้นที่คลองซึ่งตื้นเขินและไม่ถูกสุขลักษณะ

เจาะอดีตคลองโอ่งอ่าง ตั้งแต่คลองสัญจร แหล่งปลากัด ดินแดนเกม ก่อนจะเป็นถนนคนเดิน
ประกาศรัฐบาล พ.ศ. 2483

เพราะเหตุนี้คลองโอ่งอ่างจึงแคบลงจากที่เคยเป็น ประชาชนที่มีเรือเป็นพาหนะก็ใช้คลองนี้เพื่อการเดินทางน้อยลงตามลำดับ จนในที่สุดเรือกับคลองแห่งนี้ก็เป็นเพียงอดีตของกันและกันไปโดยปริยาย

เย็นนี้ดูหนังที่ไหน?

วัยรุ่นยุคนี้อยากดูหนังต้องไปสยามสแควร์ แต่ถ้าเป็นยุคกึ่งพุทธกาลราว พ.ศ. 2500 แล้วล่ะก็ ไม่มีที่ใดตอบโจทย์คนหนุ่มสาวได้ดีเท่าย่านวังบูรพา

ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของ ‘สมเด็จวังบูรพา’ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทายาทในราชสกุลภาณุพันธุ์ของพระองค์ได้ขายที่วังบูรพาภิรมย์ให้นักธุรกิจ ซึ่งต่อมาได้รื้อวังออกเพื่อนำที่ดินไปสร้างศูนย์การค้าและโรงภาพยนตร์

เจาะอดีตคลองโอ่งอ่าง ตั้งแต่คลองสัญจร แหล่งปลากัด ดินแดนเกม ก่อนจะเป็นถนนคนเดิน
วังบูรพายุครุ่งเรือง
ภาพ : 77PPP

ย้อนกลับไปช่วง พ.ศ. 2499 ย่านวังบูรพานับเป็นแหล่งรวมความบันเทิงขนานแท้ จากการมีโรงภาพยนตร์ถึง 3 แห่งในละแวกใกล้เคียงกัน ได้แก่ โรงภาพยนตร์คิงส์ ฉายภาพยนตร์สัญชาติจีน ฮ่องกง และฮอลลีวูดของค่ายเมโทร-โกลด์วิน-เมเยอร์ สตูดิโอส์ โรงภาพยนตร์ควีนส์ เด่นเรื่องการฉายภาพยนตร์อินเดียและฮอลลีวูดของค่ายโคลัมเบียพิคเจอร์ส ขณะที่โรงภาพยนตร์แกรนด์ เน้นไปที่ภาพยนตร์ไทยและภาพยนตร์ฮอลลีวูดของยูไนเต็ดอาร์ติสต์และยูนิเวอร์แซลสตูดิโอส์ ก่อนที่โรงหนังคิงส์จะแปรเปลี่ยนไปเป็นห้างสรรพสินค้าเมอร์รี่คิงส์ ต่อด้วยห้างสรรพสินค้าเมก้า พลาซ่าในปัจจุบัน

ดินแดนปลากัด-ศูนย์อาหารนานาชาติ

เดินทางต่อมาถึง ‘สะพานเหล็ก’ ซึ่งมีชื่อทางการว่า ‘สะพานดำรงสถิต’

สะพานนี้มีความสำคัญเชิงเศรษฐกิจ เพราะพื้นที่ระหว่างสะพานดำรงสถิตกับสะพานภาณุพันธุ์นี้เรียกว่า ‘ย่านสะพานเหล็ก’ อันเป็นย่านค้าขายขนาดใหญ่ที่มีการเปลี่ยนแปลงมาหลายช่วงยุคสมัย

ร่วมสมัยกับยุคที่วังบูรพาเป็นสวรรค์ของเหล่าบรรดาจิ๊กโก๋จิ๊กกี๋ สะพานเหล็กหรือสะพานดำรงสถิตที่อยู่ไม่ไกลกัน ก็ขึ้นชื่อในฐานะแหล่งขายปลากัดที่เด็ก ๆ ในละแวกนั้นคลั่งไคล้หนักหนา

“ปลากัดใส่ขวดเหล้าแม่โขงไว้ เพราะมันกินพื้นที่น้อย และหยิบดูสีได้ ที่ติดเหล้าก็เพราะอาจจะติดขวดมาก่อน มันจะมีตำราปลากัดคือหนังสือ ชัยพฤกษ์ ความรู้เด็กสมัยก่อนก็จะมากับหนังสือ ชัยพฤกษ์ มีชัยพฤกษ์การ์ตูน ชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์” อาเจ็กสมชัยเล่าถึงสมัยที่เขายังเป็นเด็กชายในย่านสำเพ็ง และตื่นตาตื่นใจกับการได้เล่นปลากัดที่ซื้อจากสะพานเหล็ก

อีกหนึ่งของขึ้นชื่อในย่านสะพานเหล็กยุค พ.ศ. 2500 – 2520 คือร้านอาหารหลากสไตล์ หลายเชื้อชาติ ที่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายขายกันโดยมีคลองโอ่งอ่างเป็นปราการแบ่งเขต

เจาะอดีตคลองโอ่งอ่าง ตั้งแต่คลองสัญจร แหล่งปลากัด ดินแดนเกม ก่อนจะเป็นถนนคนเดิน

“ฝั่งหนึ่งของสะพานเหล็กคือย่านคนจีน อีกฝั่งหนึ่งคือย่านคนแขก ฝั่งจีนก็ขายอาหารจีน ฝั่งแขกก็ขายอาหารแขก มีแขกหลายกลุ่มด้วย ทั้งแขกฮินดี แขกปัญจาบ แขกเนปาล” อาเจ็กอธิบายต่อ

ลูกค้ากลุ่มสำคัญของร้านอาหารเหล่านี้ คือผู้คนที่มาดูหนังในโรงภาพยนตร์ทั้ง 3 แห่ง ตลอดจนคนที่มาเดินช้อปปิ้งย่านวังบูรพา ก่อนกลับบ้านก็มักแวะฝากท้องดับความหิวกันก่อน

เพราะเหตุนี้สองฟากฝั่งของสะพานเหล็กจึงอุดมไปด้วยร้านอาหาร ทุกเย็นย่ำพื้นที่ริมคลองโอ่งอ่างนั้นเต็มไปด้วยบรรยากาศของผู้คนนั่งทานข้าวหลังชมภาพยนตร์ย่านวังบูรพาจนหนำใจ เป็นศูนย์รวมความหลากหลายของอาหารแต่ละชาติ ตั้งแต่อาหารจีน ฮินดี ปัญจาบ เนปาล ไปจนถึงอาหารทะเลและร้านข้าวต้มที่มีผู้คนมานั่งดื่มกินริมน้ำตั้งแต่เย็นยาวไปจนถึงหัวค่ำ

เริ่มจากนาฬิกา จบที่แหล่งค้าเกม

ครั้นเมื่อย่านวังบูรพาสูญเสียกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นให้กับคลื่นลูกใหม่อย่างย่านสยามและราชประสงค์ ละแวกคลองที่เคยคึกคักก็พลอยถดถอย ทว่าไม่นานเท่าไรนัก กลุ่มผู้ค้าย่านสะพานเหล็กก็ขีดเขียนตำนานบทใหม่ให้กับพื้นที่ ซึ่งยังเป็นที่กล่าวขวัญมาจนถึงวันนี้

นาฬิกา สินค้าฟุ่มเฟือยแสดงฐานะที่โดยมากเป็นของนำเข้า เริ่มขยายฐานการค้าจากตลาดคลองถมมาสู่สะพานเหล็ก เนื่องจากมีการนำนาฬิกาจากฮ่องกงเข้ามาขายในกรุงเทพฯ เป็นจำนวนมหาศาล ผู้ค้าจำนวนหนึ่งต้องเสาะหาที่ตั้งร้านรวงแห่งใหม่ เลยมารวมตัวกันที่เชิงสะพานเหล็ก

และจากนาฬิกา สินค้านำเข้าชนิดอื่น ๆ ก็หลั่งไหลตามมาวางจำหน่าย อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องเล่นเกม ตลับเกม จนแน่นขนัดเต็มพื้นที่

ย้อนรอย ‘คลองโอ่งอ่าง’ แต่ละยุคสมัย ที่แฝงไปด้วยจิตวิญญาณและความทรงจำตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์

พ.ศ. 2526 ทางกรุงเทพมหานครได้จัดสัมปทานให้เช่าพื้นที่ว่างเหนือคลองโอ่งอ่างบริเวณรายรอบสะพานดำรงสถิต เพื่อโอบรับร้านค้าซึ่งทวีจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ เหนือลำคลองที่เคยมีแค่สะพานข้ามฟาก จึงต่อเติมด้วยร้านรวงนับร้อยร้าน มุงหลังคาสังกะสีแน่นเอี้ยดจนดูไม่รู้ว่าใต้ทางเดินมีน้ำคลองไหลหลั่ง

ย้อนรอย ‘คลองโอ่งอ่าง’ แต่ละยุคสมัย ที่แฝงไปด้วยจิตวิญญาณและความทรงจำตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์
ผู้คนจับจ่ายซื้อของที่สะพานเหล็ก

เป็นเวลากว่า 3 ทศวรรษที่ผู้คนจดจำสะพานเหล็กในฐานะย่านการค้าที่พลุกพล่านจอแจ เคียงข้างตลาดคลองถม ถนนเสือป่า หรือสำเพ็ง เวลาต่อมาสินค้าที่เป็นภาพจำคู่กับตลาดบนคลองแห่งนี้ ก็คือเกมและของเล่น ชนิดที่เรียกได้ว่าหากอยากได้เครื่องเล่นเกมใหม่ รถบังคับวิทยุ หุ่นฟิกเกอร์ หรือแม้แต่ตุ๊กตาหมีและบาร์บี้ ก็ต้องไปหาซื้อที่สะพานเหล็กกันเลยทีเดียว

สู่ยุคถนนคนเดิน เรือกลับมาอยู่ในน้ำอีกครั้ง

ร้านรวงใต้หลังคาสังกะสีแผ่อาณาเขตตั้งแต่เชิงสะพานดำรงสถิตจนถึงสะพานบพิตรพิมุขมานานโข จนกระทั่ง พ.ศ. 2558 กรุงเทพมหานครเล็งเห็นว่า การมีอยู่ของร้านเหล่านี้ทำให้ทัศนียภาพเสื่อมโทรมและน้ำในคลองเน่าเสีย เห็นควรต้องจัดระเบียบเมืองใหม่ โดยการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของผู้ค้าที่รุกล้ำแนวคลองไปให้หมด

ย้อนรอย ‘คลองโอ่งอ่าง’ แต่ละยุคสมัย ที่แฝงไปด้วยจิตวิญญาณและความทรงจำตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์

มติดังกล่าวเป็นดั่งม่านที่รูดปิดฉากพาณิชยกรรมย่านสะพานเหล็กในทันที กลุ่มพ่อค้าแม่ขายที่มีมากกว่า 500 ร้าน ถูกขีดเส้นตายให้ย้ายออกภายในเดือนตุลาคมปีนั้น ซึ่งคนบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างอาเจ็กสมชัยทันได้บันทึกภาพการรื้อถอนร้านค้าย่านสะพานเหล็ก

เขายังจดจำบรรยากาศวันนั้นได้ดีว่า “ขายไป รื้อไป”

ย้อนรอย ‘คลองโอ่งอ่าง’ แต่ละยุคสมัย ที่แฝงไปด้วยจิตวิญญาณและความทรงจำตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์

เจ้าหน้าที่ กทม. ดาหน้าเก็บกวาดทีละร้าน ร้านที่ยังรื้อมาไม่ถึงก็ตั้งหน้าทิ้งทวนขายของกันไป…พ้นจากวันนั้นแล้ว ผู้ค้าโดยมากก็ได้รับการจัดสรรให้ย้ายไปดำเนินธุรกิจต่อที่ห้างสรรพสินค้าเมก้า พลาซ่า สะพานเหล็ก ที่สร้างทับที่ดินห้างเมอร์รี่คิงส์ สาขาวังบูรพาเดิม

ย้อนรอย ‘คลองโอ่งอ่าง’ แต่ละยุคสมัย ที่แฝงไปด้วยจิตวิญญาณและความทรงจำตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์
ย้อนรอย ‘คลองโอ่งอ่าง’ แต่ละยุคสมัย ที่แฝงไปด้วยจิตวิญญาณและความทรงจำตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์

หลังการรื้อถอนเสร็จสิ้นลง ภาครัฐก็ปรับปรุงทัศนียภาพคลองใหม่ ร้านรวงที่ตั้งขายเป็นตรอกซอกซอยก็แปรเปลี่ยนเป็นพื้นที่สาธารณะให้ผู้คนมาเดินเล่น ติดตั้งระบบไฟ จัดสวนใหม่ ดูแลความสะอาดของน้ำ พาคลองมากประวัติศาสตร์แห่งนี้ข้ามผ่านสู่ยุคใหม่อีกยุคหนึ่ง

ย้อนรอย ‘คลองโอ่งอ่าง’ แต่ละยุคสมัย ที่แฝงไปด้วยจิตวิญญาณและความทรงจำตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์

พาหนะที่ล่องบนน้ำอย่างเรือ ได้กลับมาล่องเหนือผืนน้ำคลองโอ่งอ่างอีกครั้ง แต่ไม่ใช่เรือสำปั้นและเรือกระแชงเช่นที่เคยสัญจรไปมาบนคลองสายนี้เมื่อครั้งคุณตาคุณยายยังเด็ก หากเป็นเรือคายัคเพื่อการท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ

สองฟากฝั่งคลองแปรสภาพเป็นถนนคนเดิน ผู้ค้ากลุ่มใหม่มาในรูปรถเข็นขายของกินเล่น ร้านอาหารหลากเชื้อชาติกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง ผนังทั่วแนวแต่งแต้มด้วยสตรีทอาร์ตชวนนักท่องเที่ยวเรียนรู้ประวัติศาสตร์และความเป็นพหุวัฒนธรรมที่ฝังลึกในสถานที่แห่งนี้

ย้อนรอย ‘คลองโอ่งอ่าง’ แต่ละยุคสมัย ที่แฝงไปด้วยจิตวิญญาณและความทรงจำตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์

ความผสมผสานของวัฒนธรรมไทย มอญ จีน อินเดีย และอีกมายมายสร้างคลองโอ่งอ่างให้เป็นพื้นที่ของผู้คน และทำให้พื้นที่แห่งนี้มีชีวิตและจิตวิญญาณคู่ทุกยุคทุกสมัย หล่อหลอมกลายเป็นความทรงจำต่อสถานที่นี้ไว้แตกต่างกัน ไม่ว่าคุณจะรู้จักคลองนี้ในฐานะคลองสัญจร ดินแดนของปลากัด ย่านขายของเล่น หรือถนนคนเดินริมน้ำ ที่แห่งนี้ก็ยังมีเรื่องราวและเปิดต้อนรับให้ผู้คนสร้างความทรงจำใหม่ ๆ อยู่เสมอ

ย้อนรอย ‘คลองโอ่งอ่าง’ แต่ละยุคสมัย ที่แฝงไปด้วยจิตวิญญาณและความทรงจำตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์

Writers

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

ปณิตา พิชิตหฤทัย

นักเรียนสื่อผู้ชอบเล่าเรื่องแถวบ้าน ความฝันสูงสุดคือการเป็นเพื่อนกับแมวสามสีทุกตัวบนโลก

Photographers

สมชัย กวางทองพานิชย์

เป็นคนหลงใหลบ้านและชุมชนของตัวเอง

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในช่วงหลายปีมานี้ หลายธุรกิจเล็กใหญ่หันมาให้ความสำคัญกับผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในขณะที่เซ็นทรัลพัฒนาได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาโดยตลอด และนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานและพัฒนาทุก ๆ โครงการเรื่อยมา

“เราอยากมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้คน ชุมชน และสังคมที่เราอยู่” คุณโอ-ชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล กรรมการบริหารและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจและโครงการ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) บอกทันทีที่บทสนทนาเริ่มต้น ทำให้รู้ว่าการปรับแบรนด์ดิ้งขององค์กร บนแนวคิด Imagining better futures for all ไม่ได้แค่เพียงเปลี่ยน Identity ใหม่ให้สะดุดตาและเข้าถึงท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น แต่ตอกย้ำหัวใจสำคัญในการทำธุรกิจที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยตลอด 40 ปี นับแต่วันแรกที่ คุณสัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์ ตั้งใจจะทำศูนย์การค้าที่ดีที่สุดในประเทศไทยเพื่อคนไทย

“ลูกค้า คู่ค้า พนักงาน และคนไทยทุกคน คือสิ่งสำคัญมาตั้งแต่วันแรก” และเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานหรือริเริ่มโครงการใหม่ทุกครั้ง เพราะเชื่อว่าคุณภาพชีวิต คือจุดเริ่มต้นของการพัฒนา หากผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น ชุมชนจะดีขึ้น เมืองจะดีขึ้น และประเทศก็จะดีขึ้น

PURPOSE

ย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีก่อน บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ได้พัฒนาโครงการแบบครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย คือ เซ็นทรัล ลาดพร้าว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของรูปแบบศูนย์การค้าที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน

เวลาล่วงเลยไป 40 ปี นอกจากศูนย์การค้าเซ็นทรัล ที่อยู่ในใจคนไทยแล้ว เซ็นทรัลพัฒนายังขยายเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือกลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยมีศูนย์การค้าเป็นธุรกิจหลัก 37 แห่ง รวมถึงโครงการที่อยู่อาศัย 22 แห่ง โรงแรม 2 แห่ง และออฟฟิศชั้นนำอีก 10 แห่ง

“บริษัทเรายึดมั่นและดำเนินการในเจตนารมณ์ที่ชัดเจนและแน่วแน่มาโดยตลอด ที่จะทำให้มาตรฐานคุณภาพชีวิตให้คนและชุมชน รวมทั้งสร้างเศรษฐกิจให้ดีขึ้น เพราะสองเรื่องนี้แยกออกจากกันไม่ได้”

คุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับเซ็นทรัลพัฒนา คือ การสร้างสถานที่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าและความสัมพันธ์ ให้ผู้คนได้มาพักผ่อน พบปะกัน รวมถึงเป็นพื้นที่สำหรับส่งเสริมผู้ประกอบการทั้งระดับโลกและระดับท้องถิ่นให้เติบโตร่วมกัน สร้างอาชีพและรายได้ ปลุกสำนึกรักบ้านเกิด จ้างตำแหน่งงานที่ทำงานใกล้บ้านและชุมชนของตัวเองได้

คุณโอเล่าต่อว่า บริษัทเติบโตขึ้นทุกวัน มีธุรกิจในเครือเกิดขึ้นใหม่มากมาย มีพนักงาน ผู้ประกอบการ และร้านค้าอีกนับไม่ถ้วน แต่ยังคงยึดมั่นในจุดยืนเดิมที่ชัดเจน ด้วยเป้าหมายที่สร้างอิมแพคให้กับประเทศมากขึ้น โดยสื่อสารผ่านแคมเปญแบรนด์ดิ้งให้นักลงทุน คู่ค้า พนักงาน และลูกค้า เห็นภาพใหญ่ภาพเดียวกัน และใช้โอกาสครบรอบ 40 ปีปรับเปลี่ยน Brand Identity ของบริษัท คือ เซ็นทรัลพัฒนา รวมถึงโลโก้ของแต่ละสาขาด้วย

IDENTITY

“ผมภูมิใจที่เราตั้งใจทำสิ่งนี้มาตลอด 40 ปี”

ความยั่งยืนเป็นเรื่องที่องค์กรไม่ว่าใหญ่หรือเล็กหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป และเซ็นทรัลพัฒนาเองก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาเนิ่นนาน

“ผมว่าทุกคนสามารถมีบทบาทได้ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรใหญ่หรือเล็ก บางคนมีส่วนร่วมได้ แต่ถ้าคุณเป็นองค์กรใหญ่ ก็ควรจะสร้างอิมแพคได้มากและนาน”

Imagining better futures for all คือแนวคิดของเซ็นทรัลพัฒนาในวันนี้

อนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน คือการได้ส่งต่อโอกาสให้กับคน สร้างสถานที่ดี ๆ ให้ชุมชน ที่จะส่งผลต่อคุณภาพการใช้ของทุกชีวิตในสังคม

FOR EVERYONE

นับแต่วันแรก เซ็นทรัลพัฒนา พัฒนาพื้นที่และประสบการณ์ที่สร้างความสุขให้กับทุกความสัมพันธ์ที่มีความหมาย​และมีคุณค่า​ พร้อมกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ในการใช้ชีวิต ทำงาน พบปะ เรียนรู้ และสัมผัสประสบการณ์​แห่งความสุขร่วมกัน

“โดยการพัฒนาศูนย์การค้าของเรา เรามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความต้องการ​ของลูกค้าทุกแห่ง สามารถนำเสนอสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ผู้คนที่หลากหลาย ​รวมไปถึงการผสมผสานส่วนผสมอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ท้องถิ่น และร่วมมือร่วมใจในการพัฒนาไปพร้อมกับชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น”

หากยกตัวเลขให้เห็นภาพมากขึ้น เซ็นทรัลพัฒนามีส่วนช่วยสร้างเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจและสร้างการจ้างงานมากกว่า 150,000 ตำแหน่ง รวมถึงการให้พื้นที่ศูนย์การค้า เปิดตลาดเพื่อช่วยเหลือผู้คนอย่างต่อเนื่อง อาทิ การทำโซน Hug Thai ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งเป็นการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นจากภูมิภาคต่าง ๆ และตลาดจริงใจของโครงการเซ็นทรัลทำ (Central Tham) ซึ่งอยู่ในเครือกลุ่มเซ็นทรัล เริ่มต้นจากการช่วยเกษตรกรขายผัก ผลไม้ ส่วนหนึ่งขายในท้องถิ่น อีกส่วนกระจายไปทั่วประเทศโดยเซ็นทรัลฟู้ดรีเทล และมีช่องทางการขายที่ตั้งอยู่ในศูนย์การค้าของเซ็นทรัลพัฒนาหลายแห่งทั่วประเทศ

ภายในองค์กรยังให้ความสำคัญกับคุณค่าทางสากล ทั้งเรื่องสิทธิส่วนบุคคล ความเท่าเทียม และความแตกต่าง ถ้าสังเกตจะเห็นว่าเซ็นทรัลพัฒนามีพนักงานหลากหลาย ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเพศหรือความบกพร่องทางร่างกาย และที่ผ่านมาก็มีผู้บริหารระดับสูงหลายท่านเป็นผู้หญิง เช่นเดียวกับ คุณวัลยา จิราธิวัฒน์ ซีอีโอหญิงคนปัจจุบัน

เรื่องสิ่งแวดล้อมก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่เซ็นทรัลพัฒนาให้ความสำคัญ เหมือนที่คุณโอบอกว่า “คนเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อม ธุรกิจก็เช่นเดียวกัน เราจะเป็นแบรนด์ที่ดีได้ ก็ต่อเมื่อเราใส่ใจในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม”

เซ็นทรัลพัฒนาตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นองค์กร Mixed-use Developer รายแรกที่เข้าสู่ Net Zero Carbon Emission ให้ได้ภายในปี 2050 โดยมีแผนงานโร้ดแม็ปลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมลพิษจากธุรกิจสุทธิเป็นศูนย์ ในธุรกิจศูนย์การค้า ที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน และโรงแรมทั่วประเทศ ผ่านการลดการใช้พลังงานให้ได้ 50 เปอร์เซ็นต์ ลดการใช้ CFC และสารที่ทำลายชั้นบรรยากาศ และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดหรือ Clean Energy  ให้ได้อีก 50 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียวทั้งภายในและภายนอกโครงการให้ได้ถึง 1 ล้านต้นโดยเร็วอีกด้วย

LOGOS

หลังจากเปลี่ยนแบรนด์ให้เป็น CPN เมื่อหลายปีก่อน เซ็นทรัลพัฒนาเลือกที่จะกลับมาใช้ชื่อเต็มเป็น Central Pattana อีกครั้ง เพราะคำว่า ‘พัฒนา’ คือดีเอ็นเอที่แท้จริงของธุรกิจ

นอกจากนี้ ยังนำเลขไทยมาใช้เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ของภาษา แสดงถึง Local Spirit ได้ดี

ถ้าก่อนหน้านี้ผู้อ่านได้เห็นข่าวเปิดตัวโลโก้ใหม่ของทุกทั่วประเทศ และเปลี่ยนชื่อจากเดิมที่เคยต่อท้ายด้วยคำว่า ‘พลาซา’ หรือ ‘เฟสติวัล’ ให้เป็นชื่อเรียกตามที่คนในชุมชนเรียกกัน อย่างเซ็นทรัลเชียงใหม่ เซ็นทรัล อุบล หรือเซ็นทรัล นครศรี

การรีแบรนด์เซ็นทรัลพัฒนาที่ตั้งใจเข้าถึงชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างอนาคตที่ดีขึ้น

“เพราะเราเชื่อเรื่อง Customer Champions เรายกให้ลูกค้าเป็นหัวใจในการทำงาน ในการพัฒนาโครงการอะไรก็ตาม เราจะเริ่มต้นที่ลูกค้าเสมอ

“แม้แต่โลโก้ของแต่ละสาขา ก็มาจากแนวคิดที่แสดงอัตลักษณ์และความภูมิใจของท้องถิ่น นำมาผสมกับความเรียบและโมเดิร์น เราอยากให้คนท้องที่ภูมิใจกับเมืองของเขา”

โฉมใหม่ของโลโก้นี้เป็นฝีมือระดับอินเตอร์และเป็น Exclusive Collaboration ระหว่างเซ็นทรัลพัฒนา และ North สตูดิโอออกแบบจากสหราชอาณาจักร โกลบอลเอเจนซี่ระดับโลก นำทีมโดย Jeremy Coysten ผู้ทำงานกับเซ็นทรัลพัฒนามากว่าสิบปีแล้ว

แนวคิดในการออกแบบคือ Central + Location เป็นการทำให้ Central เข้าไปผสมผสานในทุก ๆ ท้องถิ่น ด้วยแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรม ภูมิทัศน์ และประวัติศาสตร์อันยาวนานของแต่ละท้องถิ่น มาร้อยเรียงเป็นโลโก้ใหม่ อาทิ

เซ็นทรัล อยุธยา ใช้รูปทรงของเจดีย์มาวาดลวดลาย

เซ็นทรัล เชียงใหม่ เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต และเซ็นทรัล เชียงราย นำภูมิทัศน์ของไร่นา เส้นโค้งของไร่ชาบนภูเขาทางภาคเหนือมาเป็นแรงบันดาลใจ

การตีความลวดลายของเครื่องปั้นดินเผาและอักษรโบราณให้ออกมาเป็นโลโก้ของสาขาภาคอีสาน อย่างเซ็นทรัล อุดร และเซ็นทรัล ขอนแก่น

หรือสาขาล่าสุดเซ็นทรัล จันทบุรี ที่ออกแบบจากอัตลักษณ์อันโดดเด่นของจันทบุรี ชุมชนริมน้ำจันทบูร และลวดลายของเสื่อกกจันทบูร เป็นต้น

การรีแบรนด์ในวาระครบรอบ 40 ปีเซ็นทรัลพัฒนา ด้วยเป้าหมายเพื่อเข้าถึงชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างอนาคตที่ดีขึ้น

เจเรมี่เล่าว่า ความท้าทายของโครงการนี้คือการแตกแขนงแบรนดิ้งจากเดิมที่มีแค่ ‘พลาซา’ และ ‘เฟสติวัล’ ไปเป็นมากกว่า 30 แบรนด์ โดยแต่ละสาขาต้องมีเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเอง ในเวลาเดียวกันก็ต้องเป็นหนึ่งเดียวกับสาขาอื่น ๆ ด้วย

Imagining better futures for all

หลายธุรกิจรีแบรนด์เพื่อตอบรับลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ ขณะที่แนวคิดของเซ็นทรัลพัฒนามีความตั้งใจอยู่แล้วว่า for All นั้นหมายถึง จะไม่ทิ้งคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไว้ข้างหลัง

จากการวิจัยพบว่าแบรนด์ที่มีเจตจำนงและคาแรกเตอร์ชัดเจนจะเติบโตขึ้น 2 เท่า และ 90 เปอร์เซ็นต์ของคนกลุ่มมิลเลนเนียลมีแนวโน้มจะเลือกบริโภคธุรกิจที่มีบรรษัทภิบาลที่ดี มองธุรกิจมากกว่าผลกำไร แต่ต้องการสร้างคุณค่าให้ตัวเอง ผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมโลก

“เรายังทำเพื่อทุก Stakeholder พอเป็นองค์กรใหญ่ก็มีผู้เกี่ยวข้องเยอะ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า ผู้เช่า ผู้ประกอบการ พนักงาน แล้วอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ก็ต้องมีนักลงทุนด้วย ดังนั้น Sense of Purpose ของเรายังเป็นสำหรับคนทุกกลุ่ม แต่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับจุดยืนของธุรกิจต่าง ๆ มาก จุดยืนขององค์กรคืออะไร ตรงกับจุดยืนของเขาไหม เวลาเขาเลือกองค์กรที่จะเข้าไปทำงาน ก็จะมีความคิดความอ่านที่ลึกขึ้น

“แต่ไม่ใช่แค่คนที่จะเข้ามาร่วมงานกับเราและอยากสร้างอิมแพคให้กับสังคม เราหวังว่าลูกค้า ผู้เช่า เขาจะเห็นความตั้งใจ เข้าใจ และอยากเข้ามามีส่วนร่วมเช่นกัน โดยหวังว่าจะทำให้ Loyalty ที่เหนียวแน่น เป็น Ecosystem ครบถ้วนยิ่งขึ้น”

ในขวบปีที่ 40 เซ็นทรัลพัฒนายังคงตั้งใจสร้างอิมแพคครั้งใหญ่ และมีแผนขยายไปในอีก 30 จังหวัดทั่วประเทศ แต่สังคมอาจจะไม่เปลี่ยนแปลงได้ด้วยมือของใครคนใดคนหนึ่ง เหมือนที่คุณโอทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “สุดท้าย เราต้อง ‘ร่วมแรง ร่วมใจ’ สร้างคุณค่าและมูลค่าให้กับสังคมและเศรษฐกิจไปด้วยกันกับทุกคน”

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load