ผู้แบกประวัติศาสตร์ชีวิตคนธรรมดาไว้ทั้งหมด
ทุกครั้งที่เราเดินเข้าไปในพระระเบียงวัดพระแก้ว สายตาส่วนใหญ่จะมุ่งตรงไปที่ตัวละครหลักของรามเกียรติ์ — พระราม ทศกัณฐ์ หนุมาน
แต่ถ้าลองก้มลงต่ำ หรือแหงนขึ้นสูงกว่าระดับสายตาสักนิด คุณจะพบโลกอีกใบที่ซ่อนอยู่ในมุมของภาพ — ชายคนหนึ่งกำลังแคะฟัน หญิงสาวกำลังแกะเหา เด็กวิ่งเล่นในตรอก คู่รักซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้
โลกนั้นเรียกว่า ภาพกาก
และมันเป็นโลกที่บันทึกความเป็นมนุษย์ได้ดีที่สุดในทั้งหมดนั้น

ภาพกาก คืออะไร?
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายของคำว่า ‘กาก’ ไว้ว่า สิ่งที่เหลือเมื่อค้นหรือคัดเอาส่วนดีออกแล้ว ซึ่งต่อมาถูกนำมาใช้เป็นคำดูถูกคน แต่ถ้าเพิ่มคำว่า ‘ภาพ’ ไว้ข้างหน้ากลายเป็นคำว่า ‘ภาพกาก’ ความหมายจะเปลี่ยนไปทันที ไม่ได้แปลว่าภาพที่ไม่มีประโยชน์ แต่หมายถึงภาพเขียนตัวประกอบของเรื่อง ที่แม้จะไม่ใช่ตัวเอก ไม่ใช่ตัวละครหลัก ไม่ได้ส่งผลต่อเนื้อเรื่องสักเท่าไหร่ แต่การมีภาพเหล่านี้อยู่ในฉากก็ช่วยให้ฉากนั้นมีความสมบูรณ์ มีชีวิตชีวามากขึ้น และช่วยให้ภาพนั้นน่าดูมากขึ้นไปด้วย
พูดง่ายๆ คือ ภาพกาก คือชีวิตของคนที่ไม่ใช่ฮีโร่ในจักรวาลของภาพนั้น
ทำไมช่างโบราณถึงวาด ภาพกาก?
ภาพกากไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งประดิษฐ์ขึ้น มีมานานควบคู่ไปกับภาพเล่าเรื่อง และภาพกากที่เป็นตัวประกอบของเรื่องนั้นถือเป็นภาพสะท้อนที่สำคัญมากของสังคมสมัยก่อน ในยุคสมัยที่ไม่มีภาพถ่ายว่าผู้คนใช้ชีวิตอย่างไร แต่งตัวแบบไหน บ้านเรือนหน้าตาเป็นอย่างไร
นั่นคือสิ่งที่ทำให้ ภาพกาก มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่ไม่มีแหล่งข้อมูลใดทดแทนได้ มันคือ “ภาพถ่าย” ของสังคมไทยโบราณที่ช่างเขียนทิ้งไว้โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังบันทึกอะไร
ในยุคสมัยนั้น มุกตลก มุมขำขัน ท่าทางการแสดงออกที่ใช้กับตัวเอกไม่ได้ (ถูกบังคับว่าต้องเป็นนาฏลักษณ์) ก็จะถูกนำมาใช้กับภาพกากเหล่านี้
ตัวเอกต้องเดินตามขนบ ต้องมีท่าทางสง่างามตามแบบแผน แต่ ภาพกาก ไม่มีกฎนั้น ช่างเขียนสามารถให้คนธรรมดาในภาพแสดงอารมณ์ได้อย่างอิสระ — ขำ เงอะงะ สัปดน หรือแม้แต่โรแมนติกเกินพอดี

ยุคทองของ ภาพกาก รัชกาลที่ 3
ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 เป็นต้นมา นี่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นยุคทองของภาพกากเลยก็ว่าได้ เพราะภาพกากในช่วงเวลานี้เพิ่มจำนวนขึ้นมาก และจำนวนที่เพิ่มขึ้นนี้ยังมาพร้อมกับคุณภาพที่เพิ่มขึ้นด้วย เพราะมีความสมจริงมากขึ้น ทั้งท่าทาง การแต่งกาย และที่สำคัญที่สุดก็คือ การแสดงอารมณ์ของตัวละครที่มีอิสระมากขึ้นกว่าแต่ก่อน
ยุคนี้คือยุคที่ ภาพกาก ไม่ใช่แค่รายละเอียดเล็กน้อยในมุมภาพ แต่กลายเป็นส่วนที่มีชีวิตที่สุดในจิตรกรรมฝาผนังทั้งหมด

ภาพกาก ในวัดพระแก้ว Photo Hunt ระดับประวัติศาสตร์
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว คือพื้นที่ที่ ภาพกาก มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศไทย
ลองใช้เวลาสำรวจดูจิตรกรรมฝาผนังรอบพระระเบียงอีกสักหน่อย แล้วจะพบกับเรื่องราวอารมณ์ขันชั้นครูที่แฝงความสนุกเอาไว้ในงานจิตรกรรม ภาพเหล่านี้เรียกว่าภาพกาก เป็นภาพนอกเหนือจากโครงเรื่องหลัก จิตรกรวาดเพื่อสร้างสีสัน สะท้อนความเป็นอยู่ต่างๆ รวมถึงสื่ออารมณ์ขันปนทะลึ่ง โดยจุดสนใจของภาพส่วนใหญ่มักอยู่ตรงกลางระดับสายตา ภาพกากจึงปรากฏอยู่ที่ด้านล่างหรือไม่ก็ด้านบน
ทั้ง 178 ห้องในพระระเบียงรอบวัดพระแก้ว เต็มไปด้วย ภาพกาก ที่ซ่อนอยู่ในมุมต่างๆ รอให้คนที่ตั้งใจมองจริงๆ ค้นพบ
สิ่งที่ ภาพกาก บันทึกไว้แทนกล้องถ่ายรูป
เมื่อดู ภาพกาก อย่างละเอียด คุณจะเห็นสิ่งที่หนังสือประวัติศาสตร์ไม่ค่อยบอก
ภาพกากคือภาพที่เป็นส่วนนอกเหนือจากโครงเรื่องหลักของภาพ จิตรกรใช้อิสรภาพทางความคิดสอดแทรกความสนุกสนานลงไปภายในภาพเพิ่มเติมเล็กน้อย โดยไม่ทำให้วัตถุประสงค์หลักของเรื่องราวเสียหาย บางเรื่องเกี่ยวพันกับเรื่องความเป็นอยู่ต่างๆ การแต่งกาย งานประเพณี การละเล่น การหุงหาอาหาร รวมถึงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ เรื่องราวธรรมชาติวิทยา หรือมุกฮาที่จะค่อนไปทางสัปดนเล็กๆ
สิ่งเหล่านี้คือบันทึกชีวิตจริงที่ไม่มีใครตั้งใจเก็บ แต่ช่างเขียนกลับทิ้งไว้ให้เราโดยธรรมชาติ
การแต่งกายของคนยุคอยุธยาและรัตนโกสินทร์ — เราเห็นได้จาก ภาพกาก ว่าคนธรรมดาแต่งตัวอย่างไร ผ้าลายอะไร ทรงผมแบบไหน
การละเล่นพื้นบ้าน — เด็กๆ ในภาพกากกำลังเล่นอะไร บอกเราถึงวัฒนธรรมความบันเทิงในยุคนั้น
ความสัมพันธ์ระหว่างคน — บางภาพมีฉากคู่รักที่แสดงอารมณ์ได้อย่างมนุษย์จริงๆ ไม่ใช่ท่าทางที่ถูกกำหนดโดยนาฏลักษณ์
อาชีพและกิจวัตร — คนในตลาด ชาวประมง พ่อค้า หมอ — ชีวิตประจำวันที่ไม่มีทางปรากฏในภาพพระเอกนางเอก
ภาพกาก กับอารมณ์ขันของช่างโบราณ
หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ ภาพกาก น่าสนใจที่สุดคือความสัปดนและอารมณ์ขันที่ช่างเขียนแฝงไว้
ภาพกาก หมายถึงรายละเอียดที่อยู่นอกเหนือจากโครงเรื่องหลักของภาพ แต่จิตรกรเจ้าของงานเขียนขึ้นจากความคิดส่วนตัวแทรกเข้าไปในภาพด้วย อาจเป็นรายละเอียดเชิงวิถีชีวิตทั่วไป เช่น การละเล่น ทานอาหาร ไปจนถึงภาพฉากบรรเลงบทรักกันเลยก็มี
ฉากแบบนี้ช่างเขียนทำไม่ได้กับตัวเอก แต่สามารถซ่อนไว้ในมุมของ ภาพกาก ได้ — มันคือเสรีภาพทางศิลปะของคนที่ต้องทำงานในกรอบที่เข้มงวด
ภาพกาก ที่น่าค้นหาในวัดไทยทั่วประเทศ
วัดพระแก้ว กรุงเทพฯ — จุดหลักที่ ภาพกาก มีชื่อเสียงมากที่สุด ลองสังเกตมุมล่างและบนของแต่ละห้องในพระระเบียงรามเกียรติ์
วัดภูมินทร์ น่าน — จิตรกรรมฝาผนังภายในอุโบสถวัดภูมินทร์ เขียนขึ้นในราวปีพุทธศักราช 2410-2417 เป็นอีกหนึ่งแหล่ง ภาพกาก ที่มีชื่อเสียง โดยเฉพาะฉากที่ผู้ชายกระซิบที่หูผู้หญิง ซึ่งกลายเป็น iconic image ของวัดนี้
วัดสุวรรณาราม กรุงเทพฯ — จิตรกรรมสมัยต้นรัตนโกสินทร์ที่มี ภาพกาก หลากหลายรูปแบบซ่อนอยู่
วัดช้างลอม สุโขทัย และวัดอื่นๆ ในภาคเหนือ — ภาพกาก ในภาคเหนือมีเอกลักษณ์ที่ต่างออกไป สะท้อนวิถีชีวิตล้านนาอย่างชัดเจน
ภาพกาก ในมุมของนักประวัติศาสตร์ศิลปะ
แม้กาลเวลาจะล่วงเลยมาถึงยุคปัจจุบัน ภาพกากก็ยังคงทำหน้าที่เดิม ทั้งเติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับภาพ สะท้อนสังคมและแทรกมุกตลกเข้าไป แม้จะมีคนขำบ้าง ไม่ขำบ้าง เห็นบ้าง ไม่เห็นบ้างก็ตาม
นั่นคือสิ่งที่ทำให้ ภาพกาก ต่างจากงานศิลปะชิ้นอื่นๆ มันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนมอง แต่มันรออยู่สำหรับคนที่ตั้งใจค้นหา
วิธีดู ภาพกาก ให้ได้รสชาติที่สุด
ถ้าอยากสัมผัสกับ ภาพกาก อย่างแท้จริง มีเคล็ดลับง่ายๆ
อย่ารีบ — ภาพกาก ไม่ได้อยู่ตรงกลางภาพ มันซ่อนอยู่ในมุม ริมขอบ หรือใต้ต้นไม้ในภาพ คนที่รีบเดินผ่านจะไม่มีวันเจอ
ก้มลงและแหงนขึ้น — จุดสนใจหลักอยู่ระดับสายตา ภาพกาก จึงมักอยู่ด้านล่างหรือด้านบนกว่านั้น
มองทีละส่วน ไม่ใช่ทั้งภาพ — แบ่งภาพออกเป็นตาราง แล้วค่อยๆ สแกนทีละช่อง
ไปกับคนที่ชอบสังเกต — ภาพกาก สนุกกว่ามากเมื่อมีคนช่วยกันค้นหา
บทส่งท้าย ตัวประกอบที่สำคัญกว่าพระเอก
ในโลกของ ภาพกาก ไม่มีใครเป็นตัวประกอบจริงๆ
ชายที่กำลังแคะฟันในมุมภาพ หญิงที่กำลังแกะเหาให้ลูก คู่รักที่ซ่อนตัวหลังต้นไม้ — พวกเขาไม่มีชื่อ ไม่มีบทพูด และไม่มีใครในเรื่องรามเกียรติ์รู้จัก แต่พวกเขาคือคนจริงๆ ที่ช่างเขียนเห็นในชีวิตประจำวันและแอบบันทึกไว้บนผนังวัด
ผ่านมาร้อยสองร้อยปี เราเดินเข้ามาในวัดเดิม และพบว่าพวกเขายังอยู่ที่นั่น ยังทำสิ่งเดิม ยังมีชีวิตในแบบที่มนุษย์มีมาตลอด
ภาพกาก จึงไม่ใช่แค่งานศิลปะ มันคือการพิสูจน์ว่ามนุษย์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากเท่าที่คิด และชีวิตธรรมดาๆ ที่รู้สึกว่าไม่มีความหมาย ก็มีวันที่กลายเป็นประวัติศาสตร์ได้
