พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายของคำว่า ‘กาก’ ไว้ 3 ความหมาย ได้แก่ สิ่งที่เหลือเมื่อคั้นหรือคัดเอาส่วนดีออกแล้ว หยากเหยื่อ หรือเดน ซึ่งต่อมาถูกนำมาใช้เป็นคำดูถูกคนที่ทำตัวไม่ค่อยเป็นประโยชน์ ไม่ได้เรื่อง

แต่ถ้าเพิ่มคำว่า ‘ภาพ’ ไว้ข้างหน้ากลายเป็นคำว่า ‘ภาพกาก’ ความหมายจะเปลี่ยนไปทันที ไม่ได้แปลว่าภาพที่ไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด แต่หมายถึงภาพเขียนตัวประกอบของเรื่อง ที่แม้จะไม่ใช่ตัวเอก ไม่ใช่ตัวละครหลัก ไม่ได้ส่งผลต่อเนื้อเรื่องสักเท่าไหร่ แต่การมีภาพเหล่านี้อยู่ในฉากก็ช่วยให้ฉากนั้นมีความสมบูรณ์ มีชีวิตชีวามากขึ้น และช่วยให้ภาพนั้นน่าดูมากขึ้นไปด้วย

และภาพกากไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งประดิษฐ์ขึ้นนะครับ มีมานานควบคู่ไปกับภาพเล่าเรื่องเลยครับผม แถมยังมีพัฒนาการในตัวควบคู่ไปกับภาพจิตรกรรมฝาผนังด้วย เพราะภาพกากที่เป็นตัวประกอบของเรื่องนั้นถือเป็นภาพสะท้อนที่สำคัญมากของสังคมสมัยก่อน ในยุคสมัยที่ไม่มีภาพถ่ายว่าผู้คนใช้ชีวิตอย่างไร แต่งตัวแบบไหน บ้านเรือนหน้าตาเป็นอย่างไร หรือแม้แต่แทรกมุกตลก มุมขำขัน ท่าทางการแสดงออกที่ใช้กับตัวเอกไม่ได้ (ถูกบังคับว่าต้องเป็นนาฏลักษณ์) ก็จะถูกนำมาใช้กับภาพกากเหล่านี้ แม้กาลเวลาจะล่วงเลยมาถึงยุคปัจจุบัน ภาพกากก็ยังคงทำหน้าที่เดิม ทั้งเติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับภาพ สะท้อนสังคมและแทรกมุกตลกเข้าไป แม้จะมีคนขำบ้าง ไม่ขำบ้าง เห็นบ้าง ไม่เห็นบ้างก็ตาม

ส่วนวิธีสังเกตภาพกากก็ง่ายมากครับ ขั้นแรกมองหาภาพหลัก ภาพสำคัญของเนื้อเรื่อง จากนั้นมองข้ามภาพเหล่านั้นไป แล้วมองไปยังสิ่งที่อยู่รอบๆ คุณก็จะพบภาพกากที่มาในรูปแบบต่างๆ ซึ่งภาพกากในสมัยก่อนกับภาพกากในปัจจุบันมีความแตกต่างกันเยอะแค่ไหน เราลองมาให้ภาพมันเล่าเรื่องกันดีกว่าครับ 

ในระยะแรกภาพกากยังมีไม่มากนัก ส่วนหนึ่งเพราะหลักฐานที่เหลือมาจนถึงปัจจุบันไม่ได้มากด้วย อีกส่วนเพราะงานจิตรกรรมหรือภาพเล่าเรื่องในช่วงนี้เน้นตัวละครเอกเป็นสำคัญ ดังนั้นภาพกากจึงยังมีน้อยและไม่หลากหลายมากนัก เช่น ฉากพระพุทธเจ้าทรมานช้างนาฬาคีรี วัดเกาะแก้วสุทธาราม จังหวัดเพชรบุรี 

เราจะเห็นว่าฉากหลักของเรื่องนี้คือฉากที่พระพุทธเจ้าปราบช้างนาฬาคีรีที่อยู่ด้านบน ส่วนฉากข้างล่างที่เป็นภาพชาวต่างชาติแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์นั้นไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับภาพเลย แต่ช่างโบราณก็ยังวาดภาพนี้เอาไว้ เพื่อเติมเต็มฉากตลาดที่เป็นที่เกิดเหตุให้มีความสมบูรณ์และไม่ปล่อยที่ว่างไว้อย่างเปล่าประโยชน์ แถมยังบอกเล่าเรื่องราวในสมัยอยุธยาที่มีบาทหลวงชาวตะวันตกบางคนพยายามแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ในศาสนาพุทธเพื่อเผยแผ่ศาสนาของตนเองด้วย

ภาพกาก หาใช่การดูหมิ่นศาสนา แต่เป็นวิธีเล่าชีวิตจริงผู้คนของช่างโบราณในยุคไร้กล้อง

แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ภาพกากเองก็เปลี่ยนตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 เป็นต้นมา นี่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นยุคทองของภาพกากเลยก็ว่าได้ เพราะภาพกากในช่วงเวลานี้เพิ่มจำนวนขึ้นมาก และจำนวนที่เพิ่มขึ้นนี้ยังมาพร้อมกับคุณภาพที่เพิ่มขึ้นด้วย เพราะมีความสมจริงมากขึ้น ทั้งท่าทาง การแต่งกาย และที่สำคัญที่สุดก็คือ การแสดงอารมณ์ของตัวละครที่มีอิสระมากขึ้นกว่าแต่ก่อน แถมยิ่งเวลาผ่านไป ภาพกากก็ยิ่งสมจริงขึ้น บางทีฮามากขึ้นด้วย พูดแล้วไม่เห็นภาพ เราไปชมภาพกันกันดีกว่าครับ

ฉากมโหสถชาดก ตอนสงคราม 101 ทัพ จากวัดสุวรรณาราม กรุงเทพมหานคร ตัวละครเอกในซีนนี้มีแค่พระมโหสถกำลังกดบ่าเกวัฏพราหมณ์ตรงกลางฉากเท่านั้นเอง แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่ากลับเป็นภาพกากที่อยู่รอบๆ สองตัวละครเอกนี้ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพสองฝ่ายที่ตะลุมบอนกันอยู่ด้านล่างชนิดใส่สุดตัว หรือคนในกองทัพฝั่งมโหสถที่ยืนขำอยู่คนเดียวในขณะที่คนอื่นยืนดูเหตุการณ์อยู่เฉยๆ รวมถึงทหารรับจ้างชาวเปอร์เซียที่ร่วมมาในกองทัพ สะท้อนให้เห็นภาพการติดต่อกับชาวต่างชาติในช่วงระยะเวลานั้นด้วย

ภาพกาก หาใช่การดูหมิ่นศาสนา แต่เป็นวิธีเล่าชีวิตจริงผู้คนของช่างโบราณในยุคไร้กล้อง
ภาพกาก หาใช่การดูหมิ่นศาสนา แต่เป็นวิธีเล่าชีวิตจริงผู้คนของช่างโบราณในยุคไร้กล้อง
วัดสุวรรณาราม กรุงเทพมหานคร

แถมให้อีกสักซีนแล้วกัน คราวนี้เป็นฉากยอดฮิตอย่างมารผจญ ซึ่งมีตัวละครหลักก็คือพระพุทธเจ้าที่ประทับใต้ต้นโพธิ์ มีพระแม่ธรณีบีบมวยผมและกองทัพพญามารทั้งสองฝั่ง โดยฝั่งหนึ่งจะเป็นฝั่งบุก แต่อีกฝั่งเป็นฝั่งแพ้ 

ทีนี้ เรามองข้ามตัวเอกทั้งหมดไปแล้วลองมองไปที่กองทัพพญามารดู นอกจากทหารมารที่เป็นยักษ์แล้ว จะเห็นว่ามีชาวต่างชาติปะปนมาในกองทัพมารด้วย บ้างเป็นยุโรป บ้างเป็นอาหรับ ขนาดคนจีนยังมีเลย ซึ่งสิ่งนี้บอกให้เรารู้ว่า ในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นคนต่างชาติจากประเทศไหน เราเคยมองคนเหล่านี้เป็นมารทั้งนั้น 

แต่ฝั่งที่ถือว่ารวมภาพกากสายฮาไว้ ผมขอยกให้ฝั่งมารแพ้เลยครับ เพราะเราเห็นภาพสัตว์น้ำไล่กินกองทัพมารจนเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น เห็นกองทัพมารที่นั่งก๊งเหล้ากันอย่างสบายใจชนิดไม่กลัวน้ำท่วม หรือแม้แต่ผีทะเลที่แอบมาเนียนกับกองทัพมารด้วยก็มี 

ภาพกาก หาใช่การดูหมิ่นศาสนา แต่เป็นวิธีเล่าชีวิตจริงผู้คนของช่างโบราณในยุคไร้กล้อง
วัดประตูสาร จังหวัดสุพรรณบุรี
ภาพกาก หาใช่การดูหมิ่นศาสนา แต่เป็นวิธีเล่าชีวิตจริงผู้คนของช่างโบราณในยุคไร้กล้อง
วัดใหญ่อินทาราม จังหวัดชลบุรี
ภาพกาก หาใช่การดูหมิ่นศาสนา แต่เป็นวิธีเล่าชีวิตจริงผู้คนของช่างโบราณในยุคไร้กล้อง
วัดประตูสาร จังหวัดสุพรรณบุรี

หรือจะเป็นภาพกากสุดฮิตอย่างภาพการเสพสังวาสที่มักจะเนียนอยู่ตรงนั้นที ตรงนี้ที เป็นซีนเล็กๆ ที่มักจะแอบอยู่ตามฉากแบบเนียนๆ จนถ้าไม่สังเกตดีๆ ก็อาจจะไม่เห็น ขอบอกไว้เลยว่าการเสพสังวาสในงานจิตรกรรมไม่ได้มีแค่มนุษย์เท่านั้น แม้แต่สัตว์เองก็มีเหมือนกันนะเออ ซึ่งช่างโบราณไม่ได้วาดภาพเหล่านี้เพื่อเป็นการลบหลู่ดูหมิ่นศาสนาพุทธแต่อย่างใด เพียงแค่ต้องการแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของมนุษย์เท่านั้นเอง 

ภาพกาก หาใช่การดูหมิ่นศาสนา แต่เป็นวิธีเล่าชีวิตจริงผู้คนของช่างโบราณในยุคไร้กล้อง
วัดบางยี่ขัน กรุงเทพมหานคร
ภาพกาก หาใช่การดูหมิ่นศาสนา แต่เป็นวิธีเล่าชีวิตจริงผู้คนของช่างโบราณในยุคไร้กล้อง
วัดเขียน จังหวัดอ่างทอง

พอเข้าสู่ยุคปัจจุบัน หลายวัดยังคงเลือกวาดภาพกากแบบดั้งเดิม แต่เราจะพบว่ามีภาพกากแบบใหม่ๆ ที่ประดิษฐ์ขึ้นในยุคนี้ ซึ่งบางภาพนี่เรียกได้ว่าร่วมสมัยสุดๆ ก้าวข้ามขีดจำกัดแบบโบราณไปอีกขั้นหนึ่งเลย ไม่ว่าจะเป็นวัดสำปะซิว จังหวัดสุพรรณบุรี ที่แทรกทั้ง Doraemon, BEN10 หรือ Angry Birds เอาไว้บนฝาผนัง หรือวัดร่องขุ่น จังหวัดเชียงราย ของอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ที่มีทั้งตัวการ์ตูน ตัวเอกจากภาพยนตร์หลากหลายเรื่อง ไม่เว้นแต่วัดไลย์ จังหวัดลพบุรี ที่บรรจุภาพเหมือนบุคคลจำนวนหนึ่งลงไปในกระทะทองแดง ซึ่งใครเป็นใครลองพินิจกันดูครับ 

หรือถ้าจะเอาเรื่องที่กลายเป็นกระแสล่าสุดอย่างสิตางค์ส้มหยุดที่วัดหนองเต่า จังหวัดอุทัยธานี ก็ใช่ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ในยุคสมัยของเราทั้งสิ้น ซึ่งในอนาคตภาพเหล่านี้จะกลายเป็นสิ่งบันทึกและเครื่องยืนยันการมีอยู่ของสิ่งเหล่านี้ในยุคสมัยของเราได้ด้วยครับ

ภาพ : www.painaidii.com
ภาพกาก หาใช่การดูหมิ่นศาสนา แต่เป็นวิธีเล่าชีวิตจริงผู้คนของช่างโบราณในยุคไร้กล้อง
ภาพ : www.painaidii.com
ภาพกาก หาใช่การดูหมิ่นศาสนา แต่เป็นวิธีเล่าชีวิตจริงผู้คนของช่างโบราณในยุคไร้กล้อง
ภาพ : www.painaidii.com
ภาพกาก หาใช่การดูหมิ่นศาสนา แต่เป็นวิธีเล่าชีวิตจริงผู้คนของช่างโบราณในยุคไร้กล้อง
ภาพ : www.komchadluek.net

เราจะเห็นว่าภาพกากเหล่านี้แทบจะเรียกว่าเป็นสิ่งที่มีควบคู่กับจิตรกรรมฝาผนังมาแต่ไหนแต่ไร มีมากบ้าง น้อยบ้าง ดูสมจริงบ้าง ดูเฮฮาบ้าง เป็นภาพเล็กๆ ที่ไม่สลักสำคัญอะไร แต่ก็ช่วยเติมเต็มภาพให้สมบูรณ์สมจริงยิ่งขึ้น ดังนั้น ถ้าเรามองแบบขำๆ ภาพเหล่านี้ก็เป็นแค่มุมขำขันบนฝาผนังเท่านั้นเอง อย่าไปซีเรียสหรือโกรธเกลียดอะไรขนาดนั้นเลยครับ ภาพพวกนี้ไม่ได้ใหญ่โตจนไปบดบังฉากสำคัญของฝาผนัง แถมบางครั้งยังกลายเป็นจุดสนใจ จุดเด่นใหม่ ของวัดที่ดึงดูดให้เด็กรุ่นใหม่เข้าวัดกันเสียด้วยซ้ำ 

ผมคงได้แต่หวังลึกๆให้ดราม่าบนฝาผนังนี้เป็นดราม่าสุดท้าย และขอให้คนเสพข่าวหรือเสพงานศิลป์เข้าใจในเรื่องนี้ หรือถ้าจะวิจารณ์ก็ขอให้วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่สาดอารมณ์ใส่กันเลยนะครับ


เกร็ดแถมท้าย

  1. ถ้าใครรู้สึกว่า ภาพกากที่ผมยกตัวอย่างดูธรรมดาไป ดูคล้ายๆ กันหมด ผมขอแนะนำให้ลองไปชมจิตรกรรมฝาผนังที่เป็นฝีมือช่างพื้นบ้านดูครับ ไม่ว่าจะพื้นบ้านภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคใต้ ยิ่งฝีมือช่างเป็นพื้นบ้านมากขึ้นเท่าไหร่ ภาพจะยิ่งมีความเป็นอิสระมากยิ่งขึ้น แปลกตามากขึ้น บางที่อาจจะเรียกว่าพีกมากขึ้นด้วย ลองไปชมดูครับ
  2. หรือถ้าใครมีภาพกากพีคๆ ลองแชร์ ลองแบ่งปันกันในโพสต์ของ The Cloud ดูก็ได้นะครับ 
  3. ส่วนถ้าใครอยากจะรู้เนื้อหาในงานจิตรกรรมฝาผนัง อ่านได้ในบทความเรื่องทริกในงานดูจิตรกรรมฝาผนังที่ผมเคยเขียนไว้ได้เลยครับผม

Writer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

ก่อนจะเล่าเรื่องราวในความทรงจำเรื่องหนึ่งให้ฟัง ต้องขอเกริ่นก่อนเล็กน้อยว่า ที่ทุกท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ ต้า-ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล ไม่ได้เป็นคนเขียนนะครับ เนื่องในโอกาสพิเศษ ผม คุณพ่อของต้า เจ้าของคอลัมน์อารามบอย จะขอเป็นคนเล่าเรื่องเอง แต่ไม่ต้องห่วง เรื่องราวในครั้งนี้ก็ยังคงเกี่ยวข้องกับวัดเหมือนเช่นเคย

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

ผมกับครอบครัวเที่ยววัดด้วยกันมากว่า 20 ปีแล้ว ในช่วงเวลานี้ก็ไปวัดมาแล้วแทบทุกแบบ ทั้งวัดร้าง วัดเก่า วัดใหม่ วัดที่ไปครั้งเดียวแล้วไม่ได้ไปอีก และวัดที่ไปแล้วก็ยังได้ไป จนถึงตอนนี้น่าจะไปมาเกิน 100 วัดไปนานแล้ว แต่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี แต่วัดแห่งหนึ่งก็ยังคงอยู่ในความทรงจำเสมอมา แม้เวลาจะผ่านไปแค่ไหนก็ตาม และวัดนั้นก็คือ วัดพระธาตุลำปางหลวง จังหวัดลำปาง

รักแรกที่วัดพระธาตุลำปางหลวง

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

ผมไปวัดพระธาตุลำปางหลวงครั้งแรกเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ปีนั้นเป็นครั้งแรกที่ไปเที่ยวกับครอบครัวในช่วงเทศกาลตรุษจีน ครั้งนั้นไป 3 จังหวัด คือ กำแพงเพชร ตาก และลำปาง พอไปถึงก็เอารถไปจอดอยู่ด้านล่างใกล้ ๆ ทางขึ้น พอลงรถไปก็เจอพวกแม่หมออยู่ริมถนนเลย ดูดวงบ้าง ขายของบูชาพระธาตุบ้าง ลูกชายผมตอนนั้นก็ได้กระดาษเขียนเรื่องพระธาตุประจำปีเกิดมาด้วย

พอเดินขึ้นบันได ผ่านประตูโขงไป ถึงจะเห็นวิหารหลวงก่อน แต่ไปสะดุดตากับลานทราย เพราะลานทรายในสมัยนั้นครอบคลุมพื้นที่ข้างบนแทบทั้งหมด มองไปตรงไหนก็เป็นทราย เวลาเดินบนพื้นทรายแล้วนุ่ม เดินด้วยเท้าเปล่าได้เลยไม่ร้อน เพราะถึงผิวหน้าจะร้อน แต่ย่ำลงไปแล้วข้างล่างเย็น และที่สะดุดตาที่สุดก็คือองค์พระธาตุลำปางหลวง พระธาตุองค์ไม่ใหญ่ แต่โดดเด่นเหลือเกินแม้จะมีอาคารอื่นอยู่โดยรอบ แถมสัดส่วนขององค์พระธาตุก็สวยมาก กลายเป็นความประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็น

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

นอกจากพระธาตุลำปางหลวงแล้ว วิหารแต่ละหลังที่อยู่รอบพระธาตุก็สวยงาม มีเอกลักษณ์ วิหารหลวงมีพระเจ้าล้านทองอยู่ภายในกู่ พระเจ้าดูแปลกตา ไม่เคยเห็นมาก่อน มีวิหารน้ำแต้ม วิหารหลังเล็กที่มีจิตรกรรมอยู่ซ้ายขวา ข้างหลังมีต้นโพธิ์สีทองอยู่ แล้วก็มีวิหารพระพุทธ วิหารทึบหลังเดียวที่อยู่ข้างบน ข้างในพระพุทธรูปองค์ใหญ่และมีลายคำอยู่ตามเสา

พอดูโดยรอบพระธาตุเสร็จก็เดินทะลุไปข้างหลัง ไปที่พิพิธภัณฑ์ของวัดเพื่อไปกราบพระแก้วดอนเต้า พระพุทธรูปสำคัญของวัดที่ตั้งอยู่ในตู้ สมัยนั้นพิพิธภัณฑ์ยังดูรก ๆ มีข้าวของและพระพุทธรูปตั้งอยู่เต็มไปหมด

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

เมื่อความเปลี่ยนแปลงมาเยือน

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

หลังจากนั้น เวลาไปเที่ยวเหนือกับครอบครัว ทุกครั้งที่ผ่านลำปางก็จะต้องแวะวัดพระธาตุลำปางหลวงทุกครั้ง อย่างน้อยก็ขึ้นไปกราบพระนมัสการพระพุทธรูป และทุกครั้งที่ไปก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับวัด จากเมื่อก่อนเคยจอดด้านหน้าได้ ก็ต้องขยับไปจอดที่ลานจอดรถ ด้านหน้าที่เคยมีบรรดาแม่หมอดูดวงก็หายไปหมดกลายเป็นสวน ด้านข้างที่เคยมีตลาดก็หายไป บรรดาร้านค้าไปอยู่แถวลานจอดรถแทน

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

พอขึ้นไปข้างบน บรรยากาศข้างบนก็เปลี่ยน เริ่มมีอาคาร มีเต็นท์เพิ่มเติมขึ้น แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุดก็คือลานทราย จากครั้งแรกที่มามีลานทรายอยู่เต็มไปหมด เริ่มมีการเอากระเบื้องมาปูแทนที่ทราย แม้แต่รอบพระธาตุก็มีจากที่ครั้งแรกไม่มี แล้วต้องเดินไปด้วยเท้าเปล่า ร้อนเท้ามาก เดินได้ไม่นานก็ต้องรีบใส่รองเท้าไม่ก็เข้าไปในร่ม ตอนหลังดีหน่อยที่เขาเอาออกไปเยอะแต่ก็ยังไม่หมด ยังเหลือบริเวณรอบองค์พระธาตุอยู่ดี

ผู้คนหรือกิจกรรมรอบ ๆ ก็มีทั้งที่เพิ่มขึ้นและหายไป จำได้ว่าครั้งแรกจะมีการถวายรูปปั้นวัว เพราะพระธาตุลำปางหลวงเป็นพระธาตุประจำปีฉลู สมัยก่อนตามพระธาตุประจำปีเกิดจะมีการถวายรูปสัตว์ประจำปีเกิดแทบทุกที่ แต่ไปครั้งหลัง ๆ ก็ไม่เห็นแล้ว และไม่ใช่แค่ที่นี่ รวมถึงพระธาตุประจำปีเกิดองค์อื่น ๆ ด้วย

จริงอยู่ที่ความเปลี่ยนแปลงนำพาความสวยงาม ความเป็นระเบียบ ความสะดวกสบาย เข้ามา แต่บรรยากาศหลาย ๆ อย่างก็พลอยเปลี่ยนไปด้วย ส่วนตัวรู้สึกเสียดาย เพราะยังรู้สึกประทับใจวัดพระธาตุลำปางหลวงที่ได้สัมผัสในครั้งแรกมากที่สุด ชอบความโล่งของพื้นที่ที่ทำให้เห็นวัด เห็นพระธาตุได้ชัดเจน รวมถึงวิถีแบบเก่า ๆ บรรยากาศเดิม ๆ ยังอยู่ในความทรงจำไม่เสื่อมคลาย จนยังแอบคิดอยู่บ่อย ๆ ว่า อยากให้กลับไปเหมือนเดิม เหมือนครั้งแรกที่มา

ไปหลายครั้ง ได้หลายสิ่ง

ถึงวัดจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่ความประทับใจที่มีต่อพระธาตุลำปางหลวงก็ไม่เคยเปลี่ยน ถ้าใครมาถามว่าชอบเจดีย์องค์ไหนมากที่สุด ผมก็คงตอบพระธาตุลำปางหลวงอยู่ดี แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือมุมมองหรือรายละเอียดต่าง ๆ ที่ได้รู้ได้เห็นมากขึ้น

อย่างพระธาตุกลับหัว ซึ่งถือเป็นไฮไลต์ของวัดพระธาตุลำปางหลวงที่ทุกคนต้องไปดูกัน ผมเพิ่งจะได้ดูตอนไปครั้งที่ 3 โน่น เพราะครั้งแรกไม่รู้ รู้แต่ที่วัดพระธาตุจอมปิงมีพระธาตุกลับหัว เลยได้ไปดูที่นั่น พอกลับไปรอบที่ 3 ก็เลยไปดู อยู่ในหอพระพุทธบาทเยื้อง ๆ กับพระธาตุ แต่ผู้หญิงขึ้นไม่ได้ ผู้ชายขึ้นได้อย่างเดียว ครั้งนั้นเลยขึ้นไปดูกับลูกชาย แต่ส่วนตัวไปดูแล้วเฉย ๆ คือพระธาตุกลับหัวก็สวย แต่ถ้าจะดูพระธาตุ รู้สึกว่าดูของจริงสวยกว่า

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา
พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

พอลูกชายเรียนที่คณะโบราณคดี เวลามาดูวัดพระธาตุลำปางหลวงก็สนุกมากขึ้น เพราะผมก็เข้าใจในศิลปะมากขึ้น ทั้งรูปแบบของเจดีย์ กู่พระเจ้าล้านทอง เริ่มรู้ว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เรียกว่าอะไร เริ่มดูจิตรกรรมฝาผนังที่อยู่ที่วิหารหลวงกับวิหารน้ำแต้มออก เวลาไปทีไรก็ได้ความรู้ แล้วก็ได้ถาม ได้คุย ได้แลกเปลี่ยนความรู้และมุมมองกับลูกชายด้วย จากที่ครั้งแรกมาแค่ชื่นชมความงามของพระธาตุและสิ่งต่าง ๆ ในวัดอย่างเดียว

พ่อของ ‘อารามบอย’ ขอยึดคอลัมน์ชั่วคราว พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง วัดสำคัญของลำปางที่อยู่ในใจมากว่า 20 ปี
พ่อของ ‘อารามบอย’ ขอยึดคอลัมน์ชั่วคราว พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง วัดสำคัญของลำปางที่อยู่ในใจมากว่า 20 ปี

แล้วยิ่งพอรู้มากขึ้น ก็กลายเป็นยิ่งเพิ่มความประทับใจในองค์พระธาตุลำปางหลวงมากขึ้นอีก ทั้งรูปทรงที่ไม่เหมือนใคร เมื่อเทียบกับพระธาตุองค์สำคัญ ๆ หลายองค์ทางภาคเหนือ เช่น พระธาตุดอยสุเทพ พระธาตุหริภุญชัย ทั้งสัดส่วนของพระธาตุที่ดูกี่ครั้งก็รู้สึกว่าลงตัวเหลือเกิน กลายเป็นยิ่งชื่นชอบในองค์พระธาตุ และชื่นชมคนที่ออกแบบพระธาตุไปพร้อม ๆ กัน

พ่อของ ‘อารามบอย’ ขอยึดคอลัมน์ชั่วคราว พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง วัดสำคัญของลำปางที่อยู่ในใจมากว่า 20 ปี
พ่อของ ‘อารามบอย’ ขอยึดคอลัมน์ชั่วคราว พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง วัดสำคัญของลำปางที่อยู่ในใจมากว่า 20 ปี

คำขอต่อองค์พระธาตุ

อาจจะส่วนตัวสักหน่อย แต่ในใจก็ยังอยากให้วัดพระธาตุลำปางหลวงเก็บรักษาสิ่งต่าง ๆ เอาไว้ให้ดี ตรงไหนผุ ตรงไหนพัง ก็ต้องซ่อมแซม แต่ต้องซ่อมให้ดี ให้คงสภาพเดิม ไม่ใช่สักแต่ว่าซ่อม แต่ผิดเพี้ยนผิดแผกไปจากเดิม แบบนั้นก็ไม่ดี 

และถ้าเป็นไปได้ อยากเห็นลานทรายแบบครั้งแรกที่ผมเห็น อยากให้เอากระเบื้องออกจากบริเวณรอบพระธาตุ เวลาไปนมัสการพระธาตุจะได้เดินบนพื้นทราย แล้วก็อยากให้คนลำปางรักษาความเป็นตัวเองเอาไว้ เพราะผมชอบอัธยาศัยของคนลำปาง พวกเขาเป็นคนที่พร้อมต้อนรับ พร้อมให้ความช่วยเหลือผู้มาเยือน อีกอย่างก็อย่าให้พุทธพาณิชย์เข้ามาแทรกซึมมากจนเกินพอดี ไม่ได้บอกว่าห้ามมี แต่ควรมีอย่างพอดี

ทั้งหมดนี้เป็นมุมมองส่วนตัวของผม เป็นความทรงจำของผมที่มีต่อวัดพระธาตุลำปางหลวงที่ผมเอามาแบ่งปัน ผมไม่ได้บอกให้คุณคิดเหมือนผม รู้สึกเหมือนผม เพราะทุกคนมีความประทับใจ มีความชื่นชอบ มีรสนิยมต่างกันอยู่แล้ว แต่ที่จะฝากก็คือ อยากให้ทุกคนช่วยกันเก็บรักษาสิ่งดี ๆ เอาไว้ บ้านเรามีสิ่งที่ดี สิ่งที่งามเยอะแยะ อยากให้ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เก็บรักษาของเหล่านี้ไว้ เพราะถ้าวันใดวันหนึ่งที่สิ่งนั้นหายไป เราจะได้ไม่มาเสียดายทีหลัง เพราะบางสิ่งเปลี่ยนแล้วเอากลับมาได้ แต่บางสิ่งเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนไปเลย

เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดพระธาตุลำปางหลวงเป็นหนึ่งในพระธาตุเจดีย์สำคัญของจังหวัดลำปางและดินแดนล้านนา สังเกตได้จากการมีเวียงพระธาตุ ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่พบร่วมกับพระธาตุสำคัญองค์อื่น ๆ ในล้านนา
  2. การเดินทางมายังวัดพระธาตุลำปางมีทั้งใช้รถส่วนตัว หรือจะเหมารถจากในตัวเมืองลำปางมาก็ได้ หรือหากอยากลองขนส่งสาธารณะ สามารถนั่งรถสองแถวสายเกาะคา-ลำปางได้
  3. หรือถ้าใครสนใจเรื่องเงาพระธาตุ ที่จังหวัดลำปางยังมีอีกหลายวัดที่มีเงาพระธาตุเช่นกัน เช่น วัดพระธาตุจอมปิง วัดพระธาตุดอยน้อย วัดอักโขชัยคีรี รวมถึงวัดประตูป่อง หรือวัดผาแดงหลวงก็มีเช่นกัน
  4. นอกจากวัดพระธาตุลำปางแล้ว ในตัวเมืองยังมีพระธาตุสำคัญอีกหลายองค์ ทั้งวัดพระแก้วดอนเต้า วัดพระธาตุเสด็จ รวมถึงยังมีวัดสำคัญในตัวเมืองอีกหลายวัดที่น่าไปชม ใครที่ยังไม่เคยไป แนะนำให้ลองไปดูสักครั้งครับ

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

พรชัย ลิ้มหัสนัยกุล

พ่อค้าและนักเดินทางผู้สนใจประวัติศาสตร์ศิลปะและการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้คน

Photographers

พรชัย ลิ้มหัสนัยกุล

พ่อค้าและนักเดินทางผู้สนใจประวัติศาสตร์ศิลปะและการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้คน

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load