“ฟรังคิดว่าคนส่วนมากจำภาพตัวเองแบบไหน” 

หมอ ไอดอลด้านการเรียน” ฟรังตอบเราแทบจะทันที ตัวแปรสำคัญที่ทำให้ฟรังเป็นที่รู้จักและโดดเด่นกว่านิสิตแพทย์คนอื่นๆ นั่นเพราะว่า เมื่ออยู่นอกชั้นเรียน เธอยังมีอีกหนึ่งบทบาทสำคัญ คือการเป็นนักแสดงวัยรุ่นแถวหน้าอีกด้วย

ย้อนไปเมื่อ พ.ศ. 2557 ฟรัง-นรีกุล เกตุประภากร แจ้งเกิดในบทบาท ออย จากซีรีส์วัยรุ่นเรื่องดัง Hormones วัยว้าวุ่น ซีซั่น 2 และ 3 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เธอกำลังขะมักเขม้นในการเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยมีเป้าหมายคือคณะแพทยศาสตร์ 

ภาพของเด็กสาวตากลมผมม้า นั่งก้มหน้าทำโจทย์ข้อสอบในระหว่างรอเข้าฉาก จากคลิปเบื้องหลังการถ่ายทำซีรีส์นั้นได้กลายเป็นภาพจำของฟรังในใจใครหลายคน เราเองก็เช่นกัน

5 ปีผ่านไป ฟรังในตอนนี้กลายเป็นนิสิตแพทย์ชั้นปีที่ 4 แห่งรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมกันนั้นเธอก็ยังคงรับงานในวงการบันเทิงอย่างสม่ำเสมอ ผลงานล่าสุดคือบทบาท โรส จากซีรีส์ Great Men Academy สุภาพบุรุษสุดที่เลิฟ

ฟรัง-นรีกุล เกตุประภากร

บนโลกออนไลน์ ฟรังคือเจ้าของชาแนลยูทูบใหม่เอี่ยมชื่อว่า laohaiFrung (เล่าให้ฟรัง) ที่นำเสนอแง่มุมสุดไฮเปอร์ อย่างคลิปเดินเท้าจากสยามไปไอคอนสยาม! และล่าสุดก็ได้ปล่อยคลิปพาเที่ยวปราก เมืองหลวงของสาธารณรัฐเช็ก ที่เธอไปทำหน้าที่ครูอาสาสมัครมาเป็นเวลาเดือนเศษ

สำหรับครอบครัวและคนใกล้ชิด ฟรังคือลูกสาวที่พ่อแม่ไว้วางใจ และพี่สาวที่คอยเป็นห่วงน้องๆ เสมอ

“ฟรังคิดว่าตัวเองเป็น Perfectionist ไหม”

“ม่าย” เธอลากเสียงยาวเป็นคำตอบ แม้นั่นจะฟังดูไม่น่าเชื่อเท่าไรนัก

ตารางชีวิตในวันนี้ของฟรังเริ่มจากคาบเรียนตอนเช้าที่มหาวิทยาลัย ก่อนจะเดินทางมาพบกับเราในตอนเย็น และดูเหมือนว่าหลังจากที่แยกกันแล้ว เธอจะต้องกลับไปอ่านหนังสืออีก 2 – 3 บท เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสอบที่กำลังจะมาถึงในสัปดาห์ถัดไป

อ่านมาถึงตรงนี้ คุณอาจเถียงในใจว่า ดูยังไงนี่มันก็เป็นชีวิตของคนเพอร์เฟกต์ชัดๆ

แต่ฟรังก็ยังคงยืนยันกับเราว่าตัวเองไม่ใช่เทพแห่งการจัดการเวลาอย่างที่ใครหลายคนขนานนามให้ เพราะเธอเองก็มีมุมที่รู้สึกเหนื่อยหรือขี้เกียจเหมือนคนทั่วไป อย่างวันนี้ฟรังก็มีช่วงเวลาที่แอบหนีไปงีบก่อนจะมาให้สัมภาษณ์เช่นกัน

ฟรังที่เราได้พบในวันนี้ ยังเป็นเพียงเด็กสาววัย 22 ปีแสนธรรมดา ที่มีทั้งความรู้สึกไม่มั่นใจ อารมณ์เหนื่อยล้า และช่วงเวลาอันยุ่งเหยิง และเธอเองก็กำลังอยู่ในระหว่างการเติบโต เพื่อข้ามผ่านสิ่งเหล่านี้ไปให้ได้เช่นกัน

บทสนทนาต่อไปนี้คือตัวตนของฟรังในฐานะเด็กสาวที่อาจไม่เพอร์เฟกต์ แต่เราอยากจะเล่าให้คุณฟัง

ฟรัง-นรีกุล เกตุประภากร

5 สัปดาห์ คือจำนวนวันหยุดยาวที่สุด ที่นิสิตแพทย์อย่างฟรังพึงมี 

ถ้าใครได้ติดตามชีวิตของเธอในโซเชียลมีเดีย คงพอเห็นผ่านตาว่าปิดเทอมที่ผ่านมา ฟรังตัดสินใจไปเป็นครูอาสาสมัครที่สาธารณรัฐเช็ก 

“นี่คือปิดเทอมที่ยาวที่สุดของนิสิตแพทย์แล้ว เราก็เลยคิดว่าจะทำอะไรดี รู้สึกอยากทำอะไรที่ไม่เคยทำ อะไรที่จะคุ้มค่ากับช่วงเวลาที่เรามี ก็เลยจบลงที่ AIESEC” 

ฟรังเล่าถึงการตัดสินใจเข้าร่วมโครงการพัฒนาความเป็นผู้นำผ่านการทำงานอาสาสมัครในต่างประเทศ

“สุดท้ายแล้วมันคุ้มค่าอย่างที่เราตั้งใจไหม ฟรังเติบโตขึ้นในแง่ไหนบ้าง” เราสงสัย

“เรามีความเป็นผู้นำมากขึ้น” ฟรังตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “ก่อนไปเราก็ตั้งเป้าหมายว่าอยากมีความเป็นผู้นำมากกว่านี้ เพราะเราชอบคิดว่าตัวเองดีไม่พอ ไม่ค่อยกล้านำใคร ความจริงแล้วลึกๆ เราเป็นคนแบบนั้น ซึ่งเราอยากแก้ตรงนี้มานานแล้ว การไปครั้งนี้มันก็ค่อนข้างช่วยได้เพราะว่าพอไปถึงแล้วเราต้องจัดการเองทุกอย่างหมดเลย ต้องเตรียมสไลด์เอง เตรียมสอนเด็กเอง”

อันที่จริง โครงการนี้ไม่ได้รับสมัครเพียงแค่ครูอาสาเท่านั้น แต่ยังมีตำแหน่งงานอื่นๆ ให้เลือกอีกมากมาย ทั้งงานด้านบัญชี การตลาด ช่วยเหลือผู้ลี้ภัย ตลอดจนงานด้านการแพทย์ 

“ตอนแรกก็หาโครงการที่เป็น Medical แหละ แต่มันไม่มีโครงการในช่วงเวลาที่เราว่าง ซึ่งในอีกทางหนึ่งเราก็รู้สึกว่า โครงการนี้ก็ดี เพราะไหนๆ เราก็ต้องอยู่กับ Medical ไปอีกทั้งชีวิตแล้ว 

“สุดท้ายเราก็เลยเลือกไปเป็นครู เพราะเรารู้สึกว่ามันก็เป็นสิ่งที่เราเคยทำมานิดหนึ่ง เราเคยสอนพิเศษตอน ม.6 ก่อนขึ้นปีหนึ่ง มันเป็นสิ่งที่เราน่าจะทำได้” ฟรังเล่าถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้เธอตัดสินใจเอาวันหยุด 5 สัปดาห์อันแสนมีค่า เพื่อไปเป็นครูอาสา ณ โรงเรียน 5 แห่งในสาธารณรัฐเช็ก

“พอไปสอนในห้องเรียนจริงๆ เป็นยังไงบ้าง เหมือนภาพที่คิดไว้ไหม” เราถาม

“ส่วนใหญ่มันจะดีกว่าที่คิด คือตอนแรกคิดว่าเด็กจะต้องไม่ฟังเราแน่ๆ แต่พอไปถึงปรากฏว่าเด็กเขาตื่นเต้นกับการมาของเรามากๆ เลยนะ ยิ่งเด็กเล็กๆ เขาจะเข้ามาขอถ่ายรูปคู่ ขอลายเซ็น วาดรูปให้เรา ขอบคุณเรา เหมือนเราเป็นซูเปอร์สตาร์” ฟรังตอบด้วยสายตาเป็นประกาย นี่คงเป็นผลตอบแทนที่คุ้มค่าไม่น้อยสำหรับเธอ แม้มันจะแลกมาด้วยโอกาสในการนอนตื่นสายอย่างที่ทำไม่ได้บ่อยๆ ซึ่งเราเองก็สงสัยว่า ฟรังไม่เสียดายเวลาว่างของตัวเองบ้างหรือ

“เราไม่ชอบพักผ่อนมากเกินไป รู้สึกว่า 1 วันหรือ 2 วันนี่ก็เต็มที่แล้ว ปิดเทอม 5 สัปดาห์นี่เราไม่สามารถอยู่นิ่งๆ ได้ คืออย่างวันที่สอบเสร็จ เรานอนเลยนะ นอนเต็มที่มากๆ แล้วก็นัดเจอเพื่อน เจอทุกคนที่อยากเจอใน 2 – 3 วัน แต่สุดท้ายมันก็จะว่างเกินไป มันไม่ได้” ฟรังจบประโยคด้วยเสียงหัวเราะสดใส

ฟรัง-นรีกุล เกตุประภากร

4 ปีการศึกษา คือเวลาที่ฟรังได้ร่ำเรียนในคณะแพทยศาสตร์

เมื่อช่วงเวลาของคุณครูฟรังสิ้นสุดลง เธอก็ต้องบินกลับมาเตรียมพร้อมเปิดเทอม ซึ่งตอนนี้ฟรังได้เดินทางมาถึงครึ่งทางของชีวิตการเรียนหมอ หนึ่งในสาขาวิชาที่ขึ้นชื่อเรื่องความเคร่งเครียดและการแข่งขัน

“อะไรคือแรงฮึดของฟรังตลอด 3 ปีที่ผ่านมา” เราถาม 

“เป้าหมายมั้ง” ฟรังตอบก่อนจะนิ่งไปเพื่อนึกทบทวนตัวเอง “เพราะเราไม่ได้เป็นคนที่กลัวความเหนื่อยนะ เป็นคนที่ค่อนข้างชินกับความเหนื่อย เวลาว่างเกินไปก็จะรู้สึกหงุดหงิด เพราะว่าชอบเหนื่อยๆ” ว่าแล้วฟรังก็หัวเราะออกมาอย่างสดใส เพราะรู้ตัวดีว่าใครๆ ต่างก็ยกให้เธอเป็นนางสาวไฮเปอร์ทั้งนั้น

“มันก็จะมีบ้างที่รู้สึกท้อ แต่ก็คงเป็นเพราะเป้าหมายแหละ คือเราเลือกมาแล้ว เราก็อยากทำให้สำเร็จ แล้วเราก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่เราคนเดียวที่ต้องเผชิญเส้นทางนี้ คือทุกคน ไม่ว่าอาชีพไหนๆ มันก็ต้องมีความเหนื่อย มีอุปสรรคอยู่แล้วในแบบของมัน ถ้ามันไม่เหนื่อยเลยมันก็คงว่างเกินไป นี่มันก็เป็นหนึ่งในเส้นทาง เดี๋ยวพอมันผ่านไปได้มันก็คงเป็นแค่ช่วงเวลาเล็กๆ”

“แปลว่าฟรังเป็นคนที่ยึดมั่นใจเป้าหมายของตัวเองค่อนข้างมากใช่ไหม เป็นแบบนี้กับทุกเรื่องหรือเปล่า” เราถามต่อ

“ส่วนใหญ่ เท่าที่ผ่านมาก็เป็นแบบนี้ อย่างตอน ม.6 ตอนที่สอบหมอก็เหมือนกัน คือเราก็อยากจะสอบให้ติด ไม่ว่ายังไงก็จะพยายามทำให้สำเร็จ เพราะเราอยากทำให้ได้” 

ย้อนไปในช่วงมัธยมปลาย ฟรังบอกกับเราว่าเธอเองมีคณะแพทย์เป็นหนึ่งในตัวเลือกการเรียนต่อมานาน ก่อนที่จะตัดสินใจได้อย่างแน่นอนในช่วง ม.5 เราจึงถามเธอต่อไปว่า อะไรคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เธอตัดสินใจเลือกเดินทางนี้ ทั้งที่พื้นเพครอบครัวของฟรังก็ไม่ได้มีใครทำอาชีพหมอมาก่อน

“อย่างแรกมันก็คงเป็นความรู้สึกของเราเองที่รู้สึกว่า มันต้องเลือกได้แล้ว อีกอย่างหนึ่งก็คือช่วงนั้นมันมีเหตุการณ์ระเบิดแถวพระพรหม แล้วก็รู้สึกว่าอยากช่วยจังเลย เราสัมผัสได้ว่าตัวเองเป็นคนขี้สงสาร ถ้าเราช่วยเหลือคนได้ก็คงดี ซึ่งหมอก็คงเป็นหนึ่งในอาชีพที่จะได้ช่วยคน” ฟรังตอบด้วยท่าทางจริงจัง

จนถึงตอนนี้ ในฐานะนิสิตแพทย์ชั้นปีที่ 4 ฟรังอาจยังไม่มีโอกาสได้ช่วยคนมากนัก แต่เราเชื่อว่าเวลา 3 ปีที่ผ่านมา การเรียนหมอย่อมช่วยให้ฟรังได้เติบโตขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย

“ถ้าถามว่าเราเติบโตในแง่ไหนบ้าง ก็คงเติบโตในเรื่องของ การปลง” พูดมาถึงตรงนี้ เธอก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้ง

“จริง!” ฟรังย้ำกับเราเพื่อบอกว่าเธอหมายความเช่นนั้นจริงๆ “เรารู้สึกว่าสิ่งที่ได้มากที่สุดนอกจากความรู้ ก็คือการจัดการกับความเครียด จัดการกับความยุ่ง แล้วก็ปลง สำหรับเราตอนนี้ความสุขมันหาง่ายมาก เราได้รู้ว่าความสุขมันหาง่ายนิดเดียวแค่คุณวางหนังสือ ถามนิสิตแพทย์ทุกคนจะรู้สึกอย่างนี้ พอหลังสอบเสร็จ การไปร้านกาแฟโดยไม่ต้องหยิบไอแพดขึ้นมา นี่คือความสุขสูงสุดในชีวิต” ฟรังเล่าติดตลกพร้อมแจกยิ้มสดใส

ฟรัง-นรีกุล เกตุประภากร

3 เดือนก่อน ฟรังตัดสินใจเปิดชาแนลยูทูบของตัวเองที่มีชื่อว่า laohaiFrung (เล่าให้ฟรัง)

ทั้ง 11 คลิปที่ถูกปล่อยออกมาก็เผยให้เราได้เห็นตัวตนสุดไฮเปอร์ของฟรัง ผู้ทำทุกอย่างด้วยพลังอันล้นเหลือ จนกลายเป็นที่พูดถึงอย่างมากบนโลกโซเชียล แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังยากที่จะเข้าใจว่า เหตุใดฟรังจึงตัดสินใจสละเวลาพักผ่อนอันมีค่าของตนเพื่อมาทำคลิปเหล่านี้ 

“เรารู้สึกสนุก” คำตอบที่ได้กลับมานั้นเรียบง่ายจนไม่น่าเชื่อ 

“นี่คือสิ่งที่ตอบโจทย์เรามาก เพราะเป็นคนที่ชอบทำอะไรที่เราจัดการเองได้ทั้งหมด ถ่ายก็ถ่ายช่วงที่เราว่าง ตัดต่อในแบบที่เราอยากทำ เลือกช่วงที่เราอยากนำเสนอ คือเหมือนเราได้จัดการทุกอย่าง ควบคุมเองทุกอย่าง ได้ฝึกความครีเอต ซึ่งมันสนุกมาก” ฟรังเล่าด้วยแววตาเป็นประกาย จนทำให้เราเชื่ออย่างสนิทใจว่า นี่คือความสุขของเธอจริงๆ

“อาจจะเป็นเพราะว่าก่อนหน้านี้เราเคยทำงานแสดง แล้วมันก็มีปัจจัยทำนองนี้เยอะมาก อย่างเรื่องเวลา คือเรามีเวลาน้อยใช่ไหม แต่มันไม่ใช่เวลาของเราคนเดียว มันก็จะมีเวลาของทางกองถ่าย เป็นปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้เลย พอมาทำตรงนี้ซึ่งเราควบคุมเองได้หมด ก็รู้สึกว่ามันดี แฮปปี้

“แล้วก็รู้สึกว่าอยากให้คนรู้จักตัวตนเรามากขึ้นด้วย” 

นอกเหนือจากบทบาทการเป็นนิสิตแพทย์ ผู้เป็นแรงบันดาลใจในการเรียนของใครหลายคน ฟรังตั้งใจใช้ชาแนลนี้เป็นสื่อกลางเพื่อบอกทุกคนว่า เธอยังมีไลฟ์สไตล์อื่นๆ ที่น่าสนใจ ทั้งเรื่องเรียน เรื่องเล่น เรื่องกิน เรื่องเที่ยว 

“ตอนเริ่มทำคลิปแรกสุด ฟรังรู้สึกยังไงบ้าง” เราถามเพราะอยากรู้ว่า ในฐานะนักแสดงที่คุ้นเคยกับกล้องและกองถ่าย เมื่อผันตัวเองมาเป็นยูทูเบอร์ บทบาทใหม่นี้ท้าทายเธอมากน้อยแค่ไหน

“ตอนถ่ายเขิน เขินมาก คือตอนอยู่ที่บ้านยังไม่เท่าไหร่ แต่พออยู่ข้างนอกนี่มันไม่ได้จริงๆ” 

“มันไม่เหมือนเวลาเราถ่ายซีรีส์หรือถ่ายหนังเหรอ” เราถามต่อ

“มันไม่เหมือน!” ฟรังตอบในทันที 

“คืออันนั้นเขารู้ว่ามันเป็นงาน แต่อันนี้เราต้องเดินถ่ายคนเดียว ต้องไปยืนอยู่คนเดียวในห้าง พูดกับกล้อง สวัสดีค่า ตอนที่มีคนเดินผ่านไปผ่านมา มันอายมาก ก็เลยต้องรอให้คนเดินผ่านไปให้หมดก่อน หามุมที่ไม่ค่อยมีคนแล้วถึงค่อยยกกล้อง” ฟรังเล่าถึงเทคนิคในการถ่ายคลิปนอกบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องยากลำบากที่สุดอย่างหนึ่งในระหว่างการทำคลิป 

ในฐานะคนหัวอกเดียวกัน เรารู้ดีว่ายอดวิวย่อมเป็นสิ่งสำคัญต่อใจคนทำคอนเทนต์ออนไลน์ ฟรังยอมรับว่าเธอก็คอยติดตามเสียงตอบรับของแต่ละคลิปอยู่ตลอด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอจะยึดติดกับตัวเลขเหล่านั้นจนเสียจุดยืนของตัวเองไป

“เพราะมันเริ่มมาจากการที่เราอยาก เราทำเพราะมันคือความชอบ เราก็อยากให้มันเป็นความชอบของเราไปเรื่อยๆ ก็เลยไม่อยากให้สิ่งนี้ทำให้เราเกิดทุกข์ในอนาคต ถ้าวันไหนเหนื่อยๆ วันไหนมีสอบ เราก็เอาไว้ก่อน เพราะไม่งั้นก็อาจจะเครียด” 

“จากโจทย์แรกที่เราแค่อยากทำคลิปสนุกๆ มาถึงตอนนี้โจทย์ของเราเปลี่ยนไปบ้างไหม” เราถาม

“ก็คงเป็นเรื่องคนดูแหละมั้ง นอกจากความสนุกของเราเองแล้ว ก็อยากให้คนดูสนุกไปด้วย ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะมีคนดูเยอะขนาดนี้ ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าอยากให้คนดูได้อะไรจากการดูคลิปเรา” ฟรังตอบด้วยสายตามุ่งมั่น

ฟรัง
ฟรัง

2 ล้าน คือจำนวนผู้ติดตามของฟรังในอินสตาแกรม ซึ่งเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เธอก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง

ว่ากันตามจริง ฟรังใช้เวลาในการเป็นนักแสดงมานานกว่าการเรียนหมอด้วยซ้ำ ทั้งที่ความจริงแล้วเธอจะตัดสินใจพักงานแสดงไปก่อนก็ไม่มีใครว่า นักแสดงหลายคนก็เลือกทำเช่นนั้น เราจึงชวนฟรังคุยว่า อะไรคือสิ่งที่เหนี่ยวรั้งให้เธอยังโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิง

“เพราะงานแสดงก็เป็นอาชีพที่เราชอบ ยังรู้สึกสนุกทุกครั้ง เพราะพื้นฐานเราคือคนชอบทำอะไรใหม่ๆ แหละ แล้วงานแสดงมันก็คือสิ่งนั้น มันตอบสนองเรา บทแต่ละเรื่องก็จะต่างออกไป เล่นกับคนที่ต่างออกไป ถ่ายในที่ที่ต่างออกไป เราก็เลยอยากทำไปเรื่อยๆ ถ้ายังมีโอกาส” ฟรังอธิบายพร้อมออกตัวว่า ถึงจะตั้งใจรับงานแสดงอย่างสม่ำเสมอ แต่ผลงานของเธอก็ไม่ได้มีมากเท่ากับนักแสดงคนอื่นอยู่ดี ด้วยข้อจำกัดด้านเวลาของเธอนั่นเอง

“ทุกวันนี้ก็มีนักแสดงหน้าใหม่เดินเข้าวงการมาเยอะแยะ ในแง่หนึ่งเขาอาจจะเป็นคู่แข่งของเรา การที่เรามีเวลาไม่มากเท่าคนอื่น เป็นอุปสรรคของเราไหม” เราตั้งคำถาม

“ก็ไม่นะ ไม่เคยมองว่าการที่มีนักแสดงใหม่ๆ เข้ามาจะเป็นคู่แข่งหรือเขาจะมาแย่งงานเรา เพราะแต่ละคนก็มีคาแรกเตอร์ต่างกันออกไป แต่เราก็รู้สึกว่าถ้าเราอยากอยู่ตรงนี้ เราก็ต้องพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ เพราะถึงจะมีคนใหม่ๆ เข้ามา แต่ถ้าเราทำหน้าที่ของเราได้ดี เขาก็คงจะยังเลือกเรา” ฟรังตอบคำถามของเรา ผ่านมุมมองของนักแสดงวัยรุ่นมากประสบการณ์คนหนึ่ง

แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกแปลกใจในบทสนทนาครั้งนี้ก็คือ ฟรังไม่เคยวางแผนชีวิตในวงการบันเทิงของตัวเอง

“ไม่ได้คิดเลย คือถ้านึกภาพในอนาคตก็พอจะนึกได้คร่าวๆ แต่ไม่ได้วางแผนอย่างชัดเจน เพราะเรารู้สึกว่าชีวิตเราที่ผ่านมาก็ค่อนข้างพลิกผันเยอะ มีหลายเรื่องที่เราไม่ได้คิดว่ามันจะเกิดกับเราแต่มันก็เกิด ก็เลยรู้สึกว่าเราแค่ต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามทางของมัน”

การเป็นนักแสดงกับนิสิตแพทย์ อาจเป็นบทบาทที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว แต่มีเรื่องหนึ่งที่ฟรังบอกกับเราว่า เป็นทักษะที่จำเป็นอย่างมากสำหรับเธอไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทไหนก็ตาม

“ความเป็นคน” ฟรังตอบด้วยท่าทีสุขุม พร้อมขยายความให้เราฟัง

“คือทั้งคู่มันต้องมีความเป็นคน อย่างอาชีพหมอ คนอาจจะคิดว่าต้องอ่านหนังสือเยอะ แต่สุดท้ายเราก็ต้องไปทรีตกับคนไข้ เราต้องมีเซนส์ของความเป็นคนอยู่แล้ว เช่น ความเห็นอกเห็นใจ 

“อาจารย์หมอหลายคนก็บอกว่า หมอบางคนอาจจะเน้นแค่การรักษาโรค แต่ไม่ได้มองว่าคนไข้ก็เป็นคนคนหนึ่ง มองข้ามจิตวิญญาณของเขาไป แค่ทรีตโรคให้จบ สนใจแค่ความจริง แต่ไม่ได้สนใจเรื่องจิตใจ

“ซึ่งฟรังมองว่าการเป็นนักแสดงมันมีส่วนช่วยตรงนี้นะ เพราะการแสดงมันก็ใช้ความเป็นคนเยอะ ในการจะเล่นเป็นคนสักคน เราต้องเข้าใจจิตใจของตัวละครว่าเขารู้สึกยังไง ซึ่งเราก็สามารถเอาตรงนี้มาประยุกต์ได้”

 ฟรัง

1 ปี คือความห่างระหว่างฟรังกับปอนด์ น้องชายคนกลาง ที่ล่าสุดก็เดินตามพี่สาวเข้าวงการมาติดๆ

“กับปอนด์นี่เราห่างกันไม่เยอะ จะเป็นคนที่ตอนเด็กๆ ก็ทะเลาะกันบ่อย เหมือนเป็นเพื่อนกัน ฟรังเป็นคนที่ไม่ค่อยสนใจปอนด์ เพราะว่าเราก็โตแล้ว แล้วก็เป็นคนที่ดูแลตัวเองได้ ต่างคนต่างก็ดูกันอยู่ห่างๆ มากกว่า

“แต่กับยูโร น้องคนเล็ก อายุห่างกัน 8 ปีครึ่ง เรารู้สึกว่าเราผูกพันกับน้องมากๆ เพราะเห็นมาตั้งแต่เกิด จำวันที่น้องคลอดได้ เลยรู้สึกรักยูโรมากๆ ทุกวันนี้ถึงน้องจะดื้อแต่ว่าเราก็ค่อนข้างสปอยล์น้องนิดหนึ่ง พาไปนู่นไปนี่ ด้วยความที่ห่างกันเยอะ รู้สึกว่าเรามีความเป็นแม่ในคราบพี่ อยากให้เขาโตมาดี ยิ่งช่วงนี้เขาอยู่ ม.3 เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเบาๆ เราค่อนข้างเป็นห่วง อยากให้เขาโตขึ้นมาเป็นผู้ชายที่ดี” 

“แล้วในบทบาทลูกสาวของพ่อกับแม่ ฟรังเป็นเด็กแบบไหน” เราถามต่อ

“เราว่าเราดื้อ” ฟรังตอบในสิ่งที่ยากจะเชื่อ เพราะมันช่างขัดแย้งกับภาพลักษณ์เด็กดีของเธอโดยสิ้นเชิง

“พื้นฐานเราเป็นคนดื้อมาตั้งแต่เด็ก แต่เรารู้สึกว่ามันเป็นการดื้อที่ค่อนข้างอยู่ในกรอบ เพราะฉะนั้น พ่อแม่จึงไว้ใจเรามากในทุกเรื่อง ถ้าเราอยากทำอะไรเขาก็จะปล่อยให้ทำ คือเขาค่อนข้างซัพพอร์ต เราอยากเรียนอะไรเขาก็ให้เรียน ตอน ม.ปลายที่เราไปเรียนพิเศษ คือเราก็อยากเรียนเอง ทุกอย่างจัดการเอง แต่ช่วงนั้นยังไม่มีรายได้ พอไปขอตังค์เขาก็โอเค คือเขาไว้ใจเรามากจริงๆ” ฟรังอธิบายถึงความดื้อในรูปแบบของเธอ

“แล้วทุกวันนี้คิดว่าตัวเองยังดื้ออยู่ไหม” เราถามต่อ 

“ดื้อ รู้สึกว่ายังมีมุมที่ดื้ออยู่แหละ เถียงนู่นเถียงนี่ทั่วไป” 

ความดื้อที่ฟรังหมายถึง อาจเรียกได้ว่าเป็นนิสัยของเด็กที่มีความคิดเป็นของตัวเอง ซึ่งเกิดจากการที่คุณพ่อคุณแม่เปิดโอกาสให้เธอได้รับผิดชอบชีวิตตัวเองตั้งแต่เด็ก โดยที่พ่อกับแม่ไม่เข้าไปกะเกณฑ์ แต่มีหน้าที่เพียงสนับสนุนลูกเท่านั้น ไม้เว้นแม้แต่เรื่องธุรกิจครอบครัวซึ่งพ่อแม่ส่วนมากมักคาดหวังให้ลูกกลับมารับช่วงต่อ

“ตั้งแต่เด็กพ่อจะบอกเราเสมอเลยว่า โตขึ้นก็แล้วแต่เราเลย ชอบอะไรก็ทำเลย แม้กระทั่งกับปอนด์ที่เป็นลูกชาย เขาก็บอกว่าไม่จำเป็น เพราะรู้ว่าลูกมีความคิดเป็นของตัวเอง และเขาก็คงเชื่อในตัวเราประมาณหนึ่ง ว่าเราจะสามารถดูแลตัวเองได้ในอนาคต โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปตามเส้นทางของพ่อ เขาบอกว่าลูกมีเส้นทางที่ดีในแบบของลูกซึ่งอาจจะดีกว่าพ่อก็ได้ 

“คนชอบบอกว่าเราบริหารเวลาเก่ง แต่เราก็ไม่ได้อยากจะพูดแบบนั้น เพราะความจริงชีวิตเราก็มีความยุ่งเหยิงประมาณหนึ่งเหมือนกัน” นี่คือสิ่งที่อยู่ในใจของฟรัง ในวันที่ผู้คนต่างยกย่องให้เธอเป็นเทพแห่งการจัดการเวลา

“ถ้าอย่างนั้นฟรังมีอะไรที่คิดว่าเราต้องปรับปรุงต่อไปไหม” 

“มี คือมันอาจจะค้านๆ นิดหนึ่ง แต่ฟรังรู้สึกว่าชีวิตเรามันเดินเร็วไปนิดหนึ่ง เวลาของเรามันสำคัญเกินไป จนบางทีเราก็มีความรู้สึกว่าอยากใช้เวลากับเพื่อนมากกว่านี้ อยากใช้เวลากับครอบครัวมากกว่านี้ เพราะปกติเลิกเรียนเราก็ต้องมาทำงาน หรืออย่างวันนี้มาสัมภาษณ์แทนที่จะได้ออกไปสยามกับเพื่อน แต่สุดท้ายเราก็คิดว่า เพราะเราเลือกตรงนี้แล้ว

“อีกอย่างที่ต้องปรับปรุงก็น่าจะเป็นเรื่องความเครียด การกดดันตัวเอง หลายอย่างที่เราตั้งใจเกินไป เราอยากทำให้มันดี ซึ่งพอสุดท้ายมันไม่ได้ดีอย่างที่คิด เราก็ยังคิดมากอยู่บ้าง” 

โชคดีที่ฟรังไม่ได้คิดมากจนเกินไปนัก แม้ว่าเธอจะเคยเล่าในชาแนลยูทูบของตัวเองว่า ฟรังมักจะเขียน Bucket List สำหรับตัวเองในทุกปี แต่เมื่อเราถามถึงความตั้งใจในปีนี้ คำตอบที่ได้กลับไม่ได้จริงจังหรือเป็นเรื่องใหญ่โตอย่างที่เราคิด

“ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของชีวิต เราอยากใช้ชีวิตแฮปปี้ ซึ่งตอนนี้ก็แฮปปี้อยู่ กับเรื่องการเรียน ที่อยากเรียนให้จบตามปี ก็จบปี 3 ไปแล้ว เหลือปี 4 เทอมหนึ่ง แล้วก็มีเรื่องการเก็บเงิน ซึ่งเราก็ค่อนข้างเก็บได้นะ” ฟรังตอบพร้อมรอยยิ้มภาคภูมิใจ

“แล้วมีอะไรที่ยังไม่สำเร็จบ้าง” เราถามต่อ

“ลดน้ำหนัก” ฟรังตอบพร้อมเสียงหัวเราะขัดเขิน “เป็น Bucket List หลายปีมาแล้ว คือมันเหมือนจะมีช่วงหนึ่งที่ฟิตออกกำลังกาย แต่พอหลังกลับมาจากต่างประเทศก็ยังไม่ได้ออกเลย แต่ชีวิตเรายังแฮปปี้ได้อยู่ เป็น Bucket List เหมือนกัน ก็โอเคแหละ (หัวเราะ)”

ฟรัง

Writer

สาริศา เลิศวัฒนากิจกุล

เด็กนิเทศ เอกวารสารฯ กำลังอยู่ในช่วงหัดเขียนอย่างจริงจัง แต่บางครั้งก็ชอบหนีไปวาดรูปเล่น มีไอศครีมเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจในยามอ่อนล้า

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

หากพูดถึงยูทูบเบอร์เกาหลีในประเทศไทย Kyutae Oppa น่าจะเป็นชื่อแรก ๆ ที่ใครต่อใครนึกถึง

หลายคนอาจคุ้นหูชื่อนี้จากการขึ้นอันดับ 1 บนเทรนด์ทวิตเตอร์ ทั้งที่จริง ๆ คิวเทคือยูทูบเบอร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในวงการ เส้นทางชีวิตของเขาอัดแน่นไปด้วยเรื่องราวที่มีคุณค่าและน่าสนใจมากมาย ที่แน่ ๆ มันมีอะไรมากกว่าแค่ข่าวร้ายช่วงต้นปีอย่างแน่นอน

ซิม คิวเท เจ้าของช่อง Kyutae Oppa ลืมตาและเริ่มเรียนรู้โลกที่จังหวัดชลบุรี แม้จะมีพ่อกับแม่เป็นคนเกาหลีแท้ ๆ จานโปรดที่ช่วยให้เขาเติบใหญ่กลับไม่ใช่กิมจิ แต่เป็นส้มตำไก่ย่าง 

เรียกว่าถึงจะมีสายเลือดแดนโสม แต่หัวใจก็เป็นไทยเต็มดวง

หนุ่มคิ้วเข้มนิยามตัวเองในวัยเด็กว่าเป็นคนขี้อาย การอกหักจากรักแรกตอนมัธยมเหมือนเป็นการสับสวิตช์ เปลี่ยนเด็กเก็บตัวให้กลายเป็นวัยรุ่นที่ทั้งรั่ว กล้า และบ้าบิ่น ช่องยูทูบ Kyutae Oppa หรือที่ก่อนหน้าใช้ชื่อ Kyutae TV ถือกำเนิดขึ้นในตอนนั้น

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

บุคลิกที่ขี้เล่น จริงใจ กล้าทำทุกอย่างที่ขวางหน้า ส่งให้ช่องของเขาพุ่งทะยานจนมีคนติดตามกว่า 8 ล้านใน 5 ปี เขาจริงจังกับเส้นทางนี้ถึงขั้นลาออกจากมหาวิทยาลัย หลังจากที่เรียนไปได้เพียง 3 เดือน

อาจเพราะความสำเร็จที่ไม่ธรรมดา หลายคนจึงไม่รู้ว่า ซิม คิวเท เพิ่งจะมีอายุเพียง 23 ปีเท่านั้น แต่นั่นก็ไม่ได้บ่งชี้ว่าประสบการณ์ของเขาน้อยไปกว่าใคร และอันที่จริง เขาน่าจะผ่านอะไรมามากกว่าคนที่แก่กว่าเขาไปแล้วด้วยซ้ำ

หลังปล่อยคลิปอธิบายความขัดแย้งระหว่างตนเองและทีมงาน สื่อแทบทุกสำนักก็ต่อคิวขอสัมภาษณ์จนเขาแทบไม่มีเวลาพักหายใจ เราจึงรู้สึกพิเศษไม่น้อยที่คิวเทเลือกเทคิวมาพูดคุยกับ The Cloud ในวันนี้

ขณะนั่งรอการมาถึงของโอปป้า เราได้แต่คาดเดาไปต่าง ๆ นานา ว่าหนุ่มอารมณ์ดีที่เราเห็นในช่อง หลังกล้องจะเป็นคนแบบไหน จะยิ้มแย้มบ้าบอแบบในคลิป หรือจะสุขุมนุ่มลึกเข้าถึงยาก

หนุ่มเกาหลีหัวใจไทยไม่ทิ้งให้สงสัยนาน ทันทีที่ได้เจอ คิวเทส่งยิ้มล้นปรี่ไม่ต่างจากที่เห็นในโซเชียลมีเดีย ความสนุกสนานในยูทูบเป็นอย่างไร ชีวิตจริงเขาก็เป็นแบบนั้น

อย่างไรก็ดี เมื่อการสนทนาเริ่มต้น เราจึงค่อย ๆ สัมผัสได้ถึงตัวตนความเป็นมนุษย์ของเขาทีละเล็กละน้อย เป็นชีวิตที่ไม่ได้มีเพียงมุมที่ยิ้มอิ่มสุข หากยังมีด้านที่จริงจัง ทุกข์ ไปจนถึงโศกเศร้า 

เขาเล่าทั้งหมดให้ฟังแบบตรงไปตรงมา 

ตรงหน้าของเราคือมนุษย์ที่จริงใจที่สุดคนหนึ่ง และคงถึงเวลาอันสมควรที่ทุกคนจะได้สัมผัสความจริงใจของยูทูบเบอร์วัยยังไม่เบญจเพสคนนี้

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

กิมจิไม่ค่อย ขอส้มตำดีกว่า

ชื่อ ‘ซิม คิวเท’ ของคุณ ที่แปลว่า คนที่ห่วงใยประเทศไทย มีที่มาจากอะไร

พ่อแม่ผมเป็นคนเกาหลี แต่ผมเกิดที่นี่ เมดอินไทยแลนด์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ตอนผมเกิด คุณปู่บินจากเกาหลีมาไทย เขาบอกพ่อกับแม่ว่า ไหน ๆ จะมาตั้งหลักที่ไทยอยู่แล้ว ลูกก็เกิดที่ไทยด้วย ก็อยากให้ตั้งชื่อที่เกี่ยวกับประเทศไทยหน่อย คุณปู่เสนอว่าให้ชื่อห่วงใยประเทศไทยดีมั้ย แต่ละพยางค์ในภาษาเกาหลีมีความหมายอยู่แล้ว ชื่อคิวเทลงตัวพอดี ซิมคือชื่อตระกูล ‘คิว’ ย่อมาจากคำว่าเข้าใจ ส่วน ‘เท’ มาจาก ‘แทกุก’ ที่แปลว่าประเทศไทย ก็เลยเป็น ซิม คิวเท แต่เพื่อนเรียกกันไม่ค่อยถูกนะ คิวเทบ้าง ไคยิวเทบ้าง เรียกหยาบ ๆ ก็มี ผมเลยให้เพื่อนเรียก ‘ซิม’ แล้วกัน น่าจะเรียกง่าย จำง่ายกว่า

แล้วคุณห่วงใยประเทศไทยจริงมั้ย

จริง ๆ ก็เหมือนผมเป็นคนไทยนะ ทุกครั้งที่ไปเกาหลีจะอยากกลับมาไทยตลอด ที่นั่นไม่มีอะไรที่เราคุ้นชินเลย เหมือนไปเที่ยวต่างประเทศมากกว่า รู้สึกชัดเจนเลยว่าประเทศไทยคือบ้านของเรา ถามว่าห่วงใยมั้ยก็ต้องห่วงอยู่แล้ว เพราะว่านี่คือบ้าน

ถามจริง ประเทศนี้มีอะไรให้คุณหลงรัก

อย่างแรกก็เรื่องอาหาร ผมชอบกินอาหารรสจัด เผ็ด ๆ อร่อย ๆ อย่างกิมจิผมก็ไม่ค่อย ขอเลือกส้มตำดีกว่า กินมาตั้งแต่เด็กแล้ว

และที่ประทับใจที่สุดคือผู้คน ผมว่านิสัยคนไทยไม่เหมือนคนเกาหลีนะ คนไทยค่อนข้างใจเย็น ใจดีกว่า คนเกาหลีแอบดุ (หัวเราะ) ถ้าไม่รู้จักกันจะเหมือนมีกำแพงกั้นอยู่ พออยู่เกาหลีนาน ๆ ผมกลายเป็นอีกคนหนึ่งเลย เป็นคนที่ไม่ค่อยกล้าแสดงออก เข้าไปเฮฮากับใครไม่ได้ แต่ที่ไทยเราได้เป็นตัวของตัวเองเต็มที่

หมายความว่าไม่มีความคิดจะไปใช้ชีวิตที่เกาหลีเลย

ปกติผมกลับเกาหลีปีละครั้งอยู่แล้ว แต่ไม่เคยคิดจะกลับไปใช้ชีวิตที่นั่นยาว ๆ เคยมีที่คิดเล่น ๆ ว่าอยากดังที่เกาหลีบ้างเหมือนกัน แต่คิดไปคิดมาก็รู้ตัวว่าวันนี้มีความสุขอยู่แล้ว ผมอยากประสบความสำเร็จในไทยให้สุดมากกว่า

หลายคนเรียกคุณว่าเกาหลีตัวปลอม บ้างก็แซวว่าคุณพูดภาษาไทยไม่ชัด เคยน้อยใจบ้างรึเปล่า

ไม่เลย ผมว่าเป็นอะไรที่ดี จริง ๆ แล้วหนึ่งในสี่ของคนที่ติดตามช่อง Kyutae Oppa ก็ไม่รู้นะว่าผมเป็นคนเกาหลี เขาคิดว่าผมเป็นคนไทยที่แกล้งเป็นเกาหลี แต่ผมไม่น้อยใจเพราะมันเป็นกิมมิกดี ให้คนงงว่าสรุปเป็นเกาหลีหรือไทยกันแน่ คนดูจะสงสัยว่าไอ้นี่เป็นใคร แล้วก็อาจจะไปค้นหา เข้าไปดูคลิปของเราต่อ

แต่ทุกวันนี้ภาษาไทยของผมก็เก่งขึ้นเยอะนะ 

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'
Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

อกหัก…จึงกล้าแสดงออก

จากเด็กที่อยากทำงานเบื้องหลัง ไม่ค่อยกล้าแสดงออกตอน ม.ปลาย เปลี่ยนแนวมาอยู่หน้ากล้อง ทำช่องยูทูบได้ยังไง

ผมอกหัก ด้วยความเป็นเด็กด้วยเลยรู้สึกอกหักอย่างแรง ตลกดีเหมือนกัน ตอนนั้นอยู่ที่สถานบันเทิงพอดี ไม่รู้เหมือนกันว่าคิดอะไร จู่ ๆ ก็อยากขึ้นไปเต้น จากที่เศร้า ๆ พอเต้นแล้วรู้สึกลืมเรื่องอกหักไปเลย เหมือนได้เจอความสุขที่แท้จริง เห็นผู้คนมองขึ้นมาบนเวที โฟกัสที่เราคนเดียว หลังจากวันนั้น ผมก็ลองเป็นคนอีกแบบหนึ่งดู ลองยกมือขอขึ้นเวทีในงานโรงเรียนบ้าง ลองทำตัวเป็นรุ่นพี่ที่ร้องเพลงตามบันไดบ้าง (หัวเราะ) ก่อนหน้านั้นผมไม่กล้าเลยนะ กลัวมาก 

พอรู้ตัวว่ามีความสุขที่ได้แสดงออก ทีแรกผมอยากเป็นนักร้อง แต่ก็คิดว่าเป็นไม่ได้ เพราะขนาดคนที่ร้องเพลงอยู่ข้าง ๆ ยังร้องเพราะกว่าเราเลย โลกนี้มี 7 พันล้านคน ผมคงไปถึงจุดที่เป็นนักร้องไม่ได้ ก็เลยมองหาอะไรบางอย่างที่จะทำให้เรามีชื่อเสียง ก็ได้เจอยูทูบ เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ฟรี จะมาจากไหน อายุเท่าไหร่ ก็สร้างได้ ก็ลองทำดู ทำมาเรื่อย ๆ จนถึงวันนี้

พอจะจำได้มั้ยว่าคลิปแรกมีคนดูเท่าไหร่

โห คลิปหนึ่ง 40 – 50 วิวเอง ตอนนั้นคิดเยอะมากนะ ผมเริ่มทำช่วง ม.6 ทำแล้วคนก็ล้อ เพื่อนที่โรงเรียนก็ล้อว่าไอ้นี่เป็นอะไร เด็ก ๆ รุ่นน้องก็หัวเราะ คุณครูก็ดูถูก ออกแนวเป็นห่วงเพราะใกล้จะต้องเข้ามหาลัยแล้ว แต่ไอ้นี่ยังไม่รู้เลยว่าจะไปมหาลัยไหน วัน ๆ ทำแต่คลิป

ยอดก็ไม่ได้ดี แถมมีคนดูถูกด้วย ทำไมคุณจึงยังทำต่อ

ก็โดนล้อโดนดูถูกไปแล้ว ผมขอทำต่อดีกว่า (หัวเราะ) 

แต่ผมไม่โกรธคนที่ล้อนะ เพราะผมก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริง ผมยังไม่ดังจริง ๆ และคุณภาพของคลิปที่เราทำก็ตลกด้วย สมัยนั้นคนยังไม่เข้าใจว่าทำยูทูบเป็นยังไง แต่เราไม่สนใจ โอเค มีคนล้อ งั้นลองทำอีกคลิปแล้วกัน ลองหาดูว่าแบบไหนคนถึงจะชอบ ทำไปก็ยังไม่ดีหรอก แต่มันทำให้เรากลายเป็นรุ่นพี่ทำคลิปประจำโรงเรียน แม้จะมียอดติดตามไม่ถึงร้อยคนก็เถอะ

แต่พอโดนล้อมาก ๆ เข้า ผมก็เขินจนทนไม่ไหว ทำคนเดียวเหงาไปหน่อย เลยบอกเพื่อนว่ามาทำด้วยกันเถอะ คุณครูจะได้ดูถูกมึงด้วยไง (หัวเราะ) แก๊งผมมี 4 คน ก็มาช่วยออกในคลิป พอทำด้วยกันกับแก๊งเพื่อนก็เหมือนยูทูบเป็นกิจกรรมที่ได้มาสนุกกัน ตอนผมถ่ายจะมีรุ่นน้องในโรงเรียนมาดูตลอด เพราะสิ่งที่เราทำตลกมาก ผมเลยมีกำลังใจจะทำต่อไป

ใครสอนคุณทำยูทูบ

ศึกษาเองหมดเลย หลายคนทำเป็นอยู่แล้ว มันแอบคล้ายหลักการตลาดนิดหน่อย เราต้องหาอะไรที่แตกต่างในตลาดเดียวกัน ในยูทูบมีคอนเทนต์กินแล้ว เฮ้ย เกาหลีเต้นสายย่อ เกาหลีดูหนังผีไทยยังไม่มีนี่หว่า งั้นผมลองทำดีกว่า 

ส่วนการตัดต่อ ผมก็ต้องเรียนเหมือนกัน ความโชคดีอย่างหนึ่งคือผมเรียนโรงเรียนอินเตอร์ เลยสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ไม่รู้อะไรก็เสิร์ช ยุคนั้นคลิปสอนตัดต่อที่เป็นภาษาไทยยังไม่ค่อยมี แต่ภาษาอังกฤษมีทุกอย่างที่เราอยากเรียน ได้เข้าใจตั้งแต่ตอนนั้นว่า ถ้าผมอยากเรียนอะไรก็เรียนเองได้ ไม่ต้องมีอาจารย์คอยสอน

ช่อง ‘Kyutae Oppa’ เริ่มเป็นที่รู้จักตอนไหน

คลิปแรกที่ดังน่าจะเป็นเกาหลีดูหนังผีไทย เราอัดคลิปตัวเองดูหนังผี แล้วตัดเฉพาะรีแอคชันตอนตกใจ ปรากฏว่ามีคนดูดคลิปผมไปลงในเพจ คนแชร์เป็นหมื่นเลย ผมรีบทักไปหาเขาว่าใส่เครดิตให้หน่อยได้มั้ย ตอนนั้นไม่มีความรู้ ไม่รู้เลยว่าการที่เขาเอาคลิปเราไปลงดีหรือไม่ดี คิดแค่ว่า ขอบคุณครับพี่ที่เอาคลิปผมไปลง ไหน ๆ ก็เอาไปแล้ว ฝากแปะชื่อผมด้วยได้มั้ย (หัวเราะ) วันนั้นยอดติดตามผมขึ้นมา 2,000 – 3,000 แล้วไม่นานก็ขึ้นไปถึงหลักหมื่น

ทุกวันนี้ คลิปที่คุณนำเพลงไทยมาแปลงเนื้อเป็นภาษาเกาหลีได้รับความนิยมมาก ๆ เล่าแรงบันดาลใจของคลิปแนวนี้ให้ฟังหน่อย

ช่วงโควิดผมว่างมาก เลยลองหาเพลงดัง ๆ ตอนนั้นเพลง วาฬเกยตื้น ของ GUNGUN มาแรง เลยลองแปลเนื้อเพลงดู วันเดียวก็เสร็จ ผมก็ร้องแล้วลงยูทูบ โอ้โห คนดูเยอะมาก 10 – 20 ล้าน งั้นผมทำต่อดีกว่า แค่นั้นเลย 

การร้องเพลงลงยูทูบทำให้คุณเข้าใกล้ความฝันวัยเด็กที่อยากเป็นนักร้องมากขึ้นมั้ย

ทุกวันนี้ก็ยังอยากเป็นนักร้องนะ แต่พอทำยูทูบ ผมก็ไม่มีเวลาเข้าหาดนตรีเท่าไหร่ มีช่วงที่ลืมความอยากเป็นศิลปินไปเหมือนกัน รู้สึกว่าศิลปินเป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง ต้องทุ่มเท ต้องให้เวลามาก ๆ เดี๋ยวนี้มีแอบทำเพลงบ้างเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร ยังตั้งใจเต็มที่กับยูทูบเหมือนเดิม แต่กับอะไรที่จะตามมา ผมก็พยายามทำเรื่อย ๆ เพื่อให้วันหนึ่งมันสมบูรณ์

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

ถ้ารู้สึกเครียด ผมไม่ทำ

เคล็ดลับอะไรที่ทำให้ ‘Kyutae Oppa’ โดดเด่นกว่าช่องอื่น ๆ ที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน

ผมขายตัวเองไว้ในนั้น เอาบางอย่างที่เป็นชีวิตจริงลงไปอยู่ในช่อง สิ่งที่ผมอยากเป็น การที่น้องสาวเป็นเด็กพิเศษ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่พบเจอ ผมก็เอาไปละลายในช่อง บางคนอาจจะมองว่านี่เป็นการขายวิญญาณ แต่ผมว่านี่คือวิถีชีวิต คือการนำเสนอตัวตนให้คนดูตามที่ตัวบุคคล วิธีนี้เป็นอะไรที่อยู่ได้นานที่สุด

แล้วบุคคลที่ชื่อ ซิม คิวเท น่าติดตามยังไง

ผมสัญญากับตัวเองว่า ตอนอยู่หน้ากล้องต้องสนุก พลังงานต้องเต็มร้อย จะเช็กก่อนทุกครั้งว่าเรามีเรื่องเครียดอะไรรึเปล่า ถ้ามี ผมจะไม่ถ่ายเลย ผมว่าเป็นการไม่ให้เกียรติคนดู เพราะคนดูส่วนใหญ่มีเรื่องเครียดอยู่แล้ว เขาไม่ได้มาเอาความรู้ แต่อยากมาดูว่าวันนี้ผมทำอะไร อยากหัวเราะในสิ่งที่ผมทำ อยากเห็นผมบ้า เห็นผมโชว์พลังในที่สาธารณะ อยากเห็นผมมั่นใจ เป็นตัวของตัวเอง ไม่ว่าจะทำอะไร ไปร่วมงานกับแขกรับเชิญคนไหน ผมจะไม่มีการเกร็งหรือกลัว ผมอยากให้พลังงานของผมช่วยให้คนดูมีความสุข นี่น่าจะเป็นจุดสำคัญที่สุดที่ทำให้คนติดตามผม 

คุณไม่ฝืนเลยเหรอที่ต้องเต้นหรือทำเรื่องตลกในที่สาธารณะ

ฝืนครับ ฝืนมาก ครั้งแรกผมก็ไม่กล้า คืนก่อนหน้านอนไม่หลับเลย วันนั้นนัดเพื่อนคนหนึ่งให้มาช่วยถ่าย ต้องเต้นกลางห้าง เราไม่เคยถ่ายคลิปในห้างมาก่อน ทั้งเกร็งทั้งกลัว (ทำท่าลุกลี้ลุกลน) เฮ้ย คนนั้นมองเราทำไม เฮ้ย คนนั้นสวยมากเลย เขินจัง ผมเกร็งไปหมด

จริง ๆ ผมลืมความรู้สึกนี้ไปแล้วนะ แต่ยูทูบเบอร์หลายคนก็ยังเป็นอยู่เวลาต้องถ่ายคลิปในที่สาธารณะ ทุกวันนี้ผมแบ่งช่องในสมองได้แล้ว ถ่ายคลิปคือถ่ายคลิป ทำอย่างอื่นคือทำอย่างอื่น ประสบการณ์ทำให้เราแบ่งได้ชัดเจนว่าเวลาไหนเครียดได้ เวลาไหนต้องถ่าย 

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

ทุกวันนี้ก็คือเต้นกลางห้างได้แบบชิลล์ ๆ

ตอนนี้ดีดนิ้วปุ๊บ เต้นได้เลย (หัวเราะ)

อะไรทำให้เด็กปี 1 ที่เพิ่งเรียนมหาลัยได้แค่ 3 เดือน ตัดสินใจลาออกไปเปิดบริษัทเป็นของตัวเอง

ก่อนทำยูทูบ ผมอยากไปเรียนที่นิวยอร์ก อยากเป็นผู้กำกับอยู่หลังกล้อง แต่พออกหัก เริ่มทำยูทูบ ก็ไม่ได้อยากเรียนอะไรเป็นพิเศษ แต่พ่อแม่อยากให้เรียน และผมก็อยากรู้ เอ เรียนมหาลัยจะเป็นยังไง

ทีนี้มีอยู่วันหนึ่ง ผมไปถ่ายคลิปที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ลงคลิปเสร็จ มหาลัยก็ติดต่อมาว่าอยากให้ไปเรียนที่นั่น คณะนิเทศ ให้ทุนเรียนฟรี 4 ปีเลย ผมคิดในใจ ‘โห สบายจัด ทำยูทูบจนได้เข้ามหาลัย บ้าไปแล้ว (ทำเสียงสูง)’ 

แต่พอเข้าไปเรียนจริงไม่เหมือนที่คิดไว้ ผมต้องเรียนใหม่หมด ตั้งแต่วิธีเปิดกล้อง ชัตเตอร์สปีด เช็ดเลนส์ ตอนนั้นรู้สึกเหนื่อย ทำยูทูบ เรียนหนัก เดินทางก็ไกล เลยลองชั่งน้ำหนักดูว่า ระหว่างออกมาเรียนเองกับเรียนในมหาลัย อันไหนเร็วกว่า เรียนเองอาจจะไม่ละเอียดเท่ามหาลัย แต่ก็คงเร็วกว่า ได้เจอคนมากกว่า ผมมีเป้าหมายใหม่ด้วย อยากลองก้าวไปอีกขั้น เห็นยูทูบเบอร์หลายคนเริ่มเปิดบริษัทของตัวเอง ผมเลยลาออกหลังจากเรียนไปแค่ 3 เดือนเพื่อมาจดทะเบียนบริษัท ตอนนั้นอายุแค่ 19 

การเปิดบริษัทนับเป็นก้าวสำคัญของชีวิตเลยรึเปล่า

เป็นแรงบันดาลใจที่กระตุ้นให้เราตั้งใจทำงานมากขึ้น ตอนนั้นเป้าหมายผมเกินจริงมาก ยังเด็กด้วย คิดแผนว่าจะเปิดบริษัท จะมีลูกน้องกี่คน จะขายนู่นนี่นั่น ต้องมีเสื้อผ้านะ ต้องมีผู้ติดตาม 70 ล้านคนนะ จะมีรถกี่คัน วันหนึ่งต้องเปิดโรงเรียนสอนทำยูทูบให้ได้ 

ถึงวันนี้ทำอะไรไปแล้วบ้าง

ไม่ได้ทำเลยครับ (หัวเราะ)

พอลองทำบริษัทจริง ๆ ถึงได้รู้ว่าเราไม่ได้ชอบ เราแค่ทำตามคนอื่น ผมรวยขึ้น ดังขึ้นก็จริง แต่ว่าในใจรู้สึกว่าเดินผิดทาง ทุกวันนี้ยังมีบริษัทอยู่ แต่ก็ทำยูทูบเป็นหลัก ไม่ได้มีธุรกิจอะไรมากมาย

คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ
คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ

คนจริงใจมีน้อย

ทำยูทูบมา 5 ปี มีผู้ติดตามกว่า 8 ล้านคน เคยรู้สึกหมดไฟ อยากเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นบ้างรึเปล่า

ถ้าตอบว่าไม่ก็โกหกแล้ว มีแน่นอน ช่วงที่เหนื่อยและหมดไฟที่สุดคือ ตอนที่จะเปลี่ยนยูทูบจากงานอดิเรกมาเป็นอาชีพ ยากนะ ไม่รู้เลยว่าจุดเปลี่ยนคือตอนไหน ถามวันนี้ก็ยังตอบไม่ได้ 

มีช่วงที่บอกกับตัวเองเหมือนกันว่าจะทำยูทูบต่ออีกแค่ 3 ปี จริง ๆ ยูทูบเบอร์หลายคนเคยบอกตัวเองแบบนี้นะ แต่พอคิดแบบนี้แล้วชีวิตไม่มีความสุขเลย เหมือนเราให้วันหมดอายุกับตัวเอง ถึงจุดหนึ่งเลยเปลี่ยนความคิดใหม่ ได้รู้ว่าทำยูทูบไปเรื่อย ๆ ก็ดี จริง ๆ ไม่ว่าจะทำงานอะไรก็คงมีช่วงหมดไฟกันทั้งนั้น ผมลองตั้งใจใหม่ ลุยใหม่ จนความคิดที่จะทำยูทูบอีกแค่ 3 ปีหายไป ก็คงตั้งใจทำจนกว่าจะทำไม่ได้

หมายความว่าอาจจะมีวันที่คุณเลิกทำยูทูบ

มีอยู่แล้ว สักวันแหละ ทุกอย่างมีวันหมดอายุ แต่ก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าตอนไหน วันหนึ่งคนอาจจะไม่ดูเราแล้ว หรือเราอาจจะทำเหมือนเดิมไม่ได้ก็ได้ ไม่มีทางรู้ แต่ถ้าถามตอนนี้ก็ยังอยากทำช่องไปเรื่อย ๆ นะ

การเป็นบุคคลสาธารณะตั้งแต่เป็นวัยรุ่นให้อะไรและเอาอะไรไปจากคุณบ้าง

ให้ผมได้รู้จักกับธาตุแท้มนุษย์ ผมทำยูทูบมา 5 ปี ทุกคนรอบตัวเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ความคิด ความชอบ สังคม เวลาสั้น ๆ เอง แต่ทุกอย่างแทบไม่เหมือนเดิม ผมได้เรียนรู้เรื่องพวกนี้เยอะมาก

สิ่งที่เอาไปคือเวลา ผมได้สนุกสนานกับเพื่อนน้อยมาก ชีวิตผมไม่เหมือนของเพื่อนรุ่นเดียวกัน ตอนเพื่อนเรียนมหาลัย ผมทำงานแล้ว แทบไม่มีเพื่อนวัยเดียวกันเลย เพื่อนที่มีส่วนมากก็อายุมากกว่าเราหมด 

อีกอย่างที่เสียไปคือความเป็นส่วนตัวและความรู้สึก ผมไม่ได้มีสังกัดหรือบริษัทมาดูแล ต้องดูแลอารมณ์และชื่อเสียงของตัวเองตั้งแต่เด็ก เหนื่อยนะ ไม่มีผู้ใหญ่แนะนำ พ่อแม่เป็นคนเกาหลี เขาก็ไม่ได้เข้าใจทั้งหมดว่าสิ่งที่เราทำคืออะไร เราติดต่องานเอง ทำเองทุกอย่าง (นิ่งไป) 

ลืมไปเยอะเหมือนกันนะ ผ่านมานานแล้ว ตอนนั้นผมกลัวมาก กลัวไปหมดทุกอย่าง กลัวว่าจะพูดอะไรผิดรึเปล่า ไม่รู้ว่าออกจากบ้านแล้วจะมีคนว่าอะไรเรามั้ย เคยเจอดราม่าเหมือนกันเลยได้เข้าใจว่า อ๋อ เวลาดาราเจอเรื่องดราม่ารู้สึกแบบนี้นี่เอง แต่ถ้ามองถึงวันนี้ ผมคงบอกว่ามันดีแล้ว คุ้มแล้ว เพราะสิ่งนี้เป็นความสุขของเราจริง ๆ เราแค่ต้องหาให้เจอ เลือกโฟกัสให้ถูกจุด

คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ

ช่วงปลายปีที่ผ่านมา คุณต้องเผชิญอุปสรรคครั้งใหญ่ในชีวิต ทั้งเรื่องความสัมพันธ์กับคนรักและเพื่อนร่วมงาน สิ่งที่ช่วยให้คุณผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้คืออะไร

เป็นเรื่องที่แปลกมากนะ ช่วงต้นปีมีวันหนึ่งที่เราเอามือขึ้นมาตบหน้าตัวเอง ไม่รู้เลยว่าเกิดจากอะไร ไม่รู้ว่าฝันอยู่รึเปล่า ช่วงนั้นชีวิตผมคงแย่เหมือนมีคนมาตบหน้าตลอดเวลา สมองเลยคิดแต่เรื่องไม่ดีจนมือเริ่มตบปึ้ง ตบปึ้ง ไม่ยอมหยุด ตบถึงตี 4 ช้ำเลยนะ แต่พอได้สติ ผมหันไปมองดาวที่อยู่บนฟ้าหน้าบ้าน ถึงได้รู้ตัวว่าเราอยู่ตรงนี้ ถ้าโฟกัสแค่สิ่งตรงนี้ ความคิดต่าง ๆ ก็จะไม่ทำร้ายเรา ไม่รู้สิ เหมือนสมองสอนตัวเอง อาจจะดูบ้านะ แต่เป็นอย่างนั้นจริง ๆ หลังจากวันนั้น ความคิดลบก็แทบไม่มีเลย ความโกรธก็น้อยลงมาก

ยากนะ กว่าจะผ่านมาได้ ตอนนั้นเหมือนมียมทูตคอยกระซิบตลอดว่า ทำแบบนี้ก็ได้นะ มีหลายวิธีที่สามารถแก้แค้นคนที่ทำไม่ดีกับเรา วิธีมืดก็มีตั้งเยอะ แต่ผมไม่ทำ ผมเลือกที่จะรอ 2 เดือน ให้ตำรวจดำเนินการ แต่ระหว่างนั้นผมก็ยังเห็นสิ่งไม่ดีที่เขาทำกับเรา ก็ทำได้แค่อดทน พออดทนได้ เรื่องดี ๆ ก็เกิดขึ้น คงเป็นความอดทนนี่แหละที่ทำให้ผมผ่านจุดนั้นมาได้

ถ้าให้สรุปเป็นบทเรียนหนึ่งข้อ

คนจริงใจหายาก

ตอนนี้ผมไม่กลัวอะไรแล้วนะ ถ้าโดนโกง โดนบอกเลิกอีก ก็รู้แล้วว่าต้องทำยังไง ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงานหรอก คนรอบตัวทั้งหมดแหละ เราต้องดูก่อนว่าใครหวังผลประโยชน์อะไรจากเรารึเปล่า ก่อนหน้านี้ผมมีเพื่อนเยอะมาก แต่พอเกิดเรื่องนี้ขึ้น ผมก็เข้าหาคนน้อยลง มีแค่ไม่กี่คนเองที่จริงใจกับเรา เพิ่งได้รู้ว่าจริง ๆ แล้ว คนจริงใจหายากนี่หว่า ตอนเด็กเราไม่รู้ นึกว่าคนจริงใจมีอยู่ทุกที่ ข้างบ้านก็มี แต่เปล่า คนจริงใจมีน้อย และในเมื่อมีน้อยก็ต้องรักษาให้ดี

วันนี้ในวัย 23 คุณคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วรึยัง

ผมว่ายังนะ ประสบความสำเร็จเหรอ (นิ่งไป 20 วินาที)

ใช่ ผมว่ายัง แต่ผมก็ไม่ได้มีเป้าหมายนะว่าอยากเป็นแบบไหน แต่ก็พูดไม่ได้ว่าประสบความสำเร็จแล้ว การประสบความสำเร็จน่าจะมาพร้อมความคิดที่แข็งแกร่ง มีความมั่นใจในตัวเอง ไม่เกรงกลัว มีปัญหาก็รับมือได้ทุกอย่าง วันนี้ผมมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้น ผมยังอายุน้อย มีอีกหลายอย่างที่ต้องเรียนรู้ ต้องเจออุปสรรคอีกเยอะในชีวิต

แสดงว่าคำว่า ‘ประสบความสำเร็จ’ ในนิยามของคุณไม่ใช่แค่หน้าที่การงาน แต่จิตใจต้องแข็งแกร่งด้วย

ถ้าคนติดตามในยูทูบเพิ่มขึ้น ผมดีใจอยู่แล้ว การได้ 10 ล้านซับก็สำคัญ (หัวเราะ) แต่ผมก็อยากให้ตัวเองโตขึ้นด้วย อยากให้เรา คนในทีม และช่องยูทูบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพไปพร้อมกัน อยากมั่นใจมากกว่านี้

ตอนนี้ยังมั่นใจไม่พออีกเหรอ

ผมว่ายังไม่พอ นี่เป็นแค่ช่วงเรียนรู้ ผมทำยูทูบมา 5 ปี แต่ก็เพิ่งได้เจออุปสรรคเกี่ยวกับคนครั้งแรก คนรอบตัวเคยโดนมาหมด ผมว่านี่คือประสบการณ์สำคัญที่คนทำธุรกิจทุกคนต้องเจอ ถ้าไม่เจอก็เหมือนยังไม่ได้เริ่ม ตอนนี้น่าจะเป็นแค่จุดเริ่มต้นของคิวเท โอปป้า

คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

Photographer

A.W.Y

ช่างภาพจากเชียงใหม่ที่ชอบของโบราณ ยุค 1900 - 1990

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load