15 กุมภาพันธ์ 2565
12 K

เรียนหมอ 1 คืนมันเป็นยังไง 

เรื่องเล่าห้องผ่าอาจารย์ใหญ่คณะแพทย์ 

เรื่องเล่าสุดยอดวิชาท่องจำในคณะแพทย์ 

เรื่องเล่าท้าชาวอินเดียแข่งชีวะครั้งแรก 

นี่คือความลับของน้องคะแนนที่ 1 ประเทศชีวะ 2 ปีซ้อน 

เบื้องต้นคือส่วนหนึ่งของชื่อคลิปในแชนแนล aimmuno โดย เอม-ธนรัชต์ ปฏิญญาศักดิกุล นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 3 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้แบ่งเวลาจากตารางเรียนที่แน่นไม่แพ้คณะใดแน่นมาเป็นครีเอเตอร์ ตั้งกล้องไลฟ์ทุกสัปดาห์ แบ่งปันความรู้ทางชีววิทยาและประสบการณ์การเรียนทั้งตอน ม.ปลาย และในคณะแพทย์ จากนั้นว่าที่คุณหมอก็จะคัดสรรคลิปวิดีโอซึ่งได้ ‘คุณค่า’ ตามมาตรฐานของตนขึ้นไปอยู่บนยูทูบ ซึ่งแชนแนลของเขาเพิ่งฉลองแสน Subscribers ไปหมาด ๆ

ต่อจากนี้คือบันทึกบทสนทนาระหว่างเรากับอดีตเด็ก ม.ปลาย ที่เคยไปเป็นผู้แทนศูนย์ชีวะโอลิมปิกระดับชาติ อีกทั้งครองรางวัลในการแข่งขันตอบปัญหาทางวิชาการของมหาวิทยาลัยชื่อดังมาแล้วหลายรายการ 

เพราะเคยสัมผัสประสบการณ์ที่เป็นดั่งฝันของเด็กสายวิทย์มาก่อน เขาจึงเลือกนำเรื่องราวเหล่านั้นมา ‘ส่งต่อ’ เพื่อให้น้อง ๆ รุ่นหลังได้เข้าใกล้ความฝันยิ่งขึ้น และในขณะเดียวกัน ก็ยังเลือกหยิบบาดแผลทางการศึกษาที่ตกสะเก็ดจนหายดีแล้วมาเผยแบบหมดเปลือก ด้วยความหวังว่าจะไม่มีใครต้องช้ำใจเพราะเรื่องเช่นนั้นอีก

เป็นการสนทนาเกือบ 1 ชั่วโมงที่เราได้ยินคำว่า ส่งต่อ คุณค่า และเป็นประโยชน์ รวมกันเกินหลายสิบครั้ง จนมั่นใจว่านี่คือชุดคำที่สะท้อนความตั้งใจจริงของนักศึกษาแพทย์พ่วงตำแหน่งครีเอเตอร์คนนี้ 

aimmuno แชนแนลของ นศ.แพทย์ ที่เล่าเรื่องหมอ ๆ ให้สนุก-ง่าย ไม่ใช่เด็กวิทย์ก็ฟังได้

จากเด็กชายสู่นายเอม เปลี่ยนวิถีชีวิตเพราะสอบไม่ติดเตรียมอุดมฯ 

หากย้อนกลับไปไกลกว่าจุดที่ประวัติการศึกษาของเอมจะสวยงามตามครรลอง ในสมัย ม.ต้น เขาคือคนที่ใช้เวลากว่า 2,500 ชั่วโมงใน 1 ปีไปกับการเล่นเกม ไม่ต้องอธิบายละเอียดก็พอจะเดาได้ว่าเป็นช่วงชีวิตที่แฮปปี้ขนาดไหน 

แต่เมื่อถึงคราวต้องใช้ทักษะทางวิชาการสอบแข่งขันเพื่อเข้าเรียน ม.ปลาย นายเอมจึงตระหนักได้ว่าอาวุธที่ตนมีเป็นรองคู่ต่อสู้อยู่หลายขุม แม้จะผิดหวังเพราะต้องโบกมือลาโรงเรียนในฝันอย่างเตรียมอุดมศึกษาไป แต่นั่นกลับเป็นจุดที่ทำให้เขาได้ปะติดปะต่อความคิดใหม่ขึ้นมาในสมอง 

“ผมสอบเตรียมอุดมไม่ติดครับ ตอนนั้นเฟลเลยนะ แต่มันเป็นความเฟลที่ผมสมควรได้รับ ชีวิตตอน ม.ต้น ของผมไม่ได้ออกแบบมาให้เป็นคนขยันหรือมีศักยภาพมากพอสำหรับสอบติดโรงเรียนนั้น ถ้าผมเข้าไปได้ต่างหากล่ะครับ มันจะเป็นสิ่งที่ผิดมหันต์และไม่ยุติธรรมกับคนที่เขาเตรียมตัวมาดีกว่าเรา” เอมเล่าถึงความผิดหวังครั้งนั้น

“แล้วผมก็กลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า หลังจากนี้เป็นต้นไป ถ้าจะลองขยันสุดชีวิต Max Potential ที่เราทำได้จะเป็นยังไง และอีกอย่างหนึ่งคือ ผมเชื่อว่าถ้าเราอยากจะเป็นคนกลุ่มไหน ให้เข้าไปอยู่ใกล้กับคนกลุ่มนั้น” 

ซึ่งกลุ่มคนที่เอมเลือกอยากจะไปอยู่ด้วย คือกลุ่มนักเรียนชีววิทยาในค่ายโอลิมปิกนั่นเอง

aimmuno แชนแนลของ นศ.แพทย์ ที่เล่าเรื่องหมอ ๆ ให้สนุก-ง่าย ไม่ใช่เด็กวิทย์ก็ฟังได้

ชีววิทยา-แพทย์ วิชาและอาชีพที่ส่งต่อบางสิ่งให้ผู้อื่นได้มาก 

เราถามเอมว่าทำไมถึงตกลงปลงใจให้กับชีววิทยา หนึ่งในวิชาที่อดีตเด็กสายวิทย์อย่างเราทราบถึงกิตติศัพท์ว่าบรรจุเนื้อหาไว้มากมายไม่รู้จบ เขาจึงถามกลับมาว่า “พี่เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมนอนเยอะแต่ก็ยังง่วง ทำไมนั่งในห้องหนาว ๆ แล้วถึงปวดฉี่บ่อยขึ้น เหล่านี้สามารถอธิบายได้ด้วยหลักการทางชีววิทยาทั้งหมด เป็นวิชาที่เรียนแล้วตอบคำถามหลาย ๆ อย่างในชีวิตของเราได้ ยิ่งเรียนแล้วเหมือนเราได้รู้เรื่องรอบตัวมากขึ้น ซึ่งวิชาอื่นก็ตอบได้นะ แต่ชีววิทยาตอบได้ชัดที่สุด ผมก็เลยเลือกสิ่งนี้โดยไม่ลังเลครับ” 

เมื่อถึงคราวต้องเลือกเส้นทางอาชีพ เอมเอาความแน่วแน่และความรู้ทางชีววิทยาเป็นตัวตั้ง แล้วประมวลผลหาอาชีพที่จะตอบโจทย์ในชีวิตของเขาได้ชัดเจนที่สุด นั่นคืออาชีพที่ส่งต่อบางสิ่งไปสู่คนหมู่มาก ผลลัพธ์ที่ได้จึงสรุปที่คณะแพทยศาสตร์ แม้ว่านั่นจะไม่ใช่ความฝันตั้งต้นของเขาก็ตาม 

“ตอนเด็ก ๆ ผมอยากเป็นนักบินครับ ผมอยากขับเครื่องบิน F16 ด้วย เริ่มอยากเป็นมาตั้งแต่อนุบาล จริงจังถึงขนาดโหลดโปรแกรม Simulator มาศึกษาเรื่องเครื่องบินพาณิชย์จริงจังตั้งแต่ทฤษฎีจนถึงวิธี Take-off ขอพ่อแม่ซื้อ Joystick อันใหญ่ ๆ มาไว้ที่บ้านก็มี” อดีตเด็กชายผู้ฝันอยากบินได้เล่าความแน่วแน่ตั้งแต่วัยอนุบาลให้ฟัง พร้อมทำท่าและยกตัวอย่างบทสนทนาจริงที่ฝึกฝนจนคล่องแคล่ว 

“แต่พอมา ม.ปลาย ผมรู้สึกเสียดายความรู้ชีวะที่เรียนมา เรามีโอกาสได้เจอกับคนเก่ง ๆ เจออาจารย์อันดับต้น ๆ ของประเทศ และอีกอย่างหนึ่งคือ เวลาจะทำอะไร ผมมักมองว่าสิ่งนั้นจะสร้างอิมแพคให้กับคนได้กว้างแค่ไหน ถ้าเป็นนักบินจะทำได้ประมาณหนึ่ง แต่ถ้าเป็นแพทย์ สิ่งที่ผมมีสามารถส่งต่อไปถึงรุ่นน้องหรือคนรุ่นหลังได้มากกว่า ก็เลยเลือกเรียนแพทย์ครับ” 

aimmuno แชนแนลของ นศ.แพทย์ ที่เล่าเรื่องหมอ ๆ ให้สนุก-ง่าย ไม่ใช่เด็กวิทย์ก็ฟังได้

โปรดเรียกฉันด้วย aka จากคำศัพท์ชีวะ 

ด้านหนึ่ง เอมคือนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 3 ผู้กำลังขะมักเขม้นกับอยู่กับการเรียนทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติในคณะแพทยศาสตร์ที่ขึ้นชื่อว่าหนักหนาไม่แพ้ใคร แต่ความพิเศษของชายคนนี้ก็คือ เขาจัดสรรตารางชีวิตแสนยุ่งเหยิงมาเป็นครีเอเตอร์ ทำคอนเทนต์แบ่งปันประสบการณ์ชีวิตที่ตนเคยประสบทั้งร้าย-ดี สุข-ทุกข์ สมหวัง-ผิดหวัง ผ่านแชนแนลที่ชื่อว่า ‘aimmuno’ ซึ่งถ้าคุณเคยได้เปิดอ่านตำราชีววิทยาสักครั้ง คงจะเผลอร้องอ๋อให้กับชื่อนี้โดยที่ไม่รู้ตัว 

“ชื่อนี้ได้มาจากตอนเข้าค่าย สอวน. ครับ ทุกคนที่นั่นจะมี aka ของตัวเอง ซึ่งตั้งโดยเพื่อนหรือรุ่นพี่ในค่าย เป็นการนำชื่อไปบวกกับศัพท์ชีวะคำใดคำหนึ่ง เช่น ชื่อนาย A นำไปจับกับกระดูก Astragalus จะได้ชื่อในค่ายว่า A-tragalus หรือชื่อแคนกับกระดูก Calcaneus กลายเป็น Can-caneus ตอนนั้นผมอยู่ในโมเมนต์ที่เห้ย ทำไงดี กูยังไม่มี aka เป็นของตัวเอง ก็เลยมีเพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า เอมเหรอ Aim-munoglobulin ยังไงล่ะ ผมชอบมากและใช้ชื่อนี้มาตลอด พอมาเป็นชื่อช่องก็อยากให้สั้นและจำง่ายขึ้น เลยตัดเหลือว่า aimmuno” 

เจ้าของแชนแนลเล่าย้อนที่มาของชื่อให้ฟัง และฝากอธิบายมายังผู้อ่านที่อยู่ห่างไกลวงการนี้ว่า คำว่า aimmuno ออกเสียงคล้ายกับคำว่า Immunoglobulin ซึ่งเป็นชื่อทางการของคำว่า Antibody หรือสารที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อทำหน้าที่ดักจับสิ่งแปลกปลอมนั่นเอง 

และนี่คือหนึ่งประสบการณ์ล้ำ ๆ ที่แม้ว่าคุณจะไม่ได้เป็นเด็กค่ายฯ ก็รู้เรื่องอินไซต์เช่นนี้ได้จากปากชายคนนี้ 

ครีเอเตอร์ผู้ตั้งใจกระจายคำว่า ‘โอลิมปิก’ ไปสู่ทุกภูมิภาค

เพราะมีปณิธานแน่วแน่ว่าอยากส่งต่อสิ่งต่อสิ่งที่ดีสู่ผู้อื่น ประกอบกับแรงสนับสนุนจากพี่ชายร่วมสายเลือดอย่าง นายอาร์ม CastBy9Arm แคสเตอร์อารมณ์ดีผู้โด่งดังในโลกเกมและไอที ช่วงแรกเอมจึงเปิดช่องและอัปโหลดคอนเทนต์สอนชีวะ ม.ปลาย ด้วยคอนเซ็ปต์ดี ๆ อย่าง Free for All 

“จริง ๆ ช่องนี้เริ่มต้นทำมาหลายปีแล้วครับ เริ่มจากการอัปคลิปสอนชีวะฟรี ตอนนั้นผมอยู่ ม.6 หัวเกรียน ๆ หน้ามัน ๆ ตั้งใจแค่ว่าเรามีบางอย่างที่อยากส่งต่อสู่คนอื่น ก็เลยหยิบเนื้อหาชีวะที่เข้าใจยากที่สุดใน ม.ปลาย เอามาย่อยอธิบายเป็นคลิปละ 2 – 3 ชั่วโมง ด้วยเป้าหมายว่า ถ้าดูคลิปพวกนี้จบจะเข้าใจ หมดข้อสงสัย ซึ่งจุดเริ่มต้นเลยของการทำคลิปสอนฟรีแบบนี้ เพราะผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่เก่งมาก แต่เขาไม่มีโอกาสได้เรียนพิเศษหรือติวเพิ่ม และไม่มีโอกาสได้ดึงศักยภาพของตัวเองออกมามากเท่าที่ควร ผมก็เลยตั้งใจทำคลิปประเภทนี้ขึ้นมา เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงเนื้อหายาก ๆ นี้ได้ง่ายขึ้น” น้องชายนายอามบอกเราอย่างนั้น 

ส่วนคอนเทนต์ประเภทเรื่องเล่า เอมเพิ่งมาเริ่มอัปโหลดจริงจังได้เมื่อราว 7 เดือนก่อน สืบเนื่องมาจากมองเห็นจุดอับบางประการของวงการการศึกษาไทย ซึ่งเขาคิดว่าองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ตนมี จะเป็นประโยชน์ให้กับผู้ชมได้ไม่มากก็น้อย

“สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นปัญหามาตลอดสำหรับการสอบคัดเลือกเข้าค่าย สอวน. คือมีคนสอบติดน้อยมาก บางคนก็ไม่รู้ว่าจะต้องเตรียมตัวยังไง ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่าสนามสอบโอลิมปิกมีความเป็น Centralize มีเด็กที่มีความรู้ มีความพร้อม และมีคอนเนกชันที่จะเข้าถึงเยอะ แต่ส่วนมากมักเป็นเด็กภาคกลาง ภาคเหนือกับใต้รองลงมา แต่สำหรับภาคอีสาน แหล่งความรู้ การเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ยังนับว่าน้อย เรายังไม่รู้ว่าจะต้องคุยกับใคร รุ่นพี่มีใครบ้าง 

“ผมก็เลยอยากเป็นคนที่ช่วยหยุดความยากลำบากตรงนี้ ทำให้คำว่าโอลิมปิกมันกระจายตู้ม พูดคำนี้แล้วไปทั่วเลย เด็ก ๆ ที่สนใจสนามนี้ไม่ต้องมานั่งเครียดว่าจะหารุ่นพี่จากไหน ต้องถามใครดี ผมอยากเป็นตัวกลางระหว่างพวกเขา อยากเปลี่ยนวิธีเข้าถึงให้มันง่ายขึ้น เหมือนว่าถ้านึกถึงโอลิมปิก ก็มีพี่เอมเป็นตัวเชื่อมให้ เด็กทุกคนมีโอกาสเข้าถึงเนื้อหา ประสบการณ์ และวิธีการเตรียมตัวได้อย่างเท่าเทียมกัน” ครีเอเตอร์ผู้ตั้งตนเป็นเสาสัญญาณกระจายประสบการณ์เล่าด้วยน้ำเสียงจริงจังเกินวัย 20 ต้น ๆ ไปไกล 

เรื่องเล่าไว้ฟังตอนกินข้าวเย็น

จากคอนเทนต์สอนชีวะฟรีให้น้อง ม.ปลาย เติบโตสู่คลิปไลฟ์เล่าประสบการณ์ในค่ายโอลิมปิกลุกลามใหญ่โตไปจนถึงความตั้งใจอยากให้เรื่องเล่าของตนสามารถเปิดคลอฟังไปในระหว่างกินข้าวเย็น ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้ยินได้ฟังทั้งประสบการณ์การเรียนคณะแพทย์ รวมถึงความรู้ชีววิทยารอบตัวที่ย่อยและปรุงให้ง่ายแต่ยังได้สาระครบ ที่สำคัญ ทุกคลิปในแชนแนลนี้ต้องผ่านมาตรฐานที่ว่า

“ทุกสิ่งที่จะขึ้นไปอยู่บนช่องผมได้ ต้องเป็นสิ่งที่มีคุณค่า คนดูแล้วต้องได้อะไร วิธีการคือ เราจะไลฟ์คุยกันผ่านเพจ It’s aimmunoglobulin ทุกคืนวันเสาร์ เสร็จแล้วก็จะเลือกตัดบางคลิปเพื่ออัปขึ้นยูทูบ แต่ก็มีหลายคลิปที่ทำแล้วแต่ไม่ได้อัป เพราะพอกลับมาพิจารณาคุณค่าของมัน เราตั้งคำถามว่า Key Message ของคลิปนี้คืออะไร คนดูแล้วจะได้อะไร มันเป็นประโยชน์ไหม หรือเอาฮาอย่างเดียว ถ้าไม่ตอบโจทย์เหล่านี้ คลิปนั้นก็ไม่สมควรอยู่บนช่องของผม แต่ถ้าครบถ้วนแล้วก็ปล่อยเลย ไม่ได้มาสนใจมอนิเตอร์ว่าได้กี่วิวแล้ว” เราในฐานะผู้ที่กดติดตามพร้อมสั่นกระดิ่งให้ช่องนี้เห็นด้วย!

ไม่ว่าจะเป็นคลิปเรียนหมอ 1 คืนมันเป็นยังไง ซึ่งทำสถิติมีผู้ชมสูงถึง 7.4 แสน (ข้อมูล ณ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565) เรื่องเล่าห้องผ่าอาจารย์ใหญ่คณะแพทย์ เรื่องเล่าท้าชาวอินเดียแข่งชีวะครั้งแรก หรือแม้แต่คลิปที่ดูจะเป็นเรื่องส่วนตัวอย่างการเรียนขับรถครั้งแรก ทั้งหมดล้วนมีคำสำคัญโดดเด่นออกมา นั่นคือคุณค่าและประโยชน์ ทั้งประสบการณ์ที่คนนอกวงการอย่างเราไม่เคยรู้ ไปจนถึงความรู้สึกของการมีส่วนร่วม ว่าครั้งหนึ่งในวัยนั้น ทั้งคุณ เรา หรือเขา ต่างก็ต้องเคยผ่านมันมาก่อน 

ตั้งใจขนาดนี้ มีคลิปที่ไม่เป็นตามที่หวังไหม-เราถาม

“มีสิครับ (ยิ้ม) คลิปเรื่องเล่าห้องผ่าอาจารย์ใหญ่คณะแพทย์ คือคลิปที่ตอนปล่อยไปในแรก ๆ ได้ไม่กี่พันวิว แต่ผมไม่รู้สึกแย่เลยนะ เพราะเราเชื่อว่ามันมีคุณค่าจริง ๆ และคุณค่าจะค่อย ๆ เผยออกมาให้คนเห็นต่อไป ผมก็ปล่อยมันไว้เลย ถึงตอนนี้ก็มีคนดูประมาณ 3 แสนแล้วครับ” 

อ่านมาถึงตรงนี้ หากใครกำลังจะเปิดยูทูบเสิร์ชหาช่องของเอม แต่กลัวจะต้องเจอกับสารพัดศัพท์เทคนิคหรือเรื่องชวนขมวดคิ้ว ขอบอกว่าพับความกังวลทั้งหมดไปได้ เพราะทักษะการใช้ภาษาและลีลาการพูดของเอมถือว่าเด็ดขาด ประหนึ่งว่าถ้าเขาไม่เป็นหมอ ก็เบนสายไปเป็นพิธีกรหรือนักพูดได้สบาย ๆ ส่วนเรื่องศัพท์เทคนิค เป็นความตั้งใจของเขาเองที่จะหยิบยกออกไปให้ไกลจากเรื่องเล่า เพื่อให้ทุกกลุ่มเป้าหมายเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม เหมือนเป็นพี่ที่เล่าเรื่องให้น้องฟัง 

ความสำเร็จสูงสุด คือการส่งให้คนฟังไปได้ไกลกว่า

แม้ว่าช่อง aimmuno จะเป็นเพียงปลาตัวน้อยที่ค่อย ๆ ในเติบโตท่ามกลางมหาสมุทรคอนเทนต์

แต่เราว่าก็คงไม่เร็วเกินไป หากจะเอ่ยถามถึงจุดสูงสุดที่เขามองไว้ให้กับสิ่งที่ปลุกปั้นมาด้วยหนึ่งสมองและสองมือ 

เริ่มแรกเขาว่ายังไม่ได้มองไกลถึงขั้นนั้น แต่หลังจากค่อย ๆ กลั่นกรองความเชื่อบวกความตั้งใจของตน ผลลัพธ์จึงเริ่มเริ่มชัดขึ้นถนัดตา 

“ผมเชื่อว่าคนเราเวลาเรียนรู้อะไรสักอย่าง สิ่งที่เรียนรู้ได้ดีกว่าการทำผิดเอง คือการเรียนรู้จากสิ่งที่คนอื่นทำผิดมาแล้ว ด้วยเหตุนี้ ผมจึงไม่ได้เล่าแค่ด้านดีของตัวเอง แต่ความผิดพลาดก็เป็นสิ่งที่เราเลือกนำมาเล่าด้วย เช่น ตอนนั้นกูสะกดผิดว่ะ แม่งพลาดคะแนนไปเลย หรือแม้กระทั่งการสอบเตรียมฯ ไม่ติด ไม่รู้ว่าจะมีใครบ้าเล่าเรื่องผิดพลาดของตัวเองให้คนอื่นฟังไหมนะ (หัวเราะ) แต่สำหรับผมมันเหมือนการเอามากางให้เขาดูว่า คุณก็เรียนรู้และก้าวผ่านมันไปได้เหมือนกัน 

“ผมอยากให้เขาฟังเรื่องของผมแล้วเก่งกว่า ไปได้ไกลกว่า ซึ่งมีบางคนกลับมาบอกว่าเขาทำได้แล้ว จริง ๆ มีคนบอกว่าคลิปผมช่วยทำให้เขากลับมาขยัน มีกำลังใจมากขึ้น ไม่ใช่แค่กับการเรียน แต่รวมถึงการทำงานด้วย 

“เวลาได้อ่านคอมเมนต์ว่า ผมสอบติดทุนต่างประเทศแล้วครับพี่เอม หรือหนูอยู่สถาปัตย์นะ แต่ก็ฟังเรื่องโอลิมปิกชีวะของพี่ได้ คนทำงานบัญชีมาบอกว่า อ๋อ หมอเขาเรียนกันแบบนี้เหรอ มันทำให้เรารู้สึกว่าได้ส่งต่อแล้ว ความตั้งใจของเราไปถึงคนหลากหลายกลุ่มตามที่หวังแล้ว 

“นั่นอาจจะเรียกว่าเป็นความสำเร็จแล้วก็ได้นะครับ” ครีเอเตอร์ตรงหน้าเล่าด้วยสีหน้าและแววตาเปี่ยมสุข ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่กว้างกว่าตอนเราแสดงความยินดีที่เขาเพิ่งได้โล่เงินมาครองเสียอีก

เรื่องเล่าของนักศึกษาแพทย์และอดีตเด็กโอลิมปิกวิชาการ ผู้พาเราเข้าถึงโลกการเรียนหมอและชีวะด้วยทักษะการเล่าที่สนุก

อยากเป็นที่จดจำด้วยคำว่า ‘รุ่นพี่’

คำถามสุดท้ายก่อนที่เราจะปล่อยให้เอมกลับไปจัดการตารางชีวิตในช่วงนี้ที่เขายอมรับว่าหนักหนาเอาเรื่อง เราถามว่าที่นายแพทย์ตรงหน้าว่า หากเลือกหนึ่งคีย์เวิร์ดที่จะขึ้นมาคู่กับ ธนรัชต์ ปฏิญญาศักดิกุล อันเป็นชื่อ-นามสกุล ในยามเสิร์ชบนกูเกิล เขาอยากให้คำนั้นคืออะไร 

‘นายแพทย์ เด็กค่ายโอลิมปิก ครีเอเตอร์ ยูทูบเบอร์ aimmuno เทพชีวะ’ และอีกมากมายในหัวที่เราคาดเดาเอาไว้ระหว่างรอคำตอบ 

“รุ่นพี่ครับ” เขาตอบกลับเราด้วยน้ำเสียงแน่วแน่เช่นเคย 

“อยากเป็นรุ่นพี่คนหนึ่งที่ส่งต่อเรื่องราวให้กับรุ่นน้อง ผมคิดว่ามันปรับเปลี่ยนไปได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะนักศึกษาแพทย์ตอนนี้ หรือตอนเป็นผู้ใหญ่ ผมก็ยังอยากจะทำหน้าที่นี้ต่อไปครับ” นายเอมตอบคำถามสุดท้ายด้วยสายตามุ่งมั่น พร้อมกับฉากหลังเป็นกระดานไวท์บอร์ดที่ร่างสคริปต์คอนเทนต์เตรียมไลฟ์ในค่ำนี้ 

เรื่องเล่าของนักศึกษาแพทย์และอดีตเด็กโอลิมปิกวิชาการ ผู้พาเราเข้าถึงโลกการเรียนหมอและชีวะด้วยทักษะการเล่าที่สนุก

One Day with aimmuno

  1. เวลาตื่น-เข้านอน : ตื่น 9 โมง เข้านอนตี 2 – 3 
  1. ช่วงเวลาอ่านหนังสือ : 3 ทุ่มจนถึงตี 3 นอกนั้นจะเรียนและทำงาน 
  1. คิดคอนเทนต์ตอนไหน : ใน 1 วัน จะมีเวลาว่าง 1 ชั่วโมงให้ตัวเอง บางทีก็นั่งเฉย ๆ บางทีนั่งหน้ากระดานไวท์บอร์ด ถ้าคิดคอนเทนต์ได้ก็จะรีบจดไว้ 
  1. ขอตัวอย่างวันที่ตารางชีวิตพังสุด ๆ : (หัวเราะนานมาก) ช่วงนี้เลยครับ กำลังเตรียมสอบ NL (National Licensing Examination) บวกกับวางแผนโปรเจกต์สตาร์ทอัพ และต้องราวน์วอร์ดด้วย 
  1. วันที่พังนี่ถึงขนาดไหน : มีวันที่เหนื่อยมากถึงขั้นทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากตื่นมาแล้วอยู่บนเตียง เปิดยูทูบ เปิด Netflix แล้วก็เปิดยูทูบ แล้วก็แฮปปี้ แค่นี้จนหมดวัน รู้สึกผิดนะ แต่กูก็ทำอะไรไม่ได้เพราะกูไม่ไหวแล้ว และก็นึกไปถึงคาถาจากคุณแม่ว่า บางทีก็ต้องรู้จักให้อภัยตัวเองและขอบคุณตัวเองบ้าง โอเค พรุ่งนี้เริ่มใหม่ รู้สึกผิดต่อตัวเองได้แต่อย่านาน

Writer

Avatar

สุดาวรรณ วนสุนทรเมธี

นักพิสูจน์อักษรวัยเตาะแตะที่มักจะหลงรักพระรองในซีรีส์เกาหลี และอยู่ระหว่างรักษาระยะห่างจากชานมไข่มุก

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

“ช่วงกักตัวโควิดมันไม่มีอะไรทำ ผมก็เลยทำเพจครับ”

“ส่วนผมหมอเจตชวนมาทำครับ (หัวเราะ)”

ประโยคแรกเป็นของ หมอเจต-นพ.เจตพัฒน์ ทวีโภคา ส่วนประโยคที่สองเป็นของ หมอบี-นพ.อุดมศักดิ์ ตั้งชัยสุริยา ที่พูดกันอย่างติดตลกเมื่อเราถามถึงจุดเริ่มต้นของ ‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้เกี่ยวกับการแพทย์ฉุกเฉิน ครอบคลุมตั้งแต่เคล็ดลับสามัญประจำบ้านที่คนทั่วไปนำไปใช้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น ไปจนถึงความรู้ระดับเจาะลึก ซึ่งเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย
‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

นอกจากร่ายยาวให้ข้อมูลครบถ้วนประหนึ่งนั่งฟังแพทย์ในห้องตรวจ อีกจุดน่าสนใจอยู่ตรงภาพประกอบ ซึ่งหมอเจตลงมือวาดด้วยตัวเองทั้งหมด และหลังจากบทสนทนายามดึกระหว่างเรากับนายแพทย์หนุ่มทั้งสองจบลง ก็พบอีกประเด็นสำคัญที่อยากชวนทุกท่านอ่าน

ทั้งหมอบีและหมอเจตเห็นตรงและยืนยันหนักแน่นว่า จุดประสงค์ในการจัดสรรเวลามารังสรรค์คอนเทนต์ให้แฟนเพจติดตาม ก้าวข้ามการให้ความรู้หรือให้ใคร ๆ มานับหน้าถือตาว่าเป็นนายแพทย์ผู้เสียสละ แต่พวกเขาอยากให้สิ่งนี้มีส่วนให้คนตระหนักและกล้าเข้าใกล้ศาสตร์การแพทย์ฉุกเฉิน มีมุมมองที่ดีต่อแผนก ER รวมถึงฝันที่ยิ่งใหญ่ ว่าคอนเทนต์กู้ชีพมากมายที่พวกเขาตั้งใจเผยแพร่ออกไป อาจมีส่วนช่วยรักษาชีวิตคนใกล้ตัวเอาไว้ได้ 

ซักประวัติ

“ประเทศเรามีชุดความคิดที่ว่า ต้องเป็นคนรวยเท่านั้นถึงจะได้เรียนหมอ” 

หมอเจตเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการพาเราย้อนไปถึงอุดมการณ์ในวันที่ตัดสินใจเปิดเพจ เพราะชุดความคิดของสังคมที่มองว่าหากอยากอยู่ในแวดวงการแพทย์ คุณต้องมีต้นทุนที่ดี ครอบครัวต้องพร้อมสนับสนุน หรือแม้แต่เรียนจบแล้ว อยากเข้าร่วมประชุมวิชาการเพื่อยกระดับความรู้ให้ตัวเองสักครั้ง พวกเขาต้องเสียค่าใช้จ่ายถูกสุดหลักพัน หรืออาจบานปลายไปถึงหลักหมื่น ซึ่งสำหรับหมอที่มีเงินเดือนหลักแสนอาจไม่เป็นปัญหา แต่เมื่อลองนึกถึงพยาบาลหรือเหล่ากู้ภัย ซึ่งจำเป็นต้องเข้าถึงความรู้เหล่านี้ไม่แพ้กัน ก็ดูจะเหนือบ่ากว่าแรงใครหลายคนไม่อยู่ไม่น้อย

“มันถึงเวลาที่เราต้องคืนอะไรให้กับสังคมบ้าง” ซึ่งสิ่งนั้นปรากฏผลลัพธ์เป็นเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ รวบรวมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่ทั้งหมอเจตและหมอบีสั่งสมมา เพื่อให้ ‘ทุกคน’ ไม่ว่าจะอยู่ในสายงานการแพทย์หรือบุคคลทั่วไปที่อาจต้องเผชิญเหตุไม่คาดฝัน เข้ามาเก็บเกี่ยวและนำไปปรับใช้ได้โดยไม่เสียสตางค์สักบาท 

นอกจากนี้ แนวทางในการตั้งชื่อเพจของพวกเขาก็น่าสนใจไม่แพ้อุดมการณ์ข้างต้น เพราะทั้งสองตั้งใจตั้งให้สั้น กระชับ ชัดเจน จนออกมาเป็น ‘ห้องฉุกเฉิน + ต้องรู้’ เพื่อกลับไปตอบโจทย์เดิมอีกว่า ทุกคนควรรู้สิ่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

พบแพทย์

ข้อมูล ณ วันที่ 26 มกราคม 2566 ห้องฉุกเฉินต้องรู้มีผู้ติดตาม 168,883 คน แต่ละโพสต์มีแฟนเพจมาแสดงความคิดเห็น ถกเถียง และรีเควสขอความรู้เรื่องอาการใหม่ ๆ แบบเรียกได้ว่าคึกคักไม่แพ้เพจให้ความบันเทิง ซึ่งผู้คนที่กดติดตามมีหลากหลาย ทั้งบุคลากรทางการแพทย์แทบทุกสาขาและคนทั่วไปหลายช่วงวัย 

หมอเจตเล่าว่าในช่วงเริ่มต้น พวกเขาไม่ได้วางกลุ่มเป้าหมายหลักไว้ให้เป็นเช่นนี้ แต่ตั้งใจให้นักศึกษาแพทย์ พยาบาล กู้ภัย และผู้คนในสายงานที่เกี่ยวกับความเป็นความตาย มาติดตามไว้เพิ่มพูนความรู้ในการทำงาน เนื้อหาและภาษาในช่วงแรก ๆ จึงหนักหน่วงและเต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะที่คนในวงการเข้าใจร่วมกัน 

สำลักควันไฟ หมดสติ อย่าเชื่อเครื่องวัดออกซิเจน ระวังพิษก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ . ไฟไหม้โรงงาน คนไข้สำลักควันหมดสติ…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Wednesday, 10 August 2022

เมื่อเวลาผ่านล่วงเลยเข้าปีที่ 3 กลับกลายเป็นว่ามีคนทั่วไปให้ความสนใจมากขึ้น ประกอบกับได้หมอบีผู้เชี่ยวชาญด้านการให้ความรู้สำหรับประชาชนเข้ามาร่วมแรงร่วมใจ เนื้อหาและภาษาในเพจจึงปรับให้เป็นเคสที่เข้าถึงคนทั่วไปมากขึ้น และมีการหยิบยกโรคภัยไข้เจ็บที่สังคมกำลังสนใจ บ้างก็เป็นเคสที่มีคนขอให้ช่วยอธิบายซ้ำอีกครั้ง คล้าย ๆ กับการส่งบ้าน

แล้วมีจุดไหนที่ทำให้รู้สึกว่าการทำเพจนี้ประสบความสำเร็จแล้ว – เราถาม

“มีคนส่งข้อความมาว่า เขาเป็นคุณแม่ วันหนึ่งลูกเขาเกิดอาการชัก แล้วเขาเคยติดตามในเพจ เขาเลยปฐมพยาบาลให้ลูกก่อนนำส่งโรงพยาบาล แล้วลูกก็รอดชีวิต นั่นคือหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้พวกเราคิดว่า ประสบความสำเร็จในการทำเพจแล้วครับ”

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

ณ นาทีแห่งความเป็นความตายของแม่ลูกคู่นั้นคงเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและตกใจ แต่โพสต์โพสต์หนึ่งจากเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้กลับผุดขึ้นมา และพาให้เธอนำวิธีที่นำเสนอในเพจไปกู้ชีพ จนรักษาลูกชายเอาไว้ได้…

นอกจากเนื้อหาสดใหม่อิงกระแสกับโรคภัยไข้เจ็บที่สังคมกำลังสนใจ ภาพวาดประกอบสื่อความชัดเจน ภาษาในการนำเสนอที่อ่านง่าย เข้าถึงได้ทุกคน อีกสิ่งที่นายแพทย์ทั้งสองให้ความสำคัญมากที่สุด คือ ความถูกต้องของข้อมูล นั่นก็เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นแค่ครีเอเตอร์ แต่ยังเป็นบุคลากรทางการแพทย์ผู้ตั้งใจส่งต่อองค์ความรู้ที่มีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้น ทุกข้อมูลที่เขาสื่อสารออกไปจึงต้องแม่นยำ ห้ามผิดพลาด 

“เพจที่เราทำเกี่ยวกับความเป็นความตาย ไม่ใช่ดูเพื่อความบันเทิง เพจนี้แหละจะป้องกันคุณในยามที่คุณเดือดร้อน” หมอเจตย้ำ

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย
‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

X-RAY

มาถึงหลายคนที่สงสัย หมอดูเป็นอาชีพที่ตารางงานรัดตัว แล้วหมอเจตกับหมอบีเอาเวลาไหนมาจัดสรรลงคอนเทนต์ได้ทุกวัน คุณหมอทั้งสองปรึกษากันสักครู่ แล้วให้คำตอบว่า “คำแรกคือแพสชัน คำที่สองคือการบริหารเวลา”

แพสชันที่ว่า มาจากอุดมการณ์ที่ไม่อยากให้ความรู้ถูกจำกัดด้วยทุนนิยม

และอีกคำหนึ่งคือ การบริหารเวลา หมอเจตบอกเราว่า คือสิ่งที่หมอฉุกเฉินเชี่ยวชาญเป็นอันดับต้น ๆ เพราะหากทำงานล่าช้าหรือจัดลำดับความสำคัญผิดพลาดเพียงนิด นั่นหมายถึงชีวิตของคนไข้ 

ทั้งสองแบ่งหน้าที่ในการดูแลเพจร่วมกัน โดยหมอบีดูแลเรื่องเนื้อหา ตั้งแต่คัดเลือก ค้นคว้าข้อมูล หาตัวอย่างประกอบ หรือติดต่อผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ เพื่อรีเช็กข้อมูลและชวนมาพูดคุยให้ได้องค์ความรู้ที่กว้างขวางขึ้น รวมถึงหมอบียังทำหน้าที่แอดมิน ตอบกลับความคิดเห็นและข้อความจากบรรดาแฟนเพจอีกด้วย 

เย็บปากยังไงไม่ให้เบี้ยว…หาขอบปากให้เจอครับ ตรงนั้นเรียกว่า “เวอ-มิ-เลี่ยน”…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Monday, 22 August 2022

ส่วนหมอเจต นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งศาสตร์และศิลป์ เขาตั้งใจวาดภาพประกอบโพสต์ทั้งหมดให้เป็นศิลปะแบบ Pop Art โดยยังคงเก็บรายละเอียดที่เทียบเคียงกับหลักกายวิภาคศาสตร์เอาไว้ถ้วน แต่ก็ลดทอนความรุนแรงของบาดแผลหรือความเหวอะหวะให้อยู่ในระดับที่คนทั่วไปรับชมได้โดยไม่ต้องปิดตาหนี 

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

“วิธีการคือ เราจะคุยกันตลอดว่าตอนนี้มีเรื่องอะไรน่าสนใจ มีข่าวแบบนี้ คนน่าจะอยากรู้ข้อมูลการปฐมพยาบาลเคสนี้ หรือบางทีก็เริ่มจากหมอเจตส่งรูปที่วาดมาก่อน แล้วผมก็โอเค เข้าใจแล้วว่าเขาอยากสื่ออะไร มีเรื่องไหนที่ต้องเขียนชี้แจง ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องชวนใครมาคุยด้วยกัน จากนั้นก็ลุยเลย เพราะทั้งหมดเราทำอยู่ภายใต้กรอบเดียวกัน นั่นคือศาสตร์การแพทย์ฉุกเฉิน” หมอบี หมอสายวิชาการเล่าวิธีทำงานกับหมอสายติสต์อย่างหมอเจตให้ฟัง 

นอกจากทำหน้าที่แบ่งปันความรู้แบบอัดแน่นที่ย่อยให้เข้าถึงง่ายแล้ว ห้องฉุกเฉินต้องรู้ ยังเคยทำหน้าที่เป็นห้องฉุกเฉินยามจำเป็นให้กับผู้ป่วยและทีมกู้ภัยมาแล้ว คุณหมอทั้งสองยกตัวอย่างเหตุการณ์ให้เราฟังว่า มีคนส่งคลิปเข้ามาให้พวกเขาช่วยประเมินอาการเบื้องต้น ทั้งคนในบ้านหายใจผิดปกติ มีอาการชัก เพราะไม่รู้ว่าต้องรับมืออย่างไร ต้องไปโรงพยาบาลไหม หรือควรแจ้งหน่วยงานไหนต่อ หรือข้อความจากพนักงานกู้ภัย ที่ส่งเข้ามาถามว่า สิ่งที่พวกเขาปฐมพยาบาลให้ผู้ป่วยไปถูกต้องหรือเปล่า

คำถามจากแฟนเพจข้างต้น สะท้อนความเป็นจริงในสังคม 2 ประการ

หนึ่ง ความรู้เบื้องต้นในการปฐมพยาบาลยังคงห่างไกลจากความรู้ความเข้าใจของคนในสังคม พวกเรายังขาดแหล่งเข้าถึงข้อมูลอันเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเป็นความตาย ทั้งต่อตนเองและคนรอบข้าง 

สอง โชคดีที่ห้องฉุกเฉินต้องรู้ มีอยู่เพื่อพยายามขจัดปัญหานั้น

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

วินิจฉัย 

ถึงแม้ว่าตอนนี้แพทย์ฉุกเฉินจะเป็นสาขาที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ มากขึ้น องค์ความรู้ด้านการปฐมพยาบาลได้รับการเผยแพร่มากขึ้น แต่จากมุมมองของหมอเจตและหมอบีผู้คลุกคลีอยู่ในวงการ พวกเขาบอกว่า คนทั่วไปยังเข้าใจและก้าวข้ามสถานการณ์ฉุกเฉินได้ไม่มากเท่าที่ควร 

ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองคนจึงตั้งใจใช้เพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ เป็นประตูไปสู่ประชาชน เช่นเดียวกับที่แพทย์บางคนขึ้นเขาลงห้วย ขับรถขึ้นดอยด้วยงบของตัวเองไปสอนชาวบ้านเรื่องการปฐมพยาบาล สอนทำ CPR แก้อาการอาหารติดคอ ชัก แมลงสัตว์กัดต่อย ปั๊มหัวใจ ไฟฟ้าดูด จมน้ำ ฯลฯ 

“เพื่อนผมบอกว่า เพจของเราทำให้หมอฉุกเฉินมีบทบาทโดดเด่นมากขึ้น อย่างตอนเหตุโศกนาฏกรรมที่อิแทวอน ประเทศเกาหลีใต้ ถ้าเป็นในสมัยก่อน หลังเกิดเหตุการณ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะออกมาให้ข้อมูล แต่ข้อมูลนั้นก็อาจจะออกแนววิเคราะห์เจาะลึก เป็นแนววิชาการหนัก ๆ เข้าถึงยาก แต่ตอนนี้เพจเราเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ออกมาพูดเรื่องนี้ได้ทันทีในฐานะหมอฉุกเฉินคนหนึ่ง รวมไปถึงในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้วยเช่นกัน ที่สำคัญ เราสามารถย่อยข้อมูลให้เข้าใจง่ายขึ้น คนที่ติดตามนำไปใช้ได้จริงมากขึ้น 

ในคลิป #อิแทวอน…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Sunday, 30 October 2022

“เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ผมเคยไปออกหน่วยสอนคนไข้เรื่องการปั๊มหัวใจ คนไข้บอก ป้าไม่ปั๊มได้ไหม ป้าทำไม่เป็นหรอก แต่หลังจากเหตุการณ์ที่อิแทวอน ซึ่งเราออกมาเล่าวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไว้อย่างละเอียด ก็รู้สึกว่าคนตระหนักและให้ความสนใจกับสิ่งนี้มากขึ้น มีถามเข้ามาว่าให้ปั๊มมือเดียวหรือ 2 มือดี ต้องเป่าปากไหม ถ้าเป่าปากแล้วจะเป็นโควิดไหม คำถามเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ประชาชนมีความตระหนักระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าดีใจมาก ๆ” หมอเจตกล่าว

ใบรับรองแพทย์

เวลาล่วงเลยจบพลบค่ำ ก่อนจากกัน เราถามถึงเป้าหมายไกล ๆ ที่นายแพทย์ทั้งสองใฝ่ฝันจะไปให้ถึง หมอเจตจึงยกคำพูดของ แอนดี วอร์ฮอล ขึ้นว่า “Art is anything that you can take away with” หรือ ศิลปะคือสิ่งที่คุณสามารถเอาไปด้วยได้ – คุยกันเรื่องวิทย์อยู่ดี ๆ ไหงยกคำคมของศิลปินคนดังขึ้นมาซะได้ 

“ทุกอย่างคือศิลปะที่คุณถือเอาไปได้ครับ ทั้งภาพของเรา เนื้อหาในเพจเรา หรือทุก ๆ ข้อมูลที่เราตั้งใจถ่ายทอดเอาไว้ ไม่ว่าอะไรจากศิลปะ คุณพกพามันใส่สมองเอาไว้ได้ แล้วจะหยิบมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้เช่นกัน นั่นคือความตั้งใจของผม

“คุณอยากรู้ว่าเส้นเลือดในสมองแตกไหม คุณดูภาพศิลปะของผม ถ้าวันหนึ่งที่คุณปากเบี้ยว คุณจะนึกถึงศิลปะของผมที่คุณเอาไปด้วยผ่านการจดจำ” หมอหัวใจศิลป์กล่าว 

และสำหรับหมอบี ความคาดหวังของเขาไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้ติดตามที่จะเพิ่มขึ้นหรือลดลง หากแต่เป็นการคงมาตรฐานในทุก ๆ คอนเทนต์ที่นำเสนอ ทั้งในด้านความถูกต้อง ครบถ้วน แม่นยำ เป็นประโยชน์ และเขายังหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เนื้อหาเหล่านั้นจะช่วยชีวิตของใครสักคนได้ในที่สุด

ที่สำคัญ ทั้งสองยังยืนยันหนักแน่นว่า พวกเขาเชื่อมั่นว่าการเข้าถึงความรู้ไม่จำเป็นต้องเสียเงิน และเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ของเขาจะยังคงยึดอุดมการณ์นี้ จนกว่าจะถึงวันที่แม้แต่เด็กอนุบาลก็ทำ CPR เป็น

Facebook : ห้องฉุกเฉินต้องรู้

YouTube : ห้องฉุกเฉิน ต้องรู้

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

ธนาธิป อดิเรกเกียรติ

ธนาธิป อดิเรกเกียรติ

ช่างภาพรักความสงบ กำลังพยายามค้นหาความสุขให้กับตัวเอง ผู้หลงใหลระหว่างบรรทัดของบทกวี

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load