15 กุมภาพันธ์ 2565
6.07 K

เรียนหมอ 1 คืนมันเป็นยังไง 

เรื่องเล่าห้องผ่าอาจารย์ใหญ่คณะแพทย์ 

เรื่องเล่าสุดยอดวิชาท่องจำในคณะแพทย์ 

เรื่องเล่าท้าชาวอินเดียแข่งชีวะครั้งแรก 

นี่คือความลับของน้องคะแนนที่ 1 ประเทศชีวะ 2 ปีซ้อน 

เบื้องต้นคือส่วนหนึ่งของชื่อคลิปในแชนแนล aimmuno โดย เอม-ธนรัชต์ ปฏิญญาศักดิกุล นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 3 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้แบ่งเวลาจากตารางเรียนที่แน่นไม่แพ้คณะใดแน่นมาเป็นครีเอเตอร์ ตั้งกล้องไลฟ์ทุกสัปดาห์ แบ่งปันความรู้ทางชีววิทยาและประสบการณ์การเรียนทั้งตอน ม.ปลาย และในคณะแพทย์ จากนั้นว่าที่คุณหมอก็จะคัดสรรคลิปวิดีโอซึ่งได้ ‘คุณค่า’ ตามมาตรฐานของตนขึ้นไปอยู่บนยูทูบ ซึ่งแชนแนลของเขาเพิ่งฉลองแสน Subscribers ไปหมาด ๆ

ต่อจากนี้คือบันทึกบทสนทนาระหว่างเรากับอดีตเด็ก ม.ปลาย ที่เคยไปเป็นผู้แทนศูนย์ชีวะโอลิมปิกระดับชาติ อีกทั้งครองรางวัลในการแข่งขันตอบปัญหาทางวิชาการของมหาวิทยาลัยชื่อดังมาแล้วหลายรายการ 

เพราะเคยสัมผัสประสบการณ์ที่เป็นดั่งฝันของเด็กสายวิทย์มาก่อน เขาจึงเลือกนำเรื่องราวเหล่านั้นมา ‘ส่งต่อ’ เพื่อให้น้อง ๆ รุ่นหลังได้เข้าใกล้ความฝันยิ่งขึ้น และในขณะเดียวกัน ก็ยังเลือกหยิบบาดแผลทางการศึกษาที่ตกสะเก็ดจนหายดีแล้วมาเผยแบบหมดเปลือก ด้วยความหวังว่าจะไม่มีใครต้องช้ำใจเพราะเรื่องเช่นนั้นอีก

เป็นการสนทนาเกือบ 1 ชั่วโมงที่เราได้ยินคำว่า ส่งต่อ คุณค่า และเป็นประโยชน์ รวมกันเกินหลายสิบครั้ง จนมั่นใจว่านี่คือชุดคำที่สะท้อนความตั้งใจจริงของนักศึกษาแพทย์พ่วงตำแหน่งครีเอเตอร์คนนี้ 

aimmuno แชนแนลของ นศ.แพทย์ ที่เล่าเรื่องหมอ ๆ ให้สนุก-ง่าย ไม่ใช่เด็กวิทย์ก็ฟังได้

จากเด็กชายสู่นายเอม เปลี่ยนวิถีชีวิตเพราะสอบไม่ติดเตรียมอุดมฯ 

หากย้อนกลับไปไกลกว่าจุดที่ประวัติการศึกษาของเอมจะสวยงามตามครรลอง ในสมัย ม.ต้น เขาคือคนที่ใช้เวลากว่า 2,500 ชั่วโมงใน 1 ปีไปกับการเล่นเกม ไม่ต้องอธิบายละเอียดก็พอจะเดาได้ว่าเป็นช่วงชีวิตที่แฮปปี้ขนาดไหน 

แต่เมื่อถึงคราวต้องใช้ทักษะทางวิชาการสอบแข่งขันเพื่อเข้าเรียน ม.ปลาย นายเอมจึงตระหนักได้ว่าอาวุธที่ตนมีเป็นรองคู่ต่อสู้อยู่หลายขุม แม้จะผิดหวังเพราะต้องโบกมือลาโรงเรียนในฝันอย่างเตรียมอุดมศึกษาไป แต่นั่นกลับเป็นจุดที่ทำให้เขาได้ปะติดปะต่อความคิดใหม่ขึ้นมาในสมอง 

“ผมสอบเตรียมอุดมไม่ติดครับ ตอนนั้นเฟลเลยนะ แต่มันเป็นความเฟลที่ผมสมควรได้รับ ชีวิตตอน ม.ต้น ของผมไม่ได้ออกแบบมาให้เป็นคนขยันหรือมีศักยภาพมากพอสำหรับสอบติดโรงเรียนนั้น ถ้าผมเข้าไปได้ต่างหากล่ะครับ มันจะเป็นสิ่งที่ผิดมหันต์และไม่ยุติธรรมกับคนที่เขาเตรียมตัวมาดีกว่าเรา” เอมเล่าถึงความผิดหวังครั้งนั้น

“แล้วผมก็กลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า หลังจากนี้เป็นต้นไป ถ้าจะลองขยันสุดชีวิต Max Potential ที่เราทำได้จะเป็นยังไง และอีกอย่างหนึ่งคือ ผมเชื่อว่าถ้าเราอยากจะเป็นคนกลุ่มไหน ให้เข้าไปอยู่ใกล้กับคนกลุ่มนั้น” 

ซึ่งกลุ่มคนที่เอมเลือกอยากจะไปอยู่ด้วย คือกลุ่มนักเรียนชีววิทยาในค่ายโอลิมปิกนั่นเอง

aimmuno แชนแนลของ นศ.แพทย์ ที่เล่าเรื่องหมอ ๆ ให้สนุก-ง่าย ไม่ใช่เด็กวิทย์ก็ฟังได้

ชีววิทยา-แพทย์ วิชาและอาชีพที่ส่งต่อบางสิ่งให้ผู้อื่นได้มาก 

เราถามเอมว่าทำไมถึงตกลงปลงใจให้กับชีววิทยา หนึ่งในวิชาที่อดีตเด็กสายวิทย์อย่างเราทราบถึงกิตติศัพท์ว่าบรรจุเนื้อหาไว้มากมายไม่รู้จบ เขาจึงถามกลับมาว่า “พี่เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมนอนเยอะแต่ก็ยังง่วง ทำไมนั่งในห้องหนาว ๆ แล้วถึงปวดฉี่บ่อยขึ้น เหล่านี้สามารถอธิบายได้ด้วยหลักการทางชีววิทยาทั้งหมด เป็นวิชาที่เรียนแล้วตอบคำถามหลาย ๆ อย่างในชีวิตของเราได้ ยิ่งเรียนแล้วเหมือนเราได้รู้เรื่องรอบตัวมากขึ้น ซึ่งวิชาอื่นก็ตอบได้นะ แต่ชีววิทยาตอบได้ชัดที่สุด ผมก็เลยเลือกสิ่งนี้โดยไม่ลังเลครับ” 

เมื่อถึงคราวต้องเลือกเส้นทางอาชีพ เอมเอาความแน่วแน่และความรู้ทางชีววิทยาเป็นตัวตั้ง แล้วประมวลผลหาอาชีพที่จะตอบโจทย์ในชีวิตของเขาได้ชัดเจนที่สุด นั่นคืออาชีพที่ส่งต่อบางสิ่งไปสู่คนหมู่มาก ผลลัพธ์ที่ได้จึงสรุปที่คณะแพทยศาสตร์ แม้ว่านั่นจะไม่ใช่ความฝันตั้งต้นของเขาก็ตาม 

“ตอนเด็ก ๆ ผมอยากเป็นนักบินครับ ผมอยากขับเครื่องบิน F16 ด้วย เริ่มอยากเป็นมาตั้งแต่อนุบาล จริงจังถึงขนาดโหลดโปรแกรม Simulator มาศึกษาเรื่องเครื่องบินพาณิชย์จริงจังตั้งแต่ทฤษฎีจนถึงวิธี Take-off ขอพ่อแม่ซื้อ Joystick อันใหญ่ ๆ มาไว้ที่บ้านก็มี” อดีตเด็กชายผู้ฝันอยากบินได้เล่าความแน่วแน่ตั้งแต่วัยอนุบาลให้ฟัง พร้อมทำท่าและยกตัวอย่างบทสนทนาจริงที่ฝึกฝนจนคล่องแคล่ว 

“แต่พอมา ม.ปลาย ผมรู้สึกเสียดายความรู้ชีวะที่เรียนมา เรามีโอกาสได้เจอกับคนเก่ง ๆ เจออาจารย์อันดับต้น ๆ ของประเทศ และอีกอย่างหนึ่งคือ เวลาจะทำอะไร ผมมักมองว่าสิ่งนั้นจะสร้างอิมแพคให้กับคนได้กว้างแค่ไหน ถ้าเป็นนักบินจะทำได้ประมาณหนึ่ง แต่ถ้าเป็นแพทย์ สิ่งที่ผมมีสามารถส่งต่อไปถึงรุ่นน้องหรือคนรุ่นหลังได้มากกว่า ก็เลยเลือกเรียนแพทย์ครับ” 

aimmuno แชนแนลของ นศ.แพทย์ ที่เล่าเรื่องหมอ ๆ ให้สนุก-ง่าย ไม่ใช่เด็กวิทย์ก็ฟังได้

โปรดเรียกฉันด้วย aka จากคำศัพท์ชีวะ 

ด้านหนึ่ง เอมคือนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 3 ผู้กำลังขะมักเขม้นกับอยู่กับการเรียนทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติในคณะแพทยศาสตร์ที่ขึ้นชื่อว่าหนักหนาไม่แพ้ใคร แต่ความพิเศษของชายคนนี้ก็คือ เขาจัดสรรตารางชีวิตแสนยุ่งเหยิงมาเป็นครีเอเตอร์ ทำคอนเทนต์แบ่งปันประสบการณ์ชีวิตที่ตนเคยประสบทั้งร้าย-ดี สุข-ทุกข์ สมหวัง-ผิดหวัง ผ่านแชนแนลที่ชื่อว่า ‘aimmuno’ ซึ่งถ้าคุณเคยได้เปิดอ่านตำราชีววิทยาสักครั้ง คงจะเผลอร้องอ๋อให้กับชื่อนี้โดยที่ไม่รู้ตัว 

“ชื่อนี้ได้มาจากตอนเข้าค่าย สอวน. ครับ ทุกคนที่นั่นจะมี aka ของตัวเอง ซึ่งตั้งโดยเพื่อนหรือรุ่นพี่ในค่าย เป็นการนำชื่อไปบวกกับศัพท์ชีวะคำใดคำหนึ่ง เช่น ชื่อนาย A นำไปจับกับกระดูก Astragalus จะได้ชื่อในค่ายว่า A-tragalus หรือชื่อแคนกับกระดูก Calcaneus กลายเป็น Can-caneus ตอนนั้นผมอยู่ในโมเมนต์ที่เห้ย ทำไงดี กูยังไม่มี aka เป็นของตัวเอง ก็เลยมีเพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า เอมเหรอ Aim-munoglobulin ยังไงล่ะ ผมชอบมากและใช้ชื่อนี้มาตลอด พอมาเป็นชื่อช่องก็อยากให้สั้นและจำง่ายขึ้น เลยตัดเหลือว่า aimmuno” 

เจ้าของแชนแนลเล่าย้อนที่มาของชื่อให้ฟัง และฝากอธิบายมายังผู้อ่านที่อยู่ห่างไกลวงการนี้ว่า คำว่า aimmuno ออกเสียงคล้ายกับคำว่า Immunoglobulin ซึ่งเป็นชื่อทางการของคำว่า Antibody หรือสารที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อทำหน้าที่ดักจับสิ่งแปลกปลอมนั่นเอง 

และนี่คือหนึ่งประสบการณ์ล้ำ ๆ ที่แม้ว่าคุณจะไม่ได้เป็นเด็กค่ายฯ ก็รู้เรื่องอินไซต์เช่นนี้ได้จากปากชายคนนี้ 

ครีเอเตอร์ผู้ตั้งใจกระจายคำว่า ‘โอลิมปิก’ ไปสู่ทุกภูมิภาค

เพราะมีปณิธานแน่วแน่ว่าอยากส่งต่อสิ่งต่อสิ่งที่ดีสู่ผู้อื่น ประกอบกับแรงสนับสนุนจากพี่ชายร่วมสายเลือดอย่าง นายอาร์ม CastBy9Arm แคสเตอร์อารมณ์ดีผู้โด่งดังในโลกเกมและไอที ช่วงแรกเอมจึงเปิดช่องและอัปโหลดคอนเทนต์สอนชีวะ ม.ปลาย ด้วยคอนเซ็ปต์ดี ๆ อย่าง Free for All 

“จริง ๆ ช่องนี้เริ่มต้นทำมาหลายปีแล้วครับ เริ่มจากการอัปคลิปสอนชีวะฟรี ตอนนั้นผมอยู่ ม.6 หัวเกรียน ๆ หน้ามัน ๆ ตั้งใจแค่ว่าเรามีบางอย่างที่อยากส่งต่อสู่คนอื่น ก็เลยหยิบเนื้อหาชีวะที่เข้าใจยากที่สุดใน ม.ปลาย เอามาย่อยอธิบายเป็นคลิปละ 2 – 3 ชั่วโมง ด้วยเป้าหมายว่า ถ้าดูคลิปพวกนี้จบจะเข้าใจ หมดข้อสงสัย ซึ่งจุดเริ่มต้นเลยของการทำคลิปสอนฟรีแบบนี้ เพราะผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่เก่งมาก แต่เขาไม่มีโอกาสได้เรียนพิเศษหรือติวเพิ่ม และไม่มีโอกาสได้ดึงศักยภาพของตัวเองออกมามากเท่าที่ควร ผมก็เลยตั้งใจทำคลิปประเภทนี้ขึ้นมา เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงเนื้อหายาก ๆ นี้ได้ง่ายขึ้น” น้องชายนายอามบอกเราอย่างนั้น 

ส่วนคอนเทนต์ประเภทเรื่องเล่า เอมเพิ่งมาเริ่มอัปโหลดจริงจังได้เมื่อราว 7 เดือนก่อน สืบเนื่องมาจากมองเห็นจุดอับบางประการของวงการการศึกษาไทย ซึ่งเขาคิดว่าองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ตนมี จะเป็นประโยชน์ให้กับผู้ชมได้ไม่มากก็น้อย

“สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นปัญหามาตลอดสำหรับการสอบคัดเลือกเข้าค่าย สอวน. คือมีคนสอบติดน้อยมาก บางคนก็ไม่รู้ว่าจะต้องเตรียมตัวยังไง ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่าสนามสอบโอลิมปิกมีความเป็น Centralize มีเด็กที่มีความรู้ มีความพร้อม และมีคอนเนกชันที่จะเข้าถึงเยอะ แต่ส่วนมากมักเป็นเด็กภาคกลาง ภาคเหนือกับใต้รองลงมา แต่สำหรับภาคอีสาน แหล่งความรู้ การเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ยังนับว่าน้อย เรายังไม่รู้ว่าจะต้องคุยกับใคร รุ่นพี่มีใครบ้าง 

“ผมก็เลยอยากเป็นคนที่ช่วยหยุดความยากลำบากตรงนี้ ทำให้คำว่าโอลิมปิกมันกระจายตู้ม พูดคำนี้แล้วไปทั่วเลย เด็ก ๆ ที่สนใจสนามนี้ไม่ต้องมานั่งเครียดว่าจะหารุ่นพี่จากไหน ต้องถามใครดี ผมอยากเป็นตัวกลางระหว่างพวกเขา อยากเปลี่ยนวิธีเข้าถึงให้มันง่ายขึ้น เหมือนว่าถ้านึกถึงโอลิมปิก ก็มีพี่เอมเป็นตัวเชื่อมให้ เด็กทุกคนมีโอกาสเข้าถึงเนื้อหา ประสบการณ์ และวิธีการเตรียมตัวได้อย่างเท่าเทียมกัน” ครีเอเตอร์ผู้ตั้งตนเป็นเสาสัญญาณกระจายประสบการณ์เล่าด้วยน้ำเสียงจริงจังเกินวัย 20 ต้น ๆ ไปไกล 

เรื่องเล่าไว้ฟังตอนกินข้าวเย็น

จากคอนเทนต์สอนชีวะฟรีให้น้อง ม.ปลาย เติบโตสู่คลิปไลฟ์เล่าประสบการณ์ในค่ายโอลิมปิกลุกลามใหญ่โตไปจนถึงความตั้งใจอยากให้เรื่องเล่าของตนสามารถเปิดคลอฟังไปในระหว่างกินข้าวเย็น ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้ยินได้ฟังทั้งประสบการณ์การเรียนคณะแพทย์ รวมถึงความรู้ชีววิทยารอบตัวที่ย่อยและปรุงให้ง่ายแต่ยังได้สาระครบ ที่สำคัญ ทุกคลิปในแชนแนลนี้ต้องผ่านมาตรฐานที่ว่า

“ทุกสิ่งที่จะขึ้นไปอยู่บนช่องผมได้ ต้องเป็นสิ่งที่มีคุณค่า คนดูแล้วต้องได้อะไร วิธีการคือ เราจะไลฟ์คุยกันผ่านเพจ It’s aimmunoglobulin ทุกคืนวันเสาร์ เสร็จแล้วก็จะเลือกตัดบางคลิปเพื่ออัปขึ้นยูทูบ แต่ก็มีหลายคลิปที่ทำแล้วแต่ไม่ได้อัป เพราะพอกลับมาพิจารณาคุณค่าของมัน เราตั้งคำถามว่า Key Message ของคลิปนี้คืออะไร คนดูแล้วจะได้อะไร มันเป็นประโยชน์ไหม หรือเอาฮาอย่างเดียว ถ้าไม่ตอบโจทย์เหล่านี้ คลิปนั้นก็ไม่สมควรอยู่บนช่องของผม แต่ถ้าครบถ้วนแล้วก็ปล่อยเลย ไม่ได้มาสนใจมอนิเตอร์ว่าได้กี่วิวแล้ว” เราในฐานะผู้ที่กดติดตามพร้อมสั่นกระดิ่งให้ช่องนี้เห็นด้วย!

ไม่ว่าจะเป็นคลิปเรียนหมอ 1 คืนมันเป็นยังไง ซึ่งทำสถิติมีผู้ชมสูงถึง 7.4 แสน (ข้อมูล ณ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565) เรื่องเล่าห้องผ่าอาจารย์ใหญ่คณะแพทย์ เรื่องเล่าท้าชาวอินเดียแข่งชีวะครั้งแรก หรือแม้แต่คลิปที่ดูจะเป็นเรื่องส่วนตัวอย่างการเรียนขับรถครั้งแรก ทั้งหมดล้วนมีคำสำคัญโดดเด่นออกมา นั่นคือคุณค่าและประโยชน์ ทั้งประสบการณ์ที่คนนอกวงการอย่างเราไม่เคยรู้ ไปจนถึงความรู้สึกของการมีส่วนร่วม ว่าครั้งหนึ่งในวัยนั้น ทั้งคุณ เรา หรือเขา ต่างก็ต้องเคยผ่านมันมาก่อน 

ตั้งใจขนาดนี้ มีคลิปที่ไม่เป็นตามที่หวังไหม-เราถาม

“มีสิครับ (ยิ้ม) คลิปเรื่องเล่าห้องผ่าอาจารย์ใหญ่คณะแพทย์ คือคลิปที่ตอนปล่อยไปในแรก ๆ ได้ไม่กี่พันวิว แต่ผมไม่รู้สึกแย่เลยนะ เพราะเราเชื่อว่ามันมีคุณค่าจริง ๆ และคุณค่าจะค่อย ๆ เผยออกมาให้คนเห็นต่อไป ผมก็ปล่อยมันไว้เลย ถึงตอนนี้ก็มีคนดูประมาณ 3 แสนแล้วครับ” 

อ่านมาถึงตรงนี้ หากใครกำลังจะเปิดยูทูบเสิร์ชหาช่องของเอม แต่กลัวจะต้องเจอกับสารพัดศัพท์เทคนิคหรือเรื่องชวนขมวดคิ้ว ขอบอกว่าพับความกังวลทั้งหมดไปได้ เพราะทักษะการใช้ภาษาและลีลาการพูดของเอมถือว่าเด็ดขาด ประหนึ่งว่าถ้าเขาไม่เป็นหมอ ก็เบนสายไปเป็นพิธีกรหรือนักพูดได้สบาย ๆ ส่วนเรื่องศัพท์เทคนิค เป็นความตั้งใจของเขาเองที่จะหยิบยกออกไปให้ไกลจากเรื่องเล่า เพื่อให้ทุกกลุ่มเป้าหมายเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม เหมือนเป็นพี่ที่เล่าเรื่องให้น้องฟัง 

ความสำเร็จสูงสุด คือการส่งให้คนฟังไปได้ไกลกว่า

แม้ว่าช่อง aimmuno จะเป็นเพียงปลาตัวน้อยที่ค่อย ๆ ในเติบโตท่ามกลางมหาสมุทรคอนเทนต์

แต่เราว่าก็คงไม่เร็วเกินไป หากจะเอ่ยถามถึงจุดสูงสุดที่เขามองไว้ให้กับสิ่งที่ปลุกปั้นมาด้วยหนึ่งสมองและสองมือ 

เริ่มแรกเขาว่ายังไม่ได้มองไกลถึงขั้นนั้น แต่หลังจากค่อย ๆ กลั่นกรองความเชื่อบวกความตั้งใจของตน ผลลัพธ์จึงเริ่มเริ่มชัดขึ้นถนัดตา 

“ผมเชื่อว่าคนเราเวลาเรียนรู้อะไรสักอย่าง สิ่งที่เรียนรู้ได้ดีกว่าการทำผิดเอง คือการเรียนรู้จากสิ่งที่คนอื่นทำผิดมาแล้ว ด้วยเหตุนี้ ผมจึงไม่ได้เล่าแค่ด้านดีของตัวเอง แต่ความผิดพลาดก็เป็นสิ่งที่เราเลือกนำมาเล่าด้วย เช่น ตอนนั้นกูสะกดผิดว่ะ แม่งพลาดคะแนนไปเลย หรือแม้กระทั่งการสอบเตรียมฯ ไม่ติด ไม่รู้ว่าจะมีใครบ้าเล่าเรื่องผิดพลาดของตัวเองให้คนอื่นฟังไหมนะ (หัวเราะ) แต่สำหรับผมมันเหมือนการเอามากางให้เขาดูว่า คุณก็เรียนรู้และก้าวผ่านมันไปได้เหมือนกัน 

“ผมอยากให้เขาฟังเรื่องของผมแล้วเก่งกว่า ไปได้ไกลกว่า ซึ่งมีบางคนกลับมาบอกว่าเขาทำได้แล้ว จริง ๆ มีคนบอกว่าคลิปผมช่วยทำให้เขากลับมาขยัน มีกำลังใจมากขึ้น ไม่ใช่แค่กับการเรียน แต่รวมถึงการทำงานด้วย 

“เวลาได้อ่านคอมเมนต์ว่า ผมสอบติดทุนต่างประเทศแล้วครับพี่เอม หรือหนูอยู่สถาปัตย์นะ แต่ก็ฟังเรื่องโอลิมปิกชีวะของพี่ได้ คนทำงานบัญชีมาบอกว่า อ๋อ หมอเขาเรียนกันแบบนี้เหรอ มันทำให้เรารู้สึกว่าได้ส่งต่อแล้ว ความตั้งใจของเราไปถึงคนหลากหลายกลุ่มตามที่หวังแล้ว 

“นั่นอาจจะเรียกว่าเป็นความสำเร็จแล้วก็ได้นะครับ” ครีเอเตอร์ตรงหน้าเล่าด้วยสีหน้าและแววตาเปี่ยมสุข ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่กว้างกว่าตอนเราแสดงความยินดีที่เขาเพิ่งได้โล่เงินมาครองเสียอีก

เรื่องเล่าของนักศึกษาแพทย์และอดีตเด็กโอลิมปิกวิชาการ ผู้พาเราเข้าถึงโลกการเรียนหมอและชีวะด้วยทักษะการเล่าที่สนุก

อยากเป็นที่จดจำด้วยคำว่า ‘รุ่นพี่’

คำถามสุดท้ายก่อนที่เราจะปล่อยให้เอมกลับไปจัดการตารางชีวิตในช่วงนี้ที่เขายอมรับว่าหนักหนาเอาเรื่อง เราถามว่าที่นายแพทย์ตรงหน้าว่า หากเลือกหนึ่งคีย์เวิร์ดที่จะขึ้นมาคู่กับ ธนรัชต์ ปฏิญญาศักดิกุล อันเป็นชื่อ-นามสกุล ในยามเสิร์ชบนกูเกิล เขาอยากให้คำนั้นคืออะไร 

‘นายแพทย์ เด็กค่ายโอลิมปิก ครีเอเตอร์ ยูทูบเบอร์ aimmuno เทพชีวะ’ และอีกมากมายในหัวที่เราคาดเดาเอาไว้ระหว่างรอคำตอบ 

“รุ่นพี่ครับ” เขาตอบกลับเราด้วยน้ำเสียงแน่วแน่เช่นเคย 

“อยากเป็นรุ่นพี่คนหนึ่งที่ส่งต่อเรื่องราวให้กับรุ่นน้อง ผมคิดว่ามันปรับเปลี่ยนไปได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะนักศึกษาแพทย์ตอนนี้ หรือตอนเป็นผู้ใหญ่ ผมก็ยังอยากจะทำหน้าที่นี้ต่อไปครับ” นายเอมตอบคำถามสุดท้ายด้วยสายตามุ่งมั่น พร้อมกับฉากหลังเป็นกระดานไวท์บอร์ดที่ร่างสคริปต์คอนเทนต์เตรียมไลฟ์ในค่ำนี้ 

เรื่องเล่าของนักศึกษาแพทย์และอดีตเด็กโอลิมปิกวิชาการ ผู้พาเราเข้าถึงโลกการเรียนหมอและชีวะด้วยทักษะการเล่าที่สนุก

One Day with aimmuno

  1. เวลาตื่น-เข้านอน : ตื่น 9 โมง เข้านอนตี 2 – 3 
  1. ช่วงเวลาอ่านหนังสือ : 3 ทุ่มจนถึงตี 3 นอกนั้นจะเรียนและทำงาน 
  1. คิดคอนเทนต์ตอนไหน : ใน 1 วัน จะมีเวลาว่าง 1 ชั่วโมงให้ตัวเอง บางทีก็นั่งเฉย ๆ บางทีนั่งหน้ากระดานไวท์บอร์ด ถ้าคิดคอนเทนต์ได้ก็จะรีบจดไว้ 
  1. ขอตัวอย่างวันที่ตารางชีวิตพังสุด ๆ : (หัวเราะนานมาก) ช่วงนี้เลยครับ กำลังเตรียมสอบ NL (National Licensing Examination) บวกกับวางแผนโปรเจกต์สตาร์ทอัพ และต้องราวน์วอร์ดด้วย 
  1. วันที่พังนี่ถึงขนาดไหน : มีวันที่เหนื่อยมากถึงขั้นทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากตื่นมาแล้วอยู่บนเตียง เปิดยูทูบ เปิด Netflix แล้วก็เปิดยูทูบ แล้วก็แฮปปี้ แค่นี้จนหมดวัน รู้สึกผิดนะ แต่กูก็ทำอะไรไม่ได้เพราะกูไม่ไหวแล้ว และก็นึกไปถึงคาถาจากคุณแม่ว่า บางทีก็ต้องรู้จักให้อภัยตัวเองและขอบคุณตัวเองบ้าง โอเค พรุ่งนี้เริ่มใหม่ รู้สึกผิดต่อตัวเองได้แต่อย่านาน

Writer

สุดาวรรณ วนสุนทรเมธี

นักพิสูจน์อักษรวัยเตาะแตะที่มักจะหลงรักพระรองในซีรีส์เกาหลี และอยู่ระหว่างรักษาระยะห่างจากชานมไข่มุก

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

27 มิถุนายน 2565
5.40 K

สุนัขเผลอกินกระดูกทำอย่างไร วัคซีนแมวควรฉีดตอนไหน มีอะไรบ้าง เชื่อว่าบรรดาทาสคงเคยเสิร์ชหาข้อมูลเหล่านี้บนอินเทอร์เน็ตเพื่อคลายสงสัย

แต่นกลูกป้อนควรกินอาหารที่อุณหภูมิเท่าไหร่ ซังข้าวโพดเหมาะสำหรับการเลี้ยงเม่นแคระหรือไม่ ให้หนูแกสบี้กินแต่ผักสดได้ไหม

ในอดีต ค้นหาคำถามเหล่านี้ไป ก็อาจได้คำตอบจากแอดมินกลุ่มหรือเจ้าของฟาร์ม มากกว่าหมอผู้เชี่ยวชาญสัตว์พิเศษ เพราะจำนวนหมอมีน้อยกว่าความต้องการ และใช่ว่าหมอทุกคนจะมีช่องทางการสื่อสารเป็นของตนเอง

นสพ.กฤตชัย ฉัตรเจริญสุข หรือ หมอหมู เจ้าของเพจ ‘Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด บอกกับเราว่า เขาเริ่มต้นแบบคนไม่มีความรู้เรื่องการทำเพจ หวังเพียงเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้องให้กับคนเลี้ยงสัตว์พิเศษเท่านั้น ในฐานะคนรักสัตว์เหมือนกันที่คลุกคลีกับความแปลกมาตั้งแต่แมลง ปูนา ยันกิ้งก่าทะเลทราย

เริ่มเรียนหมอตอนอายุ 28 สู่เพจ Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด ผู้อาสาทำปากใหม่ให้นกฟรี
เริ่มเรียนหมอตอนอายุ 28 สู่เพจ Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด ผู้อาสาทำปากใหม่ให้นกฟรี

aka หมอสัตว์ประหลาด

“หมอทำคอนเทนต์ไม่เป็นหรอก ไม่มีเวลาทำโปสเตอร์ ไม่มีคนช่วยทำด้วย เราทำง่าย ๆ ไลฟ์สด คุยกันเหมือนเพื่อน อาการนกเป็นแบบนี้คืออะไร ให้ความรู้ที่คนเข้าใจผิดแล้วทำให้คุณภาพชีวิตสัตว์แย่ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมต้องมีเพจหมอสัตว์ประหลาด”

ท่ามกลางยุคสมัยที่ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้หมดทั้งจริงและเท็จ หมอหมูเสนอแนะว่า การที่คุณหมอหรือโรงพยาบาลสัตว์ที่มีความชำนาญออกมาให้ความรู้ ถือเป็นประโยชน์โดยตรงต่อตัวคนเลี้ยง เพราะคุณภาพชีวิตสัตว์จะดีขึ้นแน่นอน

แรกเริ่ม หมอหมูให้ความรู้เรื่องนกเพียงอย่างเดียว เพราะความชอบส่วนตัว ต่อมาเริ่มมีเรื่องราวของสัตว์พิเศษชนิดอื่น จากการตระเวนรักษาแบบพาร์ตไทม์ตามโรงพยาบาลสัตว์ต่าง ๆ จนก้าวใหม่ของชีวิตนำพาให้หมอหมูเปิด ‘โรงพยาบาลสัตว์อเมโซเนีย’ ย่านมีนบุรีเป็นของตัวเอง ภาระงานที่หนักขึ้นจึงทำให้มีเวลาไลฟ์สดน้อยลงตามไปด้วย

สำหรับหมอ การไลฟ์สดไม่ใช่แค่นั่งเล่าเรื่องให้ฟัง แต่ต้องมีเวลาทำการบ้าน เตรียมข้อมูลอย่างดี มีการพิสูจน์หลักฐาน เพราะเป็นการถาม-ตอบโดยทันทีกับคนเลี้ยงที่ร้อนใจ และหมอเองก็ทราบว่า คำแนะนำจากปากหมอแต่ละครั้ง อาจกระเทือนถึงคนอื่นบ้างไม่มากก็น้อย เช่น อันตรายที่เกิดจากอาหารบางยี่ห้อ อาจส่งผลกระทบถึงผู้ประกอบการ

แต่อย่าเพิ่งคิดว่าเรื่องราวในเพจ Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด จะเต็มไปด้วยศัพท์วิชาการ ปัญหาการผ่าตัด หรือรูปสัตว์ที่ไม่น่าดู หมอหมูเองก็ไม่อยากลงรูปที่เครียดเกินไป ตลอดการเดินทางร่วม 2 ปีของเพจนี้ เขาจึงลงรูปน่ารักขำขันของเด็ก ๆ ให้ได้ยิ้มประจำวันมากกว่า 

แม้ยอดไลก์หลักหมื่นจะดูน้อยในสายตาใครหลายคน แต่หมอหมูก็คร่ำหวอดในวงการสัตว์ชนิดพิเศษ จนผู้คนรู้จักเขาในนาม ‘หมอสัตว์ประหลาด’ มากกว่าชื่อจริงของเขาเสียอีก

เริ่มเรียนหมอตอนอายุ 28 สู่เพจ Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด ผู้อาสาทำปากใหม่ให้นกฟรี

ส่วนที่มาที่ไปของ aka หมอสัตว์ประหลาด เป็นเรื่องที่ยังไงก็ต้องถามให้หายข้องใจ หมอหมูเล่าให้ฟังว่า เขาไม่ใช่คนตั้งชื่อ

“เราเลี้ยงสัตว์เยอะมากตั้งแต่เด็ก ที่บ้านคือสารพัดสัตว์ เพื่อนที่รู้จักกันมานานชอบบอกว่าเราเอาสัตว์ประหลาดมาเลี้ยงอีกแล้ว ทั้งตั๊กแตน จิ้งหรีด กบ ปู ปลากัด กระรอก ฯลฯ งั้นก็ชื่อหมอสัตว์ประหลาดไปเลย มันสะท้อนภาพตัวเราออกมาได้ชัดที่สุดว่า ไอ้คนนี้มันชอบเลี้ยงสัตว์หลาย ๆ อย่าง”

สมัยนั้น หมอหมูเลี้ยงสัตว์โดยไม่มีข้อมูลอะไรเลย แม้แต่ข้อมูลของสุนัขและแมวก็ยังหาแทบไม่ได้ ไม่ต้องไปพูดถึงสัตว์เอ็กโซติกอื่น ๆ พอโตขึ้นมาหน่อย ข้อมูลของเพื่อน 4 ขาก็มีเพิ่มมากขึ้นตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป แต่ข้อมูลของสัตว์พิเศษ ทั้งสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์น้ำ สัตว์ปีก หรือแมลง ยังคงหายาก

ถ้ากำลังคิดว่า อ๋อ เพราะเหตุนี้ที่ทำให้หมอหมูตัดสินใจเรียนสัตวแพทย์โดยทันทีล่ะก็ ผิดถนัด

เขาคว้าปริญญาใบแรกจากการเรียนเศรษฐศาสตร์ แล้วต่อโท MBA บริหารธุรกิจเป็นปริญญาใบที่สอง ประกอบอาชีพเพาะฟาร์มสัตว์เลี้ยงอีกนานนับสิบปี ก่อนค้นพบว่าเพื่อนร่วมทางที่อยู่กับเขามาตั้งแต่ยังอ่านหนังสือไม่แตกและไม่เคยห่างหายไปไหน คือสัตว์ตัวน้อยใหญ่

นั่นคือตอนที่เขากลับไปเป็นนักศึกษาอีกครั้งในวัย 28 ปี

เปิดเทอม

‘จุดเปลี่ยนชีวิต’ คือ วันที่แมวของเขาล้มป่วยเป็นโรคช่องท้องอักเสบ หมอบอกว่าคงอยู่ได้ไม่ถึง 1 สัปดาห์ เขาทำทุกวิถีทาง ศึกษาข้อมูล สั่งยาราคาแพงจากต่างประเทศ จนยื้อชีวิตน้องแมวได้นานถึง 2 เดือน แต่กฤตชัยกลับคิดว่า หากมีความรู้มากกว่านี้ ทำเต็มที่มากกว่านี้ เหตุการณ์อาจไม่ลงเอยแบบนี้ก็เป็นได้

“จากบรีดเดอร์ เรากลับไปเรียนปริญญาตรีสัตวแพทย์ตอนอายุ 28 ปี ในขณะที่น้อง ๆ คนอื่นอายุ 18 ระยะเวลาเรียน 6 ปีเท่ากัน

“เราจอดรถอยู่หน้าอาคารเรียนตั้งแต่เที่ยงยัน 4 โมงเย็น เห็นเด็ก ๆ ใส่ชุดนักเรียนไปรายงานตัว คิดเลยว่าถ้าจะต้องอยู่กับน้อง ๆ พวกนี้อีก 6 ปี เราคิดถูกไหม ใครก็บอกว่าเราบ้า แล้วจะเอาเวลาที่ไหน เพราะมันต้องเรียนฟูลไทม์ เช้าจนเย็น ต้องไปฝึกงานตามศูนย์ต่าง ๆ ฟาร์มก็ยังทำอยู่ แต่เป้าหมายของเราคือเป็นหมอที่รักษาสัตว์ชนิดพิเศษ มันชัดเจนมาตั้งแต่วันแรกที่ก้าวขาเข้าไปเรียน”

เริ่มเรียนหมอตอนอายุ 28 สู่เพจ Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด ผู้อาสาทำปากใหม่ให้นกฟรี
เริ่มเรียนหมอตอนอายุ 28 สู่เพจ Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด ผู้อาสาทำปากใหม่ให้นกฟรี

ไม่ใช่เรื่องง่ายกว่าจะเป็นหมอหมูได้อย่างทุกวันนี้ จากการเริ่มต้นช้ากว่าใคร ต้องพยายาม ขวนขวาย เสียสละมากขึ้นเพื่อให้เป็นดังใจหวัง การเรียนการสอนสัตวแพทย์ในไทยก็มุ่งเน้นไปที่สัตว์ 2 ประเภทคือ หนึ่ง ปศุสัตว์ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย สุกร ไก่ สอง คือ สัตว์เล็กที่ได้รับความนิยมอย่างสุนัขและแมว เท่ากับว่าใครสนใจสัตว์พิเศษ ก็ต้องไปศึกษาต่อหรือหาประสบการณ์จากการทำงานเพิ่มเติมอีกหลายปี

แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นแรงผลักดันให้หมอหมูไม่เหนื่อยยากเกินไป คือความหลงใหลสัตว์เอ็กโซติกที่สอนกันไม่ได้

“การจะเป็นหมอรักษาสัตว์ชนิดหนึ่งได้ดีและรู้จริง ต้องมีความชอบเป็นพื้นฐาน จะเอาแค่ความคิดว่า หมอนกมีน้อยเลยอยากเป็น มันไม่เพียงพอ มันขาดความอิน

“เพราะความอินจะทำให้เราศึกษาค้นคว้าตั้งแต่ยังไม่ได้เรียนด้วยซ้ำ ช่วยให้คนที่เป็นหมอมีความอยากรู้ มีความพยายาม บางทีแค่ได้ยินเสียงนกในโรงพยาบาล เราอยู่ในห้องตรวจ ก็บอกได้เลยว่าเป็นนกชนิดอะไร ใครเอาซันคอนัวร์ กรีนชีค นกอเมซอน แอฟริกันเกรย์ มารักษา มันเป็นความรู้สึกที่เราอธิบายไม่ได้ 

“บางคนคิดว่าเราบ้าหรือประหลาด แต่มันเป็นความหลงใหลของเรา แค่ได้ยินเสียงก็บอกได้แล้ว ซึ่งคนที่ชำนาญกว่านี้ เขาบอกได้ด้วยซ้ำว่าเป็นนกเพาะพันธุ์หรือนกป่า”

เริ่มเรียนหมอตอนอายุ 28 สู่เพจ Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด ผู้อาสาทำปากใหม่ให้นกฟรี

หลังผ่านความยากลำบากมามาก เราถามหมอหมูว่า จำครั้งแรกที่สวมเสื้อกาวน์สีขาวในฐานะสัตวแพทย์ได้ไหม คาดหวังคำตอบว่าคนที่ทุ่มเทอย่างหนักเพื่อให้ได้มาคงต้องประทับใจไม่รู้ลืม แต่หมอหมูตอบตรงกันข้าม

เขาไม่ได้มองว่าความเป็นหมอขึ้นอยู่กับเสื้อกาวน์หรือเครื่องแบบอื่นใด วันที่มีความหมายกับชีวิตกลับเป็นวันแรก ๆ ที่เริ่มงาน คนไข้ของเขาคือแมวตัวหนึ่งกับคุณป้าที่ร้องไห้ฟูมฟาย เพราะกลัวว่าก้อนเนื้อที่นมแมวจะเป็นมะเร็งร้าย

“พอหมอตรวจ สรุปว่าน้องเป็นเต้านมอักเสบ เราบอกให้คุณป้าใจเย็น ๆ ฉีดยาให้น้อง เอายาไปกิน 1 สัปดาห์ต่อมา คุณป้าเข้ามากอดเราและร้องไห้ที่น้องหายแล้ว ซึ่งสิ่งที่เราทำไม่มีอะไรซับซ้อนเลย ก็แค่เต้านมอักเสบ แต่คุณค่าในเรื่องของจิตใจมันมหาศาลมาก เรารู้สึกมีค่าที่ทำให้สัตว์และเจ้าของได้พ้นทุกข์ ยิ่งอยากเป็นหมอที่ดี”

คืนปากให้หนูหน่อย

ยอมรับว่าตกใจในตอนแรกที่ทราบว่าหมอหมูทำงานได้เพียง 5 ปี แต่ความอินจากแววตาและเรื่องราวความพยายามอย่างหนัก ทำให้หมอหมูเป็นชื่อแรก ๆ ที่คนเลี้ยงนกมักนึกถึงเมื่อนกมีอาการเจ็บป่วย โดยเฉพาะกับปากนก

ขออธิบายคร่าว ๆ ถึงตัวโครงการที่พาให้เราได้รู้จักกับหมอสัตว์ประหลาดอย่าง ‘#คืนปากให้หนูหน่อย’ สำหรับคนที่ไม่ได้เลี้ยงสัตว์หรือไม่รู้ว่าจะงอยปากของนกสำคัญอย่างไร

นกใช้ปากเหมือนที่เราใช้มือ ใช้หยิบจับอาหาร สัมผัส ปีนป่าย ถ้านกไม่มีปาก ก็เหมือนอยู่โดยปราศจากมือ เจ้าของต้องคอยป้อนอาหารเหลวให้กินไปตลอดชีวิต ตัวนกเองก็ทรมาน เจ้าของก็มีภาระให้ต้องเหนื่อยเพิ่ม

ค่าใช้จ่ายในการทำปากนกสูงมาก คล้ายกับการทำรากฟันเทียมในคน หมอหมูจึงสร้างโครงการนี้ขึ้นมาเพื่อคืนปากให้นกโดยไม่คิดเงินสักบาท ไม่รับบริจาคหรือตั้งกองทุน เลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ในแบบทันตกรรมของคนทั้งหมด เคสหนึ่งใช้เวลาพักฟื้นอยู่ที่อเมโซเนียนาน 7 – 10 วัน เหมือนแอดมิทอยู่โรงพยาบาลก็ว่าได้ เพื่อให้นกทุกตัวที่ปากมีปัญหา ได้กลับไปใช้ชีวิตปกติสุขอย่างที่ควรจะเป็น

เรื่องเล่าสัตว์แปลกของคนรักสัตว์ ผู้ผันตัวจาก ป.โท MBA มาเรียนสัตวแพทย์ตอนอายุ 28 เพื่อรักษาสัตว์ที่ผูกพันมาทั้งชีวิต
เรื่องเล่าสัตว์แปลกของคนรักสัตว์ ผู้ผันตัวจาก ป.โท MBA มาเรียนสัตวแพทย์ตอนอายุ 28 เพื่อรักษาสัตว์ที่ผูกพันมาทั้งชีวิต

“เมื่อก่อนไม่คิดว่าจะมีเยอะ คิดว่ามีนิดเดียว แต่กลายเป็นว่าเคสเยอะมาก ต่อคิวกันยาว 6 เดือน คนที่พานกมาทำปาก เขาร้องไห้ เสียใจมาก พอวันที่เขาได้น้องกลับ ก็ร้องไห้อีก เพราะดีใจมาก

“เคสกลับไปแล้ว เรายังนั่งยิ้มอยู่คนเดียว ดูคลิปจากแม่ ๆ ว่าเด็ก ๆ ใช้ชีวิตยังไง เปลี่ยนไปแค่ไหน หมอได้คำอวยพร ได้กำลังใจเยอะมาก เวลาเราทำงานเหนื่อย พอเจอความรู้สึกแบบนี้มันหายเหนื่อยนะ งานเรามีค่ามากกว่าเงินที่ได้เสียอีก เหมือนเป็นพลังให้เราได้ช่วยต่อไปเรื่อย ๆ

“มีคนพูดเยอะแยะมากว่า ทำฟรีต้องใช้ของไม่ดีชัวร์เลย บอกเลยว่าไม่ใช่สำหรับหมอ เพราะเราอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ให้อะไรกลับคืนสู่สังคม”

หมอหมูเล่าว่า มีเจ้าของเดินทางมาไกลจากทั่วทุกภาคในประเทศ ขับรถมาจากเชียงใหม่ อุบลราชธานี หรือกระบี่ก็มี เจอเคสยาก ๆ จนนั่งคุยกับทีมว่าจะทำได้ไหมก็บ่อยครั้ง แต่ต้องลองดูสักตั้ง แก้โจทย์ปัญหาที่ว่ายากให้ทำได้ขึ้นมา สมกับความตั้งใจของพ่อแม่ที่อยากให้นกน้อยกลับไปหายดี สถิติตั้งแต่ทำมาจึงยังไม่มีเคสไหนที่ไม่ฟื้น

แต่ปัญหาหนึ่งที่พบเจอบ่อย คือ เจ้าของจะไม่กล้าเล่ารายละเอียดให้ฟังทุกอย่างเพราะกลัวหมอดุ ในมุมหมอคือยิ่งได้ข้อมูลเยอะ ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อการรักษา การสร้างบรรยากาศที่ดีและพูดคุยตามประสาคนเลี้ยงสัตว์เหมือนกัน จึงเป็นทางออกของเรื่องนี้ที่หมอหมูใช้เป็นประจำ

ความใส่ใจของหมอสัตว์ประหลาดนี้เอง ทำให้เขาเป็นหมอที่ใช้เวลาตรวจนานและอธิบายยาวมาก หมอแต่ละคนมีลักษณะนิสัยแตกต่างกันไปก็จริง บางคนพูดเยอะ บางคนไม่ชอบพูด แต่หมอหมูเลือกที่จะให้ความรู้โดยไม่กั๊ก เพื่อให้เจ้าของกลับไปดูแลเด็ก ๆ ที่บ้านได้อย่างถูกวิธี

เรื่องเล่าสัตว์แปลกของคนรักสัตว์ ผู้ผันตัวจาก ป.โท MBA มาเรียนสัตวแพทย์ตอนอายุ 28 เพื่อรักษาสัตว์ที่ผูกพันมาทั้งชีวิต

เรื่องไม่หมู

ก่อนที่หมอทุกคนจะรักษาสัตว์พิเศษ จะต้องรักษาสุนัขและแมวได้เป็นพื้นฐาน หัตถการบางอย่างของพวกมันใหญ่กว่าสัตว์เล็กจนคาดเดาไม่ได้ เช่น การแทงเส้นขนาดเล็กเท่าเส้นผมเพื่อเจาะเลือดนก ต้องใช้กล้องหรือแว่นขยายในการทำงาน ไม่มีโอกาสพลาดแม้แต่ครั้งเดียว พื้นที่การทำงานก็ค่อนข้างเล็ก ต้องอาศัยความละเอียดอ่อนและสมาธิเป็นอย่างมาก วัสดุอุปกรณ์ก็ไม่เอื้ออำนวยทั้งหมด เพราะส่วนมากถูกออกแบบมาให้สุนัขและแมว

หมอจึงต้องรับบทเป็นนักประดิษฐ์ในหลาย ๆ เคส อย่างเต่าเดินไม่ได้ ก็ต้อง DIY ล้อให้สไลด์ไปแทน หรือปลาที่ตัวจม ไม่ลอยน้ำ ก็ต้องทำห่วงยางติดเอาไว้ที่หลัง แม้กระทั่งการประยุกต์ใช้ผ้าปิดปากที่เราใส่กันอยู่ทุกวัน ทำเป็นเปลช่วยพยุงให้กับนกที่กำลังเข้าเฝือก พอมีเพจเป็นช่องทางในการสื่อสาร พ่อ ๆ แม่ ๆ ก็ทำตามได้สบาย

แต่การเป็นหมอย่อมไม่พบแต่ความสุขสมหวังเป็นธรรมดา ไม่ได้มีแต่รอยยิ้มหรือน้ำตาแห่งความปลื้มปิติ เราขออนุญาตถามหมอหมูต่อว่า คนที่มีสัตว์เลี้ยงอยู่ในทุกช่วงเวลาของชีวิตอย่างเขา รับมือกับความสูญเสียระหว่างทางอย่างไร

“เมื่อก่อนเรารู้สึกแย่มาก คนในสายงานนี้ต้องทำใจให้ได้ แต่ไม่ใช่ไม่มีหัวใจนะ เพราะว่าทุกครั้งเราต้องรู้ตัวว่า เราไม่ใช่เทวดาที่จะช่วยได้ทุกชีวิต แต่สำหรับทุกชีวิตที่รอดได้ เขาก็ควรจะต้องรอด

“ในบางกรณีที่เรามองว่า น้องสุขภาพดีพอที่จะวางยาสลบ แต่น้องกลับไม่ฟื้นขึ้นมา แบบนี้เหมือนฟ้าผ่าเราเลย ทั้งหมอ ทั้งทีม เรารู้สึกแย่มากทุกคน แต่ต้องบอกว่ามันเหมือนเครื่องบินตก เราไม่รู้ว่าเครื่องบินจะตกเมื่อไหร่ แต่ถ้าตกก็ตก ซึ่งมันก็ไม่ได้ตกบ่อย

“แต่พอเอาเข้าจริง ถ้าเป็นสัตว์ของตัวเองที่ต้องผ่าตัด หมอก็ให้คนอื่นทำให้นะ (หัวเราะ) หมอไม่ทำเอง เรากลัวมากเวลาเป็นลูกเรา รู้สึกประหม่าและกังวล ตัดสินใจเลยว่าถ้าเป็นลูกเรา ก็ให้รุ่นน้องหรือเพื่อนช่วยผ่าให้ที”

หมอหมูมองว่า ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาจะเป็นประสบการณ์ที่ทำให้ระมัดระวังมากขึ้น มีหลายครอบครัวยินยอมให้ชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง กลายเป็นองค์ความรู้ช่วยเหลือสัตว์ตัวต่อ ๆ ไปได้ทันเวลา ปัจจุบันโรงพยาบาลสัตว์อเมโซเนียเองก็มีโครงการประสานงานกับมหาวิทยาลัย นำร่างน้องที่เสียชีวิตไปเป็นอาจารย์ใหญ่ให้นักศึกษาสัตวแพทย์ได้ใช้เรียน

“คนที่จะมาเป็นหมอรักษาสัตว์ ต้องมีจิตใจที่เมตตาก่อน ต้องมีความรู้สึกอยากช่วยเป็นที่ตั้ง เราก็มีคิดเรื่องเงินนะ แต่จุดยืนของเราคืออะไร เราอยากทำเพื่อธุรกิจ หรือคิดว่าเราอยากอุทิศตัว ช่วยทั้งเจ้าของและตัวสัตว์ มันเป็นคนละแบบ

“อาชีพเราไม่ได้เงินเยอะ ถ้าอยากได้ มีอีกหลายอาชีพที่ง่ายกว่า สบายกว่า อยากให้เข้ามาเป็นหมอเพื่อช่วยสัตว์จริง ๆ”

ก่อนจากกัน เราชวนให้หมอสัตว์ประหลาดผู้อุทิศตนทิ้งท้ายสั้น ๆ ว่า อะไรคือความพิเศษของสัตว์ชนิดพิเศษที่เขารักและหลงใหลมาทั้งชีวิต

“หมอก็ไม่รู้ใครให้คำจำกัดความคำว่า ‘เอ็กโซติก’ สำหรับหมอ มันก็ไม่ได้พิเศษกว่าสัตว์ชนิดอื่น ทุกสัตว์มีความน่ารักในตัวเองเหมือนกัน นกก็คือนก ปลาก็คือปลา กระรอกก็คือกระรอก กระต่ายก็คือกระต่าย อยากให้ใช้คำว่า ‘สัตว์เลี้ยง’ มากกว่าด้วยซ้ำ เพราะความพิเศษของพวกมัน ก็คือความธรรมดานี่แหละ”

เรื่องเล่าสัตว์แปลกของคนรักสัตว์ ผู้ผันตัวจาก ป.โท MBA มาเรียนสัตวแพทย์ตอนอายุ 28 เพื่อรักษาสัตว์ที่ผูกพันมาทั้งชีวิต

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load