“ผมรู้สึกว่าตัวเองค่อนข้างชายขอบกับการเป็นนักแสดงในเจเนอเรชันนี้ เรารู้สึกว่าไม่ใช่ตัวตึงของยุคสมัย เราจะอยู่ระดับล่างๆ”
นั่นคือประโยคแรกๆ ที่ เอม-ภูมิภัทร ถาวรศิริ พูดในบทสัมภาษณ์หนึ่ง
ชายที่พูดอย่างนั้นมีอายุ 31 ปีในตอนนั้น และมีผลงานการแสดงที่คนพูดถึงสะสมอยู่หลายชิ้น — แต่ดูเหมือนเขายังไม่มั่นใจว่าตัวเองอยู่ตรงไหนในวงการ
การที่คนเก่งบางคนมองตัวเองแบบนั้นได้อาจฟังดูแปลก แต่ถ้าได้ติดตามงานของเอมมาสักพัก จะเข้าใจว่านั่นไม่ใช่ความถ่อมตัวเกินจริง แต่เป็นวิธีที่เขาสำรวจตัวเองและงานที่ทำอย่างตรงไปตรงมา
จากนิเทศศิลป์สู่หน้าจอ

เอม ภูมิภัทร ถาวรศิริ เกิดปี 2536 จบการศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาวิชานิเทศศิลป์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
นิเทศศิลป์ไม่ใช่สาขาที่บังคับให้ต้องแสดงหนัง แต่ชีวิตมหาวิทยาลัยของเขาส่วนใหญ่หมดไปกับการวนเวียนอยู่กับเพื่อนที่เรียนถ่ายภาพและเรียนฟิล์ม ความใกล้ชิดกับคนทำสื่อนั้นแหละที่เปิดประตูให้เขาเริ่มรับงานการแสดง
ก่อนจะมาเป็นนักแสดงอย่างจริงจัง เอมเป็นที่รู้จักในฐานะ นายแบบ มีผลงานถ่ายแบบแฟชั่นมากมาย และรับงานแสดงมิวสิกวิดีโอให้วงดนตรีหลายวง ซึ่งสะท้อนว่าเขาคือคนที่อยู่ตรงจุดตัดระหว่างวัฒนธรรมดนตรีและหนัง
เอมเป็นแฟนรายการ Cat Radio มาตั้งแต่ยุคปลาย 2000 ไปงาน Cat Expo ทุกปี ชอบมูราคามิ เคยตั้งวงดนตรีกับเพื่อนชื่อวง “เก็จมุกดา 138” เล่นแนวนอยส์แจ๊สในปีแรก แล้วเปลี่ยนมาเล่นโพสต์ร็อกคัฟเวอร์ — ทั้งหมดนั้นคือภาพของคนที่มีรสนิยมชัดเจนและใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งที่ตัวเองชอบก่อนที่การแสดงจะกลายเป็นอาชีพ
เค บทบาทที่เปลี่ยนทุกอย่าง
ปี 2564 เอมรับบท “เค” รุ่นพี่ว้ากสุดโหด ในซีรีส์ เด็กใหม่ (Girl from Nowhere) ซีซั่น 2 ตอน “รับน้อง” (Sotus)
บทนี้ไม่ใช่บทพระเอก ไม่ใช่บทฝ่ายดี มันคือตัวแทนของวัฒนธรรมว้ากที่ใช้อำนาจกดขี่รุ่นน้อง — ตัวละครที่คนดูส่วนหนึ่งควรเกลียด แต่ก็ต้องเข้าใจ เพราะซีรีส์พยายามถามว่าคนอย่างเค ถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร
เอมรับบทนั้นและ “เค” กลายเป็นหนึ่งในตัวละครที่โดดเด่นที่สุดในซีรีส์ทั้งซีซั่น คนดูพากันสงสาร สะใจ และสมเพชไปพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นความสำเร็จในแบบที่ไม่ง่ายเลยสำหรับนักแสดง — การทำให้คนรู้สึกหลายอย่างพร้อมกันกับตัวละครเดียว
หลังจาก “รับน้อง” ออนแอร์ ผู้ติดตาม Instagram ของเขาพุ่งจาก 62,000 เป็นหลักแสนในเวลาสั้น นั่นคือสัญญาณที่ชัดเจนว่าคนเห็นเขาแล้ว
นักแสดงที่คิดในแบบนักเขียน
สิ่งที่ทำให้เอมต่างจากนักแสดงร่วมยุคหลายคนคือเขาเป็น นักเขียน ด้วย
เขาตีพิมพ์นวนิยายและเป็นที่รู้จักในแวดวงวรรณกรรมไทยในฐานะนักเขียนฝีมือดี ซึ่งทำให้วิธีที่เขาเข้าหาบทบาทต่างๆ มีความลึกในแบบที่ต่างออกไป — เขาไม่แค่ “เล่น” ตัวละคร แต่ “อ่าน” มัน เข้าใจแรงจูงใจ ความขัดแย้งภายใน และเหตุผลที่ทำให้ตัวละครนั้นเป็นแบบนั้น
ในบทสัมภาษณ์หนึ่ง เขาพูดถึงมูราคามิว่า “เวลาอ่านงานของมูราคามิ เราจะสงสัยถึงความมีอยู่จริงหรือไม่มีอยู่จริงตลอดเวลา ซึ่งเราชอบเซนส์แบบนั้นเวลาได้อ่าน”
ความชอบในสิ่งที่ “อยู่ระหว่างจริงกับไม่จริง” นั้นปรากฏอยู่ในการเลือกรับงาน เขามักสนใจบทที่มีความซับซ้อน บทที่ตัวละครไม่ได้ดีหรือเลวอย่างชัดเจน บทที่ต้องการการตีความมากกว่าแค่การแสดงออก
ปีที่แปด เมื่อต้นไม้เริ่มออกดอก
ในปีที่แปดของอาชีพนักแสดง เอม ภูมิภัทร ถาวรศิริ มีผลงานที่ได้รับการพูดถึงพร้อมกันหลายชิ้น
วัยหนุ่ม 2544 ภาพยนตร์ที่พาเขาคว้ารางวัล นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม จากสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทยครั้งที่ 14 เป็นหนังที่เล่าถึงความทรงจำในยุค 2000 ซึ่งการที่เขาได้รับรางวัลนี้ยืนยันสิ่งที่คนที่ติดตามงานเขามาตลอดรู้อยู่แล้ว ว่าเขาแสดงได้ดีมาก และตอนนี้วงการเริ่มเห็นแล้ว
การุณยฆาต ซีรีส์ทางช่องวัน31 ที่แตะประเด็นสิทธิการตาย ความเห็นอกเห็นใจ และขีดจำกัดของความรัก เป็นอีกบทบาทที่เขาต้องแบกรับน้ำหนักของบทที่ยากทั้งในแง่อารมณ์และจริยธรรม
HOMEROOM ซีรีส์ที่ทำให้คนรู้จักมิติอีกด้านของเขา
บ้าน ความรัก ความตาย
สามคำที่ปรากฏซ้ำในงานของเอมมาตลอดคือ บ้าน ความรัก และความตาย
ในช่วงโควิดที่ทุกคนต้องกักตัวอยู่บ้าน เขาพูดถึงการค้นพบความหมายของ “บ้าน” ใหม่ — ไม่ใช่แค่สถานที่อยู่อาศัย แต่คือพื้นที่ที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวเอง บทบาทในงานหลายชิ้นของเขาวนเวียนอยู่กับธีมนี้ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่
ความรักในมุมมองของเอมไม่ได้จำกัดแค่เรื่องเพศหรือรูปแบบของคู่รัก เขาเคยพูดว่าความรักสำหรับเขาคือเรื่องของสองวิญญาณ ไม่ใช่เรื่องของร่างกาย “สิ่งดีๆ ในชีวิตจะเกิดกับเราส่วนมากมันมักจะพอดี” เขาบอก ซึ่งสะท้อนทั้งมุมมองต่อความรักและทัศนคติต่อชีวิตโดยรวม
และความตาย — ซีรีส์การุณยฆาตทำให้เขาต้องคิดอยู่กับคำถามที่ว่า “การตายอย่างสงบในเวลาที่เลือกได้คืออะไร” ซึ่งไม่ใช่คำถามที่มีคำตอบง่ายๆ และไม่มีงานศิลปะที่ดีชิ้นไหนบอกว่ามี
ชายขอบที่เลือกเป็นชายขอบ

เอม ภูมิภัทร ถาวรศิริ นิยามตัวเองว่าเป็น “นักแสดงชายขอบ” — คนที่ไม่ได้อยู่กระแสหลัก ไม่ใช่ดาราที่ถูกพูดถึงในทุกบทสนทนา แต่เป็นคนที่สร้างงานที่มีคนตามหาเพราะคุณภาพ ไม่ใช่เพราะกระแส
แต่ถ้าสังเกตดู “ชายขอบ” ที่เขาอธิบายนั้นไม่ได้หมายความว่าถูกมองข้าม มันหมายความว่าเขาเลือกอยู่ในพื้นที่ที่ทำให้เขายังเป็นตัวเองได้ — เลือกงานตามที่ตัวเองสนใจ ไม่ใช่ตามที่ตลาดต้องการ รับบทที่ยากและน่าสนใจมากกว่าบทที่ทำให้โด่งดังในระยะสั้น
ปัจจุบันเขายังดูแลตำแหน่ง เลขานุการสมาคมนักแสดงแห่งประเทศไทย ด้วย ซึ่งบอกว่าเขามองวงการในฐานะระบบที่ต้องดูแลและพัฒนา ไม่ใช่แค่พื้นที่แข่งขัน
“สิ่งที่เราเชื่อต่างหากที่นิยามตัวเรา”
ประโยคนี้มาจากบทสัมภาษณ์ที่ถามว่าเขานิยามตัวเองว่าอะไร
มันเป็นคำตอบที่ดีกว่าการบอกว่า “ผมเป็นนักแสดง” หรือ “ผมเป็นนักเขียน” เพราะมันพูดถึงสิ่งที่อยู่ลึกกว่าอาชีพ — ว่าคนเราถูกกำหนดโดยสิ่งที่ตัวเองเชื่อและยึดถือ ไม่ใช่ตำแหน่งงานที่อยู่บนนามบัตร
เอมเชื่อว่าความ Empathy สำคัญ เขาพูดถึงการพยายามเป็นพลเมืองที่มีความเห็นอกเห็นใจต่อคนอื่นมากขึ้น รวมถึงการมองแม้กระทั่งศัตรู “ด้วยความเข้าใจ เพราะนั่นแหละจะทำให้รู้วิธีที่ดีที่สุดในการเอาชนะ”
มุมมองแบบนั้นปรากฏในงานของเขาเสมอ ตัวละครที่เขารับบทไม่เคยเป็นแค่ “คนดี” หรือ “คนเลว” แต่เป็นคนที่มีเหตุผลของตัวเองในการทำสิ่งที่ทำ
ปีที่แปดและปีที่ยังมาไม่ถึง
เอม ภูมิภัทร ถาวรศิริ ชีวิตนักแสดงที่เริ่มผลิดอกออกผลในปีที่แปด” เป็นชื่อบทความหนึ่งที่เขียนถึงเอม
มันเป็นชื่อที่ดีเพราะมันพูดถึงความอดทนที่ต้องใช้ก่อนที่สิ่งที่ทุ่มเทจะเริ่มปรากฏผล และยังบอกด้วยว่านี่ไม่ใช่ความสำเร็จที่เกิดขึ้นเพราะโชค แต่เป็นผลจากการทำงานในแบบที่ตัวเองเชื่อมาอย่างยาวนาน
เอมยังไม่ใช่ดาราที่คนทั่วไปท่องชื่อได้ทันที แต่เขาเป็นนักแสดงที่คนที่ดูงานดีๆ รู้จักและรอดูว่าจะทำอะไรต่อ
ความแตกต่างระหว่างสองอย่างนั้นไม่ใช่เรื่องน้อย
ก่อนจบ ตรงไปตรงมา
ถ้าจะสรุป เอม ภูมิภัทร ถาวรศิริ ในไม่กี่ประโยค มันอาจเป็นแบบนี้
ชายหนุ่มจากลาดกระบัง ที่ชอบมูราคามิ ฟัง Cat Radio เป็นนักเขียนและนักแสดง รับบทที่ยากและน่าสนใจมากกว่าบทที่ทำให้ดัง มองตัวเองเป็นชายขอบ แต่งานของเขาค่อยๆ เดินเข้าสู่ใจกลาง
และที่สำคัญที่สุด เขายังคงเชื่อในสิ่งที่เชื่อ และนั่นยังเป็นสิ่งที่นิยามเขาอยู่
เอม-ภูมิภัทร ถาวรศิริ | เกิดปี 2536 | จบ นิเทศศิลป์ KMITL | IG: @aelmsleep | ผลงาน: เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (บท เค), วัยหนุ่ม 2544, การุณยฆาต, นคร-สวรรค์, ขุนพันธ์ 3, Sleepless Society ตอน ลวง ละเมอ รัก | รางวัล: นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทยครั้งที่ 14 (วัยหนุ่ม 2544)
