“ความสุขของเราจะเป็นยังไง ถ้าแก่ขึ้นแล้วมีความสนุกน้อยลง” 

คำพูดข้างต้นนี้ ไม่ใช่ข้อสงสัยของ The Cloud 

แต่เป็นสิ่งที่ ป้อง-ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์ เอ่ยถามรุ่นใหญ่ของวงการอย่าง ดู๋-สัญญา คุณากร และ ปิ๊บ-รวิชญ์ เทิดวงส์ ในกองถ่ายละครเรื่อง สายรุ้ง

หากมองในมุมคนดู พระเอกที่ชื่อ ป้อง ณวัฒน์ ก็คงเป็นคนสนุกสนาน มั่นใจ ติดตลกนิดหน่อย คล้าย ๆ บทบาทคนเจ้าชู้ที่เขามักเล่น 

สิ่งที่ The Cloud สงสัย คือนอกเหนือจากที่กล่าวมา เราต่างรับรู้เรื่องราวของป้องนอกจอแก้วน้อยมาก 

ไม่ต้องยกตัวอย่างที่ไหนไกล จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าเขาเคยทำงานเป็นเศรษฐกรในกระทรวงการคลังมาก่อน และชื่นชม คีอานู รีฟส์ (Keanu Reeves)เป็นไอดอล ถึงขนาดตัดผมตามมาแล้ว

แม้ป้องจะย้ำหลายครั้งว่า ชีวิตของเขาราบเรียบ ธรรมดา บทสนทนาในวันนี้ก็มีทั้งเสียงหัวเราะสลับเสียงแอร์ดังหึ่ง มีทั้งคำถามที่ป้องตอบได้อย่างฉับไว มีทั้งคำตอบที่เขาใช้เวลานิ่งคิดไปนาน เมื่อถามถึงชีวิตในวัยต้องเปลี่ยนผ่านอีกครั้ง จากคนที่เคยมีกรอบไว้ให้ข้ามเส้นเพียงเท่านั้น และการแต่งงานมีครอบครัวดูจะไกลเกินฝัน

ไม่มีใครรู้หรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต – ป้องก็เช่นเดียวกัน 

แต่ภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เศรษฐศาสตร์คงสอนให้เขาดื่มด่ำวันเวลาได้อย่างพึงพอใจสูงสุดในทุกวัน 

นี่คืออดีตและปัจจุบันของ ป้อง ณวัฒน์ ที่เราอยากให้คุณรู้

ชีวิตติด Midlife Crisis ของ ป้อง ณวัฒน์ อดีตนักเศรษฐกรผู้ฝันอยากเป็น คีอานู รีฟส์ เมืองไทย
ชีวิตติด Midlife Crisis ของ ป้อง ณวัฒน์ อดีตนักเศรษฐกรผู้ฝันอยากเป็น คีอานู รีฟส์ เมืองไทย

Active Income

กว่า 20 ปีในวงการบันเทิง เราไม่ค่อยเห็นคุณให้สัมภาษณ์จริงจังเลย ทั้งที่คุณคุยเก่งมากนะ เป็นเพราะอะไร 

คุยเก่งครับ คุยได้ สัมภาษณ์ได้ แต่ถ้าจะตอบแบบจริง ๆ เลยคือผมไม่รู้จะเล่าอะไร เพราะรู้สึกว่าเป็นคนที่ชีวิตราบเรียบ ปกติ ไม่ได้มีวีรกรรมอะไร ไม่คิดว่าจะมีใครสนใจชีวิตผม เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง

ทำไมคุณถึงมองว่าชีวิตตัวเองไม่น่าสนใจ

ชีวิตผมราบเรียบ เรียนชายล้วนที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล เอนทรานซ์คณะเศรษฐศาสตร์ ทำงานเป็นเศรษฐกร ก็เป็นไปตามสเต็ปปกติ ไม่ได้หวือหวา เวลาฟังเรื่องคนอื่นรู้สึกสนุกมาก มีนั่นมีนี่ เรามานั่งคิดกับตัวเองว่า เราไม่มีอะไรเลยนี่หว่า เวลามีใครมาเชิญไปเล่าเกี่ยวกับตัวเองก็ไม่รู้จะเล่าอะไร

อยากฟังคุณเล่าเรื่องสมัยที่เป็นเศรษฐกร

ผมอยู่สำนักบริหารหนี้สาธารณะ ยุคนั้นงานเยอะเลย เพราะว่าเป็นวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 พอดี ที่เราได้เงินกู้จาก IMF ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าสำนักบริหารหนี้สาธารณะ หนี้สาธารณะก็คือหนี้ของประเทศที่เราแบกกันอยู่ทุกคน เราได้เงินกู้มาแต่ละอย่างมันจะมีเงื่อนไขของมันอยู่ ผมเข้าไปทำประมาณปีเดียว ได้ทำ Chiller Replacement Project คือมาเปลี่ยนเครื่องทำความเย็นเพื่อสิ่งแวดล้อม เป็นเงินกู้ที่ไม่มีดอกเบี้ยด้วย ซึ่งปกติเงินกู้จะมีดอกเบี้ยสูงมาก ถ้าคุณกู้มาทำ Infrastructure ทำถนน ไฟฟ้า ลงทุนเพื่อสาธารณูปโภค แต่นี่เป็นเงินกู้ที่ไม่มีดอกเบี้ย ก็ได้ทำโปรเจกต์นี้จนเสร็จ ถือว่าได้เป็นส่วนเล็ก ๆ ที่ทำให้โลกน่าอยู่ขึ้นนิดหนึ่ง

คุณจบ ป.ตรี จากคณะเศรษฐศาสตร์ เลือกต่อ ป.โท ในคณะเดิมอีก แล้วยังเลือกประกอบอาชีพเป็นเศรษฐกร คุณชอบอะไรในเศรษฐศาสตร์

มันเริ่มตอนเอนทรานซ์ ตอนที่เราเรียนเซนต์คาเบรียลก็ไม่ได้อะไรมาก วันที่จะเอนทรานซ์ค่อยมาคิด ช่วงนั้นยุค 90 วิศวะ นิเทศ ฮิตมาก คะแนนสูงมาก ส่วนหมอก็ฮิตตลอดเวลาอยู่แล้ว เราก็ไม่ได้เรียนเก่งมาก อยู่ในระดับกลาง ๆ วิศวะฮิตก็จริงแต่ตอนนั้นคิดว่าเราไม่อยากคิดเลขจนแก่ จะให้ไปเรียนนิเทศหรือรัฐศาสตร์ก็ไม่ค่อยชอบ แล้วบังเอิญมาเจอรุ่นพี่เจอญาติ ๆ ก็มาชวนว่าไม่สนใจเศรษฐศาสตร์หรือบริหารหรอ 

เป้าหมายของการบริหารคือ Max Profit ต้องการกำไรสูงสุดให้กับบริษัทแต่เป้าหมายของเศรษฐศาสตร์คือ Max Utility คือต้องการความพึงพอใจสูงสุด คอนเซ็ปต์ง่าย ๆ คือทำยังไงให้คนพึงพอใจสูงสุดภายใต้ทรัพยากรที่เรามีอยู่ ผมรู้สึกว่ามันดีนะ มันทำให้เรามีความสุขและจัดการทรัพยากรจำกัดให้ได้ผล 

เศรษฐศาสตร์เป็นคณะที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ ก่อนหน้าที่จะรู้จักเศรษฐศาสตร์ คุณบริหารจัดการชีวิตตัวเองได้ดีไหม

ผมเป็นเด็กอยู่ในกรอบปกติ ผมไม่เคยมีวีรกรรมเกกมะเหรกเกเร ไม่โดดเรียน เราสนุกกับการมาโรงเรียนด้วยซ้ำ เพื่อนเยอะมาก เฮฮา วัยรุ่นเราอาจจะติดหล่อบ้างตามประสา เวลาไปเรียนพิเศษที่สยาม เจอผู้หญิงก็ตื่นเต้นแล้ว คุยไม่เป็น เราอยู่ชายล้วนมาตลอด 

เป็นชีวิตธรรมดาของเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่ได้เกเรแล้วก็ไม่ได้เรียบร้อย ซึ่งตอนเด็กก็ยังไม่มีเป้าหมายในชีวิตเยอะ เศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ใช้ได้กับการจัดการทุกอย่างในชีวิตผม

คุณบอกว่าตัวเองอยู่ในกรอบมาตลอด แต่ในอินสตาแกรมของคุณเขียนไว้ว่า If you obey all the rules, you miss all the fun คุณได้คตินี้มาจากไหน

ก็แค่เอาขึ้นให้มันเท่ ๆ ไปอย่างนั้นแหละ (หัวเราะ) 

ได้มาจากรุ่นพี่คนหนึ่งเคยขึ้นเอาไว้ ผมรู้สึกว่ามันเจ๋งดี เพราะเราควรจะต้องหลุดนอกกรอบบ้าง แต่คำว่านอกกรอบของผมมันคือนิด ๆ หน่อย ๆ ไม่ใช่สุดโต่งเกินไป เราอยู่ในกรอบกันมาจนเคย ถ้าเราลองเลี้ยวไปบ้าง ได้ลองท้าทาย ได้เกเรนิด ออกนอกกรอบหน่อย มันก็น่าจะตื่นเต้นเร้าใจมากขึ้น

แล้วพอโตขึ้นมา เราก็จะรู้ว่ากฎทั้งหลายแหล่ที่อยู่ในสังคมมันตั้งโดยคน ซึ่งคนที่ตั้งก็อาจจะไม่ได้ฉลาดหรือเก่งไปกว่าคุณเลยก็ได้ ทำไมคุณถึงไม่ลองใช้ชีวิตนอกกรอบดูบ้าง

อย่างเรื่องแต่งงาน คนชอบถามผมทำไมไม่แต่งงาน มีลูก ผมมานั่งคิดว่า ใครเป็นคนคิดว่าต้องแต่งงานตอนอายุ 20 ปลาย ๆ 30 ต้น ๆ ต้องมีลูกตอนอายุเท่าไรถึงไม่แก่เกินไป 

แสดงว่าตอนนี้คุณยังไม่มีความคิดเรื่องแต่งงาน

แต่งได้ ถ้ารู้สึกว่าอยากอยู่กับเขา อยู่ด้วยแล้วมีความสุข ไม่ได้อยากแต่ง เพราะมึงแก่แล้วนะเว้ย เดี๋ยวมีลูกไม่ทันใช้ เพื่อนมึงแต่งกันหมดแล้วนะ แบบนี้ผมว่าไม่ใช่ ซึ่งใครเป็นคนกำหนด 

อย่างที่บอก เศรษฐศาสตร์สอนให้เรารู้ว่าความพึงพอใจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราทำแบบที่เราชอบก็พอแล้ว

ชีวิตติด Midlife Crisis ของ ป้อง ณวัฒน์ อดีตนักเศรษฐกรผู้ฝันอยากเป็น คีอานู รีฟส์ เมืองไทย

Win-Win Situation

ชีวิตของคุณเริ่มออกนอกกรอบเมื่อไร

อาจจะเป็นตอนฝึกการแสดง จริง ๆ นะ 

เมื่อก่อนตอนทำงานปกติ ผมไม่ได้อยู่ในกรอบมาก แต่ก็ไม่กล้าฉีกออกมาเยอะ อย่างการแสดงก็เป็นอะไรที่ไกลตัวผมมากเลย เวลาออดิชัน เวลาเรียนการแสดง เราต้องกล้าแสดงออกเยอะ ๆ ต้องฉีกกรอบตัวเองมาก แรก ๆ เราอายมาก ไม่กล้าทำเลย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่อยู่ตรงนั้นแล้วคนมาดูเรา อาจารย์มาดู ผู้บริหารมาดู คู่แสดงเราก็อยู่ตรงนี้แล้ว บางทีเราก็ต้องกลั้นเอาไว้ ลองดูสักครั้ง ถึงจะต้องฝืนตัวเองบางครั้งก็ตาม บางคนที่เขาเป็นคนสนุกสนาน Born to be เขาก็คงคิดว่าไม่เห็นยากเลย แต่สำหรับเรา กว่าจะกะเทาะเปลือกไข่ตรงนั้นออกมาได้ก็ใช้เวลาอยู่เหมือนกัน

ตอนไหนที่คุณรู้สึกหลงรักอาชีพนักแสดง

ทุกวันนี้ตื่นเช้าไปกองผมรู้สึกมีความสุข บางคนบ่นเหนื่อยจัง ขี้เกียจจัง ไม่สนุกเลย แต่ผมยังสนุกอยู่ ผมชอบการทำอะไรเป็นทีมมาก ชอบความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ผมจะซึ้งกับอะไรพวกนี้มาก เวลาดูหนังรักก็เลยไม่ค่อยอิน แต่ถ้าดูหนังเกี่ยวกับเพื่อนหรือกีฬาแม่งโคตรอิน (หัวเราะ) เมื่อก่อนหนังเรื่อง Remember the Titans สนุกมากนะ เกี่ยวกับอเมริกันฟุตบอล 

แล้วผมเคยทำงานออฟฟิศมาก่อนก็ยังไม่สนุกเท่านี้ ตื่นเช้าเวลาเดิม นั่งโต๊ะตัวเดิม ต่อให้เลื่อนยศ ได้มีห้องส่วนตัว แต่ผมว่ามันไม่ใช่ชีวิต 

ถ้าไม่เจออาชีพนักแสดง คิดว่าทุกวันนี้คุณจะยังอยู่ในแวดวงเศรษฐศาสตร์อยู่ไหม

อาจจะไม่ เพราะตอนที่ทำงานอยู่รู้สึกว่าคนเก่งเยอะเหลือเกิน เราอาจจะไม่รุ่งทางนี้ก็ได้ 

ประเด็นของการทำงานคือความสุขมากกว่า มันไม่ได้สนุกมากแต่มันก็ไม่ได้แย่ เราเองก็ทำได้ แต่ผมรู้สึกว่ามันต้องสนุกว่ะ ตื่นมาต้องรู้สึกอยากทำมัน ไม่ใช่ทำก็ได้ เพื่อเงิน เพื่อความก้าวหน้า เพราะถ้าคิดแบบนั้นกว่าจะมีความสุขไม่ต้องอายุ 50 – 60 หรอ เราควรมีความสุขระหว่างทางในทุก ๆ วันรึเปล่า

ตอนที่เป็นนักแสดงแรก ๆ มองตัวเองในเส้นทางสายนี้ไว้ยังไงบ้าง คิดไหมว่าจะโด่งดังขนาดนี้

โอ้โห ไม่เลย จากคนอยู่ในกรอบเรียนหนังสือปกติ ตอนเริ่มแรกมันก็ไกลตัวมากเลย เมื่อก่อนจะเป็นแมวมองเดินเอานามบัตรมาให้ตามห้าง ผมก็เคยได้อยู่เหมือนกันนะ (หัวเราะ) ละครเรื่องแรกที่เล่นคือ เลือดหงส์ ก็ยังคิดในใจอยู่เลยว่าจะมีเรื่องต่อไปรึเปล่าวะ เราก็ไม่ได้เล่นดีขนาดนั้น ถ้ามองย้อนไปจนถึงตอนนี้ เออ ก็ไม่น่าเชื่อว่าผมมาได้ถึงตรงนี้นะ

คุณคงรู้อยู่แล้วว่า ผู้คนขนานนามให้คุณเป็นเจ้าชายแห่งวงการนอกใจเมีย คิดว่าทำไมถึงมีแต่บทบาทแนวนี้เข้ามาหาคุณ

คือสื่อมีอิทธิพลกับคนมากนะ ผมเล่นละครมาหลายเรื่อง หลายบทบาท ต้องยอมรับว่าบทที่เมียเยอะ ๆ ดังมาก เรตติ้งดีมาก เช่น สงครามนางฟ้า ขุนแผน เมีย 2018 เป็นเรื่องที่มีเมียเยอะทั้งนั้นเลย เราก็ต้องทำตามตลาด บางครั้งคนเจอผมตามท้องถนน ก็คิดไว้เลยว่าผมเจ้าชู้กับมีแฟนเยอะ ซึ่งมันไม่จริง 

บางคนในจอดี๊ดี เจอข้างนอกแย่มาก มีเยอะแยะตามข่าว ถ้าอยากรู้จริง ๆ ก็มานั่งคุยกันแบบนี้สักชั่วโมงแล้วจะรู้ว่าเราเป็นยังไง แต่เราก็มองในแง่ดีว่า โอ๊ย เราคงเล่นดีมั้ง เขาเลยเชื่อมาถึงในชีวิตจริง คิดว่าเราเจ้าชู้ 

ถ้าให้ตั้งฉายาให้ตัวเอง คุณจะเป็นเจ้าชายแห่งวงการอะไร

(หัวเราะ) ไม่มีหรอก การเป็นเจ้าชายมันต้องเป็นเบอร์ 1 ของวงการนั้น ๆ ไม่ใช่หรอ

ลองสมมติ

ผมอยากเป็น คีอานู รีฟส์ เมืองไทย (หัวเราะดัง) 

ผมชอบคีอานูมาก เขาเป็นคนที่ไม่เคยได้รางวัลทางการแสดงเลย ไม่เคยได้ออสการ์ เหมือน ทอม ครูซ (Tom Cruise) ที่ไม่เคยได้อะไรเลย แต่เขาเล่นหนังดังทุกเรื่อง แล้วภาพลักษณ์ก็ดี เป็นคนติดดิน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นอิทธิพลจากสื่อด้วยรึเปล่า แต่เท่าที่เรารับรู้ คือเขาเข้าถึงง่าย เป็นที่นิยม แล้วก็หล่อด้วย

เมื่อก่อนตอนวัยรุ่นผมเคยไปตัดผมสกินเฮดทรง Speed (ภาพยนตร์ปี 1994 ที่โด่งดังมากของ คีอานู รีฟส์) ขุนแผน ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ตอนนั้นคิดอยู่ว่าจะเอาทรงผมแบบไหน ผมคงทำทรงแสกกลางแบบละครพีเรียดเรื่องอื่น ๆ ไม่รอด แล้วก็ขี้เกียจทำผมนาน ๆ ผมบอก พี่สันต์ ศรีแก้วหล่อ ผู้กำกับว่า “พี่ลองสกินเฮดให้ผมไหม แบบคีอานู” พี่สันต์พูดมาคำเดียวเลยว่า “ถ้ามึงคิดว่ารอดก็เอาเลย (หัวเราะ)”  บางครั้งเราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง อาจจะหล่อน้อยลง แต่ก็ต้องเปลี่ยน 

ชีวิตติด Midlife Crisis ของ ป้อง ณวัฒน์ อดีตนักเศรษฐกรผู้ฝันอยากเป็น คีอานู รีฟส์ เมืองไทย

Demand & Supply

ในชีวิตนักแสดง บทบาทไหนที่ส่งผลกระทบกับตัวคุณมากที่สุด

สงครามนางฟ้า กระทบในแง่ดีด้วย เพราะก่อนหน้านี้เล่นเป็นพระเอกแสนดีมาก รักเดียวใจเดียว พอมาเล่นเรื่องนี้ต้องเป็นพระเอกร้าย ๆ และฟีดแบ็กดีมาก ทำให้เราแจ้งเกิดในวงการ เรื่องนี้ได้ พี่ป้อน นิพนธ์ มาเป็นผู้กำกับ ผมได้เรียนรู้จากพี่ป้อนเยอะมากเรื่องการแสดง 

แล้วก็ส่งผลให้ผมได้ไปประเทศจีน มีช่องอันฮุย ดังเรื่องบันเทิง ละครต่างประเทศจะมาอยู่ช่องนี้ เหมือนเราดู เปาบุ้นจิ้น ที่ต้องมาพากย์เสียงไทยทับ เขาก็เอาละครผมไปหลาย ๆ เรื่อง คนพากย์เสียงผมก็ยังเป็นคนเดิม แล้ว สงครามนางฟ้า เนี่ยมันดังมาก จนกระทั่งมีโปรเจกต์ให้ผมไปเล่นละครที่เมืองจีน ก็เลยรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่มีผลกระทบกับชีวิตผมเยอะมาก และทำให้ผมได้แจ้งเกิดอีกครั้งที่เมืองจีน

กองถ่ายต่างประเทศมีความเหมือนหรือต่างกับไทยยังไง

บ้านเราเป็นละครแบบจันทร์-พุธ เรื่องหนึ่ง พฤหัส-อาทิตย์ เรื่องหนึ่ง แต่ที่นู่นสมมตินางเอกมาจากปักกิ่ง ผมมาจากเมืองไทย ตัวร้ายมาจากเซี่ยงไฮ้ ทุกคนหิ้วกระเป๋ามาอยู่ที่โรงแรมนี้ อยู่ที่เมืองนี้ด้วยกัน คิวถ่ายทุกวันจันทร์-อาทิตย์ จนเสร็จแล้วก็แยกย้าย ไม่เหมือนบ้านเราที่ถ่ายเสร็จก็กลับบ้าน ที่ต่างอีกก็คืองบเขาเยอะมาก ดูก็รู้เลยว่าโปรดักชันอลังการ 

ความกระตือรือร้นของนักแสดง ทีมงาน ความผูกพันในกอง คล้าย ๆ เมืองไทย รักกัน ช่วยเหลือกัน 

อาหารการกินก็ต่างหน่อย ผมเคยกินซุปหนึ่ง กิน ๆ ไปแล้วรู้สึกว่า เฮ้ย ซุปอะไรแปลก ๆ ลองไปดูในหม้อใหญ่ปุ๊บ โอโห กระดองเต่ามาเลย ผมก็บอกว่าคนไทยไม่กินเต่านะ เขาบอกว่า “Why? It’s a kind of fish. มันก็เป็นปลาชนิดหนึ่ง” 

เป็นประสบการณ์ที่ผมจำไม่ลืมเลย สนุกมาก การไปอยู่จีน 4 เดือน

คุณได้สกิลล์อะไรเพิ่มเติมกลับมาที่ไทยบ้าง

หนึ่ง ภาษาจีน พอพูดได้สื่อสารได้ 

สอง เราได้ประสบการณ์เรื่องการตรงต่อเวลา เช่น นางเอกทำงาน 8.00 น. เลิก 20.00 น. ผมเห็นกับตาเลยผู้กำกับเดินมาคุยกับเขาว่า ยังถ่ายไม่เสร็จ ขอถ่ายต่อได้ไหม เขาบอกว่า ไม่ได้ แล้วก็เก็บกระเป๋ากลับเลย ซึ่งเขาก็ไม่โกรธกัน เป็นมืออาชีพมาก ๆ 

ในเมืองไทยไม่มีทางนะ ยังไง ๆ ก็ต้องอยู่ หรือถ้าไปก็ต้องโดนด่าแน่ว่าไม่มีน้ำใจ แต่ที่นี่มันเป็นเรื่องปกติมาก เพราะเซ็นสัญญากันไว้ ประเทศเรายังมีความอะลุ่มอล่วย ผมมองว่ามันเป็นทั้งข้อดีและข้อไม่ดีที่ต้องปรับกันไป

แล้วบทบาทไหนที่ใกล้เคียงกับความเป็น ป้อง ณวัฒน์ มากที่สุด

คงเป็นบทคอเมดี้หน่อย ๆ ที่ไม่เครียด อย่างเรื่อง ซุป’ตาร์กับหญ้าอ่อน เล่นเป็นดาราอายุมากที่ยังไม่แต่งงานด้วย จนเรา เฮ้ย เขียนบทจากกูเหรอ (หัวเราะ) เวลาเข้าฉากละครที่เป็นคอเมดี้เบา ๆ ที่ไม่ได้ดราม่าเยอะก็ใช้ความเป็นตัวเองเข้าไปเล่นเยอะ เขาถามอะไรมาเราก็ตอบแบบนั้น สบาย ๆ เป็นธรรมชาติ 

จะได้เห็นอะไรใหม่ ๆ จากคุณบ้างในละครเรื่องล่าสุด สายรุ้ง

ใครเกิดทันละครตบจูบโบราณ อย่างที่ผมเคยเล่นก็เรื่อง เงาอโศก ผมว่า สายรุ้ง ก็เป็นละครแนวตบจูบ แต่เด็กรุ่นใหม่ถ้าดูละครตบจูบตอนนี้อาจจะรู้สึกเชย ไม่สมจริง 

โอ๋-คฑาเทพ ไทยวานิช ผู้กำกับนำเรื่องราวของ สายรุ้ง ที่ พี่แอน ทองประสม เคยเล่นมาเล่าใหม่ ให้มีความโมเดิร์น สนุกสนาน แต่มีกลิ่นอายของละครตบจูบยุคเก่าอยู่ ซึ่งมันยากนะที่จะเอาความเชย ความโบราณ มาปรับให้ทันสมัยและแซ่บขึ้น เป็นละครตบจูบเวอร์ชันปี 2022 อยากให้เด็กรุ่นใหม่ที่เกิดไม่ทันหรือคนที่เกิดทัน ลองมาดูว่าการนำเสนอแบบใหม่นี้มันเป็นยังไง

คุณเองถือว่าเป็นรุ่นพี่ในวงการ และที่ผ่านมาก็มักแสดงร่วมกับรุ่นน้อง แต่เรื่องนี้ต้องประกบกับรุ่นใหญ่ตัวจริงเสียเอง รู้สึกยังไงบ้าง

เรื่อง ซุป’ตาร์กับหญ้าอ่อน นางเอกอายุ 22 เอง บ้าบอมาก นักแสดงรุ่นใหม่คนอื่น ๆ เขาก็จะรู้สึกเกร็งที่ต้องเข้าฉากกับพี่ป้อง เช่นเดียวกันกับผมที่ต้องเข้าฉากกับพี่ดู๋-สัญญา คุณากร, พี่ปิ๊บ-รวิชญ์ เทิดวงส์, พี่บุ๋ม-ตรีรัก รักการดี ฯลฯ

อาหนิง-นิรุตติ์ ศิริจรรยา อาที่ผมเคารพมาก ผมเล่นกับแกเรื่องแรกคือทะเลริษยา ตอนนั้นก็เป็นเด็กวัยรุ่น เวลาเล่นแล้วพูดผิด ผมก็ขอโทษครับ เอาใหม่ได้ไหม อาหนิงพูดมาประโยคหนึ่งว่า “จะไปคิดอะไรมาก พูดผิดก็เทคใหม่ แค่นั้นเอง”

ผมรู้สึกว่า เออ มันแค่นี้เอง แล้วเขามีความเมตตาปราณีเรา น่ารักกับนักแสดงรุ่นใหม่ ๆ ผมก็เลยจำมาจนวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงรุ่นเล็กหรือนักแสดงใหม่ จะกี่เทปผมไม่เคยว่า ไม่เคยโกรธ เข้าใจเลย เพราะเราเคยเป็นอย่างนั้นมาก่อน เผลอ ๆ เราห่วยกว่าน้องคนนี้อีก ได้มาจากอาหนิงนี่แหละ แกไม่ได้สอนนะ แต่แกทำให้เห็น เรารู้สึกว่านักแสดงรุ่นพี่ รุ่นโตมันต้องทำกันอย่างนี้ พอละครเรื่องนี้มาเข้ากับพี่ดู๋ พี่ปิ๊บ ฯลฯ ก็ตื่นเต้นกดดัน แต่เขาก็ใจดีกันมาก จากที่เด็ก ๆ เคยเกร็งผม เรื่องนี้ผมก็มาเกร็งต่ออีกทีหนึ่ง (หัวเราะ)

คุณมีคำแนะนำอะไรให้กับนักแสดงรุ่นเล็กเวลาเข้าฉากด้วยบ้าง

คำแนะนำหลักผู้กำกับเป็นคนให้ แต่ถ้าน้องมาถามนอกรอบ ผมก็พยายามเอาจากประสบการณ์ที่เคยเจอ เพราะผมเชื่อเลยว่าตอนที่ผมเริ่มผมแย่กว่าเขา ผมไม่มีประสบการณ์ ไม่มีพรสวรรค์ ผมก็เลยเข้าใจปัญหาและเข้าใจสิ่งที่เขารู้สึก จะพยายามจินตนาการว่าตอนนั้นเราเป็นยังไงนะ เราต้องการคำแนะนำแบบไหน เราก็พยายามแนะนำแบบนั้น

ในต่างประเทศ มีดาราที่อยู่ในวงการนาน ประสบการณ์สูงหลายคนที่ยังได้รับบทเป็นพระเอก แต่ประเทศไทยดูไม่เป็นอย่างนั้น คุณคิดว่าทำไม

ทีมงาน นักแสดง โปรดักชัน ผู้กำกับ คนเขียนบท ของทั้งประเทศไทยมีฝีมือมาก แต่ไม่ว่าจะทำอะไรเราต้องทำตามตลาด ผมเคยเล่นละครเรื่องหนึ่งชื่อ กาหลมหรทึก เท่มาก สนุกมาก แต่เรตติ้งไม่ได้เลย คนไม่ชอบดู แล้วคนด่าละครไทยว่าอะไรบ้าง น้ำเน่า ตบจูบ เรตติ้งกลับดีและขายได้ เราก็ต้องทำตามตลาด 

ละครไทยจะยกระดับแค่ส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ คำถามคือทำไมสังคมยังต้องการละครแบบนี้อยู่ การศึกษา สภาพสังคม ทำให้รู้สึกว่าละครดีทำยาก ถึงวันนั้นผมก็คงรับบทเป็นพ่อ เป็นอะไรไป

ละครไทยมักจะมีแต่ละครชายหญิง หึงหวง ตบตี นักแสดงสวยหล่อ ตราบใดที่คอนเทนต์ของเรายังไม่ครอบคลุมด้านอื่น มันก็คงยากที่จะเป็นอย่างนั้น 

เมื่อก่อนช่อง 3 แข่งกับช่อง 7 ช่อง one31 ช่อง 5 ฯลฯ แต่ตอนนี้คู่แข่งของเราคือ สตรีมมิ่ง ซีรีส์เกาหลี ซีรีส์ต่างประเทศ ถ้าอยากให้คนกลับมาดูละครไทยก็ต้องทำให้มันเก่ง มันดี ถ้าอยากจะพัฒนาก็ต้องขยายพล็อตให้กว้างขึ้น นักแสดงหลากหลายมากขึ้น และตลาดต้องดูเรา 

ต้องยกระดับกันทั้งประเทศ แล้วของดี ๆ เก๋ ๆ จะตามมาเอง 

อะไรทำให้คนคนหนึ่งสามารถประกอบอาชีพเดียวมา 20 ปี และยังคิดจะทำต่อไปเรื่อย ๆ

การแสดงมีข้อดีหลายอย่าง สิ่งที่ผมชอบคือเวลาไปที่ไหนในประเทศไทยตอนนี้ ลามไปถึงเมืองจีนด้วย ทุกคนเหมือนเป็นเพื่อนผม ผมชอบความรู้สึกนี้มาก ไปเจอคนไม่รู้จักเขาก็จะ “เฮ้ย พี่ป้อง หวัดดี” ทุกคนรู้จักเรา ต้อนรับเรา ผมรู้สึกว่าทุกคนในประเทศนี้เป็นเพื่อนเราหมด 

ส่วนเรื่องงาน คนชอบถามมากเลยว่ามีบทอะไรยังไม่ได้เล่น แล้วอยากเล่นมาก คนอื่นก็จะตอบบทคนบ้า บทยาก ๆ ผมรู้สึกว่าข้อดีของการแสดงคือเราได้เป็นอะไรที่เราไม่เคยได้เป็นในชีวิตจริง ได้เป็นตำรวจ เป็นโจร เป็นหมอ แต่ถ้าเราเข้าฉากและมีสมาธิดี มันมี Magic Moment ที่เรารู้สึกเหมือนได้เป็นอย่างนั้นจริง ๆ นะ

คำถามที่ว่าทำไมถึงยังชอบอาชีพนี้อยู่และไม่เปลี่ยน เพราะว่าทุกครั้งที่ได้บทใหม่ ๆ มา ไม่ต้องวิลิศมาหรา ไม่ต้องเล่นเป็นคนโรคจิตหรืออะไรมากมาย แค่เป็นบทที่เราไม่เคยเล่น ไม่เคยเป็น ผมก็รู้สึกว่าผมกำลังจะได้เป็นคนใหม่แล้ว 

แต่มันก็มีคนที่ไม่ชอบคุณด้วยรึเปล่า

ไม่ค่อยนะครับ ผมก็เป็นคนกวนตีนไปเรื่อย ไม่ใช่แค่ผมนะ คนที่รับบทเป็นตัวโกงด้วย ไม่มีใครดูละครแล้วเกลียดคนแสดงหรอก นอกจากว่าผมพูดเรื่องการเมืองแล้วเขาจะเกลียดผมบ้างแค่นั้นแหละ (หัวเราะ) 

ชีวิตติด Midlife Crisis ของ ป้อง ณวัฒน์ อดีตนักเศรษฐกรผู้ฝันอยากเป็น คีอานู รีฟส์ เมืองไทย
ชีวิตติด Midlife Crisis ของ ป้อง ณวัฒน์ อดีตนักเศรษฐกรผู้ฝันอยากเป็น คีอานู รีฟส์ เมืองไทย

Invisible Hand

นอกจากเล่นละคร ออกงาน ชีวิตในวันธรรมดา ๆ ของ ป้อง ณวัฒน์ ทำอะไรบ้าง 

ผมเข้าฟิตเนสแน่นอน โชคดีที่ผมเป็นคนชอบออกกำลังกาย และฟิตเนสของผมมันไม่ใช่แค่ฟิตเนส แต่มันเป็นเหมือนสโมสร เพราะเพื่อนทุกคนอยู่ที่นั่นหมด เพื่อนสนิทที่สุดเข้าไปยังไงก็เจอ กลายเป็นว่าเราเข้าไปคุย กินข้าว กินกาแฟ บางทีกว่าจะได้เล่น โอโห นานมาก บางคนจะใช้เวลาพักผ่อนไปกับการเดินห้าง แต่ผมแช่อยู่ที่ฟิตเนสได้ทั้งวัน

ทั้งวัน?

ผมอยู่ได้ ไปถึงกินข้าว นั่งรอย่อย กินกาแฟ เล่นเกม หิวก็ไปกิน เสร็จก็ไปเล่น เป็นวันพักผ่อนของผมเลยการอยู่ที่ฟิตเนส ซึ่งมันก็ได้สุขภาพ ได้หุ่น เป็นผลพลอยได้ที่ดี บางคนบอกว่าไม่อยากออกกำลังกาย เบื่อ แต่โชคดีที่ไปแล้วผมมีความสุข สนุกกับมันมาก

เคยดูรายการหนึ่งที่ไปเปิดบ้านคุณแล้วเห็นห้องฟิตเนสใหญ่อลังการ

ต้องขอบคุณสปอนเซอร์ เขาบอกว่ามีเครื่องเล่นอีกหลายอย่างที่อยากลงแต่พื้นที่ไม่พอ ผมก็เลยบอกว่างั้นทุบห้องเลย

แล้วจริงไหมที่บ้านของคุณมีห้องที่สร้างไว้เผื่อลูก

ผมว่าคนเรามันไม่ได้สร้างบ้านทุก 5 ปี 10 ปีถูกไหม ผมก็ต้องแพลนไว้ว่าอันนี้เป็นห้องเรา ห้องลูก ห้องแม่บ้าน ห้องฟิตเนส 

เราผ่านชีวิตมาเยอะแล้ว อย่างที่บอก ใครเป็นคนตั้งกฎว่าเราทุกคนจะต้องแต่งงาน ผมไม่เอาแน่ ๆ นะ การแต่งงานตามโรงแรม ต้องไปยืนคล้องพวงมาลัย ถ่ายรูปกับแขก มีซุ้มเข้าไปในงาน มันไม่ใช่สไตล์ผมเลย แล้วใครเป็นคนกำหนดอีกว่าการแต่งงานต้องเป็นแบบนั้น 

ผมคิดไว้แล้วว่าถ้าแต่ง ผมจะแต่งไกล ๆ ในที่ที่คุ้นเคย คนที่ไปจะต้องเป็นคนที่รักเราจริง สนิทจริง ๆ เพราะต้องนั่งรถนั่งเรือไกลมาก ถ้าจัดที่กรุงเทพฯ คนอาจจะมาเพราะเกรงใจ แต่ถ้าเราแต่งไกลเขาไม่ไปก็ไม่กดดัน มันไม่น่าเกลียด ผมเคยคิดอย่างนี้นะ 

จากการรับบทเป็นคนเจ้าชู้มามากมาย ถ้า ป้อง ณวัฒน์ มีลูก คุณจะเป็นพ่อแบบไหน

ผมไม่ตามใจแน่ ๆ ตอนนี้ผมก็มีหลาน 2 คน ผมเป็นน้าสายโหด 

เวลาไปเดินตามที่สาธารณะแล้วเห็นเด็กเสียงดังโวยวาย เรายังไม่ชอบเลย ถ้าเป็นลูกเรา ผมรักลูกผมอยู่แล้ว แต่ผมต้องการให้คนอื่นรักลูกผมด้วย ลูกผมต้องเป็นเด็กมีสัมมาคารวะ ผมจะติวเข้มเลยว่า สวัสดีต้องมี ขอบคุณต้องมี เจอหน้าใครต้องไหว้ ผมจะไม่ตามใจลูก อยากให้ลูกเป็นเด็กมีวินัย

ความรู้สึกที่ได้เป็นน้าป้องของหลาน ๆ เป็นยังไง

ก็ดีเหมือนกันนะ ผมมีพี่สาวคนเดียวชื่อพี่แป้ง ค่อนข้างสนิทกันมาก บ้านที่สร้างก็อยู่ในรั้วเดียวกัน บ้านพ่อ บ้านผม บ้านพี่สาว เดินถึงกันหมด มันทำให้ผมไม่ค่อยเหงา 

วันที่พี่แป้งท้องลูกคนแรก ผมก็รู้สึกว่า “เรากำลังจะมีสมาชิกใหม่หรอ มีเด็กคนหนึ่งเกิดขึ้นมาในบ้านเรามันจะเป็นยังไงวะ” 

ตอนนี้เขามี 2 คนแล้ว ผมก็ได้เรียนรู้จากเขา ได้เห็นว่าเด็กมันจะมีช่วงวัยที่เริ่มดื้อ เริ่มรู้เรื่อง เหมือนการซ้อมเหมือนกันนะ เอาจริง ๆ ถ้าผมมีลูกตัวเองเลย อาจจะไม่เข้าใจและดูแลได้ไม่ดีเท่าการมีหลานมาให้ซ้อมมือ 

แต่คนเป็นน้าเป็นอาเนี่ย พอเด็กเบื่อหรืองอแงเราก็หนีได้ แต่คนเป็นพ่อเป็นแม่มันหนีไม่ได้ไง เป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ ผมก็ต้องพร้อมพอสมควร

งั้นหลังจากที่คุณได้เป็นน้าป้อง เวลาเห็นเด็กดื้อตามห้างยังรู้สึกเหมือนเดิมไหม

ผมก็เข้าใจมากขึ้น (หัวเราะ) คือเราไม่โทษเด็ก แต่จะโทษพ่อแม่เขา เด็กเป็นยังไงก็อยู่ที่การเลี้ยงดู 

เศรษฐศาสตร์ในชีวิต Midlife Crisis และไอดอลในดวงใจของ 'ป้อง ณวัฒน์' พระเอกละครผู้มีกรอบไว้ให้ข้าม

ป้อง ณวัฒน์ ในวัยนี้ เผชิญกับภาวะ Midlife Crisis บ้างไหม

เออ ใช่ (เสียงหนักแน่น) 

คุยกับเพื่อนรุ่นเดียวกันอยู่เหมือนกันว่า “เฮ้ย ความสุขของเรามันคืออะไร”

โอเค เราไม่ได้รวยมหาศาล แต่ก็ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินมาก เราก็อยู่ของเราได้ อาจจะเพราะว่าอยู่คนเดียว ไม่มีใคร ความสนุกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ความสนุกของผมมันเป็นความสุขของเด็ก กิจกรรมที่ผมชอบทำมันคือกิจกรรมของเด็ก เล่นกีฬา เตะบอล ตีแบด เล่นฟิตเนส เล่นเกม 

เลยมานั่งคิดว่าพอเราแก่ขึ้นมา ไอ้ความสนุกพวกนี้ก็ต้องลดลงสิ เพราะเราจะไปเล่นเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว ถ้าอย่างนั้นต้องทำยังไงถึงจะมีความสุขกับชีวิต

บางทีตื่นมาก็รู้สึกเบื่อ ๆ ว่าชีวิตมันคืออะไรนะ เราต้องการอะไร เพื่อนบางคนก็บอกว่าหรือเราไม่มีเมียมีลูกก็เลยไม่มีอะไรให้โฟกัส ถ้ามีอาจจะดีก็ได้ ผมก็สงสัยนะว่ามันจะดีจริงหรอ ไม่มีใครรู้หรอก ผมก็พยายามศึกษาอยู่เหมือนกัน แต่เห็นเขาบอกว่าพอผ่านช่วง Midlife ไปแล้ว มันจะดีขึ้น จริงไหม

ผมก็เคยถามพี่ ๆ ในกองถ่ายนะ อย่างพี่ปิ๊บ พี่ดู๋ ว่า “ความสุขของเราจะเป็นยังไง ถ้าแก่ขึ้นแล้วมีความสนุกน้อยลง” 

พี่ ๆ เขาบอกว่ามันจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป ก็ยังรอดูอยู่ว่ามันจะเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

แล้วตอนนี้เริ่มรู้สึกว่าความสนุกของตัวเองลดน้อยลงหรือยัง

มันมาเป็นช่วง ๆ เหมือนกันนะ บางทีก็เป็น ไม่รู้เหมือนกัน ผมอาจจะยังอยู่ในช่วง Midlife Crisis พอดี ว่าแต่คอนเซ็ปต์ของ Midlife จริง ๆ มันคืออะไรนะ ผู้ชายบางคนอายุ 40 – 50 กลับไปเอามอเตอร์ไซค์มาขี่ พยายามพิสูจน์ตัวเองว่ายังเด็กอยู่ ยังซ่าได้เหมือนเดิม แบบนี้เหรอ

คงเป็นช่วงที่ชีวิตเดินทางมาถึงจุดหนึ่ง แล้วย้อนกลับมาทบทวนตัวตนจริง ๆ ของตัวเองกับเวลาที่เหลืออยู่มากขึ้น บางคนหมดไฟ เบื่อหน่าย บางคนอยากลองท้าทายตัวเอง

เหมือนการตั้งคำถามว่าความสุขคืออะไรอย่างนี้ไหม เราไม่ได้มีพร้อมมหาศาล แต่เราก็มีอยู่ได้สบาย ๆ แล้วก็รู้สึกว่า “แล้วยังไงต่อวะ”

ถ้าอย่างนั้น คุณมองเห็นภาพตัวเองตอนอายุ 50 ไหม

(หัวเราะ) เป็นคำถามที่เหมือนตอนอายุ 20 กว่าแล้วคนถามว่าเมื่อไหร่จะแต่งงาน ผมก็ตอบว่า 30 พอถึง 30 คนก็ถามอีกว่าเมื่อไหร่จะแต่งงาน ผมก็ตอบว่า 32 พอ 32 คนก็ถามอีก ผมก็บอกว่า 35 เพิ่มไปเรื่อย ๆ 

เคยลองจินตนาการไหมว่าจะเป็นคนแก่แบบไหน

โห เรื่องบั้นปลายนี่ผมรู้สึกว่าเป็นปมด้อยมากกว่าคนอื่นมากเลย

เพราะผมยังไม่แต่งงาน ถ้าแต่งตอนนี้ก็คือช้าแล้ว ผมอาจจะเป็นคนแก่ที่เหงาก็ได้ อาจจะเป็นคนแก่ที่ไม่มีใครอยู่ด้วยก็ได้ หรือต่อให้มีเมียมีลูก ลูกผมก็อาจจะยังเล็กมากก็ได้ 

หรือจริง ๆ แล้วนี่คือสิ่งที่คุณกลัวจนทำให้รู้สึกเหมือนเผชิญกับภาวะ Midlife Crisis

(เขานิ่งคิดไปนาน)

คำถามยาก

ผมแค่หวังว่าวันนั้นจะยังมีความสุขกับชีวิตอยู่ ยังตื่นเช้ามาแล้วอยากไปทำงาน สุขภาพก็น่าจะยังดีอยู่มั้ง ไม่มีใครรู้หรอก

ขอองค์ประกอบ 3 อย่างที่สำคัญที่สุดในชีวิตตอนนี้

งาน มิตรภาพ ครอบครัว 

พ่อผมเพิ่งผ่าตัดมา จากที่เขาไม่เคยป่วยเลย ทำให้รู้สึกว่าเขาอายุมากแล้ว และเราเป็นคนไม่ชอบเสียใจภายหลัง 

ผมไม่เคยย้ายออกไปอยู่ข้างนอกเลยนะ ซึ่งผมจะย้ายไปก็ได้ ถึงจะอยู่บ้านคนละหลังก็เดินถึงกันหมด การที่ผมสร้างบ้านให้มีทางเชื่อม เพราะว่าวันหนึ่งถ้าเกิดพวกเขาเป็นอะไรไป ผมจะวิ่งไปช่วยได้ทัน อย่างน้อยเพื่อให้ผมไม่ต้องรู้สึกเสียใจภายหลัง 

จากทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมา คุณอยากให้ผู้คนนึกถึงอะไรถ้าพูดถึงผู้ชายที่ชื่อ ป้อง ณวัฒน์

อยากเป็นแค่พี่ป้อง (หัวเราะ) 

อย่างที่บอกว่าชีวิตผมราบเรียบ แค่เป็น Just พี่ป้อง ก็เป็นสิ่งที่น่าดีใจแล้ว ดีกว่าเขาไม่รู้จักเราเลย 

อยากให้เขารู้จักเราแบบที่เรารู้จักคีอานู รีฟส์ เป็นพระเอกที่คนชอบ เป็น Nice Guy เป็นตัวของตัวเอง อยากทำอะไรก็ทำ 

แล้วก็อย่าเพิ่งตั้งธงว่าผมเจ้าชู้เหมือนในละครก็พอ

เศรษฐศาสตร์ในชีวิต Midlife Crisis และไอดอลในดวงใจของ 'ป้อง ณวัฒน์' พระเอกละครผู้มีกรอบไว้ให้ข้าม

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

เมื่อเรามาถึงสตูดิโอพันทาง อาเธอร์ แวร์ญ ก็นั่งรอท่าอยู่ก่อนแล้ว สตูดิโอออกแบบสถาปัตย์แห่งนี้ตั้งอยู่บนชั้นสองของ ‘บากะนก’ ร้านหนังสือเด็กอิสระสีสันสดใสภายในเวิ้งเหล็กแดง จังหวัดเชียงใหม่ ที่เขากับภรรยา อิ๋ว-ปุณย์ศิริ สกุลวิโรจน์ แวร์ญ เป็นเจ้าของร้าน ทั้งคู่รักหนังสือ แถมเรื่องบังเอิญก็คือต่างมาจากแผ่นดินทางใต้เหมือนกัน เธอเป็นหญิงสาวอารมณ์ดีชาวนครศรีธรรมราช ส่วนเขาเป็นหนุ่มทรงสุภาพจากตูลูส

ในห้องทำงานที่มองลอดหน้าต่างออกไปเห็นถนนท่าแพยามบ่าย อาเธอร์เล่าให้ฟังว่าเขาเติบโตมาท่ามกลางตึกรามบ้านช่องของเมืองใหญ่สุดในแคว้นอ็อกซีตานี ประเทศฝรั่งเศส ก่อนย้ายมาเป็นนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ พลันโดนมนตร์เสน่ห์ความคลาสสิกและบรรยากาศชายทะเลแถบบอร์โดซ์ตกนับแต่นั้น ซึ่งดูจะไปกันคนละทางกับเชียงใหม่ที่ตัวเขาและครอบครัวเลือกมาปักหลักพอสมควร

“ก่อนหน้านี้ผมรู้จักเชียงใหม่น้อยมาก รู้แค่ว่ามันเล็กกว่ากรุงเทพฯ และมีความเป็นธรรมชาติมากกว่า แต่พอได้มาอยู่ก็รู้สึกว่าสภาพแวดล้อมดีกว่าด้วย คุณไม่ต้องทนกับรถติด ใกล้ชิดธรรมชาติ ผู้คนน่ารัก ที่สำคัญเป็นเมืองที่เอื้อต่อการทำงานสร้างสรรค์และเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ขอแค่คุณมีไอเดียหรือรักจะทำสิ่งไหน คุณก็ลงมือทำได้ทันที”

อาเธอร์ แวร์ญ สถาปนิกผู้บอกรักเชียงใหม่ผ่านศิลปะภาพประกอบจากโปรแกรมออกแบบ 3 มิติ

ระหว่าง 9 ปีที่พำนักในเชียงใหม่ อาเธอร์ตกหลุมรักงานสถาปัตยกรรมไทยโดยเฉพาะล้านนา เขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังงานออกแบบอาคารร่วมสมัยสวยโดดเด่นหลายแห่ง และเมื่อเร็ว ๆ นี้ ยังต่อยอดความหลงใหลสู่โปรเจกต์งานศิลปะภาพประกอบที่ซุ่มทำนานกว่า 2 ปี ‘A Journey in Chiang Mai’ ซึ่งไม่เพียงถ่ายทอดมุมมองประทับใจในบรรยากาศ สถาปัตยกรรม ธรรมชาติ และหลากรายละเอียดสนุก ๆ จากความช่างสังเกตของสถาปนิกหนุ่มต่างแดน ต่างวัฒนธรรม แต่ยังมีกระบวนการทำงานสุดพิถีพิถัน เพื่อส่งต่อความรักและความสุขแก่ผู้คนที่รักเมืองเชียงใหม่

ก็เพราะรัก

หลังได้รับอีเมลตอบกลับ อาเธอร์ก็โบกมือลาบอร์โดซ์แล้วบินข้ามทวีปมาเริ่มต้นชีวิตยังจังหวัดเชียงใหม่

“ผมย้ายมา พ.ศ. 2556 แต่ก่อนหน้านั้นเคยเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนอยู่ที่กรุงเทพฯ จึงได้เจออิ๋ว พอเรียนจบเลยลองหางานทำในเมืองไทย ส่งสมัครไปหลายแห่ง ทั้งกรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ สุดท้ายก็ได้ทำกับบริษัท นิวัตร อาร์คิเทค”

ที่บริษัท อาเธอร์นั่งเก้าอี้นักออกแบบ ซึ่งกลายเป็นโอกาสให้เขาเปิดประตูสู่โลกสถาปัตยกรรมไทยโดยเฉพาะรูปแบบล้านนา ก่อนค่อย ๆ สั่งสมองค์ความรู้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ กระทั่งมีโอกาสได้ฝากฝีไม้ลายมือไว้ในผลงานการออกแบบอาคารโคโลเนียลของโรงแรม Sela อำเภอหางดง ที่ผสมผสานลักษณะอาคารเก่าในยุโรปเข้ากับกลิ่นอายความเป็นล้านนาได้อย่างงดงามและมีเสน่ห์ หรือผลงานยุคหลังที่ทำในนามบริษัทตัวเอง ซึ่งหยิบจับภูมิปัญญาบ้านทรงไทยโบราณมาร้อยเรียงใหม่ในโฉมอาคารโมเดิร์นสุดเก๋ของสำนักงานบริษัทดิจิทัลเอเจนซี่ Artisan Digital

“ตอนนี้ผมออกมาเปิดบริษัท ‘สตูดิโอพันทาง (1,000 ways)’ ได้ 2 ปีแล้ว สิ่งที่เปลี่ยนคือผมต้องรับผิดชอบเยอะขึ้น ตั้งแต่เขียนแบบ ร่างแบบงานโครงสร้าง ดูงบประมาณ เรื่อยไปจนติดตามงานก่อสร้าง ยังไงก็แล้วแต่งานในส่วนที่ผมชอบมากที่สุดยังคงเป็นการออกแบบ 3 มิติ”

เพราะไม่เพียงความสุขในการได้ทำงานที่รัก ทว่าการเติมแต่งจินตนาการสอดแทรกลงไปรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ถือเป็นความสนุกสนาน ที่บ่อยครั้งทำให้อาเธอร์มักโดนเพื่อนร่วมงานติงว่าใช้เวลากับการประดิษฐ์ภาพเรนเดอร์นานเกินไป

“ผมรู้ว่าสถาปนิกบางคนเขาทำภาพทิวทัศน์ไวมาก เพราะเท่านั้นมันเพียงพอแล้วที่จะช่วยให้ลูกค้าเข้าใจโปรเจกต์ แต่สำหรับผม ผมลงรายละเอียดเยอะ บางครั้งก็เยอะจนเกินความจำเป็นไปเหมือนกัน ประมาณชั่วโมงกว่ามั้งที่ผมจมอยู่กับมัน ก็เพราะว่าผมรักมันนั่นแหละ”

สถาปนิกหนุ่มส่งเสียงหัวเราะร่วน ส่วนเราและคุณเองก็พอจะเดาได้แล้วล่ะว่า ทำไมเขาจึงหันมาจริงจังกับงานวาดภาพประกอบ

ก้อนเมฆกับความคิด

ย้อนไปก่อนปีที่เราจะได้ยินชื่อไวรัสอู่ฮั่น และคุ้นเคยกับการทำงานแบบไฮบริด เป็นช่วงจังหวะที่อาเธอร์บินกลับไปเยี่ยมครอบครัว ขณะเทียวเสพบรรยากาศวันคืนเก่า ๆ เขาก็สะดุดตากับของบางสิ่งที่แสนปกติธรรมดา ทว่ากลับไม่เคยพบเห็นในเชียงใหม่ทั้งที่น่าจะต้องมี

บนโต๊ะไม้ตัวใหญ่เขาเตรียมสิ่งนั้นวางไว้เรียงราย มันคือโปสการ์ดและโปสเตอร์รูปสถานที่บางแห่งทั้งที่คุ้นและไม่คุ้นตา แต่รายละเอียดบางอย่างบอกให้รู้แน่ชัดว่าเป็นเชียงใหม่

“ที่ฝรั่งเศส ทุกหมู่บ้านและตามสถานที่ท่องเที่ยวมักจะมีโปสเตอร์และโปสการ์ดสวย ๆ จำหน่าย แล้วผมก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบซื้อโปสการ์ดเก็บสะสมไว้ค่อนข้างเยอะ อีกทั้งเรายังมีธรรมเนียมการให้โปสเตอร์เพื่อแสดงความขอบคุณในโอกาสพิเศษต่าง ๆ ผมจึงได้ไอเดียทำเวอร์ชันเชียงใหม่ขึ้นมา”

อาเธอร์ แวร์ญ สถาปนิกผู้บอกรักเชียงใหม่ผ่านศิลปะภาพประกอบจากโปรแกรมออกแบบ 3 มิติ
อาเธอร์ แวร์ญ สถาปนิกผู้บอกรักเชียงใหม่ผ่านศิลปะภาพประกอบจากโปรแกรมออกแบบ 3 มิติ

โปสเตอร์และโปสการ์ดที่อาเธอร์ตั้งใจสร้างสรรค์ผสมผสานระหว่างแนวคิดฉบับฝรั่งเศสกับมนตร์เสน่ห์ของเมืองเชียงใหม่ พร้อมนำเสนอผ่านศิลปะภาพประกอบที่มีมู้ดและโทนสดใสเปี่ยมชีวิตชีวา ซึ่งตัวเขาไม่ปฏิเสธว่ามีแอนิเมชันของ Studio Ghibli บันดาลใจ

“ผมหลงรักงานของ Studio Ghibli โดยเฉพาะโทนสีและก้อนเมฆ ในแอนิเมชันทุกเรื่องผมมักจะได้รับความเพลิดเพลินจาก 2 สิ่งนี้ และในชีวิตจริงผมก็ชอบมอง ชอบถ่ายและชอบวาดภาพก้อนเมฆมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นเมฆก้อนใหญ่ยักษ์ เมฆน้อยที่กระจัดกระจาย หรือกลุ่มปุยเมฆหลากรูปทรงบนท้องฟ้า ทั้งหมดสะท้อนความรู้สึกที่แตกต่างและทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลาย”

แล้วก็เป็นเมฆนิรนามก้อนหนึ่งที่สะกดอาเธอร์ให้หยุดมองนิ่งงัน พลันความคิดที่ทดเก็บไว้เผยตัวจากลิ้นชักและจุดประกายให้เขาเริ่มสร้างสรรค์ภาพ Old Town ที่ถอดแบบจากถนนมูลเมืองซอย 7 ยามเช้าสายของวันนั้น สู่ผลงานชิ้นประเดิมในคอลเลกชัน ‘A Journey in Chiang Mai’

อาเธอร์ แวร์ญ สถาปนิกผู้บอกรักเชียงใหม่ผ่านศิลปะภาพประกอบจากโปรแกรมออกแบบ 3 มิติ

ถนัดและสนุก

เราค่อนข้างประหลาดใจระคนตื่นเต้น เมื่อได้เห็นกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานที่วางเรียงตรงหน้า เพราะทุกชิ้นไม่ได้วาดด้วยโปรแกรมสร้างภาพประกอบและกราฟิกเช่นธรรมดาทั่วไป ทว่าเนรมิตขึ้นจากโปรแกรม Archicad ที่ใช้สร้างแบบจำลองอาคาร 3 มิติ โดยอ้างอิงสัดส่วนตามสเกลจริง

“โดยปกติผมเป็นคนวาดภาพไม่ค่อยเก่ง เวลาแนะนำตัวผมมักบอกเสมอว่าเป็นสถาปนิก ไม่ใช่นักวาดภาพประกอบ แต่ในเมื่อผมต้องการจะทำโปสเตอร์ โปสการ์ด เลยพยายามสรรหาวิธีทำให้งานออกมาเหมือนภาพที่จินตนาการไว้ สุดท้ายจึงเลือกใช้โปรแกรมออกแบบ 3 มิติ เพราะเหตุผลง่าย ๆ ว่ามันเป็นเทคนิคที่ผมถนัดและสนุกกับมัน”

อาเธอร์ขยับเม้าส์อย่างคล่องแคล้ว บิด หมุน ซูมเข้า-ออก เพื่อชี้ให้ดูรายละเอียดที่เขาประทับใจและตั้งใจนำมาบอกเล่าลงในภาพ Warorot Market หรือตลาดวโรรส

Arthur Vergne สถาปนิกฝรั่งเศส เจ้าของร้านหนังสือเด็กในเชียงใหม่ และนักวาดโปสการ์ดผู้หลงรักท้องฟ้าของ Studio Gibli

“ผมเลือกถนนย่านตลาดวโรรสเพราะชอบสีสันบรรยากาศความคึกคัก อีกทั้งยังมีตึกเก่ารูปทรงสวยคลาสสิก เมื่อเจอวัตถุดิบแล้วก็จะเริ่มร่างภาพลงบนกระดาษ ก่อนนำมาสร้างเป็นภาพที่สมบูรณ์ขึ้นด้วยโปรแกรม Archicad ซึ่งปกติผมใช้ออกแบบอาคารให้ลูกค้า แต่อันที่จริงมันนำมาสร้างได้ทั้งเมืองหรือภูเขาได้ทั้งลูก ยิ่งกว่านั้นมันยังจัดการเรื่องแสงเงาได้อย่างยอดเยี่ยมด้วย

“ต่อมาเป็นกระบวนการที่ผมใช้เวลาค่อนข้างเยอะ คือการเติมรายละเอียดสิ่งต่าง ๆ อย่างภาพนี้ผมต้องเดินไปที่ตรอกเล่าโจ๊วอยู่บ่อย ๆ เพื่อถ่ายรูปข้าวของที่สื่อถึงเมืองไทยและเสน่ห์ของย่าน อย่าง ประตูเหล็กยืด กระจกแปดเหลี่ยม พวงเครื่องปรุง เก้าอี้พลาสติกแบบมีพนักพิง หรือขอบทางเท้าสีขาว-แดง”

อาเธอร์บอกว่า หากนับรวมการจัดองค์ประกอบภาพ ผลงานหนึ่งชิ้นอาจกินเวลาในการออกแบบ 3 มิติ เกือบ 2 สัปดาห์ เมื่อจบกระบวนการนี้จึงเข้าสู่โค้งสุดท้ายนั่นคือเสกก้อนเมฆที่เขาแยกออกมาบรรจงวาดในแท็บเล็ต ซึ่งยอมรับตามตรงว่าผลงานทุกชิ้นที่มีก้อนเมฆประดับท้องฟ้า ช่างดูมีชีวิตชีวาและชุ่มชื่นหัวใจ

นี่แหละคือเชียงใหม่

“หลังจากเสร็จภาพแรก ผมก็หาเวลาออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วเชียงใหม่เพื่อหาแรงบันดาลใจสร้างสรรค์งานชิ้นต่อ ๆ มา รวมเป็นคอลเลกชันที่มีทั้งหมด 12 ภาพ ซึ่งใช้ระยะเวลาทำประมาณ 2 ปี”

ฟังดูกินเวลายาวนานกับชุดภาพจำนวนหนึ่งโหล แต่อาเธอร์อธิบายว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องบริหารจัดการ โดยเฉพาะเรื่องของความเข้าใจ ที่เขายกตัวอย่างให้ฟังในภาพ Chiang Dao

“ผมกับอิ๋วไปเที่ยวเชียงดาวกันบ่อย ส่วนหนึ่งเพราะพวกเราชอบบรรยากาศที่นั่น อีกส่วนคือในช่วงที่กำลังเขียนภาพนี้จู่ ๆ ผมต้องหยุดงานค้างไว้ เพราะเกิดไม่มั่นใจว่าตัวเองเข้าใจสถานที่มากพอ เลยกลับไปอีกหนเพื่อออกสำรวจและสังเกตสิ่งแวดล้อม หามุมมองที่เรารู้สึกกับมันจริง ๆ ซึ่งพบว่าไม่ใช่การได้สัมผัสยอดดอยหลวง แต่เป็นการได้มองยอดดอยจากทุ่งนาข้าว ท่ามกลางชาวบ้านดำเนินชีวิตไปตามท่วงทำนองและท้องฟ้าปลอดโปร่งที่ยืนดูกลุ่มเมฆก้อนใหญ่ได้ถนัดตา”

Arthur Vergne สถาปนิกฝรั่งเศส เจ้าของร้านหนังสือเด็กในเชียงใหม่ และนักวาดโปสการ์ดผู้หลงรักท้องฟ้าของ Studio Gibli

‘A Journey in Chiang Mai’ จึงเป็นผลงานที่อาเธอร์ตั้งใจถ่ายทอดเรื่องราวของเมืองเชียงใหม่ในมุมที่ทำให้เขาหลงรัก ทั้งในแง่บรรยากาศ ความรู้สึก สถาปัตยกรรม ธรรมชาติ และรายละเอียดของสิ่งละอันพันละน้อย ซึ่งบอกกับผู้คนว่านี่แหละคือเชียงใหม่ ไม่ใช่กรุงเทพฯ หรือเมืองอื่นใด

“ผมรักเชียงใหม่และชอบเมืองนี้มาก ๆ ผมหวังว่าทุกคนที่ได้รับโปสการ์ดและโปสเตอร์ชุดนี้ไปจะสัมผัสได้ถึงความสุข และรักเชียงใหม่เช่นเดียวกันครับ”

ปัจจุบันคอลเลกชัน A Journey in Chiang Mai นอกจากนำเสนอในรูปแบบโปสเตอร์และโปสการ์ดแล้ว ล่าสุดยังมี Magnet และเร็ว ๆ นี้กำลังจะแปลงโฉมเป็นปฏิทินสวย ๆ สมุดบันทึก และเกมตัวต่อจิ๊กซอว์ให้ได้จับจองกัน ใครสนใจสามารถตามลายแทงในบรรทัดล่าง หรือไปพบปะพูดคุยกับอาเธอร์และสนับสนุนผลงานกันได้ในเทศกาล Chiang Mai Design Week 2022 นี้

Arthur Vergne สถาปนิกฝรั่งเศส เจ้าของร้านหนังสือเด็กในเชียงใหม่ และนักวาดโปสการ์ดผู้หลงรักท้องฟ้าของ Studio Gibli

Instagram : arthur.illustration

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load