ภาพของหมาก-ปริญ สุภารัตน์ กับป่า ในแวบแรก อาจจะทำให้คุณเข้าใจว่า นี่คือฉากตอนในละครเรื่องใหม่ ที่พระเอกหนุ่มคนนี้มักได้รับเลือกให้แสดงอยู่เสมอ

ความจริงก็คือ นี่ไม่ใช่ภาพจากละครเรื่องไหนเลย

แต่เป็นภาพจากความชื่นชอบส่วนตัวที่เขาหลงรักหลังจากบังเอิญร่วมเดินทางเข้าป่ากับกลุ่มเพื่อนสนิทเมื่อนานมาแล้ว

แม้การเข้าป่าของเขาอาจจะไม่ได้ลึกซึ้งหรือเต็มไปด้วยอุดมการณ์อย่างใคร แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้เขาเข้าใจว่าธรรมชาติกำลังบอกอะไรบางอย่าง และพยายามถ่ายทอดสิ่งที่เขารู้สึกผ่านภาพถ่ายและข้อเขียนในอินสตาแกรม ก่อนจะมีโอกาสไปเที่ยวป่าที่ประเทศลาว ซึ่งสร้างประสบการณ์และความประทับใจ จนเกิดเป็นหนังสือชื่อ LandMARK ที่พระเอกหนุ่มลงมือทำเองในทุกขั้นตอน

เสียดายนิดเดียวที่การนัดหมายของเราและ หมาก ปริญในวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่ป่าอย่างที่แอบคิดไว้ในตอนแรก แต่กับสภาพอากาศกรุงเทพช่วงนี้ แอร์คอนดิชันในห้างสรรพสินค้าก็ถือเป็นตัวเลือกไม่เลวเท่าไหร่

เหตุผลที่ The Cloud สนใจคุยกับเขาไม่ใช่เพราะหนังสือเล่มนี้กำลังติดอันดับขายดีในประเทศ

กลับกัน เขาเลือกที่จะพิมพ์ในจำนวนจำกัด เพราะตั้งใจอยากให้แฟนคลับที่ติดตามเขาอยู่หันมาสนใจอ่านหนังสือ หรือแม้กระทั่งจุดประกายให้ใครสักคนออกเดินทางเข้าป่าสักครั้งหนึ่ง

อย่างน้อย ก็มีบรรณาธิการบริหารของเรา ที่อยากไปเที่ยวป่าแบบเขาทันทีที่เห็นภาพและเรื่องเล่าในนั้น

เชื่อเถอะว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่การฉายภาพว่า ฉันเป็นพระเอกที่มีคาแรกเตอร์แบบไหน แต่เป็นชายหนุ่มวัย 28 คนหนึ่งที่รู้สึกดีกับการเข้าไปในป่า

ถ้าคุณไม่เชื่อ ลองมาคุยกับเขาพร้อมกัน แต่ที่แน่ๆ เราเริ่มไม่แน่ใจว่าตอนนี้กำลังตกหลุมรักธรรมชาติของป่า หรือธรรมชาติของหมากกันแน่

หมาก ปริญ

ได้ยินมาว่าคุณเป็นนักอ่านตัวยงของหนังสือ เพชรพระอุมา

ผมเริ่มอ่าน เพชรพระอุมา ตอนอายุ 19 เพราะพี่นก (ฉัตรชัย เปล่งพานิช) มอบโจทย์ให้ผมไปศึกษาตัวละคร เพื่อปรับใช้กับคาแรกเตอร์ตัวละครในเรื่อง ตะวันเดือด แต่พออ่านไปสักพักก็เริ่มติด ผมชอบรพินทร์ ชอบเรื่องราว ชอบความโรแมนติก ชอบภาษาสวยๆ ในนั้น ช่วงนี้ก็กำลังกลับมาอ่านอีกครั้ง

ช่วงสัปดาห์หนังสือ ได้ยินว่าคุณอ่านและรีวิวหนังสือเรื่อง เงียบ Silence: In The Age of Noise ของ Erling Kagge จนแฟนๆ ตามหาอ่านกันใหญ่

จริงหรอครับ ดีๆ ดีจัง สำหรับเราหนังสือเล่มนี้ตอบเรื่องที่เราเคยสงสัย เราอ่านแล้วชอบก็เลยอยากบอกต่อให้ทุกคนได้อ่าน

ที่มาที่ไปของหนังสือเล่มแรกของตัวเองเป็นยังไง

หนังสือเล่มแรกที่ทำเป็นโฟโต้บุ๊กชื่อ MK in Phuket เริ่มต้นจากผมเป็นคนชอบถ่ายรูปมากๆ จะเก็บไว้ดูคนเดียวคงไม่ได้ประโยชน์อะไร เลยคุยกับน้องคิม (คิมเบอร์ลี แอน เทียมศิริ) ว่าเราน่าจะทำเป็นหนังสือขึ้นมา แล้วนำรายได้ไปทำกิจกรรมการกุศล

พอมาเป็นหนังสือเล่มที่สอง LandMARK เริ่มมีส่วนที่เขียนบรรยายด้วย รู้สึกยังไงบ้าง

เริ่มจากเราไปเที่ยวป่า ซึ่งไม่ได้ตั้งใจว่าจะเขียนเป็นเรื่องเป็นราว แต่บรรยากาศที่เกิดขึ้นเวลานั้น เรามองออกไปเห็นแต่ความนิ่ง ทำให้ทุกอย่างที่อยู่ในหัวแล่นออกมา เราก็จดบันทึกใส่สมุดไว้ พอกลับมาเราก็รู้สึกว่าน่าจะรวบรวมเป็นเล่มได้ จึงตัดสินใจทำหนังสือออกมาโดยที่อยากให้เป็นหนังสือที่ง่ายๆ อ่านสั้นๆ เห็นภาพแล้วอยากไปเที่ยว ออกไปใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ สำหรับเรา จริงๆ การเดินทาง ใครๆ ก็ไปได้นะ แต่เราอยากให้เขาลองออกไปใช้ชีวิต ลองไปเจออะไรที่ไม่คาดฝัน อาจจะลำบาก แต่มันก็เป็นประสบการณ์ที่ดี

หมาก ปริญ
หมาก ปริญ

ได้ยินว่าหนังสือเล่มล่าสุดที่กำลังทำเป็นเรื่องตอนที่คุณไปบวช ทำไมต้องเป็นเรื่องนี้

เราได้อะไรเยอะมากในช่วงที่ไปบวช ซึ่งไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย หรือคนที่ไม่เคยบวชมาก่อน ก็อาจจะยังไม่รู้ว่าการบวชต้องทำอะไร เจออะไร รู้สึกยังไง เราก็เลยอยากจะเล่าว่าแต่ละวันทำอะไร

ซึ่งก็จะเป็นวิธีการเดิมคือพิมพ์เอง ขายเอง แล้วคุณไม่อยากส่งสำนักพิมพ์จริงจัง เพื่อวางขายทั่วประเทศบ้างหรือคะ

กลัวขายไม่ได้ครับ (หัวเราะ) ไม่รู้สิ เราไม่มั่นใจเท่าไหร่ ความตั้งใจของเราคือทำเพื่อสนองความต้องการของตัวเองมากกว่าจะวางขายจริงจังแบบนั้น

แต่จะเห็นว่าหนังสือคุณมักจะสวย ปกแข็ง จัดรูปเล่มเป็นอย่างดี ทำไมถึงต้องเป็นอย่างนั้น

อย่างที่บอกว่าผมชอบถ่ายรูป ดังนั้นผมจึงให้ความสำคัญกับการเลือกกระดาษ สี และการพิมพ์

ล่าสุดเพิ่งกลับมาจากลาว รอบนี้ไปทำอะไรมาบ้างคะ

รอบนี้ตั้งใจไปเข้าป่าเหมือนเดิม เพราะติดใจธรรมชาติและบรรยากาศดิบๆ ของที่นั่น โดยที่คราวนี้ไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะเจออะไร ไปถึงเราก็ให้พี่อินที ผู้นำทางของเราเป็นคนเลือก เขาก็พาเราไปที่ถ้ำเซบั้งไฟ แขวงคำม่วน ซึ่งจะออกไปทางท่าแขก ใช้เวลาขับรถ 4 ชั่วโมง คราวนี้ไม่ลำบากเรื่องเดินแล้ว แต่ลำบากเรื่องนั่งรถนานๆ ทริปนี้ใช้เวลา 3 วัน มีทั้งเดิน ขับรถ แคมปิ้ง พายเรือในถ้ำ

หมาก ปริญ
หมาก ปริญ
บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด

ฟังดูลำบากไม่น้อย ซึ่งพระเอกอย่างคุณโอเคกับความลำบากนี้?

เรารู้ว่ามันสนุกนะ ผมชอบความลำบากเพราะทำให้รู้สึกว่าได้ใช้ชีวิต ได้ลองคิดตรองดูว่าเวลาเราไม่มีหรือขาดบางสิ่งไปเราจะทำยังไง เวลาที่เหนื่อยแล้ว ไม่ไหวแล้ว เราจะทำยังไงต่อ ทั้งหมดนี้เป็นประสบการณ์

คิดว่าความลำบากจากการเดินทางให้อะไรกับคุณบ้าง

ไม่รู้เหมือนกันว่าให้อะไร จริงๆ มันเหมือนเสพติดความลำบากไปแล้ว เป็นประสบการณ์ที่สร้างความรู้สึกดีกับตัวเอง

เขามีแต่ติดสบายนะ แต่คุณติดลำบาก มันเป็นเพราะอะไร

เราพบว่าเราชอบใช้เวลาอยู่กับปัจจุบันมากๆ เหมือนตอนบวช เราชอบเวลาที่เราไม่ต้องคิดอะไร และโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแทน เป็นความนิ่งที่เรารู้สึกดี มีความสุขมากๆ

บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด
บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด
บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด

ได้ยินคุณพูดคำว่า ‘ใช้ชีวิต’ อยู่ตลอดเวลา สำหรับคุณแล้ว คำนี้แปลว่าอะไร

แปลว่า การทำสิ่งที่แปลกใหม่สำหรับตัวเอง อะไรก็ได้ที่นอกเหนือไปจากสิ่งที่ทำประจำวัน ผมคิดว่าเราควรหาเรื่องตอบแทนตัวเองบ้าง ไม่รู้สิ ผมอาจจะไม่รู้วิธีการใช้ชีวิตของทุกคน แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะลองออกไปอยู่กับตัวเอง ลองทำอะไรก็ได้โดยที่ไม่ต้องคิดเรื่องงาน

เวลาคุณเข้าป่า คุณเข้าไปดูอะไรบ้าง

ดูทุกอย่างเลย ตั้งแต่ร่างกายของตัวเอง ชอบเปียก ชอบเหงื่อ ชอบความเลอะเทอะ ชอบบาดแผลที่ได้มา ชอบความเขียว ชอบน้ำตก แค่นั้นเลย แต่เพื่อไม่ให้การท่องเที่ยวของเราทำลายความสวยงามของธรรมชาติ แม้ว่าการมาของนักท่องเที่ยวจะทำให้เศรษฐกิจโดยรอบนั้นดี การจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว รวมถึงการคิดถึงและใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดก็เป็นเรื่องที่สำคัญ

ถ้าได้เป็นผู้ว่า ททท. จะทำอะไรเป็นอย่างแรก

ผมจะทำให้คนไปเที่ยวในประเทศได้ทุกฤดู ไม่ใช่แค่ฤดูหนาวหรือฤดูฝน แต่ฤดูร้อนก็ต้องเที่ยวได้ แล้วก็จะให้ความรู้ความเข้าใจ และขอความร่วมมือให้ช่วยกันดูแลพื้นที่อนุรักษ์ไม่ให้เสื่อมโทรมเพราะการท่องเที่ยว

แล้วคุณมีวิธีโน้มน้าวชวนเพื่อนที่ไม่เคยเข้าป่ามาก่อนให้ไปเที่ยวป่ายังไง อย่างคิมเบอร์ลีนี่ชวนยังไงเธอจึงยอมไปด้วย

ตอนนั้นบอกเขาว่าอยากพาเขาไป ก่อนไปเขาก็กังวล แต่เราก็อยากให้เขาได้เห็น ได้รู้สึกแบบที่เราสัมผัส เลยลากไปด้วยกันก่อน รู้สึกยังไง กลับมาค่อยคุยกัน ซึ่งกลับมาเขาก็บอกว่าแฮปปี้มากเพราะมีหลายอย่างที่เขาไม่เคยเจอ อย่างตัวทาก หรือต้นไม้ที่มีลักษณะแปลกๆ มีกลิ่นเฉพาะในตัวเอง รอยหมีควายข่วนต้นไม้ หรือสัตว์ป่าที่ไม่เคยคิดว่าจะมีในประเทศไทย

บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด
บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด

เรื่องถ่ายรูป คุณเริ่มถ่ายรูปจริงจังได้ยังไง

เริ่มจากมีกล้องอยู่ที่บ้านซึ่งซื้อมานานแล้วแต่ไม่ค่อยหยิบมาใช้ วันหนึ่งก็พกไปเที่ยวด้วย เราก็เริ่มชิน รู้จักการปรับ เริ่มใช้เป็นก็เริ่มสนุกขึ้น ซึ่งพอได้จดจ่ออยู่กับกล้อง เราก็ยิ่งชอบความรู้สึกที่เราสงบนิ่งกับบางสิ่งบางอย่าง เหมือนตอนอ่าน เพชรพระอุมา จบเล่มหนึ่งแล้วอยากจะหยิบเล่มต่อไปมาอ่านเรื่อยๆ

เวลาเข้าป่า รูปแบบไหนที่คุณมักจะกดชัตเตอร์ถ่ายบ่อยที่สุด

ผมชอบความรู้สึกตอนขับรถเข้าป่า ไม่ต้องคิดเรื่องอื่น แค่อยู่กับเพลง อยู่กับเพื่อน อยู่กับทางข้างหน้า ก็เลยมักจะเก็บภาพวิวตรงหน้าผ่านสายตาที่ขับรถอยู่นั้นไว้แบบไวๆ

จึงเป็นเหตุผลที่รูปในอินสตาแกรมของคุณมักจะเป็นภาพเบลอๆ?

ตัวผมเองมองว่าการถ่ายรูปมี 2 แบบ รูปที่ดูแล้วรู้ว่าสวย กับรูปที่สวยในความรู้สึก ภาพเบลอๆ เหล่านั้นทำให้เราจำได้ว่าเหตุการณ์ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นและเรากำลังรู้สึกอะไร เหมือนกับว่า แม้ทุกคนจะเห็นภาพภาพนั้นเป็นภาพนิ่ง แต่สำหรับผม ผมเห็นเป็นภาพเคลื่อนไหวที่มีเรื่องราวก่อนและหลังอยู่ในนั้น

บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด
บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด
บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด

เกี่ยวกับการบวชครั้งที่ผ่านมา ประทับใจอะไรจนตั้งใจอยากทำเป็นหนังสือ

ผมเลือกบวชวัดใกล้บ้านเพราะอยากให้พ่อแม่เดินทางสะดวก ก่อนจะย้ายไปปฏิบัติธรรมที่เชียงรายตามคำแนะนำของคนรู้จัก เป็นความเงียบสงบแบบที่เราตั้งใจ ที่เราประทับใจมากคือ การบวชครั้งนี้ทำให้คนในหมู่บ้านจากที่ไม่เคยใส่บาตรก็ออกมาใส่บาตร

ซึ่งถ้าถามว่าได้อะไรจากการบวชครั้งนี้ สำหรับเรา เพราะชีวิตประจำวันมักจะคิดนู่น คิดนี่ คิดไปทำไมไม่รู้อยู่ตลอด แต่ช่วงที่บวช เราได้อยู่กับสิ่งตรงหน้า จดจ่อกับลมหายใจเข้าออกที่ปลายจมูก ไม่ถึงกับชีวิตเปลี่ยนไปขนาดนั้น แต่อย่างน้อยเราได้จัดระเบียบความคิด รับรู้ความสุขและความรู้สึกที่ได้จากการมีสติ

ถ้าให้คุณลองเรียบเรียงจุดเปลี่ยนในชีวิต คิดว่าเหตุการณ์อะไรที่เป็นจุดเปลี่ยน

จุดเปลี่ยนในชีวิต (นิ่งคิดนาน) น่าจะเป็นเรื่องไปเดินป่าครับ ก่อนที่ผมจะบวช ผมเคยไปเที่ยวที่ดอย ผมเรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเองมากขึ้นมากๆ เลย ในระหว่างที่เดินก็รู้สึกว่าตัวเองมีความสุขมากๆ และเมื่อรวมกับเรื่องตอนที่ไปบวช ก็ได้ซึมซับและเรียนรู้มากขึ้น อยู่กับปัจจุบันมากขึ้น

คุณในวันนี้แตกต่างกับในวันที่เพิ่งเข้าวงการมาใหม่ๆ ยังไงบ้าง

มีความตั้งใจมากขึ้น เมื่อก่อนอาจจะทำไปเพราะแค่อยากลอง แต่เดี๋ยวนี้กลับสนุกและรู้สึกว่าในเมื่อได้รับเลือกให้มาทำตรงนี้ เราขอทำให้เต็มที่ อยากจะให้ผลงานที่ออกมาจากเราเป็น master piece เป็นผลงานที่ดีที่สุดเสมอ ทำการบ้านเยอะขึ้น จากที่ไม่เคยทำมาก่อน ทุกวันนี้เราใช้วิธีเขียนคาแรกเตอร์ตัวละครที่ศึกษาออกมาเป็นหน้าๆ ว่าเขาผ่านอะไรมาบ้างในชีวิต

บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด
บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด

ช่วงไหนคือช่วงที่มีความสุขที่สุดในการทำงานในวงการบันเทิง

ช่วงนี้แหละ ช่วงที่ทุกคนเห็นเรา เห็นการพัฒนา เห็นความตั้งใจของเรา และเราเองก็เป็นตัวเองอย่างเต็มที่ มีความสุขมาก

มีบทบาทไหนที่อยากเล่นแต่ยังไม่ได้เล่น

อยากเล่นบทแบบ I Am Sam อยากเล่นบทที่ไม่ใช่คนปกติ มีความซับซ้อนหน่อยๆ

สุดท้ายแล้ว อยากให้คุณสรุปความเป็น หมาก ปริญ แบบที่คุณมองตัวเอง ที่มากกว่าแค่คนธรรมดา

ยากจัง (หัวเราะ) ไม่รู้เหมือนกันครับ ผมว่าให้คนอื่นบอกดีกว่า

บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด
ขอขอบคุณ: LandMARK

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

หากพูดถึงยูทูบเบอร์เกาหลีในประเทศไทย Kyutae Oppa น่าจะเป็นชื่อแรก ๆ ที่ใครต่อใครนึกถึง

หลายคนอาจคุ้นหูชื่อนี้จากการขึ้นอันดับ 1 บนเทรนด์ทวิตเตอร์ ทั้งที่จริง ๆ คิวเทคือยูทูบเบอร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในวงการ เส้นทางชีวิตของเขาอัดแน่นไปด้วยเรื่องราวที่มีคุณค่าและน่าสนใจมากมาย ที่แน่ ๆ มันมีอะไรมากกว่าแค่ข่าวร้ายช่วงต้นปีอย่างแน่นอน

ซิม คิวเท เจ้าของช่อง Kyutae Oppa ลืมตาและเริ่มเรียนรู้โลกที่จังหวัดชลบุรี แม้จะมีพ่อกับแม่เป็นคนเกาหลีแท้ ๆ จานโปรดที่ช่วยให้เขาเติบใหญ่กลับไม่ใช่กิมจิ แต่เป็นส้มตำไก่ย่าง 

เรียกว่าถึงจะมีสายเลือดแดนโสม แต่หัวใจก็เป็นไทยเต็มดวง

หนุ่มคิ้วเข้มนิยามตัวเองในวัยเด็กว่าเป็นคนขี้อาย การอกหักจากรักแรกตอนมัธยมเหมือนเป็นการสับสวิตช์ เปลี่ยนเด็กเก็บตัวให้กลายเป็นวัยรุ่นที่ทั้งรั่ว กล้า และบ้าบิ่น ช่องยูทูบ Kyutae Oppa หรือที่ก่อนหน้าใช้ชื่อ Kyutae TV ถือกำเนิดขึ้นในตอนนั้น

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

บุคลิกที่ขี้เล่น จริงใจ กล้าทำทุกอย่างที่ขวางหน้า ส่งให้ช่องของเขาพุ่งทะยานจนมีคนติดตามกว่า 8 ล้านใน 5 ปี เขาจริงจังกับเส้นทางนี้ถึงขั้นลาออกจากมหาวิทยาลัย หลังจากที่เรียนไปได้เพียง 3 เดือน

อาจเพราะความสำเร็จที่ไม่ธรรมดา หลายคนจึงไม่รู้ว่า ซิม คิวเท เพิ่งจะมีอายุเพียง 23 ปีเท่านั้น แต่นั่นก็ไม่ได้บ่งชี้ว่าประสบการณ์ของเขาน้อยไปกว่าใคร และอันที่จริง เขาน่าจะผ่านอะไรมามากกว่าคนที่แก่กว่าเขาไปแล้วด้วยซ้ำ

หลังปล่อยคลิปอธิบายความขัดแย้งระหว่างตนเองและทีมงาน สื่อแทบทุกสำนักก็ต่อคิวขอสัมภาษณ์จนเขาแทบไม่มีเวลาพักหายใจ เราจึงรู้สึกพิเศษไม่น้อยที่คิวเทเลือกเทคิวมาพูดคุยกับ The Cloud ในวันนี้

ขณะนั่งรอการมาถึงของโอปป้า เราได้แต่คาดเดาไปต่าง ๆ นานา ว่าหนุ่มอารมณ์ดีที่เราเห็นในช่อง หลังกล้องจะเป็นคนแบบไหน จะยิ้มแย้มบ้าบอแบบในคลิป หรือจะสุขุมนุ่มลึกเข้าถึงยาก

หนุ่มเกาหลีหัวใจไทยไม่ทิ้งให้สงสัยนาน ทันทีที่ได้เจอ คิวเทส่งยิ้มล้นปรี่ไม่ต่างจากที่เห็นในโซเชียลมีเดีย ความสนุกสนานในยูทูบเป็นอย่างไร ชีวิตจริงเขาก็เป็นแบบนั้น

อย่างไรก็ดี เมื่อการสนทนาเริ่มต้น เราจึงค่อย ๆ สัมผัสได้ถึงตัวตนความเป็นมนุษย์ของเขาทีละเล็กละน้อย เป็นชีวิตที่ไม่ได้มีเพียงมุมที่ยิ้มอิ่มสุข หากยังมีด้านที่จริงจัง ทุกข์ ไปจนถึงโศกเศร้า 

เขาเล่าทั้งหมดให้ฟังแบบตรงไปตรงมา 

ตรงหน้าของเราคือมนุษย์ที่จริงใจที่สุดคนหนึ่ง และคงถึงเวลาอันสมควรที่ทุกคนจะได้สัมผัสความจริงใจของยูทูบเบอร์วัยยังไม่เบญจเพสคนนี้

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

กิมจิไม่ค่อย ขอส้มตำดีกว่า

ชื่อ ‘ซิม คิวเท’ ของคุณ ที่แปลว่า คนที่ห่วงใยประเทศไทย มีที่มาจากอะไร

พ่อแม่ผมเป็นคนเกาหลี แต่ผมเกิดที่นี่ เมดอินไทยแลนด์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ตอนผมเกิด คุณปู่บินจากเกาหลีมาไทย เขาบอกพ่อกับแม่ว่า ไหน ๆ จะมาตั้งหลักที่ไทยอยู่แล้ว ลูกก็เกิดที่ไทยด้วย ก็อยากให้ตั้งชื่อที่เกี่ยวกับประเทศไทยหน่อย คุณปู่เสนอว่าให้ชื่อห่วงใยประเทศไทยดีมั้ย แต่ละพยางค์ในภาษาเกาหลีมีความหมายอยู่แล้ว ชื่อคิวเทลงตัวพอดี ซิมคือชื่อตระกูล ‘คิว’ ย่อมาจากคำว่าเข้าใจ ส่วน ‘เท’ มาจาก ‘แทกุก’ ที่แปลว่าประเทศไทย ก็เลยเป็น ซิม คิวเท แต่เพื่อนเรียกกันไม่ค่อยถูกนะ คิวเทบ้าง ไคยิวเทบ้าง เรียกหยาบ ๆ ก็มี ผมเลยให้เพื่อนเรียก ‘ซิม’ แล้วกัน น่าจะเรียกง่าย จำง่ายกว่า

แล้วคุณห่วงใยประเทศไทยจริงมั้ย

จริง ๆ ก็เหมือนผมเป็นคนไทยนะ ทุกครั้งที่ไปเกาหลีจะอยากกลับมาไทยตลอด ที่นั่นไม่มีอะไรที่เราคุ้นชินเลย เหมือนไปเที่ยวต่างประเทศมากกว่า รู้สึกชัดเจนเลยว่าประเทศไทยคือบ้านของเรา ถามว่าห่วงใยมั้ยก็ต้องห่วงอยู่แล้ว เพราะว่านี่คือบ้าน

ถามจริง ประเทศนี้มีอะไรให้คุณหลงรัก

อย่างแรกก็เรื่องอาหาร ผมชอบกินอาหารรสจัด เผ็ด ๆ อร่อย ๆ อย่างกิมจิผมก็ไม่ค่อย ขอเลือกส้มตำดีกว่า กินมาตั้งแต่เด็กแล้ว

และที่ประทับใจที่สุดคือผู้คน ผมว่านิสัยคนไทยไม่เหมือนคนเกาหลีนะ คนไทยค่อนข้างใจเย็น ใจดีกว่า คนเกาหลีแอบดุ (หัวเราะ) ถ้าไม่รู้จักกันจะเหมือนมีกำแพงกั้นอยู่ พออยู่เกาหลีนาน ๆ ผมกลายเป็นอีกคนหนึ่งเลย เป็นคนที่ไม่ค่อยกล้าแสดงออก เข้าไปเฮฮากับใครไม่ได้ แต่ที่ไทยเราได้เป็นตัวของตัวเองเต็มที่

หมายความว่าไม่มีความคิดจะไปใช้ชีวิตที่เกาหลีเลย

ปกติผมกลับเกาหลีปีละครั้งอยู่แล้ว แต่ไม่เคยคิดจะกลับไปใช้ชีวิตที่นั่นยาว ๆ เคยมีที่คิดเล่น ๆ ว่าอยากดังที่เกาหลีบ้างเหมือนกัน แต่คิดไปคิดมาก็รู้ตัวว่าวันนี้มีความสุขอยู่แล้ว ผมอยากประสบความสำเร็จในไทยให้สุดมากกว่า

หลายคนเรียกคุณว่าเกาหลีตัวปลอม บ้างก็แซวว่าคุณพูดภาษาไทยไม่ชัด เคยน้อยใจบ้างรึเปล่า

ไม่เลย ผมว่าเป็นอะไรที่ดี จริง ๆ แล้วหนึ่งในสี่ของคนที่ติดตามช่อง Kyutae Oppa ก็ไม่รู้นะว่าผมเป็นคนเกาหลี เขาคิดว่าผมเป็นคนไทยที่แกล้งเป็นเกาหลี แต่ผมไม่น้อยใจเพราะมันเป็นกิมมิกดี ให้คนงงว่าสรุปเป็นเกาหลีหรือไทยกันแน่ คนดูจะสงสัยว่าไอ้นี่เป็นใคร แล้วก็อาจจะไปค้นหา เข้าไปดูคลิปของเราต่อ

แต่ทุกวันนี้ภาษาไทยของผมก็เก่งขึ้นเยอะนะ 

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'
Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

อกหัก…จึงกล้าแสดงออก

จากเด็กที่อยากทำงานเบื้องหลัง ไม่ค่อยกล้าแสดงออกตอน ม.ปลาย เปลี่ยนแนวมาอยู่หน้ากล้อง ทำช่องยูทูบได้ยังไง

ผมอกหัก ด้วยความเป็นเด็กด้วยเลยรู้สึกอกหักอย่างแรง ตลกดีเหมือนกัน ตอนนั้นอยู่ที่สถานบันเทิงพอดี ไม่รู้เหมือนกันว่าคิดอะไร จู่ ๆ ก็อยากขึ้นไปเต้น จากที่เศร้า ๆ พอเต้นแล้วรู้สึกลืมเรื่องอกหักไปเลย เหมือนได้เจอความสุขที่แท้จริง เห็นผู้คนมองขึ้นมาบนเวที โฟกัสที่เราคนเดียว หลังจากวันนั้น ผมก็ลองเป็นคนอีกแบบหนึ่งดู ลองยกมือขอขึ้นเวทีในงานโรงเรียนบ้าง ลองทำตัวเป็นรุ่นพี่ที่ร้องเพลงตามบันไดบ้าง (หัวเราะ) ก่อนหน้านั้นผมไม่กล้าเลยนะ กลัวมาก 

พอรู้ตัวว่ามีความสุขที่ได้แสดงออก ทีแรกผมอยากเป็นนักร้อง แต่ก็คิดว่าเป็นไม่ได้ เพราะขนาดคนที่ร้องเพลงอยู่ข้าง ๆ ยังร้องเพราะกว่าเราเลย โลกนี้มี 7 พันล้านคน ผมคงไปถึงจุดที่เป็นนักร้องไม่ได้ ก็เลยมองหาอะไรบางอย่างที่จะทำให้เรามีชื่อเสียง ก็ได้เจอยูทูบ เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ฟรี จะมาจากไหน อายุเท่าไหร่ ก็สร้างได้ ก็ลองทำดู ทำมาเรื่อย ๆ จนถึงวันนี้

พอจะจำได้มั้ยว่าคลิปแรกมีคนดูเท่าไหร่

โห คลิปหนึ่ง 40 – 50 วิวเอง ตอนนั้นคิดเยอะมากนะ ผมเริ่มทำช่วง ม.6 ทำแล้วคนก็ล้อ เพื่อนที่โรงเรียนก็ล้อว่าไอ้นี่เป็นอะไร เด็ก ๆ รุ่นน้องก็หัวเราะ คุณครูก็ดูถูก ออกแนวเป็นห่วงเพราะใกล้จะต้องเข้ามหาลัยแล้ว แต่ไอ้นี่ยังไม่รู้เลยว่าจะไปมหาลัยไหน วัน ๆ ทำแต่คลิป

ยอดก็ไม่ได้ดี แถมมีคนดูถูกด้วย ทำไมคุณจึงยังทำต่อ

ก็โดนล้อโดนดูถูกไปแล้ว ผมขอทำต่อดีกว่า (หัวเราะ) 

แต่ผมไม่โกรธคนที่ล้อนะ เพราะผมก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริง ผมยังไม่ดังจริง ๆ และคุณภาพของคลิปที่เราทำก็ตลกด้วย สมัยนั้นคนยังไม่เข้าใจว่าทำยูทูบเป็นยังไง แต่เราไม่สนใจ โอเค มีคนล้อ งั้นลองทำอีกคลิปแล้วกัน ลองหาดูว่าแบบไหนคนถึงจะชอบ ทำไปก็ยังไม่ดีหรอก แต่มันทำให้เรากลายเป็นรุ่นพี่ทำคลิปประจำโรงเรียน แม้จะมียอดติดตามไม่ถึงร้อยคนก็เถอะ

แต่พอโดนล้อมาก ๆ เข้า ผมก็เขินจนทนไม่ไหว ทำคนเดียวเหงาไปหน่อย เลยบอกเพื่อนว่ามาทำด้วยกันเถอะ คุณครูจะได้ดูถูกมึงด้วยไง (หัวเราะ) แก๊งผมมี 4 คน ก็มาช่วยออกในคลิป พอทำด้วยกันกับแก๊งเพื่อนก็เหมือนยูทูบเป็นกิจกรรมที่ได้มาสนุกกัน ตอนผมถ่ายจะมีรุ่นน้องในโรงเรียนมาดูตลอด เพราะสิ่งที่เราทำตลกมาก ผมเลยมีกำลังใจจะทำต่อไป

ใครสอนคุณทำยูทูบ

ศึกษาเองหมดเลย หลายคนทำเป็นอยู่แล้ว มันแอบคล้ายหลักการตลาดนิดหน่อย เราต้องหาอะไรที่แตกต่างในตลาดเดียวกัน ในยูทูบมีคอนเทนต์กินแล้ว เฮ้ย เกาหลีเต้นสายย่อ เกาหลีดูหนังผีไทยยังไม่มีนี่หว่า งั้นผมลองทำดีกว่า 

ส่วนการตัดต่อ ผมก็ต้องเรียนเหมือนกัน ความโชคดีอย่างหนึ่งคือผมเรียนโรงเรียนอินเตอร์ เลยสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ไม่รู้อะไรก็เสิร์ช ยุคนั้นคลิปสอนตัดต่อที่เป็นภาษาไทยยังไม่ค่อยมี แต่ภาษาอังกฤษมีทุกอย่างที่เราอยากเรียน ได้เข้าใจตั้งแต่ตอนนั้นว่า ถ้าผมอยากเรียนอะไรก็เรียนเองได้ ไม่ต้องมีอาจารย์คอยสอน

ช่อง ‘Kyutae Oppa’ เริ่มเป็นที่รู้จักตอนไหน

คลิปแรกที่ดังน่าจะเป็นเกาหลีดูหนังผีไทย เราอัดคลิปตัวเองดูหนังผี แล้วตัดเฉพาะรีแอคชันตอนตกใจ ปรากฏว่ามีคนดูดคลิปผมไปลงในเพจ คนแชร์เป็นหมื่นเลย ผมรีบทักไปหาเขาว่าใส่เครดิตให้หน่อยได้มั้ย ตอนนั้นไม่มีความรู้ ไม่รู้เลยว่าการที่เขาเอาคลิปเราไปลงดีหรือไม่ดี คิดแค่ว่า ขอบคุณครับพี่ที่เอาคลิปผมไปลง ไหน ๆ ก็เอาไปแล้ว ฝากแปะชื่อผมด้วยได้มั้ย (หัวเราะ) วันนั้นยอดติดตามผมขึ้นมา 2,000 – 3,000 แล้วไม่นานก็ขึ้นไปถึงหลักหมื่น

ทุกวันนี้ คลิปที่คุณนำเพลงไทยมาแปลงเนื้อเป็นภาษาเกาหลีได้รับความนิยมมาก ๆ เล่าแรงบันดาลใจของคลิปแนวนี้ให้ฟังหน่อย

ช่วงโควิดผมว่างมาก เลยลองหาเพลงดัง ๆ ตอนนั้นเพลง วาฬเกยตื้น ของ GUNGUN มาแรง เลยลองแปลเนื้อเพลงดู วันเดียวก็เสร็จ ผมก็ร้องแล้วลงยูทูบ โอ้โห คนดูเยอะมาก 10 – 20 ล้าน งั้นผมทำต่อดีกว่า แค่นั้นเลย 

การร้องเพลงลงยูทูบทำให้คุณเข้าใกล้ความฝันวัยเด็กที่อยากเป็นนักร้องมากขึ้นมั้ย

ทุกวันนี้ก็ยังอยากเป็นนักร้องนะ แต่พอทำยูทูบ ผมก็ไม่มีเวลาเข้าหาดนตรีเท่าไหร่ มีช่วงที่ลืมความอยากเป็นศิลปินไปเหมือนกัน รู้สึกว่าศิลปินเป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง ต้องทุ่มเท ต้องให้เวลามาก ๆ เดี๋ยวนี้มีแอบทำเพลงบ้างเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร ยังตั้งใจเต็มที่กับยูทูบเหมือนเดิม แต่กับอะไรที่จะตามมา ผมก็พยายามทำเรื่อย ๆ เพื่อให้วันหนึ่งมันสมบูรณ์

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

ถ้ารู้สึกเครียด ผมไม่ทำ

เคล็ดลับอะไรที่ทำให้ ‘Kyutae Oppa’ โดดเด่นกว่าช่องอื่น ๆ ที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน

ผมขายตัวเองไว้ในนั้น เอาบางอย่างที่เป็นชีวิตจริงลงไปอยู่ในช่อง สิ่งที่ผมอยากเป็น การที่น้องสาวเป็นเด็กพิเศษ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่พบเจอ ผมก็เอาไปละลายในช่อง บางคนอาจจะมองว่านี่เป็นการขายวิญญาณ แต่ผมว่านี่คือวิถีชีวิต คือการนำเสนอตัวตนให้คนดูตามที่ตัวบุคคล วิธีนี้เป็นอะไรที่อยู่ได้นานที่สุด

แล้วบุคคลที่ชื่อ ซิม คิวเท น่าติดตามยังไง

ผมสัญญากับตัวเองว่า ตอนอยู่หน้ากล้องต้องสนุก พลังงานต้องเต็มร้อย จะเช็กก่อนทุกครั้งว่าเรามีเรื่องเครียดอะไรรึเปล่า ถ้ามี ผมจะไม่ถ่ายเลย ผมว่าเป็นการไม่ให้เกียรติคนดู เพราะคนดูส่วนใหญ่มีเรื่องเครียดอยู่แล้ว เขาไม่ได้มาเอาความรู้ แต่อยากมาดูว่าวันนี้ผมทำอะไร อยากหัวเราะในสิ่งที่ผมทำ อยากเห็นผมบ้า เห็นผมโชว์พลังในที่สาธารณะ อยากเห็นผมมั่นใจ เป็นตัวของตัวเอง ไม่ว่าจะทำอะไร ไปร่วมงานกับแขกรับเชิญคนไหน ผมจะไม่มีการเกร็งหรือกลัว ผมอยากให้พลังงานของผมช่วยให้คนดูมีความสุข นี่น่าจะเป็นจุดสำคัญที่สุดที่ทำให้คนติดตามผม 

คุณไม่ฝืนเลยเหรอที่ต้องเต้นหรือทำเรื่องตลกในที่สาธารณะ

ฝืนครับ ฝืนมาก ครั้งแรกผมก็ไม่กล้า คืนก่อนหน้านอนไม่หลับเลย วันนั้นนัดเพื่อนคนหนึ่งให้มาช่วยถ่าย ต้องเต้นกลางห้าง เราไม่เคยถ่ายคลิปในห้างมาก่อน ทั้งเกร็งทั้งกลัว (ทำท่าลุกลี้ลุกลน) เฮ้ย คนนั้นมองเราทำไม เฮ้ย คนนั้นสวยมากเลย เขินจัง ผมเกร็งไปหมด

จริง ๆ ผมลืมความรู้สึกนี้ไปแล้วนะ แต่ยูทูบเบอร์หลายคนก็ยังเป็นอยู่เวลาต้องถ่ายคลิปในที่สาธารณะ ทุกวันนี้ผมแบ่งช่องในสมองได้แล้ว ถ่ายคลิปคือถ่ายคลิป ทำอย่างอื่นคือทำอย่างอื่น ประสบการณ์ทำให้เราแบ่งได้ชัดเจนว่าเวลาไหนเครียดได้ เวลาไหนต้องถ่าย 

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

ทุกวันนี้ก็คือเต้นกลางห้างได้แบบชิลล์ ๆ

ตอนนี้ดีดนิ้วปุ๊บ เต้นได้เลย (หัวเราะ)

อะไรทำให้เด็กปี 1 ที่เพิ่งเรียนมหาลัยได้แค่ 3 เดือน ตัดสินใจลาออกไปเปิดบริษัทเป็นของตัวเอง

ก่อนทำยูทูบ ผมอยากไปเรียนที่นิวยอร์ก อยากเป็นผู้กำกับอยู่หลังกล้อง แต่พออกหัก เริ่มทำยูทูบ ก็ไม่ได้อยากเรียนอะไรเป็นพิเศษ แต่พ่อแม่อยากให้เรียน และผมก็อยากรู้ เอ เรียนมหาลัยจะเป็นยังไง

ทีนี้มีอยู่วันหนึ่ง ผมไปถ่ายคลิปที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ลงคลิปเสร็จ มหาลัยก็ติดต่อมาว่าอยากให้ไปเรียนที่นั่น คณะนิเทศ ให้ทุนเรียนฟรี 4 ปีเลย ผมคิดในใจ ‘โห สบายจัด ทำยูทูบจนได้เข้ามหาลัย บ้าไปแล้ว (ทำเสียงสูง)’ 

แต่พอเข้าไปเรียนจริงไม่เหมือนที่คิดไว้ ผมต้องเรียนใหม่หมด ตั้งแต่วิธีเปิดกล้อง ชัตเตอร์สปีด เช็ดเลนส์ ตอนนั้นรู้สึกเหนื่อย ทำยูทูบ เรียนหนัก เดินทางก็ไกล เลยลองชั่งน้ำหนักดูว่า ระหว่างออกมาเรียนเองกับเรียนในมหาลัย อันไหนเร็วกว่า เรียนเองอาจจะไม่ละเอียดเท่ามหาลัย แต่ก็คงเร็วกว่า ได้เจอคนมากกว่า ผมมีเป้าหมายใหม่ด้วย อยากลองก้าวไปอีกขั้น เห็นยูทูบเบอร์หลายคนเริ่มเปิดบริษัทของตัวเอง ผมเลยลาออกหลังจากเรียนไปแค่ 3 เดือนเพื่อมาจดทะเบียนบริษัท ตอนนั้นอายุแค่ 19 

การเปิดบริษัทนับเป็นก้าวสำคัญของชีวิตเลยรึเปล่า

เป็นแรงบันดาลใจที่กระตุ้นให้เราตั้งใจทำงานมากขึ้น ตอนนั้นเป้าหมายผมเกินจริงมาก ยังเด็กด้วย คิดแผนว่าจะเปิดบริษัท จะมีลูกน้องกี่คน จะขายนู่นนี่นั่น ต้องมีเสื้อผ้านะ ต้องมีผู้ติดตาม 70 ล้านคนนะ จะมีรถกี่คัน วันหนึ่งต้องเปิดโรงเรียนสอนทำยูทูบให้ได้ 

ถึงวันนี้ทำอะไรไปแล้วบ้าง

ไม่ได้ทำเลยครับ (หัวเราะ)

พอลองทำบริษัทจริง ๆ ถึงได้รู้ว่าเราไม่ได้ชอบ เราแค่ทำตามคนอื่น ผมรวยขึ้น ดังขึ้นก็จริง แต่ว่าในใจรู้สึกว่าเดินผิดทาง ทุกวันนี้ยังมีบริษัทอยู่ แต่ก็ทำยูทูบเป็นหลัก ไม่ได้มีธุรกิจอะไรมากมาย

คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ
คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ

คนจริงใจมีน้อย

ทำยูทูบมา 5 ปี มีผู้ติดตามกว่า 8 ล้านคน เคยรู้สึกหมดไฟ อยากเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นบ้างรึเปล่า

ถ้าตอบว่าไม่ก็โกหกแล้ว มีแน่นอน ช่วงที่เหนื่อยและหมดไฟที่สุดคือ ตอนที่จะเปลี่ยนยูทูบจากงานอดิเรกมาเป็นอาชีพ ยากนะ ไม่รู้เลยว่าจุดเปลี่ยนคือตอนไหน ถามวันนี้ก็ยังตอบไม่ได้ 

มีช่วงที่บอกกับตัวเองเหมือนกันว่าจะทำยูทูบต่ออีกแค่ 3 ปี จริง ๆ ยูทูบเบอร์หลายคนเคยบอกตัวเองแบบนี้นะ แต่พอคิดแบบนี้แล้วชีวิตไม่มีความสุขเลย เหมือนเราให้วันหมดอายุกับตัวเอง ถึงจุดหนึ่งเลยเปลี่ยนความคิดใหม่ ได้รู้ว่าทำยูทูบไปเรื่อย ๆ ก็ดี จริง ๆ ไม่ว่าจะทำงานอะไรก็คงมีช่วงหมดไฟกันทั้งนั้น ผมลองตั้งใจใหม่ ลุยใหม่ จนความคิดที่จะทำยูทูบอีกแค่ 3 ปีหายไป ก็คงตั้งใจทำจนกว่าจะทำไม่ได้

หมายความว่าอาจจะมีวันที่คุณเลิกทำยูทูบ

มีอยู่แล้ว สักวันแหละ ทุกอย่างมีวันหมดอายุ แต่ก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าตอนไหน วันหนึ่งคนอาจจะไม่ดูเราแล้ว หรือเราอาจจะทำเหมือนเดิมไม่ได้ก็ได้ ไม่มีทางรู้ แต่ถ้าถามตอนนี้ก็ยังอยากทำช่องไปเรื่อย ๆ นะ

การเป็นบุคคลสาธารณะตั้งแต่เป็นวัยรุ่นให้อะไรและเอาอะไรไปจากคุณบ้าง

ให้ผมได้รู้จักกับธาตุแท้มนุษย์ ผมทำยูทูบมา 5 ปี ทุกคนรอบตัวเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ความคิด ความชอบ สังคม เวลาสั้น ๆ เอง แต่ทุกอย่างแทบไม่เหมือนเดิม ผมได้เรียนรู้เรื่องพวกนี้เยอะมาก

สิ่งที่เอาไปคือเวลา ผมได้สนุกสนานกับเพื่อนน้อยมาก ชีวิตผมไม่เหมือนของเพื่อนรุ่นเดียวกัน ตอนเพื่อนเรียนมหาลัย ผมทำงานแล้ว แทบไม่มีเพื่อนวัยเดียวกันเลย เพื่อนที่มีส่วนมากก็อายุมากกว่าเราหมด 

อีกอย่างที่เสียไปคือความเป็นส่วนตัวและความรู้สึก ผมไม่ได้มีสังกัดหรือบริษัทมาดูแล ต้องดูแลอารมณ์และชื่อเสียงของตัวเองตั้งแต่เด็ก เหนื่อยนะ ไม่มีผู้ใหญ่แนะนำ พ่อแม่เป็นคนเกาหลี เขาก็ไม่ได้เข้าใจทั้งหมดว่าสิ่งที่เราทำคืออะไร เราติดต่องานเอง ทำเองทุกอย่าง (นิ่งไป) 

ลืมไปเยอะเหมือนกันนะ ผ่านมานานแล้ว ตอนนั้นผมกลัวมาก กลัวไปหมดทุกอย่าง กลัวว่าจะพูดอะไรผิดรึเปล่า ไม่รู้ว่าออกจากบ้านแล้วจะมีคนว่าอะไรเรามั้ย เคยเจอดราม่าเหมือนกันเลยได้เข้าใจว่า อ๋อ เวลาดาราเจอเรื่องดราม่ารู้สึกแบบนี้นี่เอง แต่ถ้ามองถึงวันนี้ ผมคงบอกว่ามันดีแล้ว คุ้มแล้ว เพราะสิ่งนี้เป็นความสุขของเราจริง ๆ เราแค่ต้องหาให้เจอ เลือกโฟกัสให้ถูกจุด

คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ

ช่วงปลายปีที่ผ่านมา คุณต้องเผชิญอุปสรรคครั้งใหญ่ในชีวิต ทั้งเรื่องความสัมพันธ์กับคนรักและเพื่อนร่วมงาน สิ่งที่ช่วยให้คุณผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้คืออะไร

เป็นเรื่องที่แปลกมากนะ ช่วงต้นปีมีวันหนึ่งที่เราเอามือขึ้นมาตบหน้าตัวเอง ไม่รู้เลยว่าเกิดจากอะไร ไม่รู้ว่าฝันอยู่รึเปล่า ช่วงนั้นชีวิตผมคงแย่เหมือนมีคนมาตบหน้าตลอดเวลา สมองเลยคิดแต่เรื่องไม่ดีจนมือเริ่มตบปึ้ง ตบปึ้ง ไม่ยอมหยุด ตบถึงตี 4 ช้ำเลยนะ แต่พอได้สติ ผมหันไปมองดาวที่อยู่บนฟ้าหน้าบ้าน ถึงได้รู้ตัวว่าเราอยู่ตรงนี้ ถ้าโฟกัสแค่สิ่งตรงนี้ ความคิดต่าง ๆ ก็จะไม่ทำร้ายเรา ไม่รู้สิ เหมือนสมองสอนตัวเอง อาจจะดูบ้านะ แต่เป็นอย่างนั้นจริง ๆ หลังจากวันนั้น ความคิดลบก็แทบไม่มีเลย ความโกรธก็น้อยลงมาก

ยากนะ กว่าจะผ่านมาได้ ตอนนั้นเหมือนมียมทูตคอยกระซิบตลอดว่า ทำแบบนี้ก็ได้นะ มีหลายวิธีที่สามารถแก้แค้นคนที่ทำไม่ดีกับเรา วิธีมืดก็มีตั้งเยอะ แต่ผมไม่ทำ ผมเลือกที่จะรอ 2 เดือน ให้ตำรวจดำเนินการ แต่ระหว่างนั้นผมก็ยังเห็นสิ่งไม่ดีที่เขาทำกับเรา ก็ทำได้แค่อดทน พออดทนได้ เรื่องดี ๆ ก็เกิดขึ้น คงเป็นความอดทนนี่แหละที่ทำให้ผมผ่านจุดนั้นมาได้

ถ้าให้สรุปเป็นบทเรียนหนึ่งข้อ

คนจริงใจหายาก

ตอนนี้ผมไม่กลัวอะไรแล้วนะ ถ้าโดนโกง โดนบอกเลิกอีก ก็รู้แล้วว่าต้องทำยังไง ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงานหรอก คนรอบตัวทั้งหมดแหละ เราต้องดูก่อนว่าใครหวังผลประโยชน์อะไรจากเรารึเปล่า ก่อนหน้านี้ผมมีเพื่อนเยอะมาก แต่พอเกิดเรื่องนี้ขึ้น ผมก็เข้าหาคนน้อยลง มีแค่ไม่กี่คนเองที่จริงใจกับเรา เพิ่งได้รู้ว่าจริง ๆ แล้ว คนจริงใจหายากนี่หว่า ตอนเด็กเราไม่รู้ นึกว่าคนจริงใจมีอยู่ทุกที่ ข้างบ้านก็มี แต่เปล่า คนจริงใจมีน้อย และในเมื่อมีน้อยก็ต้องรักษาให้ดี

วันนี้ในวัย 23 คุณคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วรึยัง

ผมว่ายังนะ ประสบความสำเร็จเหรอ (นิ่งไป 20 วินาที)

ใช่ ผมว่ายัง แต่ผมก็ไม่ได้มีเป้าหมายนะว่าอยากเป็นแบบไหน แต่ก็พูดไม่ได้ว่าประสบความสำเร็จแล้ว การประสบความสำเร็จน่าจะมาพร้อมความคิดที่แข็งแกร่ง มีความมั่นใจในตัวเอง ไม่เกรงกลัว มีปัญหาก็รับมือได้ทุกอย่าง วันนี้ผมมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้น ผมยังอายุน้อย มีอีกหลายอย่างที่ต้องเรียนรู้ ต้องเจออุปสรรคอีกเยอะในชีวิต

แสดงว่าคำว่า ‘ประสบความสำเร็จ’ ในนิยามของคุณไม่ใช่แค่หน้าที่การงาน แต่จิตใจต้องแข็งแกร่งด้วย

ถ้าคนติดตามในยูทูบเพิ่มขึ้น ผมดีใจอยู่แล้ว การได้ 10 ล้านซับก็สำคัญ (หัวเราะ) แต่ผมก็อยากให้ตัวเองโตขึ้นด้วย อยากให้เรา คนในทีม และช่องยูทูบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพไปพร้อมกัน อยากมั่นใจมากกว่านี้

ตอนนี้ยังมั่นใจไม่พออีกเหรอ

ผมว่ายังไม่พอ นี่เป็นแค่ช่วงเรียนรู้ ผมทำยูทูบมา 5 ปี แต่ก็เพิ่งได้เจออุปสรรคเกี่ยวกับคนครั้งแรก คนรอบตัวเคยโดนมาหมด ผมว่านี่คือประสบการณ์สำคัญที่คนทำธุรกิจทุกคนต้องเจอ ถ้าไม่เจอก็เหมือนยังไม่ได้เริ่ม ตอนนี้น่าจะเป็นแค่จุดเริ่มต้นของคิวเท โอปป้า

คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

Photographer

A.W.Y

ช่างภาพจากเชียงใหม่ที่ชอบของโบราณ ยุค 1900 - 1990

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load