วันที่ 22 พฤษภาคม 2565 มีผู้ออกมาใช้สิทธิ์เลือก ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครด้วยคะแนนถล่มทลายเกือบ 1.4 ล้านเสียง ทิ้งห่างคู่แข่งอันดับสองกว่าเท่าตัว
ตัวเลขนั้นไม่ใช่แค่ชัยชนะ มันคือสัญญาณว่าคนกรุงเทพฯ กำลังหิวโหยผู้นำที่เอาจริงเอาจัง ไม่ใช่แค่คนที่มีนโยบายสวยงามบนกระดาษ
และ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ก็ตอบคำถามนั้นด้วยรองเท้าผ้าใบและกำหนดการที่แน่นตลอดสัปดาห์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ คือใคร?
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มีชื่อเล่นว่า ทริป เกิดวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2509 เป็นบุตรของ พลตำรวจเอกเสน่ห์ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล
สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา สำเร็จปริญญาวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมโยธา เกียรตินิยมอันดับ 1 จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโทจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) และปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา ด้วยทุนมูลนิธิอานันทมหิดล
ก่อนมาเป็นผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และยังเป็น CEO ของ Quality Houses ก่อนจะลาออกมาลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ในฐานะผู้สมัครอิสระ
แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี ฉายาที่มาพร้อมเรื่องราว
ภาพไวรัลดัง ขณะ ชัชชาติ ไปทำบุญใส่บาตรภายในวัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์ โดยสวมเสื้อแขนกุด หิ้วถุงอาหาร และเดินด้วยเท้าเปล่า กลายเป็นที่พูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ผู้แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี”
ฉายานั้นติดปากมาจนถึงทุกวันนี้ แต่สิ่งที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พิสูจน์มา 3 ปีในตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. บอกว่าเขาแข็งแกร่งในแบบที่มากกว่าการออกกำลังกาย
3 ปีของ ชัชชาติ ตัวเลขที่พูดแทนทุกสโลแกน
ระบบรับแจ้งปัญหา Traffy Fondue มีการแก้ไขเรื่องร้องเรียนไปแล้วกว่า 754,000 เรื่อง จากที่แจ้งมากว่า 929,000 เรื่อง สร้างความพึงพอใจให้ประชาชนถึง 81%
การจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยนอกจุดผ่อนผันกว่า 446 จุด ทำให้ทางเท้ากว่า 1,100 กิโลเมตรสะอาดและเป็นมิตรต่อผู้สัญจร และโครงการปลูกต้นไม้ล้านต้นที่ทะลุเป้าไปกว่า 1.8 ล้านต้น พร้อมเพิ่มสวน 15 นาทีใกล้บ้านอีก 199 แห่ง
โครงการไม่เทรวม ซึ่งทำร่วมกับเอกชนรายใหญ่มา 3 ปี สามารถลดปริมาณขยะได้กว่า 1,300 ตันต่อวัน หรือ 12% จากช่วงก่อนวิกฤตโควิด ประหยัดค่าเก็บขนไปได้ประมาณ 2,000 ล้านบาท
ตัวเลขทั้งหมดนั้นไม่ใช่แค่ความสำเร็จ มันคือสัญญาณที่บอกว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ บริหารเมืองด้วยข้อมูล ไม่ใช่ด้วยสัญชาตญาณเพียงอย่างเดียว
นโยบาย 9 ดี กรอบที่เดินทางมาพร้อมกับ ชัชชาติ

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ บริหาร กทม. ภายใต้กรอบนโยบาย 9 ด้าน ที่แต่ละด้านมุ่งเป้าไปที่ “กรุงเทพฯ เมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน”
ทั้ง ปลอดภัยดี สุขภาพดี โสดภัยดี สิ่งแวดล้อมดี เรียนดี เดินทางดี เศรษฐกิจดี สังคมดี และโปร่งใสดี — ทุกนโยบายมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน และมีข้อมูล Open Data ให้ประชาชนตรวจสอบได้
Traffy Fondue ซึ่งเป็น platform รับเรื่องร้องเรียนผ่าน LINE คือหนึ่งในนวัตกรรมที่ทำให้ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ต่างจากผู้ว่าฯ ยุคก่อน — เพราะมันทำให้ประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา ไม่ใช่แค่รอให้ภาครัฐทำ
ปีที่ 4 บทพิสูจน์สุดท้ายของผู้ว่าฯ
กรุงเทพมหานครในยุคของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เดินทางเข้าสู่ปีที่ 4 ของการบริหารที่เน้นการใช้เทคโนโลยี ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน ขณะที่อีกหนึ่งปีข้างหน้าจะเป็นปีชี้เป็นชี้ตายทางการเมืองครั้งสำคัญ ว่าเขาจะสามารถรักษาความเชื่อมั่นและขอคะแนนจากประชาชนได้อีกครั้งหรือไม่
ชัชชาติ กล่าวว่า “หัวใจในการทำงานคือการสร้างความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยความเชื่อมั่นจะเกิดขึ้นได้จากความรู้และเทคโนโลยี ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และความเข้าอกเข้าใจ”
เมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
สโลแกน “ทำงาน ทำงาน ทำงาน” ของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ฟังดูเรียบง่าย แต่ในโลกการเมืองที่ทุกคนพูดแต่ไม่ทำ มันกลับเป็นสิ่งที่ทรงพลังที่สุด
3 ปีที่ผ่านมา ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พิสูจน์ว่าเขาไม่ได้แค่พูด และปีที่ 4 จะบอกว่าเขาสามารถพาเมืองหลวงของไทยไปถึงจุดที่ตั้งใจไว้ได้หรือไม่
กรุงเทพฯ เมืองแห่งโอกาสและความหวัง — นั่นคือสิ่งที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ทิ้งท้ายไว้ และคนกรุงเทพฯ กำลังรอดูว่ามันจะเป็นจริงไหม
