“Just what is it that makes y (our) homes so different, so appealing?”

อะไรกันที่ทำให้นิยามของคำว่าบ้านของคุณและของเรา แตกต่างและน่าสนใจ

เมื่อเราต้องใช้ชีวิตอยู่บ้านกันมากขึ้น มันไม่ง่ายเลยกับการปรับเปลี่ยนชุดพฤติกรรมการดำเนินชีวิตในช่วงการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ชีวิตวิถีใหม่จากการทำงานที่บ้าน การเว้นระยะห่าง หรือการกักตัว ทำให้ที่อยู่อาศัยหรือ ‘บ้าน’ กลายเป็นสิ่งสำคัญที่เราต่างหันกลับมามอง พร้อมทบทวนถึงบทบาทและนิยามของมันในการดำเนินชีวิต

บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II

ห้องชุดสี่เหลี่ยมที่เคยตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบไปเช้าเย็นกลับ กลับทำให้รู้สึกคับแคบขึ้นเมื่อต้องอาศัยและทำงานเป็นระยะเวลานาน จากบ้านทาวน์เฮาส์สองชั้นที่เคยรู้สึกว่ากว้างใหญ่เหมือนสนามเด็กเล่นในวัยเด็ก เมื่อโตขึ้นทำไมกลับรู้สึกหงุดหงิดและอึดอัดกับการใช้พื้นที่อยู่อาศัยร่วมกับสมาชิกคนอื่นๆ ในบ้าน ความอดทนที่ลดลงกลายเป็นความใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะต้องมีบ้านเป็นของตัวเอง

แต่ในทางกลับกัน บ้านเดี่ยว 3 ชั้นหลังใหญ่ที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ ทำไมอยู่ๆ ก็ทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว ไม่สบายใจเหมือนบ้านเล็กๆ หลังเก่าที่เคยอยู่ 

ความรู้สึกเหล่านี้มันคืออะไรกัน และอะไรที่ทำให้คำนิยามของคำว่า ‘บ้าน’ ค่อยๆ เปลี่ยนไป เพื่อไขปริศนาให้กับคำถามง่ายๆ ผมอยากชวนทุกคนเปิดประตูไปที่ไหนก็ได้ไปยังบ้านโนบิ ที่อยู่อาศัยของโนบิตะ แมวหุ่นยนต์ และสมาชิกในครอบครัว จากการ์ตูนอนิเมะสุดคลาสสิกเรื่อง โดราเอมอน บ้านเดี่ยวสองชั้นหลังคาจั่วล้อมรอบด้วยรั้วอิฐบล็อกสีเทา ที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมของครอบครัวชนชั้นกลาง และรูปแบบของ ‘บ้านกึ่งสำเร็จรูป’ ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้อย่างชัดเจน  

นิยามของคำว่า บ้าน และ เมือง

บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II
บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II

ค.ศ. 1969 คือจุดกำเนิดของ โดราเอมอน ในรูปแบบหนังสือการ์ตูนซีรีส์มังงะญี่ปุ่น วาดและเขียนโดย ฟูจิโกะและฟูจิโอะ (Fujiko F. Fujio) โดยตีพิมพ์เรื่องเต็มครั้งแรกใน ค.ศ. 1970 และพิมพ์ต่อเนื่องไปจนถึง ค.ศ. 1996 รวมทั้งหมด 45 เล่ม การ์ตูน โดราเอมอน ถูกนำมาสร้างเป็นการ์ตูนแอนิเมชันครั้งแรกใน ค.ศ. 1973 ต่อมามีการเพิ่มเติม ปรับเปลี่ยนกราฟิกและลายเส้นของตัวละคร รวมถึงองค์ประกอบของสถานที่ต่างๆ ใน ค.ศ. 1979 และ ค.ศ. 2015 จนถึงปัจจุบันก็ยังมีการพัฒนาและรีเมกการ์ตูนคลาสสิกเรื่องนี้อยู่เรื่อยๆ 

ตอนที่ผู้เขียนเขียนต้นฉบับนี้เป็นยุคคาบเกี่ยวระหว่างช่วงเวลาที่ประเทศญี่ปุ่นกำลังฟื้นฟูเมืองจากบาดแผลของสงคราม เริ่มพุ่งเป้าไปที่การซ่อมแซมสภาพเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในทศวรรษที่ 1960 และช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นประสบปัญหาภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจใน ค.ศ. 1973 ทำให้การพัฒนาเมืองเริ่มชะลอตัวลง สถาปนิกชื่อดังในสมัยนั้นอย่าง เคนโซ ทังเกะ (Kenzo Tange) เรียกการเติบโตของเมืองโตเกียวว่าเป็น ‘การแพร่กระจายของหมู่บ้านชนบท’ ที่ควรต้องมีการจัดระเบียบขึ้น แต่ทว่าสถาปนิกรุ่นน้องอย่าง คาซู ชิโนฮาระ (Kazuo Shinohara) กลับมองว่า ความยุ่งเหยิงและวุ่นวายเป็นเสน่ห์ของมหานครแห่งนี้ และควรใช้มันเป็นเครื่องมือในงานออกแบบสถาปัตยกรรม โดยเขาเปรียบเปรยการเติบโตของเมืองโตเกียวเป็น ‘หมู่บ้านขนาดใหญ่’

บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II
บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II

บ้านของโนบิตะและเหล่าผองเพื่อนตั้งอยู่ที่เขตเนริมะ ในชานเมืองของโตเกียว ภาพมุมสูงของเมืองเนริมะสะท้อนให้เห็นถึงผลพวงของการขยายเมือง และการแพร่กระจายความหนาแน่นของประชากรจากตัวเมืองมาสู่ชานเมือง เมื่อผู้คนโหยหาพื้นที่อยู่อาศัยที่มีความเป็นส่วนตัวและไม่ห่างไกลจากสถานที่ทำงาน ที่อยู่อาศัยแบบบ้านเดี่ยวจึงตอบโจทย์ของวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป บ้านแต่ละหลังมีรั้วอันบ่งออกถึงอาณาความเป็นส่วนตัว ความต้องการที่ปิดตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมภายนอก เมื่อตนเดินกลับมาที่บ้านหลังเลิกงาน บ้านจึงกลายเป็นพื้นส่วนบุคคลที่ไม่ต้องการยุ่งกับใคร

แม้ว่าผู้ใหญ่ต้องการที่อยู่อาศัยที่มีความส่วนตัว หลายๆ ซีนในการ์ตูนเรื่องนี้เรากลับเห็นโนบิตะและเพื่อนๆ ออกไปเล่นนอกบ้านอยู่บ่อยๆ พื้นที่สาธารณะกลายเป็นเหมือนห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ของเมืองนี้ ทั้งสนามเบสบอล ทางเดินริมแม่น้ำ และพื้นที่ว่างที่มีวัสดุก่อสร้างวางเรียงรายอยู่ ท่อเหล็ก 3 ท่อนกลางลานกลายเป็นจุดนัดพบประจำของเด็กๆ ป่าบนภูเขาหลังโรงเรียนกลายสถานที่ผจญภัยที่นำเหล่าเด็กๆ ออกใช้ชีวิตนอกบ้านร่วมกับธรรมชาติ เสน่ห์ของชุมชนถูกถ่ายทอดออกมา

ในขณะที่เมืองโตเกียวกำลังขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้า ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน บ้าน ชุมชน และเมือง ยังคงยึดโยงกับธรรมชาติ เป็นวิถีชีวิตที่ผู้คนยังสามารถเดินเท้าจากบ้านไปโรงเรียน เป็นเมืองที่เรายังทักทายเพื่อนบ้านเมื่อเดินผ่าน เมืองที่บ้านยังเป็นส่วนหนึ่งของเมือง

บ้านเดี่ยวกึ่งสำเร็จรูป

เพราะบ้านคือหน่วยย่อยที่สุดในระบบเมือง บ้านหลายๆ หลังรวมกันกลายเป็นหมู่บ้านหรือชุมชน บ้านเป็นผลผลิตของการประนีประนอมและอยู่รวมกันระหว่างธรรมชาติกับสิ่งที่มนุษย์ปลูกสร้าง บ้านคือองค์ประกอบสำคัญในการสร้างอัตลักษณ์ให้กับย่านและเมืองนั้นๆ รูปแบบของมันจึงเป็นภาพสะท้อนถึงสภาพแวดล้อมและบริบทของสังคมในแต่ละยุคสมัยได้อย่างชัดเจน

‘ผนังสี่ด้านและหลังคา’ อาจจะเป็นคำนิยามของบ้านที่ตอบโจทย์ที่สุดกับสภาพสังคมในช่วงปลายทศวรรษที่ 20 เมื่อเศรษฐกิจของญี่ปุ่นต้องเผชิญกับวิกฤตเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่ผันผวนใน ค.ศ. 1973 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่วิวัฒนาการของสถาปัตยกรรมสากลในยุคโมเดิร์นเข้ามาเบ่งบานในประเทศ เมื่อสถาปัตยกรรมถูกขับเคลื่อนโดยระบบเศรษฐกิจ ใจความสำคัญของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่ว่าด้วยการลดทอนองค์ประกอบและการตกแต่งที่ไม่จำเป็น ให้เหลือไว้เฉพาะประโยชน์ใช้สอยขั้นพื้นฐาน ในรูปแบบการอยู่อาศัยที่เพียงพอ หรือ Minimum Dwelling บ้านดั้งเดิมแบบญี่ปุ่นถูกแทนที่ด้วยหลักการออกแบบสมัยใหม่ที่ใช้เหตุผล อ้างอิงวิทยาศาสตร์และสัดส่วนมนุษย์ โดยบางครั้งให้ความสำคัญกับความสวยงามรองลงมา

‘บ้านเดี่ยวกึ่งสำเร็จรูป’ สำหรับ 1 ครอบครัวจึงถือกำเนิดขึ้นเข้าสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ หลังจากนั้นบ้านหนึ่งหลังที่มีโครงสร้าง แปลนบ้าน และรูปลักษณ์ภายนอกที่เหมือนกันทุกประการ ก็ถูกโคลนออกมาและผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดกระจายอยู่รอบชานเมือง เหมือนบ้านที่เพียงรอการเติมน้ำร้อนและใส่เครื่องปรุงก็ย้ายเข้าไปอยู่อาศัยได้ทันที

ผมขอนิยามสถาปัตยกรรมในรูปแบบนี้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมมินิมอลลิสม์ (Minimalism) ยุคแรกเริ่ม หลายคนอาจติดภาพของสถาปัตยกรรมมินิมอลเป็นบ้านสีขาวล้วน มีห้องว่างเปล่าทาผนังด้วยสีขาว และเมื่อกวาดตามองไปที่มุมห้องจะพบกับวัตถุที่ถูกจัดองค์ประกอบคอมโพซิชันวางอยู่ แต่โดยหลักการแล้ว มินิมอลลิสม์ไม่ได้หมายถึงสไตล์ในการตกแต่งบ้าน แต่มันคือทัศนคติ (Attitude) ซึ่งต้นตอของแนวคิดนี้เกิดมาจากศิลปะแนว Abstract และแนว Cubism มันคือแนวคิดว่าด้วยการกลับสู้รากฐาน กลับสู่สัจจะของรูปทรงและวัสดุ การลดทอนองค์ประกอบที่ไม่สำคัญออกไป คือเครื่องมือที่ช่วยสังเคราะห์ความซับซ้อนที่สถาปนิก เลือกที่จะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับบริบทและแนวคิดของผลงาน

บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II
บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II

ดังนั้น หากมองด้วยตรรกะเดียวกัน บ้านโนบิในการ์ตูนเรื่อง โดราเอมอน จึงเป็นบ้านในรูปแบบสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์น แนวมินิมอลยุคบุกเบิก ที่หล่อหลอมวิถีการใช้ชีวิตสมัยใหม่ขึ้นมาให้กับผู้อยู่อาศัย  บ้านโนบินั้นเป็นบ้านครอบครัวเดี่ยว 2 ชั้น ไม่มีที่จอดรถ มีที่ดินรอบตัวบ้านพอสำหรับสร้างสวนขนาดเล็ก ชานไม้พักผ่อน พื้นที่ตากผ้า และห้องเก็บของได้ รูปทรงของบ้านเกิดการจัดสรรพื้นที่ใช้สอย วางตำแหน่ง ทางเดิน ทางเข้า ทางออก และห้องต่างๆ ตามความเชื่อมโยงในการใช้งาน หลังคาทรงจั่วช่วยในการกันฝนและเร่งระบายน้ำในวันที่พายุเข้า ปีกของหลังคาที่ยื่นออกห่างออกไปจากตัวบ้านก็เพื่อช่วยกันแดดและสร้างเงาบังแดดนั้นเอง

บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II
บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II

ชั้นล่างของตัวบ้านประกอบด้วย 1 ห้องรับแขกที่อยู่ติดกับประตูทางเข้าบ้าน เพื่อให้แขกที่มาเยือนไม่ต้องเดินผ่านพื้นที่อยู่อาศัยของครอบครัว 1 ห้องอเนกประสงค์สำหรับสมาชิกในครอบครัวที่ใช้เป็นทั้งห้องนั่งเล่นและห้องทานอาหารว่าง 1 ห้องครัวและห้องกินข้าวที่อยู่รวมกัน 1 ห้องอาบน้ำที่แยกห้องสุขา จากแปลนบ้าน เราจะเห็นว่าตำแหน่งของประตูและหน้าต่างถูกจัดวางเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงกับทิศทางของแสงแดดและทางลม โดยห้องน้ำและห้องครัวจะได้รับแสงอาทิตย์ในช่วงเช้าจากทิศตะวันออก และพื้นที่อยู่อาศัยที่เหลือจะได้รับแสงอาทิตย์ในตอนบ่ายและตอนเย็นจากทางทิศใต้และทิศตะวันตก 

ในส่วนของพื้นที่ชั้นบนแบ่งออกเป็น 2 ห้องนอน สำหรับพ่อแม่และห้องนอนของโนบิตะและโดราเอมอน ห้องของโนบิตะได้รับแสงอาทิตย์เข้ามาทางทิศใต้เต็มๆ ในช่วงกลางวัน ซึ่งถ้าเป็นวันธรรมดาแล้วโนบิตะนั้นคงจะอยู่ที่โรงเรียน แต่ถ้าเป็นวันเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุด เรามักจะเห็นภาพโนบิตะและโดราเอมอนเหงื่อแตกและพยายามหาวิธีคลายร้อน นี่ก็อาจจะเป็นหนึ่งเหตุผลที่พวกเขามักจะออกไปเล่นนอกบ้านในช่วงกลางวันนั้นเอง

บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II

บ้านโนบิตะยังทำให้เราหวนคิดถึงบ้านในวัยเด็ก ที่บ้าน 1 หลังจะมีทีวี 1 เครื่อง ทำให้เราต้องแย่ง สลับ และแบ่งเวลากับพ่อแม่พี่น้องเพื่อดูรายการโปรด การรอคิวเข้าห้องน้ำเพื่อไปโรงเรียนหรือทำงาน การที่เราต้องเดินลงมาจากชั้นสองเพื่อเข้าห้องน้ำในตอนกลางคืน การเปิดหน้าต่างและพัดลมเพื่อรับลมในวันที่อากาศร้อน เพราะไม่ใช่ทุกห้องที่ติดเครื่องปรับอากาศ รูปแบบทางกายภาพทางสถาปัตยกรรมของตัวบ้านกลายส่วนที่ส่งเสริมให้สมาชิกในครอบครัวใช้เวลาอยู่ร่วมกัน แบ่งปันพื้นที่ หรือแย่งกันใช้งาน

บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II

สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ เลือนลางหายไป ในยุคที่เครื่องใช้ไฟฟ้า สุขภัณฑ์ อุปกรณ์อำนวยความสะดวก รวมถึงโน๊ตบุ๊กและอินเตอร์เน็ตมีราคาที่ถูกลงและง่ายต่อการครอบครอง บ้านหลายหลังเริ่มมีทีวีมากกว่า 1 เครื่อง จำนวนห้องน้ำที่เพิ่มขึ้น จนไปถึงการที่เราเลือกดูรายการต่างๆ ผ่านโน๊ตบุ๊กหรือคอมพิวเตอร์ได้ทุกที่ทุกเวลา บ้านเดี่ยว 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ กลับกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่เป็นความต้องการขั้นต่ำในสังคมปัจจุบัน ในขณะที่พื้นที่ส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามความต้องการของผู้อยู่อาศัย เวลาที่สมาชิกในครอบครัวจะแบ่งปันให้กันและกันกลับค่อยลดน้อยลงไป

บ้านคือศิลปะแห่งการใช้ชีวิต

เมื่อวิถีการดำเนินชีวิตเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคมแต่ละยุค คำนิยามที่เราสร้างขึ้นให้กับคำว่าบ้าน ก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ในยุคหนึ่ง เลอกอร์บูซีเย (Le Corbusier) สถาปนิกชาวฝรั่งเศสที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นบิดาแห่งสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์นได้กล่าวว่า “บ้านนั้นคือเครื่องจักรสำหรับการอยู่อาศัย” แต่ต่อมาเมื่อบริบทของเมืองเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เมื่อเราไม่ต้องฟื้นฟูเมืองจากช่วงสงคราม คำนิยามเดิมก็เริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงไป ดังที่ คาซู ชิโนฮาระ สถาปนิกชาวญี่ปุ่นในยุคโพสต์โมเดิร์นหรือยุคหลังสมัยใหม่นิยม กล่าวว่า “บ้านคืองานศิลปะ” ซึ่งศิลปะในที่นี้ น่าจะหมายถึงศิลปะแห่งการเลือกใช้ชีวิต 

บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II

ในการ์ตูนเรื่อง โดราเอมอน แม้ว่าหลายบ้านจะได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์น ทำให้มีโครงสร้างภายนอกและรูปทรงที่เหมือนและคล้ายคลึงกัน แต่ทุกๆ บ้านก็พยายามแสดงเอกลักษณ์ของตนเองออกมา สังเกตได้จากการทาสีหลังคาที่แตกต่างกัน การเลือกวัสดุของรั้วที่ไม่เหมือนกันไป การปลูกต้นไม้คนละแบบ รวมไปถึงการตกแต่งภายในตัวบ้านที่แสดงนัยยะให้เห็นถึงตัวตนของผู้อยู่อาศัย

การตกแต่งภายในบ้านของโนบิตะผสมระหว่างแบบโมเดิร์นและญี่ปุ่นดั้งเดิม โดยใช้เสื่อทาทามิในห้องนั่งเล่น เพื่อแบ่งสัดส่วนของห้องและกำหนดตำแหน่งของเฟอร์นิเจอร์ การใช้โต๊ะนั่งพื้นและเบาะรองแบบญี่ปุ่น รวมถึงการเลือกใช้ประตูบานเลื่อนไม้แบบญี่ปุ่น องค์ประกอบเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้บ้านเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย

ผมเชื่อว่าคำจำกัดความของคำว่า ‘บ้าน’ ที่เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัยกว้างขึ้นแล้วในวันนี้ เพราะกรอบปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีวิตของแต่ละบุคคลนั้นไม่เหมือนกัน บางคนอยากจะมีบ้านอยู่นอกเมือง อาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติและอากาศบริสุทธิ์ให้มากที่สุด บางคนอยากมีบ้านอยู่บนตึกสูงกลางใจเมือง เพื่อสะดวกสบายในการใช้ชีวิต แต่ก็อาจจะต้องแลกมากับชีวิตที่ต้องพึ่งเครื่องปรับอากาศเป็นส่วนใหญ่

วิถีชีวิตของมนุษย์จะยังถูกขับเคลื่อนโดยระบบเศรษฐกิจ การเมือง และสภาพสังคม อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แน่นอนว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ในครั้งนี้ได้เปลี่ยนนิยามของคำว่าบ้านไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะในเชิงการจัดสรรพื้นที่เพื่อเว้นระยะห่างหรือการปรับพื้นที่ภายในบ้านให้เหมาะกับการทำงานจากบ้านก็ตาม

เมื่อนิยามของคำว่า ‘บ้าน’ แปรผกผันตามรูปแบบการใช้ชีวิตและสภาพสังคมในแต่ละยุค เมื่อปัจจัยพื้นฐานของบ้านตามบริบทในอดีตไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่เพิ่มขึ้นในวิถีการดำเนินชีวิตร่วมสมัยของผู้อยู่อาศัย สถาปัตยกรรมแบบเพียงพอ (Minimum Dwelling) กำลังถูกแทนที่ด้วยรูปแบบของสถาปัตยกรรมที่ตอบสนองความปรารถนา (Maximum Desire) โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนที่มีความต้องการแตกต่างและหลากหลาย

ถ้าเราลองตั้งคำถามให้กับตัวเองว่า นิยามคำว่า ‘บ้าน’ ของคุณคืออะไร อะไรคือคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานในยุคปัจจุบันที่ตอบโจทย์การดำเนินชีวิตของคุณ คำตอบที่ได้ อาจจะนำมาซึ่งรูปลักษณ์ของสถาปัตยกรรมที่แตกต่างไปจากขนบเดิมๆ อย่างสิ้นเชิง

ขอบคุณรูปภาพจาก 

TV Anime : Doraemon, Fujiko Fujio, TV Asahi (ANN), 2005.“ (Chronology 1979 Anime)

doraemon.fandom.com/th/wiki

doraemon.fandom.com/wiki/Nobis’ Residenceanime

naibann.com/nobita-house-plan/

https://www.dotproperty.co.th/blog/

“Just what is it that makes y (our) homes so different, so appealing?”

อะไรกันที่ทำให้นิยามของคำว่าบ้านของคุณและของเรา แตกต่างและน่าสนใจ

เมื่อเราต้องใช้ชีวิตอยู่บ้านกันมากขึ้น มันไม่ง่ายเลยกับการปรับเปลี่ยนชุดพฤติกรรมการดำเนินชีวิตในช่วงการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ชีวิตวิถีใหม่จากการทำงานที่บ้าน การเว้นระยะห่าง หรือการกักตัว ทำให้ที่อยู่อาศัยหรือ ‘บ้าน’ กลายเป็นสิ่งสำคัญที่เราต่างหันกลับมามอง พร้อมทบทวนถึงบทบาทและนิยามของมันในการดำเนินชีวิต

บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II

ห้องชุดสี่เหลี่ยมที่เคยตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบไปเช้าเย็นกลับ กลับทำให้รู้สึกคับแคบขึ้นเมื่อต้องอาศัยและทำงานเป็นระยะเวลานาน จากบ้านทาวน์เฮาส์สองชั้นที่เคยรู้สึกว่ากว้างใหญ่เหมือนสนามเด็กเล่นในวัยเด็ก เมื่อโตขึ้นทำไมกลับรู้สึกหงุดหงิดและอึดอัดกับการใช้พื้นที่อยู่อาศัยร่วมกับสมาชิกคนอื่นๆ ในบ้าน ความอดทนที่ลดลงกลายเป็นความใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะต้องมีบ้านเป็นของตัวเอง

แต่ในทางกลับกัน บ้านเดี่ยว 3 ชั้นหลังใหญ่ที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ ทำไมอยู่ๆ ก็ทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว ไม่สบายใจเหมือนบ้านเล็กๆ หลังเก่าที่เคยอยู่ 

ความรู้สึกเหล่านี้มันคืออะไรกัน และอะไรที่ทำให้คำนิยามของคำว่า ‘บ้าน’ ค่อยๆ เปลี่ยนไป เพื่อไขปริศนาให้กับคำถามง่ายๆ ผมอยากชวนทุกคนเปิดประตูไปที่ไหนก็ได้ไปยังบ้านโนบิ ที่อยู่อาศัยของโนบิตะ แมวหุ่นยนต์ และสมาชิกในครอบครัว จากการ์ตูนอนิเมะสุดคลาสสิกเรื่อง โดราเอมอน บ้านเดี่ยวสองชั้นหลังคาจั่วล้อมรอบด้วยรั้วอิฐบล็อกสีเทา ที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมของครอบครัวชนชั้นกลาง และรูปแบบของ ‘บ้านกึ่งสำเร็จรูป’ ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้อย่างชัดเจน  

นิยามของคำว่า บ้าน และ เมือง

บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II
บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II

ค.ศ. 1969 คือจุดกำเนิดของ โดราเอมอน ในรูปแบบหนังสือการ์ตูนซีรีส์มังงะญี่ปุ่น วาดและเขียนโดย ฟูจิโกะและฟูจิโอะ (Fujiko F. Fujio) โดยตีพิมพ์เรื่องเต็มครั้งแรกใน ค.ศ. 1970 และพิมพ์ต่อเนื่องไปจนถึง ค.ศ. 1996 รวมทั้งหมด 45 เล่ม การ์ตูน โดราเอมอน ถูกนำมาสร้างเป็นการ์ตูนแอนิเมชันครั้งแรกใน ค.ศ. 1973 ต่อมามีการเพิ่มเติม ปรับเปลี่ยนกราฟิกและลายเส้นของตัวละคร รวมถึงองค์ประกอบของสถานที่ต่างๆ ใน ค.ศ. 1979 และ ค.ศ. 2015 จนถึงปัจจุบันก็ยังมีการพัฒนาและรีเมกการ์ตูนคลาสสิกเรื่องนี้อยู่เรื่อยๆ 

ตอนที่ผู้เขียนเขียนต้นฉบับนี้เป็นยุคคาบเกี่ยวระหว่างช่วงเวลาที่ประเทศญี่ปุ่นกำลังฟื้นฟูเมืองจากบาดแผลของสงคราม เริ่มพุ่งเป้าไปที่การซ่อมแซมสภาพเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในทศวรรษที่ 1960 และช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นประสบปัญหาภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจใน ค.ศ. 1973 ทำให้การพัฒนาเมืองเริ่มชะลอตัวลง สถาปนิกชื่อดังในสมัยนั้นอย่าง เคนโซ ทังเกะ (Kenzo Tange) เรียกการเติบโตของเมืองโตเกียวว่าเป็น ‘การแพร่กระจายของหมู่บ้านชนบท’ ที่ควรต้องมีการจัดระเบียบขึ้น แต่ทว่าสถาปนิกรุ่นน้องอย่าง คาซู ชิโนฮาระ (Kazuo Shinohara) กลับมองว่า ความยุ่งเหยิงและวุ่นวายเป็นเสน่ห์ของมหานครแห่งนี้ และควรใช้มันเป็นเครื่องมือในงานออกแบบสถาปัตยกรรม โดยเขาเปรียบเปรยการเติบโตของเมืองโตเกียวเป็น ‘หมู่บ้านขนาดใหญ่’

บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II
บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II

บ้านของโนบิตะและเหล่าผองเพื่อนตั้งอยู่ที่เขตเนริมะ ในชานเมืองของโตเกียว ภาพมุมสูงของเมืองเนริมะสะท้อนให้เห็นถึงผลพวงของการขยายเมือง และการแพร่กระจายความหนาแน่นของประชากรจากตัวเมืองมาสู่ชานเมือง เมื่อผู้คนโหยหาพื้นที่อยู่อาศัยที่มีความเป็นส่วนตัวและไม่ห่างไกลจากสถานที่ทำงาน ที่อยู่อาศัยแบบบ้านเดี่ยวจึงตอบโจทย์ของวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป บ้านแต่ละหลังมีรั้วอันบ่งออกถึงอาณาความเป็นส่วนตัว ความต้องการที่ปิดตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมภายนอก เมื่อตนเดินกลับมาที่บ้านหลังเลิกงาน บ้านจึงกลายเป็นพื้นส่วนบุคคลที่ไม่ต้องการยุ่งกับใคร

แม้ว่าผู้ใหญ่ต้องการที่อยู่อาศัยที่มีความส่วนตัว หลายๆ ซีนในการ์ตูนเรื่องนี้เรากลับเห็นโนบิตะและเพื่อนๆ ออกไปเล่นนอกบ้านอยู่บ่อยๆ พื้นที่สาธารณะกลายเป็นเหมือนห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ของเมืองนี้ ทั้งสนามเบสบอล ทางเดินริมแม่น้ำ และพื้นที่ว่างที่มีวัสดุก่อสร้างวางเรียงรายอยู่ ท่อเหล็ก 3 ท่อนกลางลานกลายเป็นจุดนัดพบประจำของเด็กๆ ป่าบนภูเขาหลังโรงเรียนกลายสถานที่ผจญภัยที่นำเหล่าเด็กๆ ออกใช้ชีวิตนอกบ้านร่วมกับธรรมชาติ เสน่ห์ของชุมชนถูกถ่ายทอดออกมา

ในขณะที่เมืองโตเกียวกำลังขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้า ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน บ้าน ชุมชน และเมือง ยังคงยึดโยงกับธรรมชาติ เป็นวิถีชีวิตที่ผู้คนยังสามารถเดินเท้าจากบ้านไปโรงเรียน เป็นเมืองที่เรายังทักทายเพื่อนบ้านเมื่อเดินผ่าน เมืองที่บ้านยังเป็นส่วนหนึ่งของเมือง

บ้านเดี่ยวกึ่งสำเร็จรูป

เพราะบ้านคือหน่วยย่อยที่สุดในระบบเมือง บ้านหลายๆ หลังรวมกันกลายเป็นหมู่บ้านหรือชุมชน บ้านเป็นผลผลิตของการประนีประนอมและอยู่รวมกันระหว่างธรรมชาติกับสิ่งที่มนุษย์ปลูกสร้าง บ้านคือองค์ประกอบสำคัญในการสร้างอัตลักษณ์ให้กับย่านและเมืองนั้นๆ รูปแบบของมันจึงเป็นภาพสะท้อนถึงสภาพแวดล้อมและบริบทของสังคมในแต่ละยุคสมัยได้อย่างชัดเจน

‘ผนังสี่ด้านและหลังคา’ อาจจะเป็นคำนิยามของบ้านที่ตอบโจทย์ที่สุดกับสภาพสังคมในช่วงปลายทศวรรษที่ 20 เมื่อเศรษฐกิจของญี่ปุ่นต้องเผชิญกับวิกฤตเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่ผันผวนใน ค.ศ. 1973 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่วิวัฒนาการของสถาปัตยกรรมสากลในยุคโมเดิร์นเข้ามาเบ่งบานในประเทศ เมื่อสถาปัตยกรรมถูกขับเคลื่อนโดยระบบเศรษฐกิจ ใจความสำคัญของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่ว่าด้วยการลดทอนองค์ประกอบและการตกแต่งที่ไม่จำเป็น ให้เหลือไว้เฉพาะประโยชน์ใช้สอยขั้นพื้นฐาน ในรูปแบบการอยู่อาศัยที่เพียงพอ หรือ Minimum Dwelling บ้านดั้งเดิมแบบญี่ปุ่นถูกแทนที่ด้วยหลักการออกแบบสมัยใหม่ที่ใช้เหตุผล อ้างอิงวิทยาศาสตร์และสัดส่วนมนุษย์ โดยบางครั้งให้ความสำคัญกับความสวยงามรองลงมา

‘บ้านเดี่ยวกึ่งสำเร็จรูป’ สำหรับ 1 ครอบครัวจึงถือกำเนิดขึ้นเข้าสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ หลังจากนั้นบ้านหนึ่งหลังที่มีโครงสร้าง แปลนบ้าน และรูปลักษณ์ภายนอกที่เหมือนกันทุกประการ ก็ถูกโคลนออกมาและผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดกระจายอยู่รอบชานเมือง เหมือนบ้านที่เพียงรอการเติมน้ำร้อนและใส่เครื่องปรุงก็ย้ายเข้าไปอยู่อาศัยได้ทันที

ผมขอนิยามสถาปัตยกรรมในรูปแบบนี้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมมินิมอลลิสม์ (Minimalism) ยุคแรกเริ่ม หลายคนอาจติดภาพของสถาปัตยกรรมมินิมอลเป็นบ้านสีขาวล้วน มีห้องว่างเปล่าทาผนังด้วยสีขาว และเมื่อกวาดตามองไปที่มุมห้องจะพบกับวัตถุที่ถูกจัดองค์ประกอบคอมโพซิชันวางอยู่ แต่โดยหลักการแล้ว มินิมอลลิสม์ไม่ได้หมายถึงสไตล์ในการตกแต่งบ้าน แต่มันคือทัศนคติ (Attitude) ซึ่งต้นตอของแนวคิดนี้เกิดมาจากศิลปะแนว Abstract และแนว Cubism มันคือแนวคิดว่าด้วยการกลับสู้รากฐาน กลับสู่สัจจะของรูปทรงและวัสดุ การลดทอนองค์ประกอบที่ไม่สำคัญออกไป คือเครื่องมือที่ช่วยสังเคราะห์ความซับซ้อนที่สถาปนิก เลือกที่จะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับบริบทและแนวคิดของผลงาน

บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II
บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II

ดังนั้น หากมองด้วยตรรกะเดียวกัน บ้านโนบิในการ์ตูนเรื่อง โดราเอมอน จึงเป็นบ้านในรูปแบบสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์น แนวมินิมอลยุคบุกเบิก ที่หล่อหลอมวิถีการใช้ชีวิตสมัยใหม่ขึ้นมาให้กับผู้อยู่อาศัย  บ้านโนบินั้นเป็นบ้านครอบครัวเดี่ยว 2 ชั้น ไม่มีที่จอดรถ มีที่ดินรอบตัวบ้านพอสำหรับสร้างสวนขนาดเล็ก ชานไม้พักผ่อน พื้นที่ตากผ้า และห้องเก็บของได้ รูปทรงของบ้านเกิดการจัดสรรพื้นที่ใช้สอย วางตำแหน่ง ทางเดิน ทางเข้า ทางออก และห้องต่างๆ ตามความเชื่อมโยงในการใช้งาน หลังคาทรงจั่วช่วยในการกันฝนและเร่งระบายน้ำในวันที่พายุเข้า ปีกของหลังคาที่ยื่นออกห่างออกไปจากตัวบ้านก็เพื่อช่วยกันแดดและสร้างเงาบังแดดนั้นเอง

บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II
บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II

ชั้นล่างของตัวบ้านประกอบด้วย 1 ห้องรับแขกที่อยู่ติดกับประตูทางเข้าบ้าน เพื่อให้แขกที่มาเยือนไม่ต้องเดินผ่านพื้นที่อยู่อาศัยของครอบครัว 1 ห้องอเนกประสงค์สำหรับสมาชิกในครอบครัวที่ใช้เป็นทั้งห้องนั่งเล่นและห้องทานอาหารว่าง 1 ห้องครัวและห้องกินข้าวที่อยู่รวมกัน 1 ห้องอาบน้ำที่แยกห้องสุขา จากแปลนบ้าน เราจะเห็นว่าตำแหน่งของประตูและหน้าต่างถูกจัดวางเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงกับทิศทางของแสงแดดและทางลม โดยห้องน้ำและห้องครัวจะได้รับแสงอาทิตย์ในช่วงเช้าจากทิศตะวันออก และพื้นที่อยู่อาศัยที่เหลือจะได้รับแสงอาทิตย์ในตอนบ่ายและตอนเย็นจากทางทิศใต้และทิศตะวันตก 

ในส่วนของพื้นที่ชั้นบนแบ่งออกเป็น 2 ห้องนอน สำหรับพ่อแม่และห้องนอนของโนบิตะและโดราเอมอน ห้องของโนบิตะได้รับแสงอาทิตย์เข้ามาทางทิศใต้เต็มๆ ในช่วงกลางวัน ซึ่งถ้าเป็นวันธรรมดาแล้วโนบิตะนั้นคงจะอยู่ที่โรงเรียน แต่ถ้าเป็นวันเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุด เรามักจะเห็นภาพโนบิตะและโดราเอมอนเหงื่อแตกและพยายามหาวิธีคลายร้อน นี่ก็อาจจะเป็นหนึ่งเหตุผลที่พวกเขามักจะออกไปเล่นนอกบ้านในช่วงกลางวันนั้นเอง

บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II

บ้านโนบิตะยังทำให้เราหวนคิดถึงบ้านในวัยเด็ก ที่บ้าน 1 หลังจะมีทีวี 1 เครื่อง ทำให้เราต้องแย่ง สลับ และแบ่งเวลากับพ่อแม่พี่น้องเพื่อดูรายการโปรด การรอคิวเข้าห้องน้ำเพื่อไปโรงเรียนหรือทำงาน การที่เราต้องเดินลงมาจากชั้นสองเพื่อเข้าห้องน้ำในตอนกลางคืน การเปิดหน้าต่างและพัดลมเพื่อรับลมในวันที่อากาศร้อน เพราะไม่ใช่ทุกห้องที่ติดเครื่องปรับอากาศ รูปแบบทางกายภาพทางสถาปัตยกรรมของตัวบ้านกลายส่วนที่ส่งเสริมให้สมาชิกในครอบครัวใช้เวลาอยู่ร่วมกัน แบ่งปันพื้นที่ หรือแย่งกันใช้งาน

บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II

สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ เลือนลางหายไป ในยุคที่เครื่องใช้ไฟฟ้า สุขภัณฑ์ อุปกรณ์อำนวยความสะดวก รวมถึงโน๊ตบุ๊กและอินเตอร์เน็ตมีราคาที่ถูกลงและง่ายต่อการครอบครอง บ้านหลายหลังเริ่มมีทีวีมากกว่า 1 เครื่อง จำนวนห้องน้ำที่เพิ่มขึ้น จนไปถึงการที่เราเลือกดูรายการต่างๆ ผ่านโน๊ตบุ๊กหรือคอมพิวเตอร์ได้ทุกที่ทุกเวลา บ้านเดี่ยว 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ กลับกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่เป็นความต้องการขั้นต่ำในสังคมปัจจุบัน ในขณะที่พื้นที่ส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามความต้องการของผู้อยู่อาศัย เวลาที่สมาชิกในครอบครัวจะแบ่งปันให้กันและกันกลับค่อยลดน้อยลงไป

บ้านคือศิลปะแห่งการใช้ชีวิต

เมื่อวิถีการดำเนินชีวิตเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคมแต่ละยุค คำนิยามที่เราสร้างขึ้นให้กับคำว่าบ้าน ก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ในยุคหนึ่ง เลอกอร์บูซีเย (Le Corbusier) สถาปนิกชาวฝรั่งเศสที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นบิดาแห่งสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์นได้กล่าวว่า “บ้านนั้นคือเครื่องจักรสำหรับการอยู่อาศัย” แต่ต่อมาเมื่อบริบทของเมืองเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เมื่อเราไม่ต้องฟื้นฟูเมืองจากช่วงสงคราม คำนิยามเดิมก็เริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงไป ดังที่ คาซู ชิโนฮาระ สถาปนิกชาวญี่ปุ่นในยุคโพสต์โมเดิร์นหรือยุคหลังสมัยใหม่นิยม กล่าวว่า “บ้านคืองานศิลปะ” ซึ่งศิลปะในที่นี้ น่าจะหมายถึงศิลปะแห่งการเลือกใช้ชีวิต 

บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II

ในการ์ตูนเรื่อง โดราเอมอน แม้ว่าหลายบ้านจะได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์น ทำให้มีโครงสร้างภายนอกและรูปทรงที่เหมือนและคล้ายคลึงกัน แต่ทุกๆ บ้านก็พยายามแสดงเอกลักษณ์ของตนเองออกมา สังเกตได้จากการทาสีหลังคาที่แตกต่างกัน การเลือกวัสดุของรั้วที่ไม่เหมือนกันไป การปลูกต้นไม้คนละแบบ รวมไปถึงการตกแต่งภายในตัวบ้านที่แสดงนัยยะให้เห็นถึงตัวตนของผู้อยู่อาศัย

การตกแต่งภายในบ้านของโนบิตะผสมระหว่างแบบโมเดิร์นและญี่ปุ่นดั้งเดิม โดยใช้เสื่อทาทามิในห้องนั่งเล่น เพื่อแบ่งสัดส่วนของห้องและกำหนดตำแหน่งของเฟอร์นิเจอร์ การใช้โต๊ะนั่งพื้นและเบาะรองแบบญี่ปุ่น รวมถึงการเลือกใช้ประตูบานเลื่อนไม้แบบญี่ปุ่น องค์ประกอบเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้บ้านเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย

ผมเชื่อว่าคำจำกัดความของคำว่า ‘บ้าน’ ที่เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัยกว้างขึ้นแล้วในวันนี้ เพราะกรอบปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีวิตของแต่ละบุคคลนั้นไม่เหมือนกัน บางคนอยากจะมีบ้านอยู่นอกเมือง อาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติและอากาศบริสุทธิ์ให้มากที่สุด บางคนอยากมีบ้านอยู่บนตึกสูงกลางใจเมือง เพื่อสะดวกสบายในการใช้ชีวิต แต่ก็อาจจะต้องแลกมากับชีวิตที่ต้องพึ่งเครื่องปรับอากาศเป็นส่วนใหญ่

วิถีชีวิตของมนุษย์จะยังถูกขับเคลื่อนโดยระบบเศรษฐกิจ การเมือง และสภาพสังคม อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แน่นอนว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ในครั้งนี้ได้เปลี่ยนนิยามของคำว่าบ้านไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะในเชิงการจัดสรรพื้นที่เพื่อเว้นระยะห่างหรือการปรับพื้นที่ภายในบ้านให้เหมาะกับการทำงานจากบ้านก็ตาม

เมื่อนิยามของคำว่า ‘บ้าน’ แปรผกผันตามรูปแบบการใช้ชีวิตและสภาพสังคมในแต่ละยุค เมื่อปัจจัยพื้นฐานของบ้านตามบริบทในอดีตไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่เพิ่มขึ้นในวิถีการดำเนินชีวิตร่วมสมัยของผู้อยู่อาศัย สถาปัตยกรรมแบบเพียงพอ (Minimum Dwelling) กำลังถูกแทนที่ด้วยรูปแบบของสถาปัตยกรรมที่ตอบสนองความปรารถนา (Maximum Desire) โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนที่มีความต้องการแตกต่างและหลากหลาย

ถ้าเราลองตั้งคำถามให้กับตัวเองว่า นิยามคำว่า ‘บ้าน’ ของคุณคืออะไร อะไรคือคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานในยุคปัจจุบันที่ตอบโจทย์การดำเนินชีวิตของคุณ คำตอบที่ได้ อาจจะนำมาซึ่งรูปลักษณ์ของสถาปัตยกรรมที่แตกต่างไปจากขนบเดิมๆ อย่างสิ้นเชิง

ขอบคุณรูปภาพจาก 

TV Anime : Doraemon, Fujiko Fujio, TV Asahi (ANN), 2005.“ (Chronology 1979 Anime)

doraemon.fandom.com/th/wiki

doraemon.fandom.com/wiki/Nobis’ Residenceanime

naibann.com/nobita-house-plan/

https://www.dotproperty.co.th/blog/

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

Set Design

ทฤษฎีสถาปัตยกรรมในภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องสังคม ความเชื่อ และยุคสมัย

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์

ที่พักเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ในการเดินทางท่องเที่ยว การเลือกที่พักแรมของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป ตามวิถีการท่องเที่ยวที่ไม่เหมือนกัน 

บางคนมองที่พักเป็นเพียงจุดเชื่อมต่อจากจุด A ไปยังจุด B เหมือนในหนังจีนกำลังภายในหรือหนังฝรั่งยุคกลาง ที่จอมยุทธ์และอัศวินจะเข้าไปพักแรมในโรงเตี๊ยมหรือโรงเหล้า เพื่อพักอาศัยค้างคืนระหว่างการเดินทางอันเหน็ดเหนื่อย 

บางคนมองที่พักเป็นจุดหมายปลายทาง สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ในสถานะผู้ให้บริการที่คอยเติมเต็มความสุขและความสะดวกสบายในการพักผ่อน

ทุกวันนี้รูปแบบของที่พักเกิดขึ้นหลากหลาย ตอบโจทย์การเดินทางของผู้คนที่ไม่เหมือนกัน ตั้งแต่โรงแรมหรูห้าดาว โรงแรมธุรกิจเครือข่าย โรงแรมชั้นประหยัด โรงแรมแคปซูลตู้นอน บูทีคโฮเทล รีสอร์ต บังกะโล โฮสเทล จนไปถึงการเปลี่ยนที่อยู่อาศัยของคุณให้เป็นที่พักบนแพลตฟอร์มต่างๆ นิยามเหล่านี้เกิดขึ้นและปรับไปตามสภาพบริบทของสังคม และวิถีการเดินทางท่องเที่ยวของผู้คนที่แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา 

ทัวร์สถาปัตยกรรม The Grand Budapest Hotel ใน ค.ศ.1932 และ 1968 สะท้อนวิถีชีวิตและรูปแบบการเดินทางที่เปลี่ยนไปของคนสองยุค

กาลครั้งหนึ่งมีโรงแรมหรูสไตล์ยุโรปตะวันออกสีชมพูพาสเทลสุดอลังการ ตกแต่งด้วยศิลปะอาร์ตนูโวจากช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ตั้งอยู่บนยอดเขาของเมืองสปาตากอากาศ Nebelsbad ของสาธารณรัฐ Zubrowka แม้สถานประกอบการที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรืองและโด่งดัง เหล่าชนชั้นสูงและแขกผู้มีฐานะต่างแวะเวียนมาใช้บริการ ก็ไม่อาจต้านทานกาลเวลาและความเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคม จนสุดท้ายโรงแรมแห่งนี้ก็เหลือไว้เพียงในความทรงจำ

ทัวร์สถาปัตยกรรม The Grand Budapest Hotel ใน ค.ศ.1932 และ 1968 สะท้อนวิถีชีวิตและรูปแบบการเดินทางที่เปลี่ยนไปของคนสองยุค
สิ่งที่ Wes Anderson บอกเล่าผ่านสถาปัตยกรรมโรงแรม The Grand Budapest Hotel

ความ ‘เวส แอนเดอร์สัน’

ใช่แล้วครับ ผมกำลังเล่าถึงฉากโรงแรมสุดอลังการบนภูเขาของ The Grand Budapest Hotel (2014) ภาพยนตร์แนวตลก-ดราม่า ที่เขียนและกำกับโดย เวส แอนเดอร์สัน (Wes Anderson) โรงแรมในจินตนาการ กับควันหลงและกลิ่นอายของอดีตที่ผู้ดูแลโรงแรมพยายามรักษาไว้ 

เป็นเวลานานกว่าครึ่งศตวรรษที่โรงแรมแห่งนี้ประกอบกิจการอยู่ในสาธารณรัฐสมมติ Zubrowka ทุกรายละเอียดไม่ว่าจะเป็นแบบอักษร ธงชาติ เครื่องแต่งกาย ธนบัตร ปกหนังสือ สมุด พาสปอร์ต หนังสือพิมพ์ ภาพวาด กล่องของร้านขนมท้องถิ่นที่มีชื่อเสียง ตั๋วรถไฟ รายงานการจับกุมของตำรวจ หรือแสตมป์บนพัสดุ ถูกออกแบบขึ้นเพื่อสร้างโลกเสมือนจริงนี้ขึ้นมา

เสน่ห์ในภาพยนตร์ของแอนเดอร์สันคือวิธีการดำเนินเรื่องของตัวละครที่ผลัดกันเข้ามาบอกเล่าเรื่องราวของพวกเขา หลายๆ ฉากตัวละครมองตรงไปที่กล้องเพื่อสนทนากับคนดู การจัดวางองค์ประกอบภาพคำนึงถึงความสมดุล แอนเดอร์สันไม่กลัวที่จะทิ้งรอยนิ้วมือของการกำกับไว้ในภาพยนตร์ เขาเผยให้เห็นการวางแผน การควบคุม และการตกแต่ง ในรายละเอียดที่พิถีพิถันของโครงเรื่อง ลำดับภาพ แสงไฟ มู้ดแอนด์โทน สิ่งของที่เอามาประกอบฉาก การแสดงของตัวละคร รวมถึงทั้งการตัดต่อ ขนาดของเลนส์กล้อง ดนตรีและเสียงเอฟเฟกต์ประกอบ เป็นต้น

สิ่งที่ Wes Anderson บอกเล่าผ่านสถาปัตยกรรมโรงแรม The Grand Budapest Hotel
ร้าน Mendl’s pastry สาธารณรัฐ Zubrowka
สิ่งที่ Wes Anderson บอกเล่าผ่านสถาปัตยกรรมโรงแรม The Grand Budapest Hotel

ภาพยนตร์ The Grand Budapest Hotel ถ่ายทอดเรื่องราวของนักเขียนใน ค.ศ. 1985 ถึงสิ่งที่เขาได้ฟังมาจากเจ้าของโรงแรม Zero Moustafa เมื่อ 17 ปีก่อนหน้า (ค.ศ.​ 1968) เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงแรมในการดูแลของ Monsieur Gustave H. ใน ค.ศ. 1932 ซึ่งในปัจจุบันเหล่าแฟนคลับของนักเขียนก็ยังแวะเวียนไปรำลึกถึงเขาที่สุสานเก่าในเมือง Lutz โดยหนังสือเล่มนี้กลายเป็นวัตถุที่บันทึกความทรงจำในอดีต ถึงความยิ่งใหญ่อลังการของสถานประกอบการณ์แห่งนี้ หลังจากที่อาคารนั้นถูกรื้อถอนไปในเวลาต่อมา

สถาปัตยกรรมโรงแรม

สิ่งที่ Wes Anderson บอกเล่าผ่านสถาปัตยกรรมโรงแรม The Grand Budapest Hotel
สิ่งที่ Wes Anderson บอกเล่าผ่านสถาปัตยกรรมโรงแรม The Grand Budapest Hotel

ทันทีที่ภาพยนตร์เริ่มต้นเราก็รู้ว่า ยุคแห่งความรุ่งโรจน์ของโรงแรมได้สิ้นสุดลงแล้ว ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางสถาปัตยกรรมทั้งภายนอกและภายในอาคาร จากโรงแรมสีชมพูนมเย็นในทศวรรษที่ 1930 สถาปัตยกรรมอาร์ตนูโวสุดหรูหรา องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมเลียนแบบลวดลายจากธรรมชาติ จนทำให้คุณรู้สึกว่าคุณเป็นแขกสำคัญของที่นี่ สู่โรงแรมยุคหลังสงครามในทศวรรษที่ 1960 ซึ่งถูกปรับโฉมเป็นสถาปัตยกรรมในยุคโมเดิร์นนิสม์ ลอกสีผนัง เปลี่ยนทรงหลังคา และเครื่องตกแต่งออกจากตัวอาคาร เหลือไว้แค่ความธรรมดาสามัญของรูปทรงเรขาคณิตในตัวอาคารและหลังคาแบนราบ 

ส่วนภายนอกอาคารคลุมด้วยหินสีน้ำตาลดิบเรียบ ดูเผินๆ ไม่แน่ใจว่า ที่นี่คือตึกออฟฟิศ โรงพยาบาล ค่ายทหาร หรือโรงแรม กันแน่ 

การปรับปรุงของโรงแรมไม่เพียงสื่อให้เห็นถึงรูปแบบของการบริการที่เปลี่ยนไป และยังบอกเป็นนัยๆ ถึงสภาพสังคมและความเร็วในการเดินทางท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปอีกด้วย

สิ่งที่ Wes Anderson บอกเล่าผ่านสถาปัตยกรรมโรงแรม The Grand Budapest Hotel
สิ่งที่ Wes Anderson บอกเล่าผ่านสถาปัตยกรรมโรงแรม The Grand Budapest Hotel

ใน ค.ศ.1932 โรงแรมอยู่ในช่วงพยุงตัว พยายามรักษากลิ่นอายของอดีตและระดับการบริการหรูหราเอาไว้ ณ ขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่แขกที่มาพักในโรงแรมยังส่วมใส่ชุดสูททักซิโด้ ชุดราตรี สวมใส่เครื่องเพชรเครื่องประดับ แบบที่เรียกได้ว่าจัดเต็ม เช่นเดียวกันกับการตกแต่งภายใน การจัดวางข้าวของ พื้นในห้องโถงต้อนรับปูด้วยพรมสีแดง และการบริการของตัวโรงแรมที่มีความใส่ใจเป็นพิเศษ ซึ่งในเวลานั้น Monsieur Gustave H. ทำหน้าเป็นหัวหน้าผู้ดูแล 

สิ่งที่ Wes Anderson บอกเล่าผ่านสถาปัตยกรรมโรงแรม The Grand Budapest Hotel

ส่วนมากแล้วแขกขาประจำโรงแรมจะเป็นแม่ม่ายสูงอายุ ผู้มีฐานะร่ำรวย โดดเดี่ยว บริบทของการเดินทางในสมัยนั้นแตกต่างจากสมัยนี้ตรงที่แขกส่วนใหญ่มักจะพักระยะยาว อย่างน้อยๆ ก็หนึ่งเดือนเต็ม อย่าง Madame D. ผู้ล่วงลับนั้นก็มักเข้าพักตลอดช่วงฤดูกาล และกลับมาที่นี่ทุกปี 

พนักงานโรงแรมก็เป็นหน้าเดิมที่แขกประจำจะคุ้นหน้า และเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตการทำงานบริการของ Zero Moustafa พนักงานหน้าล็อบบี้ที่ทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ เริ่มต้นตอนตี 5 และจบลงตอนเที่ยงคืน 

“หน้าที่ล็อบบี้บอยเหมือนไม่มีตัวตนในอาคาร แต่ต้องอยู่ในสายตาของแขกเสมอเมื่อถูกเรียกใช้ หน้าที่ของเขาคือต้องจำสิ่งที่ผู้คนเกลียด และคาดการณ์ความต้องการของลูกค้า ก่อนความต้องการจะเกิดขึ้น” 

และนั่นคือสิ่งที่หัวหน้าผู้ดูแลสอนเขา

ฉากรูปด้านของโรงแรมใน ค.ศ. 1932
The Palace Bristol Hotel เมือง Karlovy Vary สาธารณรัฐเช็ก
The Palace Bristol Hotel เมือง Karlovy Vary สาธารณรัฐเช็ก

กว่าจะได้ฉากรูปด้านของโรงแรมใน ค.ศ. 1932 มา แอนเดอร์สันและ อดัม สต็อคเฮาเซน (Adam Stockhausen) หัวหน้าทีมโปรดักชัน ต้องค้นคว้าข้อมูลจากภาพถ่ายโรงแรมต่างๆ ในหอสมุด และเดินทางไปยังยุโรปตะวันออกเพื่อสืบหาสถานที่ถ่ายทำ แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็ไม่พบที่ที่เข้าตา จึงตัดสินใจสร้างโมเดลจำลองขนาดใหญ่สูงกว่า 2.74 เมตร เพื่อใช้ในการทำถ่ายทำฉากภายนอกของตัวโรงแรมของทั้งสองยุคสมัย ใน ค.ศ.1932 และ 1968 รูปด้านของตัวโรงแรมในยุค 1930 ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากโรงแรม Grandhotel Pupp ที่สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1701 และ The Palace Bristol Hotel ที่อยู่ใกล้ๆ กันในเมือง Karlovy Vary สาธารณรัฐเช็ก

ล็อบบี้ที่เปลี่ยนไป

ฉากรูปด้านของโรงแรมใน ค.ศ. 1932
ฉากรูปด้านของโรงแรมใน ค.ศ. 1932

แม้ฉากภายนอกของโรงแรมจะเป็นโมเดลสามมิติจำลอง ฉากภายในของตัวอาคารนั้นถ่ายทำในสถานที่จริง ในห้างสรรพสินค้าเก่าอย่าง Görlitz Warenhaus ในเมือง Görlitz ประเทศเยอรมนี ซึ่งสร้างขึ้นใน ค.ศ.1913 โดยได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมอาร์ตนูโวเยอรมนีที่เรียกว่า Jugendstil หรือ Youth Style ในภาษาอังกฤษ อันเปรียบสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในเป็นงานศิลปะ ประติมากรรม การทำให้โครงสร้างของอาคารกลายเป็นสิ่งตกแต่ง Ornament ที่มักนำแรงบันดาลในการออกแบบมาจากธรรมชาติ ห้องโถงใหญ่หินอ่อนสีเหลืองสูงเท่าตึก 6 ชั้น พร้อมกับเพดานกระจกสี (Stained Glass) และบันไดเอกแบบ 2 แฉกที่เรียกว่า Bifurcate ล้วนเป็นลักษณะที่กลายมาเป็นส่วนประกอบสำคัญให้กับฉากล็อบบี้ของโรงแรม

ฉากรูปด้านของโรงแรมใน ค.ศ. 1932
แปลนโรงแรมจากยุค 1960

ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ภาพยนตร์ถ่ายทอดให้ผู้ชมเห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวโรงแรมใน ค.ศ. 1932 และ ค.ศ. 1968 จึงทำให้ทีมงานต้องสร้างฉากของทั้งสองช่วงเวลาซ้อนทับกันไว้ภายในห้างสรรพสินค้า สังเกตจากแปลนในช่วง 1960 (ไฮไลต์ด้วยสีแดงในภาพ) เราจะเห็นว่าพื้นที่โถงใหญ่ในล็อบบี้ถูกบีบให้แคบกว่าเก่า พื้นที่สาธารณะและที่นั่งก็ถูกปรับลด 

ฉากรูปด้านของโรงแรมใน ค.ศ. 1932
แปลนโรงแรมจากยุค 1930

เมื่อมองตรงจุดนี้ เรารับรู้ได้ว่าจำนวนแขกน้อยลง ขณะที่ความเป็นส่วนตัวต้องมากขึ้น หลายๆ ซีนแขกไม่ต้องการสุงสิงกับใคร เพราะต่างมีกิจกรรมของตนเอง ซึ่งต่างกับแปลนในช่วง 1930 (ไฮไลท์ด้วยสีฟ้าในภาพ) พื้นชั้นล่างให้ความรู้สึกถึงพื้นที่สาธารณะบนท้องถนนที่ครึกครื้น มีสิ่งอำนวยความสะดวกกระจายตัวอยู่รอบๆ ไม่ว่าจะเป็นที่เก็บเสื้อคลุม ร้านตัดผม บาร์ เคาน์เตอร์แผนกต้อนรับ และพนักงานยืนประจำตามจุดต่างๆ

ทัวร์สถาปัตยกรรม The Grand Budapest Hotel ใน ค.ศ.1932 และ 1968 สะท้อนวิถีชีวิตและรูปแบบการเดินทางที่เปลี่ยนไปของคนสองยุค
ทัวร์สถาปัตยกรรม The Grand Budapest Hotel ใน ค.ศ.1932 และ 1968 สะท้อนวิถีชีวิตและรูปแบบการเดินทางที่เปลี่ยนไปของคนสองยุค
ทัวร์สถาปัตยกรรม The Grand Budapest Hotel ใน ค.ศ.1932 และ 1968 สะท้อนวิถีชีวิตและรูปแบบการเดินทางที่เปลี่ยนไปของคนสองยุค

การตกแต่งในห้องโถงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ แผงผนังเฉดสีชมพูฉลุลายตัดกับพรมมีลวดลายสีแดง ภาพวาดขนาดใหญ่ โคมไฟ เฟอร์นิเจอร์ไม้คสาสสิก และของประดับตกแต่ง แทนที่ด้วยแผงผนังผิวพสาสติกสีเหลืองที่แบ่งด้วยตัวโครงเหล็กอะลูมิเนียม ตู้อัตโนมัติขายอาหาร เครื่องดื่ม ขนม บุหรี่ นำมาวางแทนที่พนักงาน ตู้คุยโทรศัพท์ส่วนตัวต่อเติมใต้บันไดทางขึ้นในห้องโถง ป้ายคำสั่งและป้ายข้อมูลที่กระจายติดไว้ทั่วทุกส่วนของโรงแรม แจ้งเวลาเปิด-ปิด เวลาเช็กอินเช็กเอาต์ ค่าปรับ กฎข้อห้าม คำเตือนต่างๆ พร้อมกับเฟอร์นิเจอร์โต๊ะเก้าอี้หน้าตาไม่เป็นมิตรจากยุคโมเดิร์น 

ฉากทั้งสองแสดงรูปแบบการบริการของทั้งสองยุคสมัย สถาปัตยกรรมเปลี่ยนแปลงราวกับว่าความงามไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป การเน้นเฉพาะประโยชน์ใช้สอย ละเลยความใส่ใจในการบริการหรือสร้างประสบการณ์ต่อแขกที่มาพัก เมื่อโรงแรมต้องขับเคลื่อนด้วยเงิน การปรับตัวให้เข้ากับบริบทของสังคมและวิถีการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

Nostalgia ‘โหยหาอดีต’

ทัวร์สถาปัตยกรรม The Grand Budapest Hotel ใน ค.ศ.1932 และ 1968 สะท้อนวิถีชีวิตและรูปแบบการเดินทางที่เปลี่ยนไปของคนสองยุค

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบวนเวียนกลับไปยังสถานที่เดิมๆ เพียงเพราะเคยมีความทรงจำที่ดีๆ หรืออาจเพราะไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง คุณยังโหยหาอดีต ประสบการณ์เดิมๆ รสชาติดั้งเดิม การบริการแบบเดิมๆ ก็คงเข้าใจถึงความรู้สึกของตัวละครและแขกที่ยังกลับไปใช้บริการที่โรงแรมแห่งนี้ แม้ว่าตัวสถานที่นั้นจะได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว
เหมือนกับที่ Zero Moustafa ซื้อโรงแรมนี้ไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้ช่วงเวลาดีๆ ที่เขาและภรรยาผู้ล่วงลับเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ หรือที่ Monsieur Gustave H. รักษามาตรฐานบริการของโรงแรม ในแบบที่เขาอยากจะจดจำมัน 

หากวิเคราะห์จากภาพยนตร์ อิทธิพลของสถาปัตยกรรมจากทั้งสองยุคสมัยสะท้อนบรรยากาศของโรงแรม รูปแบบการบริการ และประสบการณ์ของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป นัยยะหนึ่ง การปรับตัวละทิ้งคุณค่าเก่า นำความโมเดิร์นและความร่วมสมัยเข้ามา ได้เปลี่ยนนิยามจากการให้บริการลูกค้ามาเป็นการที่ลูกค้าเข้ามาใช้บริการ ขณะเดียวกันการเก็บรักษาความทรงจำและคุณค่าในอดีต ก็สู้กับค่าแรงและสภาวะเศรษฐกิจที่ผันแปรไม่ได้ 

ทัวร์สถาปัตยกรรม The Grand Budapest Hotel ใน ค.ศ.1932 และ 1968 สะท้อนวิถีชีวิตและรูปแบบการเดินทางที่เปลี่ยนไปของคนสองยุค

ผลกระทบของการควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในปัจจุบัน ก็กำลังเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินกิจการของธุรกิจโรงแรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงสร้างนิยามใหม่ๆ ให้กับการใช้ชีวิต การทำงาน การเดินทาง และการท่องเที่ยว 

บางกลุ่มคนที่มีทางเลือก อาจเลือกทำงานไปพร้อมกับพักผ่อนในสถานที่ท่องเที่ยว และเข้าพักระยะเวลาที่นานขึ้นในรูปแบบของ Workcation หรือบางคนอาจติดใจการทำงานจากที่บ้าน และหันมาต่อเติมปรับปรุงบ้านครั้งใหญ่จนไม่ค่อยได้ออกจากบ้าน

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่เข้าถึงตัวเลือกเหล่านี้ สำหรับบางคน อาจจะไม่มีโอกาสคิดถึงคำว่า ‘ท่องเที่ยว’ หรือ ‘พักผ่อน’ เลยด้วยซ้ำ 

ข้อมูลอ้างอิง

Anderson, W. (Director), & Anderson, W., Rudin, S., Rales, S., & Dawson, J. (Producers). (2014). The Grand Budapest Hotel [Motion picture]. United States: Fox Searchlight Pictures.

Seitz, M. Z., Anderson, W., Fiennes, R., Canonero, M., Desplat, A., Stockhausen, A., . . . Bordwell, D. (2015). The Wes Anderon collection: The Grand Budapest Hotel. New York: Abrams.

www.ultraswank.net

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์

ที่พักเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ในการเดินทางท่องเที่ยว การเลือกที่พักแรมของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป ตามวิถีการท่องเที่ยวที่ไม่เหมือนกัน 

บางคนมองที่พักเป็นเพียงจุดเชื่อมต่อจากจุด A ไปยังจุด B เหมือนในหนังจีนกำลังภายในหรือหนังฝรั่งยุคกลาง ที่จอมยุทธ์และอัศวินจะเข้าไปพักแรมในโรงเตี๊ยมหรือโรงเหล้า เพื่อพักอาศัยค้างคืนระหว่างการเดินทางอันเหน็ดเหนื่อย 

บางคนมองที่พักเป็นจุดหมายปลายทาง สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ในสถานะผู้ให้บริการที่คอยเติมเต็มความสุขและความสะดวกสบายในการพักผ่อน

ทุกวันนี้รูปแบบของที่พักเกิดขึ้นหลากหลาย ตอบโจทย์การเดินทางของผู้คนที่ไม่เหมือนกัน ตั้งแต่โรงแรมหรูห้าดาว โรงแรมธุรกิจเครือข่าย โรงแรมชั้นประหยัด โรงแรมแคปซูลตู้นอน บูทีคโฮเทล รีสอร์ต บังกะโล โฮสเทล จนไปถึงการเปลี่ยนที่อยู่อาศัยของคุณให้เป็นที่พักบนแพลตฟอร์มต่างๆ นิยามเหล่านี้เกิดขึ้นและปรับไปตามสภาพบริบทของสังคม และวิถีการเดินทางท่องเที่ยวของผู้คนที่แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา 

ทัวร์สถาปัตยกรรม The Grand Budapest Hotel ใน ค.ศ.1932 และ 1968 สะท้อนวิถีชีวิตและรูปแบบการเดินทางที่เปลี่ยนไปของคนสองยุค

กาลครั้งหนึ่งมีโรงแรมหรูสไตล์ยุโรปตะวันออกสีชมพูพาสเทลสุดอลังการ ตกแต่งด้วยศิลปะอาร์ตนูโวจากช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ตั้งอยู่บนยอดเขาของเมืองสปาตากอากาศ Nebelsbad ของสาธารณรัฐ Zubrowka แม้สถานประกอบการที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรืองและโด่งดัง เหล่าชนชั้นสูงและแขกผู้มีฐานะต่างแวะเวียนมาใช้บริการ ก็ไม่อาจต้านทานกาลเวลาและความเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคม จนสุดท้ายโรงแรมแห่งนี้ก็เหลือไว้เพียงในความทรงจำ

ทัวร์สถาปัตยกรรม The Grand Budapest Hotel ใน ค.ศ.1932 และ 1968 สะท้อนวิถีชีวิตและรูปแบบการเดินทางที่เปลี่ยนไปของคนสองยุค
สิ่งที่ Wes Anderson บอกเล่าผ่านสถาปัตยกรรมโรงแรม The Grand Budapest Hotel

ความ ‘เวส แอนเดอร์สัน’

ใช่แล้วครับ ผมกำลังเล่าถึงฉากโรงแรมสุดอลังการบนภูเขาของ The Grand Budapest Hotel (2014) ภาพยนตร์แนวตลก-ดราม่า ที่เขียนและกำกับโดย เวส แอนเดอร์สัน (Wes Anderson) โรงแรมในจินตนาการ กับควันหลงและกลิ่นอายของอดีตที่ผู้ดูแลโรงแรมพยายามรักษาไว้ 

เป็นเวลานานกว่าครึ่งศตวรรษที่โรงแรมแห่งนี้ประกอบกิจการอยู่ในสาธารณรัฐสมมติ Zubrowka ทุกรายละเอียดไม่ว่าจะเป็นแบบอักษร ธงชาติ เครื่องแต่งกาย ธนบัตร ปกหนังสือ สมุด พาสปอร์ต หนังสือพิมพ์ ภาพวาด กล่องของร้านขนมท้องถิ่นที่มีชื่อเสียง ตั๋วรถไฟ รายงานการจับกุมของตำรวจ หรือแสตมป์บนพัสดุ ถูกออกแบบขึ้นเพื่อสร้างโลกเสมือนจริงนี้ขึ้นมา

เสน่ห์ในภาพยนตร์ของแอนเดอร์สันคือวิธีการดำเนินเรื่องของตัวละครที่ผลัดกันเข้ามาบอกเล่าเรื่องราวของพวกเขา หลายๆ ฉากตัวละครมองตรงไปที่กล้องเพื่อสนทนากับคนดู การจัดวางองค์ประกอบภาพคำนึงถึงความสมดุล แอนเดอร์สันไม่กลัวที่จะทิ้งรอยนิ้วมือของการกำกับไว้ในภาพยนตร์ เขาเผยให้เห็นการวางแผน การควบคุม และการตกแต่ง ในรายละเอียดที่พิถีพิถันของโครงเรื่อง ลำดับภาพ แสงไฟ มู้ดแอนด์โทน สิ่งของที่เอามาประกอบฉาก การแสดงของตัวละคร รวมถึงทั้งการตัดต่อ ขนาดของเลนส์กล้อง ดนตรีและเสียงเอฟเฟกต์ประกอบ เป็นต้น

สิ่งที่ Wes Anderson บอกเล่าผ่านสถาปัตยกรรมโรงแรม The Grand Budapest Hotel
ร้าน Mendl’s pastry สาธารณรัฐ Zubrowka
สิ่งที่ Wes Anderson บอกเล่าผ่านสถาปัตยกรรมโรงแรม The Grand Budapest Hotel

ภาพยนตร์ The Grand Budapest Hotel ถ่ายทอดเรื่องราวของนักเขียนใน ค.ศ. 1985 ถึงสิ่งที่เขาได้ฟังมาจากเจ้าของโรงแรม Zero Moustafa เมื่อ 17 ปีก่อนหน้า (ค.ศ.​ 1968) เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงแรมในการดูแลของ Monsieur Gustave H. ใน ค.ศ. 1932 ซึ่งในปัจจุบันเหล่าแฟนคลับของนักเขียนก็ยังแวะเวียนไปรำลึกถึงเขาที่สุสานเก่าในเมือง Lutz โดยหนังสือเล่มนี้กลายเป็นวัตถุที่บันทึกความทรงจำในอดีต ถึงความยิ่งใหญ่อลังการของสถานประกอบการณ์แห่งนี้ หลังจากที่อาคารนั้นถูกรื้อถอนไปในเวลาต่อมา

สถาปัตยกรรมโรงแรม

สิ่งที่ Wes Anderson บอกเล่าผ่านสถาปัตยกรรมโรงแรม The Grand Budapest Hotel
สิ่งที่ Wes Anderson บอกเล่าผ่านสถาปัตยกรรมโรงแรม The Grand Budapest Hotel

ทันทีที่ภาพยนตร์เริ่มต้นเราก็รู้ว่า ยุคแห่งความรุ่งโรจน์ของโรงแรมได้สิ้นสุดลงแล้ว ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางสถาปัตยกรรมทั้งภายนอกและภายในอาคาร จากโรงแรมสีชมพูนมเย็นในทศวรรษที่ 1930 สถาปัตยกรรมอาร์ตนูโวสุดหรูหรา องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมเลียนแบบลวดลายจากธรรมชาติ จนทำให้คุณรู้สึกว่าคุณเป็นแขกสำคัญของที่นี่ สู่โรงแรมยุคหลังสงครามในทศวรรษที่ 1960 ซึ่งถูกปรับโฉมเป็นสถาปัตยกรรมในยุคโมเดิร์นนิสม์ ลอกสีผนัง เปลี่ยนทรงหลังคา และเครื่องตกแต่งออกจากตัวอาคาร เหลือไว้แค่ความธรรมดาสามัญของรูปทรงเรขาคณิตในตัวอาคารและหลังคาแบนราบ 

ส่วนภายนอกอาคารคลุมด้วยหินสีน้ำตาลดิบเรียบ ดูเผินๆ ไม่แน่ใจว่า ที่นี่คือตึกออฟฟิศ โรงพยาบาล ค่ายทหาร หรือโรงแรม กันแน่ 

การปรับปรุงของโรงแรมไม่เพียงสื่อให้เห็นถึงรูปแบบของการบริการที่เปลี่ยนไป และยังบอกเป็นนัยๆ ถึงสภาพสังคมและความเร็วในการเดินทางท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปอีกด้วย

สิ่งที่ Wes Anderson บอกเล่าผ่านสถาปัตยกรรมโรงแรม The Grand Budapest Hotel
สิ่งที่ Wes Anderson บอกเล่าผ่านสถาปัตยกรรมโรงแรม The Grand Budapest Hotel

ใน ค.ศ.1932 โรงแรมอยู่ในช่วงพยุงตัว พยายามรักษากลิ่นอายของอดีตและระดับการบริการหรูหราเอาไว้ ณ ขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่แขกที่มาพักในโรงแรมยังส่วมใส่ชุดสูททักซิโด้ ชุดราตรี สวมใส่เครื่องเพชรเครื่องประดับ แบบที่เรียกได้ว่าจัดเต็ม เช่นเดียวกันกับการตกแต่งภายใน การจัดวางข้าวของ พื้นในห้องโถงต้อนรับปูด้วยพรมสีแดง และการบริการของตัวโรงแรมที่มีความใส่ใจเป็นพิเศษ ซึ่งในเวลานั้น Monsieur Gustave H. ทำหน้าเป็นหัวหน้าผู้ดูแล 

สิ่งที่ Wes Anderson บอกเล่าผ่านสถาปัตยกรรมโรงแรม The Grand Budapest Hotel

ส่วนมากแล้วแขกขาประจำโรงแรมจะเป็นแม่ม่ายสูงอายุ ผู้มีฐานะร่ำรวย โดดเดี่ยว บริบทของการเดินทางในสมัยนั้นแตกต่างจากสมัยนี้ตรงที่แขกส่วนใหญ่มักจะพักระยะยาว อย่างน้อยๆ ก็หนึ่งเดือนเต็ม อย่าง Madame D. ผู้ล่วงลับนั้นก็มักเข้าพักตลอดช่วงฤดูกาล และกลับมาที่นี่ทุกปี 

พนักงานโรงแรมก็เป็นหน้าเดิมที่แขกประจำจะคุ้นหน้า และเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตการทำงานบริการของ Zero Moustafa พนักงานหน้าล็อบบี้ที่ทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ เริ่มต้นตอนตี 5 และจบลงตอนเที่ยงคืน 

“หน้าที่ล็อบบี้บอยเหมือนไม่มีตัวตนในอาคาร แต่ต้องอยู่ในสายตาของแขกเสมอเมื่อถูกเรียกใช้ หน้าที่ของเขาคือต้องจำสิ่งที่ผู้คนเกลียด และคาดการณ์ความต้องการของลูกค้า ก่อนความต้องการจะเกิดขึ้น” 

และนั่นคือสิ่งที่หัวหน้าผู้ดูแลสอนเขา

ฉากรูปด้านของโรงแรมใน ค.ศ. 1932
The Palace Bristol Hotel เมือง Karlovy Vary สาธารณรัฐเช็ก
The Palace Bristol Hotel เมือง Karlovy Vary สาธารณรัฐเช็ก

กว่าจะได้ฉากรูปด้านของโรงแรมใน ค.ศ. 1932 มา แอนเดอร์สันและ อดัม สต็อคเฮาเซน (Adam Stockhausen) หัวหน้าทีมโปรดักชัน ต้องค้นคว้าข้อมูลจากภาพถ่ายโรงแรมต่างๆ ในหอสมุด และเดินทางไปยังยุโรปตะวันออกเพื่อสืบหาสถานที่ถ่ายทำ แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็ไม่พบที่ที่เข้าตา จึงตัดสินใจสร้างโมเดลจำลองขนาดใหญ่สูงกว่า 2.74 เมตร เพื่อใช้ในการทำถ่ายทำฉากภายนอกของตัวโรงแรมของทั้งสองยุคสมัย ใน ค.ศ.1932 และ 1968 รูปด้านของตัวโรงแรมในยุค 1930 ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากโรงแรม Grandhotel Pupp ที่สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1701 และ The Palace Bristol Hotel ที่อยู่ใกล้ๆ กันในเมือง Karlovy Vary สาธารณรัฐเช็ก

ล็อบบี้ที่เปลี่ยนไป

ฉากรูปด้านของโรงแรมใน ค.ศ. 1932
ฉากรูปด้านของโรงแรมใน ค.ศ. 1932

แม้ฉากภายนอกของโรงแรมจะเป็นโมเดลสามมิติจำลอง ฉากภายในของตัวอาคารนั้นถ่ายทำในสถานที่จริง ในห้างสรรพสินค้าเก่าอย่าง Görlitz Warenhaus ในเมือง Görlitz ประเทศเยอรมนี ซึ่งสร้างขึ้นใน ค.ศ.1913 โดยได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมอาร์ตนูโวเยอรมนีที่เรียกว่า Jugendstil หรือ Youth Style ในภาษาอังกฤษ อันเปรียบสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในเป็นงานศิลปะ ประติมากรรม การทำให้โครงสร้างของอาคารกลายเป็นสิ่งตกแต่ง Ornament ที่มักนำแรงบันดาลในการออกแบบมาจากธรรมชาติ ห้องโถงใหญ่หินอ่อนสีเหลืองสูงเท่าตึก 6 ชั้น พร้อมกับเพดานกระจกสี (Stained Glass) และบันไดเอกแบบ 2 แฉกที่เรียกว่า Bifurcate ล้วนเป็นลักษณะที่กลายมาเป็นส่วนประกอบสำคัญให้กับฉากล็อบบี้ของโรงแรม

ฉากรูปด้านของโรงแรมใน ค.ศ. 1932
แปลนโรงแรมจากยุค 1960

ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ภาพยนตร์ถ่ายทอดให้ผู้ชมเห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวโรงแรมใน ค.ศ. 1932 และ ค.ศ. 1968 จึงทำให้ทีมงานต้องสร้างฉากของทั้งสองช่วงเวลาซ้อนทับกันไว้ภายในห้างสรรพสินค้า สังเกตจากแปลนในช่วง 1960 (ไฮไลต์ด้วยสีแดงในภาพ) เราจะเห็นว่าพื้นที่โถงใหญ่ในล็อบบี้ถูกบีบให้แคบกว่าเก่า พื้นที่สาธารณะและที่นั่งก็ถูกปรับลด 

ฉากรูปด้านของโรงแรมใน ค.ศ. 1932
แปลนโรงแรมจากยุค 1930

เมื่อมองตรงจุดนี้ เรารับรู้ได้ว่าจำนวนแขกน้อยลง ขณะที่ความเป็นส่วนตัวต้องมากขึ้น หลายๆ ซีนแขกไม่ต้องการสุงสิงกับใคร เพราะต่างมีกิจกรรมของตนเอง ซึ่งต่างกับแปลนในช่วง 1930 (ไฮไลท์ด้วยสีฟ้าในภาพ) พื้นชั้นล่างให้ความรู้สึกถึงพื้นที่สาธารณะบนท้องถนนที่ครึกครื้น มีสิ่งอำนวยความสะดวกกระจายตัวอยู่รอบๆ ไม่ว่าจะเป็นที่เก็บเสื้อคลุม ร้านตัดผม บาร์ เคาน์เตอร์แผนกต้อนรับ และพนักงานยืนประจำตามจุดต่างๆ

ทัวร์สถาปัตยกรรม The Grand Budapest Hotel ใน ค.ศ.1932 และ 1968 สะท้อนวิถีชีวิตและรูปแบบการเดินทางที่เปลี่ยนไปของคนสองยุค
ทัวร์สถาปัตยกรรม The Grand Budapest Hotel ใน ค.ศ.1932 และ 1968 สะท้อนวิถีชีวิตและรูปแบบการเดินทางที่เปลี่ยนไปของคนสองยุค
ทัวร์สถาปัตยกรรม The Grand Budapest Hotel ใน ค.ศ.1932 และ 1968 สะท้อนวิถีชีวิตและรูปแบบการเดินทางที่เปลี่ยนไปของคนสองยุค

การตกแต่งในห้องโถงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ แผงผนังเฉดสีชมพูฉลุลายตัดกับพรมมีลวดลายสีแดง ภาพวาดขนาดใหญ่ โคมไฟ เฟอร์นิเจอร์ไม้คสาสสิก และของประดับตกแต่ง แทนที่ด้วยแผงผนังผิวพสาสติกสีเหลืองที่แบ่งด้วยตัวโครงเหล็กอะลูมิเนียม ตู้อัตโนมัติขายอาหาร เครื่องดื่ม ขนม บุหรี่ นำมาวางแทนที่พนักงาน ตู้คุยโทรศัพท์ส่วนตัวต่อเติมใต้บันไดทางขึ้นในห้องโถง ป้ายคำสั่งและป้ายข้อมูลที่กระจายติดไว้ทั่วทุกส่วนของโรงแรม แจ้งเวลาเปิด-ปิด เวลาเช็กอินเช็กเอาต์ ค่าปรับ กฎข้อห้าม คำเตือนต่างๆ พร้อมกับเฟอร์นิเจอร์โต๊ะเก้าอี้หน้าตาไม่เป็นมิตรจากยุคโมเดิร์น 

ฉากทั้งสองแสดงรูปแบบการบริการของทั้งสองยุคสมัย สถาปัตยกรรมเปลี่ยนแปลงราวกับว่าความงามไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป การเน้นเฉพาะประโยชน์ใช้สอย ละเลยความใส่ใจในการบริการหรือสร้างประสบการณ์ต่อแขกที่มาพัก เมื่อโรงแรมต้องขับเคลื่อนด้วยเงิน การปรับตัวให้เข้ากับบริบทของสังคมและวิถีการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

Nostalgia ‘โหยหาอดีต’

ทัวร์สถาปัตยกรรม The Grand Budapest Hotel ใน ค.ศ.1932 และ 1968 สะท้อนวิถีชีวิตและรูปแบบการเดินทางที่เปลี่ยนไปของคนสองยุค

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบวนเวียนกลับไปยังสถานที่เดิมๆ เพียงเพราะเคยมีความทรงจำที่ดีๆ หรืออาจเพราะไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง คุณยังโหยหาอดีต ประสบการณ์เดิมๆ รสชาติดั้งเดิม การบริการแบบเดิมๆ ก็คงเข้าใจถึงความรู้สึกของตัวละครและแขกที่ยังกลับไปใช้บริการที่โรงแรมแห่งนี้ แม้ว่าตัวสถานที่นั้นจะได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว
เหมือนกับที่ Zero Moustafa ซื้อโรงแรมนี้ไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้ช่วงเวลาดีๆ ที่เขาและภรรยาผู้ล่วงลับเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ หรือที่ Monsieur Gustave H. รักษามาตรฐานบริการของโรงแรม ในแบบที่เขาอยากจะจดจำมัน 

หากวิเคราะห์จากภาพยนตร์ อิทธิพลของสถาปัตยกรรมจากทั้งสองยุคสมัยสะท้อนบรรยากาศของโรงแรม รูปแบบการบริการ และประสบการณ์ของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป นัยยะหนึ่ง การปรับตัวละทิ้งคุณค่าเก่า นำความโมเดิร์นและความร่วมสมัยเข้ามา ได้เปลี่ยนนิยามจากการให้บริการลูกค้ามาเป็นการที่ลูกค้าเข้ามาใช้บริการ ขณะเดียวกันการเก็บรักษาความทรงจำและคุณค่าในอดีต ก็สู้กับค่าแรงและสภาวะเศรษฐกิจที่ผันแปรไม่ได้ 

ทัวร์สถาปัตยกรรม The Grand Budapest Hotel ใน ค.ศ.1932 และ 1968 สะท้อนวิถีชีวิตและรูปแบบการเดินทางที่เปลี่ยนไปของคนสองยุค

ผลกระทบของการควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในปัจจุบัน ก็กำลังเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินกิจการของธุรกิจโรงแรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงสร้างนิยามใหม่ๆ ให้กับการใช้ชีวิต การทำงาน การเดินทาง และการท่องเที่ยว 

บางกลุ่มคนที่มีทางเลือก อาจเลือกทำงานไปพร้อมกับพักผ่อนในสถานที่ท่องเที่ยว และเข้าพักระยะเวลาที่นานขึ้นในรูปแบบของ Workcation หรือบางคนอาจติดใจการทำงานจากที่บ้าน และหันมาต่อเติมปรับปรุงบ้านครั้งใหญ่จนไม่ค่อยได้ออกจากบ้าน

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่เข้าถึงตัวเลือกเหล่านี้ สำหรับบางคน อาจจะไม่มีโอกาสคิดถึงคำว่า ‘ท่องเที่ยว’ หรือ ‘พักผ่อน’ เลยด้วยซ้ำ 

ข้อมูลอ้างอิง

Anderson, W. (Director), & Anderson, W., Rudin, S., Rales, S., & Dawson, J. (Producers). (2014). The Grand Budapest Hotel [Motion picture]. United States: Fox Searchlight Pictures.

Seitz, M. Z., Anderson, W., Fiennes, R., Canonero, M., Desplat, A., Stockhausen, A., . . . Bordwell, D. (2015). The Wes Anderon collection: The Grand Budapest Hotel. New York: Abrams.

www.ultraswank.net

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load