“Just what is it that makes y (our) homes so different, so appealing?”

อะไรกันที่ทำให้นิยามของคำว่าบ้านของคุณและของเรา แตกต่างและน่าสนใจ

เมื่อเราต้องใช้ชีวิตอยู่บ้านกันมากขึ้น มันไม่ง่ายเลยกับการปรับเปลี่ยนชุดพฤติกรรมการดำเนินชีวิตในช่วงการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ชีวิตวิถีใหม่จากการทำงานที่บ้าน การเว้นระยะห่าง หรือการกักตัว ทำให้ที่อยู่อาศัยหรือ ‘บ้าน’ กลายเป็นสิ่งสำคัญที่เราต่างหันกลับมามอง พร้อมทบทวนถึงบทบาทและนิยามของมันในการดำเนินชีวิต

บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II

ห้องชุดสี่เหลี่ยมที่เคยตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบไปเช้าเย็นกลับ กลับทำให้รู้สึกคับแคบขึ้นเมื่อต้องอาศัยและทำงานเป็นระยะเวลานาน จากบ้านทาวน์เฮาส์สองชั้นที่เคยรู้สึกว่ากว้างใหญ่เหมือนสนามเด็กเล่นในวัยเด็ก เมื่อโตขึ้นทำไมกลับรู้สึกหงุดหงิดและอึดอัดกับการใช้พื้นที่อยู่อาศัยร่วมกับสมาชิกคนอื่นๆ ในบ้าน ความอดทนที่ลดลงกลายเป็นความใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะต้องมีบ้านเป็นของตัวเอง

แต่ในทางกลับกัน บ้านเดี่ยว 3 ชั้นหลังใหญ่ที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ ทำไมอยู่ๆ ก็ทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว ไม่สบายใจเหมือนบ้านเล็กๆ หลังเก่าที่เคยอยู่ 

ความรู้สึกเหล่านี้มันคืออะไรกัน และอะไรที่ทำให้คำนิยามของคำว่า ‘บ้าน’ ค่อยๆ เปลี่ยนไป เพื่อไขปริศนาให้กับคำถามง่ายๆ ผมอยากชวนทุกคนเปิดประตูไปที่ไหนก็ได้ไปยังบ้านโนบิ ที่อยู่อาศัยของโนบิตะ แมวหุ่นยนต์ และสมาชิกในครอบครัว จากการ์ตูนอนิเมะสุดคลาสสิกเรื่อง โดราเอมอน บ้านเดี่ยวสองชั้นหลังคาจั่วล้อมรอบด้วยรั้วอิฐบล็อกสีเทา ที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมของครอบครัวชนชั้นกลาง และรูปแบบของ ‘บ้านกึ่งสำเร็จรูป’ ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้อย่างชัดเจน  

นิยามของคำว่า บ้าน และ เมือง

บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II
บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II

ค.ศ. 1969 คือจุดกำเนิดของ โดราเอมอน ในรูปแบบหนังสือการ์ตูนซีรีส์มังงะญี่ปุ่น วาดและเขียนโดย ฟูจิโกะและฟูจิโอะ (Fujiko F. Fujio) โดยตีพิมพ์เรื่องเต็มครั้งแรกใน ค.ศ. 1970 และพิมพ์ต่อเนื่องไปจนถึง ค.ศ. 1996 รวมทั้งหมด 45 เล่ม การ์ตูน โดราเอมอน ถูกนำมาสร้างเป็นการ์ตูนแอนิเมชันครั้งแรกใน ค.ศ. 1973 ต่อมามีการเพิ่มเติม ปรับเปลี่ยนกราฟิกและลายเส้นของตัวละคร รวมถึงองค์ประกอบของสถานที่ต่างๆ ใน ค.ศ. 1979 และ ค.ศ. 2015 จนถึงปัจจุบันก็ยังมีการพัฒนาและรีเมกการ์ตูนคลาสสิกเรื่องนี้อยู่เรื่อยๆ 

ตอนที่ผู้เขียนเขียนต้นฉบับนี้เป็นยุคคาบเกี่ยวระหว่างช่วงเวลาที่ประเทศญี่ปุ่นกำลังฟื้นฟูเมืองจากบาดแผลของสงคราม เริ่มพุ่งเป้าไปที่การซ่อมแซมสภาพเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในทศวรรษที่ 1960 และช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นประสบปัญหาภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจใน ค.ศ. 1973 ทำให้การพัฒนาเมืองเริ่มชะลอตัวลง สถาปนิกชื่อดังในสมัยนั้นอย่าง เคนโซ ทังเกะ (Kenzo Tange) เรียกการเติบโตของเมืองโตเกียวว่าเป็น ‘การแพร่กระจายของหมู่บ้านชนบท’ ที่ควรต้องมีการจัดระเบียบขึ้น แต่ทว่าสถาปนิกรุ่นน้องอย่าง คาซู ชิโนฮาระ (Kazuo Shinohara) กลับมองว่า ความยุ่งเหยิงและวุ่นวายเป็นเสน่ห์ของมหานครแห่งนี้ และควรใช้มันเป็นเครื่องมือในงานออกแบบสถาปัตยกรรม โดยเขาเปรียบเปรยการเติบโตของเมืองโตเกียวเป็น ‘หมู่บ้านขนาดใหญ่’

บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II
บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II

บ้านของโนบิตะและเหล่าผองเพื่อนตั้งอยู่ที่เขตเนริมะ ในชานเมืองของโตเกียว ภาพมุมสูงของเมืองเนริมะสะท้อนให้เห็นถึงผลพวงของการขยายเมือง และการแพร่กระจายความหนาแน่นของประชากรจากตัวเมืองมาสู่ชานเมือง เมื่อผู้คนโหยหาพื้นที่อยู่อาศัยที่มีความเป็นส่วนตัวและไม่ห่างไกลจากสถานที่ทำงาน ที่อยู่อาศัยแบบบ้านเดี่ยวจึงตอบโจทย์ของวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป บ้านแต่ละหลังมีรั้วอันบ่งออกถึงอาณาความเป็นส่วนตัว ความต้องการที่ปิดตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมภายนอก เมื่อตนเดินกลับมาที่บ้านหลังเลิกงาน บ้านจึงกลายเป็นพื้นส่วนบุคคลที่ไม่ต้องการยุ่งกับใคร

แม้ว่าผู้ใหญ่ต้องการที่อยู่อาศัยที่มีความส่วนตัว หลายๆ ซีนในการ์ตูนเรื่องนี้เรากลับเห็นโนบิตะและเพื่อนๆ ออกไปเล่นนอกบ้านอยู่บ่อยๆ พื้นที่สาธารณะกลายเป็นเหมือนห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ของเมืองนี้ ทั้งสนามเบสบอล ทางเดินริมแม่น้ำ และพื้นที่ว่างที่มีวัสดุก่อสร้างวางเรียงรายอยู่ ท่อเหล็ก 3 ท่อนกลางลานกลายเป็นจุดนัดพบประจำของเด็กๆ ป่าบนภูเขาหลังโรงเรียนกลายสถานที่ผจญภัยที่นำเหล่าเด็กๆ ออกใช้ชีวิตนอกบ้านร่วมกับธรรมชาติ เสน่ห์ของชุมชนถูกถ่ายทอดออกมา

ในขณะที่เมืองโตเกียวกำลังขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้า ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน บ้าน ชุมชน และเมือง ยังคงยึดโยงกับธรรมชาติ เป็นวิถีชีวิตที่ผู้คนยังสามารถเดินเท้าจากบ้านไปโรงเรียน เป็นเมืองที่เรายังทักทายเพื่อนบ้านเมื่อเดินผ่าน เมืองที่บ้านยังเป็นส่วนหนึ่งของเมือง

บ้านเดี่ยวกึ่งสำเร็จรูป

เพราะบ้านคือหน่วยย่อยที่สุดในระบบเมือง บ้านหลายๆ หลังรวมกันกลายเป็นหมู่บ้านหรือชุมชน บ้านเป็นผลผลิตของการประนีประนอมและอยู่รวมกันระหว่างธรรมชาติกับสิ่งที่มนุษย์ปลูกสร้าง บ้านคือองค์ประกอบสำคัญในการสร้างอัตลักษณ์ให้กับย่านและเมืองนั้นๆ รูปแบบของมันจึงเป็นภาพสะท้อนถึงสภาพแวดล้อมและบริบทของสังคมในแต่ละยุคสมัยได้อย่างชัดเจน

‘ผนังสี่ด้านและหลังคา’ อาจจะเป็นคำนิยามของบ้านที่ตอบโจทย์ที่สุดกับสภาพสังคมในช่วงปลายทศวรรษที่ 20 เมื่อเศรษฐกิจของญี่ปุ่นต้องเผชิญกับวิกฤตเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่ผันผวนใน ค.ศ. 1973 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่วิวัฒนาการของสถาปัตยกรรมสากลในยุคโมเดิร์นเข้ามาเบ่งบานในประเทศ เมื่อสถาปัตยกรรมถูกขับเคลื่อนโดยระบบเศรษฐกิจ ใจความสำคัญของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่ว่าด้วยการลดทอนองค์ประกอบและการตกแต่งที่ไม่จำเป็น ให้เหลือไว้เฉพาะประโยชน์ใช้สอยขั้นพื้นฐาน ในรูปแบบการอยู่อาศัยที่เพียงพอ หรือ Minimum Dwelling บ้านดั้งเดิมแบบญี่ปุ่นถูกแทนที่ด้วยหลักการออกแบบสมัยใหม่ที่ใช้เหตุผล อ้างอิงวิทยาศาสตร์และสัดส่วนมนุษย์ โดยบางครั้งให้ความสำคัญกับความสวยงามรองลงมา

‘บ้านเดี่ยวกึ่งสำเร็จรูป’ สำหรับ 1 ครอบครัวจึงถือกำเนิดขึ้นเข้าสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ หลังจากนั้นบ้านหนึ่งหลังที่มีโครงสร้าง แปลนบ้าน และรูปลักษณ์ภายนอกที่เหมือนกันทุกประการ ก็ถูกโคลนออกมาและผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดกระจายอยู่รอบชานเมือง เหมือนบ้านที่เพียงรอการเติมน้ำร้อนและใส่เครื่องปรุงก็ย้ายเข้าไปอยู่อาศัยได้ทันที

ผมขอนิยามสถาปัตยกรรมในรูปแบบนี้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมมินิมอลลิสม์ (Minimalism) ยุคแรกเริ่ม หลายคนอาจติดภาพของสถาปัตยกรรมมินิมอลเป็นบ้านสีขาวล้วน มีห้องว่างเปล่าทาผนังด้วยสีขาว และเมื่อกวาดตามองไปที่มุมห้องจะพบกับวัตถุที่ถูกจัดองค์ประกอบคอมโพซิชันวางอยู่ แต่โดยหลักการแล้ว มินิมอลลิสม์ไม่ได้หมายถึงสไตล์ในการตกแต่งบ้าน แต่มันคือทัศนคติ (Attitude) ซึ่งต้นตอของแนวคิดนี้เกิดมาจากศิลปะแนว Abstract และแนว Cubism มันคือแนวคิดว่าด้วยการกลับสู้รากฐาน กลับสู่สัจจะของรูปทรงและวัสดุ การลดทอนองค์ประกอบที่ไม่สำคัญออกไป คือเครื่องมือที่ช่วยสังเคราะห์ความซับซ้อนที่สถาปนิก เลือกที่จะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับบริบทและแนวคิดของผลงาน

บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II
บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II

ดังนั้น หากมองด้วยตรรกะเดียวกัน บ้านโนบิในการ์ตูนเรื่อง โดราเอมอน จึงเป็นบ้านในรูปแบบสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์น แนวมินิมอลยุคบุกเบิก ที่หล่อหลอมวิถีการใช้ชีวิตสมัยใหม่ขึ้นมาให้กับผู้อยู่อาศัย  บ้านโนบินั้นเป็นบ้านครอบครัวเดี่ยว 2 ชั้น ไม่มีที่จอดรถ มีที่ดินรอบตัวบ้านพอสำหรับสร้างสวนขนาดเล็ก ชานไม้พักผ่อน พื้นที่ตากผ้า และห้องเก็บของได้ รูปทรงของบ้านเกิดการจัดสรรพื้นที่ใช้สอย วางตำแหน่ง ทางเดิน ทางเข้า ทางออก และห้องต่างๆ ตามความเชื่อมโยงในการใช้งาน หลังคาทรงจั่วช่วยในการกันฝนและเร่งระบายน้ำในวันที่พายุเข้า ปีกของหลังคาที่ยื่นออกห่างออกไปจากตัวบ้านก็เพื่อช่วยกันแดดและสร้างเงาบังแดดนั้นเอง

บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II
บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II

ชั้นล่างของตัวบ้านประกอบด้วย 1 ห้องรับแขกที่อยู่ติดกับประตูทางเข้าบ้าน เพื่อให้แขกที่มาเยือนไม่ต้องเดินผ่านพื้นที่อยู่อาศัยของครอบครัว 1 ห้องอเนกประสงค์สำหรับสมาชิกในครอบครัวที่ใช้เป็นทั้งห้องนั่งเล่นและห้องทานอาหารว่าง 1 ห้องครัวและห้องกินข้าวที่อยู่รวมกัน 1 ห้องอาบน้ำที่แยกห้องสุขา จากแปลนบ้าน เราจะเห็นว่าตำแหน่งของประตูและหน้าต่างถูกจัดวางเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงกับทิศทางของแสงแดดและทางลม โดยห้องน้ำและห้องครัวจะได้รับแสงอาทิตย์ในช่วงเช้าจากทิศตะวันออก และพื้นที่อยู่อาศัยที่เหลือจะได้รับแสงอาทิตย์ในตอนบ่ายและตอนเย็นจากทางทิศใต้และทิศตะวันตก 

ในส่วนของพื้นที่ชั้นบนแบ่งออกเป็น 2 ห้องนอน สำหรับพ่อแม่และห้องนอนของโนบิตะและโดราเอมอน ห้องของโนบิตะได้รับแสงอาทิตย์เข้ามาทางทิศใต้เต็มๆ ในช่วงกลางวัน ซึ่งถ้าเป็นวันธรรมดาแล้วโนบิตะนั้นคงจะอยู่ที่โรงเรียน แต่ถ้าเป็นวันเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุด เรามักจะเห็นภาพโนบิตะและโดราเอมอนเหงื่อแตกและพยายามหาวิธีคลายร้อน นี่ก็อาจจะเป็นหนึ่งเหตุผลที่พวกเขามักจะออกไปเล่นนอกบ้านในช่วงกลางวันนั้นเอง

บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II

บ้านโนบิตะยังทำให้เราหวนคิดถึงบ้านในวัยเด็ก ที่บ้าน 1 หลังจะมีทีวี 1 เครื่อง ทำให้เราต้องแย่ง สลับ และแบ่งเวลากับพ่อแม่พี่น้องเพื่อดูรายการโปรด การรอคิวเข้าห้องน้ำเพื่อไปโรงเรียนหรือทำงาน การที่เราต้องเดินลงมาจากชั้นสองเพื่อเข้าห้องน้ำในตอนกลางคืน การเปิดหน้าต่างและพัดลมเพื่อรับลมในวันที่อากาศร้อน เพราะไม่ใช่ทุกห้องที่ติดเครื่องปรับอากาศ รูปแบบทางกายภาพทางสถาปัตยกรรมของตัวบ้านกลายส่วนที่ส่งเสริมให้สมาชิกในครอบครัวใช้เวลาอยู่ร่วมกัน แบ่งปันพื้นที่ หรือแย่งกันใช้งาน

บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II

สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ เลือนลางหายไป ในยุคที่เครื่องใช้ไฟฟ้า สุขภัณฑ์ อุปกรณ์อำนวยความสะดวก รวมถึงโน๊ตบุ๊กและอินเตอร์เน็ตมีราคาที่ถูกลงและง่ายต่อการครอบครอง บ้านหลายหลังเริ่มมีทีวีมากกว่า 1 เครื่อง จำนวนห้องน้ำที่เพิ่มขึ้น จนไปถึงการที่เราเลือกดูรายการต่างๆ ผ่านโน๊ตบุ๊กหรือคอมพิวเตอร์ได้ทุกที่ทุกเวลา บ้านเดี่ยว 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ กลับกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่เป็นความต้องการขั้นต่ำในสังคมปัจจุบัน ในขณะที่พื้นที่ส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามความต้องการของผู้อยู่อาศัย เวลาที่สมาชิกในครอบครัวจะแบ่งปันให้กันและกันกลับค่อยลดน้อยลงไป

บ้านคือศิลปะแห่งการใช้ชีวิต

เมื่อวิถีการดำเนินชีวิตเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคมแต่ละยุค คำนิยามที่เราสร้างขึ้นให้กับคำว่าบ้าน ก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ในยุคหนึ่ง เลอกอร์บูซีเย (Le Corbusier) สถาปนิกชาวฝรั่งเศสที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นบิดาแห่งสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์นได้กล่าวว่า “บ้านนั้นคือเครื่องจักรสำหรับการอยู่อาศัย” แต่ต่อมาเมื่อบริบทของเมืองเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เมื่อเราไม่ต้องฟื้นฟูเมืองจากช่วงสงคราม คำนิยามเดิมก็เริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงไป ดังที่ คาซู ชิโนฮาระ สถาปนิกชาวญี่ปุ่นในยุคโพสต์โมเดิร์นหรือยุคหลังสมัยใหม่นิยม กล่าวว่า “บ้านคืองานศิลปะ” ซึ่งศิลปะในที่นี้ น่าจะหมายถึงศิลปะแห่งการเลือกใช้ชีวิต 

บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II

ในการ์ตูนเรื่อง โดราเอมอน แม้ว่าหลายบ้านจะได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์น ทำให้มีโครงสร้างภายนอกและรูปทรงที่เหมือนและคล้ายคลึงกัน แต่ทุกๆ บ้านก็พยายามแสดงเอกลักษณ์ของตนเองออกมา สังเกตได้จากการทาสีหลังคาที่แตกต่างกัน การเลือกวัสดุของรั้วที่ไม่เหมือนกันไป การปลูกต้นไม้คนละแบบ รวมไปถึงการตกแต่งภายในตัวบ้านที่แสดงนัยยะให้เห็นถึงตัวตนของผู้อยู่อาศัย

การตกแต่งภายในบ้านของโนบิตะผสมระหว่างแบบโมเดิร์นและญี่ปุ่นดั้งเดิม โดยใช้เสื่อทาทามิในห้องนั่งเล่น เพื่อแบ่งสัดส่วนของห้องและกำหนดตำแหน่งของเฟอร์นิเจอร์ การใช้โต๊ะนั่งพื้นและเบาะรองแบบญี่ปุ่น รวมถึงการเลือกใช้ประตูบานเลื่อนไม้แบบญี่ปุ่น องค์ประกอบเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้บ้านเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย

ผมเชื่อว่าคำจำกัดความของคำว่า ‘บ้าน’ ที่เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัยกว้างขึ้นแล้วในวันนี้ เพราะกรอบปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีวิตของแต่ละบุคคลนั้นไม่เหมือนกัน บางคนอยากจะมีบ้านอยู่นอกเมือง อาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติและอากาศบริสุทธิ์ให้มากที่สุด บางคนอยากมีบ้านอยู่บนตึกสูงกลางใจเมือง เพื่อสะดวกสบายในการใช้ชีวิต แต่ก็อาจจะต้องแลกมากับชีวิตที่ต้องพึ่งเครื่องปรับอากาศเป็นส่วนใหญ่

วิถีชีวิตของมนุษย์จะยังถูกขับเคลื่อนโดยระบบเศรษฐกิจ การเมือง และสภาพสังคม อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แน่นอนว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ในครั้งนี้ได้เปลี่ยนนิยามของคำว่าบ้านไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะในเชิงการจัดสรรพื้นที่เพื่อเว้นระยะห่างหรือการปรับพื้นที่ภายในบ้านให้เหมาะกับการทำงานจากบ้านก็ตาม

เมื่อนิยามของคำว่า ‘บ้าน’ แปรผกผันตามรูปแบบการใช้ชีวิตและสภาพสังคมในแต่ละยุค เมื่อปัจจัยพื้นฐานของบ้านตามบริบทในอดีตไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่เพิ่มขึ้นในวิถีการดำเนินชีวิตร่วมสมัยของผู้อยู่อาศัย สถาปัตยกรรมแบบเพียงพอ (Minimum Dwelling) กำลังถูกแทนที่ด้วยรูปแบบของสถาปัตยกรรมที่ตอบสนองความปรารถนา (Maximum Desire) โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนที่มีความต้องการแตกต่างและหลากหลาย

ถ้าเราลองตั้งคำถามให้กับตัวเองว่า นิยามคำว่า ‘บ้าน’ ของคุณคืออะไร อะไรคือคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานในยุคปัจจุบันที่ตอบโจทย์การดำเนินชีวิตของคุณ คำตอบที่ได้ อาจจะนำมาซึ่งรูปลักษณ์ของสถาปัตยกรรมที่แตกต่างไปจากขนบเดิมๆ อย่างสิ้นเชิง

ขอบคุณรูปภาพจาก 

TV Anime : Doraemon, Fujiko Fujio, TV Asahi (ANN), 2005.“ (Chronology 1979 Anime)

doraemon.fandom.com/th/wiki

doraemon.fandom.com/wiki/Nobis’ Residenceanime

naibann.com/nobita-house-plan/

https://www.dotproperty.co.th/blog/

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

Set Design

ทฤษฎีสถาปัตยกรรมในภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องสังคม ความเชื่อ และยุคสมัย

การผสมผสานระหว่างสภาพแวดล้อม ตัวละคร และสถาปัตยกรรม ทำหน้าที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ของสถานที่ สร้างบริบท กำหนดยุคสมัยและช่วงเวลาในภาพยนตร์ ฉากหลังในแต่ละซีนช่วยเราประติดประต่อจุดเชื่อมโยง จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง จากโลกแห่งความเป็นจริงสู่โลกแฟนตาซีนแบบ Hyperreality โลกที่อะไร ๆ ก็เป็นไปได้ ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว กว้างใหญ่ตราบเท่าที่ขอบเขตความคิดสร้างสรรค์ของคนคนหนึ่งจะนำไป 

ทุกวันนี้พวกเราคุ้นชินกับโลกแฟนตาซี พลังเหนือธรรมชาติ และเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุดล้ำในวงการภาพยนตร์ โดยเฉพาะในหนังไซไฟและอนิเมะ ความเหนือจริงของฉากในหนังแนวนี้มักริเริ่มสร้างบริบททางสถาปัตยกรรมที่แตกต่างสุดล้ำ ซึ่งในบางครั้งเฟรมหนึ่งเฟรมก็สร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการภาพยนตร์ ถ่ายทอดเรื่องราวและแนวคิดใหม่ ๆ ทางสถาปัตยกรรมได้

อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด

ฮะยะโอะ มิยะซะกิ (Hayao Miyazaki) เป็นหนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์แอนิเมชัน นักเขียน นักวาดการ์ตูน ระดับตำนานของญี่ปุ่น และผู้ร่วมก่อตั้ง Studio Ghibli ใน ค.ศ. 1985 บริษัทนี้เป็นรู้จักดีที่สุดจากผลงานภาพยนตร์แอนิเมชัน ด้วยลายเส้นกราฟิกวาดมือที่อบอุ่น การวางองค์ประกอบภาพสุขุม สีสันของต้นไม้ใบหญ้าที่ชักชวนพวกเราให้ออกไปสำรวจความงดงามของธรรมชาติ ความใส่ใจอย่างละเอียดถี่ถ้วนในรายละเอียดที่เล็กที่สุดของฉากสถาปัตยกรรมอย่างฝุ่นบนเสาและคานนั้น ทำให้ผู้ชมสัมผัสได้ถึงความเก่า 

มากไปกว่านั้น ภาพยนตร์ที่กำกับโดย Miyazaki มักถ่ายทอดวิวัฒนาการของสังคมญี่ปุ่น ระหว่างวิถีชีวิตของมนุษย์ในเมืองและธรรมชาติที่กว้างใหญ่ไพศาล โลกสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนจากเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงการปลีกตัวออกจากระบบนิเวศและสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ 

อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด

‘Spirited Away’ ผลงานภาพยนตร์ใน ค.ศ. 2001 ของเขาก็เช่นกัน เรื่องราวของ ชิฮิโระ (Chihiro) เด็กหญิงวัย 10 ขวบและพ่อแม่ของเธอที่หลงเข้าไปในมิติวิญญาณมหัศจรรย์ระหว่างเดินทางย้ายบ้านใหม่ การก้าวผ่านวัยของชิฮิโระในช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต การจากลา และการเติบโตจากทำงานที่โรงอาบน้ำของเหล่าทวยเทพในโลกวิญญาณ ระหว่างที่เธอกำลังหาหนทางช่วยพ่อแม่ที่ถูกสาปให้กลายเป็นหมู หลังจากไปกินอาหารของเหล่าทวยเทพและหาทางกลับสู่โลกของมนุษย์

Miyazaki ถ่ายทอดฉากเมืองในมิติวิญญาณแห่งนี้ตามรากฐานความเชื่อของศาสนาชินโต (Shinto / 神道) ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นแก่นรากฐานของวิถีความเป็นญี่ปุ่น คำว่าชินโต แปลว่า วิถีแห่งจิตวิญญาณ (Way of the Spirits) โดยมีความเชื่อในการบูชาเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตำนานความเชื่อในพลังของธรรมชาติที่มีทั้งด้านสว่างและด้านมืด สิ่งต่าง ๆ ที่มีความบริสุทธิ์ล้วนเป็นที่สถิตของเทพเจ้าได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นภูเขา ทะเล แม่น้ำ ลำธาร สายลม บ้านเรือน สิ่งปลูกสร้าง หรือสรรพสิ่งต่าง ๆ 

ในนัยยะหนึ่ง การหลงเข้าไปในโลกวิญญาณในภาพยนตร์เรื่องนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ขาดการเชื่อมต่อกันระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์ ซึ่งครั้งหนึ่งพวกเราดำรงอยู่ด้วยกันอย่างสมดุลและปรองดอง

1
มิติวิญญาณมหัศจรรย์

อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด

ครอบครัวชิฮิโระทะลุไปในโลกแห่ง Spirited Away ผ่านอุโมงค์ซุ้มประตูสีแดงที่ดูคล้ายป้อมปราการร้าง ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ในโลกของความเป็นจริง แม้ภายนอกจะมีเค้าโครงสถาปัตยกรรมญี่ปุ่น ภายในอุโมงค์กลับเผยให้เห็นถึงโครงสร้างซุ้มเสาโค้งแบบโบสถ์สไตล์ยุโรป ลานภายในมีม้านั่งเก้าอี้จัดวางเรียงรายตามผนังและพื้นที่ระหว่างเสา เมื่อเดินมาถึงทางออกของอีกฝั่งหนึ่ง จะพบหอนาฬิกาขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนป้อมปราการ บ่งบอกถึงรูปแบบทางสถาปัตยกรรมของสถานีรถไฟ ซึ่งนำมาใช้เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกทั้งสอง 

นอกจากนี้ เรายังสังเกตได้ถึงจุดเชื่อมต่อเชิงสัญลักษณ์ ในขณะพวกเขากำลังขับรถผ่านซุ้มประตูโทริอิ (Torii) กั้นอาณาเขตของเทพเจ้า และรูปปั้นโดโซจิง (Dōsojin) เทพารักษ์ประจำถนนหนทางที่คอยปกป้องและอวยพรเหล่านักเดินทาง 

การสิ้นสุดลงของทางถนนลาดยาง ตัดเข้าทางถนนลูกรัง ก็สะท้อนสภาพของสังคมที่เปลี่ยนแปลงตนเองอยู่ตลอดเวลาได้อย่างมีนัยยะ สถาปัตยกรรมเป็นส่วนสำคัญของหนังเรื่องนี้ ในขณะที่ภาพยนตร์ของสตูดิโอจิบลิได้รับอิทธิพลจากตะวันตกมากขึ้นเรื่อย ๆ ความท้าทายคือการรักษาและตีความแนวคิดดั้งเดิมของญี่ปุ่นในรูปแบบใหม่ ซึ่งยังคงเอกลักษณ์ประจำชาติไว้

พื้นที่ส่วนใหญ่ในดินแดนวิญญาณปกคลุมด้วยน้ำปริมาณมหาศาล เหล่าภูตและวิญญาณเดินทางจากที่หนึ่งไปอีกที่ได้ด้วยการขึ้นรถไฟทะเล (เที่ยวเดียว) ซึ่งรถไฟจะหยุดพักเมื่อวิ่งไปได้ 6 สถานี อีกวิธีหนึ่งคือการนั่งเรือโดยสารข้ามฟาก ใจกลางเมืองมีย่านร้านอาหารสุดประหลาดตั้งอยู่ ขนาดและสัดส่วนของอาหารใหญ่กว่าในโลกความเป็นจริง เมืองจะคึกคักมากในช่วงเวลากลางคืน ราวกับมีงานมหรสพจัดขึ้นทุกคืน ในทางกลับกัน ผู้คนจะพักผ่อนในตอนกลางวัน ทำให้เมืองเงียบสนิท เหมือนไม่มีใครอยู่เลยสักคน

อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด

2
โรงอาบน้ำ Aburaya (油屋)

โรงอาบน้ำ Aburaya (油屋) ฉากสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นสถานที่ชำระความเหนื่อยล้าของเหล่าเทพเจ้า ดูแลและควบคุมโดยแม่มดมนุษย์แม่ Yubaba ตั้งสูงเด่นตระหง่านอยู่ถัดออกมาจากย่านร้านอาหารในตัวเมือง ตัวอาคารสร้างลอยสูงอยู่เหนือบึงน้ำที่แห้งเหือด มองไปเบื้องล่างจะมีรางรถไฟวิ่งตัดเข้าในอุโมงค์ใต้โรงอาบน้ำเพื่อขนส่งถ่านหิน ส่งเสียงคำรามกึกก้องสั่นไหวไปทั่วพื้นที่ขณะวิ่งเข้าออก สะพานสีแดงชาดเชื่อมตัวอาคารกับพื้นดิน เป็นทางเข้าทางออกหลักของโรงอาบน้ำแห่งนี้ ด้านหน้าโรงอาบน้ำมีน้ำตกอยู่ทางด้านขวา ด้านซ้ายมีปล่องควันขนาดใหญ่สูงเท่าตัวอาคาร เชื่อมมาจากห้องหม้อไอน้ำที่ปล่อยควันดำโขม่งไปทั่วบริเวณ

โรงอาบน้ำสูงประมาณตึก 5 – 7 ชั้น ภายนอกออกแบบด้วยองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมสไตล์ญี่ปุ่นอันงดงาม แต่แฝงไปด้วยวิธีก่อสร้างและโครงสร้างแบบชาวตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นฐานคอนกรีตของตัวอาคาร หรือโครงสร้างเหล็กของสะพานทางเชื่อม ซึ่งเป็นสิ่งผู้กำกับ Miyazaki เรียกว่า ‘Pseudo-Western Architecture’ หรือ อาคารญี่ปุ่นปลอม เขามักเน้นย้ำถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ความเป็นญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมในผลงานของเขา

อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด

ตัวสถาปัตยกรรมและฟังก์ชันของอาคารออกแบบของตามลำดับชั้นของอาคาร หมายเลขและตัวอักษรกำกับตามระดับความสูง ชั้นบนสุดคือ 天 แปลว่า สวรรค์ และ ชั้นล่างคือ 地 แปลว่า พื้นดิน การแบ่งพื้นที่และการตกแต่งเปลี่ยนไปตามลำดับความสำคัญของผู้ใช้ นับเป็นกระจกเงาที่สะท้อนสภาพการทำงานในสังคมที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก

อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด
อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด

พื้นที่ทั้งหมดของโรงอาบน้ำแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ หนึ่ง คือพื้นที่หน้าบ้านที่เป็นโถงรับแขก ห้องอาบน้ำออนเซ็น จากชั้น 1 – 4 เชื่อมต่อด้วยโถงรับแขก ระเบียงบันได และลิฟต์แบบสับคันโยก เมื่อข้ามสะพานเข้ามาในอาคารก็พบกับโถงรับแขกที่นำไปสู่ห้องอาบน้ำแบบเปิดของเหล่าเทพเจ้า อยู่บนพื้นยกระดับกลางโถงกลาง

และหากมองขึ้นไปในส่วน 二天 ของสวรรค์ชั้น 2 ซึ่งนั่นก็คือชั้น 3 และ 4 ของอาคาร จะพบกับโถงทางเดินยาวพร้อมกับห้องรับประทานอาหาร ห้องพักของแขกปูด้วยเสื่อทาทามิ และกั้นห้องด้วยประตูไม้กระดาษสาแบบดั้งเดิม เรียงตัวไปตามรูปทรงของโถงอาคาร ล้อมไปด้วยชานระเบียง 

ในฉากที่ปีศาจไร้หน้า (Kaonashi) แฝงตัวเข้ามาก่อความวุ่นวายในโรงอาบน้ำและห้องอาหาร เราได้เห็นภายในห้องที่ตกแต่งด้วยรูปวาดของเทพเจ้าหลากสีสัน และในเวลาเดียวกัน เราก็ได้รับรู้ถึงจำนวนอาหารเหลือทิ้งมากมายที่กองเรียงรายอยู่ ผีไร้หน้าคือผีเร่ร่อนบนสะพานแดง ความหมายแฝงของตัวละครที่เตือนสติเราไม่ให้หลงไปกับสภาพสังคมที่ชักจูง การไม่มีบุคลิกของตัวเอง การปรับเปลี่ยนตนเองเพียงเพื่อตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบ การเสกสิ่งที่คนอื่นต้องการเพื่อเอาใจเขา แต่แท้ที่จริงแล้วเรากลับไม่รู้ว่าจริง ๆ ตัวเองต้องการอะไร

อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด
สถาปัตยกรรมใน Spirited Away รายละเอียดของอุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ ที่ออกแบบเพื่อเล่าเรื่องราวให้ดีที่สุด

ตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่น ออนเซนเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงระหว่างคนกับธรรมชาติ น้ำร้อนที่มาจากภูเขาไฟเต็มไปด้วยแร่ธาตุ มีพลังในการชำระล้างและผ่อนคลายความเครียด และแม้แต่เหล่าเทพเจ้ายังต้องมาใช้บริการโรงอาบน้ำแห่งนี้ 

ในฉากหนึ่ง เทพเจ้าแม่น้ำเข้ามาใช้บริการด้วยเนื้อตัวสกปรกโสโครก ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วโรงอาบน้ำ หลังจากที่ชำระล้างเสร็จ ขยะจำนวนมากทะลักออกมาจากตัวเทพเจ้า ก่อนจะกลายเป็นมังกรบินออกไปจากโรงอาบน้ำ ข้อคิดที่สอดแทรกอยู่นั้นคือการที่มนุษย์เบียดเบียนธรรมชาติ ก่อมลพิษ และทิ้งขยะจำนวนมากลงแม่น้ำ หรือในกรณีของฮาคุ (Haku) ผู้ที่ช่วยเหลือชิฮิโระในโลกแห่งวิญญาณก็เช่นกัน แม้ว่าเขาจะเป็นหนึ่งในเทพแห่งแม่น้ำโคฮาคุ แต่ต่อมาเมื่อแม่น้ำถูกถมเพื่อสร้างอะพาร์ตเมนต์ ทำให้เขากลายเป็นเทพเจ้าไร้บ้าน จนในที่สุดมาอาศัยอยู่ดินแดนวิญญาณรับใช้ยูบาบา

สถาปัตยกรรมใน Spirited Away รายละเอียดของอุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ ที่ออกแบบเพื่อเล่าเรื่องราวให้ดีที่สุด
สถาปัตยกรรมใน Spirited Away รายละเอียดของอุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ ที่ออกแบบเพื่อเล่าเรื่องราวให้ดีที่สุด

อีกส่วนหนึ่งคือพื้นที่หลังบ้าน ซึ่งเป็นเสมือนกับกลไกและฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนโรงอาบน้ำแห่งนี้ คือห้องหม้อไอน้ำสมุนไพรของ Kamajī ผู้ที่ทำงานและพักผ่อนบนแท่นควบคุมของเขาโดยไม่ขยับเขยื้อนไปไหน ซึ่งอยู่ในส่วนล่างสุดของฐานอาคาร ผนังภายในห้องบุด้วยลิ้นชักใส่สมุนไพรสูงขึ้นไปจนติดเพดาน ความร้อนจากเครื่องต้มไอน้ำแผ่กระจายไปทั่วห้อง ถัดออกไปยังมีห้องเก็บเสบียงและห้องครัว เผยให้เราเห็นไส้ในของตัวอาคาร 

พื้นที่ส่วนหลังของโรงอาบน้ำคือที่พักผ่อนของคนงาน โดยแบ่งชั้นกันระหว่างห้องพักชายและหญิง พื้นที่ใช้สอยค่อนข้างคับแคบและจำกัด เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนคนและพื้นที่ของบ้านพักและห้องทำงานของยูบาบาที่อยู่ชั้นบน โดยเหล่าคนงานนอนแออัดกันในห้องเสื่อทาทามิที่ฟูกนอนนั้นปูติดกันจนไม่มีทางเดิน อาจจะเป็นไปได้ว่าเมื่อตำแหน่งหน้าที่การงานสูงขึ้น ก็จะมีห้องพักส่วนตัวเป็นของตนเอง

สถาปัตยกรรมใน Spirited Away รายละเอียดของอุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ ที่ออกแบบเพื่อเล่าเรื่องราวให้ดีที่สุด
สถาปัตยกรรมใน Spirited Away รายละเอียดของอุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ ที่ออกแบบเพื่อเล่าเรื่องราวให้ดีที่สุด

ตั้งแต่ชั้น 5 เป็นต้นไปของโรงอาบน้ำ คือเพนต์เฮาส์และห้องทำงานของยูบาบา แต่ละห้องตกแต่งอย่างหรูหราโอ่อ่าดังสรวงสวรรค์ เรียงรายไปด้วยของสะสม แจกันเซรามิกยักษ์ โคมไฟระย้า พื้นหินอ่อนไล่สีและลวดลาย เตาผิง และเครื่องเรือนมากมาย ห้องทั้งหมดตกแต่งในรูปแบบผสมระหว่างตะวันตกกับตะวันออก แม้ว่ายูบาบาจะดูเป็นคนที่โลภมากและโมโหร้าย แต่เธอก็รักลูกของเธอมาก ๆ เธอสร้างห้องเด็กเล่นขนาดใหญ่ ภายในห้องนั้นเต็มไปด้วยหมอนและของเล่นจำนวนมาก พื้น ขอบเสา และผนังทั้งหมดในห้องหุ้มด้วยวัสดุนุ่มนิ่มเหมือนเบาะของเก้าอี้ เพื่อปกป้องลูกสุดที่รักของเธอประหนึ่งไข่ในหิน 

ฉากสถาปัตยกรรมในผลงานของ Miyazaki มีส่วนสำคัญอย่างมากในการถ่ายทอดวัฒนธรรมและบรรยากาศช่วงหนึ่งของสังคมญี่ปุ่น รายละเอียดที่เขาใส่ในผลงานมีนัยยะในการขับเคลื่อนวงการแอนิเมชันญี่ปุ่น ด้วยการสร้างเอกลักษณ์ที่ทำให้ผู้ชมสัมผัสได้ถึงความคิดของตัวละคร บริบทสภาพสังคม ประเพณีความเชื่อ และในขณะเดียวกันผู้ชมก็ได้เติบโตไปพร้อม ๆ กับตัวละครด้วย

ฉากในโลกของ Spirited Away บางส่วนได้รับแรงบันดาลใจมาจากสถานที่จริง ซึ่งทางทีมผู้สร้างได้เคยไปพักผ่อนที่ Dogo Onsen ซึ่งเป็นโรงอาบน้ำเก่าแก่มากกว่าร้อยปี ตั้งอยู่ในเมือง Matsuyama บนเกาะ Shikoku และอีกหนึ่งสถานที่ที่เป็นต้นแบบให้กับย่านร้านอาหารและห้องหม้อต้มไอน้ำ คือพิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมกลางแจ้ง Edo-Tokyo ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีชินจูกุเพียง 45 นาที และในขณะนั้นยังอยู่ใกล้ที่ทำงานของ Studio Ghibli

แต่หากยังดื่มด่ำไม่พอ ทุกคนไปเยี่ยมชมมนต์คลั่งจากโลกวิญญาณได้ที่สวนสนุก Ghibli Park ที่เพิ่งเปิดบริการเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2022 ที่ผ่านมาในจังหวัด Nagoya ห่างออกจากเมือง Tokyo ไป 3 ชั่วโมง ที่นั่น เหล่าแฟน ๆ จะได้เข้าไปในห้องทำงานของยูบาบา นั่งรถไฟทะเลกับผีไร้หน้า มากไปกว่านั้น ยังมีฉากอีกมากมายที่สร้างจากผลงานภาพยนตร์ของ Studio Ghibli เรื่องอื่น ๆ

ข้อมูลอ้างอิง  

Miyazaki, Hayao, director. Spirited Away. Studio Ghibli, 2001

Sutajio Jiburi. (2001). The art of spirited away

www.archdaily.com

https://note.com/otaking/n/n7d92ff6f0951

https://blog.govoyagin.com/spirited-away-bathhouse/

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load