“Just what is it that makes y (our) homes so different, so appealing?”

อะไรกันที่ทำให้นิยามของคำว่าบ้านของคุณและของเรา แตกต่างและน่าสนใจ

เมื่อเราต้องใช้ชีวิตอยู่บ้านกันมากขึ้น มันไม่ง่ายเลยกับการปรับเปลี่ยนชุดพฤติกรรมการดำเนินชีวิตในช่วงการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ชีวิตวิถีใหม่จากการทำงานที่บ้าน การเว้นระยะห่าง หรือการกักตัว ทำให้ที่อยู่อาศัยหรือ ‘บ้าน’ กลายเป็นสิ่งสำคัญที่เราต่างหันกลับมามอง พร้อมทบทวนถึงบทบาทและนิยามของมันในการดำเนินชีวิต

บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II

ห้องชุดสี่เหลี่ยมที่เคยตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบไปเช้าเย็นกลับ กลับทำให้รู้สึกคับแคบขึ้นเมื่อต้องอาศัยและทำงานเป็นระยะเวลานาน จากบ้านทาวน์เฮาส์สองชั้นที่เคยรู้สึกว่ากว้างใหญ่เหมือนสนามเด็กเล่นในวัยเด็ก เมื่อโตขึ้นทำไมกลับรู้สึกหงุดหงิดและอึดอัดกับการใช้พื้นที่อยู่อาศัยร่วมกับสมาชิกคนอื่นๆ ในบ้าน ความอดทนที่ลดลงกลายเป็นความใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะต้องมีบ้านเป็นของตัวเอง

แต่ในทางกลับกัน บ้านเดี่ยว 3 ชั้นหลังใหญ่ที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ ทำไมอยู่ๆ ก็ทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว ไม่สบายใจเหมือนบ้านเล็กๆ หลังเก่าที่เคยอยู่ 

ความรู้สึกเหล่านี้มันคืออะไรกัน และอะไรที่ทำให้คำนิยามของคำว่า ‘บ้าน’ ค่อยๆ เปลี่ยนไป เพื่อไขปริศนาให้กับคำถามง่ายๆ ผมอยากชวนทุกคนเปิดประตูไปที่ไหนก็ได้ไปยังบ้านโนบิ ที่อยู่อาศัยของโนบิตะ แมวหุ่นยนต์ และสมาชิกในครอบครัว จากการ์ตูนอนิเมะสุดคลาสสิกเรื่อง โดราเอมอน บ้านเดี่ยวสองชั้นหลังคาจั่วล้อมรอบด้วยรั้วอิฐบล็อกสีเทา ที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมของครอบครัวชนชั้นกลาง และรูปแบบของ ‘บ้านกึ่งสำเร็จรูป’ ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้อย่างชัดเจน  

นิยามของคำว่า บ้าน และ เมือง

บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II
บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II

ค.ศ. 1969 คือจุดกำเนิดของ โดราเอมอน ในรูปแบบหนังสือการ์ตูนซีรีส์มังงะญี่ปุ่น วาดและเขียนโดย ฟูจิโกะและฟูจิโอะ (Fujiko F. Fujio) โดยตีพิมพ์เรื่องเต็มครั้งแรกใน ค.ศ. 1970 และพิมพ์ต่อเนื่องไปจนถึง ค.ศ. 1996 รวมทั้งหมด 45 เล่ม การ์ตูน โดราเอมอน ถูกนำมาสร้างเป็นการ์ตูนแอนิเมชันครั้งแรกใน ค.ศ. 1973 ต่อมามีการเพิ่มเติม ปรับเปลี่ยนกราฟิกและลายเส้นของตัวละคร รวมถึงองค์ประกอบของสถานที่ต่างๆ ใน ค.ศ. 1979 และ ค.ศ. 2015 จนถึงปัจจุบันก็ยังมีการพัฒนาและรีเมกการ์ตูนคลาสสิกเรื่องนี้อยู่เรื่อยๆ 

ตอนที่ผู้เขียนเขียนต้นฉบับนี้เป็นยุคคาบเกี่ยวระหว่างช่วงเวลาที่ประเทศญี่ปุ่นกำลังฟื้นฟูเมืองจากบาดแผลของสงคราม เริ่มพุ่งเป้าไปที่การซ่อมแซมสภาพเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในทศวรรษที่ 1960 และช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นประสบปัญหาภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจใน ค.ศ. 1973 ทำให้การพัฒนาเมืองเริ่มชะลอตัวลง สถาปนิกชื่อดังในสมัยนั้นอย่าง เคนโซ ทังเกะ (Kenzo Tange) เรียกการเติบโตของเมืองโตเกียวว่าเป็น ‘การแพร่กระจายของหมู่บ้านชนบท’ ที่ควรต้องมีการจัดระเบียบขึ้น แต่ทว่าสถาปนิกรุ่นน้องอย่าง คาซู ชิโนฮาระ (Kazuo Shinohara) กลับมองว่า ความยุ่งเหยิงและวุ่นวายเป็นเสน่ห์ของมหานครแห่งนี้ และควรใช้มันเป็นเครื่องมือในงานออกแบบสถาปัตยกรรม โดยเขาเปรียบเปรยการเติบโตของเมืองโตเกียวเป็น ‘หมู่บ้านขนาดใหญ่’

บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II
บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II

บ้านของโนบิตะและเหล่าผองเพื่อนตั้งอยู่ที่เขตเนริมะ ในชานเมืองของโตเกียว ภาพมุมสูงของเมืองเนริมะสะท้อนให้เห็นถึงผลพวงของการขยายเมือง และการแพร่กระจายความหนาแน่นของประชากรจากตัวเมืองมาสู่ชานเมือง เมื่อผู้คนโหยหาพื้นที่อยู่อาศัยที่มีความเป็นส่วนตัวและไม่ห่างไกลจากสถานที่ทำงาน ที่อยู่อาศัยแบบบ้านเดี่ยวจึงตอบโจทย์ของวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป บ้านแต่ละหลังมีรั้วอันบ่งออกถึงอาณาความเป็นส่วนตัว ความต้องการที่ปิดตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมภายนอก เมื่อตนเดินกลับมาที่บ้านหลังเลิกงาน บ้านจึงกลายเป็นพื้นส่วนบุคคลที่ไม่ต้องการยุ่งกับใคร

แม้ว่าผู้ใหญ่ต้องการที่อยู่อาศัยที่มีความส่วนตัว หลายๆ ซีนในการ์ตูนเรื่องนี้เรากลับเห็นโนบิตะและเพื่อนๆ ออกไปเล่นนอกบ้านอยู่บ่อยๆ พื้นที่สาธารณะกลายเป็นเหมือนห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ของเมืองนี้ ทั้งสนามเบสบอล ทางเดินริมแม่น้ำ และพื้นที่ว่างที่มีวัสดุก่อสร้างวางเรียงรายอยู่ ท่อเหล็ก 3 ท่อนกลางลานกลายเป็นจุดนัดพบประจำของเด็กๆ ป่าบนภูเขาหลังโรงเรียนกลายสถานที่ผจญภัยที่นำเหล่าเด็กๆ ออกใช้ชีวิตนอกบ้านร่วมกับธรรมชาติ เสน่ห์ของชุมชนถูกถ่ายทอดออกมา

ในขณะที่เมืองโตเกียวกำลังขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้า ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน บ้าน ชุมชน และเมือง ยังคงยึดโยงกับธรรมชาติ เป็นวิถีชีวิตที่ผู้คนยังสามารถเดินเท้าจากบ้านไปโรงเรียน เป็นเมืองที่เรายังทักทายเพื่อนบ้านเมื่อเดินผ่าน เมืองที่บ้านยังเป็นส่วนหนึ่งของเมือง

บ้านเดี่ยวกึ่งสำเร็จรูป

เพราะบ้านคือหน่วยย่อยที่สุดในระบบเมือง บ้านหลายๆ หลังรวมกันกลายเป็นหมู่บ้านหรือชุมชน บ้านเป็นผลผลิตของการประนีประนอมและอยู่รวมกันระหว่างธรรมชาติกับสิ่งที่มนุษย์ปลูกสร้าง บ้านคือองค์ประกอบสำคัญในการสร้างอัตลักษณ์ให้กับย่านและเมืองนั้นๆ รูปแบบของมันจึงเป็นภาพสะท้อนถึงสภาพแวดล้อมและบริบทของสังคมในแต่ละยุคสมัยได้อย่างชัดเจน

‘ผนังสี่ด้านและหลังคา’ อาจจะเป็นคำนิยามของบ้านที่ตอบโจทย์ที่สุดกับสภาพสังคมในช่วงปลายทศวรรษที่ 20 เมื่อเศรษฐกิจของญี่ปุ่นต้องเผชิญกับวิกฤตเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่ผันผวนใน ค.ศ. 1973 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่วิวัฒนาการของสถาปัตยกรรมสากลในยุคโมเดิร์นเข้ามาเบ่งบานในประเทศ เมื่อสถาปัตยกรรมถูกขับเคลื่อนโดยระบบเศรษฐกิจ ใจความสำคัญของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่ว่าด้วยการลดทอนองค์ประกอบและการตกแต่งที่ไม่จำเป็น ให้เหลือไว้เฉพาะประโยชน์ใช้สอยขั้นพื้นฐาน ในรูปแบบการอยู่อาศัยที่เพียงพอ หรือ Minimum Dwelling บ้านดั้งเดิมแบบญี่ปุ่นถูกแทนที่ด้วยหลักการออกแบบสมัยใหม่ที่ใช้เหตุผล อ้างอิงวิทยาศาสตร์และสัดส่วนมนุษย์ โดยบางครั้งให้ความสำคัญกับความสวยงามรองลงมา

‘บ้านเดี่ยวกึ่งสำเร็จรูป’ สำหรับ 1 ครอบครัวจึงถือกำเนิดขึ้นเข้าสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ หลังจากนั้นบ้านหนึ่งหลังที่มีโครงสร้าง แปลนบ้าน และรูปลักษณ์ภายนอกที่เหมือนกันทุกประการ ก็ถูกโคลนออกมาและผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดกระจายอยู่รอบชานเมือง เหมือนบ้านที่เพียงรอการเติมน้ำร้อนและใส่เครื่องปรุงก็ย้ายเข้าไปอยู่อาศัยได้ทันที

ผมขอนิยามสถาปัตยกรรมในรูปแบบนี้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมมินิมอลลิสม์ (Minimalism) ยุคแรกเริ่ม หลายคนอาจติดภาพของสถาปัตยกรรมมินิมอลเป็นบ้านสีขาวล้วน มีห้องว่างเปล่าทาผนังด้วยสีขาว และเมื่อกวาดตามองไปที่มุมห้องจะพบกับวัตถุที่ถูกจัดองค์ประกอบคอมโพซิชันวางอยู่ แต่โดยหลักการแล้ว มินิมอลลิสม์ไม่ได้หมายถึงสไตล์ในการตกแต่งบ้าน แต่มันคือทัศนคติ (Attitude) ซึ่งต้นตอของแนวคิดนี้เกิดมาจากศิลปะแนว Abstract และแนว Cubism มันคือแนวคิดว่าด้วยการกลับสู้รากฐาน กลับสู่สัจจะของรูปทรงและวัสดุ การลดทอนองค์ประกอบที่ไม่สำคัญออกไป คือเครื่องมือที่ช่วยสังเคราะห์ความซับซ้อนที่สถาปนิก เลือกที่จะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับบริบทและแนวคิดของผลงาน

บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II
บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II

ดังนั้น หากมองด้วยตรรกะเดียวกัน บ้านโนบิในการ์ตูนเรื่อง โดราเอมอน จึงเป็นบ้านในรูปแบบสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์น แนวมินิมอลยุคบุกเบิก ที่หล่อหลอมวิถีการใช้ชีวิตสมัยใหม่ขึ้นมาให้กับผู้อยู่อาศัย  บ้านโนบินั้นเป็นบ้านครอบครัวเดี่ยว 2 ชั้น ไม่มีที่จอดรถ มีที่ดินรอบตัวบ้านพอสำหรับสร้างสวนขนาดเล็ก ชานไม้พักผ่อน พื้นที่ตากผ้า และห้องเก็บของได้ รูปทรงของบ้านเกิดการจัดสรรพื้นที่ใช้สอย วางตำแหน่ง ทางเดิน ทางเข้า ทางออก และห้องต่างๆ ตามความเชื่อมโยงในการใช้งาน หลังคาทรงจั่วช่วยในการกันฝนและเร่งระบายน้ำในวันที่พายุเข้า ปีกของหลังคาที่ยื่นออกห่างออกไปจากตัวบ้านก็เพื่อช่วยกันแดดและสร้างเงาบังแดดนั้นเอง

บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II
บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II

ชั้นล่างของตัวบ้านประกอบด้วย 1 ห้องรับแขกที่อยู่ติดกับประตูทางเข้าบ้าน เพื่อให้แขกที่มาเยือนไม่ต้องเดินผ่านพื้นที่อยู่อาศัยของครอบครัว 1 ห้องอเนกประสงค์สำหรับสมาชิกในครอบครัวที่ใช้เป็นทั้งห้องนั่งเล่นและห้องทานอาหารว่าง 1 ห้องครัวและห้องกินข้าวที่อยู่รวมกัน 1 ห้องอาบน้ำที่แยกห้องสุขา จากแปลนบ้าน เราจะเห็นว่าตำแหน่งของประตูและหน้าต่างถูกจัดวางเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงกับทิศทางของแสงแดดและทางลม โดยห้องน้ำและห้องครัวจะได้รับแสงอาทิตย์ในช่วงเช้าจากทิศตะวันออก และพื้นที่อยู่อาศัยที่เหลือจะได้รับแสงอาทิตย์ในตอนบ่ายและตอนเย็นจากทางทิศใต้และทิศตะวันตก 

ในส่วนของพื้นที่ชั้นบนแบ่งออกเป็น 2 ห้องนอน สำหรับพ่อแม่และห้องนอนของโนบิตะและโดราเอมอน ห้องของโนบิตะได้รับแสงอาทิตย์เข้ามาทางทิศใต้เต็มๆ ในช่วงกลางวัน ซึ่งถ้าเป็นวันธรรมดาแล้วโนบิตะนั้นคงจะอยู่ที่โรงเรียน แต่ถ้าเป็นวันเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุด เรามักจะเห็นภาพโนบิตะและโดราเอมอนเหงื่อแตกและพยายามหาวิธีคลายร้อน นี่ก็อาจจะเป็นหนึ่งเหตุผลที่พวกเขามักจะออกไปเล่นนอกบ้านในช่วงกลางวันนั้นเอง

บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II

บ้านโนบิตะยังทำให้เราหวนคิดถึงบ้านในวัยเด็ก ที่บ้าน 1 หลังจะมีทีวี 1 เครื่อง ทำให้เราต้องแย่ง สลับ และแบ่งเวลากับพ่อแม่พี่น้องเพื่อดูรายการโปรด การรอคิวเข้าห้องน้ำเพื่อไปโรงเรียนหรือทำงาน การที่เราต้องเดินลงมาจากชั้นสองเพื่อเข้าห้องน้ำในตอนกลางคืน การเปิดหน้าต่างและพัดลมเพื่อรับลมในวันที่อากาศร้อน เพราะไม่ใช่ทุกห้องที่ติดเครื่องปรับอากาศ รูปแบบทางกายภาพทางสถาปัตยกรรมของตัวบ้านกลายส่วนที่ส่งเสริมให้สมาชิกในครอบครัวใช้เวลาอยู่ร่วมกัน แบ่งปันพื้นที่ หรือแย่งกันใช้งาน

บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II

สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ เลือนลางหายไป ในยุคที่เครื่องใช้ไฟฟ้า สุขภัณฑ์ อุปกรณ์อำนวยความสะดวก รวมถึงโน๊ตบุ๊กและอินเตอร์เน็ตมีราคาที่ถูกลงและง่ายต่อการครอบครอง บ้านหลายหลังเริ่มมีทีวีมากกว่า 1 เครื่อง จำนวนห้องน้ำที่เพิ่มขึ้น จนไปถึงการที่เราเลือกดูรายการต่างๆ ผ่านโน๊ตบุ๊กหรือคอมพิวเตอร์ได้ทุกที่ทุกเวลา บ้านเดี่ยว 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ กลับกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่เป็นความต้องการขั้นต่ำในสังคมปัจจุบัน ในขณะที่พื้นที่ส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามความต้องการของผู้อยู่อาศัย เวลาที่สมาชิกในครอบครัวจะแบ่งปันให้กันและกันกลับค่อยลดน้อยลงไป

บ้านคือศิลปะแห่งการใช้ชีวิต

เมื่อวิถีการดำเนินชีวิตเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคมแต่ละยุค คำนิยามที่เราสร้างขึ้นให้กับคำว่าบ้าน ก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ในยุคหนึ่ง เลอกอร์บูซีเย (Le Corbusier) สถาปนิกชาวฝรั่งเศสที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นบิดาแห่งสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์นได้กล่าวว่า “บ้านนั้นคือเครื่องจักรสำหรับการอยู่อาศัย” แต่ต่อมาเมื่อบริบทของเมืองเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เมื่อเราไม่ต้องฟื้นฟูเมืองจากช่วงสงคราม คำนิยามเดิมก็เริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงไป ดังที่ คาซู ชิโนฮาระ สถาปนิกชาวญี่ปุ่นในยุคโพสต์โมเดิร์นหรือยุคหลังสมัยใหม่นิยม กล่าวว่า “บ้านคืองานศิลปะ” ซึ่งศิลปะในที่นี้ น่าจะหมายถึงศิลปะแห่งการเลือกใช้ชีวิต 

บ้านโนบิ สถาปัตยกรรมในโดราเอมอนที่บอกเล่าชีวิตและดีไซน์ญี่ปุ่นยุคหลัง WW II

ในการ์ตูนเรื่อง โดราเอมอน แม้ว่าหลายบ้านจะได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์น ทำให้มีโครงสร้างภายนอกและรูปทรงที่เหมือนและคล้ายคลึงกัน แต่ทุกๆ บ้านก็พยายามแสดงเอกลักษณ์ของตนเองออกมา สังเกตได้จากการทาสีหลังคาที่แตกต่างกัน การเลือกวัสดุของรั้วที่ไม่เหมือนกันไป การปลูกต้นไม้คนละแบบ รวมไปถึงการตกแต่งภายในตัวบ้านที่แสดงนัยยะให้เห็นถึงตัวตนของผู้อยู่อาศัย

การตกแต่งภายในบ้านของโนบิตะผสมระหว่างแบบโมเดิร์นและญี่ปุ่นดั้งเดิม โดยใช้เสื่อทาทามิในห้องนั่งเล่น เพื่อแบ่งสัดส่วนของห้องและกำหนดตำแหน่งของเฟอร์นิเจอร์ การใช้โต๊ะนั่งพื้นและเบาะรองแบบญี่ปุ่น รวมถึงการเลือกใช้ประตูบานเลื่อนไม้แบบญี่ปุ่น องค์ประกอบเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้บ้านเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย

ผมเชื่อว่าคำจำกัดความของคำว่า ‘บ้าน’ ที่เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัยกว้างขึ้นแล้วในวันนี้ เพราะกรอบปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีวิตของแต่ละบุคคลนั้นไม่เหมือนกัน บางคนอยากจะมีบ้านอยู่นอกเมือง อาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติและอากาศบริสุทธิ์ให้มากที่สุด บางคนอยากมีบ้านอยู่บนตึกสูงกลางใจเมือง เพื่อสะดวกสบายในการใช้ชีวิต แต่ก็อาจจะต้องแลกมากับชีวิตที่ต้องพึ่งเครื่องปรับอากาศเป็นส่วนใหญ่

วิถีชีวิตของมนุษย์จะยังถูกขับเคลื่อนโดยระบบเศรษฐกิจ การเมือง และสภาพสังคม อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แน่นอนว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ในครั้งนี้ได้เปลี่ยนนิยามของคำว่าบ้านไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะในเชิงการจัดสรรพื้นที่เพื่อเว้นระยะห่างหรือการปรับพื้นที่ภายในบ้านให้เหมาะกับการทำงานจากบ้านก็ตาม

เมื่อนิยามของคำว่า ‘บ้าน’ แปรผกผันตามรูปแบบการใช้ชีวิตและสภาพสังคมในแต่ละยุค เมื่อปัจจัยพื้นฐานของบ้านตามบริบทในอดีตไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่เพิ่มขึ้นในวิถีการดำเนินชีวิตร่วมสมัยของผู้อยู่อาศัย สถาปัตยกรรมแบบเพียงพอ (Minimum Dwelling) กำลังถูกแทนที่ด้วยรูปแบบของสถาปัตยกรรมที่ตอบสนองความปรารถนา (Maximum Desire) โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนที่มีความต้องการแตกต่างและหลากหลาย

ถ้าเราลองตั้งคำถามให้กับตัวเองว่า นิยามคำว่า ‘บ้าน’ ของคุณคืออะไร อะไรคือคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานในยุคปัจจุบันที่ตอบโจทย์การดำเนินชีวิตของคุณ คำตอบที่ได้ อาจจะนำมาซึ่งรูปลักษณ์ของสถาปัตยกรรมที่แตกต่างไปจากขนบเดิมๆ อย่างสิ้นเชิง

ขอบคุณรูปภาพจาก 

TV Anime : Doraemon, Fujiko Fujio, TV Asahi (ANN), 2005.“ (Chronology 1979 Anime)

doraemon.fandom.com/th/wiki

doraemon.fandom.com/wiki/Nobis’ Residenceanime

naibann.com/nobita-house-plan/

https://www.dotproperty.co.th/blog/

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

Set Design

ทฤษฎีสถาปัตยกรรมในภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องสังคม ความเชื่อ และยุคสมัย

ผู้รุกรานสถาปัตยกรรม

ในหลายๆ ตอนของการ์ตูนซีรีส์แนวสืบสวนสอบสวน ‘ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน’ เรามักทึ่งกลอุบายที่คนร้ายใช้วางแผนและจัดฉากสถานที่เกิดเหตุ จากฉากฆาตกรรมในห้องปิดตาย การโจรกรรมในสถานที่ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยสูง การหาทางออกในเขาวงกต ไปจนถึงบ้านคฤหาสน์ที่เต็มไปด้วยห้องลับ กลไก และกับดัก การวางแผนการเตรียมการของอาชญากรเผยให้เราเห็นความคิดสร้างสรรค์อันไร้ขอบเขต และทักษะความเข้าใจการใช้พื้นที่ทางสถาปัตยกรรมที่อยู่นอกขนบ บทเรียน และนิยามพื้นฐานของสถาปัตยกรรม

รั้ว ระเบียง พื้น ประตู หน้าต่าง ผนังกำแพง เสา คาน บันได เพดาน และหลังคา เป็นองค์ประกอบพื้นฐานในงานสถาปัตยกรรม สิ่งสามัญธรรมดาตามตึกรามบ้านช่องที่เราพบเห็นโดยทั่วไปในชีวิตประจำวัน ถ้าต้องเข้าไปในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง เราจะเริ่มกวาดสายตามองหาประตูทางเข้า และเช่นเดียวกัน เมื่อต้องขึ้นไปยังชั้นบนของอาคาร เราจะมองหาบันไดหรือลิฟต์เป็นอย่างแรกๆ

ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน : การใช้สถาปัตยกรรมของอาชญากร ห้องปิดตาย ทางลับ และปริศนาล่าขุมทรัพย์
ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน : การใช้สถาปัตยกรรมของอาชญากร ห้องปิดตาย ทางลับ และปริศนาล่าขุมทรัพย์

ในทางกลับกัน หากโจรผู้ร้ายวางแผนปล้นธนาคาร พวกเขาใช้ประตูทางเข้า-ออกหลักไม่ได้ หรือแม้แต่จะขึ้นลงบันไดไปยังตู้เซฟของธนาคารก็ไม่ได้เป็นแน่ หลังคา ฝาท่อระบายน้ำ หรือกำแพงหลังตึก จึงกลายเป็นประตูทางเข้าทางออกอาคารสำหรับพวกเขา บริบทนี้เองที่องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมอย่างประตูและผนังกำแพงได้กลายมาเป็นอุปสรรค เป็นสิ่งกีดขวางภารกิจที่พวกเขาจะต้องตัด เจาะ และทำลาย อาชญากรจึงกลายเป็น ‘ผู้รุกรานสถาปัตยกรรม’ ที่เปลี่ยนนิยามและความหมายขององค์ประกอบต่างๆ เพื่อนำมาใช้เป็นอาวุธก่ออาชญากรรม ดังคำคมที่โคนันกล่าวไว้ว่า 

“แม้แต่กำแพงใหญ่ที่ตั้งขวางหน้า เพียงแค่เปลี่ยนมุมมอง มันก็จะกลายเป็นประตู”

ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน : การใช้สถาปัตยกรรมของอาชญากร ห้องปิดตาย ทางลับ และปริศนาล่าขุมทรัพย์

เปิดคดี

การ์ตูนมังงะแนวสืบสวนสอบสวน ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน (Detective Conan) ตีพิมพ์ครั้งแรกใน ค.ศ. 1994 มาจนถึงปัจจุบันใน ค.ศ. 2021 และกำลังก้าวจะเข้าสู่ฉบับที่ 100 ซึ่งมีกำหนดวางขายที่ประเทศญี่ปุ่นในเดือนตุลาคมนี้ ตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ทศวรรษ ผลงานของ โกโช อาโอยาม่า (Gosho Aoyama) ได้ถ่ายทอดความสนุกสนาน เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร คดีอาชญากรรมที่ซับซ้อน ปริศนาซ่อนเงื่อน รหัสลับ กลอุบาย ข้อสันนิษฐานที่แยบยลออกมาอย่างต่อเนื่อง แม้แต่ในรูปแบบของการ์ตูนแอนิเมชันนั้นก็มีอายุ 21 ปี รวมกว่า 1,000 ตอนเข้าไปแล้ว

เรื่องราวของ คุโด้ ชินอิจิ นักสืบมัธยมปลายฉายา ‘เชอร์ล็อก โฮล์ม แห่งยุคเฮเซ’ ที่ตัวหดเล็กลง จากการโดนวางยาพิษอาโพท็อกซิน 4869 โดยชายชุดดำปริศนา ผลของยาทำให้กลายร่างเป็นเด็กประถมที่ต้องแฝงตัวในชื่อ เอโดงาวะ โคนัน เขาถูกฝากเลี้ยงไว้กับ โมริ รัน ตามคำขอของ ดร.อากาสะ ที่สำนักงานนักสืบโมริ ซึ่ง โมริ โคโกโร่ พ่อของรันและอดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ผันตัวมาเป็นนักสืบเอกชน ระหว่างที่อาศัยอยู่ที่นั่น โคนันได้ช่วยนักสืบโมริไขคดีต่างๆ มากมาย ควบคู่ไปกับการหาเบาะแสของชายชุดดำ และหาทางรักษาให้คืนร่างดังเดิม

ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน : การใช้สถาปัตยกรรมของอาชญากร ห้องปิดตาย ทางลับ และปริศนาล่าขุมทรัพย์
ผังเมืองเบย์กะ เมืองสมมติในโลกของยอดนักสืบจิ๋วโคนัน

สำนักงานนักสืบโมริ 

บ้านและสำนักงานนักสืบโมริเป็นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้นพร้อมดาดฟ้าที่ได้รับมรดกมาจากพ่อแม่ ตัวตึกนี้ตั้งอยู่ที่หมู่ 5 บล็อก 39 เมืองเบย์กะ เมืองสมมติในจักรวาลโคนัน เป็นเมืองส่วนต่อขยายออกมาจากโตเกียว ทำเลที่ตั้งกลางใจเมืองใกล้โตเกียวทาวเวอร์ ซึ่งอยู่ถัดออกไปประมาณ 1 กิโลเมตรครึ่ง ใช้ระยะเวลาเดินเท้าประมาณ 15 – 20 นาที 

ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน : การใช้สถาปัตยกรรมของอาชญากร ห้องปิดตาย ทางลับ และปริศนาล่าขุมทรัพย์
ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน : การใช้สถาปัตยกรรมของอาชญากร ห้องปิดตาย ทางลับ และปริศนาล่าขุมทรัพย์

ตัวอาคารเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบตึกแถวต่อๆ กัน หน้ากว้างประมาณ 7 เมตร และยาวกว่า 11 เมตร ทั้งสองด้านขนาบด้วยอาคารใกล้เคียง ด้านขวาติดกับร้านเบกะอิโรฮะซูชิ และทางด้านซ้ายติดกับตึกแมนชั่น

ชั้นแรกของตัวตึกแบ่งพื้นที่ให้ร้านคาเฟ่ปัวโรต์เช่าในราคาเดือนละ 300,000 เยน อีกส่วนแบ่งเป็นบันไดเปิดไม่มีประตูนำไปสู่ชั้นบนของอาคาร ชั้นสองเป็นโฮมออฟฟิศ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานนักสืบโมริ รูปด้านหน้าของตึกที่เป็นเอกลักษณ์ที่ใครก็จำได้ การติดป้ายชื่อของสำนักงานเป็นชื่อสติกเกอร์ตัวหนังสือ เขียนว่า 毛利探偵事務所 ไว้ที่หน้าบานกระจกทั้ง 7 บาน เหมือนเป็นการตั้งชื่อและสร้างสัญลักษณ์ให้กับสถาปัตยกรรม ในสภาพแวดล้อมที่ตึกรามบ้านช่องดูเหมือนกันไปเสียหมด 

ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน : การใช้สถาปัตยกรรมของอาชญากร ห้องปิดตาย ทางลับ และปริศนาล่าขุมทรัพย์
ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน : การใช้สถาปัตยกรรมของอาชญากร ห้องปิดตาย ทางลับ และปริศนาล่าขุมทรัพย์
ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน : การใช้สถาปัตยกรรมของอาชญากร ห้องปิดตาย ทางลับ และปริศนาล่าขุมทรัพย์

ขึ้นมาชั้น 3 เป็นที่อยู่อาศัย ประกอบด้วย 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ห้องครัว และห้องนั่งเล่น ห้องนอนทั้งสองถูกจัดวางให้ตัวติดกับด้านหน้าของตึกเพื่อให้แดดส่องเข้ามา ที่ห้องนั่งเล่นไม่ได้อยู่จุดนี้ อาจเป็นเพราะส่วนใหญ่ สมาชิกในครอบครัวใช้ห้องนอนเป็นห้องนั่งส่วนตัวก็เป็นได้ 

ห้องของลุงโคโกโร่ติดกับระเบียง ห้องของรันจะอยู่ถัดออกไป ซึ่งเป็นส่วนที่มีกระจกบานเลื่อน ส่วนโคนันปูฟูกนอนบนพื้นในห้องเดียวกับลุงโคโกโร่

ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน : การใช้สถาปัตยกรรมของอาชญากร ห้องปิดตาย ทางลับ และปริศนาล่าขุมทรัพย์

นักสืบ อาชญากร และสถาปัตยกรรม

พื้นที่ทางสถาปัตยกรรมโดยพื้นฐานเกิดจากการประกอบเข้าด้วยกันของผนังทั้งสี่ด้านและหลังคา ห้องต่างๆ ถูกจัดวางและแบ่งด้วยผนังกำแพงที่กั้นระหว่างห้องต่างๆ ตามประโยชน์ใช้สอยที่ผู้อยู่อาศัยต้องการ แต่ละห้องก็จะมีการตกแต่งภายในและการวางเฟอร์นิเจอร์ที่แตกต่างกันออกไปตามฟังก์ชั่นของมัน

หากเรามองพื้นที่ทางสถาปัตยกรรมในมุมมองของการใช้งานปกติ โดยมีสำนักงานสืบโมริเป็นกรณีศึกษา เราจะพบว่านอกเหนือจากพื้นที่ที่กล่าวข้างต้น ตัวอาคารยังมีพื้นที่หลบซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะช่องว่างระหว่างผนังกำแพง พื้นที่ระหว่างฝ้าเพดานถึงท้องพื้นที่ใช้ในการเดินท่อน้ำและสายไฟ เมื่อสถาปัตยกรรมนั้นถูกหล่อเลี้ยงด้วยงานระบบที่ต้องการทั้งระบบไฟฟ้า ระบบท่อน้ำดีน้ำเสีย มากไปกว่านั้น ถ้าเป็นในส่วนของตึกอาคารสูง ก็จะมีพื้นที่งานระบบที่มากขึ้นไปอีก ทั้งช่องแอร์ดักท์ ช่องปล่องระบายอากาศ ห้องวางเครื่องปรับอากาศ ห้องออกทางฉุกเฉิน ปล่องลิฟต์ และบันไดหนีไฟ

แต่หากเรามองในมุมมองกลับกัน ผ่านสายตาของผู้ร้ายหรือเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย พื้นที่ที่ถูกมองข้ามเหล่านี้อาจนำมาใช้ซ่อนอาวุธ ก่อคดี หรือช่วยให้คุณหลบซ่อนตัวในช่วงสถานการณ์คับขันก็เป็นได้ ดังที่เราเห็นในหลายๆ คดีของการ์ตูน ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน ที่นำพื้นที่สถาปัตยกรรมมาใช้ในการสร้างกลอุบาย 

เช่น การฆาตกรรมในห้องปิดตาย การนำสถาปัตยกรรมมาใช้สร้างกลไก ปริศนา ห้องลับ อุโมงค์ลับ เพื่อค้นหาที่ซ่อนขุมทรัพย์ในคฤหาสน์อันลึกลับ และการสร้างกับดักด้วยสถาปัตยกรรมที่ท่านที่ปรึกษาอาวุโส ซึซึกิ จิโรคิจิ มักสร้างสรรค์ขึ้นมา เพื่อปกป้องอัญมณีและของมีค่าที่เขานำมาจัดแสดงจากคู่ปรับตลอดกาลอย่าง จอมโจรคิด

ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน : การใช้สถาปัตยกรรมของอาชญากร ห้องปิดตาย ทางลับ และปริศนาล่าขุมทรัพย์

ห้องปิดตาย

ไม่เพียงแต่อาชญากรเท่านั้นที่ใช้สถาปัตยกรรมในการวางแผน นักสืบและตำรวจเองก็ต้องใช้สถาปัตยกรรมในการไขคดีสืบหาความจริง ตั้งข้อสันนิษฐาน และหาหลักฐาน 

สถาปัตยกรรมกลายเป็นพยานปากสำคัญในการพิสูจน์ทราบถึงข้อเท็จจริง 

สถาปัตยกรรมเป็นเหมือนพยานผู้บริสุทธิ์ที่โกหกใครไม่เป็น 

เมื่อวิเคราะห์ดูแล้วคดีฆาตกรรมในห้องปิดตาย คือการใช้สถาปัตยกรรมสร้างหลักฐานที่อยู่ให้กับฆาตกร เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ให้ดูเหมือนว่าเป็นคดีฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นกลอุบายที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในแอนิเมชันเรื่องนี้ ในรูปแบบที่แตกต่างกันไป 

คดีเลขที่ 129 ห้องอาบน้ำที่ปิดล็อก คนร้ายใช้อุบายทางจิตวิทยาในการสร้างห้องปิดตาย โดยติดเทปกาวปิดประตูหน้าต่างของห้องน้ำอย่างแน่นหนา บนประตูกระจกก็ยังมีสาส์นลาตายติดด้วยเทปกาว เป็นคำว่า ’ลาก่อน’ อีกทั้งลายนิ้วมือที่ปรากฏบนเทปกาวล้วนเป็นลายนิ้วมือของผู้ตายเองทั้งสิ้น 

ทว่าแท้จริงแล้ว ห้องนั้นไม่ได้เป็นห้องปิดตายแต่อย่างใด เพราะประตูห้องนั้นไม่ได้ถูกปิดผนึกอยู่แล้วตั้งแต่ต้น แต่เพราะมองจากด้านนอกแล้วเห็นเทปกาวจำนวนมากแปะทับยาวจากขอบประตูไปถึงผนัง จึงทำให้ทุกคนคิดว่าจำเป็นต้องใช้แรงอย่างมากในการเปิดประตูเพื่อสลัดเทปกาวออกมา

ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน : การใช้สถาปัตยกรรมของอาชญากร ห้องปิดตาย ทางลับ และปริศนาล่าขุมทรัพย์

ในบางสถานการณ์ ‘ห้องปิดตาย’ ไม่ได้หมายถึงห้องหนึ่งห้องเสมอไป ทั้งชั้นของตึกแมนชั่นก็กลายเป็นห้องปิดตายได้เหมือนกัน จากคดีเลขที่ 109 ฆาตกรรมดาราหนังย้อนยุค ห้องทั้งหมดบนชั้น 6 ของแมนชั่นถูกทำให้เป็นห้องปิดตาย คนร้ายใช้ประโยชน์จากเป็นเจ้าของห้องทั้งหมดบนชั้น 6 และอีกหนึ่งห้องบนชั้น 5 

เขาสร้างกลลวงด้วยการสลับสถานที่เกิดเหตุ สร้างห้องลวงตาระหว่างห้องชั้น 6 กับห้องชั้น 5 ที่อยู่ซ้อนกัน โดยอาศัยความเหมือนกันของสถาปัตยกรรมแบบห้องชุด การตกแต่งภายใน และการจัดวางเฟอร์นิเจอร์สิ่งของทุกอย่างในห้องทั้งสองให้เหมือนกัน แถมยังยังสลับป้ายเลขหน้าห้องกับตัวเลขบอกชั้นในลิฟต์ เพื่อสร้างประจักษ์พยานและหลักฐานที่อยู่ให้กับตนเอง เรียกได้ว่าหลอกพยานตั้งแต่เข้ามาในตึกเลยทีเดียว

มองสถาปัตยกรรมผ่านมุมมองอาชญากรใน ‘ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน’ ทั้งห้องปิดตาย ทางลับ และปริศนาล่าขุมทรัพย์

ห้องลับ

หนึ่งอุบายที่เราพบเห็นใน ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน คือคดีแนวไขปริศนาหาขุมสมบัติในคฤหาสน์ใหญ่โต เปลี่ยนสถาปัตยกรรมให้เป็นเขาวงกตที่ผู้เล่นต้องไขรหัสลับและหาทางออก ผนังและกำแพงทำหน้าที่เป็นขอบเขตพื้นที่ให้กับอาคารและห้องต่างๆ ในมุมมองระดับสายตาของมนุษย์ ผนังคือสิ่งที่บดบังทัศนะในการมองเห็น ขณะเดียวกันก็สร้างความเป็นส่วนตัวให้กับผู้ใช้ให้แต่ละห้อง อย่างไรก็ตาม บางครั้งผนังและกำแพงก็สร้างภาพลวงตาและซุกซ่อนพื้นที่ว่าง ห้องลับ หรืออุโมงค์ทางเดินลับไว้ได้

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่สายตาคนเราจะไม่สังเกตถึงความผิดปกติ เพราะความเป็นจริงแล้ว มนุษย์มองไม่เห็นแบบแปลน รูปตัด ที่เรียกว่า Section หรือภาพไอโซเมตริกของตัวบ้านหรืออาคารได้เลย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สถาปนิกใช้ดูองค์ประกอบภาพรวม เพื่อสื่อสารงานออกแบบและเขียนแบบก่อสร้าง

มองสถาปัตยกรรมผ่านมุมมองอาชญากรใน ‘ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน’ ทั้งห้องปิดตาย ทางลับ และปริศนาล่าขุมทรัพย์

ในคดีสำรวจปราสาทโบราณ ซึ่งเป็นคดีสุดคลาสสิกเลขที่ 146 โคนันสังเกตเห็นความผิดปกติของระยะห่างกำแพงกับขนาดห้องที่ไม่พอดีกัน ทำให้เขาเริ่มสำรวจเพื่อหาทางเข้าห้องลับที่ซ่อนอยู่ในปราสาทเก่าหลังนี้ ช่องทางเดินลับที่ซ่อนอยู่หลังกำแพงนี้ช่วยอำพรางคนร้ายให้หลบหนีเหตุไฟไหม้ ซุกซ่อนศพ และยังช่วยย่นระยะเวลาเดินทางจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง ที่ในความเป็นจริงเกิดขึ้นไม่ได้

มองสถาปัตยกรรมผ่านมุมมองอาชญากรใน ‘ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน’ ทั้งห้องปิดตาย ทางลับ และปริศนาล่าขุมทรัพย์
มองสถาปัตยกรรมผ่านมุมมองอาชญากรใน ‘ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน’ ทั้งห้องปิดตาย ทางลับ และปริศนาล่าขุมทรัพย์

ห้องกับดัก

อีกเทคนิคคือ การวางกับดักไว้ต่อกรกับหัวขโมยแห่งยุคอย่างจอมโจมคิด ในคดีที่ 588 จอมโจรคิดปะทะสุดยอดตู้เซฟ เราได้เห็นตู้เซฟที่เป็นเหมือนห้องนิรภัยขนาดใหญ่ เซฟนี้สร้างโดยเจ้าแห่งกลไก ซามิสึ คิจิเอม่อน ด้วยเหล็กกล้าที่แข็งแรงมากๆ ตัวบานประตูหนา 50 เซนติเมตร กว้าง 4 เมตร และภายในมีเนื้อที่กว่า 6 ตารางเมตร 

ก่อนจะเข้าไปถึงตู้เซฟนั้น หัวขโมยต้องผ่านห้องเปล่าที่มีพื้นเซ็นเซอร์จับน้ำหนัก เพียงแค่บุหรี่หนึ่งม้วนตกลงพื้น ลูกกรงเหล็กขนาดใหญ่รอบห้องก็จะหล่นลงมาขังผู้บุกรุกทันที แต่ถึงแม้จะเข้าไปถึงตัวตู้เซฟได้ หากหมุนรหัสมั่วๆ ไปล่ะก็ กลไกสังหารของตู้เซฟจะเริ่มทำงานทันทีเช่นกัน

ความน่าสนใจของการทำให้สถาปัตยกรรมที่ไม่มีชีวิต กลายเป็นเครื่องจักรสังหารที่ตอบสนองต่อปฏิกิริยาและการเคลื่อนไหวของมนุษย์ และสถาพแวดล้อมรอบๆ แบบที่เรามักเจอในภาพยนต์ Sci-Fi หลายเรื่อง 

จากสถาปัตยกรรมที่สร้างเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย มีเพียงเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ คอยตอบสนองความต้องการและแบ่งเบาภาระของเรา สู่การเป็นเครื่องจักรที่นำมาใช้ในอีกบริบทหนึ่งอย่างสุดขั้ว ในที่นี้เพื่อรักษาความปลอดภัย กักขังหัวขโมย และสังหารผู้บุกรุก

มองสถาปัตยกรรมผ่านมุมมองอาชญากรใน ‘ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน’ ทั้งห้องปิดตาย ทางลับ และปริศนาล่าขุมทรัพย์

ปิดคดี

เรื่องความปลอดภัยและการป้องกันอาชญากรรม เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการออกแบบเมืองและสถาปัตยกรรมอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรั้วกำแพงล้อมอาณาเขตที่ดิน การโรยขวดปากฉลาม หรือการติดตั้งลวดหนามไว้บนขอบกำแพง ป้ายแจ้งเตือนระวังสุนัขดุที่แขวนไว้หน้าประตูรั้ว การกำหนดจุดทางเข้าทางออก การติดเหล็กดัดซ้อนบานประตูหน้าต่างเพื่อป้องกันการโจรกรรม และในขณะเดียวกันก็บังทัศนียภาพด้านนอก การติดไฟส่องสว่าง การติดกล้องวงจรปิด สัญญาณกันขโมย การเลี้ยงสุนัขเฝ้า หรือแม้แต่การสร้างป้อมยามตามโครงหมู่บ้านจัดสรรเพื่อป้องกันการบุกรุก การใช้องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่ทำให้สถานที่ต่างๆ ปลอดภัยมากขึ้น แม้ว่าบางอย่างที่นำมาใช้อาจช่วยเพียงแค่ด้านจิตวิทยาเท่านั้น 

ในขณะที่ผู้คนมองหาช่องทางสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เหล่าอาชญากรก็กำลังทำสิ่งที่ตรงกันข้าม พวกเขาใช้ทักษะในการสำรวจพื้นที่ เพื่อหาจุดบอดและจุดอ่อนของพื้นที่ พวกเขานำความรู้ทางสถาปัตยกรรมมาใช้เป็นเครื่องมือบุกรุกสถานที่และก่ออาชญากรรม เหมือนครั้งหนึ่งที่นักรบกรีกปล้นเมืองทรอยได้สำเร็จด้วยกลอุบายม้าโทรจัน

ในอีกทางหนึ่ง นักสืบและตำรวจใช้หลักความเป็นจริง วิทยาศาสตร์ และข้อมูลในการสืบคดี ตั้งสมมติฐานในการหาหลักฐาน เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงประกอบสำนวนคดี สถาปัตยกรรมเป็นเหมือนพยานอีกปากที่ช่วยสืบหาและพิสูจน์ข้อเท็จจริง โดยการแกะร่องรอยในสถานที่เกิดเหตุ 

การเรียนรู้ที่จะคิดเหมือนขโมยหรือนักสืบหรือตำรวจนั้นไม่ใช่แนวทางที่สอนในโรงเรียนสถาปัตยกรรมและไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจินตนาการว่าเป็น ‘สถาปัตยกรรมปกติ’ และบางครั้งการมองสถาปัตยกรรมในมุมมองของอาชญากรหรือนักสืบ ก็อาจช่วยให้เราหนีออกจากกรอบความคิดและนิยามพื้นฐานของสถาปัตยกรรมที่ตายตัว ไม่แน่ว่าวิธีที่ดีที่สุดในการเข้าถึงแก่นความคิดสร้างสรรค์ อาจเป็นการรื้อโครงสร้างและแยกชิ้นส่วนมันออกมาก็เป็นได้

ข้อมูลอ้างอิง

Detective Conan : Case Closed (名探偵コナン) ,1994 – Present, Gosho Aoyama (Manga), 1996 – Present TMS Entertainment (Anime television series)

Manaugh, G. (2016). A burglar’s guide to the city. Farrar, Straus and Giroux.

www.detectiveconanworld.com/wiki/Beika

www.baike.com

www.gushiciku.cn/dc_hk/105745060

twitter.com/juanmax_

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load