เนเธอร์แลนด์ พบ ญี่ปุ่น หนึ่งในแมตช์ที่ถูกยกให้เป็นไฮไลต์ของวันในรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลโลก ฟีฟ่าเวิลด์คัพ 2026 อย่าง เนเธอร์แลนด์ พบ ญี่ปุ่น ในศึกกลุ่ม F จบลงด้วยผลเสมอสุดดราม่า 2-2 ที่สนามดัลลัส สเตเดียม เมืองอาร์ลิงตัน รัฐเท็กซัส โดยทั้งสองทีมต่างผลัดกันได้เปรียบ-เสียเปรียบในช่วงท้ายเกมจนถึงวินาทีสุดท้าย อ่านข่าวบอลโลกก่อนใคร
ครึ่งแรกตึงเครียด จบ 0-0
เกมเปิดมาด้วยความตึงเครียดและการเล่นเชิงแทคติกของทั้งสองทีม โดยครึ่งแรกของเกมเป็นไปอย่างเข้มข้นในเชิงแทคติก จบลงด้วยสกอร์ 0-0 โดย เนเธอร์แลนด์ เป็นฝ่ายครองบอลและกดดันมากกว่า ผ่านการเปิดบอลจากเซ็ตพีซของไทจานี่ ไรนเดอร์ส
โอกาสที่ดีที่สุดของครึ่งแรกตกเป็นของเนเธอร์แลนด์ในช่วงต้นเกม เมื่อโดนเยล มาเลน ได้รับบอลจากโคดี้ กักโป้ จากนั้นมาเลนประกบตัวต่อตัวกับโชโก ทานิกูจิ ก่อนหันตัวยิงด้วยเท้าขวาอย่างหนักหน่วงจากในกรอบเขตโทษ แต่ไซออน ซูซูกิ ผู้รักษาประตู ญี่ปุ่น ปัดบอลออกไปได้อย่างยอดเยี่ยม ถือเป็นการเตือนภัยครั้งใหญ่ให้กับญี่ปุ่นตั้งแต่ช่วงต้นเกม
นอกจากนี้ มาเลนยังมีโอกาสโหม่งจากลูกเตะมุมอีกครั้งแต่ยิงตรงตัวผู้รักษาประตู ขณะที่กักโป้ก็พลาดโอกาสยิงในระยะประชิดข้ามคานไปจากการโหม่งกลับของเดนเซล ดุมฟรีส์ ทำให้เนเธอร์แลนด์เสียดายโอกาสในการขึ้นนำตั้งแต่ช่วงต้นเกมไปหลายครั้ง
ครึ่งหลังเดือด! 3 ประตูใน 14 นาที

เข้าสู่ครึ่งหลัง เกมก็ระเบิดความมันส์ขึ้นทันที โดย เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ยิงประตูแรกของเกมได้สำเร็จในนาทีที่ 51 ทำให้เนเธอร์แลนด์ขึ้นนำ 1-0 เป็นการเปิดทางให้ทัพดัตช์เริ่มมองเห็นชัยชนะในนัดเปิดสนามของทัวร์นาเมนต์
แต่ความนำของเนเธอร์แลนด์อยู่ได้ไม่นาน เพราะเพียง 6 นาทีต่อมา เคอิโตะ นากามูระ รับบอลจากทาเคฟุสะ คุโบะ ก่อนเลี้ยงไปถึงขอบเขตโทษและยิงผ่านแผงป้องกัน โดยลูกยิงไปกระทบยาน พอล ฟาน เฮคเค่อ ก่อนเข้าประตูเอาชนะบาร์ต แวร์บรุกเก้น เพื่อนร่วมทีมไบรท์ตันของเขาเอง ทำให้สกอร์เป็น 1-1 ในนาทีที่ 57 ถือเป็นการตีเสมอที่รวดเร็วและสร้างความฮึกเหิมให้กับทีมซามูไรบลูอย่างมาก
จากนั้นเกมก็ยิ่งดุเดือดขึ้นไปอีก เมื่อคริสเซนซิโอ ซัมเมอร์วิลล์ รับบอลจากไรเยอร์ คราเฟ่นเบิร์ช ที่ขอบกรอบเขตโทษด้านซ้าย ก่อนตัดเข้ากลางและยิงด้วยลูกหมุนแรงเฉียดเข้าเสาไกล ทำให้เนเธอร์แลนด์กลับมานำอีกครั้งเป็น 2-1 ในนาทีที่ 64 สรุปแล้วทั้งสามประตูเกิดขึ้นภายในเวลาเพียง 14 นาทีเท่านั้น
ดราม่านาทีที่ 89! ญี่ปุ่นตีเสมอช่วงสุดท้าย

แม้ เนเธอร์แลนด์ จะกลับมานำและพยายามรักษาความได้เปรียบไว้จนเข้าสู่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ แต่ ญี่ปุ่น ก็ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ จนกระทั่งในนาทีที่ 89 เกิดจังหวะที่สร้างความฮือฮาให้กับสนาม เมื่อลูกเตะมุมที่เปิดเข้ามาถูกโคกิ โอกาวะ โหม่งกลับเข้าไป ก่อนที่บอลจะกระทบศีรษะของไดจิ คามาดะ ที่ไม่ทันรู้ตัว ทำให้แวร์บรุกเก้นทำได้เพียงปัดบอลเข้าหลังคาประตู
ประตูของคามาดะถือเป็นการยิงที่เกิดจากการประสานงานของทั้งทีม ซึ่งเป็นประตูที่สำคัญอย่างมากและทำให้สกอร์จบลงที่ 2-2 เป็นการลงโทษเนเธอร์แลนด์ที่ไม่สามารถปิดเกมได้สำเร็จ ทั้งที่นำอยู่ในช่วงท้ายเกม ผลบอลทุกคู่ที่นี่
สรุปผลและความหมายต่อกลุ่ม F
เนเธอร์แลนด์ พบ ญี่ปุ่น ผลเสมอ 2-2 ในนัดนี้สร้างความผิดหวังให้กับทั้งสองทีมในระดับที่แตกต่างกัน สำหรับเนเธอร์แลนด์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นทีมเต็งอย่างชัดเจนในการผ่านเข้าสู่รอบต่อไป และมีผลงานที่ค่อนข้างสม่ำเสมอหลังจากเข้าถึงรอบรองชนะเลิศยูโรเมื่อสองปีก่อน การเสียประตูในช่วงทดเวลาถือเป็นความผิดหวังอย่างมาก
ในขณะที่ญี่ปุ่น แม้จะเสียประตูนำไปก่อนถึงสองครั้ง แต่ก็แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่ไม่ย่อท้อ สมกับที่หลายฝ่ายมองว่าญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในทีมมาแรงของทัวร์นาเมนต์นี้ โดยอยู่ในอันดับท็อป 20 ของโลก และยังมุ่งมั่นที่จะต่อยอดผลงานจากการเข้าถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลโลก 2022
ด้วยผลเสมอนี้ ทั้งสองทีมต่างได้คนละ 1 แต้มในการเริ่มต้นกลุ่ม F ฟีฟ่าเวิลด์คัพ 2026 ทำให้การแข่งขันในกลุ่มนี้ยังเปิดกว้างสำหรับทุกทีม และทั้งเนเธอร์แลนด์และญี่ปุ่นจะต้องกลับไปทบทวนเกมรับที่ยังมีช่องโหว่ ก่อนที่จะต้องเผชิญหน้ากับสวีเดนและตูนิเซียในนัดต่อไปของรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดสำคัญสำหรับการลุ้นเข้าสู่รอบ 32 ทีมสุดท้ายของฟุตบอลโลก ข่าวสารสำหรับบอลโลก
