มีคนไม่มากนักในวงการบันเทิงไทยที่สามารถพูดเรื่องการล้มเหลวและลุกขึ้นใหม่ได้อย่างตรงไปตรงมาและไม่มีแรงขมขื่นเหลืออยู่เลย
วิลลี่ แมคอินทอช คือหนึ่งในนั้น
ชายที่เคยมีทุกอย่างในยุครุ่งเรือง แล้ววันหนึ่งก็ต้องตื่นมาพบว่าตัวเองมีหนี้ 106 ล้านบาท และเลือกที่จะหัวเราะกับมัน แล้วลงมือจ่ายคืนทีละบาท
ลูกครึ่งที่เกิดมาพร้อมกับเรื่องเล่า
เริงฤทธิ์ แมคอินทอช เกิดวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2513 มีคุณพ่อชาวสก็อตแลนด์ชื่อคุณวิลเลียม แมคอินทอช ซึ่งเมื่อครั้งยังหนุ่มเป็นนักรบสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ประจำฝ่ายบิน เมื่อหมดสงครามจึงไปสมัครเข้าสายการบินเอส.เอ.เอสของเดนมาร์ก การบินไทยเช่าเครื่องบินจากบริษัทนี้ และยังเป็นหุ้นส่วนกันด้วย ต่อมามิสเตอร์วิลเลียมแมคอินทอชจึงถูกส่งตัวมาทำงานกับการบินไทย และได้เจอกับคุณแม่ของเขาชาวไทยเชื้อสายจีนคือคุณยุรภรณ์ หอประสาทสุข
เรื่องราวของครอบครัว วิลลี่ แมคอินทอช เริ่มต้นจากความบังเอิญงดงามที่สงครามโลก การบิน และการบินไทย ส่งทหารหนุ่มชาวสก็อตแลนด์มาพบกับสาวไทยคนหนึ่ง และนั่นคือต้นกำเนิดของนักแสดงลูกครึ่งที่กลายเป็นหนึ่งในใบหน้าที่คนไทยคุ้นเคยมากที่สุดในยุค 90
วิลลี่ มีน้องสาวเป็นนักแสดงและพิธีกรคือ คัทลียา แมคอินทอช
สองพี่น้อง แมคอินทอช กลายเป็นตัวแทนของยุคสมัยที่ลูกครึ่งไทย-ฝรั่งคือสิ่งที่วงการบันเทิงไทยนิยมและให้ค่า แต่สิ่งที่ทำให้ วิลลี่ แมคอินทอช ไม่เคยหายไปจากสายตาคนไทย ไม่ใช่แค่หน้าตา แต่คือตัวตนที่ชัดเจนและไม่เคยพยายามเป็นอะไรที่ไม่ใช่ตัวเอง
จากพระเอกหน้าจอสู่นักธุรกิจ

เริงฤทธิ์ แมคอินทอช จบการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมิชชิแกน สหรัฐอเมริกา มีผลงานละครที่สร้างชื่อ อาทิ ปราสาทมืด (2537), เหมือนคนละฟากฟ้า (2538), ทรายสีเพลิง (2539), รักเดียวของเจนจิรา (2539), ตามหัวใจไปสุดหล้า (2540), มณีหยาดฟ้า (2543) เป็นต้น
ในยุคที่ วิลลี่ แมคอินทอช เป็นพระเอก หนุ่มลูกครึ่งที่มีดีกรีจากอเมริกาคือสินค้าที่ตลาดต้องการ แต่เขาไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เพราะสิ่งที่คนอาจไม่รู้คือ เขาเรียนวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่นิเทศศาสตร์ และสมองด้านธุรกิจของเขาทำงานอยู่ตลอดเวลา
วิลลี่ แมคอินทอช ปัจจุบันเป็นประธานบริษัทลักษ์ 666 ผลิตรายการทีวี ละคร วิทยุคลื่น 98.5 GOOD FM ภาพยนตร์และหนังสือ เขาคือพี่ชายของ คัทลียา แมคอินทอช เรามักจะคุ้นกับรายการที่เขาและเพื่อนร่วมกันสร้างสรรค์ อาทิ รายการนั่งยางโชว์ รายการบางอ้อ รายการบางจะเกร็ง
จากหน้าจอโทรทัศน์สู่เบื้องหลังกล้อง วิลลี่ สวมหมวกผู้ผลิตรายการ เปิดช่องทีวี วิทยุ สำนักพิมพ์ พร้อมกันหลายอย่าง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของทั้งความสำเร็จและบทเรียนที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต
สาระแน รายการที่สร้างยุคสมัย

ถ้าจะพูดถึง วิลลี่ แมคอินทอช โดยไม่พูดถึง “สาระแน” ก็คงไม่ครบ เพราะรายการนี้คือหนึ่งในเครื่องหมายการค้าที่ทำให้ชื่อของเขาฝังอยู่ในความทรงจำคนดูยุคเคเบิลทีวี
ในยุคเคเบิล รายการสาระแน คนดูเยอะแยะมากมาย จนกระทั่งมีช่องดิจิทัลเข้ามา มีทั้งโทรศัพท์ที่สื่อสารข่าวสารเดี๋ยวนี้ วันหนึ่งตื่นเช้ามา ทุกคนแยกย้าย เหลือเรา 2 คน
ความสำเร็จของ “สาระแน” สอนบทเรียนหนึ่งที่ วิลลี่ แมคอินทอช ต้องเรียนรู้อย่างแสนเจ็บปวดในภายหลัง นั่นคือ ไม่มีกระแสใดที่อยู่ค้ำฟ้า และธุรกิจที่ดีในยุคหนึ่งอาจกลายเป็นภาระในยุคถัดไป
106 ล้านบาท ตัวเลขที่ยังคงหัวเราะได้
พี่วิลลี่เล่าสาเหตุของหนี้ที่เกิดขึ้น มาจากการขยายธุรกิจที่มากเกินไป ขาดการวางแผนที่รัดกุม รวมถึงการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย ทำให้รายได้ที่มีลดลง แต่ค่าใช้จ่ายกลับสูงขึ้น จึงตัดสินใจปิดบริษัท แล้วเริ่มจัดการขายทรัพย์สินต่างๆ หักลบกลบหนี้จนถึงบรรทัดสุดท้ายก็พบว่า ทั้งคู่เป็นหนี้ 106 ล้านบาท
วิลลี่เล่าว่า “เราก็สมควรที่จะปิดทุกอย่าง มีช่อง หนังสือ วิทยุ เยอะแยะไปหมด พอดิจิตอลเกิดจะมีการแข่งขันกันเยอะ เราก็ไล่ปิดหมดทุกอย่างเลย ใช้หนี้เท่าที่ทำได้ เราก็ดีใจปิดหมดใช้หนี้ เหลือหนี้อีก 106 ล้านเท่านั้นเอง (หัวเราะ) เราก็พยายามเคลียร์ไม่หนี แต่ว่าอาจจะต้องยืดเวลา เราโชคดีที่เจอปัญหาในตอนนั้น เพราะถ้าคนไม่ล้มจะไม่รู้เลยว่าลุกขึ้นมาใหม่เป็นยังไง มันมีความสุขมาก”
เครื่องหมาย (หัวเราะ) ที่วางอยู่หลัง “106 ล้าน” ในบันทึกการสัมภาษณ์นั้น บอกอะไรเกี่ยวกับ วิลลี่ แมคอินทอช ได้มากกว่าข้อความยาวหลายย่อหน้า มันบอกว่าชายคนนี้ไม่ได้ยืนอยู่ตรงข้ามกับความล้มเหลวของตัวเอง แต่ยืนอยู่ข้างๆ มัน มองมัน และเลือกที่จะก้าวต่อ
มิตรภาพที่คุ้มค่ากว่าหนี้สิน
สิ่งที่ทำให้เรื่องราวของ วิลลี่ แมคอินทอช งดงามกว่าแค่เรื่องของการชำระหนี้คือ เพื่อนที่ยืนอยู่เคียงข้างในวันที่มืดที่สุด
วิลลี่พูดออกมาอันหนึ่งว่า “แล้วเจ้าหนี้เราล่ะ เขาอาจจะรออันนี้เพื่อไปจ่ายค่าเทอมลูก เอาอีกแบบหนึ่งได้ไหม ถ้างั้นจับมือคนละครึ่ง จากนี้ไปจนหมด มึงกับกูอะไรก็ได้ คนละครึ่ง หนี้สินอะไรก็แล้วแต่ ขายทุกอย่างหมดก็ยังไม่พอใช้หนี้”
ประโยคที่ว่า “เจ้าหนี้อาจรออันนี้เพื่อไปจ่ายค่าเทอมลูก” คือประโยคที่บอกว่า วิลลี่ แมคอินทอช ไม่ได้มองหนี้เป็นแค่ตัวเลข แต่มองเห็นคนที่อยู่หลังตัวเลขนั้น และนั่นคือเหตุผลที่เขาและ เสนาหอย เลือกจ่ายแทนที่จะล้มละลาย แม้ว่ากฎหมายจะให้สิทธิ์ทำอย่างหลัง
“เส้นทางที่ยากจะพาเราไปถูกที่”

“เส้นทางที่ยากจะพาเราไปถูกที่” — พี่วิลลี่ให้สัมภาษณ์เมื่อต้องตอบว่าใช้วิธีไหนในการจัดการหนี้ที่เกิดขึ้น
ประโยคนี้ไม่ใช่แค่คำปลอบใจตัวเอง แต่มันสรุปปรัชญาการใช้ชีวิตของ วิลลี่ แมคอินทอช ทั้งหมดไว้ในประโยคเดียว คนที่ผ่านทั้งการเป็นพระเอก ผู้ผลิตรายการ ผู้ก่อตั้งบริษัท และผู้มีหนี้ 106 ล้าน ไม่ได้บอกว่าเส้นทางตรงคือเส้นทางที่ดีที่สุด แต่บอกว่าเส้นทางที่ยากนั้นมักพาไปถึงที่ที่ใช่
ชีวิตหลังหนี้ บิดา และความสุขที่แท้จริง
วิลลี่เผยว่า “ผมอยู่ในวงการและยอมรับสิ่งที่ทำอยู่ และที่พูดได้เพราะตอนนี้ไม่ได้อยู่ในบทบาทผู้จัดแล้ว แต่สมัยเปิดบริษัทผมก็ทำตามโจทย์พาณิชย์ เช่น ทำหนังต้องมีนักแสดงดังๆ โปสเตอร์ต้องมีตัวชู คือเข้าใจคนทำงาน เพราะฉะนั้นจึงอยากบอกเด็กรุ่นใหม่ว่า ถ้าไม่ชอบสิ่งที่เป็นอยู่ ก็สร้างสิ่งที่อยากเห็นขึ้นมา คุณอยู่ในวัยที่มีไฟในการทำสิ่งใหม่”
เมื่อถามถึงชีวิตในฐานะพ่อ วิลลี่ตอบว่า “โอ้โฮ มีความสุขมาก เมื่อก่อนผมรักตัวเองมาก รักมากกว่าเยลลีด้วย เขาก็รู้นะ แต่พอมีวิน ผมไม่เคยรักใครมากขนาดนี้”
วิลลี่เผยว่าเขารู้สึกมีความสุขมาก รักลูกมากกว่ารักตัวเอง ไม่เคยรู้สึกรักใครมากขนาดนี้มาก่อน เขาเผยว่าทำงานหนักแค่ไหนก็ต้องบาลานซ์แบ่งเวลาให้ลูกให้ได้ ในหนึ่งสัปดาห์มี 7 วัน จะกำหนดเวลาไว้เลยว่าต้องมี 1-2 ที่อยู่กับลูกทั้งวัน แล้วอนาคตของลูกอยากเป็นอะไรเขาจะไม่กำหนด รอให้เขาโตแล้วให้เขาเลือกเอง
สิ่งที่ทำให้ วิลลี่ แมคอินทอช น่าฟังในฐานะนักพูดและผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ ไม่ใช่เพราะเขาประสบความสำเร็จ แต่เพราะเขาประสบทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว และเลือกที่จะนับว่าทั้งสองอย่างเป็นบทเรียนเท่ากัน
30 ปีในวงการ ยังไม่หมดอะไรจะพูด
วิลลี่ แมคอินทอช เกิดในครอบครัวที่มีคุณพ่อเป็นกัปตันเครื่องบินและคุณแม่เป็นแอร์โฮสเตส จากประวัติ คุณพ่อวิลเลียม แมคอินทอช เมื่อครั้งยังหนุ่มเป็นนักรบสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ประจำฝ่ายบิน เมื่อหมดสงครามจึงไปสมัครเข้าสายการบิน
ถ้ามองย้อนกลับไปตั้งแต่ต้น เส้นทางชีวิตของ วิลลี่ แมคอินทอช คือเรื่องราวที่เริ่มจากนักรบสงครามโลกกับแอร์โฮสเตสที่พบกันโดยบังเอิญ มาถึงลูกชายลูกครึ่งที่กลายเป็นพระเอก แล้วกลายเป็นผู้ผลิตรายการ แล้วกลายเป็นลูกหนี้ 106 ล้านที่ยังหัวเราะได้ และในที่สุดก็กลายเป็นพ่อที่รักลูกมากกว่ารักตัวเอง
เรื่องราวแบบนี้ไม่ต้องมีฉากพิเศษหรือ special effect ใดๆ เพราะชีวิตจริงมันหนักกว่าและงดงามกว่าสคริปต์ที่ใครจะเขียนให้
