21 กุมภาพันธ์ 2562
27 K

“ความจริงเราเป็นคู่แข่งยาโยอิ คุซามะ เขาบ้าลายจุด เราบ้าลายตาราง”

พาฉัตร ทิพทัส ภัณฑารักษ์ประจำมิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ (Museum Siam: Discovery Museum) ยอมรับว่าเขาเป็นคู่แข่งกับคุณป้าลายจุด ศิลปินหญิงจากประเทศญี่ปุ่น เพราะเขาคลั่งไคล้ลายตารางหมากรุกมากพอกับยาโยอิคลั่งไคล้ลายจุดจุดจุดบนสารพัดข้าวของ แต่ลายตารางหมากรุกของพาฉัตรอยู่บนผ้าขาวม้าไทบ้านจากโรงงานอุตสาหกรรมของประเทศไทย

เอกลักษณ์ของผ้าขาวม้าแบบ Thailand Only นอกจากราคาแสนถูก ลายตารางหมากรุกยังมีขนาดช่องเท่ากันเป๊ะแนวตั้งจรดแนวนอน สีสังเคราะห์จากเคมีก็สดแปร๊ดจนคนมองว่าเชย แต่พาฉัตรกลับมองว่าสวย ยิ่งผ้าขาวม้าสีแดงสลับสีขาว สีขาวสลับสีน้ำเงิน บอกได้คำเดียวเลยว่า คลาสสิก!

ผ้าขาวม้า ผ้าขาวม้า

ผ้า (ไม่) ขาว (ไม่) ม้า

ผ้าขาวม้าไม่ได้มีความเชื่อมโยงอะไรกับผ้าสีขาวหรือม้าเลยสักนิด แต่รากศัพท์ของ ‘ผ้าขาวม้า’ มากจากภาษาเปอร์เซียคำว่า ‘กะมัรบันด์’ (Kamar band) กะมัร แปลว่า เอว และ บันด์ แปลว่า พัน  คาดว่าคนไทยรับวัฒนธรรมการทอและการสวมใส่ผ้าขาวม้าจากผ้าคาดเอวลายตารางของขุนนางและพ่อค้าชาวเปอร์เซียสมัยอยุธยา และพ่อค้าโมกุลสมัยอยุธยาตอนปลาย มากกว่าฟังก์ชันคาดเอว ยังเป็นเครื่องหมายบ่งบอกสถานะของผู้สวมใส่ด้วย

ถ้าตามรอยบรรพบุรุษผ้าขาวม้าไปไกลถึงประเทศเปอร์เซีย แล้วถามหา ‘กะมัรบันด์’ อาจจะได้เข็มขัดเส้นยาวมาแบบคาดไม่ถึง เพราะว่ายุคสมัยเปลี่ยน ความหมายกะมัรบันด์ก็เปลี่ยน และคนเปอร์เซียเองก็เลิกใช้ผ้าคาดเอวกันแล้ว แต่คำว่ากะมัรบันด์ก็ยังมีความหมายว่า ผ้าคาดเอว ผ้าขาวม้า ซึ่งกลายเป็นคำศัพท์โบราณในปัจจุบัน

ผ้าขาวม้า

ผ้าขาวม้าผืนแรกของพาฉัตร

ผ้าขาวม้าผืนแรกในชีวิตของเด็กชายพาฉัตร ต้องย้อนกลับไปสมัยเขาเป็นลูกเสือสำรอง จำเป็นจะต้องเข้าค่ายลูกเสือ แต่ยังขาดผ้านุ่งสำหรับอาบน้ำ คุณพ่อเลยจัดหาผ้าขาวม้ามาให้เขา 1 ผืน เป็นผ้าฝ้ายทอมือ ยิ่งใช้ยิ่งนุ่มสบาย

จากเด็กชายกลายเป็นนาย ผ้าขาวม้าผืนแรกถูกใช้ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะนุ่งอาบน้ำ พกติดกระเป๋าไว้อุ่นใจ หรือบรรเทาอาการหนาวกาย เรียกว่าสมบุกสมบันทุกการใช้งาน จนถูกปลดประจำการเพราะขาดจนเป็นช่องขนาดใหญ่

ผ้าขาวม้า ผ้าขาวม้า

ก่อนจะลงลึกไปถึงผ้าขาวม้าอีกหลายสิบผืน เขาออกตัวว่าไม่ใช่นักสะสมผ้าขาวม้า เพียงแต่เป็นชายหนุ่มผู้ชื่นชอบลายตารางหมากรุกและมองฟังก์ชันแท้จริงของผ้าขาวม้า มากกว่าจะเก็บสะสมเป็นของเลอค่าจนยากจะจับต้อง

“เราชอบแนวคิดของผ้าขาวม้าในการเป็นผ้าสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน โดยไม่ต้องสนใจรักษาอะไรมาก ยิ่งซัก ยิ่งใช้ ยิ่งนุ่มกว่าเดิม เราเลยไม่อยากเรียกว่าสะสม เพราะเราใช้มันสารพัดประโยชน์เลย สมมติเราจะต้องไปค้างบ้านคนนั้นคนนี้ อย่างน้อยเราก็มีผ้าสำหรับอาบน้ำของเราแล้ว หรือเราซื้อแกงถุงกลับบ้าน ก็จะบอกแม่ค้าว่าไม่ต้องใส่ถุงก๊อบแก๊บนะ เราเอาแกงถุงมาเรียงบนผืนผ้าขาวม้าแล้วห่อเป็นกระเป๋าถือ”

ฉะนั้น คอลเลกชันผ้าคาดเอวลายตารางหรือผ้าขาวม้าของเขาแสนจะธรรมดา มีสีสันโดดเด่นเป็นพิเศษจากการผสมกันของสีสังเคราะห์จากเคมี และมักจะได้มาจากตลาดประจำจังหวัด ซึ่งผลิตจากจังหวัดราชบุรีเป็นส่วนใหญ่ เพราะจังหวัดราชบุรีเป็นจังหวัดผลิตผ้าขาวม้ารายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

“เวลาไปทำงานต่างจังหวัด ถ้ามีเวลาเหลือเราจะแวะไปตลาดประจำจังหวัด ด้านล่างจะขายของสด ส่วนด้านบนจะขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป เราชอบไปหยิบผ้าเล่นซึ่งก็ไม่ใช่ผ้าขาวม้าไฮโซหรือทอมืออย่างดี แต่เป็นผ้าขาวม้าทอจากโรงงานในซองพลาสติกแปะตราสินค้าด้วยกระดาษสติกเกอร์

“ไม่ว่าเราจะซื้อผ้าขาวม้าจากส่วนไหนของประเทศก็มักจะมาจากราชบุรี ผ้าขาวม้าเหล่านั้นจะไม่นุ่มละเอียดแบบผ้าฝ้าย แต่จะเป็นผ้าฝ้ายผสมใยสังเคราะห์ ทอด้วยเครื่องจักร บางทีการผสมคู่สีก็สวยบ้าง แปลกบ้าง มีความเท่ปนความเสี่ยวอยู่ในนั้น เราจะเลือกจากสีสันเป็นหลัก เพราะลายก็เป็นลายตารางเหมือนกันหมด” พาฉัตรเล่า

ผ้าขาวม้า ผ้าขาวม้า

ผ้าขาวม้าไทบ้านยุคแรก

หากนับผ้าขาวม้าผืนแรกสมัยประถม 3 ของพาฉัตรเป็นผ้าขาวม้ายุคแรก แน่นอนว่าทำมาจากผ้าฝ้ายทอมือในระบบอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง จากการสัมผัสด้วยมือมันเนียนนุ่มเสียจริง

“ผ้าขาวม้าผืนแรกของเราเนื้อผ้าดีมากจนต้องขอกราบ เมื่อเทียบกับผ้าขาวม้าปัจจุบันจากจังหวัดราชบุรี ลายสวยมาก เล่นสีน้ำเงินเข้มกับเหลือง

“แต่มีผ้าขาวม้าผืนนึงจากโรงงานที่ราชบุรี เป็นสีน้ำเงินโคบอลต์สลับสีขาว เราว่ามันเท่มากเลยเอามาใช้ที่ออฟฟิศ ปรากฏว่าผ้าไม่ซับน้ำเลย ไม่มีแม้แต่น้ำติดอยู่บนเส้นใยของผ้า เรายืนสะบัดอยู่นานจนโกรธมาก (หัวเราะ)

“บังเอิญมีคุยงานกับน้องดีไซเนอร์ เพราะจะมีงานแสดงกลางแจ้งเป็นโครงเหล็กรูปช้างหุ้มด้วยผ้า ด้วยแนวคิดว่าสมัยก่อนเราเอาช้างไทยไปแลกกับผ้าอินเดีย ฉะนั้น วัสดุของผ้าจะต้องไม่ยืด เพราะโดนความร้อนจะเหลืองจนกรอบ ผ้าฝ้ายก็ไม่ได้ เมื่อไหร่ที่ผ้าฝ้ายอุ้มน้ำราจะขึ้นทันที จึงต้องใช้ผ้าใยสังเคราะห์เท่านั้น

“เรานึกขึ้นได้รีบกลับไปคว้าผ้าขาวม้าผืนนั้นมาจากออฟฟิศเลย บอกน้องว่าเอาแบบนี้นะ เลยมารู้ว่าผ้าผืนนั้นทำมาจากใยสังเคราะห์ 100 เปอร์เซ็นต์ นอกจากจะไม่อุ้มน้ำแล้ว ยังใส่ไม่สบายตัวอีกด้วย” พาฉัตรแบ่งปันประสบการณ์ผ้าขาวม้า และเสริมอีกว่า “ผ้าขาวม้าจากโรงงานราชบุรีก็มีหลายเกรดนะ ขึ้นอยู่กับว่าล็อตนั้นเขาผสมสัดส่วนของผ้าฝ้ายหรือใยสังเคราะห์มากกว่ากัน แต่ปัจจุบันเราก็ยังใช้ผ้าขาวม้าโรงงานผลัดอาบน้ำอยู่”

ผ้าขาวม้า ผ้าขาวม้า

ผ้าขาวม้ายุคถัดจากผ้าขาวม้าไทบ้านยุคแรก

ผ้าขาวม้าไทบ้านผ่านร้อน ผ่านร้อนมาก และร้อนมากๆ ของประเทศไทยมานาน จากผ้าฝ้าย เป็นฝ้ายผสมใยสังเคราะห์ และผ้าใยสังเคราะห์แท้ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะบางยุคบางช่วงคนไทยแทบจะไม่เหลียวมองผ้าผลิตจากฝ้าย เพราะการเลือกซื้อผ้าขาวม้าหรือผ้าสำเร็จรูปจากโรงงานอุตสาหกรรมแสดงถึงความก้าวหน้าทันสมัย และราคาถูกกว่ากันมาก

ปัจจุบัน บ้างก็ว่าผ้าขาวม้าหายากเหลือเกิน บ้างก็ว่าเปลี่ยนไปเสียจนจำหน้าค่าตาไม่ได้ ช่วงระยะเวลา 5 ปีให้หลัง เรามักเห็นคนไทยนิยมส่วมใส่ผ้าขาวม้ามากขึ้น พยายามนำมาใส่ในชีวิตประจำวันจนกลายเป็นแฟชั่น

รวมถึงผู้ประกอบการหัวคิดดีนำผ้าขาวม้าแปลงเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า หมวกหลากสไตล์ แม้กระทั่งเด็กรุ่นใหม่ไฉไลที่เบื่อชีวิตคนเมืองบวกกับอาการโหยหาอดีตก็กลับบ้านไปพัฒนาของดีชุมชน ไม่เว้นแต่ผ้าขาวม้า!  

“เราว่าปัจจุบันผ้าขาวม้ากลายเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกของความเป็นไทยไปแล้ว ถูกนำมาใช้เป็นของที่ระลึกมากกว่าการใช้ในชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่างม็อบที่ต้องการแสดงความเป็นไทย เขาใช้ผ้าขาวม้ามาพันคอเพื่อบ่งบอกว่าฉันรักประเทศไทยนะ หรือแบรนด์ Pakamian เราเห็นเขาครั้งแรกในงานแสดงสินค้าโอท็อป

“ทราบมาว่าเขาเป็นลูกสาวโรงงานผ้าขาวม้าในจังหวัดราชบุรี เขาทำแบรนด์เพราะผ้าขาวม้าเดินทางมาถึงทางตัน ถูกลดค่าจนคนมองว่าเป็นของใช้สำหรับคนชนชั้นล่างสุด เขาเลยคิดวิธีเพิ่มมูลค่าด้วยการแปลงเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า แต่ที่เราชอบมากคือเทดดี้แบร์ เขาเอาผ้าขาวม้าที่เป็นสัญลักษณ์ของกรรมาชีพ มาทำเป็นตุ๊กตาหมีที่เป็นของเล่นเด็กสากล เรารู้สึกว่าความคิดเขาดีมาก เพิ่มมูลค่าแล้วยังร่วมสมัย และกล้าที่จะเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ของครอบครัว”

พาฉัตรเล่าวิธีพลิกวิกฤตเป็นโอกาสด้วยสีหน้าปลื้มปริ่มจนเราแอบดีใจกับบรรดาผ้าขาวม้าไทบ้านไปด้วย

ลายชนลายเดียวกัน

อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ ดูเหมือนว่าพาฉัตรจะเป็นเจ้าพ่อผ้าขาวม้าทุกสถาบัน แต่ความจริงแล้วเขาไม่ได้เลือกหาเลือกซื้อแต่ผ้าขาวม้าไทบ้านเท่านั้น ยังขยับขยายไปถึงผ้าลายตารางหมากรุกของไทยและต่างแดน หากจะเปรียบลายตารางหมากรุกของไทยกับลายสกอตของเทศ ก็คือคือกัน พาฉัตรเฉลยให้เราฟังว่า

“เรามองว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์ในการทอผ้าจะต้องมีเส้นยืนกับเส้นนอน ถ้าทำลายข้าวหลามตัด ลายดอกพิกุล คงจะยาก เพราะเป็นการฝืนธรรมชาติของเส้นนอน จะเห็นว่าทุกวัฒนธรรมจะมีเส้นยืนกับเส้นนอนหรือลายสกอตนั่นแหละ แต่ลายของประเทศเราทอง่ายที่สุดแล้ว เป็นลายตารางหมากรุกขนาดช่องเท่ากันและมีขนบของการทอผ้า เพราะผ้าจะต้องมีท้องผ้าที่เป็นลายตารางหมากรุกและเชิงผ้า”

ผ้าขาวม้า

จากคำบอกเล่าของพาฉัตร เราเชื่อว่านักอ่านคงจะอดใจรอแทบไม่ไหว ลองนั่งสังเกตสีสัน เพ่งให้ถึงเนื้อผ้า และเปรียบเทียบลวดลายตารางของคอลเลคชันผ้าลายตารางหมากรุกฉบับคัดพิเศษทั้ง 24 ผืน 17 เรื่องราวของเขาพร้อมกัน!

01

ผ้าขาวม้าผืนแรกจากคุณพ่อ

ผ้าขาวม้า

“ตอน ป.3 เราจะต้องไปเข้าค่ายลูกเสือ แล้วยังไม่มีผ้าสำหรับอาบน้ำ คุณพ่อก็ซื้อผ้าขาวม้าให้ 1 ผืน สีสวยมาก เนื้อผ้าเป็นฝ้าย กลายเป็นว่าโตแล้วเรายังพกติดกระเป๋าตลอด ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม อาจจะเพราะเราเป็นคนขี้หนาวการจะพกเสื้อกันหนาวมันก็เทอะทะ เราจะมีผืนนี้ติดกระเป๋าไว้พันคอ ห่มตัว พกแล้วอุ่นใจดี”

02 

ผ้าขาวม้าผืนโปรดจากเกาะยอ จังหวัดสงขลา

ผ้าขาวม้า

“ผืนนี้เป็นผ้าฝ้ายแท้ทอมือแบบพื้นบ้าน ทอที่เกาะยอ ขายที่ตลาดกิมหยง (หาดใหญ่) เขาเลือกสีเก่งมาก เป็นสีเคมีที่ไม่สดจนเกินไป เป็นผ้าขาวม้าเกรดดีที่สุดที่เราเคยซื้อในราคาหลักร้อย เวลาเราใช้ผืนนี้พันคอ ทุกคนจะมาขอจับแล้วถามว่า ‘แบรนด์อะไร’ เพราะมันดูไม่เหมือนผ้าขาวม้าพื้นบ้าน”

03

ผ้าขาวม้าคู่สีสวยจากกราฟิกดีไซเนอร์ไทบ้าน

ผ้าขาวม้า

“เราชอบสีมาก สีสวย แล้วคู่สีของเขาเหมือนมีกราฟิกดีไซเนอร์มืออาชีพมาคิดให้ แต่ความจริงเป็นชาวบ้าน”

04

ผ้าขาวม้าจากโรงงานไม่ได้เชยอย่างที่คิด

ผ้าขาวม้า

“ผ้าผืนนี้เป็นผ้าขาวม้าจากโรงงาน พอคนเห็นสีจะคิดว่ามันเชย แต่ไม่ได้เชยอย่างที่คิด มันสวยดี แม้คุณภาพจะไม่ดีเท่าไหร่เพราะสีตกไปแล้ว”

05

ผ้าขาวม้าสุดคลาสสิกจากโรงงานในจังหวัดราชบุรี

ผ้าขาวม้า

“ผืนนี้มาจากโรงงานทอผ้าขาวม้าแท้ๆ จากจังหวัดราชบุรี เนื้อผ้าเป็นใยสังเคราะห์ 100 เปอร์เซ็นต์ ผ้าไม่ซับน้ำเลย แต่เราซื้อเพราะมันเก๋มาก มันเป็นลายตารางหมากรุก ขณะเดียวกันก็ยังร่วมสมัยอยู่”

06

ผ้าขาวม้าฉบับหลวงพระบางจากประเทศลาว

ผ้าขาวม้า ผ้าขาวม้า

“ตอนนั้นเราไปหลวงพระบาง อยากได้ผ้าขาวม้าของเขามาก เลยไปถามคนพื้นเมือง เขาบอกว่าให้ไปตลาดพูสี ซึ่งเป็นตลาดประจำเมืองของเขา แต่เพราะไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวเราจึงไม่เจอจากหนังสือนำเที่ยว พอไปถึงตลาดเราก็ตามหาจนเจอร้านขายผ้าขาวม้าแต่ปรากฏว่ามีแค่สีเดียวและลายเดียวเท่านั้น ซึ่งเขาเล่นสีเก่งมาก ท้องผ้าเป็นลายตารางหมากรุกขาวดำ เชิงผ้าเป็นสีแดง มีขลิบริมแซมสีเหลือง เป็นผ้าทอพื้นบ้านที่ยังคงขนบและจารีตของผ้าครบถ้วน จำได้ดีว่าคนขายบอกว่าเอกลักษณ์ของผ้าขาวม้าหลวงพระบางต้องลายแบบนี้เท่านั้น เราจึงภูมิใจมากที่ได้มา”

07

ผ้าขาวม้าลายตารางเล็กจากผองเพื่อน

ผ้าขาวม้า

“ผืนนี้เป็นของขวัญวันเกิดที่เพื่อนให้มาปีที่แล้ว เราจำไม่ได้ว่ามาจากโรงงานอะไร แต่ราคาถูก และลายตารางเล็กแปลกตาดี”

08

ผ้าขาวม้าจากของชำร่วย สวยจนอยากตัดเสื้อ

ผ้าขาวม้า

“สองผืนนี้เราเพิ่งได้มาล่าสุดจากของชำร่วยเหลือแจกในงานของมิวเซียมสยาม เราเลยขอแล้วกัน (หัวเราะ) ถ้าเอามาตัดเสื้อสวยเลย สีก็สวยมาก แล้วเนื้อผ้าเป็นผ้าฝ้ายอย่างดี”

09

ผ้าขาวม้าที่ไม่เหมือนผ้าขาวม้า

ผ้าขาวม้า

“ทั้งสามผืนเป็นผ้าคลุมไหล่ สีและลายทำให้เรารู้สึกก้าวข้ามภาพจำว่าผ้าขาวม้าจะต้องเชยหรือล้าหลัง”

10

โสร่งลายตารางจากประเทศพม่า

ผ้าขาวม้า ผ้าขาวม้า

“เราไปพม่าเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ตอนนั้นพม่าเพิ่งเปิดประเทศเป็นปีแรก เราก็ไปเดินตลาดอีกเหมือนเคย แต่เขาไม่มีผ้าขาวม้า เราจึงซื้อผ้าโสร่งมาแทน ซื้อเสร็จนุ่งไม่ได้ต้องให้เขาเย็บเป็นโสร่งให้ จะเห็นชัดเจนว่าสมัยนั้นพม่ายังไม่มีผ้าฝ้ายทอมือ มีแต่ผ้าโทเรจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นผ้าใยสังเคราะห์ใส่ไม่สบายตัว แต่ยอมรับว่าแห้งเร็วมาก

“ผ้า 2 ชิ้นเป็นผืนออริจินัล เป็นลายตาราง คู่สีเคมีไม่ค่อยสวย อีกอันเป็นผืนที่น้องออฟฟิศซื้อมาฝาก ผ่านไป 30 ปี ไม่มีความแตกต่างเลย (หัวเราะ) ยังเป็นลายตารางพื้นฐานของโสร่งพม่า คล้ายกันกับลายผ้าโสร่งของอินเดีย”

11

กางเกงเลลายตารางจากด้ามขวานของประเทศไทย

ผ้าขาวม้า

  ตัวนี้เป็นกางเกงเลที่ตัดจากผ้าขาวม้า เจ้าของจบจากช่างศิลป์ เขาเลยมีวิธีพลิกแพลงที่จะเอาผ้าท้องถิ่นมาทำตอนแรกเขาใช้ผ้าปาเต๊ะ แล้วก็มีผ้าขาวม้าหลายสีมากที่เขาเอามาทำกางเกงเล เราใส่จนขาดแล้วก็ทิ้งไปเยอะเหมือนกัน”

12

เสื้อเชิ้ตลายตารางจากชาวบ้านจังหวัดลำพูน

ผ้าขาวม้า

“เราไปทำงานในลำพูน แล้วมีเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงในการแวะพระธาตุหริภุญชัยและช้อปปิ้งนิดหน่อย ก็เลยเดินไปร้านขายสินค้าโอท็อปแถวพระธาตุ เจอเสื้อเชิ้ตตัดจากผ้าขาวม้า แม้จะซื้อเพราะราคาถูก แต่เราชอบมาก เพราะแสดงถึงความตั้งใจของชาวบ้านที่ปรับตัวด้วยการนำผ้าขาวม้ามาแปรรูปเป็นเสื้อผ้า”

13

หมวกชาวสวนสุดเท่จากคุณป้าในออฟฟิศ

ผ้าขาวม้า

“หมวกใบนี้คุณป้าที่ออฟฟิศซื้อมาให้ เขาบอกเราว่า ‘เธอบ้านักหรอ’ แล้วยื่นหมวกชาวสวนมาให้ เราคิดว่านอกจากฟังก์ชันจะดีมากแล้ว ยังเป็นการเพิ่มคุณค่าให้ผ้าขาวม้าอีกด้วย”

14

ผ้าพันคอลายตาราง ราคามือสอง คุณภาพมือหนึ่ง

ผ้าขาวม้า

“ผืนนี้เป็นผ้าฝ้ายทอมือของแบรนด์จิม ทอมป์สัน แต่เราซื้อมือสองมาในราคา 100 บาท”

15

ผ้าพันคอลายตารางแบบแมสๆ จากประเทศกัมพูชา

ผ้าขาวม้า ผ้าขาวม้า

“ผ้าขาวม้าของกัมพูชาหายาก เพราะเราเองยังเข้าไม่ถึงตลาดพื้นเมืองของเขา และเรายังสืบค้นไม่พบว่าประเทศกัมพูชามีผ้าขาวม้าหรือเปล่า เห็นแต่เพียงสินค้าที่ทำมาเพื่อขายนักท่องเที่ยว ส่วนหนึ่งที่หายไปอาจเป็นเพราะผลกระทบหลังสงครามกลางเมือง แต่ในที่สุด เราก็ได้ผ้าพันคอลายตารางนี้มาซึ่งชอบนะ มันแมสดี

“ส่วนอีกผืนเป็นผ้าพันคอเหมือนกัน เจ้านายซื้อมาฝาก เป็นผ้าที่ทอจากผ้าไหม จะเห็นว่ามีการผสมสีเยอะ ดูแล้วไม่น่าจะเป็นการผสมสีของชาวบ้าน เราคิดว่าคงมีชาวต่างชาติมาช่วยปรับสีให้เขา”

16

ผ้าพันคอทอมือสี Shocking Pink จากชาวกะยัน

ผ้าขาวม้า

“เราต้องทำโครงการเกี่ยวกับกะเหรี่ยงคอยาว ด้วยเวลาและงบจำกัดเราจึงส่งพี่ดีไซเนอร์ไปเก็บข้อมูลตอนเช้า และตอนเย็นเขากลับมาพร้อมของขวัญมอบให้เรา เป็นผ้าพันคอทอลายตารางของชาวกะยัน ซึ่งตรงกับธีมงานของนิทรรศการไฉไลไปไหน ที่เป็นสี Shocking Pink พอดี นอกจากนี้ ผ้าทอยังแสดงให้เห็นว่าลายตารางเป็นลายพื้นฐาน ทอง่าย ใครก็ทอได้”

17

ผ้าพันคอมัดย้อมลายตารางจากประเทศเนปาล

ผ้าขาวม้า   “ผ้าพันคอจากประเทศเนปาล ดูแล้วคล้ายกับแบรนด์ Burberry มาก แถมมีการทำพลีตด้วย เราเดาว่าสมัยก่อนผ้าคาดเอวก็คงมีการทำพลีตเหมือนกัน เพื่อความสวยงาม โดยสมัยโบราณมีเทคนิคพิเศษในการทำผ้ายืดก่อนจะมีผ้าสเปนเดกซ์ใช้กันแพร่หลาย ด้วยการมัดย้อมเป็นปมขนาดเล็กทั้งผืน พอทำเสร็จแล้วผ้าจะยืดได้ มาจากการทำชิโบริของประเทศญี่ปุ่น ส่วนประเทศไทยจะเรียกว่า ผ้าหนามขนุน เพราะปมขนาดเล็กเมื่อคลี่ออกจะมีลักษณะคล้ายหนามของเปลือกขนุน”

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Collector

คอลเลกชันความหลงใหลของนักสะสมนานาประเภท

สุพรรณหงส์ 3 ตัวยืนเด่นบนโต๊ะทำงานของ นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ไม่นับรวมรางวัลอื่น ๆ ที่เรียงรายอยู่ในห้องทำงานในสตูดิโอย่านลาดพร้าว แต่ถ้าลองเพ่งพินิจออฟฟิศของเธอดูดี ๆ จะเห็นได้ว่าหิ้งเหนือศีรษะ ชั้นวางของข้างตัว และสารพัดกล่องบนโต๊ะมุมห้อง อัดแน่นด้วยขวดน้ำหอมนับร้อย ๆ ขวด ซึ่งตัวนุชี่เองก็ไม่ได้นับจำนวนไปนานแล้วว่ามีทั้งหมดเท่าไหร่ 

คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาคือ ทำไมน้ำหอมถึงไม่อยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งที่บ้าน แต่ไพล่มาจัดแสดงเป็นมิวเซียมน้อย ๆ ในออฟฟิศผู้กำกับภาพยนตร์

“เราเก็บน้ำหอมไว้ที่ทำงาน เพราะว่าถ้าไว้ที่บ้าน ห้องนอนอยู่ชั้นสอง มันร้อน ที่นี่อยู่ชั้นล่าง มันเย็นกว่า แล้วก็เอาไว้ดมตอนทำงานด้วย” นักสะสมน้ำหอมวินเทจตอบตรงไปตรงมา 

นิยามของ Vintage คือของที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ในปัจจุบันคือยุคโบราณถึงปี 1970 แต่นุชี่เลือกเก็บตั้งแต่น้ำหอมอายุ 10 ปีขึ้นไป ซึ่งเปลี่ยนวัตถุดิบหรือปรับปรุงกลิ่นไปจนหาแบบเดิมไม่ได้แล้ว หรือน้ำหอมที่เลิกผลิต อนุชาตระเวนสะสมน้ำหอมตามตลาดมือสอง ทั้งตลาดน้ำหอมและตลาดทั่วไปทั้งที่ญี่ปุ่น อินเดีย และยุโรป ห้างสรรพสินค้าเก่า ๆ (บางขวดได้จากห้างไนติงเกล พาหุรัด) บางทีคนก็มาขายให้ หรือส่วนมากไปประมูลจากอเมริกาทางอินเทอร์เน็ต เพราะเป็นแหล่งน้ำหอมวินเทจสำคัญ ธุรกิจน้ำหอมไหน ๆ ต้องมาเปิดในประเทศใหญ่นี้ น้ำหอมวินเทจตกค้างที่อเมริกาเยอะมาก จนเลือกซื้อได้หลากหลาย

ความอุตสาหะเสาะหาของหอมนี้มีที่มาอย่างไร ทำไมน้ำหอมวินเทจถึงน่าหลงใหลจนต้องค้นหาไปทั่วโลก มาฟังคำตอบจากอนุชา

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

Blow my mind

“จุดเริ่มต้นเกิดจากความสงสัยใคร่รู้ค่ะ เวลาไปดมน้ำหอมตามเคาน์เตอร์ เราก็สงสัยว่ากลิ่นอะไร พอเขาบอกกลิ่นหญ้าแฝก กลิ่นซีดาร์วูด กลิ่นมัสก์ กลิ่น Ambergris ดมไปก็แยกไม่ออก ของเหล่านี้จริง ๆ กลิ่นเป็นยังไงกันแน่ ก็เลยเริ่มซื้อวัตถุดิบกลิ่นเดี่ยวต่าง ๆ มาดม กลิ่นมะนาว กลิ่นมะกรูดแคริบเบียน กลิ่น Bitter Orange ต่างจากส้มอื่นยังไง เริ่มไปตามหมวดไม้ ดอกไม้ ผลไม้ต่าง ๆ พอเราเริ่มเรียนปรุงน้ำหอม ก็คิดว่าน้ำหอมวินเทจน่าจะเป็นแหล่งความรู้ที่ดี กลิ่นคลาสสิกที่ได้รับการยกย่องว่ามี Composition ดียอดเยี่ยมเป็นอย่างไร เราก็เริ่มหาน้ำหอมที่ใกล้เคียงปีที่ผลิตตอนแรกมากที่สุด หาจากอีเบย์ก่อน สั่งมา 2 กลิ่นก่อน คือ Joy by Jean Patou (1930) และ Shalimar by Jacques Guerlain (1921)

“พอเขาส่งของมา เราเปิดกล่องแล้วกลิ่นมันหอมฟุ้งไปทั้งบ้าน ไม่เคยดมน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ที่มีกลิ่นยอดเยี่ยมเช่นนี้ มีวัตถุดิบที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ มันมีความสมบูรณ์”

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

นุชี่อธิบายว่าคอมโพสิชันของกลิ่นไม่ต่างจากดนตรีที่มีเสียงเครื่องสาย เสียงเครื่องเป่า เสียงกลอง ซึ่งฟังแล้วอาจไม่ได้ชอบที่สุด แต่รับรู้ได้ว่าการสอดประสานของดนตรีซับซ้อน ยอดเยี่ยม มีคุณภาพ น้ำหอมก็เหมือนกัน ฝึกดมแล้วก็เริ่มรู้ว่าอะไรดีไม่ดี

“กลิ่นชาลิมาร์มัน Blow my mind เป็นศิลปะการปรุงน้ำหอมที่ยอดเยี่ยม คุณภาพวัตถุดิบก็หาไม่ได้ในปัจจุบัน หลังจากนั้นเราก็เริ่มซื้อน้ำหอมวินเทจเลย เพราะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เลอค่า เริ่มจากกลิ่นที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นกลิ่นแนวต่าง ๆ ที่ยอดเยี่ยม หรือเป็นน้ำหอมมีชื่อ เหมือนสะสมแผ่นเสียงของนักร้อง หรือภาพวาดศิลปิน เราก็สะสมงานของนักทำน้ำหอมบางคน อย่าง Edmond Roudnistka, Jean Carles, Guy Robert เพื่อศึกษาผลงานชิ้นเอกของเขา แล้วหากลิ่นที่ใกล้เคียงต้นกำเนิดในยุคนั้นที่สุด คุณภาพดีที่สุด เราเลือกสะสม Extrait de Parfum หรือน้ำหอมประเภทที่เข้มข้นที่สุดเสมอ เพราะจะได้วัตถุดิบที่ดีที่สุดมากที่สุด เพื่อจะได้รู้ว่าคุณภาพที่ดีเป็นยังไง

“หลังจากนั้นก็หยุดไม่ได้ เก็บน้ำหอมสำคัญ ๆ ทั้งหลายไว้ ซึ่งน้ำหอมก็ไม่ค่อยกลิ่นเพี้ยนนะ ถึงเสื่อมไปบ้าง น้ำหอมอายุเป็นร้อยปีก็ยังหอม บางคนเขาใช้ขี้ผึ้งอุดไว้ กลิ่นก็แทบไม่เปลี่ยนเลย สิ่งที่จะเปลี่ยนกลิ่นน้ำหอมคือแสงแดด อากาศ ความชื้น ความร้อน 

“Top Note เป็นกลิ่นแรกที่ไปก่อน แต่ Heart Note และ Base Note แทบไม่หายไป โดยเฉพาะ Base Note ที่ยากจะถูกทำลาย อย่างมากคือกลิ่นแปร่งในช่วง 15 นาทีแรก แต่หลังจากนั้นเมื่อกลิ่น Heart Note และ Base Note ทำงาน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญจากวัตถุดิบที่ไม่มีแล้ว ก็ยังทำให้เราศึกษาคอมโพสิชันของน้ำหอมได้อยู่ดี โดยเราจะใช้วิธีอ่านเอาว่า Top Note เป็นอย่างไร ส่วนมากก็คือกลิ่นตระกูลซิตรัส อัลดีไฮด์ กลิ่น Floral หรือ Fruity”

นุชี่แถมเกร็ดว่า Jean Carles ผู้เป็นเสมือนอาจารย์ใหญ่ในสถาบันการทำน้ำหอม เป็นคนสอนเรื่องพีระมิดกลิ่นโน้ตต่าง ๆ ที่ทำให้ทั้งผู้ปรุงและผู้ใช้น้ำหอมเข้าใจลักษณะน้ำหอมฝรั่งเศสที่ซับซ้อน ซึ่งตั้งแต่ยุค 90 เป็นต้นมา คอนเซ็ปต์การปรุงน้ำหอมก็เปลี่ยนไป น้ำหอมบางกลิ่นอาจเสถียรถาวร กลิ่นแทบไม่เปลี่ยนเลยตั้งแต่ฉีดครั้งแรกก็มี

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ศิลปะความทรงจำ

เมื่อถามว่ากลิ่นแบบไหนที่ชอบ นุชี่ตอบอย่างมั่นใจว่าชอบกลิ่นทุกตระกูล สะสมน้ำหอมวินเทจทุกแบบ ความทรงจำกลิ่น Olfactory Memory มีพลังมากอย่างน่าทึ่ง

“กลิ่นอะไรหอมหรือเหม็นขึ้นอยู่กับความทรงจำของเรา และเป็นผัสสะที่กระตุ้นความทรงจำได้มากที่สุด เวลาได้กลิ่นหอประชุมจุฬาฯ ทีไร เราจะเห็นฉากละครที่เราทำขึ้นมาชัด เพราะเราอยู่ในนั้นเป็นเดือน ๆ ได้กลิ่นแล้วเห็นภาพก่อนเห็นหอประชุมจุฬาฯ จริงๆ ซะอีก ส่วนกลิ่นดิน Earthy Aroma คือกลิ่นแรกที่ทำให้เราสนใจว่า เราจะผลิตกลิ่นนี้ออกมาได้อย่างไร แต่พอศึกษาก็พบว่าเราเอาดินมาสกัดกลิ่นไม่ได้ แต่มีสารที่ให้กลิ่นเหมือนดินหลังฝนตกได้ เอากลิ่นไม้ กลิ่นเครื่องเทศต่าง ๆ มาผสมได้ 

“เราเก็บเพื่อศึกษากลิ่น ไม่ได้เก็บเพื่อสะสมขวด ดังนั้นกลิ่นที่ได้มาจะถูกเปิดและดมเพื่อเรียน แล้วก็ให้คำปรึกษา สอน ทำเป็นงานอดิเรกได้ งานปรุงน้ำหอมต้องเข้าใจเคมี เข้าใจวิทยาศาสตร์ด้วย ดังนั้นจึงเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่หาคนเข้าใจได้ยากเหมือนกัน ไม่เหมือนภาพวาดที่เรามองเห็นสีแต่ละสี ดนตรีที่เราได้ยินเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น พอบอกวัตถุดิบกลิ่นน้ำหอม บางมีมันยากที่จะแยกแยะ มันขึ้นอยู่กับ Olfactory Memory ถ้าเราไม่เคยดมหญ้าแฝก ดอกเจอราเนียม หรือไม้กฤษณา ก็แยกไม่ออก ไม่เข้าใจว่านี่คือกลิ่นอะไร 

“กลิ่นเป็นสิ่งที่ทรงพลังมากไม่แพ้ศิลปะอื่น ๆ และเป็นเรื่องน่าค้นหา ถึงจะยาก แต่มันน่าทำความรู้จัก เสียดายที่ในเมืองไทย น้ำอบน้ำปรุงมีองค์ประกอบหลักเป็นน้ำ ไม่ใช่แอลกอฮออล์ อายุของน้ำหอมอยู่ได้ไม่นานเท่า การศึกษากลิ่นน้ำหอมไทยจากตัวอย่างจริงในอดีตจึงทำได้ยาก ทั้งที่น่าสนใจและน่านำมาพัฒนาได้อยู่”

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง
กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

เสน่ห์วินเทจ

“ยิ่งอายุมากขึ้น จะชอบกลิ่นหลากหลายมากขึ้น สมัยก่อนก็ไม่ค่อยชอบกลิ่นสังเคราะห์ แต่เดี๋ยวนี้ก็เห็นคุณค่ามันมากขึ้น สิ่งที่เราสนใจควบคู่กับน้ำหอม คือแต่ละกลิ่นสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไร สะท้อนความนิยมหรืออะไรในสังคมยุคนั้น”

เธอขยายความรู้ประวัติศาสตร์น้ำหอมให้ฟังว่า น้ำหอมตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 – ต้นศตวรรษที่ 20 เริ่มใช้วัตถุดิบสังเคราะห์ และเป็นต้นกำเนิด Modern Perfumery น้ำหอมที่สกัดจากธรรมชาติ เช่น น้ำมันกุหลาบ เป็นน้ำหอมออร์แกนิกที่มีกลิ่นซับซ้อนตามธรรมชาติ กลิ่นไม่ชัดเหมือนน้ำหอมสังเคราะห์ แต่ใช้เป็นวัตถุดิบให้เกิดความกลมกลืน นุ่มนวล หรือความลึกมากขึ้น 

เนื่องจากวัตถุดิบธรรมชาติมีต้นทุนสูงมาก ทั้งพื้นที่เกษตร เวลา แรงงาน และทรัพยากรต่าง ๆ ผู้ผลิตและผู้บริโภคส่วนใหญ่รับต้นทุนไม่ไหว ปัจจุบันโครงกระดูกของน้ำหอมส่วนใหญ่จึงเป็นกลิ่นสังเคราะห์ซึ่งอยู่ได้นาน และปรับใช้เฉดต่าง ๆ ได้ดั่งใจ 

ขณะที่น้ำหอมยุคเก่าที่ผลิตจำนวนน้อย ผู้บริโภคจำนวนไม่มาก ไม่ได้แพร่หลายอย่างปัจจุบัน การทำน้ำหอมไม่มีการประนีประนอมคุณภาพ วัตถุดิบที่ใช้จึงดีกว่าโดยธรรมชาติ ไม่มีข้อจำกัดแบบยุคนี้ 

“ไม่ได้หมายความว่าน้ำหอมสังเคราะห์ไม่มีคุณภาพ เหมือนดนตรี เครื่องดนตรีสังเคราะห์อย่างซินธิไซเซอร์ก็มีคุณค่าแบบของมัน ไม่ได้แปลว่าไวโอลินดีกว่าเสมอไป มันใช้งานต่างกันมากกว่า เราเองก็เป็นทั้งคนใช้น้ำหอมและคนปรุงน้ำหอมเองด้วย เลยเห็นคุณค่าของวัตถุดิบทุกอย่างไม่ว่าถูกหรือแพง หาง่ายหรือหายาก มันมีหน้าที่ที่ต่างกันออกไป

“อีกเหตุผลที่เราชอบน้ำหอมวินเทจมาก เพราะมันมีความซับซ้อนสูง มีสเตทเมนต์ของผู้ทำ มีคาแรกเตอร์จัด คนที่ใช้น้ำหอมก็ต้องมีคาแรกเตอร์แบบนี้ บางกลิ่นก้ำกึ่งว่าจะหอมหรือเหม็นกันแน่ แนวทางมันสุดโต่งชัดเจน แต่ยุคปัจจุบันน้ำหอมเป็นสิ่งที่คนใช้กันทั่วไป จะทำกลิ่นแปลก ๆ ยาก ๆ มีสเตทเมนต์มาก ๆ บางทีก็ไม่ตอบโจทย์ตลาด แบรนด์ใหญ่ ๆ ก็ต้องทำกลิ่นที่คนส่วนใหญ่จะชอบได้ กลิ่นอ่อนหวาน กลิ่นเย้ายวน แต่ความตื่นเต้นหวือหวาน้อยกว่าสมัยก่อน ยกเว้นพวกแบรนด์ Niche ที่กลิ่นแปลกพิสดาร ถ้าลองสังเกตดูจะเห็นว่าน้ำหอมยุคนี้ส่วนผสมน้อยลง เข้าใจง่ายมากขึ้นกว่ายุคก่อน”

จากน้ำหอมกลิ่นแรกที่ใช้คือ CHANEL Allure Homme (1999) นุชี่ขึ้นไทม์แมชชีนแห่งกลิ่น ศึกษาย้อนดมลึกขึ้นไปเรื่อย ๆ 

“Allure Homme เป็นกลิ่นแนว Oriental ของผู้ชาย โดยมากน้ำหอมผู้ชายในยุค 90 ไม่ได้มีตัวเลือกเยอะมาก เป็นกลิ่น Fougère หรือที่คนไทยเรียกว่ากลิ่นสปอร์ต กลิ่นมอส กลิ่นที่ให้ความรู้สึกสะอาด เย็น ความเป็นผู้ชาย เราไม่ชอบ อยากได้กลิ่นที่มีความหวาน กลิ่นนี้เปิดด้วยซิตรัส มีวานิลลา เป็นกลิ่นที่ซับซ้อน หวาน ๆ แรด ๆ น่ะ”

เธอเริ่มผจญภัยเปลี่ยนมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาเจอน้ำหอมวินเทจแล้วใช้มายาว ๆ นุชี่เลือกใช้น้ำหอมโดยไม่ได้สนใจว่าเป็นกลิ่นของผู้ชายหรือผู้หญิง แต่ส่วนมากเลือกน้ำหอมผู้หญิงเพราะมีความลุ่มลึกซับซ้อนมากกว่า ขณะที่น้ำหอมผู้ชายจะเน้นความคลาสสิก 

หอมกลิ่นไทม์ไลน์

นุชี่หยิบน้ำหอมมาบรรจงวางเรียงทีละขวด ไล่ตามขวบปีที่พวกมันถูกรังสรรค์ขึ้นในแต่ละทศวรรษ บางกลิ่นมาจากปีนั้น ๆ และบางกลิ่นก็ซื้อในเวลาไล่เลี่ยกับปีที่ออกจำหน่ายไม่นาน ความรู้จักความรักคลั่งไคล้น้ำหอมของเธอลอยอ้อยอิ่งอยู่บนไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์น้ำหอม

อย่าแปลกใจที่มีสัดส่วนแบรนด์ Guerlain อยู่ในคอลเลกชันมากเป็นพิเศษ เพราะเธอมองว่าแบรนด์นี้สร้างตำนานสุดยอดน้ำหอมในประวัติศาสตร์หลายต่อหลายกลิ่น

ดึกดำบรรพ์ – 1910

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

Fougère Royale by Houbigant (1882) ซึ่งนุชี่บอกว่าเป็นกลิ่นแรกของ Modern Perfume เนื่องจากใช้กลิ่นสังเคราะห์ ขวดนี้ได้จากมุมไบ ประเทศอินเดีย 

นอกจากนี้ยังมี Jicky by Aimé Guerlain (1889) ที่ได้ชื่อว่าเป็นน้ำหอมยูนิเซ็กซ์แรกในประวัติศาสตร์ 

Idéal by Houbigant (1900), Après L’Ondée by Jacques Guerlain (1906), Pompeia by L.t. Piver (1907),

Narcisse Noir by Caron (1911), Chypre by Coty (1917) และ Émeraude by Coty (1921) 

หมวดนี้เรียกได้ว่า Ancient เพราะหลายขวดอายุนับร้อยปีแล้ว 

1920 ยุค Art Deco

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ในยุคสาว ๆ แฟลปเปอร์เฉิดฉาย ศิลปะ Art Deco รุ่งเรือง น้ำหอมแห่งยุคนี้คือ Chanel N°5 ที่ยังเป็นตำนานขายดีตลอดกาลจนถึงปัจจุบัน ชาแนลเป็นห้องเสื้อแรกที่ผลิตน้ำหอม ขวดใหญ่นุชี่ได้จากญี่ปุ่น ส่วนขวดเล็กเก่ากว่ามาก ดูได้จากฉลากและจุกฝาแก้ว ซึ่งแตกต่างจากยุคหลัง ๆ นอกจากนี้ยังมี Mitsouko by Jaques Guerlain (1919), Tabac Blond by Caron (1919), Shalimar by Jacques Guerlain (1921) ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความคลั่งไคล้กลิ่นวินเทจของเธอ และ Bellodgia by Caron (1927)

1930 ยุค The Great Depression

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

น้ำหอมที่โด่งดังที่สุดคือ Joy by Jean Patou (1930) เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำในช่วงนี้ ของชุบชูใจสีชมพู Shocking Pink และกลิ่นดอกไม้หรูหราเป็นสิ่งปลอบประโลมใจชั้นยอด นอกจากนี้ยังมี Vol de Nuit by Jacques Guerlain (1933), Fleur de Rocaille by Caron (1934) และ Shocking (1937) กับ Sleeping (1940) by Schiaparelli ที่ขวดอลังการพิสดารพันลึกตามเอกลักษณ์ของห้องเสื้อที่เปิดในยุค 30 และหายไปนานก่อนกลับมาเปิดใหม่ในปัจจุบัน

1940 ยุคสงครามโลก

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ยุคนี้เริ่มมีนักทำน้ำหอมหญิงอย่าง Germaine Cellier รุ่นบุกเบิก ผู้ออกแบบน้ำหอมให้แบรนด์ต่าง ๆ ทั้ง Bandit by Robert Piguet (1944) และ Vent Vert by Pierre Balmain (1947) นอกจากนี้ยังมี Femme by Marcel Rochas (1948) ทรวดทรงขวดโค้งเว้า ขับเน้นความเฟมินีนตามสมัยนิยม แบบ Mae West ดาราหนังชื่อดัง และ Ma Griffe by Carven (1946)

1950 ยุคกระโปรงบาน 

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ยุคหลังสงคราม กระโปรง New Look ฮิตไปทั่ว น้ำหอมกลับไปมีความเป็นหญิงจ๋า ๆ แต่คงคงามสง่างาม อิทธิพลของทศวรรษที่แล้วยังมีอยู่ ทั้ง Miss Dior by Christian Dior (1947) และขวดสำคัญรูปนก L’Air du Temps by Nina Ricci (1948) ที่สื่อถึงสันติภาพ

“L’Air du Temps คือกลิ่นที่แม่เราใช้ เป็นกลิ่น Floral ที่ดมแล้วนึกตอนที่แม่จะไปเมืองนอก ได้กลิ่นนี้ทีไรจะเห็นภาพแม่ใส่สูทสีน้ำตาล ผูกผ้าพันคอ เตรียมจะไปเมืองนอก จำความรู้สึกได้ว่าเราจะไม่ได้เจอแม่แล้ว ทั้งเสียใจแล้วก็กลัว”

ตัวอย่างสำคัญในยุคนี้ยังมี Youth-Dew by Estée Lauder (1953) และ Diorissimo by Christian Dior (1956) ที่ออกแบบโดย Edmond Roudnistka

1960 ยุคบุปผาชน

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

ยุคนี้แม้แฟชั่นจะเปลี่ยนไป แต่คาแรกเตอร์หญิงหวาน ๆ สง่างามยังคงมีอยู่ในน้ำหอม ทั้ง Madame Rochas by Rochas (1960), Bal à Versailles by Jean Desprez (1962), Chant d’Aromes by Jean-Paul Guerlain (1962), Chamade by Jean-Paul Guerlain (1969) 

1970 ยุคปลดแอก

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

นุชี่นิยามน้ำหอมยุคนี้ว่า “หญิงใส่สูท มั่นใจ Cold-heart Business Women” กลิ่นต่าง ๆ เริ่มเปลี่ยนไปจากยุคหกศูนย์ จากความสง่างามไปเป็นความมั่นใจ และอิสระเสรีมากขึ้น ทั้ง Ô de Lancôme by Lancôme (1969) ที่มีความหวาน แต่ไม่ได้หวานจ๋า ไปจนถึงความก๋ากั่นแบบ Rive Gauche by Yves Saint Laurent (1969) ที่สะท้อนความเฟมินิสต์เต็มขั้น น้ำหอมผู้หญิงต่าง ๆ แสดงความมั่นใจของหญิงยุคใหม่ ทั้ง Chanel N°19 by Chanel (1970) และ Amazone by Hermès (1974)

จุดสังเกตน้ำหอมยุคเก่าคือหัวสเปรย์ ถ้าเป็นจุกสแปลชคือของเก่าแท้ และถ้าเป็นหัวสเปรย์อัดแก๊สก็เป็นของเก่าเช่นกัน เพราะใส่สาร CFC ทำลายชั้นบรรยากาศ เดี๋ยวนี้กฎหมายห้ามจึงเลิกใช้แล้ว

1980 ยุค Big Perfume

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“ยุคนี้น้ำหอม Flamboyant ใส่แล้วฟุ้งกระจายกระจุย หอมไปสามบ้านแปดบ้าน ระเบิดเถิดเทิง” 

ทศวรรษนี้นักสะสมน้ำหอมเลือกตัวหลักแห่งยุคมา 3 ตัว 

Opium by Yves Saint Laurent (1977) “เปิดมาแล้วเปรี้ยวมาก โอ๊ย เว่อร์มาก” 

Poison by Dior (1985) “กลิ่นเหมือนดอกไม้ผสมแอปเปิ้ลเน่า ๆ เหมือนขยะเปียก แต่หอมนะ” 

และ Obsession by Calvin Klein (1985) กลิ่น Amber Spicy ของผู้หญิงที่มีแท็กไลน์โด่งดังว่า Between love and madness lies Obsession

1990 ยุคสะอาดสังเคราะห์

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

แม้ Cool Water by Davidoff (1988) ผลิตก่อน แต่นุชี่มองว่านี่คือกลิ่นที่เป็นนิยามของยุค 90 เป็นกลิ่นแรก ๆ ที่เป็นกลิ่นแนว Aquatic ของน้ำหอมผู้ชาย ยุคนี้น้ำหอมผู้ชายเน้นกลิ่นเหมือนเพิ่งอาบน้ำมาใหม่ ให้ความรู้สึกสะอาด 

“ภาพ Interior Design ยุคนี้คือความโมเดิร์น ขาว ๆ คลีน ๆ กริบ เอาอะไรรก ๆ ไปวางคือเสียเลย น้ำหอมยุคนี้เลยสะท้อนออกมาเช่นกัน หลายกลิ่นไม่ใส่วัตถุดิบธรรมชาติอะไรเลย เพราะธรรมชาติจะตุ ๆ หน่อย กลิ่นต่าง ๆ น่ะโคตรไม่ธรรมชาติเลยคุณ”

นุชี่ฉีดตัวอย่างให้ลองดม ทั้ง Trésor by Lancôme (1990) CK one by Calvin Klein (1994) และ Pleasures by Estée Lauder (1995) กลิ่นดอกไม้ขาวจั๊วะที่สะอาดเนี้ยบ ไม่มีกลิ่นอับ กลิ่นสาบตามธรรมชาติ ซึ่งยุคนั้นถือว่าทันสมัย 

นอกจากนี้ยังมี Angel by Mugler (1992) น้ำหอมขวดรูปดาวที่ดังถึงยุค 2000 เป็นกลิ่นที่ช็อกฮือฮาทั้งวงการ อาจหาญด้วยความหวานเหมือนขนมหวาน ซึ่งต่างจากน้ำหอมเดิม ๆ ที่ไม่มีกลิ่นแบบอาหาร ตามมาด้วยกลิ่นหวานน้ำตาลคาราเมลอีกหลายกลิ่น กลายเป็นน้ำหอมกลิ่น Oriental ในยุคใหม่ เมื่อย้อนกลับไปดมกลิ่นตระกูลเดียวกันอย่าง Shalimar by Jacques Guerlain (1921) จะเห็นการเดินทางของกลิ่นน้ำหอมที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน 

5 กลิ่นน้ำหอมสำคัญของ อนุชา บุญยวรรธนะ

Joy by Jean Patou (1930)

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“เป็นกลิ่น Floral ที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติเยอะมาก ทั้งกุหลาบ มะลิ และดอกไม้อื่น ๆ แพงมาก และเป็นกลิ่นที่ได้รับการโหวตว่าเป็นน้ำหอมแห่งศตวรรษ ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำในปี 1929 กลิ่นนี้คือกลิ่นที่ปลอบประโลมลูกค้าชนชั้นสูงที่เสียทรัพย์สินมหาศาล ดมแล้วนึกถึงยุคที่ดีงาม ร่ำรวย ทุกวันนี้การออกแบบกลิ่นปัจจุบันก็พยายามสร้างสัดส่วนให้ใกล้เคียงเดิม”

Shalimar by Jacques Guerlain (1921) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“เป็นน้ำหอมกลิ่น Oriental ที่หวานแบบโบราณ รุ่มรวย มีการใช้วานิลลาเยอะมาก แต่ตัดด้วยกลิ่นเครื่องหนัง”

L’heure bleue by Jacques Guerlain (1912) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“มันเป็นน้ำหอมที่สร้างก่อนช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 สภาวะตอนนั้นคนวิตกกังวล ลังเล ไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิต น้ำหอมนี้เลยสร้างมาเพื่อพูดถึงความรู้สึก In Between ระหว่างความรุ่งโรจน์ในอดีตและความไม่มั่นใจต่ออนาคต เป็นกลิ่นแนว Floral-Oriental มีดอกไม้ในยุคนั้นและความหวาน เป็นกลิ่นที่อาจดมแล้วเชยนะ แต่มันมีเอกลักษณ์มาก ไม่เหมือนใคร อาจจะสื่อถึงปารีสในช่วงเวลานั้น

“เราหยิบทั้งชื่อและคอนเซ็ปต์ของน้ำหอม มาเป็นแรงบันดาลใจของหนังเรื่อง อนธการ หรือ The Blue Hour (2015) ที่พูดเรื่องกึ่ง ๆ ความดีงามกับความชั่ว เรื่องของเด็กที่อยากฆ่าพ่อแม่ตัวเอง มีลักษณะกึ่งจริงกึ่งฝัน

Vol de Nuit by Jacques Guerlain (1933) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

กลิ่นเขียว ๆ ชวนให้นึกถึงป่ารกชัฏ และมีความซับซ้อนในตัว ตัวขวดเป็นรูปใบพัด สื่อถึงชื่อ Vol de Nuit (Night Flight) เป็นแรงบันดาลใจให้นุชี่ทำหนังเรื่อง มะลิลา หรือ Malila: The Farewell Flower (2017) ซึ่งตัวน้ำหอมเอง ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากนิยายอีกทีหนึ่ง Jacques Guerlain อุทิศน้ำหอมกลิ่นนี้ให้หญิงที่กล้าผจญภัย อย่างนักบินหญิง Hélène Boucher ที่มีที่หยัดยืนในโลกของผู้ชาย แต่ก็ไม่เสียตัวตนความเป็นผู้หญิงไป 

“กลิ่นมันดาร์ก ๆ หน่อย ทำให้เราคิดออกว่าองค์ประกอบภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ควรประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เรายังขาดอะไร ควรใส่อะไรลงไป แต่ไม่ใช่ดมแล้วออกมาเป็นหนังเลยนะคะ น้ำหอมมันเป็นนามธรรมมาก ๆ แต่บางคนเขาก็บอกว่าดูหนังเราแล้วก็รู้สึกถึงกลิ่นได้เหมือนกันนะ”

Opium by Yves Saint Laurent (1977) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

เราชอบความเว่อร์ องค์ประกอบดี เป็นกลิ่นที่ชอบมากเลยเก็บมาหลายรุ่นและหลายขนาดด้วย ขวดที่ใหญ่ที่สุดเป็นขวดสำหรับตั้งโชว์นะคะ ไม่มีน้ำหอมอยู่ในนั้น เอามาถือเป็นกระเป๋าเล่น ๆ เฉย ๆ ค่ะ” (หัวเราะ) 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load