21 กุมภาพันธ์ 2562
28 K

“ความจริงเราเป็นคู่แข่งยาโยอิ คุซามะ เขาบ้าลายจุด เราบ้าลายตาราง”

พาฉัตร ทิพทัส ภัณฑารักษ์ประจำมิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ (Museum Siam: Discovery Museum) ยอมรับว่าเขาเป็นคู่แข่งกับคุณป้าลายจุด ศิลปินหญิงจากประเทศญี่ปุ่น เพราะเขาคลั่งไคล้ลายตารางหมากรุกมากพอกับยาโยอิคลั่งไคล้ลายจุดจุดจุดบนสารพัดข้าวของ แต่ลายตารางหมากรุกของพาฉัตรอยู่บนผ้าขาวม้าไทบ้านจากโรงงานอุตสาหกรรมของประเทศไทย

เอกลักษณ์ของผ้าขาวม้าแบบ Thailand Only นอกจากราคาแสนถูก ลายตารางหมากรุกยังมีขนาดช่องเท่ากันเป๊ะแนวตั้งจรดแนวนอน สีสังเคราะห์จากเคมีก็สดแปร๊ดจนคนมองว่าเชย แต่พาฉัตรกลับมองว่าสวย ยิ่งผ้าขาวม้าสีแดงสลับสีขาว สีขาวสลับสีน้ำเงิน บอกได้คำเดียวเลยว่า คลาสสิก!

ผ้าขาวม้า ผ้าขาวม้า

ผ้า (ไม่) ขาว (ไม่) ม้า

ผ้าขาวม้าไม่ได้มีความเชื่อมโยงอะไรกับผ้าสีขาวหรือม้าเลยสักนิด แต่รากศัพท์ของ ‘ผ้าขาวม้า’ มากจากภาษาเปอร์เซียคำว่า ‘กะมัรบันด์’ (Kamar band) กะมัร แปลว่า เอว และ บันด์ แปลว่า พัน  คาดว่าคนไทยรับวัฒนธรรมการทอและการสวมใส่ผ้าขาวม้าจากผ้าคาดเอวลายตารางของขุนนางและพ่อค้าชาวเปอร์เซียสมัยอยุธยา และพ่อค้าโมกุลสมัยอยุธยาตอนปลาย มากกว่าฟังก์ชันคาดเอว ยังเป็นเครื่องหมายบ่งบอกสถานะของผู้สวมใส่ด้วย

ถ้าตามรอยบรรพบุรุษผ้าขาวม้าไปไกลถึงประเทศเปอร์เซีย แล้วถามหา ‘กะมัรบันด์’ อาจจะได้เข็มขัดเส้นยาวมาแบบคาดไม่ถึง เพราะว่ายุคสมัยเปลี่ยน ความหมายกะมัรบันด์ก็เปลี่ยน และคนเปอร์เซียเองก็เลิกใช้ผ้าคาดเอวกันแล้ว แต่คำว่ากะมัรบันด์ก็ยังมีความหมายว่า ผ้าคาดเอว ผ้าขาวม้า ซึ่งกลายเป็นคำศัพท์โบราณในปัจจุบัน

ผ้าขาวม้า

ผ้าขาวม้าผืนแรกของพาฉัตร

ผ้าขาวม้าผืนแรกในชีวิตของเด็กชายพาฉัตร ต้องย้อนกลับไปสมัยเขาเป็นลูกเสือสำรอง จำเป็นจะต้องเข้าค่ายลูกเสือ แต่ยังขาดผ้านุ่งสำหรับอาบน้ำ คุณพ่อเลยจัดหาผ้าขาวม้ามาให้เขา 1 ผืน เป็นผ้าฝ้ายทอมือ ยิ่งใช้ยิ่งนุ่มสบาย

จากเด็กชายกลายเป็นนาย ผ้าขาวม้าผืนแรกถูกใช้ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะนุ่งอาบน้ำ พกติดกระเป๋าไว้อุ่นใจ หรือบรรเทาอาการหนาวกาย เรียกว่าสมบุกสมบันทุกการใช้งาน จนถูกปลดประจำการเพราะขาดจนเป็นช่องขนาดใหญ่

ผ้าขาวม้า ผ้าขาวม้า

ก่อนจะลงลึกไปถึงผ้าขาวม้าอีกหลายสิบผืน เขาออกตัวว่าไม่ใช่นักสะสมผ้าขาวม้า เพียงแต่เป็นชายหนุ่มผู้ชื่นชอบลายตารางหมากรุกและมองฟังก์ชันแท้จริงของผ้าขาวม้า มากกว่าจะเก็บสะสมเป็นของเลอค่าจนยากจะจับต้อง

“เราชอบแนวคิดของผ้าขาวม้าในการเป็นผ้าสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน โดยไม่ต้องสนใจรักษาอะไรมาก ยิ่งซัก ยิ่งใช้ ยิ่งนุ่มกว่าเดิม เราเลยไม่อยากเรียกว่าสะสม เพราะเราใช้มันสารพัดประโยชน์เลย สมมติเราจะต้องไปค้างบ้านคนนั้นคนนี้ อย่างน้อยเราก็มีผ้าสำหรับอาบน้ำของเราแล้ว หรือเราซื้อแกงถุงกลับบ้าน ก็จะบอกแม่ค้าว่าไม่ต้องใส่ถุงก๊อบแก๊บนะ เราเอาแกงถุงมาเรียงบนผืนผ้าขาวม้าแล้วห่อเป็นกระเป๋าถือ”

ฉะนั้น คอลเลกชันผ้าคาดเอวลายตารางหรือผ้าขาวม้าของเขาแสนจะธรรมดา มีสีสันโดดเด่นเป็นพิเศษจากการผสมกันของสีสังเคราะห์จากเคมี และมักจะได้มาจากตลาดประจำจังหวัด ซึ่งผลิตจากจังหวัดราชบุรีเป็นส่วนใหญ่ เพราะจังหวัดราชบุรีเป็นจังหวัดผลิตผ้าขาวม้ารายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

“เวลาไปทำงานต่างจังหวัด ถ้ามีเวลาเหลือเราจะแวะไปตลาดประจำจังหวัด ด้านล่างจะขายของสด ส่วนด้านบนจะขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป เราชอบไปหยิบผ้าเล่นซึ่งก็ไม่ใช่ผ้าขาวม้าไฮโซหรือทอมืออย่างดี แต่เป็นผ้าขาวม้าทอจากโรงงานในซองพลาสติกแปะตราสินค้าด้วยกระดาษสติกเกอร์

“ไม่ว่าเราจะซื้อผ้าขาวม้าจากส่วนไหนของประเทศก็มักจะมาจากราชบุรี ผ้าขาวม้าเหล่านั้นจะไม่นุ่มละเอียดแบบผ้าฝ้าย แต่จะเป็นผ้าฝ้ายผสมใยสังเคราะห์ ทอด้วยเครื่องจักร บางทีการผสมคู่สีก็สวยบ้าง แปลกบ้าง มีความเท่ปนความเสี่ยวอยู่ในนั้น เราจะเลือกจากสีสันเป็นหลัก เพราะลายก็เป็นลายตารางเหมือนกันหมด” พาฉัตรเล่า

ผ้าขาวม้า ผ้าขาวม้า

ผ้าขาวม้าไทบ้านยุคแรก

หากนับผ้าขาวม้าผืนแรกสมัยประถม 3 ของพาฉัตรเป็นผ้าขาวม้ายุคแรก แน่นอนว่าทำมาจากผ้าฝ้ายทอมือในระบบอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง จากการสัมผัสด้วยมือมันเนียนนุ่มเสียจริง

“ผ้าขาวม้าผืนแรกของเราเนื้อผ้าดีมากจนต้องขอกราบ เมื่อเทียบกับผ้าขาวม้าปัจจุบันจากจังหวัดราชบุรี ลายสวยมาก เล่นสีน้ำเงินเข้มกับเหลือง

“แต่มีผ้าขาวม้าผืนนึงจากโรงงานที่ราชบุรี เป็นสีน้ำเงินโคบอลต์สลับสีขาว เราว่ามันเท่มากเลยเอามาใช้ที่ออฟฟิศ ปรากฏว่าผ้าไม่ซับน้ำเลย ไม่มีแม้แต่น้ำติดอยู่บนเส้นใยของผ้า เรายืนสะบัดอยู่นานจนโกรธมาก (หัวเราะ)

“บังเอิญมีคุยงานกับน้องดีไซเนอร์ เพราะจะมีงานแสดงกลางแจ้งเป็นโครงเหล็กรูปช้างหุ้มด้วยผ้า ด้วยแนวคิดว่าสมัยก่อนเราเอาช้างไทยไปแลกกับผ้าอินเดีย ฉะนั้น วัสดุของผ้าจะต้องไม่ยืด เพราะโดนความร้อนจะเหลืองจนกรอบ ผ้าฝ้ายก็ไม่ได้ เมื่อไหร่ที่ผ้าฝ้ายอุ้มน้ำราจะขึ้นทันที จึงต้องใช้ผ้าใยสังเคราะห์เท่านั้น

“เรานึกขึ้นได้รีบกลับไปคว้าผ้าขาวม้าผืนนั้นมาจากออฟฟิศเลย บอกน้องว่าเอาแบบนี้นะ เลยมารู้ว่าผ้าผืนนั้นทำมาจากใยสังเคราะห์ 100 เปอร์เซ็นต์ นอกจากจะไม่อุ้มน้ำแล้ว ยังใส่ไม่สบายตัวอีกด้วย” พาฉัตรแบ่งปันประสบการณ์ผ้าขาวม้า และเสริมอีกว่า “ผ้าขาวม้าจากโรงงานราชบุรีก็มีหลายเกรดนะ ขึ้นอยู่กับว่าล็อตนั้นเขาผสมสัดส่วนของผ้าฝ้ายหรือใยสังเคราะห์มากกว่ากัน แต่ปัจจุบันเราก็ยังใช้ผ้าขาวม้าโรงงานผลัดอาบน้ำอยู่”

ผ้าขาวม้า ผ้าขาวม้า

ผ้าขาวม้ายุคถัดจากผ้าขาวม้าไทบ้านยุคแรก

ผ้าขาวม้าไทบ้านผ่านร้อน ผ่านร้อนมาก และร้อนมากๆ ของประเทศไทยมานาน จากผ้าฝ้าย เป็นฝ้ายผสมใยสังเคราะห์ และผ้าใยสังเคราะห์แท้ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะบางยุคบางช่วงคนไทยแทบจะไม่เหลียวมองผ้าผลิตจากฝ้าย เพราะการเลือกซื้อผ้าขาวม้าหรือผ้าสำเร็จรูปจากโรงงานอุตสาหกรรมแสดงถึงความก้าวหน้าทันสมัย และราคาถูกกว่ากันมาก

ปัจจุบัน บ้างก็ว่าผ้าขาวม้าหายากเหลือเกิน บ้างก็ว่าเปลี่ยนไปเสียจนจำหน้าค่าตาไม่ได้ ช่วงระยะเวลา 5 ปีให้หลัง เรามักเห็นคนไทยนิยมส่วมใส่ผ้าขาวม้ามากขึ้น พยายามนำมาใส่ในชีวิตประจำวันจนกลายเป็นแฟชั่น

รวมถึงผู้ประกอบการหัวคิดดีนำผ้าขาวม้าแปลงเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า หมวกหลากสไตล์ แม้กระทั่งเด็กรุ่นใหม่ไฉไลที่เบื่อชีวิตคนเมืองบวกกับอาการโหยหาอดีตก็กลับบ้านไปพัฒนาของดีชุมชน ไม่เว้นแต่ผ้าขาวม้า!  

“เราว่าปัจจุบันผ้าขาวม้ากลายเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกของความเป็นไทยไปแล้ว ถูกนำมาใช้เป็นของที่ระลึกมากกว่าการใช้ในชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่างม็อบที่ต้องการแสดงความเป็นไทย เขาใช้ผ้าขาวม้ามาพันคอเพื่อบ่งบอกว่าฉันรักประเทศไทยนะ หรือแบรนด์ Pakamian เราเห็นเขาครั้งแรกในงานแสดงสินค้าโอท็อป

“ทราบมาว่าเขาเป็นลูกสาวโรงงานผ้าขาวม้าในจังหวัดราชบุรี เขาทำแบรนด์เพราะผ้าขาวม้าเดินทางมาถึงทางตัน ถูกลดค่าจนคนมองว่าเป็นของใช้สำหรับคนชนชั้นล่างสุด เขาเลยคิดวิธีเพิ่มมูลค่าด้วยการแปลงเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า แต่ที่เราชอบมากคือเทดดี้แบร์ เขาเอาผ้าขาวม้าที่เป็นสัญลักษณ์ของกรรมาชีพ มาทำเป็นตุ๊กตาหมีที่เป็นของเล่นเด็กสากล เรารู้สึกว่าความคิดเขาดีมาก เพิ่มมูลค่าแล้วยังร่วมสมัย และกล้าที่จะเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ของครอบครัว”

พาฉัตรเล่าวิธีพลิกวิกฤตเป็นโอกาสด้วยสีหน้าปลื้มปริ่มจนเราแอบดีใจกับบรรดาผ้าขาวม้าไทบ้านไปด้วย

ลายชนลายเดียวกัน

อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ ดูเหมือนว่าพาฉัตรจะเป็นเจ้าพ่อผ้าขาวม้าทุกสถาบัน แต่ความจริงแล้วเขาไม่ได้เลือกหาเลือกซื้อแต่ผ้าขาวม้าไทบ้านเท่านั้น ยังขยับขยายไปถึงผ้าลายตารางหมากรุกของไทยและต่างแดน หากจะเปรียบลายตารางหมากรุกของไทยกับลายสกอตของเทศ ก็คือคือกัน พาฉัตรเฉลยให้เราฟังว่า

“เรามองว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์ในการทอผ้าจะต้องมีเส้นยืนกับเส้นนอน ถ้าทำลายข้าวหลามตัด ลายดอกพิกุล คงจะยาก เพราะเป็นการฝืนธรรมชาติของเส้นนอน จะเห็นว่าทุกวัฒนธรรมจะมีเส้นยืนกับเส้นนอนหรือลายสกอตนั่นแหละ แต่ลายของประเทศเราทอง่ายที่สุดแล้ว เป็นลายตารางหมากรุกขนาดช่องเท่ากันและมีขนบของการทอผ้า เพราะผ้าจะต้องมีท้องผ้าที่เป็นลายตารางหมากรุกและเชิงผ้า”

ผ้าขาวม้า

จากคำบอกเล่าของพาฉัตร เราเชื่อว่านักอ่านคงจะอดใจรอแทบไม่ไหว ลองนั่งสังเกตสีสัน เพ่งให้ถึงเนื้อผ้า และเปรียบเทียบลวดลายตารางของคอลเลคชันผ้าลายตารางหมากรุกฉบับคัดพิเศษทั้ง 24 ผืน 17 เรื่องราวของเขาพร้อมกัน!

01

ผ้าขาวม้าผืนแรกจากคุณพ่อ

ผ้าขาวม้า

“ตอน ป.3 เราจะต้องไปเข้าค่ายลูกเสือ แล้วยังไม่มีผ้าสำหรับอาบน้ำ คุณพ่อก็ซื้อผ้าขาวม้าให้ 1 ผืน สีสวยมาก เนื้อผ้าเป็นฝ้าย กลายเป็นว่าโตแล้วเรายังพกติดกระเป๋าตลอด ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม อาจจะเพราะเราเป็นคนขี้หนาวการจะพกเสื้อกันหนาวมันก็เทอะทะ เราจะมีผืนนี้ติดกระเป๋าไว้พันคอ ห่มตัว พกแล้วอุ่นใจดี”

02 

ผ้าขาวม้าผืนโปรดจากเกาะยอ จังหวัดสงขลา

ผ้าขาวม้า

“ผืนนี้เป็นผ้าฝ้ายแท้ทอมือแบบพื้นบ้าน ทอที่เกาะยอ ขายที่ตลาดกิมหยง (หาดใหญ่) เขาเลือกสีเก่งมาก เป็นสีเคมีที่ไม่สดจนเกินไป เป็นผ้าขาวม้าเกรดดีที่สุดที่เราเคยซื้อในราคาหลักร้อย เวลาเราใช้ผืนนี้พันคอ ทุกคนจะมาขอจับแล้วถามว่า ‘แบรนด์อะไร’ เพราะมันดูไม่เหมือนผ้าขาวม้าพื้นบ้าน”

03

ผ้าขาวม้าคู่สีสวยจากกราฟิกดีไซเนอร์ไทบ้าน

ผ้าขาวม้า

“เราชอบสีมาก สีสวย แล้วคู่สีของเขาเหมือนมีกราฟิกดีไซเนอร์มืออาชีพมาคิดให้ แต่ความจริงเป็นชาวบ้าน”

04

ผ้าขาวม้าจากโรงงานไม่ได้เชยอย่างที่คิด

ผ้าขาวม้า

“ผ้าผืนนี้เป็นผ้าขาวม้าจากโรงงาน พอคนเห็นสีจะคิดว่ามันเชย แต่ไม่ได้เชยอย่างที่คิด มันสวยดี แม้คุณภาพจะไม่ดีเท่าไหร่เพราะสีตกไปแล้ว”

05

ผ้าขาวม้าสุดคลาสสิกจากโรงงานในจังหวัดราชบุรี

ผ้าขาวม้า

“ผืนนี้มาจากโรงงานทอผ้าขาวม้าแท้ๆ จากจังหวัดราชบุรี เนื้อผ้าเป็นใยสังเคราะห์ 100 เปอร์เซ็นต์ ผ้าไม่ซับน้ำเลย แต่เราซื้อเพราะมันเก๋มาก มันเป็นลายตารางหมากรุก ขณะเดียวกันก็ยังร่วมสมัยอยู่”

06

ผ้าขาวม้าฉบับหลวงพระบางจากประเทศลาว

ผ้าขาวม้า ผ้าขาวม้า

“ตอนนั้นเราไปหลวงพระบาง อยากได้ผ้าขาวม้าของเขามาก เลยไปถามคนพื้นเมือง เขาบอกว่าให้ไปตลาดพูสี ซึ่งเป็นตลาดประจำเมืองของเขา แต่เพราะไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวเราจึงไม่เจอจากหนังสือนำเที่ยว พอไปถึงตลาดเราก็ตามหาจนเจอร้านขายผ้าขาวม้าแต่ปรากฏว่ามีแค่สีเดียวและลายเดียวเท่านั้น ซึ่งเขาเล่นสีเก่งมาก ท้องผ้าเป็นลายตารางหมากรุกขาวดำ เชิงผ้าเป็นสีแดง มีขลิบริมแซมสีเหลือง เป็นผ้าทอพื้นบ้านที่ยังคงขนบและจารีตของผ้าครบถ้วน จำได้ดีว่าคนขายบอกว่าเอกลักษณ์ของผ้าขาวม้าหลวงพระบางต้องลายแบบนี้เท่านั้น เราจึงภูมิใจมากที่ได้มา”

07

ผ้าขาวม้าลายตารางเล็กจากผองเพื่อน

ผ้าขาวม้า

“ผืนนี้เป็นของขวัญวันเกิดที่เพื่อนให้มาปีที่แล้ว เราจำไม่ได้ว่ามาจากโรงงานอะไร แต่ราคาถูก และลายตารางเล็กแปลกตาดี”

08

ผ้าขาวม้าจากของชำร่วย สวยจนอยากตัดเสื้อ

ผ้าขาวม้า

“สองผืนนี้เราเพิ่งได้มาล่าสุดจากของชำร่วยเหลือแจกในงานของมิวเซียมสยาม เราเลยขอแล้วกัน (หัวเราะ) ถ้าเอามาตัดเสื้อสวยเลย สีก็สวยมาก แล้วเนื้อผ้าเป็นผ้าฝ้ายอย่างดี”

09

ผ้าขาวม้าที่ไม่เหมือนผ้าขาวม้า

ผ้าขาวม้า

“ทั้งสามผืนเป็นผ้าคลุมไหล่ สีและลายทำให้เรารู้สึกก้าวข้ามภาพจำว่าผ้าขาวม้าจะต้องเชยหรือล้าหลัง”

10

โสร่งลายตารางจากประเทศพม่า

ผ้าขาวม้า ผ้าขาวม้า

“เราไปพม่าเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ตอนนั้นพม่าเพิ่งเปิดประเทศเป็นปีแรก เราก็ไปเดินตลาดอีกเหมือนเคย แต่เขาไม่มีผ้าขาวม้า เราจึงซื้อผ้าโสร่งมาแทน ซื้อเสร็จนุ่งไม่ได้ต้องให้เขาเย็บเป็นโสร่งให้ จะเห็นชัดเจนว่าสมัยนั้นพม่ายังไม่มีผ้าฝ้ายทอมือ มีแต่ผ้าโทเรจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นผ้าใยสังเคราะห์ใส่ไม่สบายตัว แต่ยอมรับว่าแห้งเร็วมาก

“ผ้า 2 ชิ้นเป็นผืนออริจินัล เป็นลายตาราง คู่สีเคมีไม่ค่อยสวย อีกอันเป็นผืนที่น้องออฟฟิศซื้อมาฝาก ผ่านไป 30 ปี ไม่มีความแตกต่างเลย (หัวเราะ) ยังเป็นลายตารางพื้นฐานของโสร่งพม่า คล้ายกันกับลายผ้าโสร่งของอินเดีย”

11

กางเกงเลลายตารางจากด้ามขวานของประเทศไทย

ผ้าขาวม้า

  ตัวนี้เป็นกางเกงเลที่ตัดจากผ้าขาวม้า เจ้าของจบจากช่างศิลป์ เขาเลยมีวิธีพลิกแพลงที่จะเอาผ้าท้องถิ่นมาทำตอนแรกเขาใช้ผ้าปาเต๊ะ แล้วก็มีผ้าขาวม้าหลายสีมากที่เขาเอามาทำกางเกงเล เราใส่จนขาดแล้วก็ทิ้งไปเยอะเหมือนกัน”

12

เสื้อเชิ้ตลายตารางจากชาวบ้านจังหวัดลำพูน

ผ้าขาวม้า

“เราไปทำงานในลำพูน แล้วมีเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงในการแวะพระธาตุหริภุญชัยและช้อปปิ้งนิดหน่อย ก็เลยเดินไปร้านขายสินค้าโอท็อปแถวพระธาตุ เจอเสื้อเชิ้ตตัดจากผ้าขาวม้า แม้จะซื้อเพราะราคาถูก แต่เราชอบมาก เพราะแสดงถึงความตั้งใจของชาวบ้านที่ปรับตัวด้วยการนำผ้าขาวม้ามาแปรรูปเป็นเสื้อผ้า”

13

หมวกชาวสวนสุดเท่จากคุณป้าในออฟฟิศ

ผ้าขาวม้า

“หมวกใบนี้คุณป้าที่ออฟฟิศซื้อมาให้ เขาบอกเราว่า ‘เธอบ้านักหรอ’ แล้วยื่นหมวกชาวสวนมาให้ เราคิดว่านอกจากฟังก์ชันจะดีมากแล้ว ยังเป็นการเพิ่มคุณค่าให้ผ้าขาวม้าอีกด้วย”

14

ผ้าพันคอลายตาราง ราคามือสอง คุณภาพมือหนึ่ง

ผ้าขาวม้า

“ผืนนี้เป็นผ้าฝ้ายทอมือของแบรนด์จิม ทอมป์สัน แต่เราซื้อมือสองมาในราคา 100 บาท”

15

ผ้าพันคอลายตารางแบบแมสๆ จากประเทศกัมพูชา

ผ้าขาวม้า ผ้าขาวม้า

“ผ้าขาวม้าของกัมพูชาหายาก เพราะเราเองยังเข้าไม่ถึงตลาดพื้นเมืองของเขา และเรายังสืบค้นไม่พบว่าประเทศกัมพูชามีผ้าขาวม้าหรือเปล่า เห็นแต่เพียงสินค้าที่ทำมาเพื่อขายนักท่องเที่ยว ส่วนหนึ่งที่หายไปอาจเป็นเพราะผลกระทบหลังสงครามกลางเมือง แต่ในที่สุด เราก็ได้ผ้าพันคอลายตารางนี้มาซึ่งชอบนะ มันแมสดี

“ส่วนอีกผืนเป็นผ้าพันคอเหมือนกัน เจ้านายซื้อมาฝาก เป็นผ้าที่ทอจากผ้าไหม จะเห็นว่ามีการผสมสีเยอะ ดูแล้วไม่น่าจะเป็นการผสมสีของชาวบ้าน เราคิดว่าคงมีชาวต่างชาติมาช่วยปรับสีให้เขา”

16

ผ้าพันคอทอมือสี Shocking Pink จากชาวกะยัน

ผ้าขาวม้า

“เราต้องทำโครงการเกี่ยวกับกะเหรี่ยงคอยาว ด้วยเวลาและงบจำกัดเราจึงส่งพี่ดีไซเนอร์ไปเก็บข้อมูลตอนเช้า และตอนเย็นเขากลับมาพร้อมของขวัญมอบให้เรา เป็นผ้าพันคอทอลายตารางของชาวกะยัน ซึ่งตรงกับธีมงานของนิทรรศการไฉไลไปไหน ที่เป็นสี Shocking Pink พอดี นอกจากนี้ ผ้าทอยังแสดงให้เห็นว่าลายตารางเป็นลายพื้นฐาน ทอง่าย ใครก็ทอได้”

17

ผ้าพันคอมัดย้อมลายตารางจากประเทศเนปาล

ผ้าขาวม้า   “ผ้าพันคอจากประเทศเนปาล ดูแล้วคล้ายกับแบรนด์ Burberry มาก แถมมีการทำพลีตด้วย เราเดาว่าสมัยก่อนผ้าคาดเอวก็คงมีการทำพลีตเหมือนกัน เพื่อความสวยงาม โดยสมัยโบราณมีเทคนิคพิเศษในการทำผ้ายืดก่อนจะมีผ้าสเปนเดกซ์ใช้กันแพร่หลาย ด้วยการมัดย้อมเป็นปมขนาดเล็กทั้งผืน พอทำเสร็จแล้วผ้าจะยืดได้ มาจากการทำชิโบริของประเทศญี่ปุ่น ส่วนประเทศไทยจะเรียกว่า ผ้าหนามขนุน เพราะปมขนาดเล็กเมื่อคลี่ออกจะมีลักษณะคล้ายหนามของเปลือกขนุน”

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Collector

คอลเลกชันความหลงใหลของนักสะสมนานาประเภท

‘วินนี่ เดอะ ปุ๊’ แจ้งเกิดในวงการหนังสือของไทยเมื่อ พ.ศ. 2539 หรือ 26 ปีมาแล้ว ด้วยผลงานเล่มแรกชื่อ ความรักที่มาทางไปรษณีย์ จากนั้นวินนี่ เดอะปุ๊ หรือลุงหมีปุ๊ของแฟนหนังสือและหลาน ๆ ก็สร้างผลงานเขียนเผยแพร่แก่ผู้อ่านอย่างต่อเนื่อง จนได้รับการยกย่องจากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยให้เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับรางวัลนราธิปประจำปี 2564 ซึ่งมอบให้แก่นักเขียนอาวุโสที่อายุถึง 75 ปี

ลุงหมีปุ๊ทำงานหลักทางด้านเศรษฐกิจการเงินของประเทศ เมื่อตอนที่เปิดเผยตัวตนว่าคือ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยหรือแบงก์ชาติวัย 50 ปี (และปีถัดมาก็ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการแบงก์ชาติ) สร้างความแปลกใจให้คนที่รับรู้กันมาก เพราะ ดร.ชัยวัฒน์ มีชื่อเสียงว่าเป็นคนทำงานจริงจังและค่อนข้างดุ แต่นักเขียนวินนี่ เดอะ ปุ๊ กลับชอบเขียนเรื่องเล่าแบบเบา ๆ อ่านง่าย สอดแทรกทั้งความรู้และอารมณ์ขัน

ลุงหมีชี้แจงว่า ใช้นามปากกา วินนี่ เดอะ ปุ๊ เพื่อเขียนหนังสือเพราะชื่นชอบหนังสือเรื่อง Winnie the Pooh เป็นพิเศษ จึงนำชื่อเจ้าหมีผู้มีจิตใจดี แต่มักทำเรื่องเปิ่น ๆ ขำขันอยู่เสมอตัวนี้มาผสมกับชื่อเล่นปุ๊ของตัวเอง ทำให้หมีปุ๊เกี่ยวดองกับหมีพูห์ไปในตัว

Winnie the Pooh จัดเป็นวรรณกรรมสำหรับเด็กระดับคลาสสิก แต่งโดยนักเขียนอังกฤษชื่อ เอ. เอ. มิลน์ (A. A. Milne) เมื่อ ค.ศ. 1926 หรือ 96 ปีมาแล้ว เป็นหนังสือที่อ่านได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เด็ก ๆ อ่านเหตุการณ์เล่นสนุกหรือการผจญภัยของหมีพูห์กับผองเพื่อนตุ๊กตาหมีอย่างเพลิดเพลิน แต่ผู้อ่านที่เป็นผู้ใหญ่จะพบว่าผู้เขียนได้ซ่อนนัยยะไว้ในเรื่องให้ผู้อ่านค้นพบมุมมองและความขำขันแบบลึก ๆ ไว้มากมาย จึงมีนักเขียนและนักวิชาการนำเรื่องราวของหมีพูห์มาเขียนตีความ หรือเขียนแต่งต่อให้ผู้อ่านผู้ใหญ่ได้ความสนุกสนานในระดับที่สูงขึ้น ดังนั้น เรื่องของหมีพูห์จึงเป็นนิยายอมตะ ส่งต่อความชื่นชอบจากคนรุ่นเก่าไปสู่คนรุ่นถัดไปได้ตลอดมา

รวมของสะสมหมีพูห์ระดับแฟนพันธุ์แท้ของ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติ

ในฐานะแฟนพันธุ์แท้ของหมีพูห์คนหนึ่ง ลุงหมีจึงจัดทำมุมหนังสือเล็ก ๆ สะสมหนังสือหมีพูห์ในเวอร์ชันต่าง ๆ รวมทั้งหนังสือที่นักเขียนคนอื่นแต่งหนังสือเพื่อเล่นสนุกกับหมีพูห์ด้วย อาทิ อาจารย์ด้านวรรณกรรมแต่งหนังสือเพื่อล้อเลียนนักวิจารณหนังสือ ที่มักจะตีความหนังสือให้ลึกลงไปเกินความตั้งใจของผู้เขียน คือ หนังสือชื่อ The Pooh Perplex กับ Postmodern Pooh

อาจารย์ด้านศาสนาเขียนหนังสือเปรียบเทียบพฤติกรรมของหมีพูห์และเพื่อน ๆ ว่าสอดคล้องกับลัทธิเต๋า ได้แก่ หนังสือ The Tao of Pooh และยังมีมุมมองในแง่ของความลี้ลับของจักรวาล (Pooh and the Millennium) หมีพูห์ในมุมมองการบริหารจัดการ (Winnie-The-Pooh on Management and Problem Solving) นอกจากนั้นยังมีผู้พยายามเขียนเรื่องราวของหมีพูห์ภาคต่อจากต้นฉบับด้วย (Sequel) ได้แก่เรื่อง Return to the Hundred Acre Wood

เวลาเราสะสมอะไร ควรหาความรู้เกี่ยวกับของสะสมเหล่านั้นด้วย เพราะจะทำให้ได้ทั้งความเพลิดเพลิน ความรู้ และวิธีการคิด มากกว่าเพียงสะสมเป็นของสวยงาม

รวมของสะสมหมีพูห์ระดับแฟนพันธุ์แท้ของ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติ

ลุงหมีเองก็ร่วมวงเล่นสนุกกับหมีพูห์ด้วย โดยเขียนหนังสือชื่อ ‘เรื่องหมีหมี’ ออกมาใน พ.ศ. 2544 โดยทำเป็นหนังสือ Two-in-One คือมี 2 เรื่องในเล่มเดียวกัน เรื่องหนึ่งคือ เพื่อนผองของหมีพูห์ เป็นการแนะนำหนังสือเรื่องหมีพูห์ผ่านจดหมายที่หมีปุ๊เขียนไปคุยกับหมีพูห์ ส่วนเรื่องที่สอง คือ เรื่องเล่าจากคนรักหมี เป็นการแนะนำตัวละครหมีในวรรณกรรมเล่มอื่น ๆ 

เล่มนี้เป็นความภูมิใจของลุงหมี เพราะเป็นเล่มที่เขียนเอง และรูปเล่มก็ออกแบบอย่างลงตัว เป็นหนังสือที่ระลึกสำหรับคนรักหมีได้

ภาพประกอบในหนังสือเล่มนี้ใช้ตุ๊กตาหมีต่าง ๆ ที่ลุงหมีสะสมไว้มาเป็นตัวแสดง การที่ทำหนังสือให้อ่านได้ทั้งจากข้างหน้าและข้างหลัง (เพราะเป็นคนละเรื่อง) ทำให้มีเรื่องขำขันเกิดขึ้นตอนเปิดตัวหนังสือโดยลุงหมีไปนั่งแจกลายเซ็น มีแฟนคลับคนหนึ่งถือหนังสือมาขอลายเซ็น 2 เล่ม บอกว่าพลิกดูแล้วน่าอ่านทั้ง 2 เรื่อง เมื่อลุงหมีบอกว่าความจริงเป็นเล่มเดียวกันแต่มี 2 ปก เขาหัวเราะชอบใจ บอกว่ายังไงก็ขอลายเซ็นทั้ง 2 เล่ม และจะเอาไปฝากเพื่อนเล่มหนึ่ง

รวมของสะสมหมีพูห์ระดับแฟนพันธุ์แท้ของ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติ

หมี Winnie the Pooh เป็นตัวละครจากหนังสือที่ชาวอังกฤษภาคภูมิใจ จึงได้ขึ้นไปอยู่บนแสตมป์ของประเทศอังกฤษมาแล้ว แต่เมื่อปีที่แล้วนี้เองเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองหมีพูห์มีอายุครบ 95 ปี ทางการอังกฤษได้จัดทำเหรียญที่ระลึกหมีพูห์ออกเผยแพร่ โดยมีแผ่น Pop-up ให้แฟน ๆ ได้เก็บรูปและเรื่องราวไว้เป็นของสะสมเพิ่มเติม อีกทั้งมีนักเขียนคนหนึ่งแต่งหนังสือเล่าประวัติหมีพูห์ย้อนหลังไปถึงช่วงเวลาก่อนที่จะมาเป็นตัวละครเอกในหนังสือคลาสสิกของ เอ. เอ. มิลน์ ตั้งชื่อเรื่องว่า Winnie-the-Pooh: Once There Was a Bear (เรื่องลักษณะนี้เรียกว่า Prequel ลุงหมีขอแอบวิจารณ์ว่า อ่านยังไงก็ไม่สนุกแบบเรื่องต้นแบบของมิลน์)

รวมของสะสมหมีพูห์ระดับแฟนพันธุ์แท้ของ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติ
รวมของสะสมหมีพูห์ระดับแฟนพันธุ์แท้ของ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติ

ในหนังสือ เรื่องหมีหมี ซึ่งลุงหมีเขียนไว้นั้น ได้แนะนำตัวละครหมีมีชื่อจากวรรณกรรมเด็กของอังกฤษอีกตัวหนึ่ง คือ หมีแพดดิงตัน (Paddington Bear แต่งโดย ไมเคิล บอนด์ เมื่อ ค.ศ. 1958 หรือ 64 ปีมาแล้ว) หมีแพดดิงตันเกิดที่ประเทศเปรู แต่อยากออกมาผจญภัยในโลกกว้าง จึงเดินทางมากับเรือเดินทะเล ขึ้นบกที่นครลอนดอน แล้วหลงทางไปไหนไม่ถูกอยู่หน้าสถานีรถใต้ดินแพดดิงตัน จนมีครอบครัวอังกฤษใจดีรับไปอุปถัมภ์ไว้ ด้วยความที่ไม่ได้เกิดในอังกฤษ หมีแพดดิงตันจึงไม่เข้าใจวิถีชีวิตและประเพณีของชาวอังกฤษ จึงทำเรื่องวุ่นวายแบบขำขันอยู่เสมอ หนังสือชุดหมีแพดดิงตันได้รับความนิยมจากชาวอังกฤษระดับน้องของหนังสือหมีพูห์

ในปีนี้เองหมีแพดดิงตันได้สร้างวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่ชนิดเรียกว่าจารึกประวัติศาสตร์ทีเดียว คือได้รับเลือกให้เป็นตัวละครในคลิปพิเศษจัดทำโดยพระราชวังบักกิงแฮม ในโอกาสเฉลิมฉลอง 70 ปีการครองราชย์ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ในคลิปที่สนุกสนานและสร้างความแปลกใจให้คนดูชิ้นนี้ หมีแพดดิงตันได้รับเชิญเป็นแขกมาร่วมดื่มน้ำชากับพระราชินีเป็นการส่วนพระองค์ แน่นอนว่าเจ้าหมีโชคดีตัวนี้ก็ทำอะไรเปิ่น ๆ ออกมาตามเคย แต่จบท้ายด้วยการใช้ช้อนเคาะจังหวะกับถ้วยน้ำชาในเพลง We Will Rock You ของวง Queen ให้เข้ากับการรัวกลองของวงดุริยางค์กองรักษาพระองค์ที่หน้าพระราชวังนี่เอง

ก่อนหน้านี้เมื่อ ค.ศ. 2012 ในโอกาสพิธีเปิดการแข่งขันโอลิมปิกที่กรุงลอนดอน สมเด็จพระราชินีฯ ทรงเล่นสนุกให้ชาวโลกชื่นชมด้วยการเผยแพร่คลิปทรงเดินทางไปทำพิธีเปิดงานที่สนามกีฬา โดยมี เจมส์ บอนด์ 007 มาที่วัง เพื่อรับพระองค์เสด็จขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อไปสนามกีฬา

รวมของสะสมหมีพูห์ระดับแฟนพันธุ์แท้ของ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติ
อุ้มหมีมหาวิทยาลัย Williams และ MIT ที่รุ่นน้องเอามาฝาก

ตุ๊กตาหมีของอังกฤษที่ได้รับความนิยมมากพอควรอีกตัวหนึ่งคือ Me to You Bear ซึ่งลุงหมีชอบเรียกว่าหมีปุปะ รูปวาดของหมีตัวนี้เริ่มปรากฏให้เห็นในการ์ดอวยพรของบริษัท Carte Blanche เมื่อ ค.ศ. 1987 และปรับปรุงรูปแบบอยู่เรื่อย ๆ จนใน ค.ศ. 1995 บริษัทได้ปรับแต่งภาพลักษณ์หมีตัวนี้ให้เป็นแบบที่คนสะสมกันในปัจจุบัน คือเป็นตุ๊กตาหมีที่มีรอยปุปะหลายแห่ง ขนสีเทา จมูกสีฟ้า และสลักคำว่า Me to You ที่ฝ่าเท้า โดยมีการแต่งเรื่องเล่าที่มาของหมีตัวนี้ว่า เดิมเป็นตุ๊กตาหมีที่ถูกเจ้าของโยนทิ้งกองขยะในช่วงที่หิมะกำลังตก ต่อมามีเด็กหญิงใจดีไปพบเข้า จึงเก็บมาเลี้ยงที่บ้านโดยให้คุณแม่ช่วยเย็บซ่อมแซมจุดที่ขาดวิ่นบนลำตัว แต่ด้วยหมีตัวนี้ถูกทิ้งอยู่กับความหนาวเหน็บของหิมะ จึงทำให้ขนบนตัวเปลี่ยนจากสีน้ำตาลเป็นสีเทา และจมูกเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีฟ้า นับว่าน่ารักไปอีกแบบหนึ่ง ลุงหมีมีรูปหมีตัวนี้ให้ดูพร้อมทั้งหนังสือเล่มจิ๋วเล่าประวัติของหมีตัวนี้

รวมของสะสมหมีพูห์ระดับแฟนพันธุ์แท้ของ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติ

หมีพูห์ หมีแพดดิงตัน และหมีปุปะ จึงเป็นหมีอังกฤษ 3 เจนเนอเรชันที่เป็นความน่าภาคภูมิใจของหมี ๆ ทั้งหลาย

เมื่อลุงหมีได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับหมีน่ารักทั้งหลายไปหลายเล่ม ก็ขยายความเอ็นดูหมีไปสู่การสะสมตุ๊กตาหมี (ทำให้ลุงหมีเรียกตัวเองว่าคนรักหมีได้) เริ่มต้นด้วยการหาซื้อตุ๊กตาหมีแบบนิ่ม ๆ น่ากอดที่เรียกว่าเทดดี้แบร์ (Teddy Bear) มาให้ลูกสาวเล่นสนุก 

ที่สะสมส่วนหนึ่งเพื่อให้ลูกเล่น แต่อีกส่วนหนึ่งตัวเองชอบเอง ลูกหลานของลุงหมีจึงเติบโตมากับตุ๊กตาหมี

พอมีมากตัวขึ้น ก็จัดเล่นเกมตั้งชื่อและช่วยกันแต่งเรื่องราวครอบครัวหมีกัน การสะสมเริ่มจริงจังขึ้นเมื่อลุงหมีชอบมองหาตุ๊กตาหมีน่ารักจากประเทศต่าง ๆ ที่มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนจากการทำงาน เรียกว่าหอบหิ้วข้ามน้ำข้ามทะเลมาเชียว หลังจากมีตุ๊กตาหมีขนาดกลางและใหญ่นั่ง ๆ นอน ๆ ในมุมต่าง ๆ ของบ้านหลายสิบตัวจนเริ่มหาที่เก็บยากขึ้น ลุงหมีจึงปรับวิธีสะสมตุ๊กตาหมี คือ มองหาตุ๊กตาขนาดเล็กและจิ๋ว รวมทั้งหมีที่ทำจากวัสดุต่าง ๆ มีทั้งขนสัตว์นุ่ม แก้ว ไม้ ยาง ดินเหนียว และพลาสติก มาเก็บสะสม โดยจัดทำตู้โชว์ไว้เก็บตุ๊กตาหมีเล็กไว้ที่เดียวกัน  

การที่นักเขียน วินนี่ เดอะ ปุ๊ ชอบเขียนเล่าเรื่องราวหมีจากหนังสือต่าง ๆ และชอบสะสมตุ๊กตาหมีด้วย ทำให้คนคุ้นเคยและแฟนคลับทั้งหลายมักหาตุ๊กตาหมีมามอบให้เป็นของที่ระลึกในโอกาสต่าง ๆ จำนวนหมีที่สะสมไว้จึงเพิ่มเป็นหลักร้อย 

จึงขอแนะนำคนที่อยากจะสะสมว่า พยายามเล่าความชอบเกี่ยวกับของที่เราสะสมให้คนฟังเยอะ ๆ เพราะเมื่อเขาเห็นของที่เราสะสมที่ไหนก็จะนึกถึง แล้วนำมาฝากเป็นของขวัญ

แม่บ้านขอร้องว่าอย่าหาตุ๊กตาหมีมาเพิ่มให้มากนักเพราะเริ่มจะล้นบ้านแล้ว ลุงหมีจึงต้องไปเปิดมุมหมีตัวใหม่ ๆ ไว้ที่ห้องทำงาน     

ในช่วงที่ลุงหมีทำหน้าที่เป็นประธานบริหารของธนาคารกรุงไทย 6 ปี และเป็นประธานตลาดหลักทรัพย์ 5 ปี จะมีน้อง ๆ เพื่อนร่วมงานแวะมาเยี่ยมเยือนที่ห้องทำงานบ่อย ๆ เหตุผลหนึ่งคือมาขอดูว่ามีตุ๊กตาหมีตัวใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นบ้างไหม (แต่ลับหลังถูกตั้งฉายาว่าเป็นประธานคิกขุ ชอบสะสมตุ๊กตาหมีทั้งที่อยู่วัยสูงอายุแล้ว)

คอลเลกชันหมีพูห์ของนักเขียน ‘วินนี่ เดอะ ปุ๊’ ที่ตัวจริงคือ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติวัย 75 ปี
“Sometimes the smallest things take up the most room in your heart.” – วินนี่ เดอะ พูห์

เมื่อ 3 ปีก่อน ลุงหมีมีเรื่องให้ต้องตัดสินใจว่า จะทำอย่างไรกับบรรดาหมีที่สะสมไว้ เนื่องจากตกลงใจจะย้ายบ้านไปอยู่ที่ใหม่ซึ่งขนาดเล็กกว่าเดิม ให้สอดคล้องกับเป็นบ้านของผู้สูงอายุซึ่งลูก ๆ แยกตัวไปมีบ้านของตัวเองกัน ดังนั้นจึงต้องตัดใจคัดเลือกข้าวของเท่าที่จำเป็นไปไว้ที่บ้านใหม่ ส่วนของที่จะไม่เอาไปแต่ยังอยู่ในสภาพดีก็ใช้วิธีบริจาคให้มูลนิธิ เช่น เสื้อผ้าของใช้ก็ให้มูลนิธิหนึ่ง หนังสือหลายร้อยเล่มก็มอบให้สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยไปช่วยแจกจ่ายให้ห้องสมุดต่างๆ (วิธีการแบบนี้ทำให้ตัวเราเบาลงในวัยชรา และเป็นการเตรียมการจากไปแบบสงบ โดยไม่ต้องทิ้งภาระให้คนที่ยังอยู่ต้องดูแลจัดการ)

สำหรับบรรดาตุ๊กตาหมีที่สะสมไว้นั้น ลุงหมีมีลูกและหลานคัดเลือกตัวที่ชื่นชอบเป็นพิเศษเก็บไว้เองบ้าง ตุ๊กตาที่มุมหมีในห้องทำงานก็แจกจ่ายให้น้อง ๆ เพื่อนร่วมงานช่วยกันรับไปอุปถัมภ์ 

เมื่อก่อนเคยมีหมีพูห์ขนาดยักษ์อยู่ 2 ตัว ตอนที่หลาน 2 คนอายุขวบครึ่งก็ยังมานั่งบนขาหมีคนละตัว เป็นภาพที่น่ารักมาก

แต่ตอนนี้ ตัวหนึ่งอยู่ที่บ้านลูกสาว ส่วนอีกตัวหนึ่งให้แฟนคลับผู้โชคดีที่เอ่ยปากขอเป็นคนแรก 

และต่อมาก็ตกลงใจมอบตุ๊กตาหมีขนาดเล็กและกลางร้อยกว่าตัวให้เด็กนักเรียนชาวเขาที่จังหวัดเชียงใหม่ 

เพื่อนร่วมงานที่ช่วยลำเลียงตุ๊กตาหมีไปส่งนักเรียนเล่าว่า เด็ก ๆ ตื่นเต้นและมีความสุขกันมากที่ได้ตุ๊กตาหมีไปกอดเป็นของตัวเอง 

ในรูปที่ถ่ายกลับมา ทุกคนยิ้มแย้มเจ่มใส อุ้มตุ๊กตาหมีกันคนละตัว รู้ข่าวแบบนี้ลุงหมีก็ชื่นใจเป็นที่สุดแล้ว     

อย่างไรก็ตาม ลุงหมียังมีตุ๊กตาหมีตัวเล็กบางตัวที่ชอบมากเป็นพิเศษ เก็บไว้เองบ้างเพื่อเป็นที่ระลึกของการสะสมตุ๊กตาหมีมายาวนาน 20 กว่าปี จึงขอฝากรูปมาให้ผู้อ่านได้เห็นความน่ารักของตุ๊กตาหมีเหล่านี้

คอลเลกชันหมีพูห์ของนักเขียน ‘วินนี่ เดอะ ปุ๊’ ที่ตัวจริงคือ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติวัย 75 ปี

มุมหนังสือสะสม

01 Winnie the Pooh : The Complete Collection of Stories and Poems 

คอลเลกชันหมีพูห์ของนักเขียน ‘วินนี่ เดอะ ปุ๊’ ที่ตัวจริงคือ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติวัย 75 ปี

หนังสือ Winnie the Pooh ที่ชอบมากที่สุดคือหนังสือเล่มนี้ เป็นเล่มที่อ่านจุใจ เพราะรวมทั้งภาคหนึ่ง คือ Winnie the Pooh ภาคสอง The House at Pooh’s Corner และบทกวีที่ เอ. เอ. มิลน์ แต่งก่อนมีหมีพูห์ไว้ในเล่มใหญ่เล่มนี้ 

อีกอย่างหนึ่งคือ รูปสวยมาก มีภาพวาดสีของหมีพูห์ ซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้ชื่อว่าพูห์ประกอบอยู่ด้วย ที่จริงแล้วเล่มโตเล่มนี้มี 2 เล่ม แต่ให้ลูกสาวที่อยู่เมืองนอกไปเล่มหนึ่ง เพราะเขาก็ชอบเหมือนกัน

02 The Brilliant Career of Winnie-the-Pooh

คอลเลกชันหมีพูห์ของนักเขียน ‘วินนี่ เดอะ ปุ๊’ ที่ตัวจริงคือ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติวัย 75 ปี

เป็นอีกเล่มที่ชอบมาก เพราะเป็นการศึกษาประวัติของหมีพูห์อย่างลึกซึ้ง เล่าที่มาในเชิงประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ที่มาของการเขียนเรื่องคืออะไร ต้นแบบหมีพูห์คือหมีชนิดไหน ป่าร้อยเอเคอร์เป็นอย่างไร พร้อมรูปประกอบเรื่องราวที่หาดูได้ยาก

เล่มนี้จึงขึ้นชื่อว่าเป็น ‘Definitive History’ ของ วินนี่ เดอะ พูห์ คือไม่มีเล่มไหนสรุปประวัติของหมีพูห์ได้สมบูรณ์เท่านี้แล้ว

03 The Pooh Perplex 

คอลเลกชันหมีพูห์ของนักเขียน ‘วินนี่ เดอะ ปุ๊’ ที่ตัวจริงคือ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติวัย 75 ปี

เล่มนี้เจอตอนเรียนปริญญาตรีที่ร้านหนังสือมหาวิทยาลัย เป็นการตีความหมีพูห์​เชิงวิชาการ ผ่านมุมมองทางประวัติศาสตร์​ วรรณคดี จิตวิทยา และลัทธิ Marxist พออ่านแล้วก็ติดใจว่า ทำไมนักวิจารณ์เขามองหมีพูห์​ลึกขนาดนี้ 

ตอนหลังไปอ่านคำนำ จึงได้รู้ว่าเป็นการล้อเลียนนักวิจารณ์ ที่ชอบวิจารณ์ลึกกว่าความตั้งใจของนักเขียน เขียนได้ตลกมาก อ่านเท่าไหร่ก็หัวเราะ 

04 Postmodern Pooh 

คอลเลกชันหมีพูห์ของนักเขียน ‘วินนี่ เดอะ ปุ๊’ ที่ตัวจริงคือ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติวัย 75 ปี

ประมาณ 20 ปีหลังจากที่อ่าน The Pooh Perplex ได้ไปที่ Harvard Bookstore แล้วเจอเล่มนี้ ซึ่งเขียนโดยผู้เขียนคนเดียวกัน เป็นภาคสองซึ่งนำทฤษฎีวิจารณ์วรรณกรรมใหม่ ๆ มาใช้วิจารณ์หมีพูห์อีกรอบหนึ่ง

มุมสะสมหมีที่ตัดใจให้ใครไม่ได้

05 คลาสสิกพูห์ ตุ๊กตาหมีตัวโปรด

คอลเลกชันหมีพูห์ของนักเขียน ‘วินนี่ เดอะ ปุ๊’ ที่ตัวจริงคือ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติวัย 75 ปี

ตัวนี้เป็นหมีตัวโปรด เคยถ่ายรูปด้วยกันหลายครั้ง รวมทั้งตอนจัดงานวันเกิด 60 ปีด้วย เป็นหมีพูห์แบบคลาสสิกที่กอดกำลังสบาย  

06 กล่องเพลงหมีพูห์

คอลเลกชันหมีพูห์ของนักเขียน ‘วินนี่ เดอะ ปุ๊’ ที่ตัวจริงคือ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติวัย 75 ปี

ชิ้นนี้เป็นของขวัญที่น้อง ๆ แบงก์ชาติทำให้ก่อนออกจากการเป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติ ความชอบจึงเกิดจากความผูกพันกับคนที่ทำให้ ข้างในมีแสตมป์หมีพูห์ด้วย

07 เซ็ตหมีแพดดิงตัน

คอลเลกชันหมีพูห์ของนักเขียน ‘วินนี่ เดอะ ปุ๊’ ที่ตัวจริงคือ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติวัย 75 ปี
คอลเลกชันหมีพูห์ของนักเขียน ‘วินนี่ เดอะ ปุ๊’ ที่ตัวจริงคือ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติวัย 75 ปี

ตอนที่หมีแพดดิงตันออกมาใหม่ ๆ มีคนให้มาประมาณสิบตัว แต่ก็แจกคนไปเยอะ 

ตอนนี้ที่เก็บไว้มีหมีแพดดิงตันตัวเล็กในถุงกระดาษ ปฏิทินหมีแพดดิงตัน และหมีแพดดิงตันหมวกดำ 

เดิมทีเคยมีหมีแพดดิงตันหมวกแดงอยู่ที่ออฟฟิศ แต่ตัดสินใจให้เลขาเป็นที่ระลึก เพราะที่บ้านไม่มีที่แล้ว

08 พูห์วิริยะ 

คอลเลกชันหมีพูห์ของนักเขียน ‘วินนี่ เดอะ ปุ๊’ ที่ตัวจริงคือ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติวัย 75 ปี

ตามเนื้อเรื่อง หมีพูห์เป็นหมีที่ไม่ค่อยฉลาดนัก ตัวละครที่ได้เรียนหนังสือ คือ คริสโตเฟอร์ โรบิน เจ้าของหมี ก็จะมาอวดว่าเขียนหนังสือเป็น หมีพูห์เลยพยายามเขียนบ้าง เพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวเองก็มีความรู้เหมือนกัน

09 หมีเหงา 

คอลเลกชันหมีพูห์ของนักเขียน ‘วินนี่ เดอะ ปุ๊’ ที่ตัวจริงคือ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติวัย 75 ปี

ตัวนี้ไปเจอที่เมืองนอกในร้านขายของที่ระลึกเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เจ้าตัวนี้มีความน่ารักของมันอยู่ รูปทรงสวย ขนาดก็พอดิบพอดีสำหรับการนำมาตั้ง แล้วหน้าตาก็เศร้าเชียว

10 พูห์คริสตัล Swarovski 

คอลเลกชันหมีพูห์ของนักเขียน ‘วินนี่ เดอะ ปุ๊’ ที่ตัวจริงคือ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติวัย 75 ปี

เป็นชุดที่พิเศษ เพราะทำจากคริสตัล ราคาแพง และทำหมีพูห์ในท่าทางต่าง ๆ ออกมาได้อย่างสวยงาม ตัวที่เป็นหมีพูห์ถือลูกโป่งมีเรื่องราว คือในตอนหนึ่งของหนังสือ หมีพูห์พยายามลอยตัวขึ้นไปกับลูกโป่งเพื่อกินน้ำผึ้งบนต้นไม้ หลอกผึ้งว่าตนเองเป็นเมฆฝนเพื่อจะกินน้ำผึ้ง สุดท้ายผึ้งไม่เชื่อ ทำท่าจะต่อย หมีพูห์เลยปล่อยมือจากลูกโป่ง ตกลงมาเจ็บตัว

Writer

ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์

อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยและอดีตประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ เขียนงานวรรณกรรมโดยใช้นามปากกาว่า วินนี่ เดอะ ปุ๊

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load