หากเข้าไปดูประวัติของ วิลลี่ แมคอินทอช ในเว็บวิกิพีเดีย ข้อมูลที่มีขนาดยาวที่สุดคือ ผลงานละครโทรทัศน์ เริ่มต้นตั้งแต่สมัยที่วิลลี่เข้าวงการบันเทิงเมื่อ 30 ปีก่อน ไล่เรียงจนถึงปัจจุบัน (เอาแค่ พ.ศ. 2565 ก็ 4 เรื่องเข้าไปแล้ว) ทั้งที่ ‘นักแสดง’ คือหนึ่งในอาชีพที่ว่ากันว่ามี Turnover Rate สูงลิบ ลองนึกดูก็ได้ว่า มีนักแสดงไทยกี่คนที่คุณเคยดูเขาเล่นละครเมื่อสมัยเด็ก ๆ แล้ววันนี้ยังมีผลงานสม่ำเสมออยู่บ้าง

ในวันที่คลื่นลูกเก่าจางหาย และคลื่นลูกใหม่พัดมาในความเร็วสูงขึ้นทุกที เราได้คุยกับวิลลี่ถึงอาชีพที่ไม่ใช่ความฝันแรกของเขา แต่เป็นสิ่งที่เลือกทำมาตลอด 30 ปี พร้อมกับเรื่องราวระหว่างทางที่มีทั้งความสนุก การเรียนรู้จากนักแสดงรุ่นพี่ ชื่อเสียง ความสำเร็จ ความล้มเหลวที่ต้องปิดบริษัทพร้อมหนี้ 106 ล้านบาท รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับละครไทยในปัจจุบัน ที่มีคนตั้งคำถามว่า เราย่ำอยู่กับที่ หรือจะไปได้ไกลกว่าเดิม

เรานั่งคุยกับเขาที่สตูดิโอ JSL ในระหว่างที่เขารออัดรายการ มาลัยไฟท์เตอร์ ทางช่อง 7HD ซึ่งเขารับหน้าที่เป็นพิธีกร

ไม่นานมานี้ วิลลี่เพิ่งคำนวณคร่าว ๆ ว่า อาจจะเหลือเวลาในชีวิตประมาณ 15,000 วัน เขาบอกตัวเองว่า “ฉิบหายแล้ว จะทำอะไรต้องรีบทำ” นั่นคือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้วิลลี่ใส่เกียร์เดินหน้าเต็มกำลัง ทั้งเรื่องงาน รวมถึงบทบาทการเป็นพ่อ เพื่อให้ทุกวันที่เดินหน้ามีคุณค่าเท่าที่ทำได้

วิลลี่ แมคอินทอช นักแสดงอายุงาน 30 ปี ที่เคยปิดบริษัทพร้อมหนี้ 106 ล้านบาท

วิลลี่ แมคอินทอช ตอนวัยรุ่นเคยฝันว่าจะทำงานในวงการบันเทิงนานขนาดนี้ไหมครับ

ไม่มีทาง ขวางเลยล่ะ ตอนแรกผมอยากเป็นนักบิน เพราะพ่อเคยเป็นทหารอากาศของประเทศอังกฤษ ขับเครื่องบินรบในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 พอสงครามจบก็มาเป็นนักบินพาณิชย์ ส่วนแม่ทำงานอยู่บริษัทการบินไทย ซึ่งสมัย 30 กว่าปีก่อน ไม่มีอะไรที่มั่นคงเท่าอาชีพนี้แล้ว แต่ลองดูวันนี้สิ โควิด-19 เปลี่ยนทุกอย่างจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ตอนเด็ก ๆ ผมจึงทำทุกอย่างเพื่อไปสู่เส้นทางนั้น ผมได้ทุนเรียนฟรี 4 ปีที่มหาวิทยาลัยมิชิแกนด้วยนะ แต่การเรียนขับเครื่องบินต้องจ่ายค่าน้ำมันเอง ผมใช้วิธีมาถ่ายแบบเก็บเงินที่เมืองไทยในช่วงวันหยุดคริสต์มาสกับปีใหม่ จากนั้นก็กลับไปเรียนที่อเมริกาต่อ แต่สุดท้ายก็จ่ายค่าน้ำมันไม่ไหว ตอนนั้นเสียค่าน้ำมันชั่วโมงละ 60 เหรียญ แล้วต้องเก็บชั่วโมงบินสะสม 1,000 ชั่วโมง ไหนจะค่าเช่าบ้านและค่ากินอยู่อีก ผมจึงเปลี่ยนแผนมาลองสอบเข้าการบินไทย เพราะถ้าสอบติด บริษัทจะส่งเรียนบินต่อ แต่ปรากฏว่าผมสอบไม่ผ่าน

ตอนนั้นพลาดเรื่องอะไรครับ

จิตวิทยา (หัวเราะ) คือเรื่องความรู้ไม่ได้มีปัญหา แต่ตอนทำ Aptitude Test เพื่อหาคนที่เหมาะสมจะเป็นนักบิน เช่น ไม่โลเลเกินไป ไม่มั่นใจเกินไป ปรึกษาทุกครั้งที่มีเหตุฉุกเฉิน ปรากฏว่าผมไม่ผ่าน ตอนนั้นเสียใจที่ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง แต่ชีวิตก็ต้องเดินหน้าต่อ ผมจึงตัดสินใจหันมาทำอาชีพที่เลี้ยงดูตัวเองมาตั้งแต่เด็ก นั่นคือวงการบันเทิง ซึ่งทำให้ผมมีเงินไปเรียนที่อเมริกา ตอนนั้นคิดว่าคงได้ทำงานนี้แค่แป๊บ ๆ เพราะวงการบันเทิงมีคนหน้าใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา แต่พอผ่านมาถึงวันนี้ก็พิสูจน์ได้ว่า มันเป็นอาชีพหลักได้

ถ้าแบ่งชีวิตในวงการบันเทิงออกเป็นครึ่งแรกกับครึ่งหลัง ในครึ่งแรกของวิลลี่เป็นอย่างไร

เขาเคยพูดกันว่า ผมหล่อมากในช่วง 10 ปีแรก (หัวเราะ) ซึ่งไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองหล่อเลยนะ เพราะสมัยเรียนที่มิชิแกน หน้าตาแบบผมเป็นได้แค่คนขายแฮมเบอร์เกอร์ ที่นั่นมีคนหล่อกว่าเยอะแยะ แต่พอกลับเมืองไทย ผมอาจโชคดีที่เป็นนักแสดงหน้าฝรั่งในยุคนั้น นอกจากนี้ยังได้รับโอกาสที่ดีจาก พี่ไก่-วรายุฑ มิลินทจินดา และผู้จัดละครหลาย ๆ ท่าน

15 ปีแรกในวงการช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ ผมโชคดีที่ในยุคที่ผมเป็นพระเอก ผู้จัดละครเลือกนักแสดงระดับเทพมาประกบหมดเลย แล้วสมัยนั้นไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีโลกออนไลน์ ช่วงพักเบรกนักแสดงก็นั่งคุยกันในกองทั้งวัน จากนั้นไปปะทะกันในฉาก เราก็พยายามเก็บรายละเอียดการแสดงจากรุ่นพี่ เช่น จังหวะการเล่น การรับส่งอารมณ์ แล้วความที่องค์ประกอบรอบตัวดีหมด ก็ทำให้คนดูมองว่าวิลลี่เล่นดี ซึ่งจริง ๆ ไม่ใช่หรอก เป็นเพราะผมอยู่ตรงกลางของสิ่งที่ดีมากอยู่แล้ว

วิลลี่ แมคอินทอช นักแสดงอายุงาน 30 ปี ที่เคยปิดบริษัทพร้อมหนี้ 106 ล้านบาท

ในวันนั้นยังไม่มีสถาบันสอนการแสดงมากมายเหมือนวันนี้ด้วย

ใช่ ตอนนั้นยังไม่มีอาชีพแอคติ้งโค้ชเลย ผมได้เรียนรู้จากนักแสดงรุ่นพ่อแม่และพี่ ๆ ที่อยู่รอบตัว ซึ่งเป็นวิชาที่เรียนจากที่ไหนไม่ได้ สำหรับผมคนที่สอนการแสดงได้ดีที่สุดคือคนที่ทำอาชีพนี้ เคยผ่านการแสดงมา เหมือนครูที่สอนขับเครื่องบินก็คือนักบิน

เวลาอยู่กองถ่ายผมจึงรู้สึกเหมือนอยู่มหาวิทยาลัย ครั้งหนึ่งทำงานกับ พี่ตั้ว-ศรัณยู วงษ์กระจ่าง ผมถึงขั้นซ่อนบทของตัวเอง แล้วขอดูของพี่ตั้ว เพราะอยากรู้ว่า เขาเขียนอะไรลงไปในบทบ้าง เพราะพี่ตั้วคือศาสตร์แห่งการจำ เล่นละครเวทีคนเดียวเป็นชั่วโมง โดยที่พูดไม่ผิดเลย

เจออะไรในคัมภีร์นั้นบ้างครับ

พี่ตั้วเขียนอธิบายว่า บทช่วงนี้ต้องสื่อความหมายและอารมณ์แบบไหน จังหวะนี้ต้องหยุดพูด ถึงตรงนั้นต้องหันหน้าไปทางซ้ายหรือขวายังเขียนเลย คือที่สุด! นี่กูได้คัมภีร์บู๊ลิ้มมาแล้ว (หัวเราะ)

หรือครั้งหนึ่ง อาเปี๊ยก-พิศาล อัครเศรณี เล่นเป็นพ่อผม ซึ่งหน้าตาและส่วนสูงไม่น่าเป็นพ่อลูกกันได้ (หัวเราะ) แต่เจอกันวันแรกก็คุยถูกคอมากจนอาชวนไปซาวน่าด้วยกัน ยังจำได้ว่า อาเปี๊ยกบอกว่า วิลลี่ ซาวน่าเสร็จกินข้าวโคตรอร่อยเลย

หลังจากวันนั้น เราเข้าฉากด้วยกัน เป็นบทที่ต้องทะเลาะแรง ๆ พอกำผู้กับสั่งเดินกล้อง ผมพูดประโยคว่า “ผมไม่ยอมพ่อหรอกนะ!” เท่านั้นแหละ อาเปี๊ยกตบหน้ากูหันเลย (หัวเราะ) ไม่บอกก่อนด้วยนะ แต่เขาไปเตี๊ยมกับผู้กำกับและตากล้องเรียบร้อยแล้ว

ตอนเสียงตบดัง ผั๊วะ! ผมรู้สึกฉิบหาย… บทในหัวหายหมดเลย ต้องพูดอะไรต่อเนี่ย พอนึกออกก็พยายามเล่นจนผู้กำกับสั่ง “คัต! ดีมาก!” หลังจากนั้นอาเปี๊ยกก็บอกว่า เย็นนี้ซาวน่าเหมือนเดิมป่าว

ผมก็แบบ เดี๋ยวนะ อาเพิ่งตบผม ไม่เคลียร์ด้วย อาก็บอกว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง (หัวเราะ)

ว่ากันว่าเหล็กต้องตีตอนร้อน แต่ทำไมพอ วิลลี่ แมคอินทอช เริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะพระเอก ถึงตัดสินใจไปบวชนาน 6 เดือนครับ

ผมไม่รู้ว่าหรอกว่าตัวเองดังไหม ต้องให้คนอื่นบอก แต่ตอนนั้นอายุ 25 ปีพอดี และคิดอยากบวชมาสักพักแล้ว บวกกับตอนนั้นเริ่มคุยกับ เยลหลี (เยอราดีน แมคอินทอช) คิดว่าพอสึกออกมาจะขอเป็นแฟน ซึ่งต่อมาก็เป็นแบบนั้น โดยผมไปบวชกับ พระอาจารย์แบน (พระภาวนาวิสุทธิญาณเถร) ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ เป็นวัดป่าที่จังหวัดสกลนคร

วิลลี่ก่อนบวชและหลังบวชแตกต่างกันไหมครับ

พลิกชีวิตเลยนะ ผมโชคดีที่ได้พระอาจารย์ที่ดี ท่านสอนให้มองเห็นแก่นแท้ของตัวตนว่า หน้าตาหรือชื่อเสียงเป็นเพียงภาพลวงตา มันไม่ใช่ของเรา ซึ่งก่อนหน้านั้นยอมรับว่าเคยยึดติดว่าเราเป็นนั่นนี่ แต่ 6 เดือนนั้น ผมอยู่แต่ในป่า นั่งดูตัวเองว่าเป็นอย่างไร และได้รู้ว่าไม่มีอะไรที่เป็นของเราเลย เราใช้ร่างนี้จนแก่ แล้วก็ตาย ถ้ามัวยึดติดจะมีแต่ทุกข์ใจ เอาแค่ประคับประคองให้ทำงานอยู่ในวงการได้ก็พอ ถ้าหลงอยู่กับความหล่อ ป่านนี้ผมคงไปทำศัลยกรรมที่เกาหลีแล้ว พอไม่เคยทำก็เลยได้แค่นี้ไง (หัวเราะ)

พอสึกมาก็ถ่ายละครเรื่อง รักเดียวของเจนจิรา ตอนนั้นผมยังสั้นอยู่เลย เป็นละครอีกเรื่องที่กระแสตอบรับดีมาก เพราะมีองค์ประกอบที่ดีหลายอย่าง ทั้งนักแสดงและทีมงานเก่ง ๆ บทดี เพลงเพราะ ทุกอย่างลงตัวไปหมด

วิลลี่ แมคอินทอช นักแสดงอายุงาน 30 ปี ที่เคยปิดบริษัทพร้อมหนี้ 106 ล้านบาท
วิลลี่ แมคอินทอช นักแสดงอายุงาน 30 ปี ที่เคยปิดบริษัทพร้อมหนี้ 106 ล้านบาท

ถามถึงชีวิตครึ่งหลังบ้าง หลังจาก รักเดียวของเจนจิรา เราได้เห็นละครของคุณเกือบทุกปีจนถึงวันนี้ รวมถึงบทบาทพิธีกร ผู้จัดรายการโทรทัศน์ มีเหตุการณ์ไหนที่น่าจำจดเป็นพิเศษบ้างครับ

ผมใช้ชีวิตเหมือน พี่ตูน บอดี้สแลม คือวิ่งตลอดเวลา ทำงานทุกวันจนไม่รู้ว่ามีอะไรที่ต้องจำบ้าง ทุกอย่างผ่านไปเร็วมาก คงต้องบอกว่าผมได้รับโอกาสดี ๆ เยอะ ต้องขอบคุณผู้จัดทุกท่าน จนถึงสถานีที่ให้เวลาผลิตรายการ นอกจากนี้ยังมีพี่ ๆ ในวงการให้ความช่วยเหลือ อย่าง พี่กิ๊ก (เกียรติ กิจเจริญ) ที่ช่วยเซ็ตบริษัท ลักษ์ 666 คิดรายการ สาระแน แถมยังขายโฆษณาให้ และเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวตอนผมแต่งงานด้วย ใช้คุ้มมาก (หัวเราะ)

สิ่งที่พี่กิ๊กทำในวันนั้นก็ส่งผลให้ผมอยากส่งต่อด้วยนะ เวลามีเพื่อน ๆ หรือรุ่นน้องมาปรึกษาเกี่ยวกับการงานในวงการบันเทิง ผมบอกหมด ไม่เคยกั๊ก อยากเป็นผู้จัดรายการเหรอ มาคุยกัน เดี๋ยวช่วยไปขายของให้ด้วย ถึงตอนนี้ก็มีหลายคนที่เติบโตเป็นผู้ผลิตรายการ แต่ผมถอยออกจากบทบาทนั้นแล้ว เพราะเดินทางมาถึงช่วงที่เห็นความสำคัญของคุณภาพชีวิตมากกว่าความสำเร็จ

ผมเปิดบริษัทตอนอายุ 27 – 28 ปี ตอนนั้นไฟแรง ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น พอรายการ สาระแน ติด ก็ลุยทำอย่างอื่น ทั้งภาพยนตร์ ละครเวที คลื่นวิทยุ นิตยสารดารา พอธุรกิจโตขึ้นเรื่อย ๆ ปลายทางก็คือการพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งยอมรับว่าเคยคิด แต่พอคุยกับหุ้นส่วน ทุกคนตัดสินใจว่าไม่เอาดีกว่า เนื่องจากคีย์หลักของบริษัทนี้ไม่ได้ขายสินค้า แต่เป็นมนุษย์ 3 คน คือ ผม หอย (เกียรติศักดิ์ อุดมนาค) และ เปิ้ล (นาคร ศิลาชัย) ซึ่งคุยกันว่าไม่อยากเปลี่ยนชีวิต ถ้าบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ คงมีไลฟ์สไตล์หลายเรื่องที่เราทำไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นไม่เอาดีกว่า

อย่างผมมีครอบครัว มีลูก ก็อยากอยู่กับเขานาน ๆ ไม่อยากป่วยเพราะความเครียด ซึ่งเป็นเรื่องที่เจอตลอดเวลาตอนเป็นผู้จัด ไหนจะเรื่องต้นทุน เรตติ้ง การแข่งกับรายการอื่น มันเป็นสงครามเลยล่ะ ถึงแม้คุณจะได้ตำแหน่งที่หรูหราคือผู้จัดรายการ แต่สิ่งที่ต้องแลกคือ ความกังวลสารพัดว่าวันนี้ฝนจะตกไหม ดาราคนนั้นรีบไปอีเวนต์รึเปล่า วันนี้จ่ายไป 300,000 บาทแล้ว จะถ่ายได้ไหม… ความรู้สึกแบบนั้นผมไม่เอาแล้ว ขอรับผิดชอบแค่ตัวเอง ใช้ชีวิตเหมือนกวางน้อยในทะเลทรายซาฮารา หนีสิงโตให้ทัน แค่นั้นก็พอแล้ว

ทราบมาว่า บริษัท ลักษ์ 666 จํากัด ปิดตัวพร้อมกับหนี้รวม 106 ล้านบาท

ใช่ จริง ๆ เริ่มเอะใจตั้งแต่ตอน กสทช. มาแล้วว่าทุกอย่างจะเละเทะ พอตัดสินใจปิดบริษัท เราก็ขายทุกอย่าง แล้วนั่งบวกลบคูณหารว่า บริษัทมีหนี้สินเท่าไร ซึ่งเจ้าหนี้ส่วนใหญ่ก็คือคนในวงการบันเทิง มองหน้าก็รู้จักกันหมด ผมกับหอยคุยกันว่า ถ้าอยากทำงานในวงการนี้ต่อก็ต้องใช้หนี้ให้หมด คนจะจดจำไหมอยู่ที่ความรับผิดชอบ แบบนี้จะนอนตายตาหลับ ลูกหลานจะเดินผงาดเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่มีด่างพร้อย

แต่วันที่คุยกับหอยเรื่องหนี้ เครียดมากนะ ความจริงจะยอมทิ้งชีวิตไป 3 ปีแล้วไม่ต้องเคลียร์หนี้ก็ได้ ประกาศออกไปว่า โอเคครับ วิลลี่กับหอยเจ๊ง ล้มละลาย แล้วก็ให้ศาลฟ้องตามกระบวนการ กับอีกวิธีคือก้มหน้าก้มตาหาเงินใช้ ชีวิตผมมักเจอทางแยกให้เลือกแบบนี้อยู่บ่อย ๆ โดยจะมีทางง่ายกับทางยาก ซึ่งผมเลือกทางยากมาตลอด เพราะเชื่อว่าถูกต้อง ทางง่ายอาจจะพาคุณไปเจอทางตันก็ได้ ผมกับหอยเลยตัดสินใจรับผิดชอบหนี้กันคนละครึ่ง ซึ่งเป็นเงินเยอะ แต่เราไม่หนี โชคดีที่เจ้าหนี้ก็ไม่ได้ดุดัน เราก็ทยอยเคลียร์จนหมด

แต่สารภาพว่า สิ่งที่ผมรู้สึกระแวงตลอดเวลาคือ จะอยู่วงการบันเทิงได้นานแค่ไหน เพราะตลอด 30 กว่าปีที่ผ่านมา มีเพื่อน ๆ หลายคนที่หายไปเยอะ บางคนกลับมาแล้วหายไปอีกก็มี จนบางครั้งรู้สึกไม่มีความมั่นคงเหมือนที่หลายคนพูดกัน แต่การที่ผมยังได้ทำงานในวงการนี้ มันเป็นเพราะดวงชะตาหรือเปล่า หรือเป็นการทำตัวของเรา หรือทั้งสองอย่างรวมกัน ผมก็บอกไม่ได้นะ คิดแค่ว่าจะอยู่ให้ได้ เพราะเลือกอาชีพนี้แล้ว เราต้องเลี้ยงดูแลพ่อแม่ได้ จ่ายค่าน้ำค่าไฟได้ เป็นความรู้สึกเหมือนคนทำอาชีพอื่น ๆ ทั่วไปนั่นแหละ

ถ้าให้เปรียบเทียบวิลลี่ในบทบาทนักแสดงกับนักธุรกิจ

ผมไม่ใช่นักธุรกิจที่ดี อาจเพราะเริ่มจากการเป็นนักแสดง และถูกบ่มมาตั้งแต่เด็กว่า ทำอย่างไรให้คนรัก ข่าวไม่ดีไม่ควรมี เพราะการมีคนชอบจะทำให้คุณทำอาชีพนี้ได้นาน แต่ยุคสมัยก็เปลี่ยนไปนะ สมัยนี้การมีข่าวเยอะ ๆ ก็ดี ขอดราม่าไว้ก่อน จะได้เป็นข่าวทุกวัน แต่อยู่นานหรือเปล่าไม่รู้

ข้อเสียเปรียบของการเป็นดาราอย่างผมคือ เมื่อถูกบ่มมาให้คนรักจะไม่เหมาะทำธุรกิจ เพราะคุณไม่มี Killer Instinct ไม่สามารถแทงเพื่อนข้างหลังแล้วบอกว่า มันเป็นเรื่องธุรกิจ เพราะคุณจะคิดตลอดว่า เพื่อนจะรักเราไหม เขาจะรู้สึกอย่างไร เพราะฉะนั้นผมไม่แทงใครข้างหลัง เพราะอยากให้คนไปงานศพแล้วร้องไห้เพราะคิดถึง 

เวลาทำธุรกิจ ผมเลยไม่เอาเงินมาเป็นที่ตั้ง แค่ไม่เจ๊งก็โอเคแล้ว ไม่จำเป็นต้องได้กำไรอู้ฟู่ อย่างผมทำฟาร์มผักก็ได้ประมาณหนึ่ง ทำธุรกิจอาหารปลาก็ได้ประมาณหนึ่ง ผมเลยต้องทำเยอะ เพื่อให้รวม ๆ แล้วดูดี

ทั้งหมดทั้งมวล ขึ้นอยู่กับว่าคุณปักธงในชีวิตอย่างไร อะไรในชีวิตที่สำคัญมากกว่า เพราะเมื่อคุณปักธงไว้อย่างหนึ่ง ก็อาจต้องเสียสละบางอย่างเพื่อมุ่งไปทางนั้น

วิลลี่ แมคอินทอช นักแสดงอายุงาน 30 ปี ที่เคยปิดบริษัทพร้อมหนี้ 106 ล้านบาท

ตอนนี้ปักธงไว้ที่ไหน และเรื่องอะไรบ้างครับ

ในเรื่องธุรกิจ ผมจะปักให้ไกลเกินความจริงไว้ก่อน เช่น ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ทำกับหอยและ แหม่ม (คัทลียา แมคอินทอช) จะไปวางขายทั่วโลก โอ้โฮ โคตรยากเลย แต่ถ้าไม่ถึงก็ไม่เป็นไร พอคุณอายุ 80 ปีแล้วหันกลับมาดูจะเห็นว่ามาไกลมาก แต่ถ้าปักธงขายที่หน้าปากซอยบ้าน แป๊บเดียวก็ถึงแล้ว จากนั้นไงต่อล่ะ เพราะฉะนั้นผมจะคิดแบบนี้กับความฝันทุกเรื่อง ส่วนจะไปถึงไหมค่อยว่ากัน แต่อย่างน้อยเราจะไม่หลงทาง เพราะเส้นทางที่ใกล้ที่สุดในความสำเร็จคือเส้นตรง ผมจะได้ปักไว้เพื่อเดินตรงไปหามัน

แต่อย่างเดียวที่ไม่เคยปักหมุดเลยคือวงการบันเทิง เพราะไม่รู้ว่าที่สุดคืออะไร เช่น ผมต้องได้เล่น John Wick 5 ต้องกูเท่านั้น (หัวเราะ) ถ้าปักแบบนั้น ชีวิตผมเปลี่ยนเลยนะ ต้องไปเรียนยิงปืน ซึ่งผมตั้งเป้าแบบนั้นไม่ได้ เพราะแต่งงานมีครอบครัวแล้ว ถ้าจะพุ่งไปทางเดียวจะกระทบต่อบริบทในชีวิต

การทำอาชีพหนึ่งมายาวนาน 30 ปี อะไรที่สนุกที่สุดของการเป็นนักแสดงและพิธีกรครับ

ถามว่างานที่ทำหนักไหม หนักมาก หลายคนคิดว่าเป็นดาราแล้วสบาย แต่บางวันเราทำงาน 18 – 20 ชั่วโมง อดหลับอดนอน โดยต้องดูดีตลอดเวลา จริง ๆ เป็นอาชีพที่มีข้อไม่ดีเยอะ แต่ข้อดีคือคุณจะเด็กตลอดเวลา ทุกวันนี้ผมยังรู้สึกวัยรุ่น เพราะเราเล่นกันทั้งวัน ผมอายุ 50 กว่าแล้วยังสนุกกับการเล่นละคร หรือการเป็นพิธีกรก็ทำให้เราได้หัวเราะอยู่ตลอดเวลา

ตอนผมปิดบริษัท แล้วหันมารับจ้างอย่างเดียวเมื่อประมาณ 7 ปีก่อน ผมอายุ 40 กว่า ตอนนั้นนั่งคิดว่า ถ้าตายตอนอายุ 80 เท่ากับผ่านครึ่งทางมาแล้วนะ ผมเอา 40 ปี คูณ 365 วัน เท่ากับผมมีเวลาเหลืออยู่ประมาณ 15,000 วัน เฮ้ย น้อยฉิบหาย จะทำอะไรต้องรีบแล้ว ตั้งแต่นั้นผมจึงทำงานเยอะขึ้น ทำให้เต็มที่ ตื่นมาอาจเหนื่อยบ้าง แต่ต้องทำทุกวันให้มีคุณค่า เพราะเหลือเวลาน้อยมากแล้ว

ล่าสุดเห็นเป็นพิธีรายการใหม่ ‘มาลัยไฟท์เตอร์’ ซึ่งเป็นการหวนมาทำงานกับ JSL ทางช่อง 7HD ในรอบ 20 ปี

ใช่ครับ ที่นี่เป็นโรงเรียนสอนงานพิธีกรผม ตั้งแต่ตอนสึกใหม่ ๆ ที่ได้รับโอกาสเป็นพิธีกรรายการ สืบสะเด็ด ผมภูมิใจที่ได้ผ่านสถาบันนี้นะ ลองดูสิว่ามีพิธีกรคนไหนเคยผ่านที่นี่บ้าง มีทั้ง พี่ตา-ปัญญา นิรันดร์กุล, พี่ต๋อย-ไตรภพ ลิมปพัทธ์ แก๊งเสนาในรายการ ยุทธการขยับเหงือก มีแต่คนที่ประสบความสำเร็จทั้งนั้น หลายคนออกไปเปิดบริษัทของตัวเองจนใหญ่โต หรือเปิดบริษัทแล้วเจ๊งแบบผมก็มี (หัวเราะ)

มาลัยไฟท์เตอร์ เป็นรายการแข่งขันร้องเพลง โดยชวนคนทางบ้าน 5 คน จากหลากหลายอาชีพมาแข่งขันกัน แต่ก่อนจะถึงด่านนั้น เขาต้องแสดงตัวตนและความสามารถด้านอื่น เพื่อขอมาลัยจากแขกรับเชิญ 3 คน ซึ่งต้องเสี่ยงเลือกลูกทีมจากการพูด การเต้น การแต่งตัว หลังจากนั้นจึงเป็นการแข่งขันร้องเพลง

นอกจากเสียงเพลง ความสนุกหลักของการทำคอนเทนต์คือ คนไทยชอบการพูดคุยที่สนุกสนาน เล่นมุกให้ได้หัวเราะ บรรยากาศในรายการจึงเฟรนด์ลี่ ให้ความรู้สึกเหมือนงานวัดที่ชาวบ้านคุ้นเคย ซึ่งเป็นความสนุกที่ทำให้คนต่างชาติมาอยู่เมืองไทยเยอะ เป็นเสน่ห์ที่ไม่ต้องอาย ไม่ต้องเคอะเขิน ผมเคยใช้ชีวิตทั้งที่เมืองนอกและเมืองไทย เห็นมาแล้วทั้งสองแบบ และคิดว่าเสน่ห์ของเราไม่ใช่แค่การท่องเที่ยว แต่คือความเป็นไทย

อย่างเรื่องอาหารการกิน ถ้ามีคนคิดว่าทำไมคนไทยต้องมีกับข้าวตั้ง 5 จาน ไม่เหมือนฝรั่งที่ตักใส่จานเดียว ก็เพราะเราคือคนไทยไง อาหารกูอร่อย มันมีหลายอย่างที่เราพยายามจะเป็นเหมือนฝรั่ง ทั้งที่แต่ละประเทศมีเสน่ห์ของตัวเอง อย่างญี่ปุ่นก็มีวัฒนธรรมมากมายที่เขายึดมั่นไว้

สมัยเรียนจบมหาวิทยาลัยใหม่ ๆ ผมมีเพื่อนต่างชาติมาเที่ยวเมืองไทย พอดีตอนนั้นผมไปงานบวชเพื่อนอีกคนที่ต่างจังหวัด จึงบอกเขาว่าจะพาเพื่อนฝรั่งไปเที่ยวด้วย ปรากฏว่าพอไปถึง มันให้ที่บ้านล้มวัวตัวหนึ่ง ขนสาโทมาเลี้ยงรับรอง เท่านั้นไม่พอยังชวนเพื่อนบ้านให้ขนอาหารมาเติมอีก เพื่อนฝรั่งเห็นแล้วตกใจว่า ทำสเต๊กเลยเหรอ ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้นะ (หัวเราะ) แต่คนไทยเป็นแบบนี้ไง ถ้ากินไม่หมดก็ค่อยแจกจ่ายเพื่อนบ้าน เราเป็นชาติที่ปาร์ตี้เด็ดที่สุดในโลก แต่พยายามกลบมันไว้ เพราะมองว่าแบบนี้ไม่พัฒนา ผมก็งงว่าทำไมเราไม่โชว์ตรงนี้ให้โลกรู้

ชีวิตของวิลลี่ในมุมนักเรียนการบิน นักแสดง พิธีกร ผู้จัด นักธุรกิจ พระ พ่อ ที่อยากถูกจดจำว่า ‘ห้ามใจไม่ให้รักไม่ได้’

พูดถึงเรื่องไทยกับต่างชาติ ช่วงที่ผ่านมามีกระแสในโซเชียลมีเดียว่า ทำไมละครไทยมีแต่เรื่องแบบเดิม ๆ ไม่เหมือนซีรีส์เกาหลีหรืออเมริกา ในฐานะคนทำงานในวงการนี้มองอย่างไรครับ

เราไปให้สุดเหมือนฮอลลีวูดได้ยาก เพราะไม่มีงบเท่าเขา ถ้าได้เงินมากขนาดนั้นจะทุ่มเทชีวิตเป็นโจ๊กเกอร์ให้ดู แต่นี่เราต้องจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าตัวก็ไม่ได้เยอะขนาดนั้น เลยต้องทำหลายอย่าง ผมกลับมองว่านักแสดงบ้านเราเก่ง เพราะต้องถอดหมวกหลายใบ วันนี้เป็นนักแสดงดราม่า พรุ่งนี้พิธีกร อีกวันเป็นตลก คือเราทำได้หมด แต่ไม่ได้เก่งไปทางเดียว

สิ่งที่เรามีเหมือนกันคือ กล้อง ไฟ และอุปกรณ์ที่ดีเท่าเขา หนังฮอลลีวูดหลายเรื่องมาถ่ายทำที่เมืองไทยก็ใช้ทีมงานและอุปกรณ์ของบ้านเรา สิ่งเดียวที่แตกต่างคือ ในวันนั้นเขาอาจถ่ายแค่ฉากเดียว อย่างคุณโจ๊กเกอร์ กว่าจะแต่งหน้าเซ็ตไฟได้อาจถ่ายทำได้วันละ 1 – 2 ฉาก แต่ถ้าเป็นของไทยต้องถ่ายวันละ 30 ฉาก พอซีนแรกเสร็จก็ต้องรีบไปฉากต่อไป เพราะมีเรื่องเสียโอทีตอน 4 ทุ่มอีก

ส่วนเนื้อเรื่อง ถ้าอยากให้ละครดี ซีรีส์ดี เนื้อเรื่องต้องดีถูกไหม คำถามคือ ใช้คนเขียนบทกี่คน มุมมองของ 1 คน คงเทียบกับ 30 คนไม่ได้ อย่างของเกาหลี ผมเชื่อว่าเซ็ตหนึ่งต้องมีคนเขียนประมาณ 30 คน บางเรื่องอาจมีคนคุมคาแรกเตอร์แบบ 1 ต่อ 1 เพื่อบอกนักแสดงว่า ตัวละครนี้พูดแบบนี้ ไม่ทำท่าทางแบบนั้น แต่พอตัดภาพมาที่เมืองไทย คนเดียวต้องเขียนบท 8 เรื่อง ถ้าจะแก้ไขเรื่องนี้ เราเริ่มตรงนี้ก่อน

อีกคำถามในโซเชียลมีเดียคือ ทำไมเราชอบทำละครแนวเดิม ๆ หรือรีเมกของเก่า

ถามว่าจะทำแบบเมืองนอกได้ไหม ทำได้ แต่ไม่ได้ทำ เพราะเราทำละครให้คุณป้าที่เรารักดู ถ้าจะปักธงว่าทำละครให้โลกดู บทก็จะคนละอย่าง ป้าจะดูไม่รู้เรื่องนะ ขึ้นอยู่กับว่าจะเอาธงไหน สิ่งที่ต้องยอมรับคือ มีคนชอบดูละครแบบเดิม อย่างแม่ผม พอมีแนวใหม่ที่ฮิต ๆ เขาก็ดูไม่รู้เรื่อง และต้องกลับมาดูของเก่า

แต่อีกสิ่งที่ต้องยอมรับคือ ละครไทยถูกตีกรอบเยอะ เล่าเรื่องรัฐบาลไม่ได้ ตำรวจไม่ดีก็ไม่มี บทละครเลยดูเป็นเรื่องของคนที่ไม่เคยทำงาน วัน ๆ ตระเวนตามล่านางเอก ผมเล่นละครมานานขนาดนี้ ยังไม่เคยทำอาชีพอะไรเลย อย่างมากสุดก็แค่เซ็นเช็ค คือว่างมาก 

แล้วสังเกตไหมว่า ละครไทยคุณรีดผ้าไปด้วยดูไปด้วยได้ เพราะทุกอย่างถูกอธิบายเหมือนละครวิทยุ เช่น คุณวิศรุตได้เจอคุณเฉิดฉายไหมครับ แล้วคุณปรียาวดีอยู่ที่ไหน เรามานั่งกินข้าวในครัวกันก่อนไหม คือเป็นการเล่าเรื่องที่ไม่ต้องดูจอก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่กับหนังฝรั่ง ถ้าคุณไม่จ้องจะไม่รู้ว่าเรื่องจะดำเนินต่อไปอย่างไร ถ้าอยากให้ละครไทยเปลี่ยนจริง ๆ คาแรกเตอร์แบบนี้ต้องสลัดทิ้ง

อันนี้ไม่ได้ว่าอะไรนะ ผมอยู่ในวงการและยอมรับสิ่งที่ทำอยู่ และที่พูดได้เพราะตอนนี้ไม่ได้อยู่ในบทบาทผู้จัดแล้ว แต่สมัยเปิดบริษัทผมก็ทำตามโจทย์พาณิชย์ เช่น ทำหนังต้องมีนักแสดงดัง ๆ โปสเตอร์ต้องมีตัวชู คือเข้าใจคนทำงาน เพราะฉะนั้นจึงอยากบอกเด็กรุ่นใหม่ว่า ถ้าไม่ชอบสิ่งที่เป็นอยู่ ก็สร้างสิ่งที่อยากเห็นขึ้นมา คุณอยู่ในวัยที่มีไฟในการทำสิ่งใหม่ แต่ปัญหาที่จะเจอคือ ถ้าแหวกแนวเกินไปจะคุยกับนายทุนยาก เพราะเขาอยู่ในวัยโอลด์สคูล ที่ผ่านมาผมเห็นหลายคนที่พยายามจนท้อ เพราะฉะนั้นเราต้องสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ไม่วนกลับมาที่ปลักเก่า

ถามถึง วิลลี่ แมคอินทอช ในบทบาทคุณพ่อของลูกชายอายุ 10 ขวบบ้าง

โอ้โฮ มีความสุขมาก (วิลลี่ยิ้มกว้างมาก) เมื่อก่อนผมรักตัวเองมาก รักมากกว่าเยลหลีด้วย เขาก็รู้นะ แต่พอมี วิน (ธาดาฤทธิ์ แมคอินทอช) ผมไม่เคยรักใครมากขนาดนี้ ผมรับกระสุนแทนได้เลย หรือถ้าลูกต้องการอวัยวะอะไรจากพ่อ ผมให้ได้หมด

ตอนนี้ผมทำหน้าที่พ่อได้ไม่ดีเท่าไร เพราะทำงานเยอะและมีเวลาให้เขาน้อย ถ้าถามลูกว่าต้องการอะไรที่สุด เขาคงบอกว่าเวลา ช่วยพาไปเที่ยวหน่อย แต่ผมเลือกที่จะสร้างฐานะทิ้งไว้ให้เขา ซึ่งสุดท้ายอาจเป็นปัญหาในอนาคตเหมือนละครทั่วไปก็ได้ แต่ให้ผมหยุดทำก็ไม่ได้ เพราะเป็นคนเดียวในบ้านที่ทำงาน

ตอนนี้พยายามบาลานซ์อยู่ ในหนึ่งสัปดาห์จะกำหนดให้มีวันว่าง 1 – 2 วัน เพื่ออยู่กับลูก ผมจะอยู่ใกล้ทั้งวันจนเขาเบื่อ พอวินถามว่า พ่อไม่มีอะไรทำหรือ ไปดูทีวีสิ ผมถึงจะไปมีเวลาส่วนตัว เพราะลูกโตเร็วมาก ถ้าวันหนึ่งเขาบอกว่า พ่อไม่มีส่วนในชีวิตกับเขามากนัก ผมคงเฮิร์ทมาก

เพราะฉะนั้นชีวิตผมจะแทบไม่มีวันพัก เราทำงาน 5 วัน ซึ่งเหนื่อยสุด ๆ ส่วนอีก 2 วันที่เหลือก็ให้ลูกเต็มที่ อย่างเช้าวันนี้ วินตื่นตี 5 แล้วเข้ามานอนดิ้นบนเตียงพ่อแม่ ผมก็ตื่นเลย โดยที่เขาไม่รู้ว่า พ่อทำงานถึง 4 – 5 ทุ่ม แล้วเมียผมก็วัยทอง เปิดแอร์ 18 องศาเซลเซียสแล้วยังบ่นว่าร้อน แต่ผมเนี่ยเอาผ้าห่มคลุมโปง หนาวจะตายอยู่แล้ว ถึงขั้นต้องตื่นมาอาบน้ำอุ่น เนี่ยชีวิตจริง ตลกไหม (หัวเราะ)

ชีวิตของวิลลี่ในมุมนักเรียนการบิน นักแสดง พิธีกร ผู้จัด นักธุรกิจ พระ พ่อ ที่อยากถูกจดจำว่า ‘ห้ามใจไม่ให้รักไม่ได้’

สิ่งที่นักแสดงไทย โดยเฉพาะ พระเอก-นางเอก ที่มีครอบครัวมักโดนถามเป็นประจำคือ จะให้ลูกเข้าวงการบันเทิงไหม แต่คุณทำในสิ่งตรงข้ามคือ ไม่โพสต์รูปลูกในโซเชียลมีเดียเลย

ผมไม่ได้เป็นดาราตั้งแต่เด็ก มาเข้าวงการตอนอายุ 17 ผมรู้สึกว่า ถ้าพาลูกเข้าตอนนี้เหมือนเป็นการยัดเยียด ประมาณว่าพ่อแม่เป็นที่รู้จัก ลูกก็ต้องเป็นแบบนั้นด้วย เวลาขายโฆษณาก็ขายแพ็กรวมครอบครัว ซึ่งไม่เป็นไร ผมทำงานคนเดียวได้ รอให้เขาโตแล้วเลือกเองดีกว่า จะเป็นศิลปินวาดรูปที่ไม่ต้องมีคนรู้จักเยอะก็ได้ หรือจะเป็นนักธุรกิจ นักบัญชี หรือถ้าอยากเข้าวงการก็ง่ายมาก พ่อทำงานตรงนี้อยู่แล้ว ไว้รอให้วินเลือกเองแล้วกัน

สิ่งที่ผมกังวลคือช่องว่างของเจเนอเรชันมากกว่า สมัยก่อนเราจะรู้จักดาราคนเดียวกับพ่อแม่ เพราะดูละครเรื่องเดียวกัน แต่ทุกวันนี้มีคอนเทนต์สำหรับคนหลากหลายช่วงวัย อย่างครั้งหนึ่งมีเด็กอายุ 15 มารายการที่ผมเป็นพิธีกร แล้วเข้ามาทักว่า สวัสดีครับพี่วิลลี่ พูดตรง ๆ ว่าผมเพิ่งรู้จักพี่เมื่อคืนจากยูทูบครับ (หัวเราะ)

ฟังแล้วก็จริงของเขา เพราะเด็กมีชีวิตอีกแบบ คำถามคือ เราจะปล่อยช่องว่างของวัยให้ห่างออกไปจนคุยกันไม่รู้เรื่องไหม ไม่อย่างนั้นเราจะเห็นการทะเลาะระหว่างเจเนอเรชันเยอะขึ้นเรื่อย ๆ เพราะแต่ละคนมองเหตุการณ์หนึ่งไม่เหมือนกันแล้ว สิ่งที่ต้องยอมรับคือ เด็กคืออนาคต เมื่อเขาไปทางนี้แล้ว ผู้ใหญ่ก็เบนมาหาหน่อยสิ ที่ผ่านมาเขาก็พยายามมาหา แต่เขาไม่เข้าใจคุณแค่นั้นเอง

ผมเห็นตรงนี้ชัด เพราะลูกผมอายุ 10 ขวบ และยึดทุกอย่างในบ้าน ทั้งคอมพิวเตอร์ ทีวี เพราะฉะนั้นเวลาเขาดูอะไร พ่อก็ต้องดูด้วยโดยไม่มีสิทธิ์กำหนด อย่างตอนนี้วินฟังเพลงแนวซาวนด์เอฟเฟกต์ ผมก็แบบ นี่ฟังอะไรเนี่ย ไม่ชอบ อัสนี-วสันต์ เหรอ แล้ววันที่ลูกโตไปกว่านี้ พ่อจะเข้าใจมันไหมเนี่ย เพราะฉะนั้นถ้าอยากเข้าใจเขา ผมก็ต้องเรียนรู้ไปด้วยกัน

วิลลี่ แมคอินทอช เริ่มต้นความฝันที่อยากเป็นนักบิน ก่อนจะเป็นนักแสดง พิธีกร และนักธุรกิจ ถ้าถึงวันที่ต้องจากโลกนี้ไป อยากให้คนจดจำแบบไหนครับ

อยากให้คนจำว่า ไอ้คนนี้มันเฟรนด์ลี่ ตลก และน่ารัก ห้ามใจไม่ให้รักไม่ได้… เสียดาย ไม่น่ารีบตายเลย อายุ 99 ปีเอง (หัวเราะ)

ถ้าตอนอายุ 17 ปี ผมสอบนักบินติด พ่อแม่ก็คงดีใจ แต่พอพลิกมาทำงานในวงการบันเทิง ก็กลายเป็นการเดินทางอีกแบบ ได้เจอทั้งเรื่องดีและไม่ดี ซึ่งเป็นปกติของชีวิต หลายคนจะอายเวลาบอกว่าทำธุรกิจเจ๊ง แต่ผมมองว่าความล้มเหลวคือประสบการณ์ที่ดีที่สอนว่า อย่าทำแบบนั้นอีก คนเก่ง ๆ ที่ประสบความสำเร็จในโลกก็เคยล้มหรือทำผิดพลาดมาแล้วทั้งนั้น แล้วเวลาคุณเล่าประวัติชีวิตตัวเอง ประสบการณ์แบบนี้จะทำให้สตอรี่สนุกขึ้นเยอะ ถ้าเป็นหนังก็โคตรเข้มข้นเลย

พอถึงเวลาตายแล้วได้ย้อนกลับมาดูจะรู้สึก โอ้โฮ ชีวิตไอ้นี่สนุกสุด ๆ

ชีวิตของวิลลี่ในมุมนักเรียนการบิน นักแสดง พิธีกร ผู้จัด นักธุรกิจ พระ พ่อ ที่อยากถูกจดจำว่า ‘ห้ามใจไม่ให้รักไม่ได้’
ชีวิตของวิลลี่ในมุมนักเรียนการบิน นักแสดง พิธีกร ผู้จัด นักธุรกิจ พระ พ่อ ที่อยากถูกจดจำว่า ‘ห้ามใจไม่ให้รักไม่ได้’

Writer

Avatar

ปารัณ เจียมจิตต์ตรง

นักเขียนใส่แว่นที่ตกหลุมรักเรื่องราวในชีวิตของผู้คน ผ่านการพูดคุยและการฟัง

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

1 กุมภาพันธ์ 2566
1 K

“รางวัลกินรีทอง มหาชน ครั้งที่ 8 สาขาอนุรักษ์การแสดงศิลปะพื้นบ้าน ได้แก่…”

ในฮอล์ที่กระหึ่มไปด้วยเสียงเฮฮา จู่ ๆ ก็เงียบดุจดั่งป่าช้า เสมือนรอคอยแสงอาทิตย์สาดส่องให้พื้นที่นี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จนกระทั่งทราบว่า รางวัลนี้ตกเป็นของ คลังพลอย ไวยพัฒน์ จากหมอลำเสียงวิหค พ่อยกแม่ยกหมอลำชาวที่ราบสูงหลาย ๆ ท่านคงต้องทำหน้าฉงนสงสัย ว่าเด็กสาวที่ได้รับรางวัลนี้คือใครกันหนอ

แต่พอได้ทราบว่านั่นคือชื่อเสียงเรียงนามที่แท้จริงของ ยูกิ เพ็ญผกา จากใบหน้าที่ฉงนสงสัยก็แปรเปลี่ยนเป็นร้องอ๋อกันทันใด

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ก่อนเริ่มพูดคุยกัน ภาพของสาวชาวอำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ นางเอกหมอลำในวัยเพียง 15 ปี ได้ปรากฏขึ้นมายังจอคอมพิวเตอร์ ภาพลักษณ์ของสาวน้อยแลดูอ่อนน้อม เหนียมอาย ไร้เดียงสา ช่างแตกต่างจากตอนเธอสวมหัวโขนเป็นนางเอกหมอลำที่พกความมั่นใจและพลังเกินร้อยอย่างสิ้นเชิง

ตอนนี้เรากำลังพูดคุยกับ ‘ยูกิ คลังพลอย’ ไม่ใช่ ‘ยูกิ เพ็ญผกา’ ที่เราและหลาย ๆ ท่านคุ้นเคย

ออกจะเป็นเรื่องแปลกที่นักแสดงหมอลำมีชื่อเล่นเหมือนการ์ตูนอนิเมะ ทั้งที่ปากยังเว้าภาษาอีสานแจ๋ว ๆ ยูกิย้ำว่านี่คือชื่อที่มารดาตั้งให้ เนื่องจากเลือดครึ่งหนึ่งในกายเธอสืบมาจากแดนอาทิตย์อุทัย

“ชื่อ ยูกิ เป็นชื่อตั้งแต่เกิด คุณแม่เป็นคนตั้งให้ค่ะ หนูเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น คุณแม่เป็นคนอีสาน คุณพ่อเป็นคนญี่ปุ่น” เธอตอบคำถามที่หลายคนคาใจ

“ยูกิ (雪) แปลว่า หิมะ ค่ะ” เด็กสาวกล่าวเสริมเผื่อคนที่ไม่มีความรู้ด้านภาษาข้างพ่อเธอ

13 เมษายน พ.ศ. 2550 คือวันที่เด็กหญิงคลังพลอยหรือยูกิลืมตาดูโลก เธอเติบโตมาภายใต้การเลี้ยงดูของคุณแม่และพ่อเลี้ยงแสนดี ห้อมล้อมด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขง ยูกิค้นพบว่าเสียงเพลงคือของขวัญจากฟากฟ้าที่ประทานความสุขสำราญให้กับเธอมาแต่เล็กแต่น้อย เธอจึงหลงใหลในเสียงเพลงและดนตรีนานาชนิด ทั้งเพลงสมัยใหม่และสมัยเก่า

“หนูชอบร้องเพลงมากค่ะ ร้องมาตั้งแต่ 3 ขวบได้ เพลงที่ร้องตอนนั้นก็เป็นเพลงลูกทุ่ง ยังไม่ใช่เพลงหมอลำ เพลงแรกที่ร้องคือเพลง นักร้องบ้านนอก ค่ะ” สาวลูกครึ่งเผยงานอดิเรกของตนด้วยยิ้มพิมพ์ใจ 

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“นอกจากเพลงลูกทุ่งแล้ว หนูชอบฟังพวกเพลงสตริง เพลงแร็ป เพลง K-POP ด้วย พี่ลิซ่า BLACKPINK หนูก็ชอบ ชอบมาก ๆ ค่ะ”

อย่างไรก็ดี ความชอบทั้งหมดทั้งมวลนี้ยังเป็นรองดนตรีหมอลำ

พจนานุกรมภาษาถิ่นไทยอีสานแจงรากศัพท์ของหมอลำออกเป็น 2 คำ ได้แก่ ‘หมอ’ ที่หมายถึงผู้มีความชำนาญ กับ ‘ลำ’ ที่แปลว่าการบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยทำนองอันไพเราะ ‘หมอลำ’ จึงเป็นคำประสมที่แปลเป็นภาษาไทยกลางได้ว่า ผู้ชำนาญด้านการขับทำนองเล่าเรื่อง

เพลงหมอลำเป็นประเพณีการละเล่นที่แพร่หลายไปทั้ง 2 ฝั่งโขง จะประเทศลาวหรือภาคอีสานของไทย งานวัดงานบุญของ 2 แผ่นดินนี้ไม่เคยขาดเสียงแคนและคำร้องที่มีต้นแบบมาจากเพลงลูกทุ่ง ความแพร่หลายของหมอลำนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดเป็นหมอลำสารพัดชนิด

“หมอลำจะมีหลายประเภทค่ะ เช่น หมอลำซิ่ง หมอลำกลอน หมอลำหมู่ ฯลฯ แตกต่างกันออกไปในบางสาขาอาชีพ แต่ที่หนูลำอยู่ทุกมื้อนี้เป็นหมอลำหมู่ ลำเรื่องต่อกลอนทำนองขอนแก่นค่ะ”

นี่คือหมอลำชนิดที่กำเนิดใหม่เมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นรูปแบบหมอลำที่เติบโตมาจากการผสมผสานระหว่างหมอลำพื้นกับลิเกของภาคกลาง เห็นได้จากชุดผู้แสดงที่รับมาจากลิเกเต็ม ๆ กับการร้องแบบหมอลำพื้น ร้องรำกันเป็นหมู่คณะ แต่ละคนสวมบทบาทเป็นตัวละครแนวจักร ๆ วงศ์ ๆ เช่น พระราชา เจ้าหญิง ฤๅษี เทวดา ผีสาง เรื่องที่ใช้ลำโดยมากอ้างอิงจากนิทานชาดกท้องถิ่นของภาคอีสาน ใจความของเรื่องที่ใช้แสดงคือการมุ่งสอนให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ

แต่หมอลำหมู่ในยุคนี้ได้ปรับปรุงรูปแบบการแสดงให้ถูกจริตคนยุคใหม่ การแสดงของยูกิจึงมีมากกว่าหมอลำตามแบบฉบับดั้งเดิมที่ทุกคนคุ้นเคย

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“จะมีช่วงคอนเสิร์ต ก็ร้องเพลงตลาดทั่วไป เพลงอินดี้ เพลงหมอลำ ร้องสลับกันไป พอตกดึกก็ลำเรื่องต่อกลอน เป็นคล้าย ๆ ลิเก แต่ว่าเป็นภาษาอีสาน คนละทำนองกัน แล้วก็มีแสดงละครเข้าถึงบทบาทกันบ้าง” เธอเริ่มใช้ภาษาบ้านเกิดเมื่อบรรยากาศการพูดคุยอบอวลไปด้วยความสนุกสนาน

เมื่อพิจารณาอายุของยูกิ อาจคิดว่าเส้นทางหมอลำของเธอเพิ่งเริ่มต้นขึ้น แต่ถ้าย้อนกลับไปจริง ๆ แล้ว บนถนนเส้นนี้ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เธอยังเป็นวัยรุ่นฟันน้ำนม เรียนอยู่ชั้น ป.2 โน่นแล้ว

“ตอนเด็ก ๆ คุณพ่อคุณแม่พาเบิ่งหมอลำ ส่วนใหญ่ดูหมอลำซิ่ง ตอนนั้นหนูดูในคลิปอยู่เลยค่ะ ยังไม่ได้ไปดูหน้างาน พอโตขึ้นก็มีโอกาสได้ไปหน้างาน เห็นพี่เขาแต่งตัวสวย มีคนดูเยอะ อยากแต่งตัว อยากเป็นแบบพี่เขาบ้าง” แววตาเป็นประกายถูกส่งทอดจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ทำให้เหมือนย้อนเห็นภาพเด็กหญิงอายุไม่เกิน 10 ปีที่มีแววตาเต็มไปด้วยความฝัน

“หนูมีไอดอลคือ พี่แอน อรดี แล้วก็ พี่ใหม่ พัชรี ค่ะ หนูชอบดูพวกพี่เขามาก ดูคลิปตลอด ดูทั้งวันเลยค่ะ” ยูกิบอกด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“หลังจากตอนนั้นก็ได้ไปบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าอยากเป็นหมอลำ เลยหาประสบการณ์ด้วยการประกวดร้องเพลงไปเรื่อย ๆ ก่อน จุดเปลี่ยนอยู่ที่เขาพาหนูขึ้นรถแห่ ไปร้องเพลงอยู่บนรถแห่ตอนอายุ 10 ปี ตอนนั้นไปที่อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ พ่อกับแม่ค่อยมาตัดสินใจว่าจะพาขึ้นวงหมอลำจริง ๆ เลยมาเป็นหมอลำหมู่ค่ะ” เธอจูงมือพาเราหวนคืนยังอดีตที่เป็นจุดเริ่มต้นในการเดินตามความฝันของเธอ

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

เรียกว่าหมอลำเสียงวิหคกับยูกิเติบโตมาด้วยกันคงจะได้ เพราะวันที่คุณพ่อและคุณแม่ของเธอพาไปสมัคร หมอลำเสียงวิหคก็เพิ่งเปิดใหม่ได้ปีแรก

“ตอนคุณพ่อคุณแม่พาไปสมัคร ตอนนั้นคณะเขาเพิ่งเปิดใหม่ปีแรก หนูอายุ 11 จะเข้า 12 ขวบ ตอนนั้นเราแสดงเป็นตัวลูก ยังไม่ได้เป็นนางเอก”

หมอลำรุ่นเยาว์เล่าความรู้สึกวันแรกบนเวทีซึ่งเธอยังจำได้ไม่มีเลือน

“ตอนนั้นไปแสดงที่วัดสีชมพู กรุงเทพฯ ความรู้สึกของการเป็นคนดูกับคนที่ได้ขึ้นแสดงมันต่างกันมาก ๆ เลยนะคะ ตอนดูหน้าเวทีเหมือนเราไปนั่งดูผลงานเขาเฉย ๆ แต่ตอนนี้เราเป็นผู้สร้างผลงานให้ผู้ชมหน้าเวทีดู ตอนแรกก็กดดัน แต่ตอนนี้เริ่มชินแล้วค่ะ”

เพราะคณะหมอลำเสียงวิหค ยูกิ เพ็ญผกา จึงมีตัวตนขึ้นมาท่ามกลางเสียงแคน

“ชื่อ ยูกิ เพ็ญผกา หัวหน้าวงเป็นคนตั้งให้ค่ะ เป็นชื่อที่ใช้ในวงการ หนูว่ามันเพราะดี”

จากสเต็ปการเติบโตของกันและกัน คณะกับนักแสดง ยูกิเข้ามารับบทบาทในฐานะนักแสดงสมทบ ฝึกร้องเพลง ฝึกการแสดง และศึกษาสิ่งที่เกี่ยวกับหมอลำในทุก ๆ วัน

“ท่าทางไม่ยาก เรื่องร้องยากกว่าค่ะ ร้องหมอลำยากกว่าร้องเพลงลูกทุ่งด้วย เพราะเพลงหมอลำจะมีเกริ่น หัวเพลงจะเป็นการเกริ่น แล้วก็จะเป็นทำนองรำซึ่งจะแตกต่างกันออกไป แล้วช่วงถัดมาจะเป็นเพลงธรรมดาเลยค่ะ เป็นทำนองที่แล้วแต่อาจารย์นักแต่งเพลงจะแต่งไป จะมีช่วงรำสลับกันกับท่อนร้อง ส่วนท่อนลงก็จะมีลูกเอื้อนนิดหน่อย ผสมกันไปจนจบเพลง

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“หนูก็ฝึกร้องเพลงอยู่เรื่อย ๆ ร้องเพลงทุกวัน ฝึกการแสดง ดูอะไรหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวกับหมอลำ เวลาซ้อมต้องมาซ้อมเองที่บ้าน ให้คุณพ่อ (พ่อเลี้ยง) ซ้อมให้ เพราะคุณพ่อร้องได้ค่ะ”

ครั้นแล้ววันหนึ่ง โอกาสพลิกชีวิตก็ล่องลอยมาหาเมื่อเธอมีอายุได้ 13 ปี

“หัวหน้าคณะเขามาบอกคุณแม่ค่ะว่าจะให้น้องมาเป็นนางเอก แต่น้องต้องลดหุ่น เพราะตอนนั้นหนูอ้วนอวบ ตัวกลมเลย” กว่ายูกิจะก้าวขึ้นมาเป็นนางเอก ไม่ได้มาด้วยโชคช่วย แต่เป็นความพยายาม มุ่งมั่น พัฒนาทั้งการร้องและภาพลักษณ์ 

“หนูใช้เวลา 2 เดือน ลดน้ำหนักไปเกือบ 10 กิโลกรัม ออกกำลังกาย งดอาหารเย็น บวกกับลดปริมาณอาหาร จากที่เคยกินของหวาน น้ำหวาน ช่วงนั้นหนูก็งดไปเลยค่ะ”

ในวัย 13 ปี เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่น่าจะยังดิ้นรนกับชีวิตใหม่ในชั้นมัธยมศึกษา แต่เด็กหญิงยูกิกลับต้องเผชิญความกดดันเพิ่มจากภาระการเรียน นั่นคือการเดินสายออกแสดงไปทั่วภูธร

“หมอลำจะมีงานแสดงตามงานวัดหรืองานอื่น ๆ ที่เจ้าภาพจ้างไป เช่น งานทำบุญบ้านใหม่ ไปภาคอื่นด้วย อย่างเวลาลงกรุงเทพฯ ก็จะมีผู้จัดเขาจ้างไปลง 3 – 4 วัน งานจะไม่ไกลกันมาก แต่กรุงเทพฯ เล่นได้ถึงเที่ยงคืน ปกติเล่นถึงสว่าง”

ในช่วงแรกที่เพชรเม็ดใหม่ในวงการเริ่มเฉิดฉาย ชื่อต้นของเธอเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจากพ่อแก่แม่เฒ่าไม่น้อย หลายคนลุกลี้ลุกลนที่จะได้รู้จักนางเอกอายุ 13 ที่มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น

“การที่เป็นลูกครึ่งและอายุน้อย หนูว่าน่าจะมีส่วนให้มีชื่อเสียงนะคะ คนที่เขามาดูพอรู้ว่าชื่อยูกิ ก็สงสัยและตื่นเต้นด้วยค่ะ บางคนก็มีเข้ามาถาม เราก็อธิบายให้เขาฟังไปว่าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น เลยชื่อยูกิ”

จากตัวสมทบ สู่ตัวหลักของการแสดงหมอลำ ความกดดัน ความตื่นเต้น เสียงติชม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพบเจอ

“วันแรกที่ได้ขึ้นเป็นนางเอก ตอนนั้นหนูไปเล่นอำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี เปิดวงปีที่ 2 ค่ะ ตอนนั้นรู้สึกกดดันมาก ๆ อยู่ในห้องแต่กับเสียงเพลงอย่างเดียวเลยค่ะ ซ้อมทั้งวัน กดดัน กลัวมันออกมาไม่ดีเลยซ้อม ๆ ตลอดเลยค่ะ” เธอยังจดจำเรื่องราวทุกรายละเอียดของวันนั้นได้เป็นอย่างดี

“พอแสดงเสร็จก็โล่งเลยค่ะ โล่งมาก ๆ ความรู้สึกตอนนั้นคือตื่นเต้นแล้วก็ดีใจ เหมือนมันตื้นตันใจอยู่ตลอดเวลาที่มีคนหน้าเวที แล้วก็ดีใจที่ตัวเองได้ขึ้นเป็นนางเอก คืนนั้นก็คือสั่นทั้งคืนเลยค่ะ”

เป็นธรรมดาของมือใหม่ที่ต้องประสบผลตอบรับทั้งแง่บวกแง่ลบ ยูกิได้เก็บคำวิจารณ์เหล่านั้นมาใช้ในการผลักดันตนเองให้มีพลังสู้ต่อ ชั่วเวลาไม่นานก็มีแม่ยกทยอยมาติดพันเธอ

“ก็มีทั้งคนชมแล้วก็คนตินะคะ ปน ๆ กันไป” ยูกิ เพ็ญผกา กล่าวยิ้ม ๆ “หนูก็จำทุกคำพูดของทุกคนที่มาหา เพราะหนูดีใจและปลื้มใจทุกครั้งที่มีคนมาให้กำลังใจ ประทับใจทุกคน ทุกคำพูดเลย”

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ภายในเวลาไม่กี่ปีที่ได้เลื่อนขั้นเป็นนางเอกประจำคณะ หมอลำสาวลูกครึ่งรายนี้ได้ตระเวนไปทั่วภาคอีสาน งานที่จังหวัดไหนเป็นอย่างไร เธอสาธยายได้เป็นฉาก ๆ

“ที่แสดงในอีสาน จะไปแถวอุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม อุบลราชธานีเป็นส่วนมากค่ะ อีสานใต้ก็ไปบ่อยเหมือนกัน แต่ละงานก็จะเหมือน ๆ กัน จังหวัดที่คนดูเยอะก็มีที่นครพนม บึงกาฬ แล้วก็หลายจังหวัด น่าจะเยอะหลายที่เลยค่ะ แต่หนูก็จำได้ไม่หมด

“เดินทางบ่อย ๆ ก็เหนื่อยอยู่ค่ะ อย่างเวลามีงานติดต่อกันหลายงาน ก็มีเพลียบ้างนิดหนึ่ง”

เสียงไก่ขันมักใช้เป็นสัญญาณของการแจ้งว่าเช้าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่เหล่าหมอลำใช้เสียงนี้เป็นสัญญาณของการจบการแสดงของพวกเขา

“วันที่มีแสดง หลังจากเล่นจนสว่างของงานที่แล้วมา หนูจะขึ้นรถมาล้างหน้า เสร็จแล้วหนูก็กินข้าวและนอนบนรถค่ะ พอถึงหน้างานก็ลงไปอาบน้ำ แต่งหน้าเตรียมขึ้นแสดงค่ะ แสดงทั้งคืนเลยถึงสว่างอีกเหมือนเดิมค่ะ แล้วก็นอนบนรถอีกเหมือนเดิม” ชีวิตที่วนลูปของเธอถูกบรรยายเหมือนวงกลมที่ไม่มีวันจบสิ้น แต่เปี่ยมไปด้วยพลังไฟที่เธอสนุกไปกับมัน

ภาพสวยงามบนเวทีหมอลำเบื้องหลังต้องแลกมาด้วยความยากลำบาก เสื้อผ้าสวยงามที่สวมใส่ต้องคอยปกป้องไม่ให้เลอะโคลนดินที่ชื้นแฉะจากฝนที่โหมกระหน่ำ เวทีที่ตกแต่งสวยงาม ด้านหลังต้องเนรมิตให้กลายเป็นเหมือนบ้านเพื่ออยู่อาศัยตลอดคืน

“ชีวิตหมอลำ นอนกลางดิน กินกลางทราย ถ่ายกลางทุ่งนาค่ะ ไปหน้างานบางวันมีแต่ป่า ห้องน้ำไม่มีเลย ลำบากในการเดินทาง ในการใช้ชีวิตอยู่หลังเวที มีบ้างที่มีฝนตก ขึ้นเวทีก็ต้องตากฝนเล่น แต่ถ้าฝนตกหนักก็ต้องหยุด เพราะไม่งั้นฉากเวทีมันอาจจะล้มทับคน อันตรายมากค่ะ” เธอถ่ายทอดชีวิตของหมอลำอีกด้านหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ “เวลานอนก็มีเต็นท์ที่กาง เป็นเต็นท์ส่วนตัว เต็นท์ใครเต็นท์มัน เอาผ้าสีฟ้า ๆ มาอ้อมเต็นท์ ปูเสื่อนอนกันในนั้น เหมือนเป็นบ้าน”

กาลเวลาผันเปลี่ยน ความคิด และความรู้สึกของผู้คนย่อมแปรเปลี่ยนตาม สิ่งที่เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของไทยกลับถูกคนไทยด้วยกันด้อยค่า มองเป็นของราคาถูก

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

“น่าจะมีช่วงหนึ่งที่มีดราม่าบ่อย ๆ ก็จะกดดันตัวเอง ชอบไปอ่านคอมเมนต์ที่เขาเมนต์มา เมนต์ดราม่า เมนต์ด่า แต่ช่วงหลัง ๆ ก็โฟกัสไปที่คนให้กำลังใจ พ่อกับแม่ก็จะคอยบอกว่าอย่าคิดมาก”

แม้จะมีอาชีพการงานที่หาเลี้ยงครอบครัวได้เป็นมั่นเหมาะ แต่ยูกิก็ยังไม่ทอดทิ้งการเรียนเฉกเช่นเยาวชนทุกคน เธอยังคงศึกษาด้านคอมพิวเตอร์ธุรกิจในวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่จังหวัดบ้านเกิด

ถึงอย่างไร ความฝันของเธอก็ยังคงมีหมอลำเป็นที่หนึ่งในใจเสมอ

“อยากมีชื่อเสียงโด่งดังค่ะ อนาคตที่วางไว้ก็น่าจะเกี่ยวกับครู อยากสอนหมอลำ”

อนาคตนั้นทำท่าจะเฉียดใกล้ความจริงเข้าไปทุกที ด้วยความเป็นคนกล้าฝัน กล้าลงมือทำ ตั้งใจจริง และไม่ละเลยความอ่อนน้อมถ่อมตน ผู้ใหญ่ในแวดวงหมอลำเพลงลูกทุ่งหลายคนจึงพากันเอ็นดูยูกิ และหยิบยื่นโอกาสแสดงฝีมือให้เธอเนือง ๆ หนึ่งในนั้นคือเจ้าของสมญา ‘ราชินีลูกทุ่งหมอลำ’ จินตหรา พูนลาภ ที่ยูกิออกปากเรียก ‘แม่จิน’ ได้โดยสนิทใจ

เธอเชื่อว่าต่อไปภายภาคหน้า ศิลปะการแสดงที่เธอรักอาจเป็นที่สนอกสนใจมากขึ้น จากการที่สื่อสังคมออนไลน์อย่าง TikTok นิยมเอาคลิปหมอลำไปเผยแพร่กัน

“หนูบังคับความคิดของใครไม่ได้ บางคนไม่ชอบหมอลำ ก็ไม่ได้บังคับให้มาชอบหมอลำ หนูเองแค่อยากอนุรักษ์ อยากสืบสานศิลปะของคนอีสานไว้ ถ้าไม่มีใครสืบสาน มันก็จะหายไป แล้วหนูเองก็ชอบของหนู ใครไม่ชอบก็ไม่เป็นไร” ความคิดที่ดูโตเกินวัยและแรงปราถนาอันแรงกล้าเปล่งออกมาจากสาวลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นจากเมืองชัยภูมิคนนี้

“อยากฝากสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักพวกเรานะคะ หมอลำเสียงวิหคถือว่าเป็นหมอลำน้องใหม่ของวงการหมอลำ เพิ่งตั้งมาได้ 3 ปี อาจจะผิดพลาดบ้าง อยากให้ทุกคนได้ลองมาดู ลองเปิดใจ และมาสนุกร่วมกัน การแสดงรับรองว่าน่าจะม่วน ติดตามคิวงานได้ที่เพจหมอลำเสียงวิหค มีอัปเดตทุก ๆ เดือน ใครไปดูหน้างานไม่ได้ก็มีไลฟ์ออนไลน์อยู่ตลอดค่ะ” นางเอกหมอลำหน้าละอ่อนเชิญชวนทิ้งท้าย

ความพยายามตลอดเส้นทางหมอลำของยูกิ จากจุดเริ่มต้นมันช่างยาวไกล ในระหว่างการเดินทางอาจเจอลูกรัง ดินทรุด การจราจรติดขัดบ้าง แต่ทุกอย่างเป็นเหมือนบทเรียนที่ทำให้เธอกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งมากขึ้น และถนนที่มีชื่อว่าหมอลำเส้นนี้คงมีความยาวอีกไกลแสนไกล ให้เธอได้โลดแล่นไปอีกนานแสนนาน

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

Writers

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Avatar

ธนกร จตุรงค์ชัยสถิต

นัก(เรียน)วิทยาศาสตร์ ที่อยากเป็น นักวิจัยการเล่าเรื่อง แต่ตอนนี้เป็นเป็ดที่อยากบินให้สูงเหมือนนก อยากตัวใหญ่ให้เหมือนห่าน

Photographer

Avatar

ทศพล คามะดา

เรียนจบมหาลัย ปี 2555 ทำอาชีพช่างภาพ มาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน เป็นคนอารมณ์ดี ชอบเลี้ยงแมวไว้ 2 ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load