หลังจากที่พวกเราชาวกรุงรอคอยการเปิดให้บริการของรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงกันมานาน ตั้งแต่เริ่มรู้จักโครงการครั้งแรกหลายสิบปีก่อนที่จะเห็นเป็นรูปเป็นร่างชัดเจน ถ้ามองดูการเปลี่ยนแปลงของมันไปเรื่อยๆ ก็นับนิ้วได้เกือบ 10 ปี จนโครงการที่เรียกว่าอภิมหาโปรเจกต์เกือบเสร็จสมบูรณ์ พร้อมให้ประชาชนได้ทดลองใช้บริการกันจริงๆ แล้ว หลังจากรอมานานแสนนาน นานจนเราจำได้ว่าเรียนจบใหม่ๆ แล้วตอนนี้คือ 30 กว่าแล้ว เฮ้อ ได้ใช้สักทีนะน้องนะ

โครงการระบบรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง คือการปรับให้รถไฟชานเมืองของ รฟท. ที่มีรอบค่อนข้างน้อย ใช้รถระบบดีเซล เป็นรถร้อน เปลี่ยนรูปแบบให้เป็นรถไฟปรับอากาศ เดินรถด้วยระบบไฟฟ้า รอบขบวนถี่ขึ้น มีทางวิ่งแยกเฉพาะ ไม่มีถนนตัดผ่าน ไม่ต้องเอาไม้กั้นลงหรือหยุดรอให้รถยนต์ผ่านไปก่อน แบบที่รถไฟชานเมืองดั้งเดิมต้องเผชิญ 

รู้จัก ‘หนูแดง’ รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง พร้อมเปิดให้บริการวิ่งรอบกรุงเทพฯ

นอกจากรถไฟชานเมืองสายสีแดงแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นมาพร้อมๆ กัน คือสถานีรถไฟกลาง ภายใต้ชื่อว่า ‘สถานีกลางบางซื่อ’ ที่ทำหน้าที่เป็นสถานี Terminal ของรถไฟสายสีแดง รถไฟทางไกลระหว่างเมือง และรถไฟความเร็วสูงในอนาคต เหมือนกับว่าการเปิดสถานีกลางบางซื่อและสายสีแดงในครั้งนี้เป็นการ ‘ย้ายบ้าน’ ของรถไฟจากสถานีเก่าแก่ใจกลางเมืองอย่าง สถานีกรุงเทพ หรือที่เรารู้จักกันว่าหัวลำโพง ให้มาบ้านใหม่ที่ไฉไลกว่า กว้างขวางกว่า และรองรับรถไฟได้มากกว่าเดิม

เพื่อเตรียมความพร้อมกับการใช้งาน (สักที) ในวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2564 นี้ เรามาทำความรู้จักกับรถไฟสายสีแดงให้มากกันขึ้นกว่าเดิมในฐานะ ‘เพื่อนใหม่’ กันดีกว่า

รู้จัก ‘หนูแดง’ รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง พร้อมเปิดให้บริการวิ่งรอบกรุงเทพฯ

เส้นสายรายสถานี

เส้นทางเดินรถของสายสีแดงนั้นแบ่งออกเป็น 2 เส้นทางหลัก (ตอนนี้) 

‘สายเหนือ’ (North Line) มีโค้ดสีแดงเข้ม เริ่มต้นจากสถานีกลางบางซื่อ ในชานชาลาที่ 3 และ 4 ลากเส้นไปตามทางรถไฟสายเหนือ ขนานถนนวิภาวดีไปแล้วเบี่ยงตัวออกเมื่อเลยสนามบินไปสุดทางที่รังสิต มีสถานีรายทางอยู่ทั้งหมด 10 ที่ อันได้แก่ สถานีจตุจักร วัดเสมียนนารี บางเขน ทุ่งสองห้อง หลักสี่ การเคหะ ดอนเมือง หลักหก (ม.รังสิต) และสถานีรังสิต 

‘สายตะวันตก’ (West Line) มีโค้ดสีแดงอ่อน เริ่มต้นจากสถานีกลางบางซื่อเช่นกัน ในชานชาลาที่ 9 และ 10 วกออกไปทางทิศตะวันตกตามแนวทางรถไฟสายใต้ของ รฟท. ผ่านบางซ่อน ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่พระนครเหนือ และไปสุดทางที่ตลิ่งชัน มีสถานีน้อยกว่าสายเหนือสิริรวมแค่ 4 สถานี อันได้แก่สถานีกลางบางซื่อ บางซ่อน บางบำหรุ และตลิ่งชัน

รู้จัก ‘หนูแดง’ รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง พร้อมเปิดให้บริการวิ่งรอบกรุงเทพฯ
เส้นทางรถไฟสายสีแดงที่เปิดในปัจจุบัน

เนื่องจากจุดมุ่งหมายของสายนี้ คือการเดินรถไฟร่วมกันระหว่างรถไฟฟ้าชานเมืองกับรถไฟทางไกลไปต่างจังหวัด ทำให้สถานีของรถไฟสายสีแดงจะมีอยู่ด้วยกัน 2 รูปแบบ โดยรูปแบบแรกมีเป็นส่วนใหญ่ของเส้นทางคือ มีเฉพาะรถไฟฟ้าสายสีแดงเท่านั้นที่จอดในสถานี ซึ่งเจ้าสายสีแดงก็จะส่งพวกคุณทุกคนที่ชานชาลาอย่างนุ่มนวล ก้าวขาขึ้นลงรถไฟด้วยชานชาลาสูงเสมอระดับพื้นรถที่ง่ายกับทุกคน

ส่วนสถานีอีกแบบจะจอดทั้งสายสีแดงและรถไฟทางไกล โดยมีชานชาลาแยกจากกัน สายสีแดงก็จอดชานชาลาหนึ่ง รถไฟปู๊นๆ ก็จอดอีกชานชาลาหนึ่ง ซึ่งในบรรดา 13 สถานีที่เปิดในรอบนี้ มีด้วยกันทั้งสิ้น 5 สถานีที่มีรูปแบบเช่นนี้ นั่นคือสถานีกลางบางซื่อ สถานีดอนเมือง สถานีรังสิต สถานีบางบำหรุ และสถานีตลิ่งชัน โดยจะมีแค่สถานีดอนเมืองกับรังสิตเท่านั้นที่แยกชั้นของชานชาลาอย่างชัดเจน ให้รถไฟฟ้าอยู่ชั้นหนึ่ง และรถไฟทางไกลอยู่อีกชั้นหนึ่ง ต่างกับอีก 3 สถานีที่เหลือที่ชานชาลารถไฟสองประเภทอยู่ในระดับเดียวกัน

รู้จัก ‘หนูแดง’ รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง พร้อมเปิดให้บริการวิ่งรอบกรุงเทพฯ
สถานีแบบที่มีรถไฟสายสีแดงจอดอย่างเดียว และรถไฟทางไกลวิ่งผ่านตรงกลาง
รู้จัก ‘หนูแดง’ รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง พร้อมเปิดให้บริการวิ่งรอบกรุงเทพฯ
สถานีที่มีทั้งรถไฟสายสีแดงและรถไฟทางไกลจอด ชั้นชานชาลารถไฟสายสีแดง 
รู้จัก ‘หนูแดง’ รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง พร้อมเปิดให้บริการวิ่งรอบกรุงเทพฯ
สถานีที่มีทั้งรถไฟสายสีแดงและรถไฟทางไกลจอด ชั้นชานชาลารถไฟทางไกล

นอกจากนั้นแล้ว สายสีแดงเขาก็ไม่ได้วิ่งเดี่ยวๆ เพราะเขาก็มีเพื่อนเป็นรถไฟฟ้าสายอื่นที่เข้ามาเชื่อมต่อเหมือนกัน ซึ่งก็มีอยู่ด้วยกัน 3 สถานีที่เป็นจุดเชื่อมต่อ เพื่อเปลี่ยนสายย้ายระบบไปสถานที่ต่างๆ ที่รถไฟฟ้าสายนั้นลากผ่าน

เริ่มกันที่ ‘สถานีกลางบางซื่อ’ เชื่อมต่อกับ MRT สายสีน้ำเงิน (หลักสอง-บางซื่อ-ท่าพระ) อันนี้สะดวกมาก เพราะทั้งสองสถานีคร่อมกันอยู่ พี่ MRT อยู่ข้างใต้ชนิดที่ว่า ถ้าเดินผ่านทางเชื่อมก็โผล่มาเจอ Paid Area ของสายสีแดงเลย 

ต่อมาคือ ‘สถานีหลักสี่’ ที่เชื่อมกับโมโนเรลสายสีชมพู (ศูนย์ราชการนนทบุรี-มีนบุรี) ตอนนี้อยู่ระหว่างการสร้าง ซึ่งสองสถานีนี้จะอยู่ห่างกันคนละฟากถนนวิภาวดีรังสิตด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ แต่ก็ไม่ต้องห่วง มีสะพานเชื่อมหากันเดินง่ายและสะดวก

สุดท้ายคือ ‘สถานีบางซ่อน’ ที่เชื่อมกับ MRT สายสีม่วง (เตาปูน-คลองบางไผ่) มีทางเดินเชื่อมหากันง่ายและสะดวกมากๆ 

นอกจากการเชื่อมโยงของรถไฟสองระบบแล้วนั้น ที่ ‘สถานีดอนเมือง’ก็ยังเชื่อมกับท่าอากาศยานดอนเมือง ด้วยสกายวอร์กที่ยาวข้ามถนนวิภาวดีรังสิตเข้าไปในลานจอดรถของ Terminal 2 ซึ่งในอนาคตนั้นตรงข้ามกับสถานีรถไฟก็จะเป็น Terminal 3 อีกด้วย

ไม่ใช่แค่รถไฟกับสนามบิน ในส่วนของรถเมล์ก็ยังเชื่อมต่อได้กับทุกสถานี รวมถึงสถานีที่ไม่เคยมีรถเมล์เข้าไป ก็จะมีการจัดเส้นทางเดินรถประจำทางใหม่ทั้งรถเมล์ ขสมก. รถเมล์เอกชน หรือแม้แต่รถประจำทางท้องถิ่น

รู้จัก ‘หนูแดง’ รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง พร้อมเปิดให้บริการวิ่งรอบกรุงเทพฯ

แม้ว่าตอนนี้สายสีแดงจะเปิดเพียงแค่ 2 สาย จริงๆ มันยังไม่สมบูรณ์ เส้นทางของมันจะเป็นเครื่องหมายบวก (+) ขนาดใหญ่ที่คร่อมทับกรุงเทพฯ ไว้ โดยมีจุดตัดที่สถานีกลางบางซื่อ ซึ่งตอนนี้ยังขาดส่วนทิศใต้จากบางซื่อไปหัวลำโพง และส่วนตะวันออกจากบางซื่อไปหัวหมาก ก็จะอยู่ในโครงการต่อขยาย ซึ่งมีแผนจะสร้างต่อในช่วงไม่กี่ปีนี้ หลังจากเปิดให้บริการในช่วงแรก 

ส่วนต่อขยายทิศเหนือนี่ก็สำคัญ มันต่อจากสถานีรังสิตไปจนถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) ทางด้านทิศตะวันตกก็ยืดต่อจากตลิ่งชันออกไปศาลายา และมีอีกสายไปที่ศิริราช รวมถึง Missing Link ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง และบางซื่อ-หัวหมาก ก็จะเป็นโปรเจกต์ถัดมา เมื่อสมบูรณ์แล้วก็จะทำให้การเดินทางจากปริมณฑลเข้ามาใจกลางเมืองง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก

รู้จัก ‘หนูแดง’ รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง พร้อมเปิดให้บริการวิ่งรอบกรุงเทพฯ
แผนที่โครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงทั้งสีแดงเข้ม (เหนือ-ใต้) และแดงอ่อน (ตะวันตก-ตะวันออก) แบบเต็มสมบูรณ์ครบตลอดโครงการ

หนูแดง ไฟแรงเฟร่อ

‘หนูแดง’ คือชื่อเรียกขานของบรรดาคนชอบรถไฟ อาจเป็นเพราะว่าหน้าตาของเจ้านั้นน่ารักตะมุตะมิ มีส่วนโค้งเว้า ใบหน้าดูออดอ้อนคล้ายหนอนชาเขียวชิเมะโจได๊ แต่เผอิญนางเป็นสีแดง และเป็นน้องสุดท้องในบรรดารถไฟฟ้าทั้งหมด ก็เลยได้สมญานามว่าหนูแดงไปเสียเลย 

หนูแดงเป็นขบวนรถไฟสีขาวคาดสีแดงสด หน้ารถมีสีดำดูทั้งอ่อนโยนและขึงขังในคราวเดียวกัน เป็นขบวนรถไฟที่ใช้สำหรับเส้นทางสายสีแดง เดินทางมาไกลจากบ้านเกิดที่ญี่ปุ่น ภายใต้โรงงานผลิตฮิตาชิที่เคยผลิตรถไฟให้พี่ไทยใช้กันมาแล้วหลายรุ่น ไม่ว่าจะรถจักรฮิตาชิรุ่นเก่า ฮิตาชิรุ่นใหม่ที่ใช้งานอยู่ แม้กระทั่ง ดีเซลรางฮิตาชิ ที่โลดแล่นอยู่ภาคอีสาน และล่าสุดนี้น้องใหม่ไฉไลไฟแรงเฟร่อก็มาประจำการเป็นเจเนอเรชันที่ 4

รู้จัก ‘หนูแดง’ รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง พร้อมเปิดให้บริการวิ่งรอบกรุงเทพฯ
รู้จัก ‘หนูแดง’ รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง พร้อมเปิดให้บริการวิ่งรอบกรุงเทพฯ

ขบวนรถไฟสายสีแดงมี 2 แบบ คือ รถความยาว 6 ตู้ (6 Cars Set) และรถความยาว 4 ตู้ (4 Cars Set) ซึ่งทั้งสองแบบนี้ใช้งานต่างกันในแต่ละสาย โดยรถแบบ 6 ตู้ จะวิ่งในเส้นทางสายเหนือ (North Line) จากบางซื่อถึงรังสิต ส่วนแบบ 4 ตู้จะวิ่งในเส้นทางสายตะวันตก (West Line) จากบางซื่อไปตลิ่งชัน ซึ่งทีมงานหนูแดงทั้งหมดนั้นมีด้วยกันทั้งสิ้น 25 ขบวน โดยขบวนรถแบบ 6 ตู้ มี 15 ชุด และขบวนรถแบบ 4 ตู้ มีด้วยกัน 10 ชุด

เจ้าหนูแดงขับเคลื่อนโดยใช้ไฟฟ้าแรงสูงเป็นพลังงาน มันรับไฟฟ้าจากสายไฟที่ห้อยอยู่เหนือหลังคารถไฟไปตลอดทาง ด้วยแรงดันไฟ 25,000 โวลต์ (25kV) เหมือนกับ Airport Rail Link ซึ่งแตกต่างจากรถไฟฟ้าในเมืองแบบรับไฟจากรางที่สามเฉกเช่น BTS MRT ที่มีแรงดันไฟฟ้าแค่ 750 โวลต์ โดยรถไฟที่รับไฟจากสายส่งเหนือหัวนั้น ข้อดีคือจะมีแรงไฟฟ้าสูง เหมาะกับรถไฟที่ใช้ความเร็วมากๆ และไม่ต้องมีโรงไฟฟ้าย่อยเยอะ เพราะแรงดันส่งไปได้ไกล 

เจ้าหนูแดงนั้นสามารถทะยานความเร็วไปได้ถึง 160 กม./ชม. ได้สบายๆ แต่ในการให้บริการนั้นจะลดความเร็วลงมาที่สูงสุด 100 – 140 กม./ชม. ตามแต่ช่วงทาง ถ้าในเมืองสถานีถี่หน่อย ก็ประคองได้ราวๆ 100 – 120 แต่ถ้านอกเมืองสถานีห่างก็อัดได้ 140 เลย

รู้จัก ‘หนูแดง’ รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง พร้อมเปิดให้บริการวิ่งรอบกรุงเทพฯ
รู้จัก ‘หนูแดง’ รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง พร้อมเปิดให้บริการวิ่งรอบกรุงเทพฯ

มาต่อกันที่ห้องโดยสาร มีคนบอกว่านิฮงมาก ญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น แหงล่ะก็นางเกิดที่ญี่ปุ่นนี่

ที่นั่งข้างในเป็นเหมือนกับรถไฟฟ้าทั่วไปที่หันหลังให้กับหน้าต่างอารมณ์รถสองแถว เก้าอี้สีแดงแรงฤทธิ์ มีราวจับ ตัวล็อกวีลแชร์สำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการ และมีสิ่งหนึ่งที่แตกต่างกับรถไฟฟ้าที่ไทยมี นั่นคือ ‘หิ้งวางของเหนือที่นั่ง’ ติดตั้งไว้สำหรับผู้ที่มีสัมภาระเยอะ เพื่อเพิ่มที่ว่างในการยืน และไม่ให้สัมภาระเกะกะบนพื้นด้วยเวลาที่มีคนใช้บริการมาก 

อีกเรื่องหนึ่งที่เรารู้สึกชอบมากๆ ในตัวเจ้าหนูแดง คือขนาดหน้าต่างที่ใหญ่มาก เป็นส่วนดีที่ทำให้บรรยากาศของการเดินทางนั้นไม่อึดอัด รู้สึกโปร่ง โล่งสบาย และไม่ต้องกลัวร้อนด้วย เพราะฟิล์มกรองแสงที่ติดมานั้นลดทอนความร้อนจากแสงแดดประเทศไทยได้เป็นอย่างดี และสบายตาที่จะมองออกไปข้างนอกอีกด้วย

รู้จัก ‘หนูแดง’ รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง พร้อมเปิดให้บริการวิ่งรอบกรุงเทพฯ

ความถี่ของขบวนรถไฟ (Headway) ก็อยู่ราวๆ 10 – 15 นาทีต่อขบวนตามแต่สถานการณ์ ถ้าบีบสุดๆ ก็จะอยู่ราวๆ 6 นาทีต่อขบวน นั่นหมายความว่า ถ้าเราตกรถไฟไปแล้วขบวนหนึ่งก็ไม่ต้องรอนาน 

ถ้าว่ากันในเรื่องของเวลาการเดินทาง สำหรับเส้นทางบางซื่อ-รังสิต ใช้เวลาเดินทางประมาณ 25 นาที ส่วนบางซื่อ-ตลิ่งชัน ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ซึ่งน้อยกว่าเวลารถไฟชานเมืองดั้งเดิมที่วิ่งซะอีก ของเดิมนั้นจากบางซื่อไปรังสิตด้วยรถไฟชานเมืองสายเหนือและสายอีสาน จะใช้เวลา 40 นาที ซึ่งสายสีแดงทำเวลาได้น้อยกว่าเดิม 15 นาที ส่วนของสายตะวันตกก็ไม่น้อยหน้า รถไฟชานเมืองสายใต้จากบางซื่อไปตลิ่งชัน เดิมใช้วลาประมาณ 20 – 23 นาที แต่เจ้าสายสีแดงใช้เวลาลดลงไปถึง 8 นาที 

ลองคิดดูนะว่าระยะทางสั้นๆ แค่นี้ยังลดเวลาการเดินทางไปได้หลายนาที แล้วถ้าเส้นสายมันไปไกลขึ้นถึงอยุธยา ฉะเชิงเทรา นครปฐม ตามแผนโครงการทั้งหมด จะลดเวลาการเดินทางจากเมืองรอบนอกนั้นในหน่วยชั่วโมงกว่าเหลือลงเท่าไหร่ และจะยิ่งทำให้การเดินทางด้วยรถไฟจากชานเมืองเข้ามาถึงในเมืองสะดวกและรวดเร็วขึ้นจริงๆ

ขอฝากความหวังไว้ที่เธอ หนูแดงไฟแรงเฟร่อ!!

รู้จัก ‘หนูแดง’ รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง พร้อมเปิดให้บริการวิ่งรอบกรุงเทพฯ

จับมือไว้แล้ว (ปรับตัว )ไปด้วยกัน

เรื่องแรกก็คงเป็นการได้ใช้รถไฟที่มีรอบถี่มากขึ้นในเส้นทางเดิม จากที่นานๆ จะมีรถไฟผ่านมาสักทีให้เราได้นั่ง หรือต้องรอรถไฟปู๊นๆ ผ่านมา เราก็เดินขึ้นสถานีสายสีแดง แล้วเดินทางด้วยรถไฟที่มีให้บริการทั้งวัน (ช่วงเวลาหลังเปิดเต็มรูปแบบจะให้บริการ 6.00 – 24.00 น.) แถมยังใช้เวลาในการเดินทางน้อยลงด้วย ไม่ต้องรอที่สถานีเป็นชั่วโมงเพื่อให้ตรงกับรอบรถ

สำรวจระบบรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงที่เปิดใช้งานใหม่ ทำให้การเดินทางเข้าออกเมืองหลวงง่ายและสะดวกสบายขึ้นสำหรับทุกคน
การเดินรถไฟร่วมกันระหว่างรถไฟฟ้าสายสีแดง และรถไฟทางไกล บนทางเดียวกัน

เรื่องที่สอง เมื่อย้ายบ้านก็ต้องปรับตัวใหม่ การย้ายสถานีหลักจากสถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) มาที่สถานีกลางบางซื่อก็ต้องปรับตัวเหมือนกัน แม้ว่าในช่วงแรกเมื่อเปิดสายสีแดงนั้น รถไฟทางไกลจะยังไม่เริ่มย้ายมาก็ตาม ในช่วง Soft Opening วันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2564 นี้ สถานีกลางบางซื่อจะขอเปิดบ้านให้กับน้องหนูแดงประเดิมก่อน ส่วนรถไฟปู๊นๆ ยังใช้บ้านเดิมที่หัวลำโพงอยู่ ยังวิ่งบนเส้นทางเดิม บนพื้น ไม่ลอยฟ้า ยังพบยังเจอรถราตามท้องถนนที่ต้องรอหลังไม้กั้นติ๊งๆ อยู่

แต่พอปลายปีปั๊บ เปิดใช้งานเต็มรูปแบบ เจ้ารถไฟปู๊นๆ ก็จะขยับขยายย้ายตัวเองแล้ว โดยรถไฟประเภทรถด่วน รถเร็ว รถนอน อะไรพวกนี้ จะมาใช้สถานีกลางบางซื่อเป็นต้นทาง รวมถึงการโยกย้ายขึ้นไปวิ่งบนทางยกระดับ ตั้งแต่สถานีกลางบางซื่อจนถึงดอนเมืองอีกด้วย 

จากที่เราคุ้นว่ารถไฟปู๊นๆ จะวิ่งบนพื้นดินปุเลงไปก็จะเป็นรถไฟวิ่งลอยฟ้าแทน อันนี้ดีมากๆ เพราะนอกจากจะไม่ต้องเจอกับไม้กั้นถนนให้เสียเวลา มันยังทำเวลาได้ดีขึ้นแบบซิ่งๆ เลย ด้วยเพราะถูกกำหนดให้จอดเพียงแค่สถานีกลางบางซื่อ ดอนเมือง และรังสิต ทำให้เวลาในการเดินทางลดลงไปพอสมควร แถมจะตรงเวลามากขึ้น เพราะไม่มีปัจจัยภายนอกมาทำให้ต้องชะลอความเร็วโดยไม่จำเป็น

สำรวจระบบรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงที่เปิดใช้งานใหม่ ทำให้การเดินทางเข้าออกเมืองหลวงง่ายและสะดวกสบายขึ้นสำหรับทุกคน

แต่สำหรับคนที่เคยขึ้นรถไฟไปต่างจังหวัดที่สถานีบางเขนและหลักสี่ อาจจะต้องปรับตัวกันนิดหนึ่ง เพราะรถไฟเหล่านั้นจะไม่จอดสองสถานีนี้แล้ว คุณต้องไปขึ้นที่บางซื่อหรือว่าดอนเมืองแทน โดยการนั่งรถไฟสายสีแดงต่อไปสถานีนั้นๆ

ส่วนหัวลำโพงของเราจะเป็นอย่างไร เขาไม่ได้ปิดตัวแต่อย่างใด ยังมีรถไฟชานเมืองคนคนทำงานในช่วงเช้าและเย็นวิ่งทะลุเข้าไปถึงสถานีเดิมอยู่ รวมถึงรถไฟสายตะวันออกบางขบวน สิริแล้วทั้งสิ้น 22 ขบวน นั่นหมายความว่า ข่าวลือที่บอกว่าหัวลำโพงปิดตัวให้ลืมไปได้เลย เพราะเขาจะไม่ปิดอย่างแน่นอน แค่ลดสถานะจากบ้านใหญ่กลายเป็นบ้านเล็กแค่นั้น

สำรวจระบบรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงที่เปิดใช้งานใหม่ ทำให้การเดินทางเข้าออกเมืองหลวงง่ายและสะดวกสบายขึ้นสำหรับทุกคน

เรื่องที่สามคงเป็นการปรับตัวที่น่าจะใหญ่ที่สุด ก็คงเป็นการต้องเช็กว่ารถไฟที่เราจะขึ้นนั้นออกจากสถานีไหนนั่นแหละ คล้ายๆ กับการย้ายสนามบินจากดอนเมืองไปสุวรรณภูมิ ก็ต้องเช็กดีๆ ว่าไฟลต์ของเราออกจากสนามบินไหน รถไฟในอนาคตก็เช่นกัน 

มาถึงตรงนี้ก็คงรู้จักกับเจ้าหนูแดงมากขึ้นแล้วใช่ไหม งั้นเรามานับถอยหลังรอการเดินทางกับเพื่อนใหม่ ‘รถไฟฟ้าสายสีแดง’ กันดีกว่า ช่วงระหว่างก่อนที่น้องจะให้เราได้ใช้บริการกัน น้องก็ผ่านการซ้อมวิ่งกันอย่างหนักหน่วง ไม่ว่าจะตัวน้องหนูแดงเอง หรือแม้กระทั่งพี่ๆ พนักงานขับหนูแดง หรือพี่ๆ พนักงานสถานีและควบคุมการเดินรถ ที่ซุ่มซ้อมกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้ทุกคนได้นั่งรถไฟฟ้าชานเมืองสายที่ทุกคนตั้งตารอคอยมาสิบปี 

ถ้าหากเราเห็นน้องซ้อมวิ่งผ่านไปผ่านมา ลองเงี่ยหูฟัง เราอาจจะได้ยินน้องบอกกับเราผ่านลมมาว่า 

 “どうぞ  よろしく おねがいします。” (ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ)

สำรวจระบบรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงที่เปิดใช้งานใหม่ ทำให้การเดินทางเข้าออกเมืองหลวงง่ายและสะดวกสบายขึ้นสำหรับทุกคน
สำรวจระบบรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงที่เปิดใช้งานใหม่ ทำให้การเดินทางเข้าออกเมืองหลวงง่ายและสะดวกสบายขึ้นสำหรับทุกคน

ภาพ : ปุณวัฒน์ อิ้วชาวนา, นราธิป แสงน้อย

เกร็ดท้ายขบวน 

  1. ช่วง Soft Opening มีรถไฟให้บริการ 6.00 – 19.30 น. ของทุกวัน และนั่งฟรีด้วยกันถึง 3 เดือน โดยกำหนดเที่ยวรถไฟเอาไว้ให้ช่วงเวลาเร่งด่วน (7.00 – 9.00 และ 17.00 – 19.30) มีรถให้บริการทุก 15 นาที นอกช่วงเวลานั้นมีให้บริการทุก 30 นาที อันเป็นผลมาจากนโยบายลดการเดินทางในช่วงโควิด-19
  2. ตู้จำหน่ายตั๋วของสายสีแดง แบ่งออกเป็น 2 แบบ แบบหนึ่งขายอย่างเดียว ส่วนอีกแบบหนึ่งเติมเงินอย่างเดียว และสามารถเติมเงินผ่านบัตรเครดิตผ่านตู้ได้เป็นระบบแรกของไทย

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

เราไม่ได้นั่งรถไฟพัดลมกลับบ้านที่ต่างจังหวัดมานานแล้ว

เราเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด ใช้ชีวิตตั้งแต่เด็กยันตอนนี้ก็ 30 กว่าปีเข้าไปแล้ว ตอนเด็ก ๆ ต้องแบ่งชีวิตช่วงปิดเทอมหน้าร้อนหอบผ้าหอบผ่อนไปอยู่ที่พิจิตร ซึ่งเป็นบ้านตากับยายและพี่สาว อย่างน้อยก็ปีละ 1 – 2 สัปดาห์ ไม่แน่ใจว่าการโดนส่งไปอยู่พิจิตรนั้น เป็นเพราะอยากให้ไปใช้ชีวิตในอีกแบบหนึ่งบ้าง หรือที่บ้านไม่อยากให้อยู่ด้วยกันแน่ แต่ที่แน่ ๆ บ้านตาและยายที่พิจิตร คือสารตั้งต้นความคลั่งรักรถไฟที่ทำให้เราได้มาเขียนอะไรให้พวกคุณอ่านอยู่ตรงนี้

ทุก ๆ ครั้ง พ่อจะหนีบเราขึ้นรถไฟเที่ยวเช้าสุด เป็นรถเร็วขบวน 101 กรุงเทพ-เชียงใหม่ ตีตั๋วไปลง ‘สถานีตะพานหิน’ จังหวัดพิจิตร ขบวนนี้ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง สักเที่ยง ๆ ก็ถึงตะพานหินแล้ว เราสองคนพ่อลูกจะต้องไปขึ้นรถไฟที่สถานีกรุงเทพ พ่อพร่ำบอกเสมอว่าจะได้มีที่นั่ง ซึ่งการจองที่นั่งของพ่อนับว่าเป็นนวัตกรรมเฉพาะบ้านมาก ๆ นั่นคือเมื่อรถไฟค่อย ๆ ไหลเข้ามาเทียบที่ชานชาลา พ่อจะอุ้มเราโยนผ่านหน้าต่างเข้าไปที่เก้าอี้ เพื่อให้ลูกเป็นตัวจองที่

ใช่ คุณอ่านไม่ผิด พ่อเราทำแบบนี้จริง ๆ แล้วก็ได้ที่นั่งริมหน้าต่างสมใจลูกทุกครั้งด้วย เพราะพ่อรู้ว่าลูกชอบเอาหน้าโกรกลมริมหน้าต่างเป็นชีวิตจิตใจ ตลอดการเดินทางพ่อไม่ต้องห่วงกังวลเลยว่าเด็กน้อยจะงอแง เพราะเมื่อไหร่ที่อยู่บนรถไฟ ก็เหมือนถูกสะกดเอาไว้อย่างอยู่หมัด

นั่งรถไฟไปสถานีตะพานหิน พร้อมลายแทงเมนูลับที่ต้องพรีออเดอร์ตั้งแต่เช้าตรู่เท่านั้น

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน ในวัย 35 ปี

ปกติแล้วเรานั่งรถด่วนพิเศษที่เรียกกันติดปากว่า ‘สปรินเตอร์’ กลับบ้าน มันเป็นรถแอร์ มีอาหารบริการ จอดน้อยมากเพียงแค่สถานีประจำจังหวัดและอำเภอขนาดใหญ่ ใช้เวลาเดินทางเพียง 4 ชั่วโมงถึงตะพานหิน มีทั้งรอบเช้าและรอบสายให้เลือก แต่ตอนนี้เราไม่มีตัวเลือก เพราะความชะล่าใจที่ดันไม่ได้จองตั๋วล่วงหน้านาน ๆ บวกกับเป็นวันหยุดยาว ทำให้รถด่วนพิเศษเต็มไปเรียบร้อย เหลือเพียงรถนั่งชั้น 2 พัดลมของรถเร็วที่ 111 กรุงเทพ-เด่นชัย เท่านั้น

ตัดสินใจไม่ยาก…เราไม่ได้อยากนั่งชั้น 3 ถึง 5 ชั่วโมง ต่อให้เป็นแฟนคลับรถไฟขนาดไหน แต่การนั่งหลังตรงเด่ไปจนถึงตะพานหินในวัย 35 มันทรมานร่างกายแน่นอน รถนั่งชั้น 2 พัดลมแบบปรับเอนได้จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้

รถเร็วที่ 111 หรือที่เรียกกันติดปากว่าขบวนตองหนึ่ง วิ่งไปบนเส้นทางเดิมที่วิ่งมานับสิบ ๆ ปี การนั่งรถพัดลมในวันที่อากาศเย็นเพราะฝนตกมาตั้งแต่เมื่อคืน ทำให้การเดินทางวันนี้ไม่ได้เลวร้ายอะไร สมัยที่นั่งรถไฟกับพ่อ เราตื่นเต้นกับวิวสองข้างทางและรถไฟที่วิ่งสวนกันมาก ความสนใจของเด็กชายแฮมสร้างกิจกรรมแปลก ๆ ขึ้นมา คือเด็กคนนี้ไม่ท่องสูตรคูณ แต่ท่องชื่อสถานีรถไฟตั้งแต่กรุงเทพฯ ถึงตะพานหินและท่องเรียงลำดับได้แบบไม่ผิดเพี้ยนตั้งแต่อยู่ ป.6 สูตรคูณก็ยังท่องได้ไม่เป๊ะขนาดนี้ นับเป็นความสามารถพิเศษที่ต่อเนื่องมาจนถึงตอนนี้ เราจดจำวิวสองข้างทางได้ และทันทีที่เห็นก็บอกได้เลยว่าคือที่ไหน

นั่งรถไฟไปสถานีตะพานหิน พร้อมลายแทงเมนูลับที่ต้องพรีออเดอร์ตั้งแต่เช้าตรู่เท่านั้น
ทางระหว่างสถานีบ้านหมอกับสถานีหนองโดน จ.สระบุรี

จากกรุงเทพฯ เพียง 2 ชั่วโมงกว่า ๆ รถไฟก็มาถึงสถานีชุมทางบ้านภาชี ที่นี่เป็นทางแยกระหว่างสายเหนือกับสายอีสาน สมัยก่อนเมื่อรถไฟมาถึงบ้านภาชี สิ่งที่ผู้โดยสารเกือบทั้งขบวนที่เป็นขาประจำต้องทำกัน คือโผล่หัวออกไปนอกหน้าต่างเพื่อรอซื้อไอติมกะทิหอมหวานมันในถ้วยสีชมพู นี่คือไอติมบ้านภาชีที่ลือชื่อ เรียกได้ว่าหากนั่งรถไฟผ่านสถานีนี้แล้วไม่ซื้อไอติมเท่ากับผิดประเพณีเป็นอย่างมาก

แต่วันนี้ไม่มีไอติมบ้านภาชีมาอยู่ริมหน้าต่างเหมือนแต่ก่อนแล้ว เพราะหมดสัญญาขายกับสถานีและไม่มีการสานต่อ จึงปิดตำนานไอติมกะทิราคา 5 บาท ที่ต้องแย่งกันซื้อให้ทันเวลารถออก

นั่งรถไฟไปสถานีตะพานหิน พร้อมลายแทงเมนูลับที่ต้องพรีออเดอร์ตั้งแต่เช้าตรู่เท่านั้น

จากบ้านภาชี รถไฟเดินทางมาถึงสถานีลพบุรี ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดเขตรถไฟทางคู่ ถัดไปนิดหนึ่งเป็นพระปรางค์สามยอดที่มีฝูงวานรเจ้าถิ่นนั่งเป็นพนักงานต้อนรับริมทางรถไฟกันเนืองแน่น คอยสบตาคนบนรถไฟด้วยหวังว่าจะมีใครโยนอะไรให้กินบ้าง จากลพบุรีไปจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น คือการก่อสร้างรถไฟทางคู่ เดิมทีเมื่อพ้นสถานีลพบุรีไปแล้ว ทางรถไฟจะเป็นทางเดี่ยวยาวไปจนถึงเชียงใหม่ ถ้ารถไฟจะสวนกันก็ต้องมีขบวนหนึ่งรอหลีกที่สถานี เพื่อให้อีกขบวนสวนหรือแซงไป การสร้างรถไฟทางคู่จะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยลดเวลาการเดินทางลงไปได้พอสมควร รถสวนกันได้สบาย ๆ แถมมีสถานีใหญ่เพียงพอรองรับการใช้งาน แต่ติดอยู่เรื่องเดียวคือ เมื่อทางมี แต่เรา ๆ ก็อยากได้รถไฟใหม่ ๆ มาเพิ่ม เพื่อที่การเดินทางด้วยรถไฟจะได้สะดวกและครบวงจรมากขึ้น

นั่งรถไฟไปสถานีตะพานหิน พร้อมลายแทงเมนูลับที่ต้องพรีออเดอร์ตั้งแต่เช้าตรู่เท่านั้น
โดนรถด่วนแซงซะแล้วที่สถานีห้วยแก้ว
นั่งรถไฟไปสถานีตะพานหิน พร้อมลายแทงเมนูลับที่ต้องพรีออเดอร์ตั้งแต่เช้าตรู่เท่านั้น
เกษตรกรรมริมทางรถไฟแถวช่องแค

มีเรื่องหนึ่งที่แอบคิดว่า ถ้ารถไฟทางคู่เสร็จ แล้วมีรถไฟใหม่ ๆ มา วิถีชีวิตของชาวบ้านที่ขายของกับรถไฟเพื่อให้คนนั่งได้อิ่มท้อง จะยังคงอยู่หรือเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน ว่าไปแล้วเรื่องที่เกี่ยวโยงผูกพันระหว่างคนกับรถไฟ นอกจากเรื่องเส้นทางที่เข้าถึงชุมชนระหว่างทางแล้ว ก็คงเป็นเรื่องอาหารการกินที่ขายโดยคนในพื้นที่และเป็นของดีที่อยู่ในพื้นที่นั้น ๆ

นอกจากไอติมบ้านภาชีที่กล่าวไปแล้ว ของกินอันทรงคุณค่าของทางรถไฟสายเหนือช่วงผ่านที่ราบภาคกลาง สะท้อนลักษณะวัฒนธรรมทางอาหารออกมาได้อย่างชัดเจน อาหารกล่องส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นข้าวผัดหรือกะเพราโปะด้วยไข่ดาว บ้างก็มีของกินเล่นเป็นข้าวเหนียวหมูทอดเนื้อทอดช่วงสถานีอยุธยา ขนมบ้าบิ่นมะพร้าวอ่อนที่สถานีท่าเรือ ขนมจีบหมูสถานีบางมูลนาก

ที่ประทับใจสุดคงมีอยู่ 2 อย่าง

อย่างแรกคือข้าวกะเพราหมูเกี้ยมฉ่ายร้านเจ๊จู๊ดที่สถานีช่องแค ร้านนี้เขารู้กันว่าถ้าดุ่ม ๆ มากินหรือนึกกินเดี๋ยวนั้นไม่ได้ ต้องพรีออเดอร์ล่วงหน้าเท่านั้น ถ้าเป็นขาประจำเขาจะโทรสั่งเลย แล้วให้แม่ค้ามาส่งที่หน้าต่างรถไฟ แต่เราไม่มีเบอร์ร้าน เลยต้องโทรหาเพื่อนให้เป็นธุระจัดการให้ และแน่นอนว่าพรีออเดอร์ตั้งแต่กรุงเทพฯ หมูกรอบก็หมด! อะ อย่างน้อยได้กินหมูสับก็ยังดี

ข้าวห่อมาในกระดาษหนังสือพิมพ์ (วันนี้เป็นหนังสือพิมพ์เกาหลีแฮะ) รสชาติอร่อยมาก โรยน้ำปลาพริกหน่อยคือเด็ดดวง

นั่งรถไฟไปสถานีตะพานหิน พร้อมลายแทงเมนูลับที่ต้องพรีออเดอร์ตั้งแต่เช้าตรู่เท่านั้น

อันที่ 2 ของกินเล่นออร์แกนิกอย่างฝักบัว (ฝักดอกบัวที่ไม่ใช่ฝักบัวอาบน้ำอะ) ที่ต้องละเมียดแงะออกมาทีละเม็ด กินรสชาติจืด ๆ มัน ๆ ซึ่งถ้าเมื่อไหร่เห็นแม่ค้าห้อยฝักบัวขึ้นมาขาย นั่นคือเรากำลังใกล้ดินแดนนครสวรรค์ขึ้นทุกที แล้วเจ้าฝักบัวพวกนี้เป็นดัชนีบ่งบอกของท้องถิ่นได้ด้วยนะ เพราะนครสวรรค์ พิจิตร ยันพิษณุโลก เป็นพื้นที่ที่มีดอกบัวธรรมชาติขึ้นเยอะมาก ทั้งท้องนา คลอง หรือแม้แต่บึงบอระเพ็ด บึงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งเราจะเห็นวิวของบึงได้ผ่านหน้าต่างรถไฟ

บึงบอระเพ็ดและดงดอกบัว แต่ไม่มีจระเข้ในภาพนะ
นั่งรถไฟไปสถานีตะพานหิน พร้อมลายแทงเมนูลับที่ต้องพรีออเดอร์ตั้งแต่เช้าตรู่เท่านั้น

บึงบอระเพ็ดนี้นอกจากจะเป็นแหล่งระบบนิเวศที่ใหญ่มโหฬารของภาคกลางแล้ว ยังมีจระเข้น้ำจืดธรรมชาติอาศัยอยู่ด้วย พ่อเล่าให้ฟังว่าสมัยจีบแม่ใหม่ ๆ เมื่อนั่งรถไฟผ่านก็จะเห็นจระเข้มาอาบแดดอยู่ตามตลิ่งบึงริมทางรถไฟ แต่ตอนนี้คงไม่เห็นภาพแบบนั้นแล้ว ด้วยจำนวนประชากรจระเข้ที่ลดลง รวมถึงการรุกเข้ามาของชุมชน ทำให้เจ้าชาละวันทั้งหลายต้องย้ายที่อยู่อาศัยไปอยู่ในส่วนที่ไม่มีการรบกวน

นึกภาพไม่ออก ถ้านั่งรถไฟแล้วเห็นจระเข้ตากแดดอยู่ริมตลิ่งในระยะที่ตามองเห็นได้ ฉันจะรู้สึกยังไงกันวะ

นั่งรถไฟไปสถานีตะพานหิน พร้อมลายแทงเมนูลับที่ต้องพรีออเดอร์ตั้งแต่เช้าตรู่เท่านั้น

ทางรถไฟสายเหนือตั้งแต่ปากน้ำโพเป็นต้นไปตัดไล่ไปตามแนวแม่น้ำน่าน มีชุมชนสำคัญ ๆ ที่เติบโตไปพร้อม ๆ กับแม่น้ำน่านและรถไฟหลายแห่ง หลายคนคงคุ้นเคยกันจากละครเรื่อง กรงกรรม ไม่ว่าจะเป็นทับกฤช ชุมแสง ชุมชนขนาดย่อม ๆ โซนสุดท้ายของจังหวัดนครสวรรค์ที่เป็นฉากหลังของแม่ย้อยและซ้อเรณู ก่อนเข้าสู่จังหวัดพิจิตรที่บางมูลนาก

บ่ายโมงเศษ ๆ เรามาถึงสถานีตะพานหิน สถานีรถไฟที่เคยได้ชื่อว่าใหญ่ที่สุดในพิจิตร และใหญ่กว่าสถานีประจำจังหวัดอย่างสถานีพิจิตรด้วย ในจังหวัดพิจิตรมีรถไฟผ่านเพียง 3 อำเภอ คือ บางมูลนาก ตะพานหิน และเมืองพิจิตร โดยมีสถานีสำคัญในจังหวัดอันเป็นที่ตั้งของชุมชนเก่าแก่แต่ดั้งเดิม ได้แก่ สถานีบางมูลนาก ตะพานหิน หัวดง วังกรด พิจิตร และท่าฬ่อ

สถานีตะพานหินเป็นสถานีระดับอำเภอ ความยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่เกรียงไกรของตะพานหิน คือการมีถนนสายหลักที่เดินทางต่อไปยังจังหวัดเพชรบูรณ์เข้ามาสิ้นสุดในตลาด ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่านละแวกเดียวกับสถานีรถไฟ ในอดีตเส้นทางรถไฟเป็นเส้นทางหลักในการเดินทาง และถนนทำหน้าที่เป็นเส้นเลือดฝอยส่งต่อคนจากระบบรางไปยังพื้นที่ที่ไม่มีราง เพชรบูรณ์ก็เป็นหนึ่งในนั้น เมื่อลงรถไฟแล้วจะมีรถประจำทางรับคนเดินทางต่อไปเขาทราย ชนแดน ข้ามเขารัง ไปวังชมภู ไปเพชรบูรณ์ ไปหล่มสัก คนเพชรบูรณ์ที่จะนั่งรถไฟก็ต้องมาขึ้นรถไฟที่สถานีตะพานหินนี่แหละ นอกจากนั้น ตะพานหินยังเป็นสถานีรับแร่ยิปซัมขนส่งทางรถไฟอีกด้วย เลยทำให้เมืองตะพานหินคึกคัก เป็นชุมชนเศรษฐกิจ จะเห็นได้ว่ามีอาคารพาณิชย์ในพื้นที่ฝั่งตลาดเต็มไปหมด

นั่งรถไฟไปสถานีตะพานหิน พร้อมลายแทงเมนูลับที่ต้องพรีออเดอร์ตั้งแต่เช้าตรู่เท่านั้น
นั่งรถไฟไปสถานีตะพานหิน พร้อมลายแทงเมนูลับที่ต้องพรีออเดอร์ตั้งแต่เช้าตรู่เท่านั้น
นั่งรถไฟไปสถานีตะพานหิน พร้อมลายแทงเมนูลับที่ต้องพรีออเดอร์ตั้งแต่เช้าตรู่เท่านั้น

เกร็ดน่ารู้ของสถานีตะพานหินคือ อาคารสถานีสร้างพร้อมอาคารสถานีเด่นชัยเพื่อทดแทนอาคารไม้เดิม และมีพิธีเปิดใช้อาคารใหม่ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2500 ซึ่งตรงกับวันชาติ เดิมทีอาคารสถานีอยู่ทางทิศตะวันตกของทางรถไฟฝั่งเดียวกับตลาด ลงรถไฟปั๊บก็เข้าสถานี แล้วเดินเข้าตลาดได้เลย แต่ด้วยความที่มีภารกิจด้านการขนส่งมาก จึงต้องขยายย่านสถานีให้พร้อมรับกิจกรรมทุกรูปแบบ ทั้งโดยสารและสินค้า เปลี่ยนตำแหน่งอาคารสถานีให้ไปอยู่ด้านทิศตะวันออกแทน ติดกับฝั่งท่ารถไปเพชรบูรณ์ แถมด้วยสะพานไม้ข้ามย่านสถานีรถไฟ ถ้าหากมีขบวนรถไฟจอดอยู่ก็ให้คนขึ้นสะพานไม้ข้ามไปฝั่งตลาดได้

สะพานลอยข้ามย่านสถานีรถไฟอาจไม่ใช่ของแปลกใช่ไหมครับ เพราะหลายสถานีที่มีย่านขนาดใหญ่ เช่น สุราษฎร์ธานี หาดใหญ่ นครราชสีมา หรือสถานีรถไฟทางคู่ยุคใหม่ ๆ ต้องมีสะพานลอย แต่วัสดุนี่แหละที่แตกต่างจากที่อื่น เดิมทีสะพานลอยพวกนี้สร้างขึ้นด้วยไม้และเปลี่ยนเป็นเหล็กหรือคอนกรีต แต่ที่ตะพานหินยังคงเป็นสะพานโครงสร้างไม้เหลืออยู่แห่งเดียวในประเทศ และเป็นแห่งสุดท้ายแล้วจริง ๆ จึงกลายเป็น สะพานไม้ที่ตะพานหิน’ อันเป็นเอกลักษณ์ของสถานีนี้

สะพานไม้ข้ามย่านสถานีที่เหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย

ความสำคัญของตะพานหินสะท้อนออกมาด้วยการมีขบวนรถไฟมายังปลายทางเป็นของตัวเอง นั่นคือรถธรรมดาที่ 211/212 กรุงเทพ-ตะพานหิน-กรุงเทพ ที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า รถนอนตะพานหิน เป็นรถนักเรียนและแม่ค้า ออกจากตะพานหินเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ช่วงตี 5 ครึ่ง และออกจากกรุงเทพฯ อีกทีช่วงบ่ายโมง มาถึงตะพานหินทุ่มครึ่ง แล้วนอนค้างคืนรอออกวันถัดไป รถไฟสายเหนือที่มุ่งหน้าไปเชียงใหม่แทบทุกขบวนต้องจอด ทั้งรถเร็ว รถด่วน รถด่วนพิเศษ อาจยกเว้นรถด่วนพิเศษที่เป็นตู้นอนที่ขอวิ่งผ่านแบบฉิว ๆ ไปจอดอีกทีก็พิจิตรกับพิษณุโลก และทุกขบวนที่จอดก็มีคนขึ้นลงไม่น้อย จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า สถานีตะพานหินก็เป็นอีกสถานีสำคัญของทางรถไฟสายเหนือ

สามล้อเครื่อง อีกหนึ่งยานพาหนะรับจ้างในตะพานหินที่ยังคงได้รับความนิยม

การมาซัมเมอร์ที่บ้านยายเป็นความน่าเบื่อในระดับหนึ่งของเด็กกรุงเทพฯ ที่ทีวีก็ดูไม่ชัด เล่นอะไรก็ไม่ค่อยได้เพราะไม่มีเพื่อน การดูรถไฟเป็นเพียงกิจกรรมเดียวที่ทำให้ไม่เบื่อ เราได้ทักษะการเงี่ยหูฟังเสียงรถไฟ ทักษะการจดจำรูปแบบขบวนรถไฟก็มาจากที่นี่ เรามักจะจำเวลารถไฟเอาไว้ แล้วคอยเงี่ยหูฟังว่ามันจะมาตอนไหน ถ้ามาจากทางกรุงเทพฯ (รถขาขึ้น) จะได้ยินเสียงล่วงหน้าเป็นนาที แต่ถ้ามาจากทางเชียงใหม่ (รถขาล่อง) จะไม่ค่อยได้ยินเสียง รู้ตัวอีกทีก็วิ่งผ่านหน้าบ้านไปแล้ว 

การดูรถไฟของเรามีรูปแบบที่ตายตัวมาก คือดูว่านี่ขบวนอะไร วันนี้มีกี่ตู้ ใช้หัวอะไรลาก ตรงเวลาหรือไม่ตรงเวลา ยิ่งช่วงสงกรานต์สมัยก่อน ถึงขั้นมาดูเลยว่าขบวนไหนคนนั่งหลังคามากที่สุด แล้วตอนกลางคืนก็จะต้องนอนฟังเสียงรถไฟ ตั้งสมาธิให้จดจำเข้าสมองว่าเสียงแบบนี้คือรถสินค้า เสียงแบบนี้คือรถโดยสาร

พอมากเข้า ๆ คุณตาเห็นแล้วคงคิดว่าน่าจะพาไปดูใกล้ ๆ หน่อย ก็เริ่มพาหลานขยับจากหน้าบ้าน ซ้อนท้ายจักรยานไปสถานีรถไฟใกล้บ้านที่ชื่อว่า ‘สถานีห้วยเกตุ’

สถานีห้วยเกตุเป็นสถานีย่อยในหมู่บ้านของเรา เป็นสถานีไม้ชั้นเดียวเล็ก ๆ ส่วนใหญ่เน้นการใช้หลีกรถไฟให้สวนทางกันมากกว่า มีเพียงรถธรรมดาและรถท้องถิ่นเท่านั้นที่จอดแค่วันละ 6 ขบวน

สถานีนี้เป็นทั้งที่พักผ่อนและโรงเรียนรถไฟของเรา แถมครอบครัวเรายังเป็นเมมเบอร์ระดับพระกาฬของสถานีห้วยเกตุอย่างเหนียวแน่นตั้งแต่รุ่นยายทวดยันรุ่นแม่รุ่นน้า นั่นเป็นเพราะว่ารถไฟคือสิ่งเดียวที่เดินทางออกจากหมู่บ้านได้ง่ายที่สุด สมัยนั้นถนนเข้าหมู่บ้านเป็นเพียงคันกั้นน้ำและเป็นทางลูกรังเล็ก ๆ ใช้เวลาเป็นชั่วโมงกว่าจะเข้าถึงตัวอำเภอ ทางรถไฟจึงเป็นเส้นทางที่สะดวกที่สุด ไวที่สุด นักเรียนในหมู่บ้าน (ก็คือบรรดาน้า ๆ ของเราและสหาย) ต้องนั่งรถไฟจากบ้านเข้าไปเรียนที่ตัวอำเภอ

แม่กับน้าเล่าให้ฟังว่า ตอนเช้าจะมีรถสองตู้ หัวขบวนเป็นตู้สินค้า ท้ายขบวนเป็นรถโดยสาร 2 ตู้ เขาเลยเรียกกันว่ารถสองตู้ เป็นรถนักเรียนกับแม่ค้าขาล่องไปตะพานหิน ซึ่งเราเดาว่าน่าจะเป็นรถรวมพิษณุโลก-บางซื่อ ไม่ก็รถท้องถิ่นปลายทางบางมูลนาก

น้า ๆ จะใช้สัญญาณในการดูว่าจะไปสถานีรถไฟได้หรือยังจากเสาสัญญาณหางปลา ซึ่งเป็นสัญญาณสำหรับรถไฟคล้าย ๆ กับไฟเขียวไฟแดง หากมีสัญญาณว่ารถไฟกำลังจะเข้าสถานี น้า ๆ ก็จะต้องใส่เกียร์หมาวิ่งไปสถานีทันที (แล้วทันด้วย งงมากว่าทันได้ยังไง) ถ้าที่นั่งในตู้โดยสาร 2 ตู้เต็ม ก็จะไปนั่งที่ตู้สินค้า ไม่ก็รถขนท่อนซุง พอตอนเย็นก็จะนั่งรถธรรมดากรุงเทพ-พิษณุโลก จากตะพานหินมาลงที่ห้วยเกตุ แล้วเดินกลับบ้านเป็นกิจวัตรแบบนี้ในทุก ๆ วัน เรียกได้ว่าชีวิตของคนในท้องถิ่นแต่ก่อนนั้น ผูกพันและเกี่ยวโยงกับรถไฟเสมอ ทั้งกิจวัตรประจำวัน ไปเรียน ไปทำงาน หรือแม้แต่เข้ากรุงเทพฯ ไปหางานทำ

ทุกครั้งที่กลับบ้าน เราต้องมาเยี่ยมสถานีนี้จนนายสถานีจำหน้าได้ ช่วงตั้งแต่บ่าย 3 เป็นต้นไปจะมีรถไฟผ่านสถานีนี้หลายขบวน แต่เรามักเลือกช่วงเย็นที่แดดร่มลมตก เดินมาตามทางรถไฟก็จะทันเห็นรถธรรมดาที่ 201 กรุงเทพ-พิษณุโลก เข้ามาจอดส่งคนพอดี ซึ่งคนที่ลงสถานีนี้ส่วนใหญ่ก็มาจากตะพานหินบ้าง หรือมาจากแถว ๆ นครสวรรค์ น้อยคนนักที่จะนั่งมาจากกรุงเทพฯ นั่นคงต้องอดทนจริง ๆ เพราะขบวนนี้จอดเลียบทุกสถานีระหว่างทาง ซึ่งก็ต้องแลกมาด้วยราคาที่แสนประหยัดเพียง 59 บาทจากกรุงเทพฯ (แน่นอนว่าเราเคยนั่งครั้งหนึ่ง และเข็ดตลอดไป)

เรามักใช้เวลาที่สถานีประมาณชั่วโมงหรือ 2 ชั่วโมงก่อนจะกลับบ้าน ชีวิตที่นี่ผ่านไปอย่างเชื่องช้ากว่าที่กรุงเทพฯ มาก บรรยากาศของชนบทเต็มไปด้วยความเนิบนาบที่ไม่พบเจอในเมือง เสียงตามสายจากวัดก้องสะท้อนไปทั่วหมู่บ้าน เป็นหอกระจายข่าวให้ได้ยินงานบุญอย่างทั่วถึง ปนไปกับเสียงนกร้อง เสียงรถไถนา และเสียงรถไฟ

การได้กลับมาบ้านก็เหมือนเป็นการพักผ่อนอีกอย่างหนึ่ง แค่นั่งล้อมวงกินกับข้าวบ้าน ๆ กางมุ้งนอนนอกชานระเบียง ฟังเสียงจิ้งหรีดสลับกับเสียงรถไฟ ตื่นเช้าไปทำบุญวันพระใหญ่ที่เราต้องหิ้วปิ่นโตไปวัดเพื่อตักข้าวใส่บาตรพระ เอาข้าวหม้อแกงหม้อมารวม ๆ กันเลี้ยงพระ นั่งสัปหงกตอนพระเทศน์ ทักทายญาติพี่น้อง อัปเดตชีวิตกับคนคุ้นเคย จบท้ายด้วยนั่งตากลมเย็น ๆ ดูรถไฟวิ่งผ่านไปผ่านมาที่ถนนหน้าบ้าน

ถ้าคุณนั่งรถไฟสายเหนือผ่านสถานีห้วยเกตุมา แล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นผู้ชายตัวสูง ๆ โบกมือไหว ๆ ให้รถไฟ คนนั้นคือเราเองแหละ

เกร็ดท้ายขบวน

  1. ชื่อ ‘ตะพานหิน’ มาจากหินดินดานที่อยู่ในแม่น้ำน่าน ซึ่งอยู่ห่างจากตลาดไปทางทิศเหนือประมาณ 1 กิโลเมตร เจ้าหินนี้งอกยาวข้ามไปเกือบถึงอีกฝั่งแม่น้ำเหมือนเป็นสะพาน มีร่องเล็ก ๆ เหลือให้เรือผ่านได้ จึงเรียกกันว่า ‘บ้านหัวดาน’ หรือ ‘บ้านตะพานหิน’ หากเป็นช่วงหน้าแล้ง น้ำในแม่น้ำน่านลดระดับ ก็จะเห็นเจ้าหินดินดานที่เป็นสะพานชัดเจน แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วเพราะระเบิดทิ้งไปเมื่อ พ.ศ. 2530 เพื่อไม่ให้กีดขวางการเดินเรือ
  2. รถนอนตะพานหิน คือชื่อเรียกลำลองของรถธรรมดาขบวนที่ 211 และ 212 ที่วิ่งระหว่างกรุงเทพ-ตะพานหิน-กรุงเทพ โดยรถจะเดินทางจากกรุงเทพฯ มาถึงตะพานหิน แล้วนอนค้างคืนก่อนออกไปกรุงเทพฯ ในช่วงเช้ามืด คนตะพานหินจึงเรียกขบวนนี้ว่า ‘รถนอน’ ซึ่งไม่ได้หมายถึงตู้นอน แต่เป็นรถที่นอนค้างคืนที่สถานีตะพานหิน ถ้าคนตะพานหินเรียกรถนอนเมื่อไหร่ ก็เป็นอันรู้กันว่าเป็นขบวนนี้

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load