มีสถาปนิกบางคนที่เลือกเส้นทางซึ่งไม่มีในหนังสือคู่มืออาชีพ ไม่มีไคลเอนต์ระดับองค์กร ไม่มีงบประมาณเป็นล้านดอลลาร์ และไม่มีรางวัลการออกแบบที่เพื่อนร่วมวิชาชีพจะปรบมือให้ Jan Glasmeier คือสถาปนิกคนนั้น — ชายชาวเยอรมันที่เคยทำงานกับ Foster+Partners และ Arup ก่อนจะเลือกใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในเมืองแม่สอด สร้างโรงเรียนให้เด็กผู้ลี้ภัยด้วยอิฐดิน ไม้ไผ่ และมือของชุมชน
จากลอนดอนและสิงคโปร์ สู่ชายแดนที่ไม่มีในแผนที่อาชีพ

Jan Glasmeier จบการศึกษาสถาปัตยกรรมจาก Technical University Darmstadt ประเทศเยอรมนี ก่อนจะเข้าทำงานกับสำนักงานสถาปัตยกรรมชั้นนำระดับโลกอย่าง Foster+Partners ในลอนดอนและอาบูดาบี และ Arup ในลอนดอนและสิงคโปร์ นั่นคือเส้นทางอาชีพที่สถาปนิกหลายคนใฝ่ฝัน
แต่ใน พ.ศ. 2555 ระหว่างพักร้อนสั้นๆ เขามาถึงเมืองแม่สอด จังหวัดตาก เมืองเล็กๆ ชายแดนไทย-พม่าที่เต็มไปด้วยองค์กรพัฒนาเอกชนและชุมชนผู้ลี้ภัยชาวพม่า และนั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้แผนเดิมพังทลาย — ในแบบที่ดีที่สุด
Simple Architecture : สถาปัตยกรรมที่เรียบง่ายแต่ไม่ธรรมดา
หลังจากร่วมก่อตั้ง a.gor.a architects กับเพื่อนสถาปนิกในปี 2555 Glasmeier ได้ก่อตั้ง Simple Architecture ในกรุงเทพฯ ในปี 2559 โดยมีสำนักงานอยู่ทั้งกรุงเทพฯ และลอนดอน ชื่อ “Simple” ไม่ได้แปลว่าง่ายในแบบขาดความใส่ใจ แต่หมายถึงการออกแบบที่ตัดสิ่งฟุ่มเฟือยออกให้เหลือแต่แก่นแท้ — สิ่งที่ชุมชนต้องการจริงๆ ด้วยวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่นและงบประมาณที่มีอยู่จริง
ปรัชญาของ Glasmeier ชัดเจนมาก: สถาปัตยกรรมที่ดีไม่ควรเป็นสิทธิพิเศษของคนมีเงิน และสถาปัตยกรรมยั่งยืนไม่ใช่แค่การติดแผงโซลาร์บนหลังคาอาคารหรู แต่คือการใช้วัสดุที่ชุมชนนั้นๆ สามารถหามาได้ ซ่อมแซมได้เอง และส่งต่อความรู้ในการสร้างให้รุ่นถัดไปได้
ไม้ไผ่ อิฐดิน และภูมิปัญญาที่เกือบสูญหาย
วัสดุหลักที่ Simple Architecture ใช้คือไม้ไผ่และอิฐดินอะโดบี สองสิ่งที่หลายคนมองว่า “ดั้งเดิมเกินไป” แต่ Glasmeier มองต่างออกไป เขาเชื่อว่าสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่สั่งสมกันมาหลายร้อยปีคือความรู้ที่ผ่านการทดสอบของกาลเวลามาแล้ว ไม้ไผ่เติบโตเร็ว ราคาถูก แข็งแรง และย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ส่วนอิฐดินควบคุมอุณหภูมิภายในอาคารได้ดีในเขตร้อนชื้น
โครงการที่สะท้อนแนวคิดนี้ชัดที่สุดคือ Kwel Ka Baung Migrant School โรงเรียนสำหรับเด็กผู้ลี้ภัยจากรัฐกะเหรี่ยงของพม่า ที่ตั้งอยู่ริมบึงบัวในแม่สอด สร้างเสร็จระหว่าง ต.ค. 2556 ถึง มี.ค. 2557 โดยใช้อิฐดินที่แรงงานชาวกะเหรี่ยงในท้องถิ่นร่วมทำและร่วมออกแบบ — นั่นไม่ใช่แค่การสร้างอาคาร แต่คือการถ่ายทอดทักษะและความภาคภูมิใจให้กับชุมชน
นอกจากนี้ยังมี Mae Tao Dormitories หอพักชั่วคราวด้วยไม้สักรีไซเคิลและไม้ไผ่ที่สร้างได้ในเวลา 4 สัปดาห์ เพื่อรองรับเด็กนักเรียนผู้ลี้ภัยในโรงเรียน CDC School รวมถึงอาคารฝึกอบรมของ Mae Tao Clinic คลินิกที่ก่อตั้งโดย ดร. Cynthia Maung ซึ่งให้บริการสุขภาพฟรีแก่ผู้ลี้ภัยและแรงงานข้ามชาติมาตั้งแต่ปี 2532
สอนด้วยการลงมือทำ : จากแม่สอดสู่ห้องเรียนยุโรป

สิ่งที่ทำให้ Jan Glasmeier โดดเด่นกว่าสถาปนิกออกแบบเพื่อสังคมทั่วไปคือเขาไม่ได้หยุดแค่การสร้าง แต่ยังนำประสบการณ์จากสนามจริงกลับไปสู่ห้องเรียน ตั้งแต่ปี 2563 เขาเป็นอาจารย์พิเศษที่ BASEhabitat มหาวิทยาลัยศิลปะแห่งเมือง Linz ประเทศออสเตรีย และได้รับเชิญบรรยายในมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วยุโรปและเอเชีย ตั้งแต่ Technical University of Berlin, University of Plymouth ไปจนถึง King Mongkut’s Institute of Technology Ladkrabang ในกรุงเทพฯ
คำถามที่เขาตั้งในห้องเรียนมักตรงและท้าทาย: สถาปัตยกรรมรับใช้ใคร? ใครได้ประโยชน์จากการออกแบบที่เราเรียนกัน? และเราจะออกแบบได้ดีอย่างไรหากไม่เคยรู้จักชีวิตของคนที่จะอยู่อาศัยในสิ่งที่เราสร้าง?
มากกว่า 60 โครงการ บทเรียนที่ไม่อาจสอนในห้องเรียน
ในกว่าหนึ่งทศวรรษที่ Glasmeier ทำงานในแม่สอดและพื้นที่ใกล้เคียง เขาและ Simple Architecture ร่วมออกแบบโครงการมาแล้วกว่า 60 โครงการ ทั้ง Araksa Tea House, Hway Ka Loke School Classrooms และ Irrawaddy Flower Garden School ทุกโครงการมีเส้นด้ายเชื่อมกันคือชุมชนต้องมีส่วนร่วม ต้องเรียนรู้ และต้องสามารถดูแลตัวเองได้เมื่อสถาปนิกจากไป
ในโลกที่วงการสถาปัตยกรรมมักให้รางวัลกับความอลังการ Jan Glasmeier เลือกเชื่อในความงามของสิ่งที่จำเป็น และในความยั่งยืนของสิ่งที่ชุมชนสร้างเองได้ นั่นอาจเป็นงานออกแบบที่ยากที่สุด — แต่ก็อาจเป็นงานที่สำคัญที่สุดเช่นกัน
