ไม่นานมานี้ Spotify แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งเพลงยักษ์ใหญ่ของโลกทำโปรเจกต์พิเศษ ‘Spotify EQUA’ เพื่อแสดงพลังและความเท่าเทียมของศิลปินหญิง เฉลิมฉลองเนื่องในวันสตรีสากลประจำปี (8 มีนาคม) ด้วยการขึ้นภาพศิลปินหญิงชั้นนำของโลกบนบิลบอร์ดยักษ์ใจกลางมหานครนิวยอร์ก โดยหนึ่งในนั้นมี พิชญ์สินี วีระสุทธิมาศ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อโบกี้ไลอ้อน (BOWKYLION) ศิลปินสาวชาวไทยที่มียอดฟังเพลงสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของประเทศในปีที่ผ่านมาเป็นตัวแทนของศิลปินไทย และเป็น 1 ใน 35 ศิลปินหญิงจาก 50 ประเทศทั่วโลก ร่วมกับศิลปินหญิงแห่งยุคอย่าง Billie Eilish, วงดนตรีหญิงล้วน CHAI จากญี่ปุ่น, Zoe Wees จากเยอรมนี, Griff จากอังกฤษ และ WENDY จากเกาหลีใต้

การปรากฏภาพของเธอบนบิลบอร์ดกลางนิวยอร์ก จึงเป็นหมุดหมายใหม่ของโบกี้ไลอ้อน ทั่วทั้งโลกจึงได้ทำความรู้จักกับศิลปินหญิงไทยวัย 27 ปีคนนี้

แต่กว่ามาถึงตรงนี้ได้ โบกี้ผ่านชีวิตมาอย่างโชกโชน ผ่านเรื่องราวและสถานที่ต่าง ๆ มานับไม่ถ้วน จากบ้านเช่าหลังเล็ก สู่หอพักนักศึกษาที่เล็กกว่า นั่งหน้าโทรศัพท์ร้องเพลงผ่านยูทูบ สะสมแฟนเพลง ก้าวขึ้นเวทีประกวดร้องเพลงระดับประเทศ The Voice Thailand ซึ่งทำให้เธอกลายเป็นที่รู้จัก ขึ้นเวทีผับบาร์ต่าง ๆ อีกครั้งเพื่อเอาชีวิตให้รอด แล้วก็กลายเป็นคนที่ใครก็หาตัวไม่เจอ แม้กระทั่งต้นสังกัดที่ไม่รู้ว่าเธออยู่ที่ไหน กลับมาทำเพลงอีกครั้งจนกลายเป็นศิลปินดัง สู่บิลบอร์ดกลางนิวยอร์ก และกำลังจะอยู่ในบ้านราคา 10 กว่าล้านที่ซื้อด้วยน้ำพัก น้ำแรง และน้ำตาของตัวเอง

ทั้งหมดนี้คือตำแหน่งแห่งที่ในชีวิตของโบกี้ไลอ้อน

(ขออภัยที่บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ไม่ได้พูดผลงานเพลงของเธอ ไม่แม้กระทั่งการพูดถึงซิงเกิลใหม่ ‘บานปลาย’ ที่เพิ่งปล่อยออกมา เราอยากให้คุณรู้จักเธอนอกเหนือไปจากบทเพลงที่คุณรู้จักดีอยู่แล้วเท่านั้น)

น้ำพัก น้ำแรง และน้ำตาของ BOWKYLION ศิลปินหญิงไทยที่มียอดฟังเพลงอันดับ 1 ของประเทศ

ทำไมถึงตัดสินใจไปประกวดร้องเพลง The Voice Thailand เมื่อหกปีที่แล้ว

The Voice Thailand เป็นรายการที่ไม่คิดว่าจะต้องไป แล้วก็ไม่ได้อยากไปด้วย เอาตรง ๆ เลยไม่ได้เป็นการตัดสินใจของเราสักเท่าไหร่หรอกค่ะ ที่ไปก็เพราะช่วงนั้นคุณแม่เสีย แล้วคุณแม่เคยบอกว่าอยากให้โบไปประกวดอะไรแบบนี้บ้าง มันจะเป็นการก้าวข้ามความกลัวของตัวเอง เพราะเราค่อนข้างเป็นคนขี้กลัว ขี้กังวลมากกว่า คือกังวลในเรื่องที่ยังมาไม่ถึงและเรื่องที่ไม่สามารถจัดการได้ พอดีช่วงนั้นพี่สาว (ว่าน วันวาน-รัชยาวีร์ วีระสุทธิมาศ) ไปประกวด พี่ก็บิลด์ ๆ ว่า “เฮ้ย ทำเพื่อแม่สักนิด” 

เราก็ไม่ได้อยากใช้การทำเพื่อแม่มาเป็นข้ออ้างอะไรนะ แต่ว่า… อืม ลองก็ได้ ทั้งที่เราเป็นคนไม่ชอบการแข่งขันเลย ไม่ชอบแม้กระทั่งดูอะไรที่เป็นการแข่งขันด้วย ไม่ชอบการเปรียบเทียบใครกับใคร รู้สึกว่าแค่แข่งกับตัวเอง แข่งกับความคิดของตัวเองมันก็ลำบากพอแล้ว แล้วทำไมเราต้องไปแข่งด้วย

หรือจริง ๆ แม่แค่อยากให้เราไปเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เราหวาดกลัว

ใช่ค่ะ เพราะว่าเราเป็นคนตื่นเต้นมาก ๆ เป็นมาตั้งแต่เด็ก ๆ เวลาออกไปร้องเพลงแล้วมันตื่นเต้นมาก ที่ซ้อมมาพังหมดเลย (หัวเราะ) แล้ว The Voice Thailand  เป็นเวทีที่โคตรใหญ่ ถามว่าเราอยากไปไหม เราไม่อยากไปอยู่แล้ว ถึงเราจะเรียนดนตรีมาก็จริง แต่ว่าทักษะในการร้องเราสู้ใครเขาไม่ได้ ร้องธรรมดา แค่ร้องเพลงได้ แต่เราอาจจะเป็นคนฟังเพลงเยอะ แล้วก็เราอาจจะมีทักษะการได้ยินที่ค่อนข้างโอเค เพราะเราเรียนมาและชอบแยกเสียงต่าง ๆ เป็นคนโรคจิต (หัวเราะ) ชอบวิเคราะห์เพลง ซึ่งจริง ๆ รายการก็ไม่ได้ต้องการอะไรขนาดนั้น แต่พอแม่อยากให้เราลอง เราก็รู้สึกว่า “อืม มันใช่เหรอวะ หรือว่าจะลองไปดูดี” ลองก็ลอง ทั้งที่รู้ว่ามันไม่เข้ากับนิสัยเรา

ไม่เข้ายังไง

เราค่อนข้างเป็นคน Perfectionist มาก ๆ เข้าขั้นโรคจิตเลยล่ะ สมมติว่าเราอัดเพลงเอง แล้วร้องไปดันมีเสียงที่ไม่ตรงแค่นิดเดียว เราจะไม่ยอม เราจะอัดใหม่เรื่อย ๆ ทั้งวันจนกว่าจะตรง ซึ่งการประกวดร้องเพลงไม่ใช่กระบวนการแบบนั้น มันคือร้องครั้งเดียว พลาดคือพลาด แก้ไม่ได้อยู่แล้ว “พี่คะ หนูขอ edit ตรงนี้ได้ไหม-ไม่ได้” 

แต่เวลาเราทำคลิปเอง ตรงนี้ไม่ตรงเรา-แก้ ตรงนั้นไม่ตรงเรา-แก้ พลาดตรงนี้นิดหนึ่ง-แก้ เพราะเราทำคนเดียว แต่กับ The Voice เราต้องทำงานกับคนอื่น ถ้ามันมีบางอย่างที่เราผิดพลาดไป หรือว่าความตื่นเต้นของเราที่มันควบคุมไม่ได้ มันจะถูกจดจำไว้ในแบบนั้นตลอดไป มันแก้อะไรไม่ได้ ทุกวันนี้เรายังไม่กล้าดูคลิปที่ประกวดในตอนนั้นเลย เดี๋ยวเครียด (หัวเราะ)

ไม่คิดบ้างหรือว่าการประกวดอาจทำให้ได้เจอเส้นทางใหม่ ๆ

เราเป็นคนที่ไม่กล้าเริ่มอะไรเลยค่ะ เป็นคนที่แบบ สมมติว่าถ้ากินข้าวแล้วร้านนี้อร่อย ก็กินอยู่แค่ร้านเดียวไปตลอดได้ ถ้าคิดว่าไปเจออะไรใหม่ ๆ อ้าว ถ้ามันอร่อยกว่าก็ดี แต่ถ้ามันไม่อร่อยล่ะ แล้วเราต้องเสียเวลาไปมื้อหนึ่งเพื่อกินข้าวร้านที่ไม่อร่อย เราก็เลือกกินที่เดิมสิ เพราะแน่ใจว่ามันอร่อย แล้วคนขายก็รู้ใจ หรือสมมติเราชอบห้องนี้แล้ว ก็จะอยู่ในห้องนี้ได้ตลอดเลย ทำไมต้องออกไปเจออะไรใหม่ ๆ ด้วย ในเมื่อห้องนี้มันสร้างจินตนาการให้เรามากพอแล้ว เราเป็นคนแบบนี้

ดูไม่ค่อยทะเยอทะยานหรือลองเสี่ยง

ใช่ค่ะ เป็นคนที่ไม่ได้อยากดัง พูดตามตรงคืออยากให้เพลงดังมากกว่า จะได้มีเงินกินข้าวในแต่ละวัน มีเงินมาเลี้ยงหมา (หัวเราะ) ตัวเราเองไม่ได้อยากมีชื่อเสียง แต่เราอยากรวย (หัวเราะ) คือต้องเข้าใจก่อนว่าเราไม่ได้มาจากร่ำรวย ค่อนข้างอยู่ในที่ที่แย่ด้วยซ้ำ เราต้องเลี้ยงตัวเองมาตั้งแต่เด็ก ที่บ้านเราไม่ได้มีเงินมากมาย ก็ต้องเช่าบ้านอยู่ สภาพแวดล้อมไม่ค่อยดี เรียกว่าอยู่ตามมีตามเกิดน่ะค่ะ บางวันไม่มีอะไรกิน หรือมีไข่ใบเดียวก็ต้องกินแบบนั้น กินกันหลายคนด้วย แต่คุณแม่ก็พยายามเลี้ยงให้เราเป็นคนไม่มีปัญหามาตลอด ทำให้เราไม่ได้คิดว่าชีวิตตัวเองมีปัญหาอะไร จนกระทั่งคุณพ่อไปมีครอบครัวใหม่ ก็เหมือนเราเสียคุณพ่อไปเลย

เป็นบาดแผลทางจิตใจไหม

จริง ๆ ก็ไม่นะคะ แต่ว่าทุกคนในบ้านสงสารโบ แต่โบน่ะไม่คิดอะไร พอพ่อออกไปแล้ว แม่ก็พยายามเลี้ยงเราให้ดีที่สุดในสภาพแวดล้อมแบบนั้น แม่ก็ไม่มีเงินเหมือนกัน แต่แม่พยายามเลี้ยงเรามา แม่เป็นคนเดียวที่อยู่กับเรา โอเคเรามีพี่สาว แต่ว่าพี่สาวแยกไปเรียน ไปอยู่หอ เราก็อยู่กับแม่สองคน หลังจากนั้นเรากับแม่ก็ออกจากบ้านหลังนั้น ไปเช่าคอนโดฯ อยู่ด้วยกัน แล้วการที่เราเรียนดุริยางค์ฯ ที่มหิดลนี่มันลำบากมาก คือเราก็ไม่เก็ตว่าทำไมเขาถึงให้เรียนที่นี่ เพราะลำบากมากกกก (ลากเสียง)

น้ำพัก น้ำแรง และน้ำตาของโบกี้ไลอ้อน ศิลปินหญิงไทยที่มียอดฟังเพลงอันดับ 1 ของประเทศ
น้ำพัก น้ำแรง และน้ำตาของโบกี้ไลอ้อน ศิลปินหญิงไทยที่มียอดฟังเพลงอันดับ 1 ของประเทศ

ใช้เงินเยอะ

ค่าเทอม รวมค่าหอ ค่าอะไรต่าง ๆ ก็สองแสน ที่สำคัญคือค่าอุปกรณ์ เครื่องดนตรีนี่แหละ ซึ่งตอนนั้นเรางงว่าทำไมเขาให้เรียนที่นี่วะ เราไม่ได้ขอร้องนะว่าต้องที่นี่ เราไม่รู้ว่าแม่เขาคิดยังไง แต่รู้สึกว่าเขาต้องเห็นอะไรที่เราไม่เห็นแน่เลย เรายังเถียงแม่ตลอดว่า “หนูเนี่ยนะขี้กลัว” สงสัยว่าทำไมแม่ถึงบอกว่าเราขี้กลัววะ แต่แม่ไม่ได้บอกเรานะ แม่ชอบบอกกับเพื่อนเราว่า “ดูแลโบด้วยนะ โบเป็นเด็กขี้กลัว เป็นคนไม่กล้า” เราก็ได้แต่คิดว่า “กูเนี่ยนะ?” แต่ตอนหลังมาคิดได้ว่าแม่รู้จักเรามากกว่าเรารู้จักตัวเองอีก และตอนนั้นแม่เหนื่อยมาก กัดฟันจ่ายค่าเทอมให้เรา แต่จ่ายได้ประมาณปีเดียวค่ะ จากนั้นแม่ก็เริ่มป่วย มีปัญหาสุขภาพ

ขอโทษนะ คุณแม่เป็นอะไร

ตอนแรกเรานึกว่าคงตรวจเจอมะเร็งแต่ไม่ใช่ค่ะ แม่เป็นโรคไขกระดูกฝ่อ ซึ่งเป็นโรคที่เราได้ยินแล้วแบบ อะไรวะ โรคอะไรวะ แล้วเขาก็ไม่มีอาการเลยค่ะ มีแค่เลือดออกตามไรฟัน แล้วก็ภูมิแพ้ทั่วไปเหมือนที่เราเป็นเนี่ยแหละ แล้วก็มีรอยช้ำ ๆ ตามตัว ยังขำกันอยู่เลยว่า “แม่ เป็นอะไรอะ” นั่นแหละ คือจริง ๆ ไขกระดูกมันเอาไว้สร้างเกล็ดเลือด เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือดที่เอาไว้ต่อต้านภูมิคุ้มกันน่ะค่ะ ถ้าไขกระดูกฝ่อ ก็แปลว่าไขกระดูกไม่สร้างเม็ดเลือดพวกนี้อีกแล้ว ตอนแรกก็หาไม่เจอว่าแม่เป็นอะไร คิดว่าเป็นไข้เลือดออก พอเจอว่าเป็นไขกระดูกฝ่อได้สองอาทิตย์ก็เสียเลย เราก็แบบ ต้องร้องไห้ยังไงวะ อะไรวะเนี่ย คือทำใจไม่ได้ ทำใจไม่ทันเลย

มันเกิดขึ้นเร็วเกินไป

เร็วค่ะ ตอนนั้นก็เรียนอยู่ ไหนจะค่าเทอม แล้วยังมีเรื่องที่เราเซอร์ไพรส์มากคือ มารู้ว่าแม่เลี้ยงทุกคนในบ้าน ดูแลทุกคนหมด ไม่ใช่แค่เรากับพี่ เราก็แบบ “เอาไงต่อวะเนี่ย” ก็เลยตัดสินใจส่งตัวเองเรียนไปด้วย ส่งคนอื่นในบ้านด้วย คุณย่า คุณป้าที่อายุมากแล้ว ดูแลต่อจากแม่

ตอนนั้นรายได้ของเรามาจากอะไรบ้าง

โอ้โห! มั่วซั่วมาก อะไรก็ได้น่ะค่ะ บางทีก็ขายของตัวเองบ้าง ร้องเพลงลงยูทูบบ้าง มีรายได้จากยูทูบหรือมีโฆษณาเล็ก ๆ น้อย ๆ มีรีวิวอะไรอย่างนี้ ก็พอจะเก็บเงินได้หลักแสนบ้าง แต่มันก็ไม่พอค่าเทอมค่ะ (หัวเราะ)

การจากไปของแม่ อาจเป็นจุดเปลี่ยนให้เราไปประกวดที่ The Voice Thailand

เหมือนเรารู้สึกว่าอะไร ๆ มันอาจจะดีขึ้นก็ได้มั้ง สิ่งที่เราต้องการตอนนั้นก็คือเงินน่ะค่ะ (หัวเราะ) จริง ๆ เลย เราก็เลยคิดว่าถ้าเราไปแล้ว เราอาจจะได้เงินจากอะไรสักอย่างไหม บวกกับว่าอยากลองเอาชนะตัวเองสักหน่อย ไม่กล้าไปก็ลองไปบ้าง ถึงแม้นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายก็ตามที่จะไปประกวด

เดี๋ยว มันเป็นครั้งแรก ก็จะให้เป็นครั้งสุดท้ายเลยเหรอ

ใช่ ก็ไม่อยากไปเป็นทุนอยู่แล้วน่ะค่ะ นึกภาพไม่ออกว่าอยู่บนเวทีแล้วจะทำอะไร

ถามจริง ๆ กลัวขนาดนี้ อย่างดีที่สุดกับเลวร้ายที่สุดที่คิดไว้กับ The Voice Thailand คืออะไรบ้าง

ดีที่สุดคือมีพี่สาวประกวดด้วย เลวที่สุด… ร้องเพี้ยน (หัวเราะ) 

ร้องเพี้ยนนี่น่ากลัวมากเลยใช่ไหม

โอ้โห! ถ้าเพี้ยนนี่เฟลค่ะ แล้วช่วงนั้นโดนสังคมรุมจวกด้วย (หัวเราะ) เพราะว่าร้องในยูทูบนี่อย่างดี พอร้องจริงศักยภาพมึงอยู่ไหน ซึ่งก็ยอมรับนะว่ามันเป็นอย่างนั้น “อ้าว ในยูทูบกูทำเอง กูก็ต้องทำให้มันดีสิวะ ใครจะอยากเอาความเฟลมาให้มึงดู” ขอโทษนะคะ หยาบคายสุด ๆ (หัวเราะ) คือเรามองคนละแบบกัน เราทำช่องเอง เราสร้างศิลปะ มันคือความคิดสร้างสรรค์ เราก็ทำให้ดีที่สุด แต่ว่า The Voice Thailand มันเป็นการแข่งขันที่ต้องใช้สติ ซึ่งเราไม่ค่อยมี (หัวเราะ)

บางคนก็ชอบการแข่งขันนะ มันได้รีดศักยภาพ เหมือนได้ปลุกสิ่งที่เราไม่เคยค้นพบมาก่อน อะไรอย่างนั้น

ไม่ได้เลย เราเครียดเกินไป อย่างตอนที่ต้องแบทเทิลกับใครสักคน แล้วเราสนิทกับเขา เราไม่อยากชนะด้วย ก็สงสัยว่า “นี่เราต้องชนะเหรอ” เรารู้สึกว่ารับไม่ได้ที่ ถ้าแพ้ก็รู้สึกแย่ที่เราห่วย โอเค เราห่วย แต่ถ้าเราชนะล่ะ พี่เขาก็ไม่ได้ห่วยไปกว่าเราเลย แล้วทำไมเขาแพ้เราล่ะ

นี่คิดขนาดนั้นเลยเหรอ

ใช่ค่ะ แล้วด้วยความสัมพันธ์มันไม่ใช่แค่คู่แข่งกัน เป็นคนที่เหมือนเราสนิทกับเขา แล้วเราก็ไปไหนมาไหนกับเขา แล้วเราก็รู้สึกว่าพี่เขาเป็นพี่ที่ดีกับเรามากเลย แต่ต้องมาแข่งกัน ทำไมล่ะ ไม่อยากแข่งเลย เรารู้สึกว่าเรารับไม่ได้สักทางเลย แต่นั่นแหละ เราก็ต้องทำมันอยู่ดี

พอจบการแข่งขันแล้ว รู้สึกยังไงกับการตัดสินใจของตัวเองครั้งนั้น

ก็รู้สึกว่าดีที่คนจะเรียกเราว่าโบกี้ที่ร้อง The Voice แต่ก็รู้สึกว่างเปล่า

อะไรทำให้คิดว่าเราว่างเปล่า

ก็เราเป็น The Voice แต่เราไม่ใช่โบกี้น่ะค่ะ

อธิบายอีกหน่อยได้ไหม

คือจริง ๆ ไม่ได้บอกว่าเป็นแล้วไม่ดีนะ นี่คือรายการคุณภาพรายการหนึ่งเลย เขาให้โอกาสเราจริง ๆ ทุกคนน่ารักมาก เรารู้สึกขอบคุณเขามาก ๆ ถ้าไม่มีเขาเราก็ไม่มาถึงจุดนี้ แต่การเป็น ‘โบกี้ The Voice’ มัน…(คิดนาน) คือเราไม่รู้เลยว่าทำไมคนถึงชอบเรา แล้วเราก็ไม่ได้คิดว่าสิ่งที่เราทำไปมันจะดีด้วย เรียกได้ว่าเราไม่ได้เป็นตัวเองเท่าไหร่ เราเป็นในสิ่งที่คนอยากให้เราเป็นอยู่ เป็นโบกี้ The Voice ที่ร้องเพลง มีความเป็นนักประกวด

โชว์พลังเสียง

ใช่ แต่สิ่งที่เราต้องการจะสื่อให้คนดูไม่ใช่พลังเสียงไง มันคืองานศิลปะ สิ่งที่เราอยากเป็นจริง ๆ คือเราอยากทำเพลงเอง แล้วเราก็ไม่รู้ว่าคนจะเข้าใจไหมกับสิ่งที่เราสร้างขึ้น แล้วไม่รู้ด้วยว่าจะสร้างอะไร (หัวเราะ) เพราะบางทีเราก็ไม่รู้ว่าเราเป็นใครน่ะค่ะ

จบจาก The Voice แล้ว รีวิวตัวเองให้ฟังหน่อยว่าได้อะไรมาบ้าง

ได้รู้ว่าตัวเองเป็นคนขี้กลัวสุด ๆ ได้ความมั่นใจว่า ตัวเองเป็นคนไม่มั่นใจอะไรสักอย่างเลย ได้รู้ว่าตัวเองเป็นคนอ่อนแอกับโลกโซเชียลฯ กับคอมเมนต์ต่าง ๆ

น้ำพัก น้ำแรง และน้ำตาของโบกี้ไลอ้อน ศิลปินหญิงไทยที่มียอดฟังเพลงอันดับ 1 ของประเทศ

ตกลงมันเป็นพรหรือเป็นคำสาป

โอ้โห พูดยากค่ะ มันเป็นพรที่เป็นคำสาปแล้วกัน คือหลังจาก The Voice ก็เครียดตรงที่ว่าถ้าเราจะเป็นศิลปิน คนก็จำที่เราเป็นโบกี้ The Voice แล้ว ทำยังไงให้คนรู้ล่ะว่าเราคือโบกี้ไลอ้อน แต่ก็เป็นพรที่ทำให้เราได้รู้ว่า เราทำอะไรบางอย่างได้ ถามว่าตอนนี้กล้าทำอีกครั้งไหม ก็ไม่กล้า (หัวเราะ) แต่ว่าทำให้เรารู้อะไรมากขึ้นแล้วกัน ถือเป็นประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่

แปลว่าโบกี้ที่เห็นใน The Voice อาจจะไม่ใช่สิ่งที่โบกี้อยากเป็นหรืออยากทำจริง ๆ สักเท่าไหร่ ถูกไหม

ที่ผ่านมายอมรับว่าเราเป็นคนที่ขาดความเป็นมืออาชีพมากค่ะ เราทำอะไรตามอารมณ์ หมายถึงว่าเราเป็นคนหลอกตัวเองไม่ได้ เช่น ถ้าฉันอินเพลงนี้-ฉันจะร้อง ถ้าฉันไม่อิน-ฉันไม่ร้อง ถ้าฉันอินแค่ท่อนนี้-ฉันจะร้อง คนไม่ฟังก็เรื่องของเธอ-ฉันจะร้องแค่นี้ 

การไปแข่งขัน ทำให้รู้ว่าการเป็นนักร้องที่ดี ไม่ใช่แค่นักร้อง มันต้องเป็นผู้ฟังที่ดีด้วย หนึ่งคือต้องฟังสิ่งที่คนดูพูดกับเรา สองคือต้องฟังเสียงตัวเองว่าร้องอะไรไปบ้าง สามคือต้องฟังเสียงดนตรี ประสบการณ์ตรงนั้นทำให้เราถามตัวเอง ว่าที่ผ่านมาเราทำอะไรอยู่ เราบ้าหรือเปล่า เวลาอยู่ในช่องยูทูบตัวเอง บางทีก็จะลงเพลงแค่สิบห้าวินาที แล้วคนก็จะเข้ามาด่า “อะไรวะเนี่ย สิบห้าวิ จะลงทำไม!!”

มึงจะลงแค่ท่อนที่มึงอยากร้องไม่ได้นะแบบนี้เหรอ…

ใช่ค่ะ เราก็จะแบบ… ก็จะลงแค่นี้ ไม่ฟังก็ไม่เป็นไร อะไรอย่างนี้ค่ะ เราไม่แคร์ คือนักร้องก็เหมือนนักแสดง มันต้องแสดงบางอย่างที่ได้รับบทบาท คือเราต้องเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในเพลงที่เราจะร้องสิ ทำไมเราถึงปฏิเสธ ให้ร้องเพลงที่เกี่ยวกับชู้ ฉันไม่มีชู้-ฉันไม่ร้อง ซึ่งใน The Voice ทำไมทุกคนเขาร้องกันได้วะ แต่ทำไมเราถึงมัวเป็นบ้าอยู่ บางทีก็สงสัย นี่เราเป็นอะไรวะ

การร้องสิ่งที่เราไม่เชื่อ หรือไม่อินกับมัน มีผลต่อการสร้างสรรค์ยังไง

เรารู้สึกว่าเราจริงใจกับคนดูสุด ๆ เลยค่ะ ถ้าเราร้องประโยคที่เราไม่อิน เรายังไม่เชื่อตัวเองเลย แล้วใครจะเชื่อ เราเข้าใจนะว่าร้อง ๆ ไปก็ได้ เราร้องได้อยู่แล้ว แต่ในเมื่อร้องแล้วมันส่งต่อให้คนอื่นได้ด้วยนะ แต่คนก็ไม่รู้นะคะ ว่าเราอินอันไหนหรือไม่อินอันไหน เขาไม่รู้เขาก็ฟังเพลงให้มันจบ (หัวเราะ)

ความคาดหวังเขาอาจจะแค่มาฟังเพลงนั่นแหละ แกร้องให้ครบสามนาทีแค่นั้นพอ

ใช่ สามนาทีก็ยังดี แต่บางทีเราก็จะแบบ อะ ร้องแค่นี้ค่ะ ทริคของเราในตอนนั้นคือร้องสั้นที่สุด คนจะได้วนฟังเพลงเราไปเรื่อย ๆ ไม่รู้จบ นั่นแหละ แต่ว่ามันอาจจะไม่ถูกต้อง คือถ้าเราเป็นอยากตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์ เราก็นั่งดูตัวเองไปเลยสิ ไม่ต้องให้ใครมาดูเรา แต่ถ้าเราอยากจะเป็นคนที่ดี เป็นศิลปินที่ดี แล้วเราอยากใช้ความเป็นอาร์ทิสบางอย่างที่เชื่อมต่อกับคนที่เรียกว่าคนดู เราก็เป็นตัวเองได้แค่ห้าสิบเปอร์เซ็นต์

เพราะว่าศิลปะต้องการผู้เห็น

ใช่ค่ะ นั่นแหละ เราก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้ (หัวเราะ)

น้ำพัก น้ำแรง และน้ำตาของโบกี้ไลอ้อน ศิลปินหญิงไทยที่มียอดฟังเพลงอันดับ 1 ของประเทศ

จบจาก The Voice วางแผนทำอะไรต่อ

เราเป็นคนไม่วางแผนอะไรเลย แต่ตอนนั้นก็มีเพลงที่เราทำอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ค่อยได้เรื่อง แค่ทำส่งอาจารย์ไปงั้น ๆ ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะแต่งเพลงได้ดี ก็ทำลงยูทูบไปเรื่อย ๆ แล้ว พี่บอล-ต่อพงศ์ จันทบุบผา (บอล Scrubb) จาก What The Duck มาเห็น เขาก็ชอบ พี่บอลเลือกเราเข้าค่าย ดีใจมากค่ะ แต่ว่าก็สงสัยนะว่าเขาเห็นอะไร เพราะเราไม่เห็นอะไรในตัวเองเลย

ก็เป็นธรรมดา คนทำงานมักจะมองไม่เห็นงานตัวเอง แต่คนมองเข้ามาเขาจะเห็นได้ชัดกว่า

เขาเห็นว่าเพลงนี้น่าสนใจ บวกกับเราทำเอ็มวีเอง ทำเองทุกอย่าง เขารู้สึกว่าน่าสนใจ ก็เลยเรียกมาคุย คุยไปคุยมาก็เซ็นสัญญาค่ายปุ๊บ เราไม่รู้ว่าต้องทำยังไง คือเราต้องเป็นใครเหรอ เราต้องทำอะไร เราต้องแต่งตัวยังไง ปกติเรามีตัวตนอยู่แล้วว่าเป็นคนแบบนี้ แต่ว่าพอจะปล่อยเพลงอะไรสักอย่างที่เป็นเพลงแรกแล้วแบบ เราเป็นใครวะ ตอนนั้นก็เลยเริ่มจากการให้ ทอยส์ (The Toys) มาแต่งเพลงให้ ซึ่งก็งง ๆ เพราะว่าเราไม่รู้จะปล่อยอะไร เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าค่ายเขาเห็นอะไรในตัวเรา เราก็ไม่อยากทำให้เขาผิดหวังนะ แต่หาตัวเองไม่เจอ เลยเริ่มจากทำเพลงกับทอยส์ แล้วก็ปล่อยเพลง ‘ใครอีกคน’ ไปก่อน เป็นเพลงที่ทอยส์แต่งมาอยู่แล้ว แล้วก็มีเราเสริมเล็กน้อย ก็ปล่อยแล้วเราก็คือหายไปเลยแปดเดือน

ทำไมถึงหายไปนานขนาดนั้น เพิ่งปล่อยเพลงแรกแท้ ๆ

คือเราเป็นโรคแบบที่เป็นเกี่ยวกับจิตเวชด้วย เราไม่มั่นใจในตัวเองขั้นสุด เราเป็นหลายโรคมากค่ะ เป็น Panic Disorder เริ่มเป็น Anxiety แล้วก็เป็น Depression เราไม่ได้นอนไม่หลับ ไม่ได้มีความคิดว่าฉันอยากตายอะไรอย่างนี้ แต่อาการของเราคือเห็นข้อดีของตัวเองไม่ได้เลย บอกว่าตัวเองสวย-ไม่ ร้องเพลงดี-ไม่ เก่งดนตรี-ไม่ คือโอเค คนอื่นจะพูดอะไรก็พูดได้ว่าเราเก่งนู่นเก่งนี่ แต่เรายืนยันว่าเราไม่เก่งนะ แล้วเราไม่ได้ถ่อมตัวด้วย คือกูไม่เก่งจริง ๆ ตอนไปหาหมอ หมอเลยบอกให้ไปหาข้อดีมาสิ หายไปอีกสองสามเดือน จนหมอลาออก เราก็ยังหาข้อดีของตัวเองไม่ได้เลย ซึ่งก็เป็นหนัก ๆ มากช่วงหนึ่งจนเราต้องหายไปเลย ไม่บอกใครเลย ไม่มีใครรู้เลย

น้ำพัก น้ำแรง และน้ำตาของโบกี้ไลอ้อน ศิลปินหญิงไทยที่มียอดฟังเพลงอันดับ 1 ของประเทศ
สนทนากับ BOWKYLION จากเด็กขี้กลัว โรคแพนิก การยึดติดความสมบูรณ์แบบ ไฟฝัน จนถึงบ้านหลังแรกที่ซื้อเอง

ขาดการติดต่อ ตัดขาดโลกภายนอกไปเลย

ค่ะ ค่ายโทรมาก็เราก็ตัดสาย ปิดเครื่อง ไม่ติดต่อกับใครเลย หายไปเลย พีอาร์ก็งงว่าเราไปไหนวะ เราก็ เออ ไม่รู้ เราคิดว่าตัวเองคงต้องเกิดมาทำอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่สิ่งนี้ เพราะเราดูทำอะไรไม่ได้เลย แต่ก็สงสารค่าย

เกิดมาเพื่อทำอะไรสักอย่าง แล้วอะไรสักอย่างที่ว่านั้นคืออะไร พอรู้ไหม

แต่งเพลงค่ะ แต่พอแต่งเพลงก็ไม่กล้าให้คนอื่นฟัง เราไม่ทำอะไรเลยนะตอนนั้น เรามีแฟนใช่ไหมคะ อยู่วง Safeplanet เขาไปทัวร์ เราก็ไปด้วย แต่ไม่ได้ทำอะไร ก็ไปด้วยเฉย ๆ แล้วเราก็สงสัยว่า “เออ ทำไมวะ เราก็ชอบเวทีนะ เราไม่เหมาะกับมันเหรอ”

ตอนนั้นทำอะไรบ้าง

เลี้ยงหมาไปวัน ๆ ทำอะไรไม่รู้ เงินก็ไม่มีเพราะไม่มีรายได้ เหมือนกินเงินเก่าไปวัน ๆ น่ะ แล้วก็งง ๆ สักพักไม่มีเงินเลย เลยต้องไปร้องกลางคืนค่ะ พอไปร้องกลางคืน ทีนี้เราก็งง ๆ ว่าทำอะไรอยู่

ไม่มีฟีดแบ็กจากแฟน ๆ บ้างเหรอว่าโบกี้ไลอ้อนหายไปไหน

เราไม่ค่อยอ่านเลยค่ะ เราหายไปเลย ไอจีก็ไม่ลงอะไรเลย ยอดฟอลก็ลด ซึ่งเรารู้สึกว่าไม่เป็นไร ช่างมัน ทำอย่างอื่นแค่นั้นเอง ทำอะไรไม่รู้ไปเรื่อย เล่นกับหมา ไปช้อปปิ้ง แล้วเราดันเป็นคนที่มีงานอดิเรกคือแต่งเพลงกับวาดรูป พอว่างเลยคิดแต่เรื่องเพลง ฟังเพลง ทำเพลง ตอนนั้นก็ทำเพลงบ้าง แต่ไม่คิดว่าจะปล่อย คิดว่าเป็นงานอดิเรก ก็ทำมาสองสามเพลงแล้วไม่มั่นใจเลย จนวันหนึ่งรู้สึกว่าหายไปจากค่ายเกือบปีแล้ว สงสารค่าย แต่พอค่ายติดต่อมาเราก็ไม่รับสาย มีปาร์ตี้อะไรอย่างนี้-ไม่ไป เรียกรวมศิลปิน-ไม่มา (หัวเราะ)

แล้วยังไงถึงกลับมาค่ายได้

ตอนนั้นมีเพลง แขนซ้าย แล้วก็อีกสองเพลง แล้วก็คิดว่าลองไปค่าย ตอนแรกที่เราเข้าไป ทุกคนก็แบบว่า “มันมาแล้วว่ะ มันยังไม่ตาย” ก็มาประชุม ตอนนั้นพี่บอลขอฟังเพลง เราไม่ให้ฟัง “อ้าว แล้วมึงมาทำไม” เออ กูมาทำไมวะ ก็ทะเลาะกับตัวเองแป๊บหนึ่ง (หัวเราะ) “เออ ให้ฟังก็ได้ แต่ท่อนเดียวนะ” คือเราดันแต่งเพลงมาแล้วไม่ให้ค่ายฟัง แล้วมันจะยังไงวะ (หัวเราะ)

เพราะรู้สึกว่าเรายังไม่ชอบมันเหมือนเดิม

ไม่รู้เลย สรุปก็คือไม่รู้ว่าชอบไหม แต่ว่าไม่มั่นใจ เลยให้ค่ายเลือกเพลง ค่ายเลยเลือกเพลง ‘แขนซ้าย’ ก็ลองทำต่อดู ทำไปทำมาพอเสร็จ “เชี่ย เพลงแรกที่เราแต่งเอง ลองดูวะ ปล่อยแล้วก็ไม่ได้ดังอะไร แต่ตอนนั้นค่ายเพลงก็งงว่าชื่อเพลงจะเอาชื่อนี้จริง ๆ เหรอ เราก็แบบ อืม มันน่าสนใจหรือเปล่า แต่ก็เอาชื่อนี้ ไม่ได้ดังแต่ก็รู้สึกว่าภูมิใจกับเพลงนี้นะ เป็นเพลงแรกเลยที่เรากล้าปล่อยออกมา หลังจากนั้นเลยทำเพลงไปเรื่อย ๆ ค่ะ พอรู้อีกทีก็รู้สึกว่าเราเกิดมาเพื่ออันนี้แหละ

แล้วสภาพจิตใจหรือความรู้สึกของตัวเองในตอนนั้น พร้อมที่จะเจอผู้คนแล้ว

ไม่พร้อมเลย แต่ก็ตัดสินใจแล้วต้องเจอ บวกกับตอนนั้นต้องเล่นร้านด้วย รับอีเวนต์สลับกัน บางทีไปร้องเพลงตามร้าน เขาก็มาบอกว่าขอเพลง แขนซ้าย หน่อย เราดีใจมาก เพราะเราคัฟเวอร์เพลงคนอื่นมาตลอด ครั้งหนึ่งมีคนมาขอให้เล่นเพลงเราบ้าง “เชี่ย สิ่งที่เราแต่ง มันเข้าไปอยู่ในหูคนอื่นแล้วว่ะ” แต่ก็เป็นการเริ่มต้น ช่วงนั้นเป็นโรคแพนิกหนักมาก ๆ ด้วย จนพี่บอลให้ไปหาหมอจิตเวชอีก พี่บอลเหมือนเป็นพ่อเลย

สนทนากับ BOWKYLION จากเด็กขี้กลัว โรคแพนิก การยึดติดความสมบูรณ์แบบ ไฟฝัน จนถึงบ้านหลังแรกที่ซื้อเอง

คราวนี้หมอบอกว่ายังไง

เขาไม่บอกค่ะ น่าจะเป็นหลักของเขาที่ไม่บอกว่าคนไข้เป็นอะไร เพื่อไม่ให้เราตัดสินตัวเอง เราก็ถามนะ “หมอคะ บอกตรง ๆ เลยได้ไหมคะ เราเป็นอะไร?” เขาก็ตอบงึมงำ ๆ แต่เราเคยได้ใบส่งตัวจากหมอคนเก่ามาแล้ว มันเป็นภาษาอังกฤษแบบ lost f/u เราก็ไปเสิร์ชหาดู มันคืออะไรวะ เสิร์ชจนได้เรื่อง อ๋อ lost follow up ตั้งแต่ปีนี้ ๆ เป็น Depression อ๋อ โรคซึมเศร้า Anxiety อ๋อ โรคกังวล Panic Disorder แล้วเขาจะเขียนว่าไม่มีอาการทำร้ายตัวเอง ไม่มีอาการอารมณ์ร้อน แต่ว่ามีอาการไม่เห็นค่าตัวเอง อีกอย่างที่เป็นหนักจริง ๆ เรียกได้ว่าเป็นอุปสรรคในการโชว์อย่างหนึ่ง ก็คือความเป็น Perfectionism เนี่ยแหละค่ะ คือเราเป็นหนักมากเลยนะคะ หนักกว่าที่ทุกคนรู้ คือเราไม่ยอมให้คนอื่นทำเลย เราทำทุกอย่างเอง แบกทุกอย่างเองโดยที่จริง ๆ แล้วไม่ใช่หน้าที่เรา ดูสตอรี่บอร์ดเอ็มวีเองนี่ธรรมดาไป รูปเรายังรีทัชเองเลย (หัวเราะ) ใครทำอะไรให้ เราก็จะไปสิงเขา พี่ไม่ต้องค่ะ หนูทำเอง

แล้วอย่างนี้ความสัมพันธ์ของโบกี้กับผู้คนรอบตัวเป็นยังไงบ้าง คนเขาไม่เกลียดกันหมดเหรอ

เพิ่งถามไปเลยนะคะ “ทุกคนมีด่าเราบ้างหรือเปล่า” คือเราเป็นคนสิงทุกคน แต่ไม่ได้สิงด้วยความก้าวร้าวนะ เขาจะเข้าใจตั้งแต่เพลงสองเพลงสามแล้วว่า อีเด็กนี่ ปล่อยมันไป มันจะทำอะไรปล่อยมันไป เราจะวางแพลนทุกอย่าง ทำเองหมดเลย แต่ว่าค่ายก็ทำนะ ในส่วนงานของค่ายที่เราเข้าไปยุ่งไม่ได้

แต่หลังจากนั้นผลงานเพลงของโบกี้ไลอ้อนก็เป็นที่รู้จักมาก เป็นศิลปินที่มีชื่อเสียง ใช่ตัวโบกี้อย่างที่เราเคยคิดอยากเป็นจริง ๆ ไหม

ไม่ค่อยหวังอะไรกับตัวเองค่ะ แต่ว่าเนี่ยแหละคือเรา เป็นเราจริง ๆ ค่ะ แค่ได้รู้ว่าเราเกิดมาเพื่อทำสิ่งนี้ก็พอแล้ว จริง ๆ เป้าหมายชีวิตของคนอื่นอาจจะอยากเป็นนักร้อง เรามีเป้าหมายเดียวก็คืออยากอยู่บ้านแล้วก็เลี้ยงหมา ไม่ต้องทำอะไรเลย ได้มีเวลาทำงานศิลปะอยู่ในหัวตัวเอง โดยที่ไม่ต้องนำเสนอคนอื่นก็ได้ คิดให้มันสวยงามอยู่แค่คนที่เราอยากให้เห็นก็ได้ เป้าหมายหลัก ๆ คือเราไม่เคยมีบ้านเลยไง เราอยากซื้อบ้าน

ได้ข่าวว่าเพิ่งซื้อบ้าน

ค่ะ ได้ซื้อบ้านตอนนี้แล้วก็ “เชี่ย ชีวิตยังต้องการอะไรอีก”

ไม่คิดว่ามันจะมีอย่างอื่นอีกเหรอ ชีวิตยังมีอีกหลายอย่างที่เราคาดไม่ถึงนะ

ไม่มีเรื่องเพลงเลย คือเรารู้สึกเราไม่อยากคาดหวังกับตัวเอง เพราะว่าถ้าผิดหวัง เราจะเครียดกับตัวเองมาก ถ้าเป็นอย่างอื่น เราอาจจะอยากเลี้ยงม้า เลี้ยงกวางในบ้านค่ะ นี่ทะเลาะกับผู้จัดการทุกวัน

ทำไมล่ะ เลี้ยงกวางกับม้าก็ไปซื้อมาเลี้ยงสิ

คือเขาก็แบบ “มึงจะเลี้ยงกวางทำไม” เราบอกแฟนว่า “ตรงนี้จอดรถได้คันเดียวนะ ที่เหลือจะเอาไว้จอดม้า” แฟนเราก็จะแบบ “เป็นไรเนี่ย มึงตื่น!!” คือเราอยากเลี้ยงสัตว์จริง ๆ อยากอยู่กับสัตว์ เพราะมันทำให้เราผ่อนคลายมาก ๆ ไม่รู้สิ มันเป็นสิ่งเดียวที่เรารู้สึกว่าชีวิตนี้อยากไปให้ถึง

การเลี้ยงสัตว์ใช่ไหม

ใช่ค่ะ เลี้ยงสัตว์เลย แล้วก็ทำฟาร์มให้มันดีที่สุดค่ะ เลี้ยงม้า เลี้ยงกวาง เลี้ยงแกะ อยากทำให้ดีที่สุด อยากเพาะพันธ์ุสัตว์อะไรอย่างนี้

สนทนากับ BOWKYLION จากเด็กขี้กลัว โรคแพนิก การยึดติดความสมบูรณ์แบบ ไฟฝัน จนถึงบ้านหลังแรกที่ซื้อเอง
สนทนากับ BOWKYLION จากเด็กขี้กลัว โรคแพนิก การยึดติดความสมบูรณ์แบบ ไฟฝัน จนถึงบ้านหลังแรกที่ซื้อเอง

เล่าเรื่องซื้อบ้านให้ฟังหน่อยว่า เป็นหมุดหมายอะไรบางอย่างของชีวิตหรือเปล่า

ใช่ เพราะเราไม่เคยมีบ้านเลย บ้านปัจจุบันที่อยู่ก็เป็นบ้านที่แฟนซื้อ ซึ่งไม่ได้นับว่าเป็นบ้านเราอยู่ดี เลยรู้สึกว่าถ้าเรามีบ้าน มันน่าจะดีที่สุดเลย คือเป็นคนที่ชอบอยู่บ้านอยู่แล้ว แล้วก็อยากให้หมามีที่วิ่งเล่นด้วยค่ะ เราซื้อประมาณเดือนมิถุนายน ก่อนหน้านั้นพี่สาวยังชี้บ้านหลังหนึ่งให้เราดูอยู่เลย แล้วก็บอกซื้อที่นี่ไหม ไม่แพง ประมาณสี่ล้านเราก็แบบ “ไม่มีเงิน ไม่ซื้อละกัน” โบเป็นคนไม่กล้าผ่อนอะไรด้วยค่ะ เป็นคนที่ซื้ออะไรก็คือจะจ่ายสด ให้มาผ่อนเนี่ยเครียดตายเลย ก็เลยไม่ซื้อ แล้วหลังจากนั้นเพื่อนก็ชวนไปดูบ้าน ไปดูตรงนี้ไหม เออ สวยดี เออ ซื้อเลย

มีเงินอยู่พอดี

ไม่มี (หัวเราะ) แต่รู้สึกว่าบ้านหลังนี้ต้องเป็นของเรา เราไม่เคยเจอบ้านที่มองแล้วรู้สึกว่ามันต้องเป็นของเรา ปกติเวลาดูบ้าน โอเค สวยคือสวย แต่อันนี้มันต้องดูทุกคืน ถ่ายรูปมาแล้วก็ “เชี่ย มันต้องเป็นบ้านเราว่ะ” ราคาสิบสี่ล้าน

เดี๋ยว สี่ล้านซื้อไม่ไหว เลยซื้อสิบสี่ล้าน

ผ่อนค่ะ ผ่อนก็ผ่อนวะ ยังคิดอยู่เลยตอนปลายเดือนเมษายน สี่ล้านกูไม่ไหว แต่นี่กูจะผ่อนสิบสี่ล้าน แฟนก็แบบ ใจเย็น แต่เราเป็นคนที่ถ้าเราจะเอาอะไรก็เอาเลย เราเชื่อ First Impression ของตัวเองมาก

ความรู้สึกตอนนี้เหมือนชีวิตต้องการอะไรอีกไหม

เงิน (หัวเราะ) นอกจากเงิน ก็ต้องการสุขภาพที่แข็งแรง ไม่ตายก็บุญแล้วล่ะทุกวันนี้

แล้วเรื่องสุขภาพจิตใจเป็นยังไง โบกี้จะหายไปนาน ๆ อีกหรือเปล่า

พูดยากค่ะ ตอนนี้ดีอยู่ค่ะ เรียกว่าดีอยู่ ตอนนี้มีความสุขกับชีวิตมากเลยค่ะ มีบ้าน มีเพื่อนที่ดี มีค่ายที่ซัพพอร์ตเรา เพลงก็กำลังจะปล่อย ไฟก็ยังมีอยู่

สนทนากับ BOWKYLION จากเด็กขี้กลัว โรคแพนิก การยึดติดความสมบูรณ์แบบ ไฟฝัน จนถึงบ้านหลังแรกที่ซื้อเอง

Writer

จักรพันธุ์ ขวัญมงคล

บรรณาธิการ นักเขียน นักแปล

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

หากไม่ร้องเพลงด้วยลูกเอื้อนอย่างคนรักลูกกรุง อาร์ม-กรกันต์ สุทธิโกเศศ ก็ร่ายกลอนสักบทของสุนทรภู่ โดยเราพยายามต่อกลอน เท่าที่ยังพอจำได้

ท่ามกลางความเงียบของโรงละคร 1,069 ที่นั่งในวันที่ไม่มีการแสดง อาร์มจดจ่อกับการจัดท่าทางหน้ากล้อง เช่นเดียวกับช่างภาพของเราที่วิ่งขึ้นลงระหว่างที่นั่งอย่างขะมักเขม้น

ก่อนที่เขาจะมานั่งอยู่ตรงนี้ เราใช้เวลา 47 นาที เพื่อพูดคุยกับอาร์ม ชายหลายบทบาทที่เป็นทั้งนักร้อง นักแสดง พิธีกร นักพากย์ ผู้ประกาศข่าวช่อง Workpoint 23 หน้ากากระฆังจาก The Mask Singer ทาสแมว พุทธมามกะ คนอกหัก คนที่ไม่เคยขอบคุณตัวเอง และคนสบาย ๆ ที่บอกว่าไม่ต้องจำเขาก็ได้ แค่รู้สึกดีต่อกันก็พอ

เจ้าตัวบอกกับเราว่า เขาไม่เคยมีเวลาตกตะกอนชีวิตอย่างนี้มาก่อน และคำถามของเรา ทำให้เขาได้ย้อนมองตนเองอีกครั้งในวันที่เติบใหญ่ แต่ยังไม่หยุดเติบโต

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

Work Work Work Work Work

ใช้เวลาสักพักใหญ่กว่าเราจะได้คิวคุณมา หน้าตาตารางงานของคุณเดือนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

(เปิดโทรศัพท์ให้ดูตารางงานหลากสีที่มองไม่เห็นช่องว่าง)

งานประจำผมจะลงตารางอยู่แล้ว สีน้ำเงินคืออีเวนต์ สีเขียวคืองานพิชชิง สีดำคือมีงานอื่นจนต้องลางานประจำ ส่วนสีส้มคือธุระสำหรับศาสนา

สีส้มเป็นสิ่งที่ต้องมีในตารางเสมอไหม

มี เราจัดลำดับความสำคัญในชีวิต หลายคนบอกว่า เห็นทุกข์จึงเห็นธรรม แต่เรามีความสุขดี ไม่มีทุกข์อะไร เพียงแต่ชีวิตควรมีอะไรที่มั่นคง บางครั้งการวิ่งไปดูแลอาจารย์ที่เราเคารพอาจทำให้เหนื่อยกาย แต่ข้างในเราอิ่ม เลยเหมือนการพักผ่อน

มีเวลานอนบ้างไหม

นอนแปลว่าอะไรหรอครับ (หัวเราะ) ล้อเล่น เรื่องนอนสำคัญมาก เพียงแค่ช่วงนี้งานค่อนข้างหนักหน่วง เมื่อคืนโชคดีที่ได้นอนเก็บไว้ 6 – 7 ชั่วโมง ถือว่าโอเค คืนก่อนหน้านั้นนอน 5 ชั่วโมง เพราะเราต้องตื่นเช้ามาอ่านข่าวทุกวันจันทร์-ศุกร์ ไม่ว่าจะทำงานดึกยังไง 6 โมงก็ต้องตื่น แต่ไม่เบื่อนะ เป็นหน้าที่ที่เราชอบและสนุกที่จะทำ

การเป็นผู้ประกาศข่าวคือสิ่งที่คิดเอาไว้ตั้งแต่ต้นเลยไหม

เอาจริง ๆ ตอนเรียนคณะนิเทศ จุฬาฯ วิชาที่ไม่เคยสนใจเรียนเลยคือวารสารสนเทศ เพราะคิดว่าไม่ได้ใช้แน่ ๆ แต่สุดท้ายเราก็มาเป็นผู้ประกาศข่าว โชคชะตาผันผวนอยู่

จากตารางงานที่แน่นหนาของคุณ มีอะไรที่จะมาแทรกงานหรือสำคัญกว่างานได้บ้าง

เวลาผมจัดลำดับชีวิต ครอบครัวมาก่อนอันดับหนึ่ง วันพักผ่อนบางทีก็พาครอบครัวไปเที่ยว ส่วนอันดับสองคืองาน บางทีอันดับหนึ่งกับสองก็ไล่บี้กันบ้าง

ถามว่าเวลาไม่กลับบ้าน คุณพ่อคุณแม่มีบ่น มีถามถึงบ้างไหม พอดีเราปูทางเข้าวงการมาตั้งแต่เข้ามัธยมศึกษา ทำกิจกรรม เล่นละครนิเทศ เลิกดึกดื่นเที่ยงคืน บางวันค้างบ้านรุ่นพี่ ครอบครัวรู้ว่าเราไม่ใช่คนเหลวไหล เวลาที่ติดงาน ไม่ได้ไปทานข้าวด้วย เขาก็รู้ว่าทำงานจริง ๆ

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

Multiple Arms

ถ้าให้เลือกหนึ่งบทบาทที่คุณชอบที่สุด บทบาทนั้นคืออะไร

โห! อ่านข่าว นักร้อง พิธีกร นักแสดงละครเวที ตอบยากมากเลย เพราะทุกอย่างสนุกและมีเสน่ห์ในแบบของมัน ที่สำคัญคือได้เงิน แต่กระบวนการที่ชอบที่สุดขอเลือกการแสดงละครเวทีแล้วกัน

ในแง่งบ อาจต้องบอกว่าละครเวทีไม่ได้ตอบโจทย์ เพราะเป็นงานที่กินคิว ต้องเสียสละคิวให้คนอื่น ต้องรักสิ่งที่ทำมากถึงอยู่กับมันได้นาน แต่มวลมันอบอุ่น ถ้าเป็นภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ใช้คิวน้อยกว่า ต่างคนต่างมาเจอกันเฉพาะเวลาก็จบ แถมยังเหนื่อยกว่า เพราะโลเคชันเปลี่ยน ขณะที่การแสดงในโรงละคร เราวางแผนชีวิตได้

อีกอย่างคือมันขับเคลื่อนไปด้วยกันทั้งองค์กร 30 – 50 ชีวิต นักแสดง ผู้กำกับ ทีมเสียง ทีมแสง ทีมเอฟเฟกต์ ทีมเสื้อผ้า เรามีเกมบัดดี้ให้เล่น ทั้งหมดคือเรื่องของความสัมพันธ์ของคนเดิม ๆ ในที่เดิม ๆ ได้แชร์มุมมองชีวิต โดยเฉพาะละครในมหาวิทยาลัย ละครนิเทศ

ในวัย 34 คุณมองเรื่องความสัมพันธ์อย่างไรบ้าง

บางทีเราสังเกตว่า ความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่เหนื่อยและวุ่นวายกับชีวิตเหมือนกัน แต่เราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลก ด้วยหน้าที่การงานต้องไปเจอผู้คน เราทิ้งความสัมพันธ์ไม่ได้ แต่จะทำอย่างไรให้ความสัมพันธ์ไม่ใช่สิ่งที่กระทบการทำงานและจิตใจ วัยนี้ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการมากกว่า

นอกจากการเป็นนักแสดงละครเวที มีบทบาทไหนที่ยังไม่ได้ทำ แต่อยากทำไหม

นั่นสิ พี่ยังไม่ได้ทำอะไรบ้างนะ (ทำท่าคิด) อาจจะเป็นเบื้องหลัง กำกับ หรือโปรดิวเซอร์ คิดว่าถ้าให้ทำก็ทำได้ แต่ยังไม่ถึงเวลา อนาคตอาจจะมีจังหวะเวลาที่เหมาะสม 

น้องมาเจอตอนที่พี่ไฟแรงเรื่องการเข้าวัดพอดี พี่ก็จะให้สัมภาษณ์ประมาณนี้นะ (หัวเราะ) ภาพพี่อีก 5 ปีอาจไม่ใช่แบบนี้ก็ได้ น่าจะเปลี่ยนไปแล้ว

แล้วจากที่เข้าวงการมา 13 ปี อาร์ม กรกันต์ เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะการมองชีวิต

ก็เปลี่ยนตามสิ่งรอบตัวที่หล่อหลอมเราขึ้นมา แต่สิ่งที่ อาร์ม กรกันต์ ยังเหมือนเดิมคือความใจดี สิ่งที่เพิ่มมาตามวัยคือกิจกรรม งาน วัด เพื่อน แมว

ส่วนมุมมองชีวิต คำถามที่ว่าชีวิตคืออะไรเป็นสิ่งที่ ครูป๋อม-ไศลทิพย์ จารุภูมิ อาจารย์คณะนิเทศเคยถามผมและเพื่อนเพื่อดูว่าเด็กคนนี้เป็นอย่างไร 

คำตอบของผมในวันนั้นกับวันนี้ยังคงเป็นคำตอบเดียวกัน ชีวิตคือการเรียนรู้เพื่อพัฒนา แต่เพิ่มเติมคือ เราเรียนรู้เพื่อปรับตัว เพราะโลกเปลี่ยนเร็วมาก คำตอบเราธรรมดาไม่หวือหวาเลยเนอะ เราเป็นคนอยู่กับความเป็นจริง เพราะอยากให้ใช้ได้จริง

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว
ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

คุณถือเป็นลูกชายคนหนึ่งของ Workpoint ออกรายการ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง ซีซั่นที่ 1 ในฐานะหน้ากากระฆัง คุณคิดว่าความดังคืออะไร และคุณมองว่าตัวเองดังหรือยัง

โห! สำหรับผมความดังคือการที่เราเดินไปแล้วคนทักเราถูก ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองดังไหม โดนคัดออกตั้งแต่แรก ๆ ด้วย (หัวเราะ) แต่ช่วงเป็นหน้ากากระฆังคือช่วงที่พีกมาก มีงานติดต่อเข้ามาไม่ขาด เคยชิมลางตอนไปทัวร์แบบไป-กลับช่วงนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นกระแสจริง ๆ เดินไปไหนคนก็เรียก แต่พอเวลาผ่านไป คนใหม่ขึ้นมามันก็เป็นเรื่องปกติ เขาเรียกว่า โลกธรรม 8 เป็นธรรมดาของโลก

ถ้าเลือกได้คุณอยากให้คนจดจำ อาร์ม กรกันต์ ในมุมไหน

แต่ก่อนคิดว่าคงตอบได้ ตอนนี้ผมว่า ไม่ต้องจำอาร์มหรอก แค่เรามีไมตรีต่อกันก็พอแล้ว ถ้าคนลืมเรา แปลว่าอาจจะไม่มีงานในวงการ แต่ถ้าพูดถึงอุดมคติ วันหนึ่งที่คนไม่รู้จัก อาร์ม กรกันต์ เลยมันจะมาถึงแน่นอน เพียงแต่ช้าหรือเร็ว เพราะฉะนั้น เราเลยต้องเตรียมตัว จาก Someone เป็น No one เพราะมันคืออนิจจังของทุกคนที่สักวันต้องถูกลืม

ถ้าทำใจได้ตั้งแต่วันนี้ มันก็เคลียร์เลย เพียงแต่เรายังมีบทบาทหน้าที่ต้องทำ เพราะเรามีพ่อแม่ที่ต้องดูแล มีแมว 10 ตัวที่ค่าใช้จ่ายเยอะ มีบ้านที่ต้องผ่อน งานก็ต้องมีและต้องทำต่อไป

แต่เราไม่อยากให้คนมองเป็นสายบุญขนาดนั้นนะ เราไม่ได้ดีกว่าใคร ที่พูดไปเพราะแค่สนใจปรัชญาชีวิต เรื่องไม่ดีก็มีทำอยู่บ้าง โกหกสีขาว แกล้งแมวก็ยังทำอยู่ (หัวเราะ)

แล้วคุณอยากประสบความสำเร็จไหม ในด้านไหน

ง่าย ๆ เลย ขอให้ใช้ชีวิตต่อไปได้ เพราะเราใช้ชีวิตเกือบรายวัน หมายความว่าเตรียมตัววันนี้ เพื่อทำงานพรุ่งนี้ ประสบความสำเร็จให้ทำมาหากินพอเลี้ยงพ่อแม่และแมวได้ เพราะสิ่งที่ให้ความสำคัญที่สุดคือครอบครัว

คุณคิดว่าความความสำเร็จเกิดจากอะไรบ้าง

คนชอบบอกว่า คนที่ประสบความสำเร็จต้องเก่ง แต่ผมว่าต้องเฮงด้วย เพราะคนที่ตีระนาดเก่งกว่าผมมีเยอะ นักแสดง นักร้อง ผู้ประกาศข่าวหลายคนพูดได้เก่งกว่าผม ความเฮงเลยเป็นสิ่งที่คุมไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือการเตรียมความพร้อม เมื่อพร้อมและโอกาสมา จึงจะกลายเป็นความสำเร็จ แต่เห็นแบบนี้ผมก็ไม่ได้พร้อมตลอด 24 ชั่วโมงนะ เราก็มีวันที่ไม่พร้อม แต่พยายามทำให้ดีที่สุด

แล้วอาร์มอยากเฮงหรือเก่งมากกว่ากัน

อยากเก่งเยอะกว่า เพราะถ้าเฮงอย่างเดียวแล้วไม่เก่ง ยังไงก็แป๊ก เฮงในที่นี้ก็แค่ไม่อยากโชคร้าย แต่เราโชคดีอยู่แล้วที่เกิดมาในครอบครัวอบอุ่น สนับสนุนทุกอย่างที่อยากทำ โตขึ้นมาผมถึงรู้ว่า สิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุดคือความโชคดีที่สุด

ถ้าวันนี้ต้องขอบคุณใครสักคน อาร์ม กรกันต์ อยากขอบคุณใคร

เยอะเลย พ่อแม่ที่อ้าแขนรับเราอย่างสุดหัวใจ ขอบ คุณครูเอก-จิระชัย กุลละวณิชย์ ที่สอนเรามากกว่าการสอนร้องเพลง ท่านสอนวิธีวางตัวในสังคม สอนวิธีคิด การวางแผนชีวิต ท่านแบ่งปันประสบการณ์ให้อาร์มเยอะมาก เป็นข้อคิดที่มีค่าทั้งหมด

ขอบคุณเพื่อน คนที่อยู่รอบข้าง เป็นไหล่ให้เราซบในเรื่องหนักและเรื่องเบา ผู้ใหญ่ที่ให้โอกาส โดยเฉพาะใน Workpoint และทุกงาน มีความสุขทุกครั้งที่เขานึกถึงเราและทุกครั้งที่ได้ทำงาน

จากที่ฟังมา คุณไม่ขอบคุณตัวเองบ้างหรอ

นั่นคงเป็นเรื่องของตัวตน อาร์มมองว่าชีวิตยังไงก็ต้องดำเนินต่อไป เลยขอบคุณคนอื่นมากกว่า ถ้าเรายังอยากมีลมหายใจ เรายังอยากยืนอยู่ตรงนี้ ยังไงก็ต้องเดินต่ออยู่แล้ว

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

What Makes You, You?

ย้อนกลับไปวัยเด็ก ยังจำได้ไหมว่าอาชีพแรกที่คุณตอบครูว่าอยากทำคืออะไร

อยากเป็นวิศวกร แต่ไม่ได้อยากไปออกแบบหรือตรวจสอบอะไรเลย เราแค่ชอบคำนี้ เพราะเป็นคำศัพท์ภาษาไทยที่ออกเสียงแล้วดูเก่ง (หัวเราะ)

ต่อมาตอนที่อยากเข้านิเทศ จุฬาฯ มีภาพยนตร์เรื่อง แฟนฉัน ของผู้กำกับไฟแรง 6 คน นั่นคือเหตุผลแรกที่อยากเข้าเรียน เพราะอยากเป็นผู้กำกับ ส่วนอีกเหตุผลคือ ไปดูละครนิเทศฯ แล้วอยากยืนอยู่บนนั้นบ้าง สังเกตว่าไม่ได้คิดถึงอาชีพในอนาคตเลย

แล้วอะไรคือเหตุผลที่อาชีพผู้กำกับไม่ได้ไปต่อ

เราลองเป็นเด็กฟิล์ม เรียนสาขาวิชาภาพยนตร์และภาพนิ่ง ตอนเรียนคิดว่ามันเหนื่อยจัง นี่คงไม่ใช่สิ่งที่เราทุ่มเทได้มากพอ แต่ก็เข้าภาค 2 ปีเต็ม ไม่ได้ย้ายสาย จบไปค่อยว่ากัน ก็คงจะทำงานเรื่องเพลงอยู่ดี เพราะตอนปี 3 ได้ไปประกวดร้องเพลงเวทีใหญ่ครั้งแรกคือ KPN Award Thailand Singing Contest 2009 ครั้งที่ 18 ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และ Popular Vote พอมีคนเริ่มรู้จัก ไปออกงาน มันได้เงิน เราคิดคงจะทำสิ่งนี้แหละ เลยยึดเป็นอาชีพมา

จากที่ผ่านคุณเหมือนยังไม่ได้มีความฝันที่ชัดเจน ตอนนี้มีความฝันหรือยัง

ก็เห็นเลขบ้างบางคืน (หัวเราะ) ล้อเล่นครับ ตอนนี้ยังไม่มีเลย ฝันของผมคงเป็นการทำแบบที่ทำอยู่ทุกวันไปเรื่อย ๆ เป็นการ Maintain

ส่วนการเติบโต ผมมองว่าเป็นโบนัส

คุณเชื่อเรื่องโชคชะตาสร้างชีวิตบ้างไหม

เราคิดว่าหลายส่วนประกอบกัน ความชอบในเรื่องนั้น ๆ โชคชะตาก็คงมี แต่ความขวนขวายเราก็มีเอง ฝึกระนาดใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปี อย่างเรื่อง โหมโรง เดอะ มิวสิคัล คิดว่าอันนี้เป็นโชคชะตาเหมือนกัน เพราะเขาแคสต์กันมาเยอะมาก เราเป็นคนสุดท้าย เพิ่งรู้ด้วยว่าตอนนั้นถึงขั้นผู้บริหารไปทาบทามให้ พี่หนึ่ง จักรวาล ฝึกระนาดแล้ว

ที่ได้ไป เพราะไปลงเรียนการแสดงกับครูเงาะ เพื่อนเราชื่อ ครูลูกแก้ว ขับรถมาส่งที่บ้านแล้วเล่าให้ฟัง เราหูผึ่งบอกไปเลยว่า เราตีระนาดได้นะ ขอไปแคสต์ได้ไหม เพื่อนยังไม่เชื่อเลย แต่เขาก็นัดให้ ปรากฏว่าได้

เห็นไหม เรามีความพร้อมโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ เริ่มจาก ป.4 แค่เล่นได้ แต่ยังประชันไม่ได้ กลายมาเป็นโอกาสให้เรา

คว้าทุกโอกาสที่เข้ามา ไม่รู้สึกเหนื่อยบ้างเหรอ

เหนื่อยมาก แต่เรากลัวที่จะปล่อยมันไป เพราะโอกาสไม่ได้เข้ามาทุกวัน สุดท้ายก็อยากลองกระโดดเข้าไปปู้ยี่ปู้ยำกับมันดูว่ารอดไหม ส่วนตอนนี้อายุ 34 แล้ว ถ้าไม่รอดก็ต้องปล่อยมันไป เก็บแรงไปทำในสิ่งที่ดีกว่า หรือเก็บแรงไปพักผ่อน

แม้กระทั่งบางคนที่ชอบบอกให้เราเก่งขึ้นกว่าเมื่อวาน มันเหนื่อยนะเอาจริง รู้สึกว่าแค่ทำให้ผ่านไปได้ด้วยดีก็ดีแล้ว ถ้ามีเวลามากพอค่อยติดปีกให้ตัวเองไปต่อก็ได้ แต่ต้องมีเวลาให้ตัวเองด้วย นอกเหนือจากจุดมุ่งหมายเรื่องงาน

ตอนนี้ใครนึกถึงอาร์มก็จะมีเสียงระนาดลอยมาด้วยทั้ง ๆ ที่คุณเรียนโรงเรียนคริสต์ คุณไปเริ่มจับระนาดได้อย่างไร

มันมาจากชาติปางก่อน (หัวเราะ) ล้อเล่นครับ พอดีผมอยากโดดเรียนตอนประถม ก็เลยไปเข้าชมรมดนตรีไทย เราก็ยืนหนึ่งเล่นระนาดเอกประถมคนเดียวในโรงเรียน 2,000 คน ทุกคนแย่งเล่นบอล แต่ผมไม่เล่นกีฬาเลย 

เออทำไมนะ (นิ่งคิด) ถ้าไม่ถามนี่จำไม่ได้แล้วนะ เพราะเคยพลาดไปยืนตรงโกลด์ฟุตบอลขณะที่โค้ชกำลังสาธิตการยิงพอดี อัดเข้าเต็มท้อง ผมเลยเกรง ๆ ตั้งแต่นั้น

มีอะไรที่คุณคิดว่าตัวเองทำ และคนอื่นไม่ทำอีกไหม

ชอบถือหนังสือธรรมะตั้งแต่ประถม เพราะคิดว่าเท่ หนังสือท่านพุทธทาสภิกขุ อ่านไม่รู้เรื่องแต่อยากอ่าน มีบางเล่มที่อ่านแล้วเข้าใจ นอกจากนี้ก็ชอบทำบุญ คิดโปรเจกต์เพื่อศาสนามาตั้งแต่เด็ก ๆ

แล้วเรื่องการร้องเพลง ก่อนประกวด KPN Award คุณไปฝึกร้องเพลงจากใคร

คุณพ่อ คุณแม่ คุณป้า ชอบถล่มร้านอาหารและยึดไมค์ร้องเพลง (หัวเราะ) เขาก็ร้องเพลงสุนทราภรณ์กัน เราเลยเรียนร้องเพลงจากสุนทราภรณ์ เพลงแรกที่ร้องคือ พรานทะเล ฟังวนและแกะตามต้นฉบับได้

เราฝึกร้องจากเพลงลูกกรุง เพราะคิดว่าเสียงมันเนิบดี แต่หารู้ไม่ว่าการผ่อนลมเนี่ยยาก กลายเป็นฝึกของยากก่อน พอมาร้องป๊อปเลยง่าย

ยังจำละครเวทีเรื่องแรกที่เล่นได้ไหม ถ้าย้อนเวลากลับไปเป็นผู้กำกับได้ คุณจะบอกอะไรกับเด็กคนนั้นบ้าง

จำได้สิ โตขึ้นผมจะขี่รุ้ง โรงเรียนของผมไปขอลิขสิทธิ์จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ถ้าย้อนกลับไปก็คงจะบอกให้เล่นไปเถอะ เพราะเป็นเด็กมาก อยากให้เขาสนุกให้เต็มที่ แต่ถ้าเด็กคนนั้นมาแสดงตอนนี้ โรงละครพังเลยนะ ไม่มีพื้นฐานอะไรทั้งสิ้น

ปัจจุบัน คุณแสดงละครเวทีไปกี่เรื่องแล้ว

ละครเวทีสุนทราภรณ์ เพลงรักเพลงแผ่นดิน โดยเพลงเอก ถือเป็นเรื่องที่ 10 ถ้านับละครที่คนดูต้องซื้อบัตรมาชม

เรยา เดอะ มิวสิคัล คือเรื่องแรก แสดงคู่กับ คุณชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต ส่วน โหมโรง เดอะ มิวสิคัล คือเรื่องที่ 3 

จากเรื่องที่เคยแคสต์มา คุณเคยอกหักตกรอบบ้างไหม

เคย มีเรื่องหนึ่งไปแคสต์มา 3 เดือน ยังไม่ได้แสดงนะ ทั้งซ้อมและท่องบทพูดบางส่วนมาแล้ว เป็นเรื่องในโรงใหญ่ ผู้กำกับมาจากอังกฤษ เวลาเราทำอะไร เขาจะเป็นคนตรวจการบ้าน เพราะฉะนั้นจะเป็นมาตรฐานเดียวกับที่อังกฤษ เรื่องนี้สร้างความหวังให้เราเยอะมาก เพราะเข้าไปแคสต์ 5 ตัวละคร คิดในใจว่าต้องได้สักตัว แต่ปรากฏว่า 3 เดือนไม่ได้เลยสักบท ก็อกหักไป แต่หลังจากนั้นก็ได้ไปเล่นเรื่อง เรยาฯ พอดี

อกหักครั้งนั้นคุ้มค่าไหม

การอกหักครั้งนั้นสอนเราเยอะมาก ทั้งเรื่องการร้อง เล่น วินัย กระบวนการการทำละครในมาตรฐานสากล เป็นการอกหักที่คุ้มค่า

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

ปัจจุบัน ดูคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยซื้อบัตรชมละครเวทีกันแล้ว คุณคิดอย่างไร หรือต้องเป็นละครเพลงเท่านั้นถึงจะมีคนชม

คิดว่าคนแค่ยังกลัวโควิด-19 อยู่ กับเรื่องของเศรษฐกิจ เพราะบัตรดูละครเวทีราคาไม่เหมือนดูหนัง คนต้องตั้งใจออกจากบ้าน แต่มันเป็นธุรกิจที่ลงทุนสูงเพื่อมอบความพึงพอใจที่ไม่เหมือนสื่ออื่น บางเรื่องมีอุดมการณ์สอดแทรก บางเรื่องเหมือนพาเราย้อนเวลากลับไปหาสิ่งที่ปัจจุบันคิดถึง

เมืองไทยเราอาจจะชินกับการแสดงละครเวทีที่ต้องมีการร้องเพลง แต่ของอเมริกา อังกฤษ ต่างประเทศเขามีละครพูดเยอะมาก อย่างของไทย เนื้อคู่ 11 ฉาก จากวันแรกถึงวันลา ของ พี่บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ ก็เป็นละครพูดที่เราชอบมากเหมือนกัน

ในฐานะนักแสดงละครเวทีอาชีพ คุณคิดว่าการเป็นนักแสดงที่ดีต้องมีอะไรบ้าง

ต้องมีวินัย เสียสละคิวให้คนอื่น เพราะเราไม่ได้เล่นแค่คนเดียว ต้องเล่นให้ทีมแสง Blocking เล่นให้ผู้กำกับดู วินัยสำคัญมาก เพราะขับเคลื่อนทั้งองค์กร และต้องเป็นคนที่ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ซึ่งเราพยายามมีให้ครบ แม้บางวันจะพร่องไปบ้าง

ละครเวทีสุนทราภรณ์ ได้ Restage อีกครั้งหนึ่ง บุคคลในตำนานและเพลงที่ถูกเรียกว่า ‘เพลงเก่า’ ให้พลังกับคุณที่เป็นคนรุ่นใหม่อย่างไรบ้าง

เรียกว่าให้พลังซึ่งกันและกันดีกว่า นี่เป็นเรื่องแรกที่เราจับมือทีมงานทุกคนเพื่อรวมพลังก่อนแสดง แล้วเรารู้สึกว่ากำลังจะเปลี่ยนชีวิตใครบางคน เพราะสื่อบันเทิงของคนรุ่นพ่อแม่ที่จิ้มถึงใจเขามีน้อยมาก เพลงที่เขาฟังตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วกลับมาฟังจนมีกำลังวังชามันแทบไม่มี 

เรามีความสุขที่ได้ออกไปแสดง เพราะรู้ว่ามันคือสิ่งที่ดีมาก พอจบการแสดง คนทั้งโรงละคร ผู้ใหญ่ที่นั่งรถเข็นมา มีไม้เท้ามาเป็นขาที่สาม คนที่จับมือลูกหลานมา เขาลุกขึ้นเต้นและยิ้ม กลับไปเรารู้ว่าเขาไม่จบแน่นอน เขาจะเอาเพลงที่ฟังไปคุยกับเพื่อน เพลงนั้นของศรีสุดา เพลงนี้ร้องตอนวันลอยกระทง เธอจำเรื่องในวันนั้นได้ไหม มันคือการจุดประกายความสุขต่อ

ทุกครั้งที่จะออกไปแสดง ผู้กำกับบอกเสมอว่า ลองหาเป้าหมายดู ละครสักเรื่องอาจทำให้คนที่อยากทำร้ายตัวเองชั่งใจคิด บางคนอาจมีความกล้าในการเผชิญสิ่งที่หวาดกลัว หรือเขาอาจกล้าที่จะบอกรักใครสักคน มันมีประโยชน์แน่นอน เพราะฉะนั้นเราจึงต้องทำให้ดีที่สุดทุกเรื่อง เช่นเดียวกับงานอื่น ๆ ในตอนนี้และในอนาคต ตราบใดที่คนยังเห็นว่าเราทำอะไรสักอย่างได้ เราก็จะคว้าโอกาสต่อไปและทำให้ดีเสมอ

อ้อ! อุปสรรคเดียวคือ เวลา เพราะเรามีเวลาจำกัดและต้องนอนครับ

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

ขอบคุณสถานที่

โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ ชั้น 7 สยามสแควร์วัน

ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 (แผนที่)

เว็บไซต์ : siampicganesha

Facebook : KBank Siam Pic-Ganesha

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load