“ชื่อ วิโอเลต วอเทียร์ มีคนเรียกผิดบ่อยไหม” เราถาม

“ตลอดเวลาค่ะ” เธอตอบกึ่งตลกกึ่งน้อยใจ 

“ไวโอเลตนี่คือไปไกลสุดแล้ว แต่เวลาเขียนจะมี วีโอเลต หรือ วิโอเล็ต เติมไม้ไต่คู้ หรือ วอร์เทียร์ ที่วอแหวนมีรอเรือการันต์ กลายเป็นคำว่าสงคราม ซึ่งที่ถูกต้องคือง่ายที่สุด วิโอเลต วอเทียร์”

วี-วิโอเลต วอเทียร์ เราเช็กตัวสะกดชื่อเธออีกครั้ง 

เรื่องราวการเติบโตของ วิโอเลต วอเทียร์ ผ่านอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกที่อยากให้เป็นบันทึกของช่วงชีวิตหนึ่ง

วีแจ้งเกิดในวงการดนตรีทันทีที่เปล่งโน้ตท่อนแรกของ Leaving On A Jet Plane ออกมาบนเวที The Voice Thailand เมื่อ 7 ปีก่อน หลังจากนั้น เราก็เห็นผลงานเธอมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นซิงเกิล มิวสิกวิดีโอ ผลงานการจัดรายการวิทยุ ไปจนถึงบทบาท เจ๋ โปรดิวเซอร์สุดติสต์ในภาพยนตร์เรื่อง ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ ที่เป็นที่พูดถึงอย่างมากในช่วงนั้น เธอเพิ่งปล่อยซิงเกิลจากอัลบั้มใหม่ออกมา 4 เพลง ได้แก่ Brassac, Smoke, Drive และล่าสุด I’d Do It Again พร้อมกับมิวสิกวิดีโอที่ตั้งใจทำจริงๆ

ในอีกมุมหนึ่ง เธอเป็นนิสิตจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นลูกสาวคนโตของครอบครัวขนาด 4 คน มีน้องชายที่สนิทมากหนึ่งคน เพิ่งทำอัลบั้มเดี่ยวของตัวเองเสร็จสมบูรณ์เมื่อหนึ่งเดือนที่ผ่านมา และกำลังจะปล่อยในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

นี่จะเป็นอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกของวี เป็นการรวบรวมชีวิตของเธอในช่วง 6 – 7 ปีที่ผ่านมา เธอพัฒนาจากคนที่ใช้อารมณ์เป็นตัวตัดสินการกระทำ มาใช้เหตุผลและพยายามเข้าใจคนรอบข้างมากขึ้น เธอเคยไขว้เขว เคยลังเลกับเส้นทางที่ตัวเองเลือก และพบว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือสิ่งที่เธอเชื่อ โดยหวังว่าจะมีคนชอบเหมือนๆ กัน

วีเปลี่ยนจากเจ้าของผลงานหม่นๆ เป็นศิลปินที่มีมิติทางด้านความคิดมากขึ้น เธอบอกให้รอฟังอัลบั้มเต็ม แล้วจะเห็นได้ถึงทัศนคติ ความคิด หรือแม้กระทั่งอารมณ์ที่โตขึ้น การเติบโตที่เรียนรู้ผ่านงาน คนรอบข้าง ความรัก และทุกสิ่งที่หล่อหลอมให้เธอเป็นอย่างในวันนี้

วีบอกว่าเพลงคือตัวตนของศิลปินในอดีต เราเลยชวนคุยเรื่องอดีตของเธอ

เรื่องราวการเติบโตของ วี วิโอเลต ผ่านอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกที่อยากให้เป็นบันทึกของช่วงชีวิตหนึ่ง

ก่อนหน้านี้คุณไม่เคยมีอัลบั้มเต็มมาก่อน ชีวิตเดินมาถึงจุดไหนถึงคิดว่าควรมีอัลบั้มของตัวเองสักที

ตอนที่ออกจาก The Voice Thailand มาเริ่มทำเพลง เรารู้ว่าเราแต่งเพลงภาษาอังกฤษมากกว่า เราอยากทำเพลงภาษาอังกฤษ แต่ตอนนั้นอยู่ค่ายและค่ายไม่เห็นด้วยกับการรีบทำเพลงภาษาอังกฤษ เขาอยากให้ทำเพลงภาษาไทยก่อน 

ตอนนั้นเราใหม่กับวงการมากๆ ก็โอเค เชื่อผู้ใหญ่ แต่ระหว่างนั้นเราก็เขียนเพลงภาษาอังกฤษของเราไป เขาก็ไม่เคยหันมามองเพลงภาษาอังกฤษเลย แล้วตอนนั้นสัญญาจะหมด เลยคิดว่ามันอาจจะเป็น Chapter ใหม่ให้เราออกมาทำเพลงภาษาอังกฤษและอัลบั้ม เพราะที่ผ่านมาเราไม่เคยมีอัลบั้ม ไม่เคยมีอีพี มีแต่ซิงเกิล 

ตอนแรกไม่คิดว่าอัลบั้มจะใช้เวลานานขนาดนี้ เพราะเข้าใจว่าตัวเองมีเพลงประมาณหนึ่งแล้ว มันจะมีโมเมนต์ของการ “เอ๊ะ หรือเพลงนี้ไม่เหมาะ” มีการจับออก จับเข้า แต่งใหม่ แก้ดนตรี รื้อโครง เหมือนย้ำคิดย้ำทำ ต้องคอยเตือนตัวเองว่า โอ้ย ไม่ได้แล้ว จมเกินไปแล้ว ต้องถอยออกมา ต้องพักแป๊บหนึ่ง

สำหรับศิลปินที่อยู่ในยุคที่คนส่วนใหญ่ไม่ซื้ออัลบั้มกันแล้ว การมีอัลบั้มยังสำคัญอีกเหรอ

เราว่ามันสำคัญ เราไม่รู้ว่าคนอื่นมองว่ามันสำคัญไหม แต่อย่างหนึ่งที่เราเห็นคือ ทำเพลงเดียวมันง่ายกว่าอัลบั้ม มันไม่ต้องคำนึงถึงภาพรวม มองแค่เพลงเพลงเดียว ในขณะที่อัลบั้มต้องดูว่าคอนเซปต์ใหญ่คืออะไร เรื่องที่คุณเล่าแต่ละอย่างสอดคล้องกันไหม ดนตรีไปด้วยกันยังไง มันอยู่ด้วยกันได้จริงเหรอ สำหรับเรามันต้องทำตามแผนที่วางไว้ 

ก่อนหน้านี้เราปล่อยแต่ซิงเกิล สิ่งที่เห็นคือเวลาไปเล่น Live Show ดูเพลงเรียงกันแล้วมันไม่เป็นก้อน ไม่กลม โทนสีมันแปลกๆ ไม่ค่อยเข้าที่ เราเลยเข้าใจว่าอัลบั้มมีหน้าที่เป็นตัวแทนในแต่ละยุคของศิลปิน ยุคนี้ฉันเป็นคนแบบนี้ โทนสีฉันเป็นแบบนี้ ยุคต่อมาฉันโตขึ้นเป็นอีกแบบหนึ่ง เป็นอีกสีหนึ่ง มันจะเห็นช่วงชีวิตของคนคนหนึ่งชัดเจนในแบบที่บอกไม่ได้จากเพลงแค่เพลงเดียว อย่างน้อยจะเห็นเลยว่าพื้นฐานของคนคนหนึ่งเป็นแบบนี้ 

เหมือนอย่างที่อะเดล (Adele) หรือ เทย์เลอร์ สวิฟต์ (Taylor Swift) มีอัลบั้มเล่าเรื่องชีวิตแต่ละช่วง

ศิลปินฝรั่งจะเป็นแบบนี้ อัลบั้มเลยเป็นสิ่งที่สำคัญมากในอาชีพของเขา เราเลยอยากมีให้รู้ว่า ก้อนนี้คือวี 2020 เป็นแบบนี้นะ ปี 2022 อาจจะเป็นวีในอีกโทนหนึ่งก็ได้ มันทำให้ได้เห็นการเติบโต ไม่ใช่แค่ปล่อยเพลงไปเรื่อยๆ หน้าอยู่บนมีเดียตลอดก็จริง แต่ถ้าเพลงเราไม่ชัด ตัวตนของเราก็คงไม่ชัดเหมือนกัน

เรื่องราวการเติบโตของ วี วิโอเลต ผ่านอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกที่อยากให้เป็นบันทึกของช่วงชีวิตหนึ่ง

คุณเป็นคนหนึ่งที่เคยแต่งเพลงจากคำถามที่ว่า คนฟังอยากฟังอะไร

ใช่ พอทำเพลงไปรู้เลยว่ามีเพลงช้าเยอะ เราชอบเขียนเพลงเศร้า ชอบเขียนเพลงช้า ถ้าไปโชว์บรรยากาศจะเนือยๆ เพราะที่ผ่านมาเพลงสนุกเราน้อยมาก ถ้างั้นเราทำเพลงเร็วขึ้นมาน้อย แต่ก็ยังกลัวว่าคนฟังจะชอบหรือเปล่า มันจะหลุดความเป็นตัวเองไปหรือเปล่า ที่ตรงนี้เลยไม่ใช่ Comfort Zone อีกต่อไป เพราะเรายังต้องค้นหาหนทางที่ลงตัว ในทางหนึ่งเรานึกถึงเวลาเล่นสด เราคิดถึงคนดู อยากให้เขาเอ็นจอย แต่อีกทางหนึ่งพอเราโฟกัสกับคนฟังมากเข้า มันไม่มีไม้บรรทัดว่าเราควรจะตามใคร ก็เลยตัดสินใจใช้ไม้บรรทัดตัวเอง เอาที่ตัวเองโอเค คนอื่นไม่รู้หรอก แค่ตัวเองชอบก็พอแล้ว

โดยไม่ได้คำนึงถึงว่าจะมีคนฟังไหม

ไม่รู้ เพราะสุดท้ายไม่มีใครรู้หรอก เอาเป็นว่าเราชอบ มันต้องมีคนที่ชอบเหมือนเราบ้างแหละ

ตัวเองเปลี่ยนไปแค่ไหนนับจากที่ไปประกวด The Voice Thailand คราวนั้น

ถ้าในฐานะคนคนหนึ่ง เราว่าเราเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ปกติเราเป็นคนทำอะไรด้วยความรู้สึก ซึ่งก็ยังเป็นอยู่ แต่เริ่มทำอะไรด้วยเหตุผลเยอะขึ้น จากที่แต่ก่อนอารมณ์จะนำเหตุผล ก็ไม่ชอบแบบนี้ ไม่เอาไม่ชอบ แต่ตอนนี้ โอเค ไม่ชอบ แต่เรามีเหตุผลว่าทำไมถึงไม่ชอบ เรียนรู้ที่จะยืดหยุ่นกับชีวิตมากขึ้น

เราว่าอายุที่เพิ่มขึ้นด้วยก็ส่วนหนึ่ง ประสบการณ์การทำงานกับคนรอบข้างก็อีกส่วนหนึ่ง ตอนเด็กๆ เราจะงอแง มีมุมเอาแต่ใจอยู่ โตมาถึงรู้ว่ามันมีคนที่เหนื่อยกว่าเราเยอะ พี่ช่างไฟวิ่งวุ่นกันทั้งวัน ในขณะที่เราอยู่ในห้องแอร์ด้วยซ้ำ จะงอแงอะไร พอทำงานไปเรื่อยๆ เราได้เห็นอะไรมากขึ้น ได้มองทุกอย่างเป็นภาพกว้างมากขึ้น เราเชื่อว่ามันจะโตกว่านี้ได้อีก แต่ก็ต้องค่อยๆ เป็นไปตามวัย

ส่วนในฐานะศิลปิน เรามีความรู้มากขึ้น ตอนเข้าวงการใหม่ๆ ไม่เคยรู้เรื่องสัญญา ลิขสิทธิ์ การวางตัว เมื่อก่อนเราเป็นคนตอบคำถามตรงๆ ตอนนี้ก็ตรงแหละ แต่รู้จักใช้คำพูดให้ดีขึ้น จำได้เลยว่าเคยไปดูเปิดตัวหนัง ดูจบมีกล้องมาสัมภาษณ์ “หนังเป็นยังไงบ้างคะ” แล้วเราเป็นคนค่อยๆ คิดวิเคราะห์ ยังไม่รู้ว่ามันดีหรือไม่ดี เราชอบหรือไม่ชอบ เลยตอบไปว่า “ยังไม่ค่อยแน่ใจเลยค่ะ กำลังซึมซับอยู่” พอตอบไปมึนๆ เราก็เดินออกมา เพื่อนที่ไปด้วยกันบอกว่าได้ยินเขาคุยกันว่า น้องยังเด็ก น้องยังใหม่ (หัวเราะ) ซึ่งเราก็ใหม่จริงๆ แหละ เวลาผ่านไปเลยได้ปรับตัว เรียนรู้งาน ได้โตมากับคนแวดล้อมในวงการนี้ มีผู้ใหญ่สอนเรื่อยๆ เราก็รับมาแล้วปรับใช้ให้เข้ากับเรา

ถ้าวันนี้มีคนถือกล้องมาถามหลังดูหนังเสร็จจะตอบว่า…

ตอนนี้ก็จะบอกว่าชอบตรงไหน ซีนนี้เราชอบมากๆ ไม่งั้นเขาไม่เชิญเราไปดูหรอก ถูกไหม (หัวเราะ) 

เรื่องราวการเติบโตของ วี วิโอเลต ผ่านอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกที่อยากให้เป็นบันทึกของช่วงชีวิตหนึ่ง

วี วิโอเลต ในวันนั้นเคยเจอคอมเมนต์แย่ๆ ไหม

ตอนนั้นไม่ค่อย เพราะเราใหม่กับวงการมาก ความสนใจเลยไม่ได้พุ่งเป้ามาที่เรา เราค่อยๆ เติบโตเป็นขั้นบันได ค่อยๆ เรียนรู้ไป ในทางกลับกัน ถ้าคนรู้จักเราเท่าวันนี้ในตอนนั้นคงโดนด่าไปแล้ว คงต้องมีคนบอกว่า “อะไรเนี่ยคนนี้ ช่างเป็นคนแข็งกร้าวอะไรเช่นนี้”

แล้วในวันนี้ล่ะ

เอาจริงๆ ไม่รู้เลย เพราะเลิกอ่านไปประมาณหนึ่งแล้ว เมื่อก่อนเราอ่าน เป็นแบบอ่านและไม่อ่านในเวลาเดียวกัน ใจบอกว่าอย่าอ่านแต่ก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปดู มันเลยกลายเป็นอ่านบ้างไม่อ่านบ้าง

เรารู้ว่าตัวเองเซนซิทีฟมาก กลัวจะเจอคอมเมนต์ที่แย่จริงๆ แม้เราจะดูแข็งแกร่งขนาดไหน แต่ถ้าเจออะไรที่ตรงจุดจริงๆ ก็คงไม่ไหวเหมือนกัน ถ้าไม่มีอะไรสำคัญหรือร้ายแรงจริงๆ ก็เลยจะพยายามไม่เข้าไปดู

เมื่อกี้คุณบอกว่า อัลบั้มเป็นเหมือนช่วงชีวิตหนึ่งของศิลปิน แล้วอัลบั้มใหม่ที่กำลังจะออกเดือนหน้าเป็นช่วงชีวิตไหนของคุณ

อัลบั้มนี้มีวีในหลายยุคมาก ถ้าฟังเพลงจะรู้สึกเลยว่ามันคนละช่วง เมื่อก่อนเราจะมีความแบบ ฉันว่าฉันดาร์ก ฉันมีความสวยงามในความมืด มันเป็นความคิดตอนเด็กๆ ว่าดาร์กแล้วจะเท่ ทั้งที่ตอนนี้เราเป็นคนสดใส เป็นคนสว่างกว่าที่คิดไว้เยอะ สีของอัลบั้มเลยมีทั้งความมืดและความสว่างในเวลาเดียวกัน พอมันมียุคที่ต่างกันขนาดนั้น เราเลยต้องหาจุดเชื่อมตรงกลางที่ครึ้มๆ ถ้าเปรียบกับท้องฟ้า เราต้องมีเฉดสีฟ้าให้ครบประมาณหนึ่ง อยู่ๆ จะเป็นสีสองขั้วแล้วกระโดดข้ามไปเลยไม่ได้ 

พอทำมาเรื่อยๆ เราก็เริ่มเห็นว่าขาดเหลืออะไร เรื่องคือตามอารมณ์ ส่วนสไตล์มีตามโจทย์บ้าง อย่างเรารู้ตัวว่าไม่ค่อยมีเพลงเต้นเท่าไหร่ ลองทำเพลงที่เร็วขึ้นมาหน่อยไหม แต่เอ๊ะ ยังขาดเพลงแนวเฉลิมฉลองนะ เวลาไปเล่นตามงาน บางทีก็รู้สึกว่าเพลงเรามันไม่ได้เข้ากับงานแบบนี้เนอะ เลยอยากมีเพลงให้กำลังใจ เป็นเพลงเฟสติวัล เพลงกว้าง Confeitti พุ่งๆ อัลบั้มนี้ก็ยังมีไม่ครบแน่นอน รออัลบั้มหน้าแล้วกัน (หัวเราะ)

แปลว่าคุณไม่ได้คิดแค่ว่าจะแต่งเพลงอะไร แต่มองไกลไปถึงว่าจะเอามันไปร้องยังไง ร้องที่ไหน

เวลาเราทำเพลงออกไป เราต้องร้องเพลงนั้นไปตลอดชีวิต แล้วถ้าเราไม่แฮปปี้กับเพลงนั้น เราจะทนร้องมันไปตลอดชีวิตได้เหรอ เราเลยต้องทำเพลงที่ตัวเองชอบจริงๆ เพลงที่เราจะสนุกกับการเล่นสด

หลายครั้งตอนเราเขียน ตอนทำดนตรี เราชอบจินตนาการว่าตัวเองอยู่ในเทศกาลดนตรี มิติของเพลงเราจะใหญ่ๆ สเปซกว้างๆ เพราะในหัวเราคือเล่นเฟสติวัลอยู่ตลอด เราชอบอารมณ์ของมัน เวทีใหญ่ๆ คนดูที่มาดู เวลาไปเล่น Big Mountain หรือ Cat Expo จะรู้สึกว่า นี่แหละที่ฉันรอมาทั้งชีวิต เลยชอบทำเพลงที่ทำให้ความรู้สึกเราเป็นเหมือนตอนอยู่ตรงนั้น ผลก็คือแทบไม่ได้เตรียมเพลงไว้สำหรับผับห้องแคบเลย

พอต้องมีอัลบั้มเดี่ยวขึ้นมาจริงๆ คุณหยิบเอาเรื่องไหนในชีวิตมาเล่า

เราเขียนเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วกระทบกับความรู้สึกตัวเอง เรื่องบางเรื่องเอาความรู้สึกมาแต่งเป็นเรื่องใหม่ เรื่องบางเรื่องเป็นความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ อัลบั้มที่กำลังจะออกพูดถึงความรักที่ไม่ได้ไปต่อ มันเป็นห้วงหนึ่ง เป็นจังหวะหนึ่งของชีวิต แต่ไม่มีความรักไหนที่อยู่กับเราเลย 

เพลงที่ปล่อยมาแล้วก็มี Drive เล่าถึงรักที่ไปต่อไม่ได้ Smoke คือความลุ่มหลงมากๆ ส่วน Brassac เป็น Summer Love พอแต่งๆ ไปมันอยู่ด้วยกันได้โดยที่เราไม่ได้เริ่มจากคอนเซปต์ สุดท้ายฟังไปเรื่อยๆ ก็เลยรู้ว่าคืออะไร มันคือความรักที่ไม่ได้อยู่กับเราไปตลอด แต่จะเป็นความทรงจำ เป็นเหมือนบันทึกของเราที่ไม่ใช่แค่ช่วงชีวิตเดียว จะเห็นว่าเราโตขึ้นยังไง

แล้วคุณโตขึ้นยังไง

ถ้าฟังเพลงที่ปล่อยไปแล้วจะเห็นเราเป็นสามยุค Drive คือยุคแรกสุด ดาร์กๆ หม่นๆ มีความเจ็บปวด ตอนนั้นอายุประมาณยี่สิบเอ็ด ยี่สิบสอง เราเป็นคนทำตามอารมณ์ ทำตามอารมณ์มากๆ บูชาความรัก จริงๆ เราว่าตัวเองเป็นคนสดใสมานานแล้วแหละ แต่จะมีความสวยงามในความมืดหม่นบางอย่างที่เราชอบ ชอบความดราม่า การเค้นอารมณ์ ฆ่าฉันให้ตายเลยด้วยเพลงของเธอ เวลาเขียนเพลงเราจะใจร้ายมาก สมัยนั้นรู้สึกว่าความดาร์กมันเท่ ลานา เดล เรย์ (Lana Del Rey) คือแม่ (หัวเราะ) ทั้งๆ ที่ชีวิตจริงไม่ได้มืดหม่นเลย มีความสุข ไปมหาลัยฯ อยู่กับเพื่อน อาจจะมีช่วงอกหัก เป็นช่วงเทิดทูนความรัก 

ต่อมาเป็นช่วงอายุยี่สิบสาม ยี่สิบสี่ ยังมีความดาร์กอยู่แต่เบาขึ้นเยอะ เราเริ่มเขียนอะไรในแง่บวกมากขึ้น อย่าง Smoke จริงๆ คิดว่าจะออกมาเป็นเพลงสว่างเลย แต่แรกๆ ยังมือหนักอยู่ เรายังไม่ชินมือกับการทำดนตรีแบบนั้น ส่วน Brassac เขียนไล่เลี่ยกัน แต่ดนตรีเพิ่งมาขึ้นทีหลัง เลยจะเห็นได้ว่ามันเบาขึ้น สบายขึ้น 

เรายอมรับว่าตัวเองมีความสดใสอยู่ในตัว ไม่ได้ดาร์ก เท่ เครียดอย่างเดียว ตอนที่ไปเล่นคอนเสิร์ตจะเห็นเลยว่าเพลงมันทึม มันไม่เปิด เราอยากรู้สึกมีชีวิตชีวาเวลาไปดูคอนเสิร์ต มุมมองที่มีต่อความรักในช่วงนั้นก็เปลี่ยนไปด้วย ก่อนหน้านั้นมีแฟน อกหัก แล้วเราก็เรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียว อยู่กับเพื่อน Single and Happy เราทำตามใจตัวเอง คิดถึงสิ่งที่เราต้องการจริงๆ โดยที่ไม่ต้องไปนั่งนึกถึงความรู้สึกของอีกคนหนึ่ง เพลง Brassac เลยมีความ “We don’t need forever.” ความรักเป็นสิ่งดี และในช่วงนั้นเราไม่ได้ให้มันกับคนอื่นที่ไม่ได้สำคัญกับชีวิต เราให้กับคนใกล้ตัว เพื่อน ครอบครัว ให้กับตัวเอง เป็นช่วงที่เรามีความสุขมาก มันไม่ได้อยู่ในโฟกัสเราด้วยซ้ำว่าจะต้องคุยกับใคร 

ยุคสุดท้ายสว่างสุด เพลงยังไม่ได้ปล่อยออกมา ต้องรอฟัง มันเป็นความสว่างที่ชัดเจนมากๆ เป็นยุคที่เรามองกลับไปถึงเรื่องในอดีต แต่ไม่ได้มองด้วยความเสียดายนะ มองอย่างเข้าใจแล้วคิดว่ามันก็เป็นความทรงจำที่ดี เพลง I’d Do It Again จะมีท่อนที่บอกว่า “We were so in love but we both messed it up.” ความรักมันไม่เวิร์กเพราะ “ํYou were storm and I was fire.” เราเข้ากันไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายถ้าย้อนกลับไปฉันก็จะทำเหมือนเดิม มันเป็นการพูดถึงด้วยเหตุผล ด้วยความเข้าใจ เป็นการมองย้อนกลับไปนึกถึงถึงแต่สิ่งดีๆ พอสัมภาษณ์วันนี้แล้วได้ประจักษ์กับตัวเองเหมือนกันว่า อ๋อ อัลบั้มนี้เป็นอย่างนี้นี่เอง (หัวเราะ)

เรื่องราวการเติบโตของ วี วิโอเลต ผ่านอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกที่อยากให้เป็นบันทึกของช่วงชีวิตหนึ่ง
เรื่องราวการเติบโตของ วี วิโอเลต กับอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกที่บันทึกช่วงชีวิตหนึ่งของเธอ

เพลงคุณเป็นภาษาอังกฤษหมดเลย คิดว่าจะเข้าถึงคนไทยยากไหม เพราะศิลปินหลายคนก็เคยเริ่มจากเพลงภาษาอังกฤษแล้วสุดท้ายก็เปลี่ยนมาเป็นภาษาไทย

อันนี้จริงนะ แต่ Smoke เป็นเพลงที่พิสูจน์ว่ามันไปได้ เรารีบปล่อยเพลงนี้เพราะอยากมีเพลงใหม่ไปเล่น Big Mountain ปีแรกที่เล่นเพลงนี้คนก็รู้จักบ้างไม่รู้จักบ้าง หลังจากนั้นระหว่างปีได้ไปโชว์ต่างๆ มีคลิปไวรัลจากงานคอนเสิร์ตบ้าง ต้องขอบคุณ TikTok ไม่รู้ว่าไปโผล่ในนั้นได้ยังไงเหมือนกัน (หัวเราะ) พอครบปีได้มาเล่น Big Mountain อีกครั้ง ข้อพิสูจน์คือจุดที่ปล่อยไมค์แล้วคนร้องตาม โดยที่เราไม่ต้องร้องไปด้วย 

เราว่าภาษาไม่ใช่กำแพงหรอก คนไทยก็ฟังเพลงต่างชาติ ฟังเพลงเกาหลี ถ้าอยากรู้ความหมายเราแปลได้ มันอยู่ที่ความรู้สึกมากกว่า เนื้อหาต้องโดน และใช้คำที่ไม่ยากเกินไป เราเป็นคนเล่าเรื่องชั้นเดียว ไม่ได้เล่าหลายชั้น และเพลงเราไม่มีคำยากเลย เพราะตัวเองก็ใช้คำยากไม่เป็นด้วยเวลาพูดภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน (ยิ้ม) 

นอกจากเขียนเพลงแล้ว คุณเขียนไดอารี่ด้วย

เราเคยเขียนตอนเด็กๆ ตั้งแต่ช่วงอายุประมาณสิบเอ็ดถึงสิบสี่เขียนไดอารี่ตลอด เขียนทุกวัน เคยบังเอิญไปเปิดดูแล้วแบบ นี่ฉันเขียนอะไรของฉันเนี่ย กลัวตัวเองมาก ลองนึกภาพตามนะ เด็กผู้หญิงอายุสิบสองที่อ่านหนังสือสำนักพิมพ์แจ่มใสตลอด การเขียนก็จะมีวิธีเขียนให้ดูเป็นแจ่มใสขึ้นมานิดหนึ่ง เคยพยายามจะกลับไปเขียนหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่เป็นนิสัย เพราะอะไรไม่รู้เหมือนกัน จนรอบนี้เริ่มติดแล้ว เพราะมันมีแอปฯ ในมือถือ 

ช่วงก่อนหน้านี้เรามีความรู้สึกดิ่งๆ ในตัวเอง มีน้อยใจเพื่อน น้อยใจที่บ้าน ตอนทำอัลบั้มจะมีช่วงที่เราสงสัยในตัวเองเยอะมาก เหมือนบางครั้งเราฟังคนอื่นเยอะเกินไปเลยเขว เราควรจะทำเพื่อพลีสใคร เราเลยไม่แน่ใจว่าสิ่งที่มันดีหรือยังนะ สุดท้ายเราเลยต้องการอะไรบ้างอย่างที่จะช่วยทบทวน ช่วยเรียบเรียงความคิดตัวเองอีกที บางอย่างเรารู้สึกว่ามันส่วนตัวจนไม่อยากบอกคนอื่น หรือความคิดที่เรารู้ว่ามันไม่ดี เราไม่อยากยอมรับว่าเรามี เราเลยไม่อยากพูดให้คนอื่นฟังเพราะไม่อยากถูกตัดสิน 

การมีไดอารี่ก็ช่วยทบทวนความคิด พอเขียนออกไปได้รู้ว่าเราคิดอะไร เรามองอะไรพลาดไปหรือเปล่า มันขาดตรงไหนอยู่ มีจุดที่เราเอาออกไป

อยากเล่าว่าแอปฯ นี้ดีมาก มันไม่ต้องเขียนเยอะแต่จะถามอารมณ์เราว่าวันนี้คุณรู้สึกอะไร อะไรทำให้รู้สึกแบบนั้น มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ใส่ข้อความหน่อย ใส่รูปหน่อย มันสร้างนิสัยให้เราถ่ายรูปเล่นนิดๆ ด้วย เพราะเราจะรู้สึกอยากให้ทุกวันมีรูปใส่เข้าไปจังเลย มันอาจจะไม่เกี่ยวกับสิ่งที่เล่าด้วยซ้ำ แต่เป็นรูปที่เราทำให้เรารู้สึกบางอย่างตอนถ่ายออกมา 

อย่างวันล่าสุดที่เขียนคือ 30 เมษายน เป็น History Mark คืออัลบั้มมาสเตอร์เสร็จทุกอย่างจริงๆ

ที่บอกว่ารู้สึกสงสัยในตัวเอง สุดท้ายคุณมีวิธีการจัดการมันอย่างไร

จริงๆ มันมีตลอดตั้งแต่เข้าวงการมา บางครั้งเราเจออะไร เราจะมุ่งหน้าไปข้างหน้า จนบางทีก็ลืมข้างหลังเหมือนกันนะ บางทีเราลืมบางอย่างของตัวเอง พอหันกลับมาจะเห็นว่า เฮ้ย ฉันมีสิ่งนี้นี่หว่า เราเลยต้องถามตัวเองว่าสิ่งที่เราทำอยู่มันดีไหมนะ หรือไม่ดีวะ เพราะแต่ก่อนมันเคยดีกว่านี้ ก็เลยเกิดการเปรียบเทียบ อาจจะไม่ใช่การเปรียบเทียบกับคนอื่น แต่เป็นการเปรียบเทียบกับตัวเองอยู่ดี ซึ่งถ้าให้เรากลับไปเป็นคนเก่าคงเป็นไปไม่ได้ ประสบการณ์มันไม่เหมือนกัน ชุดความคิดก็เปลี่ยนไป สิ่งที่ทำได้คือจำสิ่งนั้นแล้วแก้ไขสำหรับวันข้างหน้า ซึ่งเรายังหยิบข้อดีบางอย่างจากตัวเองในอดีตกลับมาใช้ได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องกลับไปเป็นคนเก่า อย่างเช่นตอนเด็กๆ เรามีภาพในหัวว่าอยากโตไปเป็นคนแบบนี้ เราก็เอาสิ่งนั้นมาใช้กับตัวเองในวันนี้ ปรับวิธีการคิด วิธีการใช้ชีวิต

เรื่องราวการเติบโตของ วี วิโอเลต ผ่านอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกที่อยากให้เป็นบันทึกของช่วงชีวิตหนึ่ง

ภาพตัวเองในหัวที่เคยอยากเป็นตอนโตตรงกับวีในวันนี้ไหม

เราว่ายี่สิบหกมันเป็นวัยที่ไม่เคยถูกมอง เป็นวัยที่เรามองข้ามไปเลย (หัวเราะ) เราจะคิดถึงยี่สิบ ข้ามไปอีกทีก็สามสิบเลย เราไม่ได้นึกถึงช่วงตรงกลางเลย ตอนอายุยี่สิบห้าคือตกใจมาก

เพราะอะไร

มันคือครึ่งหนึ่งของยี่สิบกับสามสิบ แล้วมันเป็นอารมณ์ว่านี่ครึ่งทางแล้วนะ อีกครึ่งก็จะสามสิบแล้ว เราเคยคุยกับพ่อว่า วีใกล้สามสิบมากกว่ายี่สิบแล้วนะ พ่อบอกว่า ก็ถูกแล้ว เธอต้องใกล้สามสิบเข้าไปเรื่อยๆ เพราะเวลามันไม่เดินย้อนกลับ เธอจะกลับไปใกล้ยี่สิบไม่ได้แล้ว พอขึ้นยี่สิบหก ก็ โห อีกนิดเดียวก็สามสิบ แล้วปีนี้ที่กำลังจะยี่สิบเจ็ด มันก็มาถึงครึ่งทางของยี่สิบห้ากับสามสิบแล้ว

ทำไมการเข้าใกล้สามสิบถึงเป็นเรื่องใหญ่

เพราะเรารู้สึกว่าตัวเองยังไม่ได้โตขนาดนั้น เรายังอยากซ่า อยากไปเที่ยว ภาพบางอย่างของผู้ใหญ่มันยังไม่ตรงกับภาพเราในตอนนี้ แม้เราจะเป็นผู้ใหญ่แล้ว 

ถ้าถามตอนนี้ว่าภาพตัวเองในวัยสามสิบเป็นยังไงก็คงไม่ชัวร์ ตอบไม่ได้ เพราะไดเรกชันของชีวิตมันพาเราไปเรื่อยๆ เมื่อก่อนเราก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะมาทางนี้เหมือนกัน แต่เรารู้ว่าอยากโตไปเป็นคนแบบไหน เราอยากเป็นคนนิสัยดี เป็นที่รักของคนรอบข้าง อย่างน้อยเรารู้ว่าอยากเป็นคนแบบนี้ ไม่ว่าเราจะไปอยู่ในสภาพแวดล้อมไหนก็ตาม เราจะเป็นคนแบบนี้

เรื่องราวการเติบโตของ วิโอเลต วอเทียร์ ผ่านอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกที่อยากให้เป็นบันทึกของช่วงชีวิตหนึ่ง

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีวงประสานเสียงหญิงล้วน คว้าเหรียญทองจากเวที 4th World Virtual Choir Festival 2021 ได้สำเร็จ ที่น่าปรบมือชื่นชมคือ วงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม (Siam Ruby Women’s Choir) เป็นวงประสานเสียงผู้สูงอายุวัย 50 – 70 ปี ซึ่งรูปแบบการแข่งขันในครั้งนี้เป็นแบบ Virtual ประจวบกับสถานการณ์โควิด-19 ทำให้นักร้องประสานเสียงทั้ง 16 คน ต้องฝึกซ้อมออนไลน์และอัดคลิปส่งประกวดทางแอปพลิเคชันไลน์ โดยเบื้องหลังความตั้งใจมีแรงผลักดันจากคนรุ่นหลานอย่าง อาจารย์ธนาวุฒิ ศรีวัฒนะ ผู้ก่อตั้ง ผู้ฝึกสอน และวาทยกร วงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม ตลอดจนเป็นเจ้าของบริษัท เอนาวา จำกัด สตูดิโอที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยให้ยืนยาว สุขภาพจิตแจ่มใส สุขภาพกายแข็งแรง ด้วยกิจกรรมเสียงเพลง ทั้งคลาสเรียนร้องคาราโอเกะ วงประสานเสียง ฯลฯ 

ความพอดีกันของความสุขและความไพเราะ คือท่าไม้ตายที่ทำให้พวกเขาชนะใจกรรมการ ก่อนจะทำความรู้จักเรื่องราวเบื้องหลังของผู้สูงอายุกับเสียงเพลงและคนเจนวายกับเบบี้บูมเมอร์ ชวนฟังเพลง ‘อสงไขย’ จากพี่วัยเก๋าทั้ง 16 คน พร้อมกัน รับรองว่าขนจะลุกเกรียวด้วยความทึ่งในศักยภาพ ความไพเราะและความสุขที่ผู้ขับร้องมอบให้ผู้ฟัง

บทเพลงที่คว้าเหรียญทองจากเวที 4th World Virtual Choir Festival 2021

Spark Joy

อาจารย์ธนาวุฒิ ศรีวัฒนะ หรือ เดว์ เริ่มเรียนดนตรีตั้งแต่อายุ 4 ขวบ ทั้งชีวิตเขามอบหัวใจให้ดนตรี ระหว่างทางเขาเก็บเกี่ยวประสบการณ์หลากหลาย ทั้งเข้าร่วมการแข่งขันดนตรี ร่วมประกวดดัชชี่บอยแอนด์เกิล และจับงานแสดงร่วมกับช่อง Thai PBS เรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ รับบทเป็น นาคา, โหมโรง รับบทเป็น ศร จวบจนระดับอุดมศึกษา เขาเลือกเรียนสาขาประพันธ์เพลงคลาสสิก วิทยาลัยดุริยศิลป์ มหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ และจบปริญญาโทด้านการอำนวยเพลง วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล หลังจบการศึกษาเขาก็เป็นอาจารย์พิเศษ เป็นวาทยกรวงประสานเสียงศาลายาหนุ่มสาวน่อยน้อย ซึ่งเป็นวงประสานเสียงผู้สูงอายุที่คว้า 4 เหรียญเงิน จากการแข่งขัน 3 ประเทศ

“ผมได้ร่วมโปรเจกต์พิเศษกับ รองศาสตราจารย์ ดร.สุกรี เจริญสุข คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เขาอยากทำโปรเจกต์ช่วยเหลือสังคมด้วยการให้ผู้สูงอายุเข้าถึงดนตรีได้ง่ายขึ้น นั่นก็คือ การร้องเพลง และผมเป็นลูกศิษย์ อาจารย์ฤทธิ์ ทรัพย์สมบูรณ์ ซึ่งเป็นประธานโครงการ เขาชวนผมไปทำด้วยกัน พอทำแล้วผมรู้สึก Spark Joy กับผู้สูงอายุ

“ผมมองเห็นศักยภาพของพวกเขา และผมเป็นคนที่ทำอะไรจะต้องทำให้สุด ต้องดึงศักยภาพของคนสูงวัยออกมาให้เต็มที่ หลังจากนั้นผมเขียนเพลงขึ้นมาหนึ่งเพลง เอาเพลง ผู้ใหญ่ลี ไปทำเป็นร็อกแอนด์โรลว์ ไปแข่งที่ประเทศมาเลเซีย จนได้เหรียญเงินกลับมา เราแข่งมาแล้วสามประเทศ ได้สี่เหรียญเงิน ไม่เคยได้เหรียญทองเลย ในสายตาผม เหรียญทองเป็นเรื่องที่ยากมาก ยากที่จะเห็นว่าความสามารถระดับเหรียญทองมันต้องประมาณไหน 

“ผมสู้แล้วก็คิด แสดงและฝึกฝนพวกเขาต่อไป” อาจารย์ธนาวุฒิเล่าตั้งใจ

ธนาวุฒิ ศรีวัฒนะ ผู้พาวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยามชนะเหรียญทองครั้งแรกของไทย

วงประสานเสียงศาลายาหนุ่มสาวน่อยน้อยมีเหรียญเงินติดตัว แต่อาจารย์ธนาวุฒิก็ยังมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพของวัยอิสระอย่างไม่หยุดยั้ง เขาเสนอละครเวที ในความทรงจำ เดอะมิวสิคัล ให้นักศึกษาสาขาธุรกิจดนตรี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ธนาวุฒิเสนอว่า เขาอยากทำละครเวทีที่มีผู้สูงอายุมากที่สุดบนเวที โดยเขารับหน้าที่ประพันธ์เพลง แถมได้ คุณสุชาติ ชวางกูร รับบทพระเอก และ คุณนนทิยา จิวบางป่า รับบทนางเอก ซึ่งการแสดงประสบความสำเร็จโดยไม่ต้องสงสัย และเขายังเป็นผู้ประพันธ์และเรียบเรียงละครเวที เทพธิดาบาร์ 21 ด้วย 

หลังจากเป็นอาจารย์พิเศษสอนนักศึกษาสักพัก เขาก็ตัดสินใจลาออก

“ผมมีคติอยู่ว่า อะไรที่ไม่ใช่ความสุขผมไม่ทำ ผมมีความสุขกับการสอนผู้สูงอายุ ก็เลยตัดสินใจลาออก ลาออกจากวงประสานเสียงศาลายาหนุ่มสาวน่อยน้อยด้วย แล้วก็ชวนลูกศิษย์เก่ามาตั้งวงประสานเสียงด้วยกัน

“ลูกศิษย์ของผมค่าเฉลี่ยอยู่ที่หกสิบปี ส่วนผมอายุสามสิบปี ข้ามเจนกันเลย เจนวายกับเบบี้บูมเมอร์”

เราเชื่อแล้วว่าอาจารย์ธนาวุฒิสปาร์กจอยกับผู้สูงอายุจริงๆ 

Siam Ruby Women’s Choir

อาจารย์ธนาวุฒิตั้งบริษัท เอนาวา จำกัด ขึ้นมา เพื่อเชื่อมดนตรีกับผู้สูงอายุ ให้มีอายุยืนยาว สุขภาพกายและสุขภาพจิตสดใสแข็งแรง และยังก่อตั้งวงประสานเสียงขึ้นอีก 6 วง ได้แก่ วงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม วงประสานเสียงพลังสุขสูงวัย (ชมรมผู้สูงอายุโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย) วงประสานเสียงเพื่อนโดม วงประสานเสียงเพลินเพลงคอรัส (การรวมตัวกันของผู้ปกครองโรงเรียนเพลินพัฒนา) วงประสานเสียงเยาวชนเทศบาลนครยะลา และ The Emerald Singers (วงขับร้องประสานเสียงที่มีช่วงวัยต่างกันและมีความหลากหลายของเพลงที่ขับร้อง)

ซึ่งวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม เป็นการรวมตัวกันของหญิงวัยอิสระที่มีใจรักเสียงเพลงและต่อยอดเป็นกิจกรรมร้องเพลง มีสมาชิก 16 คน น้องน้อยอายุ 52 ปี และพี่โตอายุ 72 ปี แต่อายุไม่อาจจำกัดความสามารถ

พวกเธอเริ่มออกแข่งขันขับร้องประสานเสียงระดับนานาชาติครั้งแรก ค.ศ. 2019 คว้าเหรียญเงินจากรายการ Senior Choir และรางวัลเหรียญทองแดงจากงาน Singapore International Choral Festival 2019 ประเทศสิงคโปร์

“ทุกการแข่งขันที่ผ่านมาเราไม่เคยได้เหรียญทอง มันเครียดนะ ทุกๆ ครั้งที่แข่ง ผมพยายามปรับตัวตลอด บางทีความผิดมันเกิดจากผมนะ ถ้าผมรู้มาตรฐานของเหรียญทองว่าเป็นประมาณไหนก็คงจะดี แต่นี่ผมมืดแปดด้าน เลยข้อคำแนะนำจากกรรมการทุกครั้ง เขาพูดเหมือนกันว่า ทุกการร้องเพลงต้องมีความสุขและความไพเราะ

“ผู้สูงอายุต้องร้องเพลงอย่างมีความสุข แล้วก็ไพเราะด้วย คำสองคำนี้ มันยากที่จะอธิบายว่าความสุขแบบไหนที่แสดงออกมาแล้วลงตัว กรรมการเคยบอกกับผมว่า เขาไม่ต้องการเพลงที่ยาก ไม่ต้องการให้ร้องหลายเสียง แล้วก็ไม่ต้องการเพลงระดับสูงจนนักร้องร้องแล้วรู้สึกทรมาน แต่เขาต้องการเพลงที่มัน Touch the heart อย่างเดียวก็พอ 

“ผมเอาเรื่องนี้กลับไปคิดจนเจอโควิด-19 ทำให้พวกเราไม่ได้ไปแข่งใน ค.ศ. 2020 ส่วน ค.ศ. 2021 มีการชักชวนจากเจ้าของงานประเทศอินโดนีเซีย ผมก็สนใจเข้าร่วม เพราะเขาเปิดรับซีเนียร์ด้วย ผมลองดูอีกสักตั้ง มานั่งตกผลึกว่าความสุขกับความไพเราะจะออกมาได้ยังไง ในการแข่งขันผมเลือกเพลง อสงไขย
เพลงไทยร้องง่ายๆ จังหวะง่ายๆ และเป็นเพลงที่พวกเขาร้องแล้วเพราะที่สุด ทั้งสิบหกคนก็ชอบ เวลาออกคอนเสิร์ต เขาร้องเพลงนี้แล้วสีหน้าเต็มไปด้วยความสุข ผู้ฟังฟังแล้วรู้สึกไพเราะ มีความพอดีของเสียง จนได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นเหรียญทองเหรียญแรกในหลายปีที่ผ่านมา”

ไม้ตายที่ทำให้พิชิตเหรียญทอง คือความพอดีของความสุขและความไพเราะ-เราย้ำ

ธนาวุฒิ ศรีวัฒนะ ผู้พาวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยามชนะเหรียญทองครั้งแรกของไทย

“ความพอดีต้องคำนึงเป็นอันดับแรก ผมรู้อยู่แล้วว่านักร้องของผมทำได้เท่านี้คือสุดยอด อย่าทำไปมากกว่านั้น เพราะวันนั้นพวกเราอยู่ในจุดที่ต้องแสดงความเจ๋งที่สุดออกมา นั่นคือความพอดีที่สุด ไม่ใช่ความยากที่สุด”

เหรียญทองจาก 4th World Virtual Choir Festival 2021 นับเป็นความสุขที่มอบให้กับคนไทยทุกคน

“นักเรียนบางคนอยู่กับผมมาตั้งแต่ต้นเขาก็ดีใจมาก บางคนเพิ่งมาปีเดียวก็ดีใจ งานนี้ไม่มีใครไม่ดีใจเพราะมันเกินความคาดหมาย อย่างที่ผมบอก ผมเป็นคนที่ทำอะไรจะต้องทำให้สุดจนกว่าจะไปถึงเป้าหมาย สมมติปีที่ห้ายังไม่ได้เหรียญทอง ผมก็จะทำต่อไป บังเอิญว่ามันได้เร็วไปหน่อย ซึ่งผมมองไว้ห้าปี สิบปี ถึงจะได้เหรียญทอง

“วันนั้นผมรู้สึกประสบความสำเร็จมาก ดีใจมาก ฉันทำได้ เพราะผมไม่เคยยอมแพ้กับอะไรเลย งานประกวดผมก็ส่งประกวดตลอดเลยนะ แต่ผมไม่เคยได้ขึ้นเวที ผมก็ไม่หยุดส่ง ส่งคลิปทุกปี เขาไม่เลือก ผมก็ไม่เป็นไร ผมไม่เคยท้อ พูดง่ายๆ ว่าทำไมต้องท้อ เหตุผลของการท้อแท้คืออะไร นั่นยิ่งทำให้ผมกลับมาปรับปรุงและพัฒนาตัวเอง

“พอนักเรียนเห็นว่าผมหรือครูผู้สอนของเขาเป็นนักสู้ ตัวผู้เรียนก็สู้ ไม่มีใครยอมแพ้เลย” 

คุยกับวาทยากรวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม ที่พากลุ่มนักร้องสูงวัยคว้าเหรียญทองครั้งแรกของไทย

Social Distancing

“เราซ้อมกันผ่านไลน์กลุ่มครับ” หัวเรือเฉลยเบื้องหลังความสำเร็จ ทำเอาเราต้องร้องว้าว (ในใจ)

ลูกหลานต่างรู้กันดีว่าแอปพลิเคชันไลน์กับผู้สูงอายุเป็นของคู่กัน ภาพสวัสดีวันจันทร์ก็เช่นกัน 

อาจารย์ธนาวุฒิเลือกใช้แอปพลิเคชันสื่อสารยอดนิยมมาเชื่อมวัยอิสระ ในวันที่โรคภัยบอกให้เราต้อง Social Distancing พูดไปจะหาว่าอวย เพราะคุณพี่ สว. (สูงวัย) ติดใจการเรียนการสอนออนไลน์กันยกใหญ่ ส่วนการซ้อมก็อาศัยการวิดีโอคอลพร้อมกัน แล้วตรวจเช็กการร้องแยกอีกเป็นรายบุคคล ซึ่ง 16 คน ไม่ได้เท่ากับ 16 ครั้ง คุณพี่บางท่านต้องตรวจการบ้านถึง 3 รอบ และมากสุดคือ 10 รอบขึ้นไป เพื่อให้ได้รอบที่ดีที่สุดของทุกคน ผู้สอนว่านี่คือโจทย์หิน

คุยกับวาทยากรวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม ที่พากลุ่มนักร้องสูงวัยคว้าเหรียญทองครั้งแรกของไทย

“รูปแบบการส่งประกวดคือการอัดคลิปของแต่ละคนแล้วเอามาต่อกัน โดยผมเล่นไลน์เปียโนแจกทุกคน แล้วให้เขาใส่หูฟังฟังเสียงเปียโนแล้วร้องออกมาปากเปล่า หลังจากนั้นผมให้ซาวนด์เอ็นจิเนียช่วยซ้อนเสียงทั้งหมดให้

“ความยากคือทุกคนต้องร้องให้เป๊ะก่อน หายใจพร้อมกัน ปิดคำ เปิดคำพร้อมกัน ซึ่งพวกเขาต้องอัดมาจากที่บ้าน บางคนยังพักผ่อนอยู่ที่หัวหินอยู่เลย บางคนก็อยู่บ้านหลาน บ้านญาติ อุปกรณ์ก็ของญาติบ้าง หลานบ้าง”

เราแอบหยอกผู้สอนไปว่ากว่าจะถึงเส้นชัยก็อุปสรรคไม่น้อย วัยอิสระไม่โอดโอยกันบ้างหรือ

“ตอนหลังก็มาสารภาพว่าท้อ” อาจารย์ธนาวุฒิเว้นจังหวะก่อนจะอธิบาย

“ผมบอกเขาว่า คุณฟังเสียงตัวเองคนเดียวอย่าท้อเลย คนฟังสิบหกเสียงยังไม่ท้อเลย” ผู้สอนหัวเราะ

การปรับตัวไม่เพียงเฉพาะการฝึกซ้อมของวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม แต่คลาสร้องเพลงคาราโอเกะของเอนาวา สตูดิโอ ก็ถูกปรับมาเรียนออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ด้วยเหมือนกัน มีสอนมากถึง 13 คลาสต่อสัปดาห์

การสอนร้องคาราโอเกะของที่นี่ จะสอนร้องอย่างปลอดภัย เข้าใจตัวเองและเข้าใจข้อจำกัด

“ผมทำธุรกิจเกี่ยวกับผู้สูงอายุ ต้องปรับตัวกันหนักมาก ก่อนหน้าก็หลงทาง แต่ผมว่าข้อดีของคนที่มาเรียนกับผมคือ หัวใจเขาไม่แก่ ถ้าหัวใจแก่ไม่มาเรียนร้องเพลงหรอก อะไรที่เขาปรับได้ เขาจะปรับเร็วเลย กลายเป็นว่าติดใจ

“ผมเปิดสอนร้องเพลงออนไลน์สัปดาห์ละหนึ่งเพลง ตอนนี้ผมเปิดสิบสามห้องต่อสัปดาห์ มีคนสนใจเยอะมาก ห้องหนึ่งผมสอนสิบห้าคน สิบห้าคูณสิบสามคือจำนวนนักเรียนทั้งหมดที่เรียนออนไลน์ บางคนเข้าห้องน้ำก็เดินร้องเพลงไปด้วย แล้วก็มีการบอกต่อด้วยนะ ตัวลูกอายุหกสิบกว่าแล้ว ก็ชวนคุณแม่อายุเก้าสิบมาเรียนด้วยกัน”

สนทนากันสักพัก ต่อมสงสัยทำงาน การสอนสูงวัยร้องเพลงยากกว่าคนทั่วไปหรือเปล่า-เราถาม

“เขาประสบการณ์เยอะ บางทีเม็มฯ เต็ม อาจจะเข้าใจช้ากว่าคนทั่วไป ผมต้องใจเย็น ค่อยเป็นค่อยไปก็จะเข้าใจเขา สิ่งที่ผมชอบคือวัฒนธรรมเก่าๆ ที่เขาให้ความเคารพคุณครู แม้ผมจะเป็นรุ่นหลานของเขา แต่บางคนไม่ได้มองว่าผมเป็นเด็ก เขามองว่าผมเป็นอาจารย์ ถ้าพวกเขามองข้ามอายุ ทุกอย่างก็ไม่ใช่ปัญหา คุณค่าความเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้อยู่ที่อายุ มันอยู่ที่ภาวะความเป็นผู้นำ และอีกฝ่ายต้องยอมรับในสิ่งที่ผมเป็น ส่วนผมก็ต้องแอคทีฟและพัฒนาอยู่เสมอ”

เพียงเข้าใจและยอมรับก็พิชิตระยะห่างระหว่างวัยได้ นี่สิ ความหมายของวลี อายุเป็นเพียงตัวเลข!

คุยกับวาทยากรวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม ที่พากลุ่มนักร้องสูงวัยคว้าเหรียญทองครั้งแรกของไทย

Live and Learn

การทำงานกับผู้สูงอายุมาหลายขวบปี ทำให้อาจารย์ธนาวุฒิมีไกด์บุ๊กในการดำเนินชีวิต เป็นตำราและบทเรียนชีวิตนับสิบ นับร้อย ของเหล่าพี่ๆ วัยอิสระ เขาเรียกมันว่า ‘สูตรสำเร็จ’ ที่ทำให้เขาเติบโตขึ้นพร้อมกับภาวะผู้นำ

“ต้องค่อยๆ เรียนรู้ผู้สูงอายุ หลายคนมีความสามารถหลากหลาย และหลายคนทำให้ผมมีความสามารถมากขึ้นด้วยซ้ำ เขาผ่านอะไรมาเยอะ ผมเอาตรงนั้นมาประยุกต์ใช้กับตัวเอง ซึ่งสิ่งที่ผมเรียนรู้จากนักเรียนมีสามสเต็ป

“หนึ่ง ผมเรียนรู้ที่จะเป็นหรือไม่เป็นเหมือนกับเขา สอง ผมเรียนรู้วิธีการจะใช้ความสุขเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอด สาม การต่อสู้กับความแก่ ซึ่งผมพยายามศึกษาทุกเรื่องใหม่หมดทุกครั้ง เพราะการเรียนรู้จะทำให้คุณเติบโต แล้วคุณก็ต้องกลับไปเรียนรู้อะไรบางอย่างเพื่อที่จะเป็นเด็ก แล้วเติบโต ถ้าคุณเรียนรู้ทุกๆ ปี คุณก็จะไม่มีความแก่

“ผมใช้วิธีนี้กับตัวเองเสมอ หนึ่งปีต้องมีหนึ่งเรื่องเล่า ปีก่อนผมสนใจเรื่องแฟชั่น กีฬา เครื่องดื่ม การลงทุน ส่วนปีนี้ผมกำลังศึกษาเรื่องไวน์และพันธุ์องุ่น พอสนใจแล้วผมเอาจริง อย่างตอนสนใจเรื่องอาหาร ผมไปเรียน ไปลองขาย เพื่อให้อยู่ในจุดที่ผมเข้าใจมันจริงๆ แม้กระทั่งปีที่สนใจเรื่องการลงทุน เล่นหุ้น ก็กลายเป็นนิสัยติดตัวผม ทำให้ผมใช้เงินเป็น ที่สำคัญ ต้องดูด้วยว่าเราได้อะไรจากความรู้นั้น และมันทำให้เราอยู่รอดได้ยังไง ยิ่งรู้เยอะ ยิ่งดี” 

คุณพี่วัยอิสระและอาจารย์ธนาวุฒิพิสูจน์ให้เห็นแจ้งแล้วว่า อายุไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

ใช่-ไม่มีใครแก่เกินเรียน

คุยกับวาทยากรวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม ที่พากลุ่มนักร้องสูงวัยคว้าเหรียญทองครั้งแรกของไทย

Passion & Impact

ชายผู้มอบชีวิตให้กับดนตรีตั้งเป้าหมายใหญ่ที่จะพาวงประสานเสียงผู้สูงอายุไปถึงคือการโลดแล่นทั่วโลก และเป็นที่พูดถึงในนาม ‘วงประสานเสียงผู้สูงอายุ’ ไม่ใช่เพียงแค่วงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม แต่หมายรวมถึงวงประสานเสียงผู้สูงอายุทั่วประเทศไทย ต้องได้รับการยอมรับจากสากลว่ามีความสามารถ ถ้าพูดถึงเมื่อไหร่ต้องที่ไทยเท่านั้น

“สิ่งหนึ่งที่ผมทำสำเร็จแล้วคือ ความสุขที่มากพอจนผู้เห็น ผู้ฟังต้องยิ้มตาม ผมไม่ต้องการให้คนฟังฟังแล้วรู้สึกว่าเจ๋ง เก่งที่สุด หรือเทียบกับใคร แต่ขอเป็นความสุขที่ไม่มีใครเทียบดีกว่า และทับทิมสยามก็เป็นตัวแทนประเทศไทย ไม่น้อยหน้าไปกว่าการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกหรือพาราลิมปิก เพราะเราคือผู้สูงอายุไทยที่สร้างชื่อเสียงให้ก้องโลก”

และนับเป็นการคว้าเหรียญทองครั้งแรกของประวัติศาสตร์ไทยสำหรับวงประสานเสียงผู้สูงอายุด้วย

“นี่คือยาที่ดีที่สุด” วาทยกรพูดถึงการเกิดขึ้นของวงประสานเสียงผู้สูงอายุ

“เพราะการร้องเพลงช่วยพัฒนาสมองซีกขวา ส่วนการร้องประสานเสียงช่วยพัฒนาสมองซีกซ้าย สมองทั้งสองซีกจะไม่ฝ่อ และการยืนร้องเพลง ร่างกาย สรีระสง่างดงามมากขึ้น อีกเรื่องคือการฝึกหายใจ ยิ่งเก็บออกซิเจนได้เยอะ การเผาผลาญยิ่งดี และที่สำคัญได้สังคม มิตรภาพ เพื่อนๆ ให้การยอมรับ ทำให้คนสูงวัยรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าต่อสังคม ช่วยสร้างความรับผิดชอบ เพราะมีส่งการบ้าน ต้องฝึกซ้อม และข้อสุดท้ายทำให้สูงวัยเป็นนักพิชิตเป้าหมาย เป้าหมายคือมีคอนเสิร์ตหนึ่งครั้งทำให้ประทับใจที่สุด นี่คือการทำให้ฮอร์โมนความสุขและความสำเร็จพลุ่งพล่าน”

ผู้คลุกคลีกับบรรดาวัยอิสระบอกว่าการตั้งเป้าหมายนั่นสำคัญ ยิ่งพิชิตได้ยิ่งเพิ่มพลังใจ

คุยกับวาทยากรวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม ที่พากลุ่มนักร้องสูงวัยคว้าเหรียญทองครั้งแรกของไทย

“อาจจะเป็นการร้องเพลงจบหนึ่งเพลง การร้องเพลงไม่ให้เพี้ยน การร้องเพลงให้ตรงจังหวะ มันเป็นการชนะใจตัวเองทั้งนั้น ลูกหลานต้องพยายามถามสูงวัยว่าความสุขของเขาคืออะไร ให้มุ่งเน้นไปทางนั้น เพราะกิจกรรมทำให้คุณภาพของคนสูงวัยดีขึ้น และต้องไม่ลืมหาเป้าหมายระยะสั้นให้ได้ เพื่อให้เขากระโจนสู้เป้าหมายนั้นอย่างภาคภูมิใจ”

สิ่งที่ทำให้เด็กชายที่ผูกพันกับดนตรีตั้งแต่ 4 ขวบ จวบจน อายุ 30 ปี คือ ‘แพสชันและอิมแพค’

“แพสชันคือสิ่งแรกที่คุณต้องมี ต้องมีความอยาก ความรัก ความคลั่งไคล้ ส่วนอิมแพค มันต้องมีประโยชน์หรือเข้ากับสถานปัจจุบัน ตัวผมก็ไม่ได้ทำธุรกิจสำเร็จในปีแรกหรือสองปีแรก แต่สิ่งที่ทำให้ผมมีความอดทนอยู่ได้คือ ‘แพสชัน’ จงเชื่อในแพสชันของคุณ แล้วจงคิดอย่างถี่ถ้วนว่ามันอิมแพคต่อคนทั้งประเทศหรือคนทั้งโลกยังไงบ้าง

“บั้นปลายผมวางแผนกับภรรยาว่าจะเก็บเงินแล้วทำเพื่อสังคม ไปตระเวนแนะนำชาวบ้านเรื่องการเก็บเงิน ส่วนตัวผมจะทำให้ชุมชนมีศักยภาพ มีทักษะ มีความรู้มากขึ้น ผ่านดนตรีและการร้องประสานเสียง 

“ทุกวันนี้ดนตรีให้ทุกอย่างกับผม ผมคงจะอยู่กับดนตรีต่อไป พัฒนาวงการดนตรี ไม่ว่าจะเป็นการประสานเสียง ส่งเสริมดนตรีไทย ส่งเสริมคุณภาพผู้สูงวัยกับดนตรี เพราะผมอยากทำให้ตัวเองมีประโยชน์ต่อสังคม”

เราเชื่อว่าแพสชันที่มีต่อเสียงเพลงและผู้สูงอายุของชายคนนี้กำลังสร้างอิมแพคในใจพวกคุณ

คุยกับวาทยากรวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม ที่พากลุ่มนักร้องสูงวัยคว้าเหรียญทองครั้งแรกของไทย

ภาพ : วงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม Siam Ruby Women’s Choir

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load