มีสถานีรถไฟแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่คนเรียกชื่อผิดมาตลอด 101 ปี ชื่อจริงของมันคือ “สถานีกรุงเทพ” แต่ทุกคนยังเรียกมันว่า “หัวลำโพง” อยู่ดี — และนั่นก็อาจเป็นเรื่องที่น่ารักที่สุดเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับสถานีแห่งนี้
สถานีกรุงเทพ ไม่ใช่หัวลำโพง แต่ทำไมถึงเรียกกัน
ชื่ออย่างเป็นทางการเรียกว่า “สถานีรถไฟกรุงเทพ” แต่ที่นิยมเรียกกันว่าสถานีรถไฟหัวลำโพง เพราะสันนิษฐานกันว่า “หัวลำโพง” เป็นการตั้งชื่อตามคลองและทุ่งที่มีฝูงวัวที่วิ่งกันคึกคัก ที่เรียกว่า ทุ่งวัวลำพอง และได้เพี้ยนเสียงมาเป็น หัวลำโพง แต่ก็ยังมีอีกการคาดเดาว่าอาจเป็นชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่งคือ “ต้นลำโพง” ซึ่งเคยมีมากในบริเวณนี้
เดิมสถานีกรุงเทพนั้นอยู่ติดกับ ‘สถานีหัวลำโพง’ ของรถไฟสายปากน้ำ หลังจากยกเลิกสัมปทาน คนก็ยังเรียกสถานีกรุงเทพว่าหัวลำโพงมาจนถึงทุกวันนี้
ความคลาดเคลื่อนที่สะสมมาตลอด 101 ปีนี้ไม่ใช่ความผิดของใคร มันคือหลักฐานของความทรงจำที่ฝังลึกในภาษาและวิถีชีวิตของผู้คน ทำให้ชื่อสถานที่กลายเป็นสิ่งที่มากกว่าป้ายชื่อ
ก่อนจะเป็นสถานี พื้นที่ที่เคยรกร้างและวัวอาศัย

ในพื้นที่ ‘หัวลำโพง’ นี้ แต่เดิมเป็นพื้นที่รกร้างชื่อ ‘ทุ่งบัวลำพอง’ อยู่ทางตะวันออกของกรุงเทพฯ และตามแผนผังเมืองรัตนโกสินทร์ช่วง 100 ปีแรก “ต้องการให้สถานีเชื่อมโยงกับเมืองเก่าและพื้นที่เปิดขยายทางฝั่งตะวันออก”
แต่เดิม ‘หัวลำโพง’ ไม่ได้ตั้งหันหน้าเข้าหาถนนพระราม 4 ดังที่มีทางรถยนต์เชื่อมถึงในปัจจุบัน แต่ ‘อิง’ กับคลองผดุงกรุงเกษมที่เป็นชุมทางคมนาคมทางน้ำ อาจจะสังเกตได้ว่าทางเข้าหลักของสถานีหันหน้าเข้าหาคลองผดุงกรุงเกษมนั่นเอง
นั่นคือรายละเอียดที่น้อยคนรู้ว่า สถานีกรุงเทพ ไม่ได้ออกแบบมาให้รับรถยนต์ แต่รับเรือ เพราะในยุคที่สร้าง คลองคือทางหลักและถนนคือทางรอง
วันที่สถานีกรุงเทพเปิดประตูครั้งแรก
สถานีกรุงเทพ เริ่มก่อสร้างช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ. 2453 สร้างเสร็จและเปิดใช้งานเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2459
สถานีรถไฟกรุงเทพสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่แล้วเสร็จและเปิดใช้การได้ครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อ พ.ศ. 2459
การที่เริ่มสร้างในรัชกาลหนึ่งแต่เสร็จในอีกรัชกาลหนึ่ง บอกอะไรเกี่ยวกับขนาดและความซับซ้อนของโครงการนี้ได้ชัดเจน มันไม่ใช่แค่การสร้างอาคาร แต่คือการวางพื้นฐานของโครงสร้างพื้นฐานทั้งประเทศ
สถาปัตยกรรมที่ยังทึ่งได้หลังร้อยปี
เอกลักษณ์ของหัวลำโพงคืออาคารทรงโดม (ทรงกระบอกผ่าครึ่ง) สไตล์อิตาเลียนเรอเนซองส์ นาฬิกากลางยอดโดม และประดับกระจกใส
สถานีรถไฟกรุงเทพมีต้นแบบมาจากสถานีรถไฟกลางของเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ซึ่งเปิดให้บริการเมื่อ 18 สิงหาคม ค.ศ. 1888 ส่วนหัวลำโพงนั้นเปิดให้บริการหลังสถานีแฟรงก์เฟิร์ตในอีก 25 ปีต่อมา
อาคารสถานีกรุงเทพนี้เป็นการก่อสร้างที่นำเทคโนโลยีมาจากยุโรปซึ่งคาดว่ามาจากประเทศเยอรมัน โดยใช้โครงสร้างเหล็ก ผนังกระจก และน่าจะเป็นการทำโครงสร้างช่วงเสากว้างโดยไม่มีเสากลางเป็นครั้งแรกในประเทศไทย
หลังคาโค้งที่พาดช่วงยาวโดยไม่มีเสากลางของสถานีกรุงเทพ ยังไม่เคยต้องซ่อมครั้งใหญ่เลยจนปัจจุบัน
นั่นคือ 100 กว่าปีที่เหล็กและกระจกที่ขนมาจากเยอรมันยังคงยืนหยัดโดยไม่ต้องซ่อมแซมครั้งใหญ่แม้แต่ครั้งเดียว สิ่งนั้นบอกว่าคนที่สร้างมันรู้จักสร้างเพื่ออยู่ยาว
นาฬิกาที่ไม่เคยหยุด
นาฬิกาเรือนใหญ่ที่อยู่ทั้งด้านหน้าและด้านในอาคารเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องบอกเวลาที่มีอายุเก่าแก่เทียบเท่ากับอาคารสถานี ซึ่งในสมัยนั้นนับว่าเป็นนาฬิกาที่มีความทันสมัย และมีขนาดใหญ่ที่สุดของไทย
นาฬิกาเรือนยักษ์ทรงกลมที่ติดตั้งอยู่ด้านบนกระจกโถงพักคอย ยังคงทำหน้าที่บอกเวลา โดยไม่เคยคิดจะขอลาหยุด เข็มของมันยังคงเดินไปอย่างช้าๆ เหมือนไม่แยแสกับความเร่งรีบในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
นาฬิกาที่ใหญ่ที่สุดในไทยเมื่อร้อยปีก่อน ยังคงบอกเวลาในวันที่โทรศัพท์ในมือทุกคนมีนาฬิกาของตัวเอง — บางทีความยั่งยืนไม่ได้วัดที่เทคโนโลยี แต่วัดที่ความหมาย
ตึกแดง สิ่งที่คนผ่านมาและไม่ค่อยสังเกต

ปัจจุบันอาคารพัสดุแห่งนี้ใช้เป็นที่ทำการของฝ่าย/สำนักงานต่างๆ ของการรถไฟฯ แต่มักจะถูกเรียกตามลักษณะเด่นที่เห็นคือ “ตึกแดง” ตามวัสดุที่ใช้ก่อสร้าง ด้วยความงดงามของโครงสร้างสถาปัตยกรรมอย่างยุโรป แนวผนังก่ออิฐบางบัวทอง ผสมผสานกับบันไดไม้สักแผ่นโตอย่างโบราณ ทำให้ได้รับการคัดเลือกจากสมาคมสถาปนิกสยามให้รับรางวัลอนุรักษ์สถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภทอาคาร ประจำปี 2549
สถานีกรุงเทพกับอนาคต
สถานีกรุงเทพยังคงมีความสำคัญในฐานะประวัติศาสตร์ของการเดินทางอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ที่ให้อนุชนรุ่นหลังได้เรียนรู้จุดกำเนิดของการขนส่งระบบรางต่อไปในอนาคต
101 ปีที่สถานีหลังนี้ยืนหยัดอยู่คือหลักฐานว่าของที่สร้างดีด้วยความตั้งใจย่อมอยู่ได้นาน — และไม่ว่าอนาคตของ สถานีกรุงเทพ จะเป็นอย่างไร ชื่อ “หัวลำโพง” ก็คงอยู่ในใจผู้คนต่อไปอีกนาน
“สถานีกรุงเทพ ไม่ใช่หัวลำโพง แต่ในทุกใจของคนที่เคยนั่งรถไฟ มันคือหัวลำโพงเสมอ”
