3 กุมภาพันธ์ 2564
24 K

ผมเร่งฝีเท้าไปยังอาคารสีครีมขลิบเขียวที่งามเด่นด้วยสถาปัตยกรรมตะวันตกเพราะใกล้เวลานัดหมายสำคัญ ต้นไม้สูงใหญ่ที่ยืนต้นอยู่เรียงรายช่วยบังแดดบ่ายอันร้อนระอุ ลมจากแม่น้ำเจ้าพระยาพัดมาเบาๆ นำความสงบและสดชื่นมาให้ ไม่กี่นาทีต่อมาผมก็ได้พบ หม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ พระธิดาใน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ พระนัดดาหรือหลานปู่ใน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ผู้ซึ่งได้กรุณาต้อนรับผมที่ ‘ห้องแดง’ อันเป็นห้องรับแขกที่ตกแต่งไว้อย่างงดงามด้วยเครื่องเรือนร่วมสมัย

นับเป็นความกรุณาอย่างยิ่งที่หม่อมราชวงศ์นริศราอนุญาตให้ผมนำผู้อ่าน The Cloud เข้ามาเยี่ยมเยือนในพื้นที่ส่วนบุคคลซึ่งปกติไม่ได้เปิดให้สาธารณชนเข้าชม นอกจากในวาระพิเศษเท่านั้น เช่นวันนี้

เยี่ยมบ้านจักรพงษ์ บ้านท่าเตียนของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถฯ ในการดูแลของทายาทปัจจุบัน
หม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ พระธิดาใน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ พระนัดดาหรือหลานปู่ใน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ

“จะเริ่มเล่าจากตรงไหนก่อนดีคะ” 

หม่อมราชวงศ์นริศราเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม ผมรีบหยิบสมุดจดคำถามขึ้นมา สายตาเหลือบไปที่คำถามข้อแรก ถึงเวลาแล้วที่ผมจะพาผู้อ่านทุกท่านไปทำความรู้จักกับสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อายุกว่าร้อยปีแห่งนี้พร้อมๆ กัน

บ้านหรือวัง

“เราควรเรียกว่าวังจักรพงษ์หรือบ้านจักรพงษ์ดีครับ” ผมเริ่มคำถามแรก 

“บางคนก็เรียกที่นี่ว่าวัง บางคนก็เรียกว่าบ้าน แต่ท่านพ่อได้ทรงบรรยายไว้ในหนังสือ เกิดวังปารุสก์ อย่างชัดเจนว่า วังปารุสก์นั้นถือเป็นวัง แต่ที่นี่เป็นแค่บ้านเท่านั้น” หม่อมราชวงศ์นริศรากล่าวนำ และทำให้ผมกลับไปสืบค้นข้อความในพระนิพนธ์เล่มดังกล่าวมาอ่านซ้ำอีกครั้ง

“การเรียกที่อยู่ของข้าพเจ้าไม่ว่าที่ไหนว่า ‘วัง’ ข้าพเจ้าก็ไม่ชอบ ยิ่งบ้านท่าเตียนเป็นบ้านขนาดธรรมดา จะเรียกว่าวัง ข้าพเจ้าเห็นไม่เข้ารูปเลย จึงขนานนามว่า ‘บ้านจักรพงษ์’ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไป”

นี่คือข้อความที่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงบันทึกไว้ และเป็นข้อความเดียวกันกับที่หม่อมราชวงศ์นริศรากล่าวถึง

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ

“เวลาทูลกระหม่อมปู่เสด็จมาที่นี่ ท่านก็ทรงเขียนไว้ในบันทึกว่า ‘วันนี้ไปบ้านท่าเตียน’ โปรดเสด็จล่องเรือจากบ้านท่าเตียนไปตามแม่น้ำเจ้าพระยาในคืนเดือนหงาย ตอนนั้นท่านทรงเลิกกับหม่อมย่า (หม่อมคัทริน จักรพงษ์ ณ อยุธยา หรือ คัทริน เดนิตสกี) แล้ว และกำลังทรงสนิทเสน่หาท่านหญิงชวลิต (หม่อมเจ้าชวลิตโอภาส รพีพัฒน์) เลยเสด็จมาลงเรือกันบ่อยมากทั้งสองพระองค์ บันทึกส่วนพระองค์ที่กล่าวถึงนี้ทรงเขียนขึ้นในช่วงสี่ปีสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ ตอนนี้กำลังแปลเป็นภาษาอังกฤษก่อนพิมพ์เผยแพร่” 

บ้านท่าเตียนหรือบ้านจักรพงษ์สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2450 ขณะนั้น ‘ทูลกระหม่อมปู่’ มีพระชนม์ 25 พรรษา โดยสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระมารดา ได้ทรงซื้อที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณท่าเตียนพระราชทานพระราชโอรสพระองค์นี้

เยี่ยมบ้านจักรพงษ์ บ้านท่าเตียนของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถฯ ในการดูแลของทายาทปัจจุบัน

“แต่ทูลกระหม่อมปู่ไม่ได้ประทับค้างคืนที่นี่เลยตลอดพระชนม์ชีพ เพราะประทับที่วังปารุสก์เป็นหลัก เพียงแต่เสด็จมาบ้านจักรพงษ์เพื่อพักผ่อนพระอิริยาบถ เสด็จมาเปลี่ยนฉลองพระองค์ก่อนเสด็จงานพระราชพิธีในวังหลวง เสด็จมาเสวยพระสุธารสหรือพระกระยาหารกับพระญาติและพระสหายสนิทเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ที่ดินผืนนี้เป็นที่ดินที่มีโฉนด เพราะทรงซื้อด้วยทรัพย์ส่วนพระองค์ จึงยังเป็นบ้านที่สืบทอดต่อมาถึงลูกหลานจนทุกวันนี้” หม่อมราชวงศ์นริศราเล่า

ต่อมาใน พ.ศ. 2456 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ ให้ใช้บ้านจักรพงษ์เป็นที่ประทับชั่วคราวของสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา (พระราชอิสสริยยศในขณะนั้น) เมื่อครั้งเสด็จนิวัติสู่ประเทศไทยหลังทรงสำเร็จการศึกษาจากประเทศอังกฤษ

พ.ศ. 2463 สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถทิวงคตเมื่อพระชนมายุ 37 พรรษา และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ได้เสด็จไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ บ้านจักรพงษ์จึงกลายเป็นบ้านที่ไร้ผู้อาศัยอยู่นานหลายปี จน พ.ศ. 2481 เมื่อพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงสำเร็จการศึกษาจากอังกฤษ และเสกสมรสกับ หม่อมเอลิสะเบธ (นามเดิม Elisabeth Hunter) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงได้เสด็จกลับมาประทับที่บ้านจักรพงษ์เป็นประจำทุกปี

“ท่านพ่อเสด็จกลับมาอีกทีหลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง ตอนนั้นท่านทรงสมรสกับหม่อมแม่แล้ว สภาพบ้านก็พออยู่ได้ แต่ไม่มีเครื่องเรือนอะไรสักเท่าไหร่ เพราะข้าวของสูญหายไปหลายอย่าง อีกช่วงคือช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งเป็นอีกช่วงที่บ้านค่อนข้างร้าง เพราะไม่มีใครอาศัย ไปติดสงครามอยู่ที่อังกฤษกันนานหลายปี แทบติดต่อประเทศไทยไม่ได้เลย พอจบสงครามโลกประมาณ พ.ศ. 2489 ท่านพ่อก็จะเสด็จกลับจากอังกฤษมาที่นี่ในช่วงฤดูหนาวทุกปีกับหม่อมแม่ พอดิฉันเกิดก็ตามเสด็จกลับมาด้วย จำได้ว่านั่งเรือเดินสมุทรกลับมาเมืองไทย”

มาริโอ ตามาญโญ หรือ เอ็ดเวิร์ด ฮีลีย์

“แล้วใครคือสถาปนิกผู้ออกแบบบ้านจักรพงษ์ครับ ผมเห็นบางข้อมูลก็ระบุว่าเป็น มาริโอ ตามาญโญ (Mario Tamagno) บ้างก็ระบุว่าเป็น เอ็ดเวิร์ด ฮีลีย์ (Edward Healey)” ผมสอบถามหม่อมราชวงศ์นริศรา

“ไม่มีหลักฐานที่ปรากฏชัดเจนว่าใครเป็นสถาปนิกผู้ออกแบบบ้านจักรพงษ์ แต่จากการสืบค้นข้อมูลจึงพอสันนิษฐานได้ว่า น่าจะเป็นมาริโอ ตามาญโญ ความที่เป็นสถาปนิกหลวงคนสำคัญ และเป็นบุคคลที่รัชกาลที่ 5 ทรงไว้วางพระราชหฤทัย” 

มาริโอ ตามาญโญ เป็นสถาปนิกชาวอิตาลี เข้ารับราชการในกระทรวงโยธาธิการตั้งแต่ พ.ศ. 2443 ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยมีสัญญาว่าจ้างเป็นเวลา 25 ปี เขาเป็นสถาปนิกที่มีผลงานออกแบบสถาปัตยกรรมสำคัญมากมาย เช่น สะพานมัฆวานรังสรรค์ สถานีรถไฟกรุงเทพ ห้องสมุดเนียลสันเฮย์ส พระที่นั่งอนันตสมาคม เป็นต้น รวมทั้งวังปารุสก์ที่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถเคยประทับ

“ส่วนเอ็ดเวิร์ด ฮีลีย์ นั้น เป็นสถาปนิกที่มาออกแบบต่อเติมอาคารชั้นสาม บริเวณที่มีเฉลียง ซึ่งฮีลีย์ก็เป็นสถาปนิกที่ทูลกระหม่อมปู่ทรงสนิทสนมด้วย”

เอ็ดเวิร์ด ฮีลีย์ เป็นสถาปนิกชาวอังกฤษที่เข้ามารับราชการอยู่ในกระทรวงธรรมการ นอกจากรับราชการแล้ว ฮีลีย์ยังเปิดสำนักงานออกแบบเป็นธุรกิจส่วนตัวอีกด้วย ผลงานของฮีลีย์มีปรากฏอยู่มากมายบนแผ่นดินไทย เช่น ตำหนักทิพย์ ตึกเทวาลัย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ และพระตำหนักมารีราชรัตบัลลังก์ ในเขตพระราชวังสนามจันทร์ เป็นต้น

เยี่ยมบ้านจักรพงษ์ บ้านท่าเตียนของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถฯ ในการดูแลของทายาทปัจจุบัน

ส่วนรูปแบบสถาปัตยกรรมของบ้านจักรพงษ์นั้นเป็นแบบอิตาเลียนวิลลาหลังคาสูง มีมุขที่อาคารกลางเพียงมุขเดียว จุดเด่นคือหอคอยสูงตระหง่าน ซึ่งพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ได้ทรงพระนิพนธ์ถึงหอนี้ไว้ในหนังสือ เกิดวังปารุสก์ ความว่า

“การอยู่ที่ท่าเตียน ข้าพเจ้าชอบมากเพราะข้าพเจ้ารักแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นที่สุด อีกประการหนึ่งจากหอคอยบนยอดตึก เราเห็นวิวกรุงเทพฯ ได้อย่างน่าเอ็นดู เห็นหลังคาของตึกรามอันงดงามในพระบรมมหาราชวังและวัดโพธิ์ ทางตรงกันข้ามแม่น้ำก็เห็นได้ทั้งวัดอรุณฯ และวัดกัลยาฯ เป็นที่ชื่นตาชื่นใจแก่ข้าพเจ้ามาก” 

ปัจจุบันหอดังกล่าวเป็นหอประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมทั้งพระอัฐิของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถและพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ด้วย

ท่านพ่อและหม่อมแม่

ภาพถ่ายและภาพวาดที่ปรากฏอยู่มากที่สุดในบ้านจักรพงษ์ คือพระรูปของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ และภาพของหม่อมเอลิสะเบธ จักรพงษ์ ณ อยุธยา ท่านพ่อและหม่อมแม่ของหม่อมราชวงศ์นริศรา

“จริงๆ แล้วรัชกาลที่ 7 รับสั่งกับท่านพ่อไว้ว่าอย่าทำซ้ำรอยทูลกระหม่อมปู่อีก นั่นคืออย่าแต่งงานกับสตรีต่างชาติ แต่เมื่อท่านพ่อได้ทรงพบกับหม่อมแม่ก็เกิดความรักขึ้นทันที พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช หรือ พระองค์พีระ ซึ่งทรงเป็นนักแข่งรถที่ชนะรางวัลระดับกรังด์ปรีซ์ในยุโรปหลายสนาม ได้ทรงแนะนำให้ทั้งสองรู้จักกัน ตอนนั้นท่านพ่อถึงกับรับสั่งกับพระองค์พีระว่า ‘อย่าให้ฉันได้เจอผู้หญิงคนนี้อีก เพราะฉันจะหลงรัก’ แต่ในที่สุดก็ช่วยไม่ได้” หม่อมราชวงศ์นริศราเล่าพร้อมรอยยิ้ม

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ และภาพของหม่อมเอลิสะเบธ จักรพงษ์ ณ อยุธยา

“ดิฉันจำท่านพ่อไม่ได้มาก เพราะอายุยังน้อย และท่านสิ้นเมื่อดิฉันอายุเพียงเจ็ดขวบ ที่จำได้คือท่านพ่อโปรดเล่าเรื่องไทยๆ ให้ฟัง อย่างเรื่อง สังข์ทอง ตอนนั้นยังเป็นเด็กเล็กๆ ท่านจึงทรงเล่านิทานหรือวรรณคดีให้ฟัง ไม่ได้ทรงเล่าเรื่องทูลกระหม่อมปู่มากนัก อย่างเรื่องประวัติศาสตร์ก็ไม่ได้ทรงเล่าเลย แต่ดิฉันได้มีโอกาสมาอ่านเองจากพระนิพนธ์ของท่านเมื่อตอนที่โตขึ้น ก็เหมือนได้ฟังท่านเล่าด้วยพระองค์เอง อย่าง เกิดวังปารุสก์ นั้นเป็นหนังสือที่รักมาก เพราะเป็นหนังสือที่ทำให้อ่านภาษาไทยได้จนแตกฉาน”

ส่วนหม่อมแม่นั้น หม่อมราชวงศ์นริศราเล่าว่าสนิทกันมาก เป็นเหมือนสองสหายที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขไปไหนด้วยกัน

“หม่อมแม่เป็นคนสนุก ชอบพาไปเที่ยว ไปสงขลา ไปเชียงใหม่ ไปหลายจังหวัด เดินทางกันพอสมควร แล้วก็ชอบไปหัวหินมากๆ ไปอยู่กันนานหลายสัปดาห์ ท่านเป็นคนชอบธรรมชาติ ชอบป่าเขา เคยไปล่องแม่น้ำแคว แม่น้ำสาละวิน ไปผจญภัยแล้วก็ไปวาดรูป ท่านวาดรูปเก่ง แล้วหม่อมแม่ก็ไปเป็นครูไปสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนราชินี มีเด็กเรียนกับท่านมากมายหลายรุ่น แล้วก็จำได้ว่าท่านพูดภาษาไทยเพี้ยนมาก ตอนนั้นเราเป็นเด็กเราก็อายว่าทำไมแม่พูดไม่ชัด มานึกถึงตอนนี้แล้วคิดว่าท่านเป็นคนที่ปรับตัวเก่งมากๆ” หม่อมราชวงศ์นริศรารำลึกถึงวัยเยาว์อย่างสนุกสนาน

สำหรับมุมโปรดของหม่อมเอลิสะเบธ คือเฉลียงหน้าห้องนอนชั้นบนที่มักจะใช้เป็นที่รับประทานอาหารเช้าของทั้งคู่ 

“ดิฉันก็จะไปนั่งทานอาหารเช้ากับท่านก่อนไปเรียนที่โรงเรียนจิตรลดา จำได้ว่าจะมีหนังสือพิมพ์ที่ส่งมาจากต่างประเทศ เป็นแอร์ เมล แล้วเป็นกระดาษที่จับแล้วเกิดเสียงดังกร๊อบแกร๊บ เพราะเป็นกระดาษน้ำหนักเบาและบางมาก ยังจำเสียงเวลาหม่อมแม่พลิกกระดาษขณะอ่านหนังสือพิมพ์ได้ดี ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้จักแอร์ เมล กันแล้ว ส่งไลน์หากันเร็วกว่า” หม่อมราชวงศ์นริศรากล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

แม้หม่อมราชวงศ์นริศราได้มีโอกาสใช้ชีวิตกับท่านพ่อเพียง 7 ปี แต่สิ่งที่ส่งผ่านจากท่านพ่อมายังหม่อมราชวงศ์นริศราคือความรักในหนังสือ ประวัติศาสตร์ และการประพันธ์

“ที่เลือกทำสำนักพิมพ์ River Books ก็เพราะชอบอ่านหนังสือมาก โดยเฉพาะ เกิดวังปารุสก์ เพราะเป็นหนังสือเล่มแรกที่สอนให้อ่านภาษาไทยอย่างจริงจัง อีกอย่างคือความสนใจด้านประวัติศาสตร์ไทย ความรักและความภูมิใจในความเป็นไทย หนังสือที่ River Books ผลิตมีหลายกลุ่ม กลุ่มหนึ่งจะเป็นหนังสืออันเกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์พระราชวงศ์ เล่มแรกที่ผลิตคือ จุฬาลงกรณราชสันตติวงศ์ ตามมาด้วย แคทยาและเจ้าฟ้าสยาม นอกจากนั้นยังมีอีกหลายเล่มที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ด้านอื่นๆ เช่นเรื่องปราสาทเขมรในไทย ฯลฯ 

“อีกกลุ่มหนึ่งเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวกับ Pop Culture อย่าง Thailand’s Movie Theatres: Relics, Ruins and The Romance of Escape ซึ่งเป็นหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับโรงภาพยนตร์เก่าๆ อีกกลุ่มหนึ่งคือการแปลวรรณกรรมไทยเป็นภาษาต่างประเทศ และภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทย เช่น ผลงานของคุณวีรพร นิติประภา นักเขียนรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน หรือ S.E.A. Write ได้แก่ เรื่องไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต และ พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ ส่วนหนังสือภาษาอังกฤษที่แปลเป็นภาษาไทย เช่น ผลงานของ ลอว์เรนซ์ ออสบอร์น (Lawrence Osborne) เรื่อง Hunters in the Dark ชื่อภาษาไทยคือ เกมล่าท้ากรรม

หม่อมราชวงศ์นริศราเปิดเผยว่า สำนักพิมพ์กำลังพิจารณานำพระนิพนธ์ เกิดวังปารุสก์ ตอนที่ 3 ของท่านพ่อ โดยปรับปรุงเชิงอรรถให้ครบถ้วนสมบูรณ์ รวมทั้งหาภาพประกอบใหม่ๆ และจัดพิมพ์ขึ้นอีกครั้ง เพื่อรักษาวรรณกรรมที่สำคัญเล่มนี้ให้คงอยู่ต่อไป

จากความทรงจำที่นำมาสู่การอนุรักษ์

ในวัยเด็กครั้งที่หม่อมราชวงศ์นริศราตามเสด็จท่านพ่อกลับมาจากอังกฤษและได้เห็นบ้านจักรพงษ์นั้น

“เป็นบ้านเก่าๆ สีตุ่นๆ คล้ายสีเผือก ไม่สวยเลย ที่จำได้คือร้อนมากๆ และเต็มไปด้วยยุง กลางคืนต้องนอนในมุ้งใหญ่เบ้อเริ่ม ที่มุ้งจะมีโซ่สอดเย็บขมวดไว้ที่ปลายมุ้งเพื่อดึงให้มุ้งตึงแนบติดพื้น มุ้งจะได้ไม่ปลิวและยุงจะบินเข้าไปในมุ้งไม่ได้ ตกกลางคืนก็นอนห้องข้างบนด้านติดถนนซึ่งร้อนมากจนนอนไม่หลับ สมัยนั้นยังมีรถราง ก็จะได้ยินเสียงรถรางวิ่งผ่านไปมา ซึ่งเสียงดังมากๆ”

นอกจากนี้บริเวณรอบๆ บ้านยังโล่งและปราศจากต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่น ในบ้านเองก็โล่งเพราะเครื่องเรือนจำนวนมากสูญหายไปในขณะที่ปราศจากผู้อยู่อาศัย

เยี่ยมบ้านจักรพงษ์ บ้านท่าเตียนของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถฯ ในการดูแลของทายาทปัจจุบัน

การบูรณะฟื้นฟูอย่างจริงจังจึงเกิดขึ้นราว พ.ศ. 2528 เมื่อหม่อมราชวงศ์นริศราเดินทางกลับมาอาศัยที่บ้านจักรพงษ์เป็นการถาวร

เยี่ยมบ้านจักรพงษ์ บ้านท่าเตียนของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถฯ ในการดูแลของทายาทปัจจุบัน

“ห้องที่เริ่มปรับปรุงก่อนคือห้องที่ปัจจุบันเรียกว่าห้องเขียว ซึ่งเดิมเป็นเฉลียงรับลมแม่น้ำ ดิฉันตัดสินใจเปลี่ยนบริเวณโปร่งให้เป็นบริเวณปิด โดยกั้นกระจกปิดทุกมุม เพราะยุงเยอะเหลือเกิน ลมก็ไม่ค่อยมี เรือที่สัญจรไปมาในแม่น้ำเจ้าพระยาก็ส่งเสียงดัง เราก็อยากมีห้องนั่งเล่นสบายๆ แบบไม่เป็นทางการ เป็นห้องสังสรรค์ง่ายๆ กับสมาชิกในครอบครัวหรือคนสนิท” 

เยี่ยมบ้านจักรพงษ์ บ้านท่าเตียนของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถฯ ในการดูแลของทายาทปัจจุบัน

หม่อมราชวงศ์นริศราชี้ให้ชมภาพเก่าของพื้นที่บริเวณห้องเขียวซึ่งเคยชำรุดทรุดโทรมมาก ความที่เคยเป็นเฉลียงโล่งจึงเผชิญทั้งฝน แดด และลม แต่ปัจจุบันนี้ห้องเขียวกลับมาสว่างงดงามสดใส และเป็นพื้นที่ที่สมาชิกครอบครัวใช้มากที่สุด ทั้งนั่งเล่น สังสรรค์ และทำงานไปด้วย

ห้องแดง

จากห้องเขียวซึ่งเคยเป็นบริเวณนอกตัวอาคาร เราตามหม่อมราชวงศ์นริศราเข้ามาในอาคารหลังงามเพื่อชมห้องแดง ซึ่งเป็นดั่งห้องรับแขกอย่างเป็นทางการ และเป็นห้องสำหรับจัดพิธีสงฆ์ในวาระสำคัญ สิ่งที่สังเกตได้ทันทีคือเพดานที่สูงโปร่ง ภายในโล่งด้วยปราศจากเสาระเกะระกะ ทั้งนี้เพราะสถาปนิกออกแบบอาคารให้มีผนังหนาทึบ เพื่อรองรับน้ำหนักอาคารสูง 3 ชั้นหลังนี้ได้โดยไม่ต้องพึ่งเสาค้ำยันภายใน

เยี่ยมบ้านจักรพงษ์ บ้านท่าเตียนของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถฯ ในการดูแลของทายาทปัจจุบัน

“เมื่อก่อนห้องแดงก็เป็นห้องโล่งๆ อย่างที่เล่าไปแล้วว่าเครื่องเรือนจำนวนหนึ่งสูญหายไประว่างช่วงเวลาหลายปีที่ไม่มีใครอยู่ ทุกอย่างที่เห็นในนี้ดิฉันเป็นคนไปซื้อหามาประดับ ส่วนมากมาจากเวิ้งนาครเขษม แล้วก็มีบางส่วนที่รื้อของที่เคยเก็บไว้ใต้ถุนบ้านมาแต่งผสมบ้าง ก็ค่อยๆ แต่ง ค่อยๆ พัฒนามาเรื่อยๆ ตลอดช่วงกว่าสามสิบปีที่ผ่านมา”

เมื่อก่อนที่บ้านจักรพงษ์ไม่มีภาพประดับตกแต่งใดๆ จึงทำให้รู้สึกว่าขาดชีวิตชีวา ดังนั้นจึงมีการนำภาพสำคัญๆ จากพระตำหนักที่คอร์นวอลล์ อันเคยเป็นที่ประทับในอังกฤษกลับมายังเมืองไทย และพระรูปสำคัญที่สุดในห้องนี้คือพระรูปพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ที่ปรากฏเด่นอยู่ตรงกลาง

เยี่ยมบ้านจักรพงษ์ บ้านท่าเตียนของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถฯ ในการดูแลของทายาทปัจจุบัน

“พระรูปท่านพ่อนำกลับมาจากคอร์นวอลล์ เป็นพระรูปที่วาดโดยศิลปินในยุค 1930 ชื่อว่า J.P. Barraclough ส่วนใต้พระรูปท่านพ่อมีเอกสารที่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถฯ ได้ทรงพระกรุณาพระราชทานพระนามแก่ท่านพ่อ นั่นคือคือพงษ์จักร ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเปลี่ยนเป็นจุลจักรพงษ์”

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ได้ทรงเล่าเกี่ยวกับพระนาม ‘พงษ์จักร’ ที่ได้รับพระราชทานเมื่อแรกประสูติไว้ในหนังสือ เกิดวังปารุสก์ ความว่า

“ย่านั้นพอได้ข่าวว่ามีหลานคนแรกก็ทรงตื่นเต้นและหายกริ้วหมดเลย มาทอดพระเนตรหลานของท่านอย่างเร็ววัน เอาพระทัยใส่ในการจัดห้องหับและการดูแลทุกอย่าง ฯลฯ

“ในเมื่อเวลาสมควร ย่าได้ขนานนามให้ข้าพเจ้าว่าพงษ์จักร คือกลับนามจักรพงษ์ของพ่อเท่านั้นเอง แต่เรียกกันตามธรรมดาว่าหนู และสำหรับคนทั่วไป ข้าพเจ้าก็ท่านหนูตั้งแต่บัดนั้น” 

เมื่อแรกประสูติได้ทรงดำรงพระยศเป็นหม่อมเจ้าจนต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระนามใหม่ว่า ‘จุลจักรพงษ์’ และพระราชทานสถาปนาพระยศขึ้นเป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า

เยี่ยมบ้านจักรพงษ์ บ้านท่าเตียนของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถฯ ในการดูแลของทายาทปัจจุบัน

ด้านตรงข้ามกับภาพเขียนสำคัญมีรูปปั้นม้างามสง่าตั้งอยู่ นั่นคือรูปปั้นม้าตัวโปรดของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ นามว่ารามุชกา (Ramushka)

“รามุชกาเป็นม้าโปรดของทูลกระหม่อมปู่ ในหนังสือ ถึงลูกชายเล็ก ที่รวบรวมพระราชหัตถเลขากว่าสามร้อยฉบับที่รัชกาลที่ 5 ทรงมีไปพระราชทานทูลกระหม่อมปู่ และลายพระหัตถ์ที่ทูลกระหม่อมปู่ทรงส่งกลับมาทูลเกล้าฯ ถวายก็มีเรื่องเล่าว่า ตอนที่ทูลกระหม่อมปู่พระชนม์สิบหกพรรษา ท่านได้เสด็จแทนพระองค์รัชกาลที่ 5 ไปเฝ้าสุลต่านที่อิสตันบูล สุลต่านได้ประทานม้าให้หนึ่งตัว เป็นม้าอาหรับ แต่ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นม้ารามุชกาหรือไม่ แต่ถ้าพิจารณาจากภาพวาดม้าอาหรับตัวนั้นและหุ่นรามุชกาตัวนี้ก็จะพบว่ามีความคล้ายคลึงกันอยู่มาก เมื่อทูลกระหม่อมปู่ทรงสำเร็จการศึกษาจากรัสเซียและเสด็จกลับเมืองไทย ก็ได้ทรงนำม้าตัวโปรดกลับมาด้วย ยังมีเอกสารเรื่องการลำเลียงรามุชกาจากรัสเซียกลับเมืองไทยเก็บรักษาไว้” 

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ทรงนำรามุชกามาเลี้ยงไว้ที่วังปารุสก์ ได้มีการค้นพบบันทึกส่วนพระองค์ที่ทรงเล่าว่าโปรดเสด็จทรงม้ารามุชกาไปยังที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ เป็นประจำ ทรงบันทึกเส้นทางไว้ด้วยว่าเสด็จไปที่ไหน ผ่านถนนสายใด ทรงแวะพบกับใครหรือเสวยพระกระยาหารที่ไหน เมื่อรามุชกาตาย จึงโปรดให้หล่อเป็นรูปปั้นไว้

เยี่ยมบ้านจักรพงษ์ บ้านท่าเตียนของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถฯ ในการดูแลของทายาทปัจจุบัน

ของสำคัญอีกอย่างที่นำมาใส่กรอบกระจกประดับไว้ในห้องแดง คือฉลองพระองค์ของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ที่เพิ่งค้นพบเมื่อ 10 ปีก่อนจากห้องใต้ดินของบ้านจักรพงษ์ ภายใต้ฉลองพระองค์มีพระรูปเมื่อยังทรงพระเยาว์ขณะที่ทรงฉลองพระองค์องค์เดียวกันนี้

“สิ่งของที่ประดับห้องต่างๆ ในบ้านจักรพงษ์มักเป็นสิ่งของที่มีประวัติ มีคุณค่าทางจิตใจ และชวนให้รำลึกถึงทุกๆ พระองค์อยู่เสมอ” หม่อมราชวงศ์นริศรากล่าว

ห้องเสวย

ถัดจากห้องแดงเป็นห้องสำคัญอีกห้องนั่นคือห้องเสวย 

“ปัจจุบันห้องเสวยเป็นห้องทานข้าวของครอบครัว โต๊ะไม้ที่เห็นเป็นโต๊ะใหม่เพราะโต๊ะเดิมกว้างเกินไป คุยแล้วเหนื่อย ฟังกันไม่รู้เรื่อง” หม่อมราชวงศ์นริศราเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ 

“พวกเครื่องเรือนที่ใช้ประดับเป็นของที่ซื้อมาภายหลังโดยเลือกให้อยู่ในยุคเดียวกัน อย่างตู้ที่เห็นก็เป็นตู้ไม้เก่าที่ซื้อจากจากเวิ้งนาครเขษม ซึ่งดีใจมากเพราะขนาดเข้ากับแนวกำแพงพอดี เลยได้นำมาใส่เครื่องเงิน เครื่องเขิน เครื่องเบญจรงค์ เครื่องกระเบื้องที่เคยเก็บไว้ที่ห้องใต้ดิน หลายชิ้นเป็นของที่ตกทอดมาจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถฯ เป็นเครื่องเงินฝีมือช่างไทยจีนที่ละเอียดประณีต รวมทั้งเครื่องเงินของช่างฝีมือจากล้านนา”

เยี่ยมบ้านจักรพงษ์ บ้านท่าเตียนของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถฯ ในการดูแลของทายาทปัจจุบัน

ภาพเขียนสำคัญในห้องเสวย คือพระบรมสาทิสลักษณ์รัชกาลที่ 5 ซึ่งวาดจากพระองค์จริงที่กรุงโรม เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรปครั้งแรกใน พ.ศ. 2440 ลงสีโดย คาร์โล ริโกลี (Carlo Rigoli)

หม่อมราชวงศ์นริศราเล่าว่า เมื่อท่านพ่อยังมีพระชนม์อยู่นั้น ผู้ที่ถวายการดูแลคือ ขุนพิสดาร จุลเสวก ซึ่งมีญาติที่ทำอาหารเก่งจนเป็นแม่ครัวเอกประจำบ้านจักรพงษ์ทำหน้าที่ปรุงพระกระยาหารถวาย

“ตอนเด็กๆ ดิฉันจำได้ว่าชอบเข้าไปในครัวซึ่งมีตั่งใหญ่เบ้อเริ่มตั้งอยู่ ดิฉันก็จะขึ้นไปนั่งบนตั่งแล้วดูแม่ครัวตำน้ำพริก แม่ครัวก็จะนุ่งผ้าลายไทย เคี้ยวหมากจนปากสีแดงแดงสด ความจริงก็ดูน่ากลัวอยู่นะคะ” หม่อมราชวงศ์นริศราเอ่ยพร้อมเสียงหัวเราะ

“แต่ความเป็นเด็กก็อยากรู้ว่าเขาทำอะไรกัน อยากไปลองตำน้ำพริกกับเขาบ้าง แล้วการเข้าไปในครัวก็เหมือนเป็นการหนีจากตัวบ้านที่ทุกคนคอยดูแลเราแบบคุณหนูแล้วไปอยู่ในครัวที่สนุกกว่า เป็นพื้นที่ที่ผู้ใหญ่ไม่ตามเข้าไป เราก็เล่นซนได้เต็มที่เลย ไม่ต้องเป็นคุณหนู” เมื่อจบประโยคนี้เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นจากทุกคนอีกครั้ง

ในเวลาต่อมา เมื่อตัดสินใจเปิดธุรกิจโรงแรมจักรพงษ์ วิลลา หม่อมราชวงศ์นริศราได้ตัดสินใจนำอาหารหลายเมนูที่เป็นตำรับดั้งเดิมของบ้านไปรับรองแขก ก่อให้เกิดผลตอบรับดีเกินคาด 

“อาหารที่เสิร์ฟให้แขกก็เป็นอาหารที่มาจากตำรับของแม่ครัวคนนี้ กล้วยทอดเป็นเมนูเด็ดที่จำได้ว่าอร่อยมาก ทุกวันนี้แขกที่ได้ลองทานกล้วยทอดของเราก็ติดใจกันมากๆ หลายคนบอกว่าอร่อยที่สุดเท่าที่เคยทาน เมนูบางอย่างเราก็เปลี่ยนไปบ้างเพื่อให้เป็นเมนูทางเลือกสุขภาพ เช่น ยำถั่วพู ถ้าเป็นสูตรดั้งเดิมจะต้องใส่เนื้อสัตว์อย่างหมูและกุ้งลงไป แต่เราลองทำยำถั่วพูที่เป็นมังสวิรัติ แต่สูตรน้ำยำยังเป็นสูตรดั้งเดิม ก็กลายเป็นเมนูขึ้นชื่อของที่นี่”

โถงกระไดและห้องทรงพระอักษร

เยี่ยมบ้านจักรพงษ์ บ้านท่าเตียนของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถฯ ในการดูแลของทายาทปัจจุบัน

จากห้องเสวย ผมตามหม่อมราชวงศ์นริศรามาชมงานศิลป์สำคัญที่ตั้งอยู่บริเวณโถง นั่นคือกระได 

“กระไดบ้านจักรพงษ์นี้เป็นกระไดดั้งเดิมที่ดิฉันชอบมากๆ เพราะเป็นกระไดไม้ที่ออกแบบได้สัดส่วนลงตัว มีลวดลายเรียบๆ ที่งดงาม ลองสังเกตที่ราวจับจะเป็นร่องที่เวลาจับแล้วสบายมือมากๆ ก่อนหน้านี้เดินทางไปอังกฤษและติดล็อกดาวน์อยู่ที่นั่นนานมาก ไม่สามารถกลับเมืองไทยได้ สิ่งที่คิดถึงที่สุดก็คือกระไดไม้อันนี้” หม่อมราชวงศ์นริศราเล่าพร้อมรอยยิ้ม ก่อนชี้ชวนให้ผมเหลือบตาดูเพดานไม้ด้านบนที่สลักลายงดงาม พร้อมประดับด้วยโคมไฟโบราณ ซึ่งล้วนเป็นของดั้งเดิมคู่บ้านจักรพงษ์

เยี่ยมบ้านจักรพงษ์ บ้านท่าเตียนของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถฯ ในการดูแลของทายาทปัจจุบัน

ใกล้ๆ กับกระไดมีภาพสำคัญอีกภาพที่ได้มาโดยไม่คาดฝัน

“รูปนี้เป็นรูปจากฟิล์มกระจกสมัยที่ท่านพ่อทรงศึกษาอยู่ที่โรงเรียนแฮร์โรว์ เมื่อเสด็จไปเรียนที่อังกฤษใหม่ๆ การพบพระรูปนี้ก็มีเรื่องราวน่าสนใจมาก คือมีคนอังกฤษคนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของฟาร์ม ในฟาร์มนั้นมียุ้งข้าวและมีกองฟางกองใหญ่ ปรากฏว่าในกองฟางนั้นมีหีบซ่อนอยู่ พอเปิดหีบออกมาก็พบฟิล์มกระจกอยู่หลายแผ่น ซึ่งเป็นรูปนักเรียนแฮร์โรว์ในสมัยก่อน แล้วกลายเป็นว่าหนึ่งในฟิล์มกระจกนั้นเป็นพระรูปท่านพ่อ เขาเองก็ไม่ได้รู้จักท่านพ่อแต่เห็นพระนามสะกดเป็นภาษาอังกฤษปรากฏอยู่ ก็เลยใช้ข้อมูลตรงนั้นในการสืบค้นจนติดต่อมาที่เรา และมีโอกาสเดินทางมามอบให้ถึงเมืองไทย”

บางเรื่องก็เป็นสิ่งที่หาคำอธิบายได้ยากจริงๆ 

ห้องตรงข้ามกับพระรูปสำคัญที่เพิ่งกล่าวถึง คือห้องที่สำคัญที่สุดอีกห้องของบ้านจักรพงษ์ นั่นคือห้องทรงพระอักษร

“ห้องนี้เป็นห้องที่ท่านพ่อทรงใช้เพื่อนิพนธ์หนังสือหลายต่อหลายเล่ม อย่าง เกิดวังปารุสก์ ก็มาจากโต๊ะตัวนี้ เก้าอี้ก็เป็นตัวเดิมของท่าน มีภาพถ่ายทีมรถแข่งของพระองค์พีระกับท่านพ่อ ของหลายอย่างล้วนเป็นของที่มีมาตั้งแต่สมัยท่านพ่อยังมีพระชนม์ บางอย่างก็นำมาตกแต่งเพิ่มเข้าไปในช่วงหลัง ห้องนี้ก็มีมุมนั่งเล่นของครอบครัวในบางเวลา แล้วก็เคยเป็นห้องซ้อมดนตรีของวงสิบล้อที่ เล็ก-จุลจักร จักรพงษ์ เคยเป็นมือกีตาร์และร้องนำ 

“พรมที่เห็นนี้นำมาติดตอนหลังนะคะ เพราะเล็กบอกว่าจะดีกับการฟังเสียง แต่ตอนหลังดิฉันต้องมาขอคืนเพื่อเก็บไว้เป็นอนุสรณ์ถึงห้องทรงงานของท่านพ่อ” หม่อมราชวงศ์นริศราเผยพร้อมรอยยิ้มอีกครั้ง ผมแอบคิดในใจว่า โอ้โห ห้องทรงงานของท่านตาได้กลายมาเป็นห้องซ้อมดนตรีของหลานชายคนเก่งในเวลาต่อมา

เยี่ยมบ้านจักรพงษ์ บ้านท่าเตียนของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถฯ ในการดูแลของทายาทปัจจุบัน

บุกเบิกบูทีกโฮเต็ลด้วยโรงแรมจักรพงษ์ วิลลา

เมื่อชมตัวบ้านจักรพงษ์เสร็จ ผมมีโอกาสไปเดินเล่นริมแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมชมโรงแรมจักรพงษ์ วิลลา ซึ่งหม่อมราชวงศ์นริศราบุกเบิกขึ้นเมื่อกว่า 20 ปีก่อน

“ช่วงวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง พ.ศ. 2540 ก็เกิดแนวความคิดว่าจะทำโรงแรมขึ้นในบริเวณบ้านจักรพงษ์ คิดว่าเป็นโรงแรมแรกๆ ของเมืองไทยที่ดำเนินธุรกิจในลักษณะบูทีกโฮเต็ล และก็ประสบความสำเร็จเพราะได้รับรางวัล Best Boutique Hotel ถึงสองครั้ง ดิฉันนำบ้านไทยที่ซื้อเก็บไว้จากอยุธยามาดัดแปลงเป็นห้องพักสำหรับแขก อันนี้เป็นความชอบส่วนตัวด้วย เพราะชอบบ้านไทย อยากอยู่บ้านไทย แต่ได้มาอยู่บ้านแบบอิตาลีเสียนี่” เมื่อประโยคสัมภาษณ์นี้จบลงก็เรียกเสียงฮาจากผมอีกครั้ง

โรงแรมจักรพงษ์ วิลลา

“ดิฉันก็เลยสานฝันด้วยการนำบ้านไทยโบราณมาทำเป็นโรงแรม และก็คิดว่าตรงนี้เป็นบริเวณที่เหมาะมากสำหรับนักท่องเที่ยว เพราะอยู่ใกล้พระบรมมหาราชวัง วัดโพธิ์ และสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย โรงแรมก็สงบร่มเย็นเพราะเป็นสวน นอกจากนี้ยังเป็นการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมแบบเดิมๆ เพราะเมื่อก่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยาจะอุดมไปด้วยเรือนแพหรือเรือนไม้ลักษณะนี้”

ปัจจุบันโรงแรมจักรพงษ์ วิลลา มีห้องพักเพียง 3 ห้อง บรรยากาศจึงสงบเงียบเป็นส่วนตัว ผู้มาพักสามารถชมทัศนียภาพอันงดงามของวัดสำคัญอย่างวัดอรุณฯ อย่างเต็มตาตื่นใจ และยังเต็มอิ่มกับอาหารตำรับพิเศษที่สืบทอดมาจากแม่ครัวเก่าแก่ของบ้านจักรพงษ์อีกด้วย

และแล้วก็ถึงเวลาที่สายตาผมเหลือบมายังคำถามข้อสุดท้ายในสมุดจด

“คุณหญิงรู้สึกอย่างไรที่เกิดมาเป็นลูกท่านพ่อ หลานทูลกระหม่อมปู่ และได้อยู่ในบ้านจักรพงษ์ครับ” ผมเอ่ยถาม

“รู้สึกว่าเป็นความภูมิใจและเป็นความโชคดี แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าแตกต่างอะไรจากคนทั่วๆ ไป เราก็คือคนธรรมดาๆ คนหนึ่งที่เป็นแม่ เป็นย่า เป็นคนที่ทำงานหนัก และได้เลือกทำงานหนังสือที่ตัวเองรัก เป็นคนที่มีลูกน้องที่ต้องดูแล และมีบ้านจักรพงษ์ที่ต้องคอยบำรุงรักษา เพราะบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่มีร่องรอยประวัติศาสตร์บางช่วงของเจ้านายพระองค์หนึ่งซึ่งคนไทยรู้จักดี และเป็นเจ้านายที่ทรงสร้างสรรค์วรรณกรรมสำคัญให้กับแผ่นดินไทย” หม่อมราชวงศ์นริศราตอบคำถามข้อสุดท้าย พร้อมกับที่ผมปิดสมุดลงด้วยความอิ่มเอมใจ

ผมกราบลาหม่อมราชวงศ์นริศราด้วยความขอบคุณ คืนนั้นเมื่อกลับถึงบ้าน ผมไปยืนเล็งอยู่หน้าตู้หนังสือ ก่อนหยิบพระนิพนธ์ ‘เกิดวังปารุสก์’ ออกมาเริ่มต้นอ่านใหม่อีกครั้ง

ขอขอบพระคุณ

หม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ ผู้ให้สัมภาษณ์

เอกสารอ้างอิง 

เกิดวังปารุสก์ พระนิพนธ์ในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Heritage House

สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่เล่าประวัติศาสตร์บนแผ่นดินไทย

พี่สมชัย กวางทองพานิชย์ ผู้สืบทอดกิจการร้านค้าเชือก ก้วงเฮงเส็ง อันเก่าแก่ในย่านสำเพ็ง ซึ่งทุกคนรู้จักกันดีในฐานะนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คือผู้จุดประกายความคิดให้กับผมว่า การใส่ใจศึกษาเรื่องราวจากสรรพสิ่งเล็ก ๆ รอบตัว จะช่วยเพิ่มพูนความรู้ให้กับเราเสมอ คราวก่อนพี่สมชัยพาผมไปเยือนร้าน ไทยย่งฮั่วเชียง อันเก่าแก่คู่สำเพ็ง และเรื่องราวจากร้านเชือกเล็ก ๆ แห่งนี้ได้ช่วยทำให้ผมได้รู้จักสำเพ็งขึ้นอีกมากมาย

“หลังจากเชือกแล้วจะเป็นอะไรต่อดีครับ” ผมถามพี่สมชัย

“ถังไม้กับเหล็กดีไหม” พี่สมชัยเสนอ

สำเพ็งเป็นย่านการค้าสำคัญของไทยมาตั้งแต่อดีต และเป็นการค้าระดับนานาชาติ เพราะมีเรือขนส่งสินค้าหลายสัญชาติ หลายขนาด และหลายประเภทจอดเรียงราย ตั้งแต่ท่าน้ำจักรวรรดิ ราชวงศ์ ตลอดแนวถนนทรงวาดจนถึงตลาดน้อย

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“เราเริ่มที่เชือก เพราะสำเพ็งเป็นย่านการค้า เชือกจึงเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ผูกโยงเรือไว้ด้วยกันหรือผูกเรือไว้กับท่า ต่อจากเชือก เราควรจะศึกษาเรื่องเกี่ยวกับถังไม้ เพราะเมื่อก่อนต้องใช้ถังไม้ลำเลียงน้ำจืดบรรจุไว้บนเรือก่อนออกเดินทางค้าขายรอนแรมในทะเลกว้าง แล้วก็ตามด้วยเหล็ก เพราะเป็นวัสดุที่ใช้ทำโซ่ ทำสมอเรือ ฯลฯ เฮียว่าถ้าเรายึดเอาเรือเป็นแกนกลาง เราก็ควรลองทำความรู้จักสำเพ็งผ่านเชือก ถังไม้ และเหล็กให้ครบ” พี่สมชัยสรุปและผมก็เห็นด้วย

ปรากฏการณ์ ผม x พี่สมชัย จึงเกิดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ถังไม้และเหล็กจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจอย่างไรบ้าง มาร่วมเดินตามพี่สมชัยไปพร้อมกับผมนะครับ

ถังถ่ายทางอากาศ

พี่สมชัยนัดพบผมที่สำนักงานแต่เช้าเพื่อให้ดูภาพสำคัญ

“อ้า… นี่คือวัดปทุมคงคาครับ เมื่อก่อนคือวัดสำเพ็ง” ผมรีบบอกเมื่อภาพโบราณภาพหนึ่งปรากฏขึ้นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ พี่สมชัยรีบขยายภาพนี้ให้ใหญ่ขึ้นหลายเท่า และแล้วผมก็สังเกตเห็นปากถังไม้ใบใหญ่ ๆ มีลักษณะเป็นวงกลมหลายต่อหลายวงวางเรียงต่อกันเต็มพื้นที่บริเวณแนวพระเจดีย์ ดูน่าตื่นตามาก

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ภาพถ่ายทางอากาศบริเวณวัดปทุมคงคาโดย Peter Williams-Hunt
แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ภาพเดียวกันเมื่อขยายขึ้นจะพบภาพปากถังไม้เป็นจำนวนมาก เป็นวงกลมวางเรียงรายกันอยู่ตามแนวพระเจดีย์และบริเวณอื่น ๆ

“ภาพนี้ระบุว่าถ่ายเมื่อ พ.ศ. 2489 ตรงกับ ค.ศ. 1946 เป็นภาพถ่ายทางอากาศที่เผยให้เห็นวัดปทุมคงคาและถังไม้ตั้งวางอยู่เต็มไปหมด ส่วนอาคารปูนมุงกระเบื้องใกล้กับหัวมุมถนน คือที่ตั้งของร้านซุ้ยล้ง ร้านถังไม้เก่าแก่ที่เราจะเดินไปด้วยกันเช้านี้ เฮียขอสำเนาภาพนี้มาจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เป็นภาพถ่ายของ ปีเตอร์ วิลเลียมส์-ฮันท์ ” พี่สมชัยเอ่ย

Peter Williams-Hunt เป็นช่างภาพชาวอังกฤษที่ฝ่ายสัมพันธมิตรส่งเข้ายังประเทศไทย เพื่อบันทึกภาพถ่ายทางอากาศเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงใน พ.ศ. 2489 และเป็นภาพที่ช่วยเผยให้เห็นสภาพบ้านเมืองในอดีตได้อย่างชัดเจน และภาพที่เรากำลังดูอยู่นี้เป็น 1 ใน 1,671 ภาพ ที่เขาบันทึกไว้ทั้งหมด

“ภาพนี้บอกเฮียว่าถังไม้เป็นอุปกรณ์สำคัญของคนจีนในสำเพ็ง เห็นไหมว่ามีถังไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่เยอะมาก ๆ” พี่สมชัยชี้

“ตั้งแต่เด็ก ๆ เฮียเคยได้ยินมาว่า ครอบครัวคนจีนมีถังไว้ใช้ในชีวิตประจำวันหลายใบ ได้แก่ ถังซักผ้า ถังล้างหน้า ถังเก็บข้าวสาร ถังเก็บน้ำ ถังเก็บของเสีย ไม่ว่าจะถ่ายหนักถ่ายเบา และยังมีถังประเภทต่าง ๆ ที่แต่ละครอบครัวต้องตระเตรียมไว้ ถังไม้เป็นของสำคัญคู่ครอบครัวชาวจีนมาตั้งแต่โบราณ”

เมื่อดูภาพเสร็จ เราเริ่มออกเดินไปยังร้านถังไม้ซุ้ยล้ง พร้อมคุยกันไปเรื่อย ๆ 

“ชีวิตเฮียก็เกี่ยวพันกับถังไม้มาตั้งแต่จำความได้ สมัยก่อนไม่มีหรอกถังพลาสติก อาจมีถังสังกะสีบ้าง แต่ใคร ๆ ก็ใช้ถังไม้กันทั้งนั้น ที่จำได้คือถังล้างจาน เป็นถังไม้ตื้น ๆ ปากกว้าง ถังไม้ไม่เป็นสนิม ใช้ได้นาน ถังไม้อีกประเภทที่คุ้นเคยคือถังไม้ใบใหญ่ ๆ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณเมตรครึ่งถึง 2 เมตร สำหรับหมักน้ำปลา ทำกันจริงจังมาก นอกจากใช้เองแล้วก็ทำไว้ขายด้วย น้ำปลาที่หมักในถังไม้จะมีกลิ่นหอมเป็นธรรมชาติ”

ร้านซุ้ยล้ง

เราเดินคุยกันมาเรื่อย ๆ ไม่นานก็มาถึงร้านซุ้ยล้งพอดี สิ่งแรกที่ผมสังเกตเห็นก็คือสภาพร้านปัจจุบันนั้นมีลักษณะใกล้เคียงกับภาพถ่าย พ.ศ. 2489 ที่ผมเพิ่งดูเมื่อสักครู่ เรียกว่าแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลย

ร้านซุ่ยล้งตั้งอยู่บนเขตทับซ้อนของซอยวานิช 1 กับถนนทรงวาด บริเวณนี้เป็นบริเวณที่เหลือรอดจากอัคคีภัยครั้งใหญ่ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2449 และอัคคีภัยครั้งนั้นได้ส่งผลให้รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริที่จะตัดถนนทรงวาดขึ้น พร้อมกับขยายพื้นที่ทางเดินในซอยวานิช 1 ให้กว้างขวางกว่าแต่ก่อน ได้ทรงตราพระราชบัญญัติเพื่อกำหนดให้อาคารที่สร้างในเขตสำเพ็ง จะต้องเป็นอาคารปูนหลังคามุงกระเบื้องแทนอาคารไม้หลังคามุงจาก

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ภาพถ่ายทางอากาศที่เราเห็นเมื่อสักครู่ ช่วยยืนยันได้ว่าอาคารนี้เป็นอาคารปูนมาตั้งแต่ พ.ศ. 2489 แต่เฮียสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอาคารปูนมาก่อนหน้านั้น น่าจะตั้งแต่ พ.ศ. 2449 เมื่อรัชกาลที่ 5 ทรงตัดถนนทรงวาด แม้ว่าบริเวณนี้จะไม่โดนไฟไหม้ แต่เมื่อทรงตราพระราชบัญญัติให้สร้างอาคารปูนแทนอาคารไม้ เฮียคิดว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้มีอิทธิพลต่ออาคารในย่านนี้เป็นอย่างมาก ขอเรียกว่าได้ก่อให้เกิดสถาปัตยกรรมแบบพิมพ์นิยมก็แล้วกัน 

“เพราะเมื่อทรงตราพระราชบัญญัติขึ้น อาคารในสำเพ็งจำนวนหนึ่งก็เปลี่ยนรูปแบบเป็นอาคารปูนสองชั้น ลักษณะเป็นห้องแถวเรียงต่อ ๆ กัน นอกจากนั้นยังมีคันกันไฟเพื่อชะลอไม่ให้ไฟลามจากอาคารหนึ่งสู่อาคารหนึ่ง ดังนั้นรูปแบบอาคารจึงออกมาเป็นลักษณะเดียวกันหมดทั้งย่าน เฮียเลยเรียกว่าเป็นอาคารแบบพิมพ์นิยม แต่อย่างไรก็ตาม เฮียไม่ใช่สถาปนิก และที่เล่าสู่กันฟังในวันนี้ถือเป็นข้อสันนิษฐานของเฮีย นอกจากนี้อาคารปูนเหล่านี้ยังมีกลิ่นอายตามแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกที่เผยแพร่เข้ามาในช่วงเดียวกัน สังเกตได้จากรูปทรงอาคารและลายฉลุที่ประดับอาคารอยู่พอให้ได้กลิ่นอาย”

พี่สมชัยบรรยายสิ่งที่กำลังคิด การศึกษาเรื่องราวในอดีตเริ่มได้โดยการตั้งสมมติฐานจากหลักฐานและความรู้เบื้องต้น สิ่งสำคัญคือการแบ่งปันข้อสันนิษฐานเหล่านี้ต่อผู้อื่น เมื่อใดที่มีการค้นพบข้อมูลใหม่ ๆ ก็นำมาแบ่งปันกันได้ ในที่สุดทุกคนก็ได้เรียนรู้ไปด้วยกัน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

จากภายนอก เราเดินเข้าไปในร้านซุ้ยล้ง พร้อมคุยกันต่อไปเรื่อย ๆ

“นอกจากสถาปัตยกรรมภายนอกแล้ว เฮียอยากชวนสังเกตการตกแต่งภายในด้วย ตรงมุมนี้ ถือว่าเป็นการตกแต่งภายในแบบพิมพ์นิยมสำหรับร้านค้าของคนจีนที่มาจากกวางตุ้ง เป็น Heritage ด้วยเช่นกัน” พี่สมชัยกล่าวพร้อมกับชวนผมให้ผมมองผ่านถังไม้หลายใบหลายขนาด ไปยังบริเวณที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในร้าน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ที่ประดิษฐานปึงเถ่า จัดตามธรรมเนียมกวางตุ้ง

“ดูด้านบนก่อนนะครับ นั่นคือที่ประดิษฐานปึงเถ่า ท่านเป็นเทพเจ้าคุ้มครองทั้งบ้านและผู้อยู่อาศัย ร้านนี้เป็นร้านคนกวางตุ้ง สังเกตได้จากโบว์แดงที่ทำจากผ้าดิบ หากเป็นคนแต้จิ๋ว จะใช้ผ้าอีกอย่าง คนแต้จิ๋วมักใช้ผ้าบาง ๆ ฟู ๆ แทน พอนึกออกใช่ไหมครับ ร้านซุ้ยล้งยังจัดแท่นบูชาปึงเถ่าตามแบบโบราณอย่างแท้จริง เพราะมีโลหะประดับอยู่ตรงกลางแบบนี้ แล้วการนำผ้ามาจับจีบรอบโลหะทรงกลม ซึ่งพบเห็นได้ในครอบครัวที่มาจากกวางตุ้งเป็นส่วนใหญ่”

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
แกซิ้งหรือป้ายบรรพชน เป็นแกซิ้งรุ่นใหม่ที่ปรากฏภาพถ่ายบนป้าย   

“ด้านซ้ายเป็นป้ายบรรจุคำมงคล เรียกว่าตุ้ยเลี้ยง เป็นเหมือนคำอวยพรให้ผู้อยู่อาศัยร่วมกันสืบทอดกิจการให้มั่นคงเจริญก้าวหน้าต่อไป ถัดลงมาคือป้ายบรรพชน เรียกว่าแกซิ้ง เป็นการแสดงกตัญญูต่อบรรพบุรุษ แกซิ้งที่เห็นอยู่นี้เป็นแกซิ้งที่มาในยุคหลัง ๆ เพราะปรากฏรูปภาพถ่ายของบรรพบุรุษรุ่นพ่อรุ่นแม่หรือรุ่นปู่อยู่ด้วย ถ้าเป็นสมัยก่อนในเมืองจีนจะไม่มีภาพถ่ายเช่นนี้ แกซิ้งป้ายนี้บอกทั้งชื่อและสถานที่เกิดของท่านในเมืองจีน และยังมีคำอวยพรให้ลูกหลานด้วยเช่นกัน” ผมฟังพี่สมชัยบรรยายอย่างเพลิดเพลิน สิ่งที่สังเกตได้คือจะมีคำอวยพรคู่กับทุกป้ายศักดิ์สิทธิ์ เพื่อมอบขวัญและกำลังใจให้ลูกหลานรักษาธุรกิจของครอบครัวสืบต่อไป

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ตี่จู้เอี๊ยะหรือเจ้าที่

“ส่วนด้านล่างคือตี่จู้เอี๊ยะ แปลง่าย ๆ คือเจ้าที่ เมื่อก่อนคนจีนโพ้นทะเลเดินทางมาตั้งรกรากในสยาม ส่วนมากจะมีความคิดว่าเราเป็นคนต่างถิ่น เข้ามายังพื้นที่ที่มีผู้อาศัยอยู่มาแต่เก่าก่อน จึงสมควรที่จะตั้งศาลเพื่อแสดงการเคารพบูชาเจ้าที่ดั้งเดิม เฮียว่าใคร ๆ ก็รู้จักตี่จู้เอี๊ยะดีเพราะเรามักเห็นกันอยู่เสมอ แต่วันนี้เราได้เห็นทั้งปึงเถ่า ตุ้ยเลี้ยง และแกซิ้งพร้อมกับตี่จู้เอี๊ยะด้วยเลย ร้านคนกวางตุ้งในสำเพ็งก็มักจะตกแต่งด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ไว้คู่กับร้านมาหลายรุ่น เพื่อเป็นมงคลต่อทั้งสมาชิกครอบครัวและธุรกิจ คนจีนเป็นคนมุมานะ ทำงานหนัก ต้องการพลังใจให้ฝ่าฟันไปข้างหน้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดนี้ช่วยเป็นกำลังใจได้เสมอ”

ผมว่านี่คือการให้คุณค่ากับสิ่งประดับตกแต่งร้านเล็ก ๆ น้อย ๆ ภายในร้าน ที่ช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมความคิดความเชื่อของผู้คนในสำเพ็งได้เป็นอย่างดี

ว่าด้วยเรื่องถังไม้

ในที่สุดผมก็ได้พบกับ คุณชูศักดิ์ ไชยโชติช่วง ผู้สืบทอดธุรกิจถังไม้ต่อจากบรรพบุรุษ และเป็นคนสำคัญที่เราอยากชวนคุยในวันนี้

“สวัสดีครับ เข้ามา เข้ามา ร้านซุ้ยล้งเป็นร้านเก่า เฮียทำต่อมาจากรุ่นเตี่ย ทำมานานแค่ไหนเหรอ…หลายสิบปีแล้ว อย่านับเลย (หัวเราะ)” เฮียชูศักดิ์คุยอย่างสนุกสนาน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ถังไม้เกิดขึ้นก่อนทุกอย่าง เฮียว่ามีอายุนับพัน ๆ แล้วปีนะ มันมากับพวกไห พวกโอ่ง ที่ทำจากดิน สมัยก่อนไม่มีถังพลาสติกนะ อาจมีกาละมังสังกะสีบ้าง แต่สนิมขึ้นแล้วก็บุบง่าย เมื่อก่อนคนสำเพ็งใช้ถังไม้กันทั้งนั้น”

ถังไม้มีความสำคัญในเชิงพาณิชย์มาตั้งแต่อดีต การขนส่งสินค้าต้องใช้เรือเป็นพาหนะหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรือสำเภาหรือเรือกลไฟ นอกจากจะใช้ถังไม้ลำเลียงน้ำจืดบรรจุไว้บนเรือก่อนออกเดินทางแล้ว คนแถวสำเพ็งและทรงวาดยังค้าขายข้าวและผลิตผลทางการเกษตรกันเป็นหลักมานับร้อย ๆ ปี พ่อค้านิยมใช้ถังไม้เป็นที่เก็บรักษาข้าวสาร ข้าวโพด ถั่ว ฯลฯ ให้อยู่ในสภาพดี พร้อมตักแบ่งขายทันทีที่ลูกค้าแวะมา

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ถังตวงข้าวสารพร้อมที่ปาด

“อย่างถังนี้เป็นถังตวงข้าวสาร เมื่อก่อนเวลาใครมาซื้อข้าวสารที่สำเพ็ง ก็จะใช้ถังแบบนี้ตวงข้าวสารขึ้นมาจากถังไม้ใหญ่ ๆ แล้วก็เอาไม้ปาดให้ข้าวสารเสมอปากถัง ไม่ให้ข้าวล้นขึ้นมา เวลาคนมาสั่งว่า ‘ซื้อข้าวสารถังนึง’ คนขายก็จะตวงด้วยถังแบบนี้ บางถังมีตราครุฑประทับไว้ด้วย เพื่อรับรองว่าเป็นถังมาตรฐาน (หัวเราะ)”

นอกจากถังไม้จะมีความสำคัญในเชิงพาณิชย์แล้ว ก็ยังมีความสำคัญในวิถีชีวิตประจำวันของคนสำเพ็งด้วย

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ถังล้างจาน ถังซักผ้า ไปจนถัง (อ่าง) อาบน้ำ

“ถังตื้น ๆ ที่ปากกว้างนี่ก็มักจะเป็นถังล้างจาน ถังซักผ้า สำหรับครอบครัวขนาดกลางก็ขนาดนี้ ถ้าครอบครัวใหญ่หน่อย ขนาดปากถังก็กว้างขึ้น”

ข้อสันนิษฐานหนึ่งคือคนไทยสมัยก่อนมักปลูกบ้านริมน้ำหรืออาศัยอยู่ในแพ และมีวิถีชีวิตเกี่ยวข้องกับน้ำ ในขณะที่คนจีนสำเพ็งเป็นคนค้าขาย ปลูกบ้านร้านค้าอยู่บนบก คนไทยซักผ้าล้างชามกันได้ริมน้ำ ขณะที่คนจีนในสำเพ็งอยู่ลึกเข้ามา ต้องอาศัยถังไม้ไปหาบน้ำจากแหล่งน้ำกลับมาบ้าน จะซักผ้าล้างจานก็ต้องอาศัยถังไม้เช่นกัน ถังไม้จึงมีบทบาทต่อคนสำเพ็งมากทีเดียว

“ถังมีหลายขนาดและมีรูปทรงที่แตกต่างกัน เช่น ปากถังก็มีทั้งกว้างและแคบ อย่างเรื่องความจุ มีทั้งแบบตื้นและลึก หรือรูปทรง ก็มีทั้งทรงกลมและทรงรี มีทั้งกว้างเสมอกัน หรือกว้างด้านบนแต่แคบลงด้านล่าง หรือแคบด้านบนแล้วบานออกด้านล่าง การนำถังไม้ไปใช้มีหลายวัตถุประสงค์ ขึ้นอยู่ว่าจะนำไปใช้อย่างไร ถ้าสั่งถังไม้ไปใช้หมักใช้ดองของกิน เราจะไม่รัดถังด้วยโลหะ ต้องใช้หวายรัด ไม่อย่างนั้นอันตราย น้ำส้มมันกัดเหล็กได้” เฮียชูศักดิ์อธิบาย การทำถังไม้ก็มีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาหลายอย่างทีเดียว

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ถังไอศกรีม

“ถังทรงนี้เมื่อก่อนเป็นถังไอศกรีม เขาจะเอาถังโลหะอีกใบที่ใส่ส่วนผสมไอศกรีมแช่ลงในถังไม้ทรงนี้ ในถังไม้ก็อัดน้ำแข็งกับเกลือเม็ดจนเต็ม แล้วก็มีเครื่องปั่นไอศกรีมที่มีมอเตอร์เชื่อมกับใบพัด จากนั้นก็เอาใบพัดกับมอเตอร์มาประกบด้านบน พอเดินเครื่องให้มอเตอร์ทำงาน มอเตอร์ก็จะหมุนใบพัดเพื่อปั่นส่วนผสมไอศกรีมที่อยู่ในหม้อโลหะไปเรื่อย ๆ ความเย็นจากน้ำแข็งและเกลือในถังไม้จะค่อย ๆ ซึมผ่านถังโลหะไปยังส่วนผสมจนทำให้กลายเป็นไอศกรีม แต่เดี๋ยวนี้ถังไอศกรีมเป็นถังสเตนเลสหมดแล้ว ถังแบบนี้เลยกลายเป็นถังประดับแทน บางคนก็นำไปเป็นถังใส่ของ ใส่ต้นไม้ หรือไปใช้ตกแต่ง”

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
พิมพ์เต้าหู้

ร้านซุ้ยล้งไม่ได้ทำแต่ถังไม้ แต่ยังมีของเด็ดอื่น ๆ ที่ทำจากไม้ด้วย

“ที่เห็นเป็นไม้ทรงสี่เหลี่ยมนี้คือพิมพ์สำหรับผลิตเต้าหู้ เทส่วนผสมสำหรับทำเต้าหู้ลงไปในพิมพ์เหลี่ยมนี้ แล้วเอาไม้ปิดทับด้านบนเพื่อกดส่วนผสมที่ทำจากถั่วเหลืองและรีดเอาน้ำออก ด้านล่างก็มีแผ่นไม้อีกแผ่นรองไว้ ซึ่งมักทำเป็นลายตารางเส้น ๆ เมื่อรีดน้ำออกไปหมดแล้ว ส่วนผสมก็จะจับตัวกันเป็นก้อนเต้าหู้ แล้วเราจึงค่อยแคะเต้าหู้ออกจากพิมพ์ ถ้าพลิกด้านล่างเต้าหู้ดูก็จะเห็นลายตารางเส้น ๆ แบบเดียวกับลายบนแผ่นไม้ เมื่อก่อนคนสำเพ็งทำอาหารเอง ทำเต้าหู้เอง หมักน้ำปลา หมักซอสถั่วเหลืองเอง ดองผักเอง ใช้ถังไม้ทั้งนั้น”

ในวันนี้ที่วิถีชีวิตคนสำเพ็งเปลี่ยนไป ร้านซุ้ยล้งต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง

“เรามีทั้งกลุ่มลูกค้ากลุ่มเดิมและกลุ่มใหม่ กลุ่มเดิมคือคนที่ยังชินกับการใช้ถังไม้ทำอะไรต่าง ๆ เช่น ใช้ถังไม้เก็บข้าวสาร เพราะช่วยรักษาไม่ให้มอดขึ้น ดูดซับความชื้นได้ดี ข้าวสารไม่แตกหักเสียหาย หรือใช้ถังไม้ใส่ของหมักดอง เพราะปลอดภัยกว่าดองในถังพลาสติกหรือถังโลหะ ให้สี กลิ่น และรสดีกว่า หรือถังไม้ใส่เฉาก๊วยหรือกวยจั๊บ เคยเห็นใช่ไหม คนทำก็รู้สึกว่าถังไม้ทำให้ของกินพวกนี้รสดีกว่า คนทานก็รู้สึกปลอดภัยกว่า เวลาเห็นคนตักเฉาก๊วยจากถังไม้ มันดูขลังกว่าเยอะ (หัวเราะ) 

“เแต่ก็นับว่าคนใช้น้อยลงนะ เพราะมีอุปกรณ์อื่น ๆ มาทดแทน นอกจากลูกค้ากลุ่มเดิมแล้ว ก็มีลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ชอบนำถังไม้ไปใช้ประดับ อย่างนำไปปลูกต้นไม้ ไปประดับบ้านตามมุมต่าง ๆ หรือถังสำหรับใช้ในห้องอบไอน้ำ หรือเซาน่าในพวกสปา โรงแรม หรือรีสอร์ต ช่วงที่ภาพยนตร์เรื่อง Pirates of the Caribbean กำลังฮิต ถังไม้ขายดีเลย (หัวเราะ)”

เฮียชูศักดิ์ยังคงสืบสานธุรกิจของครอบครัวด้วยความมุ่งมั่นให้ถังไม้ยังเป็นสินค้าคู่สำเพ็งต่อไป ผมแอบเห็นภาพถังไม้ใส่ต้นไม้หลายชนิดประดับอยู่บนระเบียงบ้านขึ้นมาบ้างแล้ว วันหลังต้องมาอุดหนุนเฮียเสียหน่อย

“มาเลย ถังไม้ร้านเฮียส่วนมากทำจากไม้สัก คุณภาพดีเยี่ยม” เฮียชูศักดิ์ยืนยันเป็นการส่งท้ายก่อนเราร่ำลากัน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

ว่าด้วยเหล็ก

จากร้านซุ้ยล้ง ผมเดินต่อไปตามซอยวานิช 2 ออกจากย่านสำพ็งสู่ตลาดน้อย บริเวณนี้คนส่วนใหญ่เรียกกันติดปากว่า ‘เซียงกง’ เป็นแหล่งรวมชิ้นส่วนเหล็กนานาชนิด อะไหล่รถ อะไหล่เครื่องจักรสารพัด เราเดินไปจนถึงบริเวณท่าเรือภาณุรังษี ซึ่งได้มีการจัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ตลาดน้อย เดิมพื้นที่นี้เป็นของราชพัสดุ ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของกรมธนารักษ์ กระทรวงกลางคลัง พี่สมชัยชี้ให้ผมดูอาคารไม้โบราณขนาดใหญ่ที่หลงเหลือในบริเวณนั้น

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
อดีตโรงกลึงขนาดใหญ่ เคยเป็นโรงซ่อมบำรุงเครื่องจักรกลเรือ

“ตลาดน้อยเคยเป็นแหล่งซ่อมเรือขนาดใหญ่มาก่อน อาคารไม้เหล่านี้เดิมเป็นโรงกลึงสำหรับทำชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเรือ และยังเป็นโรงซ่อมบำรุงเครื่องจักรกลเรือที่มีคุณภาพ ซ่อมเพลาเรือใหญ่ ๆ ได้เลย อันนี้คืออีกหนึ่งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชุมชน และถ้ามองดี ๆ เราจะเห็นจุดเชื่อมของการที่ช่างตีเหล็กจากจีนเข้ามาอยู่อาศัยและดำเนินธุรกิจในย่านนี้มาแต่โบราณ” พี่สมชัยเริ่มเล่า

“ช่างตีเหล็กในย่านนี้ส่วนมากเป็นชาวแคะที่อยู่ในมณฑลฮกเกี้ยน สังเกตได้จากศาลเจ้าฮกเกี้ยนที่ตั้งอยู่ในบริเวณนี้มาแต่โบราณ แล้วถ้าเราไปเดินคุยกับช่างตีเหล็กที่นี่ ก็จะพบว่าบรรพบุรุษของหลายต่อหลายคนมาจากหย่งติ้ง ซึ่งเป็นเขตที่อยู่อาศัยของคนแคะในมณฑลฮกเกี้ยน” 

เมื่อผมกลับไปสืบค้นเรื่องราวเกี่ยวกับหย่งติ้ง ก็พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า หย่งติ้งมีหมู่บ้านที่สร้างบ้านจากดิน ชื่อว่าหมู่บ้านดินถู่โหลว ลักษณะบ้านดินนั้นเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น เพราะเป็นทรงวงแหวนขนาดใหญ่ เป็นสถาปัตยกรรมโบราณของชาวจีนแคะอายุกว่า 300 ปี ที่วันนี้รัฐบาลจีนอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเรียบร้อยแล้ว

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
หมู่บ้านถู่โหลว หย่งติ้ง
ภาพ : commons.wikimedia.org/wiki/File:Earth_buildings-Tianluokeng.jpg

“คนไทยแต่เดิมมีทักษะการตีเหล็กเพื่อเป็นอาวุธ อย่างดาบสั้น ดาบยาว ง้าว หรืออุปกรณ์การเกษตรอย่างเคียวเกี่ยวข้าว ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้กันในสังคมไทยมาเนิ่นนาน พอช่างตีเหล็กจากจีนเดินทางเข้ามา ก็นำทักษะการตีเหล็กสำหรับผลิตอุปกรณ์ใหม่ ๆ เข้ามาด้วย อุปกรณ์การครัวก็เช่น มีดอีโต้ มีดปังตอ หรือตะขอแขวนหมู เป็นต้น อาวุธก็เป็นหอกและทวน ซึ่งต่างจากไทย 

“เมื่อความเจริญทางการค้าพุ่งขึ้นถึงขีดสุดในสมัยรัชกาลที่ 3 และ 4 บริเวณนี้กลายเป็นท่าเรือสำคัญ ทำให้ต้องอาศัยฝีมือของช่างตีเหล็กในหลาย ๆ ด้าน อย่างการผลิตโซ่และสมอ การตีเหล็กเพื่อทำบานพับ กลอน หรือที่จับประตูและหน้าต่าง สำหรับสร้างและซ่อมห้องพักบนเรือกลไฟ การตีเหล็กเพื่อทำแนวระเบียงกั้นบนดาดฟ้าเรือ การตีเหล็กเพื่อผลิตตะปูและสลักที่ใช้ยึดชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเรือ เป็นต้น ซึ่งช่างตีเหล็กที่อพยพมาจากจีนคือแรงงานสำคัญในกระบวนการดังกล่าว เพราะมีประสบการณ์ ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทักษะมากกว่า”

แล้วความสามารถในการตีเหล็กของบรรพบุรุษจากฮกเกี้ยน ส่งผลอย่างไรต่อการพัฒนาเซียงกงให้กลายเป็นแหล่งชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์และเครื่องจักรนานาประเภทในปัจจุบัน

“การตีเหล็กทำให้เข้าใจเรื่องเหล็กเป็นอย่างดีว่ามีคุณสมบัติอย่างไร ความเชี่ยวชาญในการตีเหล็กมักเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะส่วน อย่างใครตีมีดเก่ง ก็ทำแต่มีด ใครตีโซ่เก่ง ก็ทำเฉพาะโซ่ ใครทำบานพับหรือที่จับเก่ง ก็ทำแต่สิ่งนั้น นั่นคือความเข้าใจเรื่องชิ้นส่วนประเภทต่าง ๆ ที่ประกอบขึ้นมาเป็นวัสดุหรือเครื่องจักรอะไรบางอย่าง เขาจึงแยกอะไหล่ ถอดอะไหล่ แกะอะไหล่ออกมาเป็นชิ้น ๆ ได้ 

“ถ้าลองสังเกตดี ๆ ร้านขายอะไหล่ในตลาดน้อยเป็นร้านที่ขายอะไหล่เฉพาะส่วน แต่ละร้านก็จะมีชิ้นส่วนนั้นชิ้นส่วนนี้ไม่เหมือนกัน คนนี้เชี่ยวชาญเฟืองท้าย คนนี้เชี่ยวชาญแหนบ คนนี้เชี่ยวชาญเกียร์ ฯลฯ ไม่เหมือนกัน ซึ่งทักษะเช่นนี้มาจากการที่ย่านนี้เป็นที่รวมช่างตีเหล็กที่มีความชำนาญต่อวัสดุแต่ละชิ้น จนแยกแยะส่วนประกอบได้”

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

จากท่าเรือภาณุรังษี เราเดินคุยกันไปเรื่อย ๆ ไล่ไปตามซอยวานิช 2 ผ่านกองชิ้นส่วนอะไหล่สารพัดชนิด เพื่อตามหาช่างตีเหล็กที่กล่าวกันว่าเป็นช่างคนสุดท้ายของตลาดน้อย

ร้านตีเหล็กเฮียเกรียงศักดิ์

“สวัสดีครับ เฮียชื่อ เกรียงศักดิ์ เกิดผลเจริญยิ่ง เป็นช่างตีเหล็กมานานกว่า 50 ปีแล้ว สืบทอดต่อจากพ่อ” เป็นความโชคดีของพี่สมชัยและผมมากที่พบเฮียเกรียงศักดิ์อยู่ในร้านพอดี ร้านของเฮียอยู่ในซอยย่อยที่ต้องอาศัยการเดินเท้าเข้าไปหาเท่านั้น

ผมรีบแนะนำตัวเองทันทีและขออนุญาตคุยกับเฮียไปเรื่อย ๆ ระหว่างที่เฮียกำลังทำงานในบ่ายวันนั้น และเฮียเกรียงศักดิ์ก็ใจดีมาก ๆ ที่กรุณาอนุญาตตามคำขอ

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“เมื่อก่อนไม่มีใครเป็นลูกมือให้พ่อ เฮียก็ไม่ใช่เด็กเรียนหนังสือเก่ง เลยมาเป็นลูกมือพ่อเอาดีทางตีเหล็ก และเริ่มทำตั้งแต่อายุ 18 เฮียว่าตีเหล็กไม่ยากนะ แต่เป็นงานที่ต้องอาศัยความอดทนสูง แน่นอนว่าต้องทนร้อน ทนพวกเขม่าและควันเวลาจุดเตาหลอม ทนความเมื่อย ค้อนหนักราว ๆ 2 กิโล เราต้องออกแรงตีทั้งวัน ทนต่อเสียงดังเวลาค้อนกระทบบนโลหะ โป๊ก ๆๆ” เฮียเกรียงศักดิ์บรรยายได้อรรถรสครบทั้งภาพ เสียง และความรู้สึก

ตึกแถวอันเป็นที่ตั้งของร้านตีเหล็กนั้นไม่ใช่ตึกโบราณอย่างร้านซุ้ยล้งที่เราไปแวะมาเมื่อสักครู่ แต่ก็เป็นตึกที่เฮียอาศัยประกอบอาชีพช่างตีเหล็กมานานหลายสิบปี สิ่งที่เฮียบอกว่าเป็น Heritage แน่ ๆ ก็คือการจัดสภาพร้านและอุปกรณ์ตีเหล็กทั้งหมด

“ร้านตีเหล็กในย่านนี้ก็สร้างเหมือนร้านเฮียทั้งหมดนั่นแหละ แบบนี้เลย เข้ามามีเตาหลอมวางมุมหนึ่ง ใกล้ ๆ ถุงถ่าน มีทั่งวางตรงกลาง เพราะต้องการพื้นที่ตีหรือดัดเหล็ก แล้วร้านก็จะมีสีออกเทา ๆ เพราะมีควันและเขม่าจับ ตั้งแต่เด็ก ๆ เฮียก็เห็นเตี่ยทำงานในสภาพแบบนี้ ร้านตีเหล็กในย่านนี้ก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว” เฮียเกรียงศักดิ์เล่า ภาพร้านเล็ก ๆ ของเฮียเพียงร้านเดียวช่วยให้ผมพอจินตนาการสภาพของตลาดน้อยสมัยที่เคยอุดมไปด้วยร้านตีเหล็กแบบนี้ได้

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

ต่อจากนั้นไม่นานเฮียเกรียงศักดิ์ก็เริ่มจุดเตาหลอม ซึ่งเป็นของเก่าคู่ร้านมากว่า 30 ปี โดยเริ่มจากการตักถ่านมาใส่ในเตาก่อนจุดไฟ

“ถ่านต้องเป็นถ่านไม้ไผ่ด้วยนะ ถ่านไม้ไผ่ร้อนเร็วและให้ความร้อนสูง เป็นถ่านที่เผาดี ไม่กัดเหล็ก”

วลีที่ว่า “เผาดี ไม่กัดเหล็ก” นั้น เป็นภาษาช่างตีเหล็กที่ใช้อธิบายคุณสมบัติของถ่านไม้ไผ่ เพราะถ่านไม้ไผ่จะให้ความร้อนคงที่สม่ำเสมอ นั่นคือการรักษาอุณหภูมิที่ต้องการไว้ไม่ให้เพิ่มขึ้นจนเกินความต้องการ ถ้าหากอุณหภูมิไม่คงที่ ปล่อยความร้อนออกมามากเกินไป ก็อาจหลอมละลายโลหะประเภทนั้น ๆ ไปได้ นอกจากนั้นยังไม่มีเขม่าขี้เถ้าจากถ่านมาติดกับเนื้อเหล็กจนทำให้ชิ้นงานไม่สวย

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“อุณหภูมิเตาหลอมจะมากหรือน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่ากำลังตีโลหะอะไร อย่างหัวแร้งบัดกรี ทำจากทองแดง ก็จะร้อนไม่มากเท่าเหล็ก ไม่งั้นละลายหมด ถ้าตีเหล็ก ก็ต้องอุณหภูมิสูงกว่า เฮียไม่มีปรอทวัดอุณหภูมิหรอกนะ เฮียกะเอา ร่างกายเรานี่แหละบอกอุณหภูมิได้ดีที่สุด” 

เสียงมอเตอร์พัดลมข้างเตาหลอมดังขึ้นเบา ๆ พัดลมถือเป็นอุปกรณ์สมัยใหม่ที่นำมาใช้เพื่อให้ถ่านติดไฟง่ายและเร่งความร้อนได้เร็วขึ้น แทนที่กระบอกลมที่เคยทำหน้าที่นี้มาก่อน

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

เมื่อร้อนได้ที่ เฮียเกรียงศักดิ์ก็นำแท่งเหล็กจำนวนหนึ่งมาวางไว้บนเตาหลอม รอจนเนื้อเหล็กหลอมกลายเป็นสีแดง ก่อนนำคีมคีบออกมาตีบนทั่งที่ตั้งอยู่ข้างเตา

“อุปกรณ์สำคัญคือทั่ง มันคือแท่งเหล็กกล้าสำหรับรองรับการตีเหล็ก อันนี้เป็นเหล็กจากเยอรมนี เมื่อก่อนร้านตีเหล็กแถวนี้ใช้ทั่งจากเยอรมนีบ้าง จากอังกฤษบ้าง เป็นอุปกรณ์สำคัญ ต้องเลือกให้ดีทั้งความแข็งแรงและขนาด ทั่งนี้เป็นของเตี่ย พอเฮียรับช่วงมา เฮียก็ซื้อต่อจากเตี่ยอีกที” เฮียเกรียงศักดิ์เล่าไปพร้อมกับสาธิตวิธีการตีเหล็กไป วันนี้เฮียกำลังตีคีมเหล็กคีบเบ้าหลอมสำหรับหล่อพระพุทธรูป ซึ่งเป็นสินค้าหลักที่มีลูกค้ารอคิวอยู่มากมาย

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“เฮียทำพวกอุปกรณ์หล่อพระพุทธรูป อย่างเหล็กคีบเบ้าหลอม ช้อนสำหรับเททอง แล้วก็เหล็กอุ้มหม้อหลอม นอกจากนั้นก็มีคอแร้งบัดกรี แค่นี้ก็ทำไม่ทันแล้ว (หัวเราะ) ตอนนี้เฮียทำคนเดียวเลย ไม่มีคนงานช่วย เมื่อก่อนมีลูกมืออยู่คน แต่หายไปเฉย ๆ ความจริงการตีเหล็กควรทำ 2 คนนะ จะได้ช่วยกัน จะง่ายขึ้นเยอะ พอเหลือคนเดียว เฮียก็ต้องดัดแปลงวิธีหน่อย แต่คุณภาพไม่เปลี่ยนนะ ทุกอย่างคงทนเหมือนเดิม ก็อาจจะผลิตงานได้ช้าลงบ้างเท่านั้น” 

เสียงค้อนตีเหล็กดังขึ้นเป็นระยะ เฮียเกรียงศักดิ์หยิบจับอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างคล่องแคล่วพร้อมพูดคุยกับเราไปเรื่อย ๆ ความร้อนจากเหล็กและเตาหลอมส่งผ่านมายังตัวผมจนรู้สึกได้ คนที่ทำงานแบบนี้ต้องมีความรักในงานอย่างแท้จริง

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
อุปกรณ์เททองหล่อพระพุทธรูป

ไม่นานเฮียเกรียงศักด์ก็ตีเหล็กได้จำนวนหนึ่ง เฮียพักเติมถ่านไม้ไผ่ลงไปในเตา เปิดพัดลมเร่งไฟอีกครั้ง ระหว่างนี้ก็หันมาชวนผมให้ดูอุปกรณ์อื่น ๆ ที่อยู่ในร้าน

“อันนี้เรียกปากกาจับเหล็ก มันจะช่วยดัดเหล็กไปตามที่เราต้องการ อันนี้ก็อยู่มานานหลายสิบปีแล้วเหมือนกัน เฮียว่าพอ ๆ กันกับทั่ง นอกจากนั้นก็มีชะแลง สำหรับใช้ในเจาะ ตอก แซะ และงัด อุปกรณ์ก็ประมาณนี้ เมื่อก่อนได้ยินเสียงตีเหล็กดังไปทั่ว ตอนนี้มีไม่มีแล้ว” พูดจบเฮียเกรียงศักดิ์ก็หันไปหยิบแท่งเหล็กจำนวนหนึ่งวางบนเตาหลอมเพื่อจะตีอีกครั้ง

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ข้างบ้านก็เคยตีเหล็ก แต่ตอนนี้เลิกไปแล้ว ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ร้านตีเหล็กรอบ ๆ เซียงกงเริ่มทยอยปิดตัวลง เขาไปทำอย่างอื่นกันหมดเลย เฮียคิดว่าเฮียเป็นช่างตีเหล็กที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียว ลูกชายเฮียเขาเรียนจบมหาวิทยาลัย ทำงานออฟฟิศ เฮียให้เขาเลือกว่าจะทำอะไร อนาคตเป็นของเขา เขาต้องเลือกเอง” 

คำกล่าวของเฮียทำให้ผมนึกถึงผู้สืบทอดธุรกิจต่าง ๆ ในย่านนี้ ไม่ว่าเชือก ถังไม้ หรือเหล็ก ทุกคนเป็นคนใจกว้างที่เปิดโอกาสให้ลูกหลานเลือกทางเดินชีวิตของตัวเองตามความสมัครใจทั้งสิ้น

  แล้วบรรพบุรุษเฮียมาจากหย่งติ้งด้วยรึเปล่าครับ – ผมนึกถึงข้อมูลที่เพิ่งได้รับมาเมื่อสักครู่ แล้วลองถามเฮียเกรียงศักดิ์เป็นคำถามสุดท้าย

“ใช่ ๆ มาจากหย่งติ้งในฮกเกี้ยน แถวนี้มาจากหย่งติ้งกันหลายคน” 

พี่สมชัยและผมกล่าวขอบคุณเฮียเกรียงศักดิ์หลังจากใช้เวลาอยู่นานจนรู้สึกเกรงใจ แต่ก่อนจะพ้นประตูไป พี่สมชัยชี้ให้ผมสังเกตผนังด้านขวาของร้าน ซึ่งประดิษฐานรูปศักดิ์สิทธิ์อยู่บนนั้น

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“รูปศักดิ์สิทธิ์นี้ท่านเป็นเทพประจำร้านตีเหล็กในย่านตลาดน้อย เป็นที่เคารพมากของผู้ที่อยู่ในวิชาชีพนี้ และยังเป็นที่เคารพจนทุกวันนี้” พี่สมชัยให้ข้อมูล

“ลี้ทิก๊วยหรือหลีทิก๊วย ท่านเป็นหนึ่งในเทพ 8 เซียน คนที่ประกอบอาชีพเกี่ยวกับเรื่องเหล็กจะบูชาท่านเป็นเทพสำคัญ เพราะว่านามของท่าน มีคำว่าเหล็กอยู่ด้วย นั่นคือคำว่า ทิ” 

ก่อนกลับออกจาตลาดน้อย พี่สมชัยพาผมเดินไปสักการะศาลของท่านหลีทิก๊วย ซึ่งปรากฏอยู่หลายแห่งในตลาดน้อย ผมจึงไปจดประวัติของท่านและนำมาบันทึกไว้ในบทความนี้ เพื่อให้เราทราบประวัติของท่านกันสักหน่อย 

หลีทิก๊วยมีนามเดิมว่าหลีเหียน เป็นชายหนุ่มรูปงาม กำพร้าบิดามารดา แต่จิตใจใฝ่ดี สนใจท่องพระคัมภีร์และมีน้ำใจฝักใฝ่ธรรมะ ไม่เสพเนื้อสัตว์ เป็นคนรักสันโดษ ต่อมาท่านได้เดินทางไปเขาฮั่วซัวเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ของหลีเล่ากุล ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ พร้อมกับบำเพ็ญภาวนาจนสำเร็จ มีผู้นับถือและสมัครตัวเป็นศิษย์มากมาย จนมีศิษย์ก้นกุฏิผู้หนึ่งนามว่าเอี้ยวจื้อ

วันหนึ่งหลีเหียนได้ถอดวิญญาณออกจากร่าง เพื่อเดินทางไปพบอาจารย์หลีเล่ากุล ท่านฝากให้เอี้ยวจื้อดูแลร่างของท่านไว้ให้ดี พอวันที่ 6 มารดาของเอี้ยวจื้อก็เจ็บหนัก เอี้ยวจื้อรออาจารย์ของตนไม่เห็นกลับมาเข้าร่างสักทีก็คิดว่าตายไปแล้ว จึงเผาร่างอาจารย์แล้วรีบเดินทางไปหามารดาของตน แต่มารดาได้สิ้นชีวิตไปเสียก่อนแล้ว ฝ่ายหลีเหียนนั้น เมื่อถอดวิญญาณไปพบอาจารย์แล้วก็ได้ไปศึกษาวิชาเซียนจาก 36 สำนักจนสำเร็จ พอเดินทางกลับมาก็ไม่พบร่างตน พบแต่กองขี้เถ้า 

วิญญาณหลีเหียนจึงเที่ยวล่องลอยหาร่างใหม่อาศัย เมื่อไปพบศพขอทานขาพิการมีไม้เท้าและถุงข้าวสารอยู่ข้าง ๆ จึงได้เข้าไปอาศัยอยู่ร่างนั้น และได้เสกไม้เท้าให้เป็นไม้เท้าเหล็ก และถุงข้าวสารให้เป็นน้ำเต้า ส่วนข้าวสารนั้นก็กลายเป็นยารักษาโรค และได้เรียกตนเองว่าหลีทิก๊วยมาตั้งแต่วันนั้น จากนั้นก็รีบไปชุบชีวิตให้มารดาของเอี้ยวจื้อผู้เป็นศิษย์เอก ก่อนกลับไปอยู่ที่สำนักของอาจารย์หลีเล่ากุลต่อไป 

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ร้านเหล็ก ร้านชิ้นส่วนอะไหล่เครื่องยนต์เครื่องจักรในเซียงกง มักจะมีชื่อร้านนำด้วยคำว่าลี้หรือหลี แล้วช่างเหล็กแถวนี้จะแซ่ลี้เป็นส่วนใหญ่ เพราะเทพลี้ทิก๊วยก็แช่ลี้เหมือนกัน ท่านเป็นเหมือนเทพของคนตระกูลลี้พร้อมกับเทพของผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับเหล็กด้วย” พี่สมชัยเล่าขณะที่เราเดินกลับออกมาจากย่าน ผมเดินไล่อ่านป้ายร้านชิ้นส่วนอะไหล่ต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ และผมก็เห็นป้ายชื่อร้านที่มีคำว่าลี้อยู่หลายร้านจริง ๆ ด้วย 

ผมอำลาพี่สมชัยในเย็นวันนั้นเมื่อการเยี่ยมร้านถังไม้ซุ้ยล้งและร้านตีเหล็กของเฮียเกรียงศักดิ์สิ้นสุดลง

“ขอบพระคุณพี่สมชัยมากครับ เรื่องของเชือก ถังไม้ และเหล็ก ช่วยให้ผมรู้จักสำเพ็ง ทรงวาด และตลาดน้อยมากขึ้น การได้เดินไป ดูไป และคุยไปเรื่อย ๆ แบบนี้ทำให้ผมได้เห็น ได้สัมผัสไปพร้อมกันด้วย” ผมกล่าวกับพี่สมชัยก่อนร่ำลา

ความคิดแวบหนึ่งเกิดขึ้นในสมอง ณ ตอนนั้น แล้วเลยทำให้ผมเอ่ยปากถามพี่สมชัยไป

“ถ้า The Cloud จะจัด Walk เพื่อชวนผู้อ่านมาลองเดินสำรวจและทำความรู้จักสำเพ็ง ทรงวาด ตลาดน้อย ผ่านสรรพสิ่งเล็ก ๆ แบบนี้บ้าง พี่สมชัยพร้อมไหมครับ” 

พี่สมชัยยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี ก่อนเดินจากไป ถ้าอย่างนั้นผมถือว่าพี่พร้อมนะครับ

ขอบพระคุณผู้ให้สัมภาษณ์

  • คุณสมชัย กวางทองพานิชย์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดก้วงเฮงเส็ง และบริษัท ก้องเกษม (1959) จำกัด
  • คุณชูศักดิ์ ไชยโชติช่วง ผู้จัดการร้านซุ้ยล้ง (ถังไม้)
  • คุณเกรียงศักดิ์ เกิดผลเจริญยิ่ง เจ้าของและช่างตีเหล็กแห่งโรงตีเหล็กเฮียเกรียงศักดิ์

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load