คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน เป็นธิดาในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี

เรียนจบปริญญาตรีสาขาเอเชียศึกษา จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เคยฝึกงานกับนักออกแบบชาวญี่ปุ่น Yohji Yamamoto และทำงานกับ Hermès ที่นิวยอร์ก

หลังจากใช้ชีวิตที่อเมริกานานถึง 30 ปี คุณใหม่ก็กลับมาทำงานด้านประวัติศาสตร์ที่ประเทศไทย ด้วยการรับราชการตำแหน่งนักอักษรศาสตร์ปฏิบัติการ กลุ่มประวัติศาสตร์ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ช่วยราชการที่สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร

คุณใหม่สนใจเรื่องประวัติศาสตร์ แต่ไม่ได้สนใจแค่การอนุรักษ์อาคาร เธออยากให้คนมีความรู้ความเข้าใจในสถานที่นั้นๆ ด้วย เพราะถ้าคนไม่เห็นความสำคัญก็ยากจะช่วยกันดูแล

คุณใหม่เลยพยายามขับเคลื่อนงานด้านการเก็บข้อมูล (Documentation) และการตีความเพื่อเผยแพร่ (Interpretation)

ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

นิทรรศการ วังน่านิมิต ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ซึ่งคุณใหม่เป็นผู้อำนวยการโครงการ คือการรวบรวมข้อมูลเรื่องวังหน้ามาเผยแพร่ให้คนทั่วไปได้เข้าใจถึงความสำคัญ

นอกจากนี้ คุณใหม่ยังชวน The Cloud จัดกิจกรรม Walk with The Cloud 08 : The Hidden Palace คุณใหม่จะพาผู้สนใจไปเดินทำความรู้จักวังหน้าด้วยกันแบบสุดพิเศษ!

และนี่คือบทสนทนากับคุณใหม่ ว่าด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับงานด้านประวัติศาสตร์ วังหน้า การใช้เวลาว่างเดินไปคุยกับคนตามชุมชน การเอาชนะความกลัว ชีวิตที่ต้องเปลี่ยนแปลงตลอด การใช้จักรยานในนิวยอร์ก การแบกเป้ปีนเขาไปเที่ยวโบสถ์โบราณที่เอธิโอเปีย การปีนเขาคนเดียวในโอมาน การถ่ายรูปด้วยเลนส์เก่า และกิจกรรมพิเศษที่กำลังจะทำร่วมกับ The Cloud

ที่ผ่านมาคุณใหม่ไม่ค่อยให้สัมภาษณ์ออกสื่อสักเท่าไหร่

เราเป็นคนขี้อาย ไม่ค่อยกล้าให้สัมภาษณ์ มีคนขอสัมภาษณ์บ้างเหมือนกัน มีคนอยากเห็นว่าแต่ละวันเราทำงานอะไรบ้าง บางทีเราก็อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน เลยไม่อยากให้สัมภาษณ์ กลัวคนเบื่อ (หัวเราะ)

สิ่งที่คนส่วนใหญ่อยากรู้เกี่ยวกับคุณใหม่คืออะไร

บางทีคนเห็นเราไกลๆ เห็นเราเวลาไปงาน เห็นเราจากภาพถ่ายหรือสื่อต่างๆ ก็ดูไม่ค่อยออกว่าตัวตนของเราเป็นอย่างไร คิดว่าเขาคงอยากรู้จักตัวตนของเรามากขึ้น

ตอนอยู่ที่อเมริกาคุณใหม่เป็นวัยรุ่นแบบไหน

ช่วงมัธยมจะขี้อาย ตอนนี้ก็ขี้อาย แต่ตอนนั้นยิ่งกว่านี้อีก เป็นเด็กที่ไม่ค่อยมั่นใจ เรียนก็ไม่เก่งมาก ถ้ารู้จักกันเราจะเป็นคนตลก ตอนเรียนวิชาการแสดงถูกจับให้เล่นเป็นตัวตลกทุกครั้ง เป็นคนสบายๆ ง่ายๆ ไม่ค่อยออกไปเที่ยวกับเพื่อน ชอบอยู่กับบ้าน ใช้ชีวิตง่ายมาก บ้านอยู่ใกล้ทะเล ชอบไปเล่นน้ำกับเพื่อน กลับเมืองไทยปีละครั้งสองครั้ง นิสัยเหมือนเด็กฝรั่งมากกว่า

เหตุการณ์สึนามิส่งผลกับชีวิตวัยรุ่นของคุณใหม่ยังไงบ้าง

เราอาจจะพูดถึงเหตุการณ์ช่วงนั้นลำบาก ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ลำบาก ซึ่งมันก็ลำบากสำหรับทุกคน ตอนแรกเราก็ตกใจ แต่มันทำให้เราเริ่มคิดว่าพรุ่งนี้เราอาจจะไม่ได้อยู่ต่อก็ได้ ถ้ามัวแต่นั่งกลัวทั้งวันเราจะเสียโอกาสหลายๆ อย่าง ทำให้เราเริ่มกล้ามากขึ้น เราเคยกลัวอะไรก็จะทำเลย เคยไปกระโดดร่มจากเครื่องบินด้วย หลังจากสึนามิเราเริ่มเป็นแบบนั้น เลยตัดสินใจย้ายไปอยู่นิวยอร์ก

การย้ายไปเรียนที่นิวยอร์กสำคัญยังไง

เราอยู่ที่แคลิฟอร์เนียมา 19 ปี อยากเรียนที่ NYU (New York University) มานานแล้ว แต่เรากลัว เคยมีคนบอกว่าอย่าเรียนที่นี่เลย เราเลยเลิกคิด พอเราไม่อยากเป็นคนขี้กลัวแล้ว อยากเป็นผู้ใหญ่แล้ว เราคิดว่าถ้าจะเปลี่ยนแปลงอะไรก็ต้องเปลี่ยนเลย เราตัดสินใจย้ายไปอยู่นิวยอร์กคนเดียวโดยที่ไม่รู้จักใครในเมืองนั้นเลย เราเร่ิมห่างจากครอบครัวเป็นครั้งแรก ถ้าอยู่ใกล้ครอบครัวเราอาจจะไม่ค่อยกล้าแสดงออก พอมาอยู่นิวยอร์กเราก็กล้ามากขึ้น เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น พยายามตั้งใจเรียนให้ได้คะแนนสูงๆ ได้พบคนที่นิสัยคล้ายๆ กัน สนใจศิลปะ ประวัติศาสตร์ ชอบผจญภัยเหมือนกัน เป็นเมืองที่ทำให้เราได้พัฒนาตัวเองขึ้นมาก

ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

เป็นผู้หญิงตัวคนเดียวในเมืองใหญ่ กลัวไหม

ไม่กลัว มันเป็นเมืองที่ปลอดภัยนะ แต่ต้องเข้าใจว่าไม่ใช่ว่าทุกคนในเมืองใหญ่จะเป็นคนดี เราเคยถูกคนเดินตาม ก็ต้องระวังตัวตลอด ต้องไม่ทำตัวอินโนเซนต์ แต่เมืองใหญ่ที่ไหนก็เป็นแบบนี้

นอกเวลาเรียนคุณใหม่ชอบทำอะไร

เที่ยวพิพิธภัณฑ์ ช่วงนั้นเป็น Introvert ชอบอยู่คนเดียว ไปไหนก็ไปคนเดียว บางทีก็ไปพิพิธภัณฑ์ทั้งวัน เราเดินได้ทั้งวัน ไม่ก็นั่งอ่านหนังสือ

ชอบเล่นกีฬาด้วย

เราถนัดกีฬาทางน้ำ ตอนเด็กๆ เคยเล่นกระดานโต้คลื่น ว่ายน้ำในทะเล ชอบกีฬาทุกอย่างที่อยู่ในน้ำ ตอนอยู่นิวยอร์กปั่นจักรยานบ่อยมาก ถ้าไม่จำเป็นต้องนั่งรถไฟใต้ดิน เราจะปั่นจักรยานไปตลอด เพราะได้ช่วยดูแลโลก แล้วก็ได้ออกกำลังกายด้วย เราใช้ Citi Bike (จักรยานสาธารณะของนิวยอร์ก) บางทีก็ปั่นข้ามสะพาน มันเป็นจักรยานที่ใหญ่และหนัก ดูไม่ค่อยน่ารักเท่าไหร่ ปั่นไปไหนคนก็ล้อตลอด เรามีจักรยานเสือหมอบของตัวเองคันหนึ่ง เอาไว้ปั่นไกลๆ นอกเมือง เป็นจักรยานที่เก็บไว้กับตัวตลอด ถ้าใช้ในเมืองก็กลัวว่าจอดทิ้งไว้จะหาย แล้วเราก็วิ่งฮาล์ฟมาราธอน ตอนนี้ไม่ค่อยได้วิ่งแล้วเพราะข้อเท้าไม่ค่อยดี เมื่อก่อนยังไปปั่นจักรยานที่สุวรรณภูมิบ้าง แต่ตอนนี้ไม่ได้ไปแล้ว ว่ายน้ำอย่างเดียว

เริ่มสนใจประวัติศาสตร์ตอนไหน

ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเราเรียนด้านเอเชียศึกษา เพราะเราอยากทำงานร่วมกับคนเอเชีย ก็ต้องเข้าใจวัฒนธรรมของคนเอเชีย ถ้าไม่เข้าใจกันคงคุยกันไม่รู้เรื่อง เราไม่ได้เรียนเรื่องประวัติศาสตร์โดยตรง แต่เรียนทุกอย่าง ทั้งวรรณกรรมและหนังที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา เราสนใจความเป็นมาของสิ่งต่างๆ เร่ิมตรงไหน เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ส่งผลต่ออะไรบ้าง

ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

ความสนุกของประวัติศาสตร์คืออะไร

ประวัติศาสตร์มีหลายมุมมอง มีมุมที่เคยมีคนอธิบายไว้ มุมที่ถูกบันทึกอย่างเป็นทางการ และมุมของคนทั่วไปที่อยู่ในเหตุการณ์ซึ่งไม่เคยมีคนบันทึกไว้ แล้วประวัติศาตร์ก็ยังถูกบันทึกไว้ในวรรณกรรม สถาปัตยกรรม ศิลปะ หลายประเทศสอนประวัติศาสตร์ไม่เก่งเท่าไหร่ ให้ท่องจำอย่างเดียว เราต้องเข้าใจว่าประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลงได้ เมื่อโลกเปลี่ยน วิธีคิดของคนที่มีต่อโลกก็เปลี่ยน ศิลปะก็เปลี่ยน สถาปัตยกรรมก็เปลี่ยน สิ่งที่ถูกบันทึกก็เปลี่ยน เราต้องคุยกันแบบนี้

การเรียนประวัติศาสตร์เอเชียในอเมริกาต่างจากการเรียนในเอเชียไหม

คนสอนแต่ละคนก็มีมุมมองไม่เหมือนกันอยู่แล้ว เวลาที่เราฟังประวัติศาสตร์หลายๆ มุมเหมือนจะไม่ใช่ก้อนเดียวกัน แต่จริงๆ แล้วมันเป็นก้อนเดียวกัน เพียงแต่เป็นคนละส่วน คนอเมริกันมีวิธีคิดแบบหนึ่ง เวลาสอนเขาก็จะบอกว่าคนเอเชียทำแบบนี้เพราะแบบนี้ แต่คนเอเชียก็มองอีกแบบ เมื่อมาอยู่ที่เอเชียเราก็จะเข้าใจภาพรวมทั้งหมด

พอเรียนจบทำไมถึงเริ่มทำงานในวงการแฟชั่น

ช่วงนั้นยังไม่อยากทำงานวิชาการ กลัวจะไม่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ เรายังเป็นเด็กอยู่ ถ้าลองไปทำงานอีกด้านหนึ่งก่อนก็ไม่เสียหาย ก็เปิดหนังสือพิมพ์หางาน แล้วสมัครฝึกงานกับนักออกแบบชาวญี่ปุ่น Yohji Yamamoto งานแฟชั่นเป็นสิ่งที่สนุกดี แต่สุดท้ายเราก็ชอบงานที่ค่อนข้างเป็นวิชาการ เป็นประวัติศาสตร์ ช่วงที่ทำงานกับ Hermès หัวหน้าของเราเคยทำงานที่ Costume Institute ซึ่งเอาเรื่องเครื่องแต่งกายของคนยุคก่อนมาเล่าให้คนเข้าใจว่าเมื่อก่อนคนแต่งตัวแบบนั้นเพราะอะไร เล่าถึงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมของคน ทำให้เราเห็นว่า ประวัติศาสตร์กับความคิดสร้างสรรค์ไปด้วยกันได้ เลยคิดว่าอยากจะกลับมาทำงานด้านประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

ทำไมถึงเลือกกลับมาทำงานด้านประวัติศาสตร์ที่ไทย

ตอนอายุ 30 เป็นช่วงที่คิดว่าถ้าจะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตก็ต้องเปลี่ยนตอนนี้ เริ่มแก่แล้ว (หัวเราะ) ที่ผ่านมา ภาษาไทยก็ไม่ค่อยได้พูด เมืองไทยก็ไม่ค่อยได้กลับ วัฒนธรรมไทยก็ไม่ได้เข้าใจลึกซึ้งเท่าไหร่ เราชอบประวัติศาสตร์ไทยมานาน แต่ไม่เคยเรียนด้านนี้แบบจริงจัง ได้เรียนตอนเด็กๆ บ้าง ได้เห็นตอนไปงานบ้าง เหตุผลหนึ่งก็คืออยากกลับมาเพื่อเข้าใจสิ่งเหล่านี้มากขึ้น เข้าใจตัวเองมากขึ้น อยู่ใกล้ชิดคนไทยมากขึ้น

การกลับมาเมืองไทยครั้งนี้ชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

นิวยอร์กเป็นเมืองที่อยู่แล้วไม่อยากไปที่อื่น เป็นเมืองที่สบาย เพื่อนก็เยอะ เราอยู่นิวยอร์กมา 12 ปี ในความคิดเรา คนเราไม่ควรอยู่ที่หนึ่งนานเกินไป เพราะชีวิตจะเริ่มนิ่ง คนเราต้องการการเปลี่ยนแปลงตลอด จะได้พัฒนาตัวเองตลอด คนอื่นถ้าคุ้นกับสถานที่คุ้นกับคนแล้วจะไม่ค่อยกล้าไปที่อื่น แต่เรากลับคิดว่าถ้าคุ้นเมื่อไหร่ควรไปได้แล้ว

อีกเรื่องคือ ถ้าเราอยากเปลี่ยนมาทำสิ่งที่เราอยากทำมาตลอด ไม่เริ่มจากจุดนี้ก็อาจจะช้าไป เพราะเราอยู่ในจุดที่อาจจะสบายเกินไปแล้ว มันก็จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ

ต้องปรับตัวเรื่องไหนมากที่สุด

เราเป็นคนพูดตรง ตอนนี้ก็ยังพูดตรงอยู่ แต่ดีขึ้นหน่อย (หัวเราะ) ต้องใช้เวลาปรับเยอะเหมือนกัน เมื่อก่อนเราคิดเหมือนคนอเมริกัน คิดอะไรก็พูด มันก็เป็นไปตามนั้น แต่อยู่เมืองไทยต้องระมัดระวังหน่อยหนึ่ง (หัวเราะ) เราต้องทำความเข้าใจคนมากขึ้น ต้องคิดถึงใจของคนอื่นมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้ก็คือ การย้ายไปอยู่ที่ใหม่ ทุกคนคิดว่าเขาไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเพื่อคนอื่นหรือเปลี่ยนเพื่อเมือง แต่เราคิดว่า เราต้องยอมปรับตัวเพื่อให้เข้ากับคนอื่น ต้องเข้าใจคนที่อยู่ในสถานที่นั้น และเข้าใจตัวเอง บางคนย้ายไปไหนก็ไม่สำเร็จเพราะเขาพยายามให้คนที่อยู่รอบตัวปรับตามเขา

ตอนกลับมาเมืองไทยเราพยายามมีเพื่อนคนไทยอย่างเดียว พยายามคุยภาษาไทยมากขึ้น แม้ว่าจะเป็นคนขี้อาย ไม่ค่อยพูดภาษาไทยเท่าไหร่ ก็ต้องบังคับให้พูด กลัวแค่ไหนก็ต้องบังคับตัวเองให้พูด

กลัวพูดผิด

เป็นคนขี้อาย ขนาดภาษาอังกฤษยังไม่ค่อยกล้าคุยเลย ถ้าไม่รู้จักกันจะไม่คุยเลย ภาษาไทยยิ่งกลัวเข้าไปใหญ่ กลัวโดนล้อ ตอนกลับมาต้องปรับตัวเยอะเหมือนกัน วันไหนต้องออกไปเจอคนเยอะๆ คืนก่อนนั้นเราจะนอนไม่ค่อยหลับ พอไปลงพื้นที่คุยกับคนเราก็กลัวเขา เขาก็กลัวเรา ต่างคนต่างกลัว (หัวเราะ) คนที่ไม่รู้จักกันคงสงสัยว่าทำไมคนนี้พูดแล้วสั่น

แก้ปัญหานี้ยังไง

พยายามออกไปคุยกับคน เข้าไปในวัดก็คุยกับรองเจ้าอาวาส พอคุยกับคนเยอะขึ้นก็ดีขึ้น แล้วก็เริ่มเข้าใจคนไทยมากขึ้น

คุยเรื่องอะไรกัน

เรื่องทั่วไป ชีวิตเป็นยังไง เราสนใจวิธีคิดของทุกคน ชอบเข้าใจหลายๆ มุม ชอบคุยเรื่องความรู้สึกที่มีต่อสถานที่ ความรู้สึกต่อประวัติศาสตร์ เราเรียนประวัติศาสตร์ไทยจากการนั่งฟัง จากการลงพื้นที่ไปคุยกับคน ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทยเพิ่มขึ้นทุกวัน อาจจะรู้ไม่ถึงระดับที่ควรจะต้องรู้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็ต้องใช้เวลา

 ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

 ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

ดีกว่าการอ่านหนังสือไหม

หนังสือก็อ่าน แต่เราเน้นคุยกับคนมากกว่า เพราะวิธีบันทึกประวัติศาสตร์เมื่อก่อนก็คือการพูด ช่วงปีแรกที่มาทำงานที่กรมฯ เขาไปทำงานที่ไหนเราก็จะขอตามไปด้วย ไปฟังอย่างเดียวเลย บางคนถามว่าทำไมไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยสนใจหรือเปล่า ไม่ใช่นะ ถ้ามัวแต่คิดว่าจะพูด เราจะไม่ฟัง ถ้าไม่ฟังก็จะไม่ได้เรียนรู้อะไร สุดสัปดาห์ถ้าไม่ได้ทำงานเราก็จะออกไปศึกษาประวัติศาสตร์ ไปเดินย่านเก่าในกรุงเทพฯ คนเดียว

ไปที่ไหน

เราเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมที่ได้รางวัล อ่านเรื่องหอไตรของวัดระฆังฯ แล้วอยากเรียนรู้เรื่องนี้ ก็ไปที่วัดเลย เดินตรงไปที่หอไตร เจอคนที่ดูแลหอไตรมา 30 ปี ก็นั่งคุยกันชั่วโมงสองชั่วโมง เขาอธิบายให้ฟังว่าจิตรกรรมฝาผนังหมายความว่าอะไร ซ่อมเมื่อไหร่ ปัญหาในการอนุรักษ์คืออะไร ประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่เข้าไปศึกษาเองได้ เราเรียนแบบนี้

ประทับใจที่ไหนเป็นพิเศษ

หลายที่ ตอนไปเมืองกาญจน์ศึกษาเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 มีโอกาสได้คุยกับคนที่คุณปู่ของเขาอยู่ในเหตุการณ์ และคนออสเตรเลียที่อยู่ในเหตุการณ์ มุมมองของเขาไม่เหมือนกันเลย เลยต้องมีการคุยกับคนหลายๆ ฝ่าย ยิ่งเป็นเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 ยิ่งมีหลายมุม

เมืองจันท์เราก็ชอบมาก ไม่ใช่แค่เพราะทุเรียนอร่อย (หัวเราะ) แต่มีชุมชนที่เข้มแข็ง โครงการบ้านหลวงราชไมตรีทำได้ดีมาก เอาตึกเก่ามาพัฒนาเป็นที่พัก ให้คนในชุมชนได้เข้ามาร่วมเป็นเจ้าของ ให้เกียรติเขา ให้งานเขา อาหารเช้าที่เสิร์ฟก็มาจากอาหารในชุมชน คนที่ทำงานในนั้นก็เป็นคนในชุมชน

เขาบันทึก (Documentation) การทำงานไว้ทุกขั้นตอน ถ้าชุมชนจะทำโครงการแบบนี้อีกก็ย้อนกลับไปดูได้ ส่วนของการตีความเพื่อสื่อความหมาย (Interpretation) ในศูนย์การเรียนรู้ก็เอาข้อมูลที่คนทั่วไปอาจจะเข้าถึงยาก มานำเสนอด้วยวิธีที่ง่าย เช่น รูปถ่าย แผนผัง หรืออาร์ตเวิร์ก ดูแล้วเข้าใจได้ทันทีว่าประวัติศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงในเมืองนี้คืออะไร คนในชุมชนก็ภูมิใจ

เห็นโครงการแบบนี้แล้วรู้สึกว่ามันเป็นไปได้ แต่ต้องมีส่วนผสมที่ดีมากๆ เป็นเมืองที่ให้โอกาสคน ซึ่งบางทีเราไม่ค่อยนึกถึงคนเท่าไหร่ นึกถึงแต่สิ่งก่อสร้าง ถ้าเราไม่สนใจคน ประวัติศาสตร์ก็จะหยุดนิ่งไปต่อไม่ได้

 ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

การทำงานอนุรักษ์อาคารเก่าต้องสนใจคนในมุมไหน

ตอนนี้คนสนใจแต่การอนุรักษ์สิ่งก่อสร้าง แต่เราดูแลตึกอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องดูแลจิตใจคนด้วย ถ้าเราอนุรักษ์โบราณสถานแห่งหนึ่ง แต่คนที่อยู่รอบพื้นที่นั้นไม่เข้าใจความสำคัญของที่นี่ ไม่เข้าใจว่าความเชื่อของคนยุคที่สร้างคืออะไร ทำไมถึงสร้างแบบนี้ เขาก็จะดูแลไม่ถูก จะไม่เข้าใจว่านี่คือสิ่งที่ต้องทำงานร่วมกันเพื่อปกป้องดูแล ถ้าตึกอยู่แต่คนไม่อยู่ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ก็ไม่ไปต่อ

เป็นวิธีคิดที่ใหม่มาก

ใช่ เราสนใจอยากเข้าไปเก็บข้อมูล แล้วเอาข้อมูลนั้นไปสื่อสารให้คนเข้าใจวัฒนธรรมของตัวเอง ให้เห็นว่าประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว ศึกษาได้ คุยกันได้ ถ้าทำให้คนเห็นความสำคัญได้ ประวัติศาสตร์ก็จะไปต่อได้

มีตัวอย่างไหนที่น่าสนใจบ้าง

ที่เกาหลีใต้ เมื่อก่อนวัฒนธรรมของเขาเคยถูกทำลายไปหลายครั้ง เขารู้สึกว่าต้องทำงานหนักเพื่อเก็บส่วนที่เหลือเอาไว้ ถ้าไม่รีบมันจะหายไป เด็กรุ่นใหม่จะไม่รู้จักศิลปวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมแล้ว ไม่รู้จักวิธีเขียน วิธีทำงานศิลปะ ตอนนี้เขาพยายามรื้อฟื้นทุกอย่างกลับมาเพื่อให้ประวัติศาสตร์ได้ดำเนินต่อเนื่องไป ของแบบนี้ถ้าหายไปแล้วจะรื้อฟื้นกลับมายากมาก บางอย่างที่รื้อฟื้นไม่ได้แล้วก็ต้องเอาวิธีการของประเทศอื่นมาใช้ เขาพยายามเน้นไปที่เรื่องของคน ให้การศึกษากับคน ทำให้คนเข้าใจ

สนใจวังหน้าในมุมไหน

เราสนใจเรื่องการเปลี่ยนแปลง สนใจสิ่งที่คนอาจจะไม่ได้มอง อาจจะเข้าไปไม่ถึง วังหน้าเป็นเรื่องของคน และเป็นสิ่งก่อสร้างหลักช่วงต้นรัตนโกสินทร์ แต่คนอาจจะไม่รู้จัก ไม่รู้ว่าเมื่อก่อนเคยใหญ่โต เคยมีความสำคัญมาก มีการเปลี่ยนแปลงตลอด สำนักของเรามีโครงการศึกษาโบราณคดี มีการขุดค้นเกี่ยวกับวังหน้าโดยตรง ส่วนหนึ่งของสนามหลวงเมื่อก่อนเป็นที่ฝึกรบของวังหน้า ขุดลงไปก็เจอปืนใหญ่ ปืนเก่า ช่วงสร้างพระเมรุก็เจอของเก่า ซึ่งเราปล่อยไว้ งานโบราณคดีไม่ได้ขุดทุกอย่าง เพราะอาจมีผลกระทบได้ เราต้องศึกษาว่าควรขุดขึ้นมาไหม ถ้าไม่จำเป็นก็ปล่อยไว้

เราอยากเอาข้อมูลทั้งหมดที่ทุกคนทำไว้แล้วมาปรับเพื่อเผยแพร่กับคนนอกกรมฯ มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยบ้าง เรายังต้องศึกษามากกว่านี้อีกเยอะ ต้องขุดค้น ต้องหาข้อมูลจากเมืองไทยและเมืองนอก เพราะบางทีรูปเก่าก็ไม่ได้อยู่แค่ในประเทศไทย ต้องใช้เวลา เราไม่อยากรอให้ได้ข้อมูลครบร้อยเปอร์เซ็นต์ค่อยเผยแพร่ ไม่อย่างนั้นคงต้องรอกันเป็นสิบปี

ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

ทำไมถึงชวน The Cloud ทำกิจกรรม Walk with The Cloud เรื่องวังหน้า

โครงการเฟสนี้มีนิทรรศการที่หอศิลป์กรุงเทพฯ เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ สิ่งที่หายไปแล้วแต่อยากให้คนนึกถึง The Cloud เคยพาคนไปเดินพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมาแล้ว แต่โครงการนี้ไม่เหมือนกัน เพราะจะเล่าเรื่องการเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ ตอนเดินอาจจะยากหน่อย เพราะจะเน้นในสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา การเดินครั้งนี้จะทำให้รู้ว่าวังหน้าใหญ่แค่ไหน สำคัญระดับไหน ทำไมถึงมีการเปลี่ยนแปลง เราจะพูดถึงช่วงต้นรัตนโกสินทร์บ้างเพื่อให้เข้าใจภาพรวม แต่จะเน้นช่วงรัชกาลที่ 4 และ 5

จะไม่เหมือนการบรรยายในห้องเรียนใช่ไหม

ไม่เหมือน เป็นการคุยกันของวิทยากรแบบไม่มีผิด ไม่มีถูก เราจะคุยกันเรื่องการเปลี่ยนแปลงโดยผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ อาจารย์พรธรรม ธรรมวิมล เป็นสถาปนิกที่เชี่ยวชาญเรื่องผังเมือง จะเล่าว่าทำไมยุคเก่าถึงตั้งวังหน้าแบบนี้ อาจารย์พีรศรี โพวาทอง เน้นเรื่องสถาปัตยกรรมโดยตรง อาจารย์สันติ เล็กสุขุม เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องจิตรกรรมฝาผนัง เราคุยกับอาจารย์สันติแล้วถูกใจมาก เพราะเป็นคนที่เข้าใจว่าประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่ไม่มีวันถูกต้อง มันเปลี่ยนแปลงตลอด มีการขุดค้นได้ข้อมูลใหม่ เราต้องเอาข้อมูลนั้นเข้าไปถึงคน ให้คนเริ่มตั้งคำถาม ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงเมื่อไหร่ เราก็คุยกันใหม่ได้เลย

งาน ‘วังน่านิมิต’ ครั้งนี้คุณใหม่ลงมือทำด้วยตัวเองเยอะมาก

มันเป็นโปรเจกต์ใหญ่ชิ้นแรกที่เราสนใจ ทุ่มเทมาก ลงมือทำเยอะ เพราะเราอยากทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเพื่อจะได้เรียนรู้และมีประสบการณ์ในทุกด้าน เราเป็นทั้ง Project Director และ Project Manager ต้องเข้าไปหาและประสานงานคนด้วยตัวเอง ต้องขอความช่วยเหลือจากคน ทริปนี้เราเป็นคนจัดเส้นทางการเดิน เป็นคนนำประเด็นพูดคุยว่าจะไปทางไหน ถ้าเป็นหัวหน้างานแล้วไม่ได้ลงไปเอง อยู่ในห้องอย่างเดียวก็คุมทุกอย่างไม่ได้ จะเป็นปัญหาพอสมควร

เวลาเจอปัญหาจัดการยังไง

เราไม่เคยทำโครงการแบบนี้มาก่อน รู้แค่เราอยากทำแบบนี้ เป้าหมายคือแบบนี้ การทำงานที่ใหญ่ขนาดนี้อาจจะมีบางส่วนที่ทำให้บางคนไม่พอใจบ้าง เราอาจจะไม่ได้ทำถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำผิดพลาดบ้าง ถ้ามัวแต่กลุ้มใจว่าทำไมถึงผิดพลาด ก็จะอยู่กับที่ไม่มีอะไรดีขึ้น เราต้องยอมรับก่อนว่าถ้าเข้าไปทำงานด้านที่เราไม่เคยทำมาก่อน ต้องกล้าทำ ถ้าทำผิดก็ต้องกล้ายอมรับ ต้องฟังคนอื่นว่าทำไมคุณถึงทำผิด คราวหน้าจะได้ไม่ทำแบบนี้อีก การยอมรับว่าทำผิดเป็นโอกาสดีที่จะได้เรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเอง

เวลาทำผิดมีคนกล้าเตือนไหม

เราอยากให้คนเตือนนะ เป็นไปไม่ได้ที่เราจะทำทุกอย่างให้ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่ก็จะมีผู้ใหญ่คอยเตือนว่าคราวหน้าคุณใหม่ลองทำแบบนี้ก็ได้นะ อาจจะดีกว่า

เวลามีปัญหาคุณใหม่ปรึกษาใคร

คุยกับทุกคนนะ เวลาเหนื่อยๆ นี่ระบายกับทุกคนเลย (หัวเราะ) คำแนะนำที่เราได้มาคือ ถ้านี่คือสถานการณ์ที่แย่ที่สุดแล้วก็ถือว่าโชคดี เพราะบางอย่างอาจจะยากกว่านี้อีกเยอะเลย ถ้าเหตุการณ์ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป อย่าบ่น (หัวเราะ)

วันที่ไปเดินสำรวจเส้นทางอากาศร้อนอบอ้าวมากและต้องเดินไกลมาก คุณใหม่ก็เดินไปพร้อมทีมงาน ร่มก็ไม่กาง ปกติคุณใหม่ใช้ชีวิตแบบนี้หรือ

ก็เป็นแบบนี้มาตลอด ตอนอยู่อเมริกาเราก็อยู่คนเดียวแบบคนธรรมดา ตอนนี้ก็ธรรมดา (หัวเราะ) ตอนกลับมาก็ตกใจเหมือนกัน ต้องปรับตัว เพราะเราไม่ชินที่มีคนตามเยอะๆ เราเป็นคนง่ายๆ ชอบความร้อนอยู่แล้ว เลยไม่ได้คิดถึงเรื่องร้อน

ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

ไม่กลัวดำ

ตัวดำอยู่แล้ว ไม่เป็นไร (หัวเราะ)

คุณใหม่ชอบเที่ยว

เที่ยวเยอะเลย (หัวเราะ)

สงกรานต์ที่ผ่านมาไปทำอะไรที่เอธิโอเปีย

มีหลายคนสงสัยเหมือนกัน (หัวเราะ) เราอยากไปที่นี่มาก เพราะได้ฟังคนเล่า เห็นรูปถ่าย และฟังพอดแคสต์เกี่ยวกับศาสนาคริสต์ในเอธิโอเปีย เอธิโอเปียเป็นประเทศที่มีภาษาของตัวเองซึ่งเก่าแก่มากๆ ทางตอนเหนือเป็นที่ตั้งของจักรวรรดิอัคซูไมท์ตั้งแต่ก่อนคริสตกาล เป็นจักรวรรดิสำคัญแห่งแรกที่นับถือศาสนาคริสต์ ที่นี่เลยมีประวัติศาสตร์สำคัญที่เกี่ยวกับศาสนาคริสต์ ศาสนาคริสต์ในแอฟริกาถือว่าพระเยซูเป็นทั้งมนุษย์และพระเจ้า แต่ศาสนาคริสต์ในเอธิโอเปียไม่เหมือนที่อื่น เพราะถือว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าอย่างเดียว เลยมีความพิเศษและเก่าแก่มาก

หาคนไปด้วยยากไหม

เราไปกัน 2 คนกับเพื่อนสนิท เขาเป็นคนอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น ครอบครัวเขาอยู่อเมริกามาร้อยปีแล้ว เป็นเพื่อนผู้หญิงที่เราเดินทางด้วยตลอด ไปเที่ยวอาร์เจนตินาด้วยกันเดือนหนึ่ง พม่า ตุรกี เปรู ทุก 3 ปีเราจะไปเที่ยวด้วยกัน เขาจะแต่งงานเดือนกรกฎาคมนี้ เราเลยบอกว่านี่เป็นทริปสละโสดของเธอ (หัวเราะ) แฟนเขาขอไปด้วย เราก็บอกว่าไม่ได้ นี่เป็นทริปของสองสาวเท่านั้น เราก็ไปเที่ยวกันแบบลุยเลย

ไปลุยที่ไหนกันบ้าง

ทางตอนเหนือมีโบสถ์เก่าที่สร้างในช่วงต้นคริสตกาล เก่ากว่าโบถส์ลาลีเบลาที่ขุดอยู่ใต้ดินที่ดังๆ อีก เราต้องเดินประมาณชั่วโมงหนึ่ง แล้วก็ปีนเขาขึ้นไปแบบใช้อุปกรณ์ปีนเขา มีเชือกผูกเอว เพราะโบสถ์อยู่บนเขา ภาพเขียนเก่าบนเพดานโบสถ์สภาพดีมาก เพราะคนไม่ค่อยเข้าไปถึง แดดก็ไม่ค่อยโดน อากาศก็แห้ง ไม่ชื้นเหมือนเมืองไทย วันนั้นเราเดินไป 28 กิโลเมตร มันมาก ปีนเขา ดูบ้านเก่า แล้วก็พักที่บ้านดินในชุมชน เหมือนที่ชาวบ้านเขาอยู่กัน ไม่มีเครื่องทำความร้อน หนาวมาก ห้องน้ำก็ต้องออกมาเข้าข้างนอก เป็นแบบขุดหลุม

ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

ชอบเที่ยวแบบนี้

ใช่ เราชอบความสบายนะ แต่ถ้าจะไปประเทศอื่นเราก็อยากเข้าใจวัฒนธรรมของเขา เราไม่อยากไปทำสิ่งที่ทำที่เมืองไทยก็ได้ เราอยากเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ช้อปปิ้งก็ทำได้นะ แต่อาจจะแค่วันสองวัน ส่วนใหญ่เราชอบออกไปเที่ยว ไปเดินเขา ชอบลุยมากกว่า

มีทริปแปลกๆ อีกไหม

ก็มีเยอะนะ เราเคยไปพม่าตอนที่เปิดประเทศใหม่ๆ ตอนนั้นไม่มีใครไปเลย ผู้หญิง 2 คนไปเที่ยวพุกามกัน เช่าจักรยานวันละ 6 เหรียญฯ (200 บาท) ปั่นไปเรื่อยๆ ไปดูเจดีย์ กินอาหารริมน้ำกัน อาร์เจนตินาก็เป็นเมืองที่สนุก ตอนนั้นไปแบบไม่แพงเท่าไหร่ ที่พักคืนละ 11 เหรียญ (380 บาท) ไปขึ้นเขากัน

เคยไปเที่ยวคนเดียวไหม

เคยไปเมืองจีนคนเดียว เราอยากไปดูแพนด้าที่เฉิงตูมาก ขี้เกียจชวนใคร บังเอิญมีเพื่อนของเพื่อนสนิทอยู่ที่นั่น เป็นคนจีน เขาอยากฝึกภาษาอังกฤษ เลยขอพาเราเที่ยว พาไปดูแพนด้า ไปดูพระพุทธรูปใหญ่ เป็นเมืองที่อาหารอร่อย สนุกดี แพนด้าก็น่ารักดี แต่มันดูขี้เกียจหน่อยหนึ่ง (หัวเราะ) โอมานเป็นอีกที่ที่ชอบ ไปคนเดียวเหมือนกัน สวยมาก มีอะไรแปลกๆ เยอะ มีภูเขาที่เป็นเหมือนแกรนด์แคนยอนของเขา ช่วงนั้นเป็นช่วงกุหลาบบาน ตอนปีนเขาจะได้กลิ่นกุหลาบทั่วไปหมด อีกที่ชื่อทะเลสาบวาดิ ถ้าจะไปถ้ำต้องปีนเขาแล้วว่ายน้ำไป คนแถวน้ันชอบมาเมืองไทย พอรู้ว่าเป็นคนไทยเขาจะดีใจมาก เป็นประเทศที่เราชอบมาก

ทำไมถึงชอบถ่ายรูปด้วยเลนส์เก่า

เราไม่ได้เป็นช่างภาพนะ แต่เราชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็กๆ หลายคนบอกว่ามุมมองของเราดี น่าจะจัดแสดงภาพถ่ายนะ เราใช้เลนส์เก่าเพราะเป็นคนประหยัด (หัวเราะ) ตอนเริ่มถ่ายรูปเราก็ซื้อกล้อง Mirrorless มา ตอนนั้นเลนส์แพงมากเลย เราเข้าไปดูในอีเบย์ว่าซื้อเลนส์อะไรได้บ้าง ก็ไปเจอคนซ่อมกล้องคนหนึ่งอายุ 70 แล้วมั้ง เขาแนะนำว่าลองใช้เลนส์แบบนี้ๆ นะ เลยเริ่มจากตรงนั้น พอเป็นเพื่อนกับเขา เขาก็สอนเราว่าต้องถ่ายแบบนี้ เราใช้เลนส์เก่าแบบโฟกัสด้วยมือ ก่อนถ่ายต้องคิดเยอะขึ้น ต้องคิดว่ามันโฟกัสหรือเปล่า ไม่ใช่ถ่ายไปเรื่อยๆ เพราะลบได้ เราชอบตรงที่ได้คิด หลังจากนั้นก็ติดเลย เคยซื้อเลนส์ที่เป็นโฟกัสอัตโนมัติมาใช้เหมือนกัน แต่ไม่นานก็ต้องย้อนกลับไปใช้เลนส์เก่า เพราะมันมีเอกลักษณ์ของมัน การเอาเลนส์เก่ามาใช้กับกล้องใหม่มันไม่ลงตัวร้อยเปอร์เซ็นต์ต้องใช้ตัวแปลง มันจะมีส่วนที่เป็นเงาๆ บ้าง เราชอบตรงนี้แหละ

เพื่อนบางคนบอกว่าเขาไม่มีเงินซื้อกล้องแพงๆ เราว่ามันไม่ได้ขึ้นกับกล้อง แต่ขึ้นกับตาของคน บางคนถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือมุมมองของเขาก็ยังสวย เหมือนเขาเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น

ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

เวลาไปเที่ยวชอบถ่ายอะไร

ตอนเด็กๆ คนล้อว่าเราไม่ชอบถ่ายคน ชอบถ่ายธรรมชาติ ถ้ามีคนยืนอยู่ในรูป เราจะบอกให้เขาออกไป (หัวเราะ) แต่ตอนนี้ชอบถ่ายรูปคน ชอบโมเมนต์ของคน บางทีเราก็ไม่ค่อยกล้าถ่าย อย่างที่นิวยอร์กคนเขาถือ แต่คนพม่าไม่ถือ ชอบให้ถ่ายรูป ก็ง่ายเลย

สายสิญจน์ที่ข้อมือสำคัญกับคุณใหม่ยังไง

หลายคนคิดว่าศาสนาพุทธคือการไปวัดแล้วขอพร สายสิญจน์แบบนี้อาจจะเอาไว้ขอให้ได้แฟนหรือขอให้สอบได้ แต่สำหรับเราศาสนาพุทธไม่ได้เป็นแบบนั้น ไม่ได้สอนว่าขอแล้วจะได้ แต่สอนให้มีสติ สายสิญจน์คือสิ่งที่ทำให้เรามีสติอยู่กับตัว เส้นหนึ่งเราได้มาจากวัดที่เชียงใหม่ อีกเส้นได้มาจากวัดอรุณฯ ตอนที่พาเพื่อนชาวต่างชาติไปคุยกับรองเจ้าอาวาสเรื่องศาสนา ประวัติศาสตร์ การอนุรักษ์ อีกเส้นซื้อมาจากวัดพูที่ลาวตอนไปเที่ยวกับเพื่อน เป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพและการเดินทาง เรามีสายสิญจน์แบบนี้เยอะเหมือนกัน

ชอบตัวละครไหนในซีรีส์ Game of Thrones ที่สุด

Arya Stark เขาเป็นผู้หญิงที่มั่นใจและกล้า ไม่กลัวอะไรเลย ซื่อสัตย์ ทำทุกอย่างเพื่อปกป้องครอบครัว เพื่อคนที่เขารัก ถ้าเขารักใครเขาจะไม่ท้ิงไป เราชอบนิสัยเขา เขาเป็นคนที่เท่

เป็นท่านหญิงที่ไม่เหมือนท่านหญิงเท่าไหร่ ดูลุยๆ อินดี้ๆ เหมือนคุณใหม่ไหม

เราก็ไม่เคยฆ่าคนนะ (หัวเราะ) เขาเป็นคนที่สนุก จริงจัง จริงใจ นิสัยอาจจะคล้ายกัน เราก็เลยชอบเขา เรื่องนี้สนุกจริงๆ ดูแล้วติดเลย

มีครั้งหนึ่งที่คุณใหม่เคยสั่งกาแฟแล้วพนักงานถามว่าชื่ออะไร รู้สึกยังไงบ้างเวลาที่คนไม่รู้จัก

ก็ไม่รู้สึกอะไร (หัวเราะ) เราชอบความเป็นส่วนตัวอยู่แล้ว คนไม่รู้จักก็ดีเหมือนกัน จะได้มีอิสระหน่อยหนึ่ง เราใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกตลอด เพิ่งกลับมา อาจจะไม่มีข่าวให้คนรู้จัก ก็ไม่ได้หวังจะให้คนรู้จักนะ ไม่รู้จักก็ไม่เป็นไร เราไม่ได้คิดอะไรเลยจริงๆ

หลังจากนั้นสักพักก็มีคนเดินมาที่โต๊ะเพื่อขอถ่ายรูป เขาบอกว่าเป็นแฟนคลับคุณใหม่ ตอนนั้นรู้สึกยังไงบ้าง

ก็ตกใจ ถ้ามีคนรู้จักเราจะตกใจกว่าคนไม่รู้จัก เพราะเราไม่ได้เป็นคนดัง ก็จะตกใจ อาย หน้าก็จะแดงขึ้น (หัวเราะ) แต่ถ่ายรูปได้นะ ไม่ได้คิดอะไร ให้คุยกันก็คุยได้ ไม่มีปัญหา

ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

1 กุมภาพันธ์ 2566
4 K

“รางวัลกินรีทอง มหาชน ครั้งที่ 8 สาขาอนุรักษ์การแสดงศิลปะพื้นบ้าน ได้แก่…”

ในฮอล์ที่กระหึ่มไปด้วยเสียงเฮฮา จู่ ๆ ก็เงียบดุจดั่งป่าช้า เสมือนรอคอยแสงอาทิตย์สาดส่องให้พื้นที่นี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จนกระทั่งทราบว่า รางวัลนี้ตกเป็นของ คลังพลอย ไวยพัฒน์ จากหมอลำเสียงวิหค พ่อยกแม่ยกหมอลำชาวที่ราบสูงหลาย ๆ ท่านคงต้องทำหน้าฉงนสงสัย ว่าเด็กสาวที่ได้รับรางวัลนี้คือใครกันหนอ

แต่พอได้ทราบว่านั่นคือชื่อเสียงเรียงนามที่แท้จริงของ ยูกิ เพ็ญผกา จากใบหน้าที่ฉงนสงสัยก็แปรเปลี่ยนเป็นร้องอ๋อกันทันใด

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ก่อนเริ่มพูดคุยกัน ภาพของสาวชาวอำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ นางเอกหมอลำในวัยเพียง 15 ปี ได้ปรากฏขึ้นมายังจอคอมพิวเตอร์ ภาพลักษณ์ของสาวน้อยแลดูอ่อนน้อม เหนียมอาย ไร้เดียงสา ช่างแตกต่างจากตอนเธอสวมหัวโขนเป็นนางเอกหมอลำที่พกความมั่นใจและพลังเกินร้อยอย่างสิ้นเชิง

ตอนนี้เรากำลังพูดคุยกับ ‘ยูกิ คลังพลอย’ ไม่ใช่ ‘ยูกิ เพ็ญผกา’ ที่เราและหลาย ๆ ท่านคุ้นเคย

ออกจะเป็นเรื่องแปลกที่นักแสดงหมอลำมีชื่อเล่นเหมือนการ์ตูนอนิเมะ ทั้งที่ปากยังเว้าภาษาอีสานแจ๋ว ๆ ยูกิย้ำว่านี่คือชื่อที่มารดาตั้งให้ เนื่องจากเลือดครึ่งหนึ่งในกายเธอสืบมาจากแดนอาทิตย์อุทัย

“ชื่อ ยูกิ เป็นชื่อตั้งแต่เกิด คุณแม่เป็นคนตั้งให้ค่ะ หนูเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น คุณแม่เป็นคนอีสาน คุณพ่อเป็นคนญี่ปุ่น” เธอตอบคำถามที่หลายคนคาใจ

“ยูกิ (雪) แปลว่า หิมะ ค่ะ” เด็กสาวกล่าวเสริมเผื่อคนที่ไม่มีความรู้ด้านภาษาข้างพ่อเธอ

13 เมษายน พ.ศ. 2550 คือวันที่เด็กหญิงคลังพลอยหรือยูกิลืมตาดูโลก เธอเติบโตมาภายใต้การเลี้ยงดูของคุณแม่และพ่อเลี้ยงแสนดี ห้อมล้อมด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขง ยูกิค้นพบว่าเสียงเพลงคือของขวัญจากฟากฟ้าที่ประทานความสุขสำราญให้กับเธอมาแต่เล็กแต่น้อย เธอจึงหลงใหลในเสียงเพลงและดนตรีนานาชนิด ทั้งเพลงสมัยใหม่และสมัยเก่า

“หนูชอบร้องเพลงมากค่ะ ร้องมาตั้งแต่ 3 ขวบได้ เพลงที่ร้องตอนนั้นก็เป็นเพลงลูกทุ่ง ยังไม่ใช่เพลงหมอลำ เพลงแรกที่ร้องคือเพลง นักร้องบ้านนอก ค่ะ” สาวลูกครึ่งเผยงานอดิเรกของตนด้วยยิ้มพิมพ์ใจ 

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“นอกจากเพลงลูกทุ่งแล้ว หนูชอบฟังพวกเพลงสตริง เพลงแร็ป เพลง K-POP ด้วย พี่ลิซ่า BLACKPINK หนูก็ชอบ ชอบมาก ๆ ค่ะ”

อย่างไรก็ดี ความชอบทั้งหมดทั้งมวลนี้ยังเป็นรองดนตรีหมอลำ

พจนานุกรมภาษาถิ่นไทยอีสานแจงรากศัพท์ของหมอลำออกเป็น 2 คำ ได้แก่ ‘หมอ’ ที่หมายถึงผู้มีความชำนาญ กับ ‘ลำ’ ที่แปลว่าการบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยทำนองอันไพเราะ ‘หมอลำ’ จึงเป็นคำประสมที่แปลเป็นภาษาไทยกลางได้ว่า ผู้ชำนาญด้านการขับทำนองเล่าเรื่อง

เพลงหมอลำเป็นประเพณีการละเล่นที่แพร่หลายไปทั้ง 2 ฝั่งโขง จะประเทศลาวหรือภาคอีสานของไทย งานวัดงานบุญของ 2 แผ่นดินนี้ไม่เคยขาดเสียงแคนและคำร้องที่มีต้นแบบมาจากเพลงลูกทุ่ง ความแพร่หลายของหมอลำนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดเป็นหมอลำสารพัดชนิด

“หมอลำจะมีหลายประเภทค่ะ เช่น หมอลำซิ่ง หมอลำกลอน หมอลำหมู่ ฯลฯ แตกต่างกันออกไปในบางสาขาอาชีพ แต่ที่หนูลำอยู่ทุกมื้อนี้เป็นหมอลำหมู่ ลำเรื่องต่อกลอนทำนองขอนแก่นค่ะ”

นี่คือหมอลำชนิดที่กำเนิดใหม่เมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นรูปแบบหมอลำที่เติบโตมาจากการผสมผสานระหว่างหมอลำพื้นกับลิเกของภาคกลาง เห็นได้จากชุดผู้แสดงที่รับมาจากลิเกเต็ม ๆ กับการร้องแบบหมอลำพื้น ร้องรำกันเป็นหมู่คณะ แต่ละคนสวมบทบาทเป็นตัวละครแนวจักร ๆ วงศ์ ๆ เช่น พระราชา เจ้าหญิง ฤๅษี เทวดา ผีสาง เรื่องที่ใช้ลำโดยมากอ้างอิงจากนิทานชาดกท้องถิ่นของภาคอีสาน ใจความของเรื่องที่ใช้แสดงคือการมุ่งสอนให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ

แต่หมอลำหมู่ในยุคนี้ได้ปรับปรุงรูปแบบการแสดงให้ถูกจริตคนยุคใหม่ การแสดงของยูกิจึงมีมากกว่าหมอลำตามแบบฉบับดั้งเดิมที่ทุกคนคุ้นเคย

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“จะมีช่วงคอนเสิร์ต ก็ร้องเพลงตลาดทั่วไป เพลงอินดี้ เพลงหมอลำ ร้องสลับกันไป พอตกดึกก็ลำเรื่องต่อกลอน เป็นคล้าย ๆ ลิเก แต่ว่าเป็นภาษาอีสาน คนละทำนองกัน แล้วก็มีแสดงละครเข้าถึงบทบาทกันบ้าง” เธอเริ่มใช้ภาษาบ้านเกิดเมื่อบรรยากาศการพูดคุยอบอวลไปด้วยความสนุกสนาน

เมื่อพิจารณาอายุของยูกิ อาจคิดว่าเส้นทางหมอลำของเธอเพิ่งเริ่มต้นขึ้น แต่ถ้าย้อนกลับไปจริง ๆ แล้ว บนถนนเส้นนี้ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เธอยังเป็นวัยรุ่นฟันน้ำนม เรียนอยู่ชั้น ป.2 โน่นแล้ว

“ตอนเด็ก ๆ คุณพ่อคุณแม่พาเบิ่งหมอลำ ส่วนใหญ่ดูหมอลำซิ่ง ตอนนั้นหนูดูในคลิปอยู่เลยค่ะ ยังไม่ได้ไปดูหน้างาน พอโตขึ้นก็มีโอกาสได้ไปหน้างาน เห็นพี่เขาแต่งตัวสวย มีคนดูเยอะ อยากแต่งตัว อยากเป็นแบบพี่เขาบ้าง” แววตาเป็นประกายถูกส่งทอดจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ทำให้เหมือนย้อนเห็นภาพเด็กหญิงอายุไม่เกิน 10 ปีที่มีแววตาเต็มไปด้วยความฝัน

“หนูมีไอดอลคือ พี่แอน อรดี แล้วก็ พี่ใหม่ พัชรี ค่ะ หนูชอบดูพวกพี่เขามาก ดูคลิปตลอด ดูทั้งวันเลยค่ะ” ยูกิบอกด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“หลังจากตอนนั้นก็ได้ไปบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าอยากเป็นหมอลำ เลยหาประสบการณ์ด้วยการประกวดร้องเพลงไปเรื่อย ๆ ก่อน จุดเปลี่ยนอยู่ที่เขาพาหนูขึ้นรถแห่ ไปร้องเพลงอยู่บนรถแห่ตอนอายุ 10 ปี ตอนนั้นไปที่อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ พ่อกับแม่ค่อยมาตัดสินใจว่าจะพาขึ้นวงหมอลำจริง ๆ เลยมาเป็นหมอลำหมู่ค่ะ” เธอจูงมือพาเราหวนคืนยังอดีตที่เป็นจุดเริ่มต้นในการเดินตามความฝันของเธอ

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

เรียกว่าหมอลำเสียงวิหคกับยูกิเติบโตมาด้วยกันคงจะได้ เพราะวันที่คุณพ่อและคุณแม่ของเธอพาไปสมัคร หมอลำเสียงวิหคก็เพิ่งเปิดใหม่ได้ปีแรก

“ตอนคุณพ่อคุณแม่พาไปสมัคร ตอนนั้นคณะเขาเพิ่งเปิดใหม่ปีแรก หนูอายุ 11 จะเข้า 12 ขวบ ตอนนั้นเราแสดงเป็นตัวลูก ยังไม่ได้เป็นนางเอก”

หมอลำรุ่นเยาว์เล่าความรู้สึกวันแรกบนเวทีซึ่งเธอยังจำได้ไม่มีเลือน

“ตอนนั้นไปแสดงที่วัดสีชมพู กรุงเทพฯ ความรู้สึกของการเป็นคนดูกับคนที่ได้ขึ้นแสดงมันต่างกันมาก ๆ เลยนะคะ ตอนดูหน้าเวทีเหมือนเราไปนั่งดูผลงานเขาเฉย ๆ แต่ตอนนี้เราเป็นผู้สร้างผลงานให้ผู้ชมหน้าเวทีดู ตอนแรกก็กดดัน แต่ตอนนี้เริ่มชินแล้วค่ะ”

เพราะคณะหมอลำเสียงวิหค ยูกิ เพ็ญผกา จึงมีตัวตนขึ้นมาท่ามกลางเสียงแคน

“ชื่อ ยูกิ เพ็ญผกา หัวหน้าวงเป็นคนตั้งให้ค่ะ เป็นชื่อที่ใช้ในวงการ หนูว่ามันเพราะดี”

จากสเต็ปการเติบโตของกันและกัน คณะกับนักแสดง ยูกิเข้ามารับบทบาทในฐานะนักแสดงสมทบ ฝึกร้องเพลง ฝึกการแสดง และศึกษาสิ่งที่เกี่ยวกับหมอลำในทุก ๆ วัน

“ท่าทางไม่ยาก เรื่องร้องยากกว่าค่ะ ร้องหมอลำยากกว่าร้องเพลงลูกทุ่งด้วย เพราะเพลงหมอลำจะมีเกริ่น หัวเพลงจะเป็นการเกริ่น แล้วก็จะเป็นทำนองรำซึ่งจะแตกต่างกันออกไป แล้วช่วงถัดมาจะเป็นเพลงธรรมดาเลยค่ะ เป็นทำนองที่แล้วแต่อาจารย์นักแต่งเพลงจะแต่งไป จะมีช่วงรำสลับกันกับท่อนร้อง ส่วนท่อนลงก็จะมีลูกเอื้อนนิดหน่อย ผสมกันไปจนจบเพลง

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“หนูก็ฝึกร้องเพลงอยู่เรื่อย ๆ ร้องเพลงทุกวัน ฝึกการแสดง ดูอะไรหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวกับหมอลำ เวลาซ้อมต้องมาซ้อมเองที่บ้าน ให้คุณพ่อ (พ่อเลี้ยง) ซ้อมให้ เพราะคุณพ่อร้องได้ค่ะ”

ครั้นแล้ววันหนึ่ง โอกาสพลิกชีวิตก็ล่องลอยมาหาเมื่อเธอมีอายุได้ 13 ปี

“หัวหน้าคณะเขามาบอกคุณแม่ค่ะว่าจะให้น้องมาเป็นนางเอก แต่น้องต้องลดหุ่น เพราะตอนนั้นหนูอ้วนอวบ ตัวกลมเลย” กว่ายูกิจะก้าวขึ้นมาเป็นนางเอก ไม่ได้มาด้วยโชคช่วย แต่เป็นความพยายาม มุ่งมั่น พัฒนาทั้งการร้องและภาพลักษณ์ 

“หนูใช้เวลา 2 เดือน ลดน้ำหนักไปเกือบ 10 กิโลกรัม ออกกำลังกาย งดอาหารเย็น บวกกับลดปริมาณอาหาร จากที่เคยกินของหวาน น้ำหวาน ช่วงนั้นหนูก็งดไปเลยค่ะ”

ในวัย 13 ปี เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่น่าจะยังดิ้นรนกับชีวิตใหม่ในชั้นมัธยมศึกษา แต่เด็กหญิงยูกิกลับต้องเผชิญความกดดันเพิ่มจากภาระการเรียน นั่นคือการเดินสายออกแสดงไปทั่วภูธร

“หมอลำจะมีงานแสดงตามงานวัดหรืองานอื่น ๆ ที่เจ้าภาพจ้างไป เช่น งานทำบุญบ้านใหม่ ไปภาคอื่นด้วย อย่างเวลาลงกรุงเทพฯ ก็จะมีผู้จัดเขาจ้างไปลง 3 – 4 วัน งานจะไม่ไกลกันมาก แต่กรุงเทพฯ เล่นได้ถึงเที่ยงคืน ปกติเล่นถึงสว่าง”

ในช่วงแรกที่เพชรเม็ดใหม่ในวงการเริ่มเฉิดฉาย ชื่อต้นของเธอเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจากพ่อแก่แม่เฒ่าไม่น้อย หลายคนลุกลี้ลุกลนที่จะได้รู้จักนางเอกอายุ 13 ที่มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น

“การที่เป็นลูกครึ่งและอายุน้อย หนูว่าน่าจะมีส่วนให้มีชื่อเสียงนะคะ คนที่เขามาดูพอรู้ว่าชื่อยูกิ ก็สงสัยและตื่นเต้นด้วยค่ะ บางคนก็มีเข้ามาถาม เราก็อธิบายให้เขาฟังไปว่าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น เลยชื่อยูกิ”

จากตัวสมทบ สู่ตัวหลักของการแสดงหมอลำ ความกดดัน ความตื่นเต้น เสียงติชม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพบเจอ

“วันแรกที่ได้ขึ้นเป็นนางเอก ตอนนั้นหนูไปเล่นอำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี เปิดวงปีที่ 2 ค่ะ ตอนนั้นรู้สึกกดดันมาก ๆ อยู่ในห้องแต่กับเสียงเพลงอย่างเดียวเลยค่ะ ซ้อมทั้งวัน กดดัน กลัวมันออกมาไม่ดีเลยซ้อม ๆ ตลอดเลยค่ะ” เธอยังจดจำเรื่องราวทุกรายละเอียดของวันนั้นได้เป็นอย่างดี

“พอแสดงเสร็จก็โล่งเลยค่ะ โล่งมาก ๆ ความรู้สึกตอนนั้นคือตื่นเต้นแล้วก็ดีใจ เหมือนมันตื้นตันใจอยู่ตลอดเวลาที่มีคนหน้าเวที แล้วก็ดีใจที่ตัวเองได้ขึ้นเป็นนางเอก คืนนั้นก็คือสั่นทั้งคืนเลยค่ะ”

เป็นธรรมดาของมือใหม่ที่ต้องประสบผลตอบรับทั้งแง่บวกแง่ลบ ยูกิได้เก็บคำวิจารณ์เหล่านั้นมาใช้ในการผลักดันตนเองให้มีพลังสู้ต่อ ชั่วเวลาไม่นานก็มีแม่ยกทยอยมาติดพันเธอ

“ก็มีทั้งคนชมแล้วก็คนตินะคะ ปน ๆ กันไป” ยูกิ เพ็ญผกา กล่าวยิ้ม ๆ “หนูก็จำทุกคำพูดของทุกคนที่มาหา เพราะหนูดีใจและปลื้มใจทุกครั้งที่มีคนมาให้กำลังใจ ประทับใจทุกคน ทุกคำพูดเลย”

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ภายในเวลาไม่กี่ปีที่ได้เลื่อนขั้นเป็นนางเอกประจำคณะ หมอลำสาวลูกครึ่งรายนี้ได้ตระเวนไปทั่วภาคอีสาน งานที่จังหวัดไหนเป็นอย่างไร เธอสาธยายได้เป็นฉาก ๆ

“ที่แสดงในอีสาน จะไปแถวอุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม อุบลราชธานีเป็นส่วนมากค่ะ อีสานใต้ก็ไปบ่อยเหมือนกัน แต่ละงานก็จะเหมือน ๆ กัน จังหวัดที่คนดูเยอะก็มีที่นครพนม บึงกาฬ แล้วก็หลายจังหวัด น่าจะเยอะหลายที่เลยค่ะ แต่หนูก็จำได้ไม่หมด

“เดินทางบ่อย ๆ ก็เหนื่อยอยู่ค่ะ อย่างเวลามีงานติดต่อกันหลายงาน ก็มีเพลียบ้างนิดหนึ่ง”

เสียงไก่ขันมักใช้เป็นสัญญาณของการแจ้งว่าเช้าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่เหล่าหมอลำใช้เสียงนี้เป็นสัญญาณของการจบการแสดงของพวกเขา

“วันที่มีแสดง หลังจากเล่นจนสว่างของงานที่แล้วมา หนูจะขึ้นรถมาล้างหน้า เสร็จแล้วหนูก็กินข้าวและนอนบนรถค่ะ พอถึงหน้างานก็ลงไปอาบน้ำ แต่งหน้าเตรียมขึ้นแสดงค่ะ แสดงทั้งคืนเลยถึงสว่างอีกเหมือนเดิมค่ะ แล้วก็นอนบนรถอีกเหมือนเดิม” ชีวิตที่วนลูปของเธอถูกบรรยายเหมือนวงกลมที่ไม่มีวันจบสิ้น แต่เปี่ยมไปด้วยพลังไฟที่เธอสนุกไปกับมัน

ภาพสวยงามบนเวทีหมอลำเบื้องหลังต้องแลกมาด้วยความยากลำบาก เสื้อผ้าสวยงามที่สวมใส่ต้องคอยปกป้องไม่ให้เลอะโคลนดินที่ชื้นแฉะจากฝนที่โหมกระหน่ำ เวทีที่ตกแต่งสวยงาม ด้านหลังต้องเนรมิตให้กลายเป็นเหมือนบ้านเพื่ออยู่อาศัยตลอดคืน

“ชีวิตหมอลำ นอนกลางดิน กินกลางทราย ถ่ายกลางทุ่งนาค่ะ ไปหน้างานบางวันมีแต่ป่า ห้องน้ำไม่มีเลย ลำบากในการเดินทาง ในการใช้ชีวิตอยู่หลังเวที มีบ้างที่มีฝนตก ขึ้นเวทีก็ต้องตากฝนเล่น แต่ถ้าฝนตกหนักก็ต้องหยุด เพราะไม่งั้นฉากเวทีมันอาจจะล้มทับคน อันตรายมากค่ะ” เธอถ่ายทอดชีวิตของหมอลำอีกด้านหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ “เวลานอนก็มีเต็นท์ที่กาง เป็นเต็นท์ส่วนตัว เต็นท์ใครเต็นท์มัน เอาผ้าสีฟ้า ๆ มาอ้อมเต็นท์ ปูเสื่อนอนกันในนั้น เหมือนเป็นบ้าน”

กาลเวลาผันเปลี่ยน ความคิด และความรู้สึกของผู้คนย่อมแปรเปลี่ยนตาม สิ่งที่เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของไทยกลับถูกคนไทยด้วยกันด้อยค่า มองเป็นของราคาถูก

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

“น่าจะมีช่วงหนึ่งที่มีดราม่าบ่อย ๆ ก็จะกดดันตัวเอง ชอบไปอ่านคอมเมนต์ที่เขาเมนต์มา เมนต์ดราม่า เมนต์ด่า แต่ช่วงหลัง ๆ ก็โฟกัสไปที่คนให้กำลังใจ พ่อกับแม่ก็จะคอยบอกว่าอย่าคิดมาก”

แม้จะมีอาชีพการงานที่หาเลี้ยงครอบครัวได้เป็นมั่นเหมาะ แต่ยูกิก็ยังไม่ทอดทิ้งการเรียนเฉกเช่นเยาวชนทุกคน เธอยังคงศึกษาด้านคอมพิวเตอร์ธุรกิจในวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่จังหวัดบ้านเกิด

ถึงอย่างไร ความฝันของเธอก็ยังคงมีหมอลำเป็นที่หนึ่งในใจเสมอ

“อยากมีชื่อเสียงโด่งดังค่ะ อนาคตที่วางไว้ก็น่าจะเกี่ยวกับครู อยากสอนหมอลำ”

อนาคตนั้นทำท่าจะเฉียดใกล้ความจริงเข้าไปทุกที ด้วยความเป็นคนกล้าฝัน กล้าลงมือทำ ตั้งใจจริง และไม่ละเลยความอ่อนน้อมถ่อมตน ผู้ใหญ่ในแวดวงหมอลำเพลงลูกทุ่งหลายคนจึงพากันเอ็นดูยูกิ และหยิบยื่นโอกาสแสดงฝีมือให้เธอเนือง ๆ หนึ่งในนั้นคือเจ้าของสมญา ‘ราชินีลูกทุ่งหมอลำ’ จินตหรา พูนลาภ ที่ยูกิออกปากเรียก ‘แม่จิน’ ได้โดยสนิทใจ

เธอเชื่อว่าต่อไปภายภาคหน้า ศิลปะการแสดงที่เธอรักอาจเป็นที่สนอกสนใจมากขึ้น จากการที่สื่อสังคมออนไลน์อย่าง TikTok นิยมเอาคลิปหมอลำไปเผยแพร่กัน

“หนูบังคับความคิดของใครไม่ได้ บางคนไม่ชอบหมอลำ ก็ไม่ได้บังคับให้มาชอบหมอลำ หนูเองแค่อยากอนุรักษ์ อยากสืบสานศิลปะของคนอีสานไว้ ถ้าไม่มีใครสืบสาน มันก็จะหายไป แล้วหนูเองก็ชอบของหนู ใครไม่ชอบก็ไม่เป็นไร” ความคิดที่ดูโตเกินวัยและแรงปราถนาอันแรงกล้าเปล่งออกมาจากสาวลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นจากเมืองชัยภูมิคนนี้

“อยากฝากสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักพวกเรานะคะ หมอลำเสียงวิหคถือว่าเป็นหมอลำน้องใหม่ของวงการหมอลำ เพิ่งตั้งมาได้ 3 ปี อาจจะผิดพลาดบ้าง อยากให้ทุกคนได้ลองมาดู ลองเปิดใจ และมาสนุกร่วมกัน การแสดงรับรองว่าน่าจะม่วน ติดตามคิวงานได้ที่เพจหมอลำเสียงวิหค มีอัปเดตทุก ๆ เดือน ใครไปดูหน้างานไม่ได้ก็มีไลฟ์ออนไลน์อยู่ตลอดค่ะ” นางเอกหมอลำหน้าละอ่อนเชิญชวนทิ้งท้าย

ความพยายามตลอดเส้นทางหมอลำของยูกิ จากจุดเริ่มต้นมันช่างยาวไกล ในระหว่างการเดินทางอาจเจอลูกรัง ดินทรุด การจราจรติดขัดบ้าง แต่ทุกอย่างเป็นเหมือนบทเรียนที่ทำให้เธอกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งมากขึ้น และถนนที่มีชื่อว่าหมอลำเส้นนี้คงมีความยาวอีกไกลแสนไกล ให้เธอได้โลดแล่นไปอีกนานแสนนาน

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

Writers

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Avatar

ธนกร จตุรงค์ชัยสถิต

นัก(เรียน)วิทยาศาสตร์ ที่อยากเป็น นักวิจัยการเล่าเรื่อง แต่ตอนนี้เป็นเป็ดที่อยากบินให้สูงเหมือนนก อยากตัวใหญ่ให้เหมือนห่าน

Photographer

Avatar

ทศพล คามะดา

เรียนจบมหาลัย ปี 2555 ทำอาชีพช่างภาพ มาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน เป็นคนอารมณ์ดี ชอบเลี้ยงแมวไว้ 2 ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load