คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน เป็นธิดาในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี

เรียนจบปริญญาตรีสาขาเอเชียศึกษา จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เคยฝึกงานกับนักออกแบบชาวญี่ปุ่น Yohji Yamamoto และทำงานกับ Hermès ที่นิวยอร์ก

หลังจากใช้ชีวิตที่อเมริกานานถึง 30 ปี คุณใหม่ก็กลับมาทำงานด้านประวัติศาสตร์ที่ประเทศไทย ด้วยการรับราชการตำแหน่งนักอักษรศาสตร์ปฏิบัติการ กลุ่มประวัติศาสตร์ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ช่วยราชการที่สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร

คุณใหม่สนใจเรื่องประวัติศาสตร์ แต่ไม่ได้สนใจแค่การอนุรักษ์อาคาร เธออยากให้คนมีความรู้ความเข้าใจในสถานที่นั้นๆ ด้วย เพราะถ้าคนไม่เห็นความสำคัญก็ยากจะช่วยกันดูแล

คุณใหม่เลยพยายามขับเคลื่อนงานด้านการเก็บข้อมูล (Documentation) และการตีความเพื่อเผยแพร่ (Interpretation)

ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

นิทรรศการ วังน่านิมิต ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ซึ่งคุณใหม่เป็นผู้อำนวยการโครงการ คือการรวบรวมข้อมูลเรื่องวังหน้ามาเผยแพร่ให้คนทั่วไปได้เข้าใจถึงความสำคัญ

นอกจากนี้ คุณใหม่ยังชวน The Cloud จัดกิจกรรม Walk with The Cloud 08 : The Hidden Palace คุณใหม่จะพาผู้สนใจไปเดินทำความรู้จักวังหน้าด้วยกันแบบสุดพิเศษ!

และนี่คือบทสนทนากับคุณใหม่ ว่าด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับงานด้านประวัติศาสตร์ วังหน้า การใช้เวลาว่างเดินไปคุยกับคนตามชุมชน การเอาชนะความกลัว ชีวิตที่ต้องเปลี่ยนแปลงตลอด การใช้จักรยานในนิวยอร์ก การแบกเป้ปีนเขาไปเที่ยวโบสถ์โบราณที่เอธิโอเปีย การปีนเขาคนเดียวในโอมาน การถ่ายรูปด้วยเลนส์เก่า และกิจกรรมพิเศษที่กำลังจะทำร่วมกับ The Cloud

ที่ผ่านมาคุณใหม่ไม่ค่อยให้สัมภาษณ์ออกสื่อสักเท่าไหร่

เราเป็นคนขี้อาย ไม่ค่อยกล้าให้สัมภาษณ์ มีคนขอสัมภาษณ์บ้างเหมือนกัน มีคนอยากเห็นว่าแต่ละวันเราทำงานอะไรบ้าง บางทีเราก็อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน เลยไม่อยากให้สัมภาษณ์ กลัวคนเบื่อ (หัวเราะ)

สิ่งที่คนส่วนใหญ่อยากรู้เกี่ยวกับคุณใหม่คืออะไร

บางทีคนเห็นเราไกลๆ เห็นเราเวลาไปงาน เห็นเราจากภาพถ่ายหรือสื่อต่างๆ ก็ดูไม่ค่อยออกว่าตัวตนของเราเป็นอย่างไร คิดว่าเขาคงอยากรู้จักตัวตนของเรามากขึ้น

ตอนอยู่ที่อเมริกาคุณใหม่เป็นวัยรุ่นแบบไหน

ช่วงมัธยมจะขี้อาย ตอนนี้ก็ขี้อาย แต่ตอนนั้นยิ่งกว่านี้อีก เป็นเด็กที่ไม่ค่อยมั่นใจ เรียนก็ไม่เก่งมาก ถ้ารู้จักกันเราจะเป็นคนตลก ตอนเรียนวิชาการแสดงถูกจับให้เล่นเป็นตัวตลกทุกครั้ง เป็นคนสบายๆ ง่ายๆ ไม่ค่อยออกไปเที่ยวกับเพื่อน ชอบอยู่กับบ้าน ใช้ชีวิตง่ายมาก บ้านอยู่ใกล้ทะเล ชอบไปเล่นน้ำกับเพื่อน กลับเมืองไทยปีละครั้งสองครั้ง นิสัยเหมือนเด็กฝรั่งมากกว่า

เหตุการณ์สึนามิส่งผลกับชีวิตวัยรุ่นของคุณใหม่ยังไงบ้าง

เราอาจจะพูดถึงเหตุการณ์ช่วงนั้นลำบาก ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ลำบาก ซึ่งมันก็ลำบากสำหรับทุกคน ตอนแรกเราก็ตกใจ แต่มันทำให้เราเริ่มคิดว่าพรุ่งนี้เราอาจจะไม่ได้อยู่ต่อก็ได้ ถ้ามัวแต่นั่งกลัวทั้งวันเราจะเสียโอกาสหลายๆ อย่าง ทำให้เราเริ่มกล้ามากขึ้น เราเคยกลัวอะไรก็จะทำเลย เคยไปกระโดดร่มจากเครื่องบินด้วย หลังจากสึนามิเราเริ่มเป็นแบบนั้น เลยตัดสินใจย้ายไปอยู่นิวยอร์ก

การย้ายไปเรียนที่นิวยอร์กสำคัญยังไง

เราอยู่ที่แคลิฟอร์เนียมา 19 ปี อยากเรียนที่ NYU (New York University) มานานแล้ว แต่เรากลัว เคยมีคนบอกว่าอย่าเรียนที่นี่เลย เราเลยเลิกคิด พอเราไม่อยากเป็นคนขี้กลัวแล้ว อยากเป็นผู้ใหญ่แล้ว เราคิดว่าถ้าจะเปลี่ยนแปลงอะไรก็ต้องเปลี่ยนเลย เราตัดสินใจย้ายไปอยู่นิวยอร์กคนเดียวโดยที่ไม่รู้จักใครในเมืองนั้นเลย เราเร่ิมห่างจากครอบครัวเป็นครั้งแรก ถ้าอยู่ใกล้ครอบครัวเราอาจจะไม่ค่อยกล้าแสดงออก พอมาอยู่นิวยอร์กเราก็กล้ามากขึ้น เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น พยายามตั้งใจเรียนให้ได้คะแนนสูงๆ ได้พบคนที่นิสัยคล้ายๆ กัน สนใจศิลปะ ประวัติศาสตร์ ชอบผจญภัยเหมือนกัน เป็นเมืองที่ทำให้เราได้พัฒนาตัวเองขึ้นมาก

ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

เป็นผู้หญิงตัวคนเดียวในเมืองใหญ่ กลัวไหม

ไม่กลัว มันเป็นเมืองที่ปลอดภัยนะ แต่ต้องเข้าใจว่าไม่ใช่ว่าทุกคนในเมืองใหญ่จะเป็นคนดี เราเคยถูกคนเดินตาม ก็ต้องระวังตัวตลอด ต้องไม่ทำตัวอินโนเซนต์ แต่เมืองใหญ่ที่ไหนก็เป็นแบบนี้

นอกเวลาเรียนคุณใหม่ชอบทำอะไร

เที่ยวพิพิธภัณฑ์ ช่วงนั้นเป็น Introvert ชอบอยู่คนเดียว ไปไหนก็ไปคนเดียว บางทีก็ไปพิพิธภัณฑ์ทั้งวัน เราเดินได้ทั้งวัน ไม่ก็นั่งอ่านหนังสือ

ชอบเล่นกีฬาด้วย

เราถนัดกีฬาทางน้ำ ตอนเด็กๆ เคยเล่นกระดานโต้คลื่น ว่ายน้ำในทะเล ชอบกีฬาทุกอย่างที่อยู่ในน้ำ ตอนอยู่นิวยอร์กปั่นจักรยานบ่อยมาก ถ้าไม่จำเป็นต้องนั่งรถไฟใต้ดิน เราจะปั่นจักรยานไปตลอด เพราะได้ช่วยดูแลโลก แล้วก็ได้ออกกำลังกายด้วย เราใช้ Citi Bike (จักรยานสาธารณะของนิวยอร์ก) บางทีก็ปั่นข้ามสะพาน มันเป็นจักรยานที่ใหญ่และหนัก ดูไม่ค่อยน่ารักเท่าไหร่ ปั่นไปไหนคนก็ล้อตลอด เรามีจักรยานเสือหมอบของตัวเองคันหนึ่ง เอาไว้ปั่นไกลๆ นอกเมือง เป็นจักรยานที่เก็บไว้กับตัวตลอด ถ้าใช้ในเมืองก็กลัวว่าจอดทิ้งไว้จะหาย แล้วเราก็วิ่งฮาล์ฟมาราธอน ตอนนี้ไม่ค่อยได้วิ่งแล้วเพราะข้อเท้าไม่ค่อยดี เมื่อก่อนยังไปปั่นจักรยานที่สุวรรณภูมิบ้าง แต่ตอนนี้ไม่ได้ไปแล้ว ว่ายน้ำอย่างเดียว

เริ่มสนใจประวัติศาสตร์ตอนไหน

ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเราเรียนด้านเอเชียศึกษา เพราะเราอยากทำงานร่วมกับคนเอเชีย ก็ต้องเข้าใจวัฒนธรรมของคนเอเชีย ถ้าไม่เข้าใจกันคงคุยกันไม่รู้เรื่อง เราไม่ได้เรียนเรื่องประวัติศาสตร์โดยตรง แต่เรียนทุกอย่าง ทั้งวรรณกรรมและหนังที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา เราสนใจความเป็นมาของสิ่งต่างๆ เร่ิมตรงไหน เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ส่งผลต่ออะไรบ้าง

ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

ความสนุกของประวัติศาสตร์คืออะไร

ประวัติศาสตร์มีหลายมุมมอง มีมุมที่เคยมีคนอธิบายไว้ มุมที่ถูกบันทึกอย่างเป็นทางการ และมุมของคนทั่วไปที่อยู่ในเหตุการณ์ซึ่งไม่เคยมีคนบันทึกไว้ แล้วประวัติศาตร์ก็ยังถูกบันทึกไว้ในวรรณกรรม สถาปัตยกรรม ศิลปะ หลายประเทศสอนประวัติศาสตร์ไม่เก่งเท่าไหร่ ให้ท่องจำอย่างเดียว เราต้องเข้าใจว่าประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลงได้ เมื่อโลกเปลี่ยน วิธีคิดของคนที่มีต่อโลกก็เปลี่ยน ศิลปะก็เปลี่ยน สถาปัตยกรรมก็เปลี่ยน สิ่งที่ถูกบันทึกก็เปลี่ยน เราต้องคุยกันแบบนี้

การเรียนประวัติศาสตร์เอเชียในอเมริกาต่างจากการเรียนในเอเชียไหม

คนสอนแต่ละคนก็มีมุมมองไม่เหมือนกันอยู่แล้ว เวลาที่เราฟังประวัติศาสตร์หลายๆ มุมเหมือนจะไม่ใช่ก้อนเดียวกัน แต่จริงๆ แล้วมันเป็นก้อนเดียวกัน เพียงแต่เป็นคนละส่วน คนอเมริกันมีวิธีคิดแบบหนึ่ง เวลาสอนเขาก็จะบอกว่าคนเอเชียทำแบบนี้เพราะแบบนี้ แต่คนเอเชียก็มองอีกแบบ เมื่อมาอยู่ที่เอเชียเราก็จะเข้าใจภาพรวมทั้งหมด

พอเรียนจบทำไมถึงเริ่มทำงานในวงการแฟชั่น

ช่วงนั้นยังไม่อยากทำงานวิชาการ กลัวจะไม่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ เรายังเป็นเด็กอยู่ ถ้าลองไปทำงานอีกด้านหนึ่งก่อนก็ไม่เสียหาย ก็เปิดหนังสือพิมพ์หางาน แล้วสมัครฝึกงานกับนักออกแบบชาวญี่ปุ่น Yohji Yamamoto งานแฟชั่นเป็นสิ่งที่สนุกดี แต่สุดท้ายเราก็ชอบงานที่ค่อนข้างเป็นวิชาการ เป็นประวัติศาสตร์ ช่วงที่ทำงานกับ Hermès หัวหน้าของเราเคยทำงานที่ Costume Institute ซึ่งเอาเรื่องเครื่องแต่งกายของคนยุคก่อนมาเล่าให้คนเข้าใจว่าเมื่อก่อนคนแต่งตัวแบบนั้นเพราะอะไร เล่าถึงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมของคน ทำให้เราเห็นว่า ประวัติศาสตร์กับความคิดสร้างสรรค์ไปด้วยกันได้ เลยคิดว่าอยากจะกลับมาทำงานด้านประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

ทำไมถึงเลือกกลับมาทำงานด้านประวัติศาสตร์ที่ไทย

ตอนอายุ 30 เป็นช่วงที่คิดว่าถ้าจะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตก็ต้องเปลี่ยนตอนนี้ เริ่มแก่แล้ว (หัวเราะ) ที่ผ่านมา ภาษาไทยก็ไม่ค่อยได้พูด เมืองไทยก็ไม่ค่อยได้กลับ วัฒนธรรมไทยก็ไม่ได้เข้าใจลึกซึ้งเท่าไหร่ เราชอบประวัติศาสตร์ไทยมานาน แต่ไม่เคยเรียนด้านนี้แบบจริงจัง ได้เรียนตอนเด็กๆ บ้าง ได้เห็นตอนไปงานบ้าง เหตุผลหนึ่งก็คืออยากกลับมาเพื่อเข้าใจสิ่งเหล่านี้มากขึ้น เข้าใจตัวเองมากขึ้น อยู่ใกล้ชิดคนไทยมากขึ้น

การกลับมาเมืองไทยครั้งนี้ชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

นิวยอร์กเป็นเมืองที่อยู่แล้วไม่อยากไปที่อื่น เป็นเมืองที่สบาย เพื่อนก็เยอะ เราอยู่นิวยอร์กมา 12 ปี ในความคิดเรา คนเราไม่ควรอยู่ที่หนึ่งนานเกินไป เพราะชีวิตจะเริ่มนิ่ง คนเราต้องการการเปลี่ยนแปลงตลอด จะได้พัฒนาตัวเองตลอด คนอื่นถ้าคุ้นกับสถานที่คุ้นกับคนแล้วจะไม่ค่อยกล้าไปที่อื่น แต่เรากลับคิดว่าถ้าคุ้นเมื่อไหร่ควรไปได้แล้ว

อีกเรื่องคือ ถ้าเราอยากเปลี่ยนมาทำสิ่งที่เราอยากทำมาตลอด ไม่เริ่มจากจุดนี้ก็อาจจะช้าไป เพราะเราอยู่ในจุดที่อาจจะสบายเกินไปแล้ว มันก็จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ

ต้องปรับตัวเรื่องไหนมากที่สุด

เราเป็นคนพูดตรง ตอนนี้ก็ยังพูดตรงอยู่ แต่ดีขึ้นหน่อย (หัวเราะ) ต้องใช้เวลาปรับเยอะเหมือนกัน เมื่อก่อนเราคิดเหมือนคนอเมริกัน คิดอะไรก็พูด มันก็เป็นไปตามนั้น แต่อยู่เมืองไทยต้องระมัดระวังหน่อยหนึ่ง (หัวเราะ) เราต้องทำความเข้าใจคนมากขึ้น ต้องคิดถึงใจของคนอื่นมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้ก็คือ การย้ายไปอยู่ที่ใหม่ ทุกคนคิดว่าเขาไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเพื่อคนอื่นหรือเปลี่ยนเพื่อเมือง แต่เราคิดว่า เราต้องยอมปรับตัวเพื่อให้เข้ากับคนอื่น ต้องเข้าใจคนที่อยู่ในสถานที่นั้น และเข้าใจตัวเอง บางคนย้ายไปไหนก็ไม่สำเร็จเพราะเขาพยายามให้คนที่อยู่รอบตัวปรับตามเขา

ตอนกลับมาเมืองไทยเราพยายามมีเพื่อนคนไทยอย่างเดียว พยายามคุยภาษาไทยมากขึ้น แม้ว่าจะเป็นคนขี้อาย ไม่ค่อยพูดภาษาไทยเท่าไหร่ ก็ต้องบังคับให้พูด กลัวแค่ไหนก็ต้องบังคับตัวเองให้พูด

กลัวพูดผิด

เป็นคนขี้อาย ขนาดภาษาอังกฤษยังไม่ค่อยกล้าคุยเลย ถ้าไม่รู้จักกันจะไม่คุยเลย ภาษาไทยยิ่งกลัวเข้าไปใหญ่ กลัวโดนล้อ ตอนกลับมาต้องปรับตัวเยอะเหมือนกัน วันไหนต้องออกไปเจอคนเยอะๆ คืนก่อนนั้นเราจะนอนไม่ค่อยหลับ พอไปลงพื้นที่คุยกับคนเราก็กลัวเขา เขาก็กลัวเรา ต่างคนต่างกลัว (หัวเราะ) คนที่ไม่รู้จักกันคงสงสัยว่าทำไมคนนี้พูดแล้วสั่น

แก้ปัญหานี้ยังไง

พยายามออกไปคุยกับคน เข้าไปในวัดก็คุยกับรองเจ้าอาวาส พอคุยกับคนเยอะขึ้นก็ดีขึ้น แล้วก็เริ่มเข้าใจคนไทยมากขึ้น

คุยเรื่องอะไรกัน

เรื่องทั่วไป ชีวิตเป็นยังไง เราสนใจวิธีคิดของทุกคน ชอบเข้าใจหลายๆ มุม ชอบคุยเรื่องความรู้สึกที่มีต่อสถานที่ ความรู้สึกต่อประวัติศาสตร์ เราเรียนประวัติศาสตร์ไทยจากการนั่งฟัง จากการลงพื้นที่ไปคุยกับคน ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทยเพิ่มขึ้นทุกวัน อาจจะรู้ไม่ถึงระดับที่ควรจะต้องรู้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็ต้องใช้เวลา

 ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

 ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

ดีกว่าการอ่านหนังสือไหม

หนังสือก็อ่าน แต่เราเน้นคุยกับคนมากกว่า เพราะวิธีบันทึกประวัติศาสตร์เมื่อก่อนก็คือการพูด ช่วงปีแรกที่มาทำงานที่กรมฯ เขาไปทำงานที่ไหนเราก็จะขอตามไปด้วย ไปฟังอย่างเดียวเลย บางคนถามว่าทำไมไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยสนใจหรือเปล่า ไม่ใช่นะ ถ้ามัวแต่คิดว่าจะพูด เราจะไม่ฟัง ถ้าไม่ฟังก็จะไม่ได้เรียนรู้อะไร สุดสัปดาห์ถ้าไม่ได้ทำงานเราก็จะออกไปศึกษาประวัติศาสตร์ ไปเดินย่านเก่าในกรุงเทพฯ คนเดียว

ไปที่ไหน

เราเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมที่ได้รางวัล อ่านเรื่องหอไตรของวัดระฆังฯ แล้วอยากเรียนรู้เรื่องนี้ ก็ไปที่วัดเลย เดินตรงไปที่หอไตร เจอคนที่ดูแลหอไตรมา 30 ปี ก็นั่งคุยกันชั่วโมงสองชั่วโมง เขาอธิบายให้ฟังว่าจิตรกรรมฝาผนังหมายความว่าอะไร ซ่อมเมื่อไหร่ ปัญหาในการอนุรักษ์คืออะไร ประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่เข้าไปศึกษาเองได้ เราเรียนแบบนี้

ประทับใจที่ไหนเป็นพิเศษ

หลายที่ ตอนไปเมืองกาญจน์ศึกษาเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 มีโอกาสได้คุยกับคนที่คุณปู่ของเขาอยู่ในเหตุการณ์ และคนออสเตรเลียที่อยู่ในเหตุการณ์ มุมมองของเขาไม่เหมือนกันเลย เลยต้องมีการคุยกับคนหลายๆ ฝ่าย ยิ่งเป็นเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 ยิ่งมีหลายมุม

เมืองจันท์เราก็ชอบมาก ไม่ใช่แค่เพราะทุเรียนอร่อย (หัวเราะ) แต่มีชุมชนที่เข้มแข็ง โครงการบ้านหลวงราชไมตรีทำได้ดีมาก เอาตึกเก่ามาพัฒนาเป็นที่พัก ให้คนในชุมชนได้เข้ามาร่วมเป็นเจ้าของ ให้เกียรติเขา ให้งานเขา อาหารเช้าที่เสิร์ฟก็มาจากอาหารในชุมชน คนที่ทำงานในนั้นก็เป็นคนในชุมชน

เขาบันทึก (Documentation) การทำงานไว้ทุกขั้นตอน ถ้าชุมชนจะทำโครงการแบบนี้อีกก็ย้อนกลับไปดูได้ ส่วนของการตีความเพื่อสื่อความหมาย (Interpretation) ในศูนย์การเรียนรู้ก็เอาข้อมูลที่คนทั่วไปอาจจะเข้าถึงยาก มานำเสนอด้วยวิธีที่ง่าย เช่น รูปถ่าย แผนผัง หรืออาร์ตเวิร์ก ดูแล้วเข้าใจได้ทันทีว่าประวัติศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงในเมืองนี้คืออะไร คนในชุมชนก็ภูมิใจ

เห็นโครงการแบบนี้แล้วรู้สึกว่ามันเป็นไปได้ แต่ต้องมีส่วนผสมที่ดีมากๆ เป็นเมืองที่ให้โอกาสคน ซึ่งบางทีเราไม่ค่อยนึกถึงคนเท่าไหร่ นึกถึงแต่สิ่งก่อสร้าง ถ้าเราไม่สนใจคน ประวัติศาสตร์ก็จะหยุดนิ่งไปต่อไม่ได้

 ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

การทำงานอนุรักษ์อาคารเก่าต้องสนใจคนในมุมไหน

ตอนนี้คนสนใจแต่การอนุรักษ์สิ่งก่อสร้าง แต่เราดูแลตึกอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องดูแลจิตใจคนด้วย ถ้าเราอนุรักษ์โบราณสถานแห่งหนึ่ง แต่คนที่อยู่รอบพื้นที่นั้นไม่เข้าใจความสำคัญของที่นี่ ไม่เข้าใจว่าความเชื่อของคนยุคที่สร้างคืออะไร ทำไมถึงสร้างแบบนี้ เขาก็จะดูแลไม่ถูก จะไม่เข้าใจว่านี่คือสิ่งที่ต้องทำงานร่วมกันเพื่อปกป้องดูแล ถ้าตึกอยู่แต่คนไม่อยู่ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ก็ไม่ไปต่อ

เป็นวิธีคิดที่ใหม่มาก

ใช่ เราสนใจอยากเข้าไปเก็บข้อมูล แล้วเอาข้อมูลนั้นไปสื่อสารให้คนเข้าใจวัฒนธรรมของตัวเอง ให้เห็นว่าประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว ศึกษาได้ คุยกันได้ ถ้าทำให้คนเห็นความสำคัญได้ ประวัติศาสตร์ก็จะไปต่อได้

มีตัวอย่างไหนที่น่าสนใจบ้าง

ที่เกาหลีใต้ เมื่อก่อนวัฒนธรรมของเขาเคยถูกทำลายไปหลายครั้ง เขารู้สึกว่าต้องทำงานหนักเพื่อเก็บส่วนที่เหลือเอาไว้ ถ้าไม่รีบมันจะหายไป เด็กรุ่นใหม่จะไม่รู้จักศิลปวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมแล้ว ไม่รู้จักวิธีเขียน วิธีทำงานศิลปะ ตอนนี้เขาพยายามรื้อฟื้นทุกอย่างกลับมาเพื่อให้ประวัติศาสตร์ได้ดำเนินต่อเนื่องไป ของแบบนี้ถ้าหายไปแล้วจะรื้อฟื้นกลับมายากมาก บางอย่างที่รื้อฟื้นไม่ได้แล้วก็ต้องเอาวิธีการของประเทศอื่นมาใช้ เขาพยายามเน้นไปที่เรื่องของคน ให้การศึกษากับคน ทำให้คนเข้าใจ

สนใจวังหน้าในมุมไหน

เราสนใจเรื่องการเปลี่ยนแปลง สนใจสิ่งที่คนอาจจะไม่ได้มอง อาจจะเข้าไปไม่ถึง วังหน้าเป็นเรื่องของคน และเป็นสิ่งก่อสร้างหลักช่วงต้นรัตนโกสินทร์ แต่คนอาจจะไม่รู้จัก ไม่รู้ว่าเมื่อก่อนเคยใหญ่โต เคยมีความสำคัญมาก มีการเปลี่ยนแปลงตลอด สำนักของเรามีโครงการศึกษาโบราณคดี มีการขุดค้นเกี่ยวกับวังหน้าโดยตรง ส่วนหนึ่งของสนามหลวงเมื่อก่อนเป็นที่ฝึกรบของวังหน้า ขุดลงไปก็เจอปืนใหญ่ ปืนเก่า ช่วงสร้างพระเมรุก็เจอของเก่า ซึ่งเราปล่อยไว้ งานโบราณคดีไม่ได้ขุดทุกอย่าง เพราะอาจมีผลกระทบได้ เราต้องศึกษาว่าควรขุดขึ้นมาไหม ถ้าไม่จำเป็นก็ปล่อยไว้

เราอยากเอาข้อมูลทั้งหมดที่ทุกคนทำไว้แล้วมาปรับเพื่อเผยแพร่กับคนนอกกรมฯ มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยบ้าง เรายังต้องศึกษามากกว่านี้อีกเยอะ ต้องขุดค้น ต้องหาข้อมูลจากเมืองไทยและเมืองนอก เพราะบางทีรูปเก่าก็ไม่ได้อยู่แค่ในประเทศไทย ต้องใช้เวลา เราไม่อยากรอให้ได้ข้อมูลครบร้อยเปอร์เซ็นต์ค่อยเผยแพร่ ไม่อย่างนั้นคงต้องรอกันเป็นสิบปี

ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

ทำไมถึงชวน The Cloud ทำกิจกรรม Walk with The Cloud เรื่องวังหน้า

โครงการเฟสนี้มีนิทรรศการที่หอศิลป์กรุงเทพฯ เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ สิ่งที่หายไปแล้วแต่อยากให้คนนึกถึง The Cloud เคยพาคนไปเดินพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมาแล้ว แต่โครงการนี้ไม่เหมือนกัน เพราะจะเล่าเรื่องการเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ ตอนเดินอาจจะยากหน่อย เพราะจะเน้นในสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา การเดินครั้งนี้จะทำให้รู้ว่าวังหน้าใหญ่แค่ไหน สำคัญระดับไหน ทำไมถึงมีการเปลี่ยนแปลง เราจะพูดถึงช่วงต้นรัตนโกสินทร์บ้างเพื่อให้เข้าใจภาพรวม แต่จะเน้นช่วงรัชกาลที่ 4 และ 5

จะไม่เหมือนการบรรยายในห้องเรียนใช่ไหม

ไม่เหมือน เป็นการคุยกันของวิทยากรแบบไม่มีผิด ไม่มีถูก เราจะคุยกันเรื่องการเปลี่ยนแปลงโดยผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ อาจารย์พรธรรม ธรรมวิมล เป็นสถาปนิกที่เชี่ยวชาญเรื่องผังเมือง จะเล่าว่าทำไมยุคเก่าถึงตั้งวังหน้าแบบนี้ อาจารย์พีรศรี โพวาทอง เน้นเรื่องสถาปัตยกรรมโดยตรง อาจารย์สันติ เล็กสุขุม เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องจิตรกรรมฝาผนัง เราคุยกับอาจารย์สันติแล้วถูกใจมาก เพราะเป็นคนที่เข้าใจว่าประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่ไม่มีวันถูกต้อง มันเปลี่ยนแปลงตลอด มีการขุดค้นได้ข้อมูลใหม่ เราต้องเอาข้อมูลนั้นเข้าไปถึงคน ให้คนเริ่มตั้งคำถาม ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงเมื่อไหร่ เราก็คุยกันใหม่ได้เลย

งาน ‘วังน่านิมิต’ ครั้งนี้คุณใหม่ลงมือทำด้วยตัวเองเยอะมาก

มันเป็นโปรเจกต์ใหญ่ชิ้นแรกที่เราสนใจ ทุ่มเทมาก ลงมือทำเยอะ เพราะเราอยากทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเพื่อจะได้เรียนรู้และมีประสบการณ์ในทุกด้าน เราเป็นทั้ง Project Director และ Project Manager ต้องเข้าไปหาและประสานงานคนด้วยตัวเอง ต้องขอความช่วยเหลือจากคน ทริปนี้เราเป็นคนจัดเส้นทางการเดิน เป็นคนนำประเด็นพูดคุยว่าจะไปทางไหน ถ้าเป็นหัวหน้างานแล้วไม่ได้ลงไปเอง อยู่ในห้องอย่างเดียวก็คุมทุกอย่างไม่ได้ จะเป็นปัญหาพอสมควร

เวลาเจอปัญหาจัดการยังไง

เราไม่เคยทำโครงการแบบนี้มาก่อน รู้แค่เราอยากทำแบบนี้ เป้าหมายคือแบบนี้ การทำงานที่ใหญ่ขนาดนี้อาจจะมีบางส่วนที่ทำให้บางคนไม่พอใจบ้าง เราอาจจะไม่ได้ทำถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำผิดพลาดบ้าง ถ้ามัวแต่กลุ้มใจว่าทำไมถึงผิดพลาด ก็จะอยู่กับที่ไม่มีอะไรดีขึ้น เราต้องยอมรับก่อนว่าถ้าเข้าไปทำงานด้านที่เราไม่เคยทำมาก่อน ต้องกล้าทำ ถ้าทำผิดก็ต้องกล้ายอมรับ ต้องฟังคนอื่นว่าทำไมคุณถึงทำผิด คราวหน้าจะได้ไม่ทำแบบนี้อีก การยอมรับว่าทำผิดเป็นโอกาสดีที่จะได้เรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเอง

เวลาทำผิดมีคนกล้าเตือนไหม

เราอยากให้คนเตือนนะ เป็นไปไม่ได้ที่เราจะทำทุกอย่างให้ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่ก็จะมีผู้ใหญ่คอยเตือนว่าคราวหน้าคุณใหม่ลองทำแบบนี้ก็ได้นะ อาจจะดีกว่า

เวลามีปัญหาคุณใหม่ปรึกษาใคร

คุยกับทุกคนนะ เวลาเหนื่อยๆ นี่ระบายกับทุกคนเลย (หัวเราะ) คำแนะนำที่เราได้มาคือ ถ้านี่คือสถานการณ์ที่แย่ที่สุดแล้วก็ถือว่าโชคดี เพราะบางอย่างอาจจะยากกว่านี้อีกเยอะเลย ถ้าเหตุการณ์ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป อย่าบ่น (หัวเราะ)

วันที่ไปเดินสำรวจเส้นทางอากาศร้อนอบอ้าวมากและต้องเดินไกลมาก คุณใหม่ก็เดินไปพร้อมทีมงาน ร่มก็ไม่กาง ปกติคุณใหม่ใช้ชีวิตแบบนี้หรือ

ก็เป็นแบบนี้มาตลอด ตอนอยู่อเมริกาเราก็อยู่คนเดียวแบบคนธรรมดา ตอนนี้ก็ธรรมดา (หัวเราะ) ตอนกลับมาก็ตกใจเหมือนกัน ต้องปรับตัว เพราะเราไม่ชินที่มีคนตามเยอะๆ เราเป็นคนง่ายๆ ชอบความร้อนอยู่แล้ว เลยไม่ได้คิดถึงเรื่องร้อน

ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

ไม่กลัวดำ

ตัวดำอยู่แล้ว ไม่เป็นไร (หัวเราะ)

คุณใหม่ชอบเที่ยว

เที่ยวเยอะเลย (หัวเราะ)

สงกรานต์ที่ผ่านมาไปทำอะไรที่เอธิโอเปีย

มีหลายคนสงสัยเหมือนกัน (หัวเราะ) เราอยากไปที่นี่มาก เพราะได้ฟังคนเล่า เห็นรูปถ่าย และฟังพอดแคสต์เกี่ยวกับศาสนาคริสต์ในเอธิโอเปีย เอธิโอเปียเป็นประเทศที่มีภาษาของตัวเองซึ่งเก่าแก่มากๆ ทางตอนเหนือเป็นที่ตั้งของจักรวรรดิอัคซูไมท์ตั้งแต่ก่อนคริสตกาล เป็นจักรวรรดิสำคัญแห่งแรกที่นับถือศาสนาคริสต์ ที่นี่เลยมีประวัติศาสตร์สำคัญที่เกี่ยวกับศาสนาคริสต์ ศาสนาคริสต์ในแอฟริกาถือว่าพระเยซูเป็นทั้งมนุษย์และพระเจ้า แต่ศาสนาคริสต์ในเอธิโอเปียไม่เหมือนที่อื่น เพราะถือว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าอย่างเดียว เลยมีความพิเศษและเก่าแก่มาก

หาคนไปด้วยยากไหม

เราไปกัน 2 คนกับเพื่อนสนิท เขาเป็นคนอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น ครอบครัวเขาอยู่อเมริกามาร้อยปีแล้ว เป็นเพื่อนผู้หญิงที่เราเดินทางด้วยตลอด ไปเที่ยวอาร์เจนตินาด้วยกันเดือนหนึ่ง พม่า ตุรกี เปรู ทุก 3 ปีเราจะไปเที่ยวด้วยกัน เขาจะแต่งงานเดือนกรกฎาคมนี้ เราเลยบอกว่านี่เป็นทริปสละโสดของเธอ (หัวเราะ) แฟนเขาขอไปด้วย เราก็บอกว่าไม่ได้ นี่เป็นทริปของสองสาวเท่านั้น เราก็ไปเที่ยวกันแบบลุยเลย

ไปลุยที่ไหนกันบ้าง

ทางตอนเหนือมีโบสถ์เก่าที่สร้างในช่วงต้นคริสตกาล เก่ากว่าโบถส์ลาลีเบลาที่ขุดอยู่ใต้ดินที่ดังๆ อีก เราต้องเดินประมาณชั่วโมงหนึ่ง แล้วก็ปีนเขาขึ้นไปแบบใช้อุปกรณ์ปีนเขา มีเชือกผูกเอว เพราะโบสถ์อยู่บนเขา ภาพเขียนเก่าบนเพดานโบสถ์สภาพดีมาก เพราะคนไม่ค่อยเข้าไปถึง แดดก็ไม่ค่อยโดน อากาศก็แห้ง ไม่ชื้นเหมือนเมืองไทย วันนั้นเราเดินไป 28 กิโลเมตร มันมาก ปีนเขา ดูบ้านเก่า แล้วก็พักที่บ้านดินในชุมชน เหมือนที่ชาวบ้านเขาอยู่กัน ไม่มีเครื่องทำความร้อน หนาวมาก ห้องน้ำก็ต้องออกมาเข้าข้างนอก เป็นแบบขุดหลุม

ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

ชอบเที่ยวแบบนี้

ใช่ เราชอบความสบายนะ แต่ถ้าจะไปประเทศอื่นเราก็อยากเข้าใจวัฒนธรรมของเขา เราไม่อยากไปทำสิ่งที่ทำที่เมืองไทยก็ได้ เราอยากเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ช้อปปิ้งก็ทำได้นะ แต่อาจจะแค่วันสองวัน ส่วนใหญ่เราชอบออกไปเที่ยว ไปเดินเขา ชอบลุยมากกว่า

มีทริปแปลกๆ อีกไหม

ก็มีเยอะนะ เราเคยไปพม่าตอนที่เปิดประเทศใหม่ๆ ตอนนั้นไม่มีใครไปเลย ผู้หญิง 2 คนไปเที่ยวพุกามกัน เช่าจักรยานวันละ 6 เหรียญฯ (200 บาท) ปั่นไปเรื่อยๆ ไปดูเจดีย์ กินอาหารริมน้ำกัน อาร์เจนตินาก็เป็นเมืองที่สนุก ตอนนั้นไปแบบไม่แพงเท่าไหร่ ที่พักคืนละ 11 เหรียญ (380 บาท) ไปขึ้นเขากัน

เคยไปเที่ยวคนเดียวไหม

เคยไปเมืองจีนคนเดียว เราอยากไปดูแพนด้าที่เฉิงตูมาก ขี้เกียจชวนใคร บังเอิญมีเพื่อนของเพื่อนสนิทอยู่ที่นั่น เป็นคนจีน เขาอยากฝึกภาษาอังกฤษ เลยขอพาเราเที่ยว พาไปดูแพนด้า ไปดูพระพุทธรูปใหญ่ เป็นเมืองที่อาหารอร่อย สนุกดี แพนด้าก็น่ารักดี แต่มันดูขี้เกียจหน่อยหนึ่ง (หัวเราะ) โอมานเป็นอีกที่ที่ชอบ ไปคนเดียวเหมือนกัน สวยมาก มีอะไรแปลกๆ เยอะ มีภูเขาที่เป็นเหมือนแกรนด์แคนยอนของเขา ช่วงนั้นเป็นช่วงกุหลาบบาน ตอนปีนเขาจะได้กลิ่นกุหลาบทั่วไปหมด อีกที่ชื่อทะเลสาบวาดิ ถ้าจะไปถ้ำต้องปีนเขาแล้วว่ายน้ำไป คนแถวน้ันชอบมาเมืองไทย พอรู้ว่าเป็นคนไทยเขาจะดีใจมาก เป็นประเทศที่เราชอบมาก

ทำไมถึงชอบถ่ายรูปด้วยเลนส์เก่า

เราไม่ได้เป็นช่างภาพนะ แต่เราชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็กๆ หลายคนบอกว่ามุมมองของเราดี น่าจะจัดแสดงภาพถ่ายนะ เราใช้เลนส์เก่าเพราะเป็นคนประหยัด (หัวเราะ) ตอนเริ่มถ่ายรูปเราก็ซื้อกล้อง Mirrorless มา ตอนนั้นเลนส์แพงมากเลย เราเข้าไปดูในอีเบย์ว่าซื้อเลนส์อะไรได้บ้าง ก็ไปเจอคนซ่อมกล้องคนหนึ่งอายุ 70 แล้วมั้ง เขาแนะนำว่าลองใช้เลนส์แบบนี้ๆ นะ เลยเริ่มจากตรงนั้น พอเป็นเพื่อนกับเขา เขาก็สอนเราว่าต้องถ่ายแบบนี้ เราใช้เลนส์เก่าแบบโฟกัสด้วยมือ ก่อนถ่ายต้องคิดเยอะขึ้น ต้องคิดว่ามันโฟกัสหรือเปล่า ไม่ใช่ถ่ายไปเรื่อยๆ เพราะลบได้ เราชอบตรงที่ได้คิด หลังจากนั้นก็ติดเลย เคยซื้อเลนส์ที่เป็นโฟกัสอัตโนมัติมาใช้เหมือนกัน แต่ไม่นานก็ต้องย้อนกลับไปใช้เลนส์เก่า เพราะมันมีเอกลักษณ์ของมัน การเอาเลนส์เก่ามาใช้กับกล้องใหม่มันไม่ลงตัวร้อยเปอร์เซ็นต์ต้องใช้ตัวแปลง มันจะมีส่วนที่เป็นเงาๆ บ้าง เราชอบตรงนี้แหละ

เพื่อนบางคนบอกว่าเขาไม่มีเงินซื้อกล้องแพงๆ เราว่ามันไม่ได้ขึ้นกับกล้อง แต่ขึ้นกับตาของคน บางคนถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือมุมมองของเขาก็ยังสวย เหมือนเขาเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น

ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

เวลาไปเที่ยวชอบถ่ายอะไร

ตอนเด็กๆ คนล้อว่าเราไม่ชอบถ่ายคน ชอบถ่ายธรรมชาติ ถ้ามีคนยืนอยู่ในรูป เราจะบอกให้เขาออกไป (หัวเราะ) แต่ตอนนี้ชอบถ่ายรูปคน ชอบโมเมนต์ของคน บางทีเราก็ไม่ค่อยกล้าถ่าย อย่างที่นิวยอร์กคนเขาถือ แต่คนพม่าไม่ถือ ชอบให้ถ่ายรูป ก็ง่ายเลย

สายสิญจน์ที่ข้อมือสำคัญกับคุณใหม่ยังไง

หลายคนคิดว่าศาสนาพุทธคือการไปวัดแล้วขอพร สายสิญจน์แบบนี้อาจจะเอาไว้ขอให้ได้แฟนหรือขอให้สอบได้ แต่สำหรับเราศาสนาพุทธไม่ได้เป็นแบบนั้น ไม่ได้สอนว่าขอแล้วจะได้ แต่สอนให้มีสติ สายสิญจน์คือสิ่งที่ทำให้เรามีสติอยู่กับตัว เส้นหนึ่งเราได้มาจากวัดที่เชียงใหม่ อีกเส้นได้มาจากวัดอรุณฯ ตอนที่พาเพื่อนชาวต่างชาติไปคุยกับรองเจ้าอาวาสเรื่องศาสนา ประวัติศาสตร์ การอนุรักษ์ อีกเส้นซื้อมาจากวัดพูที่ลาวตอนไปเที่ยวกับเพื่อน เป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพและการเดินทาง เรามีสายสิญจน์แบบนี้เยอะเหมือนกัน

ชอบตัวละครไหนในซีรีส์ Game of Thrones ที่สุด

Arya Stark เขาเป็นผู้หญิงที่มั่นใจและกล้า ไม่กลัวอะไรเลย ซื่อสัตย์ ทำทุกอย่างเพื่อปกป้องครอบครัว เพื่อคนที่เขารัก ถ้าเขารักใครเขาจะไม่ท้ิงไป เราชอบนิสัยเขา เขาเป็นคนที่เท่

เป็นท่านหญิงที่ไม่เหมือนท่านหญิงเท่าไหร่ ดูลุยๆ อินดี้ๆ เหมือนคุณใหม่ไหม

เราก็ไม่เคยฆ่าคนนะ (หัวเราะ) เขาเป็นคนที่สนุก จริงจัง จริงใจ นิสัยอาจจะคล้ายกัน เราก็เลยชอบเขา เรื่องนี้สนุกจริงๆ ดูแล้วติดเลย

มีครั้งหนึ่งที่คุณใหม่เคยสั่งกาแฟแล้วพนักงานถามว่าชื่ออะไร รู้สึกยังไงบ้างเวลาที่คนไม่รู้จัก

ก็ไม่รู้สึกอะไร (หัวเราะ) เราชอบความเป็นส่วนตัวอยู่แล้ว คนไม่รู้จักก็ดีเหมือนกัน จะได้มีอิสระหน่อยหนึ่ง เราใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกตลอด เพิ่งกลับมา อาจจะไม่มีข่าวให้คนรู้จัก ก็ไม่ได้หวังจะให้คนรู้จักนะ ไม่รู้จักก็ไม่เป็นไร เราไม่ได้คิดอะไรเลยจริงๆ

หลังจากนั้นสักพักก็มีคนเดินมาที่โต๊ะเพื่อขอถ่ายรูป เขาบอกว่าเป็นแฟนคลับคุณใหม่ ตอนนั้นรู้สึกยังไงบ้าง

ก็ตกใจ ถ้ามีคนรู้จักเราจะตกใจกว่าคนไม่รู้จัก เพราะเราไม่ได้เป็นคนดัง ก็จะตกใจ อาย หน้าก็จะแดงขึ้น (หัวเราะ) แต่ถ่ายรูปได้นะ ไม่ได้คิดอะไร ให้คุยกันก็คุยได้ ไม่มีปัญหา

ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“วันนี้เริ่มซ้อมตอน 5 ทุ่มค่ะพี่ พอดีหนูยังชินกับเวลาอังกฤษอยู่”

คำพูดข้างต้นคือประโยคที่ มิงค์-ณัชชารัตน์ วงศ์หฤทัย หรือ มิงค์ สระบุรี กล่าวกับผมขณะพูดคุยกันอย่างผ่อนคลายในช่วงถ่ายรูปหลังจบการสัมภาษณ์

หากมองชีวิตของมิงค์ในฐานะแชมป์โลกสนุกเกอร์หญิงอาชีพ มันคงไม่แปลกที่นักกีฬาซึ่งประสบความสำเร็จขนาดนี้ จะเคยชินกับเวลาต่างประเทศมากกว่า GMT+7 ของบ้านเรา

แต่ถ้ามองชีวิตของบุคคลตรงหน้าในฐานะผู้หญิงไทยอายุ 22 ปี ที่เลือกเดินออกจากโรงเรียนหลังจบชั้นมัธยมต้น เพื่อมาเอาดีบนเส้นทางชีวิตอีกด้าน จนก้าวไปถึงตำแหน่งแชมป์โลก

มันคงเป็นความรู้สึกที่น่ามหัศจรรย์ไม่น้อยที่หญิงสาวเบื้องหน้าเราคนนี้ ก้าวไปยืนในฐานะนักกีฬาระดับโลกด้วยอายุวัยที่หลายคนพูดได้อย่างเต็มปากว่า “ตอนอายุ 22 ปี ฉันทำอะไรอยู่นะ”

แต่สำหรับ มิงค์ สระบุรี เธอคือแชมป์โลกสนุกเกอร์หญิงคนแรกของเมืองไทย… แม้ในใจลึก ๆ เธออาจยังคงมองหาความสนุกในชีวิต เช่น การเล่นเกมอะไรสักอย่างที่มอบความท้าทาย และเป้าหมายเพื่อก้าวเดินต่อไปในเส้นทางที่เลือก

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

เกมเดินขึ้นบันได คือคำนิยามของเกมที่เธอกำลังเล่น และภารกิจของเธอในแต่ละด้าน คือการคว้าความสำเร็จหรือเอาชนะคู่แข่งบนเวทีสนุกเกอร์ การแข่งขันที่คุณไม่มีวันรีเซฟหรือโหลดเกมเพื่อมาแก้ตัวใหม่ แพ้คือแพ้ จบคือจบ

นี่จึงเป็นความรู้สึกที่น่ามหัศจรรย์ เมื่อเรื่องราวที่จะได้อ่านต่อไปนี้ เป็นชีวิตจริงของผู้หญิงอายุเพียง 22 ปี

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

1

“ความจริงชีวิตหนูคลุกคลีกับกีฬาสนุกเกอร์ตั้งแต่เด็ก เพราะคุณแม่ทำงานอยู่ที่โต๊ะสนุกเกอร์ เมื่อเลิกเรียนหนูก็ต้องไปที่นั่น เพื่อรอคุณแม่เลิกงาน หนูเลยไปทำการบ้านหรือใช้ชีวิตช่วงเย็นกับช่วงวันหยุดที่นั่นเป็นส่วนใหญ่

“ตอนแรกหนูไม่ได้สนใจจะเล่นสนุกเกอร์ เพราะเรายังเป็นเด็ก แค่มองเห็นว่านี่คือสนุกเกอร์ จนช่วงเรียนอยู่ชั้น ป.4 เจ้าของโต๊ะที่แม่หนูทำงานอยู่ เขาเห็นว่าหนูเลิกเรียนแล้วก็มาที่นี่ทุกวัน บวกกับช่วงนั้นหนูตัวสูงกว่าคนอื่น เขาก็มองว่าหนูน่าจะเล่นสนุกเกอร์ได้ ก็เลยให้ พี่บิ๊ก สระบุรี (อรรถสิทธิ์ มหิทธิ) ที่เป็นอดีตแชมป์โลกมาสอนให้”

จุดเริ่มต้นของ มิงค์ สระบุรี บนเวทีสนุกเกอร์อาจแตกต่างจากเรื่องราวของหลายนักกีฬารุ่นเยาว์ที่เราเคยได้ยินมา เพราะก่อนหน้าที่เธอจะได้รับคำชักชวนโต๊ะสักหลาด น้องมิงค์เป็นเพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่รักสนุก ชอบทำกิจกรรมโรงเรียน และซุกซนไม่ต่างจากเด็กทั่วไป

แต่เมื่อเธอตัดสินใจเริ่มหยิบจับไม้คิว และใช้สมาธิเพื่อเพ่งเล็งไปยังลูกหลากสีเบื้องหน้า นี่คือช่วงเวลาที่ชีวิตของเด็กคนหนึ่งกำลังเปลี่ยนไปตลอดกาล แม้ในเวลานั้นเธอจะไม่เคยคิดถึงมันไปมากกว่าการเล่นเพื่อความสนุกเลยก็ตาม

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

“ตอนแรกก็สนุก เพราะด้วยความเป็นเด็ก มันเหมือนกับเราได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ การเล่นสนุกเกอร์ก็เลยไม่น่าเบื่อสำหรับหนู” มิงค์ ย้อนเล่าความรู้สึกแรกที่ได้เริ่มเล่นกีฬาชนิดนี้

“คือก่อนเริ่มเล่นสนุกเกอร์หนูคุยกับคุณพ่อ พ่อแนะนำว่าลองดูสักครั้งก็ไม่เป็นไร เราเล่นได้หรือไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที แต่ขอให้ลองไปก่อน อีกอย่างคุณพ่อก็มองว่า อยากให้หนูลองเล่นเพื่อเป็นนักกีฬาจริง ๆ ด้วย

“หลังจากนั้น ชีวิตหนูเปลี่ยนไปเลยค่ะ เพราะหลังเลิกเรียนแล้วกลับมาที่โต๊ะสนุกเกอร์ หนูต้องซ้อมอย่างน้อยวันละ 2 – 3 ชั่วโมง ส่วนเสาร์-อาทิตย์แทนที่เราจะได้ออกไปเล่นกับเพื่อน คุณพ่อก็จับหนูซ้อมอย่างเดียว”

แล้วมิงค์เคยรู้สึกอึดอัดบ้างไหมที่ถูกบอกให้ซ้อมหนักขนาดนั้น – ผมถามกลับ

“ความจริงหนูก็มีช่วงที่อึดอัดนะ เพราะคุณพ่อก็เป็นคนที่เล่นสนุกเกอร์พอใช้ได้ พ่อเลยจะมองรูปเกมออกเวลาหนูไปแข่งขัน เมื่อหนูแพ้หรือบางทีรู้สึกไม่ค่อยอยากจะซ้อม เพราะตัวเองยังเป็นเด็ก อยากออกไปเล่นข้างนอกกับเพื่อนบ้าง แต่คุณพ่อจะพยายามบอกให้ซ้อมตลอด

“หนูก็คิดในใจว่า ทำไมเราไม่ได้ไปเล่นกับเพื่อนนะ ทำไมเราต้องมาซ้อม”

หากเป็นเด็กคนอื่นในช่วงวัยเดียวกัน พวกเขาอาจยอมแพ้และเลือกหันหลังให้กับเส้นทางสายกีฬาของตัวเองไปแล้ว แต่สำหรับมิงค์ เธอยังคงมุ่งมั่นฝึกฝนเพื่อเป็นนักสนุกเกอร์ต่อไป แม้ใจจะรู้สึกอึดอัดกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ

ความจริงตรงนี้ทำให้ผมสงสัยว่าอะไรคือแรงผลักดันที่ทำให้เธอไม่ยอมแพ้ และก้าวเดินต่อบนเส้นทางสายนี้ถึงปัจจุบัน

“หนูว่าเป็นเรื่องของครอบครัวด้วยค่ะ” มิงค์ ตอบกลับออกมาทันควัน หลังจากผมเอ่ยปากถามสิ่งที่สงสัย

“ถามว่ามีแรงผลักดันอื่นไหม หนูคิดว่าเมื่อตัวเองออกไปแข่งขันแล้วเริ่มทำได้ มันเหมือนมีอะไรสักอย่างที่ทำให้หนูคิดว่า ตรงนี้เราสร้างรายได้ให้ตัวเองได้ อีกอย่างคือ ถึงกีฬาสนุกเกอร์จะใช้เวลาการฝึกซ้อมเยอะมาก แต่ยิ่งหนูลงแข่งแล้วทำได้ดี มันยิ่งสนุกมากขึ้น หนูก็เริ่มสนุกกับมัน”

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

2

ในวัยเด็ก มิงค์ สระบุรี จะมีนักสนุกเกอร์คนหนึ่งที่เธอชอบดูมากเป็นพิเศษ และยกให้เป็นไอดอลในดวงใจที่ตัวเองอยากเดินรอยตาม เขาคือ รอนนี่ โอซัลลิแวน แชมป์โลก 7 สมัยชาวอังกฤษ ผู้เริ่มต้นคว้าแชมป์รายการแข่งขันสนุกเกอร์เป็นครั้งแรกตั้งแต่อายุ 9 ขวบ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่านักสนุกเกอร์ทุกคนย่อมอยากมีเส้นทางที่ประสบความสำเร็จไม่ต่างจากต้นแบบของตน แต่เด็กหญิงจากประเทศไทยคนนี้มีจุดเริ่มต้นบนเวทีการแข่งขันในทิศทางตรงกันข้าม เพราะมิงค์ต้องพบเจอกับความพ่ายแพ้ในการแข่งขันรายการแรกของตน และพบว่าตัวเองยังอยู่ห่างจากความฝันที่วาดไว้อีกหลายก้าว

“ครั้งแรกก็ยอมรับเลยว่าแพ้ เพราะแข่งครั้งแรกคือตื่นเต้นมาก แทงไม่ออกเลย คือด้วยความที่หนูไม่เคยลงแข่งขันมาก่อน แถมประสบการณ์อะไรก็ไม่มี หนูเลยเล่นตามแบบที่ตัวเองซ้อมมา

“ตอนนั้นยังสนุกกับมันอยู่ เพราะหนูยังเด็ก แถมเป็นการแข่งขันครั้งแรกด้วย ความกดดันอะไรก็ยังไม่มี หนูเองเพิ่งเล่นได้ปีเดียว เหมือนคุณพ่ออยากให้หาประสบการณ์เพิ่มมากกว่า ชนะก็โอเค แพ้ถือว่าไม่เป็นไร หนูเองเลยไม่คาดหวังจะคว้าชัยชนะตั้งแต่แรก”

ผลลัพธ์ที่จบลงด้วยความพ่ายแพ้มากพอกับคำว่าชัยชนะ มิงค์รู้ตัวดีว่าเธอคงไม่ใช่นักสนุกเกอร์ที่ฝีมือพิเศษกว่าใคร เธอจึงยังคงตั้งใจเอาดีด้านการเรียนเหมือนเด็กคนอื่นทั่วไป กระทั่งเรียนจบชั้น ม.3 เธอกลับพลาดสอบไม่ติดเข้าโรงเรียนประจำจังหวัดสระบุรี

ความผิดหวังครั้งนี้เองจึงนำมาสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต แบบที่มิงค์เองไม่เคยคิดถึงเส้นทางนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

“ตอนเด็กหนูฟังคุณพ่อเยอะมากค่ะ พ่อคอยบอกเสมอว่า สนุกเกอร์มันเป็นอาชีพได้นะ คอยบอกหนูทุกวันว่ามันหารายได้ให้เราได้ คือต้องบอกว่าทางบ้านหนูไม่ใช่ครอบครัวที่มีฐานะอะไร คุณพ่อก็พูดกับหนูตรง ๆ เลยว่า ถ้าส่งเรียนก็ไม่รู้ว่าจะส่งได้ไกลถึงไหน จะส่งถึงมหาวิทยาลัยได้หรือเปล่า”

“แต่พ่อมองว่าบนเส้นทางสนุกเกอร์ ถ้าหนูไม่เลิกเล่น อย่างไรก็เล่นเป็นอาชีพได้ เหมือนคุณพ่ออยากหาอาชีพให้หนูในเวลานั้นเลย คุณพ่อจึงถามว่าอยากเรียนต่อหรือจะลองเล่นสนุกเกอร์เต็มตัว ซึ่งหนูก็โอเคนะ ไหน ๆ ก็สอบไม่ติดแล้ว ลองดูสักตั้งก็ไม่เสียหาย เพราะคุณพ่อบอกว่า ถ้าผ่านไปปีนึงยังไม่มีอะไรดีขึ้นก็ค่อยกลับไปเรียนต่อ”

ทำไมมิงค์ถึงกล้าตัดสินใจแบบนั้น ผมถามต่อ

“หนูมองว่าช่วงที่ก่อนจะไปเล่นเต็มตัว หนูเองก็มีการแข่งขันเข้ามาเรื่อย ๆ เมื่อมองจากตรงนั้นเราก็มีแพ้บ้างชนะบ้างสลับกันไป หนูเองก็มองภาพรวมหลายอย่างว่าตัวเราไปต่อได้ไหม เราควรจะลองเล่นจริงจังไหม อีกอย่างในสังคมสนุกเกอร์เราก็มีเพื่อนบ้าง หนูเลยโอเคค่ะ”

3

หลังตัดสินใจไม่เรียนต่อในระดับมัธยมปลาย มิงค์ออกเดินทางจากจังหวัดสระบุรี เพื่อย้ายไปฝึกซ้อมร่วมกับ ใบพัด ศรีราชา (ศิริภาพร นวนทะคำจัน) เพื่อนสนิทของเธอที่จังหวัดชลบุรี โดยมี หยิก สำโรง (พิสิษฐ์ จันทร์ศรี) คุณพ่อของใบพัดเป็นผู้ฝึกสอนให้ มิงค์จึงได้พัฒนาฝีมือของตัวเองในฐานะนักสนุกเกอร์อย่างเต็มที่ ผ่านการฝึกซ้อมถึงวันละ 9 – 10 ชั่วโมง

“หนูซ้อมทุกวันตั้งแต่เช้าถึงเย็น ยกเว้นมีรายการแข่งขัน แต่พอแข่งเสร็จก็คือต้องกลับมาซ้อม ตั้งแต่ 9 – 10 โมงเช้า จนถึงราว 1 ทุ่ม

“ตอนนั้นหนูมองว่าตัวเองพัฒนาขึ้นตามวัย เพราะช่วงนั้นหนูยังคอยพัฒนาสิ่งที่ตัวเองขาด คือต้องอธิบายก่อนว่า สนุกเกอร์มีวิธีการแทงหลากหลายรูปแบบ แล้วช่วงแรกหนูไม่ใช่คนที่แทงแม่นมากค่ะ เน้นเล่นป้องกันแล้วค่อย ๆ เก็บแต้มมากกว่า แต่เมื่อย้ายไปอยู่ศรีราชา หนูถึงเริ่มได้พัฒนาเรื่องเบสิกหรือเทคนิคต่าง ๆ ให้มากขึ้น”

หลังจากคุยกันได้สักพัก ทำให้ผมเริ่มมองเห็นอะไรบางอย่างที่หลายคนอาจเข้าใจผิดไปเกี่ยวกับชีวิตของเธอ เพราะเมื่อมองย้อนหลังจากปัจจุบันที่มิงค์ประสบความสำเร็จในฐานะแชมป์โลกหญิงด้วยอายุเพียง 22 ปี คนส่วนใหญ่จึงน่าจะเข้าใจว่าเธอเป็น ‘เด็กเทพ’ ที่เก่งกาจเหนือใครตั้งแต่ต้น

แต่จากคำบอกเล่าของมิงค์ที่ผ่านมา ทุกอย่างชี้ให้เห็นว่า เธอไม่ได้เก่งกว่าใครมาตั้งแต่แรก และต้องพัฒนาตัวเองเพื่อก้าวสู่ระดับต่อไปเหมือนกับนักกีฬาคนอื่น

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

“ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่” มิงค์กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ เมื่อผมถามว่าเธอคือเด็กเทพแบบที่คนทั่วไปเข้าใจหรือไม่  

“หนูไม่เคยมองว่าตัวเองเก่งที่สุดค่ะ เพราะกว่าเราจะใต่ไปแต่ละระดับ เราต้องก้าวมาจากข้างล่าง เพราะเราจะเก่งเลยมันก็ไม่ใช่ หนูแค่เป็นนักกีฬาคนหนึ่งที่เป็นรองคนอื่นที่ต้องผลักดันตัวเองขึ้นอยู่ระดับต้น ๆ ให้ได้”

ในช่วงเวลานั้น มิงค์ สระบุรี ถือเป็นหมายเลข 3 ของวงการสนุกเกอร์หญิงไทย โดยเธอยังเป็นรอง แอม นครปฐม (วรัตน์ฐนัน ศุภ์กฤศธเนส) นักกีฬารุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย ส่วนอีกคนคือ ใบพัด เพื่อนสนิทของเธอที่ผ่านการคว้าแชมป์รายการใหญ่มาแล้ว

หมายเลข 3 ในกีฬาอื่นอาจไม่ใช่อันดับที่แย่เกินไปนัก แต่สำหรับกีฬาสนุกเกอร์ นี่อาจเป็นลำดับที่น่าเจ็บปวดมากที่สุด เพราะโควต้านักกีฬาสนุกเกอร์ทีมชาติไทยในแต่ละรายการแข่งขัน จะมอบโควต้าให้แก่มือวาง 2 อันดับแรกเท่านั้น นั่นหมายความว่า หากมิงค์พัฒนาตัวเองให้แซงหน้าแอมหรือใบพัดไม่ได้ เธอจะไม่มีวันก้าวสู่เวทีระดับโลกตามความฝันของตัวเองได้เลย

“ตอนนั้นแต่ละคนก็มองต่างกันไป บางคนก็มองว่าหนูไม่ได้ห่างจากสองคนมาก ส่วนบางคนก็บอกว่าหนูต้องพัฒนาอีกเยอะถึงจะไล่ทัน ซึ่งมันเป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้หนูพยายามพัฒนาตัวเอง และสร้างผลงานเพื่อจะก้าวไปอยู่ตรงนั้น เพราะหนูไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองนำใครแล้ว รู้สึกแค่ว่าเรายังต้องพัฒนาต่อไป”

“เมื่อหนูย้ายกลับมาอยู่กับ โค้ชโหน่ง สระบุรี เขาก็แนะนำหนูตลอดว่า ตอนนี้เราอยู่อันดับ 3 นะ ถ้าอยากสร้างรายได้ให้มากกว่านี้ เราต้องติดหนึ่งในสองเท่านั้น เราต้องพยายามถีบตัวเองขึ้นไปยืนเป็นตัวหลักให้ได้ มันก็เป็นแรงผลักดันของหนูในการแข่งขันหรือการฝึกซ้อมแต่ละครั้ง บอกกับตัวเองว่า เราต้องทำให้ได้”

มิงค์เล่าให้ฟังว่าเธอมองชีวิตของตัวเองเหมือนกับเกมที่ต้องปลดล็อกแต่ละด่าน เพื่อก้าวสู่ระดับต่อไปในชีวิตนักกีฬาสนุกเกอร์ โดยบอสด่านแรกที่เธอต้องเอาชนะให้ได้ ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจาก ใบพัด ศรีราชา เพื่อนสนิทของตัวเองที่มิงค์ไม่เคยเอาชนะได้เลย

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

เหมือนฟ้าลิขิตให้ทั้งสองต้องเผชิญหน้ากันบนเวทีสำคัญ มิงค์และใบพัดโคจรมาพบกันในรอบชิงชนะเลิศศึกแชมป์เยาวชนโลกหญิง รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี เป็นครั้งที่สองในปี 2016 หลังทั้งคู่เจอกันมาแล้วในปีก่อนหน้า แต่คราวนี้ผลลัพธ์กลับจบในทิศทางที่แตกต่างออกไป เพราะกลายเป็นมิงค์ที่คว้าชัยชนะ กำจัดบอสด่านแรกที่เธอไม่เคยเอาชนะในชีวิตนักสนุกเกอร์ได้สำเร็จ

“หลังจากคว้าแชมป์ครั้งนั้น หนูรู้สึกเหมือนปลดล็อกตัวเองเลยค่ะ เพราะมันเป็นการคว้าแชมป์ครั้งแรกในต่างประเทศ และยังเป็นการชนะเพื่อนของตัวเองที่เคยแพ้มาตลอด หนูยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ถึงทุกวันนี้ คือมันดีใจมาก หลังจากจบเกมหนูเลยรีบโทรหาคุณแม่แล้วก็ร้องไห้เลย บอกกับแม่ว่าหนูทำได้แล้วนะ คุณแม่ก็ร้องไห้ หนูก็เลยร้องไห้ตาม” มิงค์หัวเราะ

“เมื่อมองย้อนกลับไป จะบอกว่าการคว้าแชมป์ครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นอีกครั้งของหนูก็ได้ เหมือนว่าพอเราได้แชมป์หรือชนะใครสักคนที่เรารอคอยมานาน มันเหมือนกับการปลดล็อกไปทีละขั้น เพราะทุกครั้งที่หนูได้แชมป์ หนูจะคิดว่าฝีมือเราพัฒนามาระดับหนึ่ง แต่ถ้าเราแพ้ คือเรายืนอยู่ที่เดิม

“เหมือนเราเล่นเกมก้าวขึ้นบันได สมมติว่าก้าวมาถึงขั้นที่ 3 แล้ว การจะก้าวไปขั้นที่ 4 มันยากมาก ๆ แต่เมื่อหนูชนะคนนี้ได้หรือคว้าแชมป์ได้ มันผลักเราให้ก้าวไปสู่ขั้นที่ 4 ได้ง่ายกว่า และเมื่อหนูก้าวสู่ขั้นต่อไป เหมือนมีสิ่งใหม่ที่หนูต้องปลดล็อกให้ได้ต่อไป”

4

มิงค์ สระบุรี เอาชนะเกมอีกหลายด่านที่ผ่านเข้ามาในชีวิตนักสนุกเกอร์ของเธอ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันแชมป์โลกเยาวชนหญิง 3 สมัย การลงแข่งขันในฐานะนักกีฬาทีมชาติไทย หรือการก้าวไปแข่งขันในรายการอาชีพที่ประเทศอังกฤษ (สนุกเกอร์นอกอังกฤษ นับเป็นรายการสมัครเล่น) ซึ่งมีผู้หญิงไทยเพียงไม่กี่คนที่ก้าวถึงจุดนี้

แต่ถึงจะประสบความสำเร็จมากมายแค่ไหน มิงค์บอกเล่าว่าเธอไม่เคยมองตัวเองเก่งเหนือกว่าใคร เพราะในมุมมองที่เห็น นักสนุกเกอร์แต่ละคนต่างมีความสามารถที่ใกล้เคียงกัน แต่สิ่งสำคัญคือ คุณจะแสดงฝีมือที่มีอยู่ในตัวออกมาได้มากแค่ไหน ภายใต้สถานการณ์ที่แสนกดดันในการแข่งขัน

“ความสำเร็จที่เข้ามาตอนนั้น มันเป็นช่วงจังหวะเวลาที่เราพัฒนาตัวเองจากเด็กที่เล่นไม่เป็น ค่อยพัฒนาต่อไปทีละขั้นจนมาถึงตรงนี้ แต่หนูไม่เคยมองว่าตัวเองเก่งที่สุดในโลก เพราะสนุกเกอร์คือกีฬาที่เป็นการแข่งขันวันเดียว เกมหนึ่งเกมไม่สามารถวัดได้หรอกว่า หนูเก่งที่สุด

“อาจจะเป็นแค่วันนั้นมันเป็นวันของเรา หรือทุกอย่างเป็นใจให้เราหมดเลย สำหรับหนูคือทุกคนมีฝีมือใกล้เคียงกันหมด แต่มันอยู่ที่ว่าตอนนั้นใครเอาศักยภาพออกมาได้มากที่สุด”

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

สนุกเกอร์เป็นกีฬาที่น่าประหลาด ผู้เข้าแข่งขันอาจไม่เสียเหงื่อสักหยดตลอดทั้งเกม แถมยังแทบจะไม่ต้องออกแรงอะไรเลยด้วยซ้ำ แต่ในทางกลับกัน สนุกเกอร์อาจเป็นกีฬาที่ใช้สมาธิและความเข้มแข็งของจิตใจมากกว่ากีฬาไหน นั่นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่นักกีฬาอายุน้อยอย่างมิงค์จะรับมือกับความกดดันหรือความตื่นเต้นที่เข้ามา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอเดินทางไปแข่งขันยังรายการอาชีพที่ประเทศอังกฤษ แม้ว่าเธอจะอายุไม่ถึง 20 ปี

“ช่วงแรกรู้สึกเลยว่าเราฝีมือห่างกับนักกีฬาต่างประเทศ ทั้งด้วยเรื่องของประสบการณ์และการจัดการสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะตอนนั้นหนูยังเป็นหน้าใหม่ เรายังไม่เคยชินกับอะไรแบบนั้น แต่พอได้แข่งสัก 2 – 3 ปี หนูเริ่มรู้แล้วว่าต้องจัดการตัวเองอย่างไรกับความรู้สึกหรือความตื่นเต้นที่เข้ามา เราควรจะทำอย่างไรเพื่อให้ผลการแข่งขันออกมาดีที่สุด

“ความจริงถ้าพูดตรง ๆ ว่า ความตื่นเต้นหายไปเลยไหม มันไม่หายไปแน่นอน เพราะมันยากที่จะบอกกับตัวเองว่า เราไม่ตื่นเต้น เราไม่กดดัน เพราะทุกครั้งที่หนูเข้ารอบชิงชนะเลิศ หนูคาดหวังแชมป์อยู่แล้ว

“แต่เมื่อตัวเองคาดหวังกับบางจังหวะมากเกินไป เช่น แทงช็อตนี้แล้วหนูจะได้แชมป์ มันคือความกดดันมาก ๆ ณ เวลานั้นจนควบคุมตัวเองไม่ได้ คือใจเราจะเต้นแรงมาก ๆ แล้วก็จะหลุดโฟกัส เพราะมัวแต่ไปคิดว่าเราจะได้แชมป์แล้ว แต่เราลืมโฟกัสลูกเดียวข้างหน้าที่ควรจะแทงมันให้ลง

“แน่นอนว่ามันก็มีช่วงเวลาที่หนูเฟลมาก ๆ คิดกับตัวเองตลอดว่า เราแพ้ได้ยังไง ทำไมเราแทงออกมาแล้วผลการแข่งขันถึงเป็นแบบนี้ ทำไมสิ่งที่เราซ้อมมาเราทำไมได้ คือตอนหนูไปแข่งรายการอาชีพผู้หญิงใหม่ ๆ หนูซ้อมหนักมาก ซึ่งในการฝึกซ้อมหนูเล่นดีมาก แต่พอเข้าไปอยู่ในการแข่งขัน หนูกลับสร้างผลการแข่งขันไม่ดีเท่าที่คาดหวังไว้ มันทำให้หนูคิดว่า สิ่งที่เราทำมันถูกอยู่หรือเปล่า”

แล้วกลับมาจากความผิดหวังตรงนั้นได้อย่างไร ผมถามต่อ

“มีช่วงหนึ่งที่หนูเข้าไปคุยกับนักจิตวิทยา และลองเริ่มนั่งสมาธิ หนูเลยลองคิดกับตัวเองเสมอว่า เราทำอะไรอยู่ พยายามอยู่กับตัวเองให้มากที่สุด ถ้าพูดโดยทั่วไปก็เหมือนอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับสิ่งตรงหน้าที่ควรจะทำ แน่นอนว่ามีบางครั้งที่เราหลุดไป แต่ก็ต้องเตือนตัวเองว่าทำอย่างไรให้กลับมาได้เร็วที่สุด

“หลังจากนั้น ทุกครั้งหนูเริ่มคิดกับตัวเองว่า ทำไมเราถึงแพ้ หนูจะพยายามบอกตัวเองว่า เกมที่เราแพ้ไปแล้ว เรากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่เราต้องทำเกมหน้าให้ดีกว่านี้ หนูแก้ไขด้วยการพยายามใหม่ เริ่มคิดใหม่ เราก็จะมามองเรื่องของเกมว่าเราพลาดอะไร อาจจะเพราะสมาธิไม่พอ หรือการตัดสินใจไม่ถูกต้อง เราอาจมีความผิดพลาดเยอะเกินไปกว่าที่ควรจะเป็น หนูก็เลือกมามองตรงนี้ พยายามแก้ไขสิ่งที่เคยเกิดขึ้น เอาอะไรที่เราผิดพลาดไปแก้ไขต่อไป

“แต่แมตช์ที่แพ้หนูไม่ได้ลืมนะคะ มันยังอยู่ข้างในตลอดเวลา จนถึงทุกวันนี้ เกมที่แพ้หนูก็ยังคงจำได้อยู่ มันเป็นบทเรียนที่ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น”

5

มิงค์ สระบุรี ไม่เคยลืมความพ่ายแพ้ที่เคยผ่านมาในชีวิต เช่นเดียวกับที่เธอยังคงจดจำทุกชัยชนะสำคัญได้ดี เมื่อผมเอ่ยปากถามถึงเรื่องราวและความรู้สึกในวันที่เธอคว้าแชมป์โลกหญิง มิงค์ไม่ลังเลที่จะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะความรู้สึกที่เธอสัมผัสว่า โชคชะตา มีบทบาทสำคัญในการเขียนประวัติศาสตร์ครั้งนี้

“ตอนนั้นหนูตามเขา 5 – 3 เฟรม คิดในใจว่าคงแพ้ไปแล้ว เพราะว่าใครถึง 6 เฟรมก่อนก็ชนะ แถมเขา (เวนดี้ แจนส์) ก็เล่นดีมาก ๆ เลยคิดไปว่าเราคงแพ้แล้ว

“โชคดีที่หนูพยายามดึงตัวเองกลับมา คือไม่ได้คาดหวังว่าเราต้องกลับมาชนะ แต่คิดแค่ว่า ลูกนี้หนูจะทำออกมาให้ดีที่สุด เกมนี้หนูจะทำออกมาให้ดีที่สุด คิดเป็นเกมต่อเกม ลูกต่อลูก ช็อตต่อช็อต แค่พยายามเก็บแต้มให้ได้เยอะที่สุดในเกมที่เหลือหลังจากนี้”

จากที่เคยตามหลัง 5 – 3 เฟรม เพียงพริบตาเดียว มิงค์ไล่ต้อนคู่แข่งขันจากประเทศเบลเยียมจนเสมอกันที่ 5 – 5 เฟรม เท่ากับว่าใครคว้าชัยชนะในเฟรมสุดท้ายได้ก็จะครองแชมป์โลกทันที

การแข่งขันดำเนินไปอย่างสูสี ต่างคนต่างมีโอกาสปิดเกมได้ และดูเหมือนจะเป็น เวนดี้ แจนส์ ที่คว้าโอกาสนั้นได้ก่อน แต่เหมือนกับที่มิงค์เล่าให้ฟังว่าโชคชะตาคงเลือกให้เธอเป็นผู้ชนะ เวนดี้กลับพลาดวางลูกดำไว้ให้มิงค์จัดการปิดงานอย่างง่ายดาย (ในกีฬาสนุกเกอร์ ลูกดำต้องแทงเป็นลูกสุดท้ายของเกม) ในสายตาของคนทั่วโลก นี่คือลูกที่ง่ายแสนง่ายแบบที่มองอย่างไรมิงค์คงไม่พลาด

แต่ในการพูดคุยกันครั้งนี้ เราถึงได้รู้ว่าตลอดอาชีพนักสนุกเกอร์ของ มิงค์ สระบุรี นี่คือจังหวะที่ยากที่สุดในชีวิตของเธอ

“ถ้าใครได้ดูเกมนั้น คงรู้ว่ามันตื่นเต้นมาก ๆ ตอนลูกสุดท้ายที่เขาแทงลูกดำมาจ่อให้หนู มันเป็นลูกที่ตื่นเต้นที่สุดเท่าที่หนูเคยจำได้ในชีวิต ทั้งที่ถ้าเป็นลูกแบบนี้ในตอนซ้อม คือหนูแทง 100 ครั้ง ต้องลง 100 ครั้ง มันง่ายมาก ใครเห็นก็บอกว่าไม่ยาก แทงยังไงก็ลง

“แต่ว่า ณ ตอนนั้น แค่หนูเดินออกไปข้างหน้า หัวใจมันเต้นจนเหมือนจะหลุดออกมาจากอก คือตอนนั้นมันยากมากจริง ๆ”

มิงค์ไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าหายใจเข้าลึก ๆ ควบคุมความตื่นเต้นให้มากที่สุด แล้วแทงออกไปเหมือนที่เคยซ้อมมา… อีกไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น หญิงสาวจากประเทศไทยกลายเป็นแชมป์โลกหญิงคนใหม่ของกีฬาสนุกเกอร์

6

ในช่วงท้ายของการสนทนา มิงค์เล่าให้ฟังถึงเป้าหมายอีกมากมายในอนาคตที่เธออยากก้าวไปให้ถึง ทั้งการคว้าตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ของโลกในประเภทผู้เล่นหญิง การเอาชนะผู้เล่นอาชีพชายให้มากที่สุด รวมไปถึงการผ่านเข้าสู่รอบ 32 คนสุดท้ายของการแข่งขันชิงแชมป์โลกอาชีพชาย ซึ่งเธอบอกว่าเป็นเป้าหมายที่อาจจะยากเกินไปแม้แต่จะคิดฝัน แต่ในใจก็อยากก้าวไปให้ถึง

ด้วยความสงสัย ผมจึงถามเธอกลับไปว่า หากชีวิตตอนนี้ของเธอเป็นเกมก้าวขึ้นบันไดแบบที่เคยเล่าให้ฟัง คิดว่าชีวิตตอนนี้ของ มิงค์ สระบุรี อยู่ที่ขั้นไหน จากบรรดาบันไดทั้ง 10 ขั้นที่เกมกำหนดไว้ให้

“หนูว่าตัวเองคงก้าวผ่านมามากกว่า 5 ขั้น แต่ว่าเราก็ต้องเดินต่อไปเรื่อย ๆ ถึงต่อให้วันหนึ่งหนูก้าวถึงขั้นที่ 10 แล้ว หนูอาจจะสร้างขั้นที่ 11 และ 12 ขึ้นมาเองก็ได้

“คือมันไม่เชิงว่าเราจะไม่มีวันยืนอยู่บนจุดสูงสุด แต่ถ้าเราเริ่มคิดว่าตัวเองเก่งที่สุด มันเหมือนเป็นการหยุดตัวเองไว้ เพราะเมื่อไหร่ที่เราเลือกหยุดแค่ขั้นที่ 10 และไม่เลือกที่จะก้าวสู่ขั้นต่อไป สักวันก็จะมีคนที่เดินตามหลังแล้วก้าวผ่านเราไปยังขั้นที่ 11 หรือ 12 อยู่ดี”

Writer

ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง

คนรักหนังที่เหนื่อยกับชีวิตกองถ่ายมากเกินไป เลยเปลี่ยนใจมาทำงานเป็นนักเขียน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load