มีหนังบางเรื่องที่แค่ได้ยินชื่อทีมงานก็รู้แล้วว่านี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดา และ The Electric State คือหนึ่งในนั้น — โปรเจกต์ฟอร์มยักษ์จาก Netflix ที่รวมทุกองค์ประกอบของหนังระดับโลกเอาไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับคลาสแรก ทีมนักแสดงดาวระดับออสการ์ และเรื่องราวที่ดึงมาจากจินตนาการอันล้ำลึกของศิลปินชาวสวีเดน Simon Stålenhag นักอนาคตวิทยาที่มองโลกแตกต่างจากคนอื่น
โลกยุค 90 ที่ไม่เคยมีอยู่จริง
ฉากหลังของ The Electric State คือโลกในยุค 1990 แต่ไม่ใช่โลกที่เราเคยรู้จัก เพราะในจักรวาลนี้ สงครามระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์เพิ่งสงบลงไม่นาน หลังจากที่เหล่าจักรกลที่มนุษย์สร้างขึ้นหันมาลุกฮือต่อต้านผู้สร้าง ฝ่ายมนุษย์เป็นฝ่ายที่รอดมาได้ แต่ชัยชนะนั้นมาพร้อมกับบาดแผลและกฎเหล็กใหม่ — หุ่นยนต์ทั้งหมดกลายเป็นสิ่งต้องห้าม ถูกกวาดต้อนไปอยู่ในดินแดนรกร้างห่างไกลจากสังคมมนุษย์
ภาพโลกเรโทรที่ผสมผสานกับเทคโนโลยีอนาคตอันแปลกประหลาดนี้ คือสิ่งที่ทำให้ The Electric State มีเอกลักษณ์ที่หาได้ยากยิ่งในหนังไซไฟยุคนี้ ไม่ใช่อนาคตที่เย็นชาและแล่นด้วยความเร็ว แต่คือโลกที่ดูคุ้นเคยแต่แฝงความแปลกแยกไว้ในทุกรายละเอียด
เด็กสาว หุ่นยนต์ และน้องชายที่หายไป

หัวใจของเรื่องอยู่ที่ Michelle รับบทโดย Millie Bobby Brown เด็กสาวกำพร้าที่สูญเสียครอบครัวและต้องเผชิญโลกอย่างโดดเดี่ยว จนกระทั่งวันหนึ่งหุ่นยนต์มาสค็อตรุ่นโบราณปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าเธอพร้อมข้อมูลที่เปลี่ยนทุกอย่าง — น้องชายของเธอยังมีชีวิตอยู่ แต่ถูกถ่ายโอนความทรงจำเข้าสู่ร่างจักรกล และตอนนี้อยู่ในพื้นที่ต้องห้ามที่มนุษย์ไม่มีสิทธิ์เหยียบย่าง
Michelle จึงตัดสินใจออกเดินทางข้ามประเทศ ไม่ใช่เพราะความกล้าหาญที่สร้างมาโดยกำเนิด แต่เพราะความรักของพี่สาวที่ไม่อาจทนทิ้งน้องไว้ข้างหลังได้ ระหว่างทางเธอได้พบกับ Keats รับบทโดย Chris Pratt อดีตทหารที่เคยร่วมรบในสงครามต่อต้านหุ่นยนต์ แต่ปัจจุบันกลับผันตัวมาเป็นนักลักลอบขนสินค้าระหว่างสองโลก และยังมีเจ้าหุ่น Herman (พากย์เสียงโดย Anthony Mackie) เป็นเพื่อนซี้คู่ใจ
ความสัมพันธ์ของสามคนนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากความไว้วางใจ แต่ค่อย ๆ สร้างขึ้นทีละอิฐท่ามกลางอันตรายที่รออยู่รอบด้าน และนั่นคือแกนหลักทางอารมณ์ที่ทำให้ The Electric State เป็นมากกว่าหนังแอ็กชันไซไฟทั่วไป
Russo Brothers กับความท้าทายบทใหม่
Anthony และ Joe Russo สองพี่น้องผู้กำกับที่พิสูจน์ตัวเองบนเวทีโลกด้วย Avengers: Infinity War และ Endgame — สองเรื่องที่กวาดรายได้รวมกันกว่าสี่พันล้านดอลลาร์ — กลับมาพร้อมโปรเจกต์ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง The Electric State ไม่ใช่หนังซูเปอร์ฮีโร่ ไม่ใช่การช่วยโลก แต่คือการเล่าเรื่องของมนุษย์คนเล็ก ๆ ที่พยายามรักษาสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตเอาไว้
นั่นคือความท้าทายที่น่าสนใจ เพราะมันพิสูจน์ว่าทั้งสองไม่ได้ถนัดแค่หนังสเกลใหญ่ แต่เข้าใจหัวใจของการเล่าเรื่องที่ดีด้วย
ทีมนักแสดงที่หาได้ยากยิ่งในรอบหลายปี
ถ้าพูดถึงสิ่งที่ทำให้ The Electric State โดดเด่นจากทุกมุม คงหนีไม่พ้นทีมนักแสดงที่อัดแน่นจนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะรวมอยู่ในเรื่องเดียวกันได้
นอกจาก Millie Bobby Brown ดาวรุ่งขวัญใจผู้ชมทั่วโลกจาก Stranger Things และ Chris Pratt ที่สร้างหนังทำเงินระดับพันล้านมาแล้วหลายเรื่อง ยังมี Ke Huy Quan ผู้คว้าออสการ์สาขานักแสดงสมทบชายจาก Everything Everywhere All at Once, Stanley Tucci ที่กวาดรางวัลมาจากทั้งลูกโลกทองคำและเอ็มมี, Giancarlo Esposito นักแสดงขวัญใจคอซีรีส์ที่เข้าชิงเอ็มมีมาแล้ว 5 ครั้ง และ Colman Domingo ที่เพิ่งเข้าชิงออสการ์สาขานักแสดงนำชายสองปีซ้อน
ยังไม่นับ Brian Cox และ Woody Harrelson ที่มาพากย์เสียงหุ่นยนต์ในเรื่อง ซึ่งแค่ได้ยินชื่อก็รู้ว่าแม้แต่บทที่ไม่ปรากฏหน้าบนจอก็ยังน่าติดตาม
มากกว่าหนังบู๊ มากกว่าหนังไซไฟ
สิ่งที่ The Electric State ซ่อนไว้ใต้ฉากแอ็กชันและโลกเรโทรอันสวยงาม คือคำถามที่มนุษย์ทุกยุคทุกสมัยไม่มีวันตอบได้อย่างสมบูรณ์ ขอบเขตระหว่างมนุษย์กับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์อยู่ตรงไหน? ความทรงจำและจิตสำนึกที่ถูกถ่ายโอนยังคือ “ตัวเรา” อยู่หรือเปล่า? และเมื่อโลกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน การเลือกยืนตรงกลางต้องแลกด้วยราคาเท่าไหร่?
The Electric State พร้อมให้คำตอบบางส่วน แต่ก็จงใจทิ้งคำถามบางข้อเอาไว้ในใจคนดู — และนั่นแหละคือสัญญาณของหนังที่ดีอย่างแท้จริง
รับชมได้แล้ววันนี้ทาง Netflix
