ท๊อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา คือหนึ่งในบุคคลที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในแวดวงการเงินไทย ณ ขณะนี้

เขาเกิดวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1990 และกำลังจะอายุ 31 ปีในเวลาไม่ถึงเดือน

ชายวัยเลขสามคนนี้คือ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ หรือ Bitkub แพลตฟอร์มการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) ในวินาทีที่ ’บิตคอยน์’ (Bitcoin) มีมูลค่าพุ่งขึ้นสูงเกิน 1,000,000 บาทต่อบิตคอยน์ เมื่อ 3 มกราคมที่ผ่านมา

ท็อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา อดีตเด็กเกเร เจ้าของตลาดสกุลเงินคริปโต Bitkub วัย 30 ปี

สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคย บิตคอยน์คือหนึ่งในสกุลเงินดิจิทัลที่เราสามารถใช้ในการแลกเปลี่ยนซื้อขายคล้ายสกุลเงินทั่วไป แต่สกุลเงินนี้ทำงานผ่านเทคโนโลยีบล็อคเชน (Blockchain) ทำให้ไม่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของสถาบันการเงินใด ผู้คนสามารถโอนเงินระหว่างประเทศด้วยความเร็วหลักวินาที ไม่ต้องรอนานนับวันเหมือนที่เคยเป็นมา

ปรากฏการณ์นี้ ทำให้ Bitkub เติบโตขึ้น 1,000 เปอร์เซ็นต์ภายในเวลา 7 วัน ถือเป็นเรื่องน่าเฉลิมฉลองสำหรับสตาร์ทอัพขนาดราว 220 คนที่เพิ่งเปิดมาเพียง 3 ปี

ในขณะเดียวกัน ปริมาณผู้ใช้งานที่สมัครเข้ามาในระบบอย่างล้นหลามเกินวันละ 40,000 คน จนทำงานกันแทบไม่ทันความคาดหวัง ก็ถือเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ที่ซีอีโอวัยเพียง 30 ปีคนนี้ต้องเรียนรู้และผ่านพ้นไปให้ได้

มีคำกล่าวว่า การทำสตาร์ทอัพเหมือนกระโดดลงจากหน้าผา แล้วต้องสร้างเครื่องบินใหม่ระหว่างทางให้ทันเพื่อไม่ตาย

ชีวิตของท๊อปตอนนี้เป็นแบบนั้น

ท็อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา เจ้าของ Bitkub

ย้อนกลับไป 20 ปีก่อน คงไม่มีใครเชื่อว่าท๊อปจะเติบโตมาแบกรับสถานการณ์อันหนักอึ้งขนาดนี้

ในวัยเยาว์ เขาเป็นเด็กเกเรที่ทะเลาะกับเพื่อนอยู่เสมอ และผลการเรียนตกต่ำ ทำให้ไม่สามารถยื่นเข้าเรียนในระบบมหาวิทยาลัยไทยตามที่คาดหวังไว้

แต่เพราะไม่ชอบความพ่ายแพ้ เขากลับใจ นั่งอ่านหนังสือวันละ 12 ชั่วโมงเป็นกิจวัตร ก่อนคว้าเกียรตินิยมอันดับหนึ่งจากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ และเรียนจบปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ สำเร็จตามใฝ่ฝัน

ถึงอย่างนั้น เขาก็เป็นคนหนุ่มวัย 20 ต้นๆ คนหนึ่งที่ยังไม่รู้จะทำอะไรอย่างแน่ชัด

จนกระทั่งเจอคำว่า ‘บิตคอยน์’ เมื่อ 8 ปีที่แล้ว ในวันที่ยังแทบไม่มีคนไทยรู้จัก และมองเห็นคลื่นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับวงการการเงิน

ท๊อปไม่เพียงมองเห็นศักยภาพว่าเทคโนโลยีนี้จะเปลี่ยนโลกเท่านั้น เขาเชื่อสุดใจ และลงทุนเปิดบริษัทแรกด้วยตัวคนเดียวในวัย 23 ปี

ระหว่างทาง เขาเจอคำครหา การต่อต้าน และการเรียกตัวไปรับการตรวจสอบจากหน่วยงานภาครัฐอยู่บ่อยครั้ง เพราะไม่มีใครเข้าใจว่าเขาทำอะไร

จนวันนี้ เมื่อพูดถึงสกุลเงินดิจิทัล ท๊อปคือหนึ่งในคนแรกๆ ที่ใครต่างนึกถึงและวิ่งเข้าหา

คุณอาจยังไม่เข้าใจ หรือสงสัยในเรื่องเหล่านี้ที่ท๊อปกำลังทำอยู่ แต่ไม่เป็นไรเลย

เพราะเราจะชวนคุณไปรู้จักเบื้องหลังชีวิตและความคิดของชายผู้ใช้ความอดทนถึงขีดสุด เพื่อพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ฝันที่เขาเชื่อเสมอมานั้นเป็นเรื่องจริง

ท็อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา เจ้าของ Bitkub

เมื่อต้นปีที่ราคาบิตคอยน์กำลังจะแตะ 1 ล้านบาท คุณตั้งสเตตัสว่า “ถ้าบิตคอยน์ถึง 1 ล้าน ฉันจะ…” หลังจากนั้นก็มีคนมาตอบในคอมเมนต์มากมาย แต่ที่เราไม่เคยรู้คือ ถ้าบิตคอยน์ถึง 1 ล้าน ท๊อป จิรายุส จะทำอะไร

ผมถือยาวอยู่แล้วครับ ผมเป็น Strong Believer (หัวเราะ)

ผมมีความเชื่อมั่นในสิ่งนี้ อาจจะมากกว่าคนอื่นโดยเฉลี่ยเพราะอยู่กับมันมาแปดปีแล้ว เป็นคนไทยคนแรกๆ ที่นำสิ่งนี้มาให้ประเทศเรารู้จัก ผลักดันจนถูกต้องตามกฎหมาย เพราะฉะนั้น ผมซื้อตั้งนานแล้ว และไม่เคยคิดจะขายด้วย การที่ราคามันถึงหนึ่งล้านบาทเลยไม่ได้ส่งผลกับตัวผม

ตัวเลขหนึ่งล้านมันดึงดูดความสนใจคน ทำให้คนพูดถึงมันมากขึ้นอีกครั้ง เลยประกาศให้ทุกคนรู้ว่าตอนนี้มันมีค่าเท่านี้แล้วนะ ปรากฏว่าแค่โพสต์นั้นโพสต์เดียวได้ยอดทั้งหมดล้านห้าแสน Reach แบบออร์แกนิก แล้วคนก็สมัครกันเข้ามาถล่มทลาย ที่ Bitkub ตอนนี้รับลูกค้ากันวันละสี่หมื่นคนทุกวัน นึกภาพสนามกีฬาใหญ่ๆ สเตเดียมที่จุคนเยอะๆ มาวันละสนาม พรุ่งนี้ก็จะมาอีกสนามหนึ่ง ตอนนี้กำลังโดนต่อว่าทั้งประเทศครับ รับลูกค้าไม่ทัน 

ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่เปิด Bitkub เลยไหม

ปีที่แล้ววางแผนว่าบริษัทต้องโตหกร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเป็นเป้าหมายที่ใหญ่มากสำหรับบริษัทในประเทศ แต่ผลคือเราโตหนึ่งพันเปอร์เซ็นต์ มากกว่าที่คาดไว้ตั้งสี่ร้อย พอราคาต่อบิตคอยน์ถึงหนึ่งล้านบาท พวกเราโตอีกพันเปอร์เซ็นต์ภายในเจ็ดวันจากจุดที่สูงอยู่แล้ว เราเลยรับไม่ทันจริงๆ งานที่เราทำต้องมีทีมงานอย่างต่ำหกร้อยถึงเจ็ดร้อยคน ถึงจะรับไหว แต่ตอนนี้เรามีกันอยู่แค่สองร้อยยี่สิบคน ต้องทำงานข้ามปีกันทุกคน

ตอนแรกคิดว่าเป็น Good Problem แต่ตอนนี้ชื่อเสียงเริ่มเสียแล้ว เพราะสัญญาไว้ว่าต้องเปิดบัญชีให้ได้ภายใน ยี่สิบสี่ชั่วโมง แต่รอเจ็ดวันก็ยังไม่ได้เลยครับตอนนี้ ต้องขอโทษลูกค้าด้วย เราให้เครดิตคนละห้าร้อยบาทเพื่อชดเชยตรงนี้ วันหนึ่งบริษัทต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นวันละยี่สิบล้าน เพื่อตอบแทนลูกค้าที่เราทำผิดสัญญาจริงๆ

คุณบอกว่าตัวเองเป็น Strong Believer ที่อยู่กับสิ่งนี้มานานกว่า 8 ปี ในขณะที่นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ไว้วางใจใน บิตคอยน์ เป็นคนยืนหยัดในสิ่งที่เชื่อมั่นมาตั้งแต่เด็กเลยหรือเปล่า

ไม่ครับ ความจริงผมเปลี่ยนไปเยอะ ตอนเด็กกับตอนโตเหมือนเป็นคนละคนเลย สมัยเด็กๆ นี่ซ่ามาก เป็นหัวหน้าแก๊ง ลองคิดภาพเด็กผู้ชายที่เพื่อนๆ ไม่อยากจะยุ่ง หาเรื่องเพื่อน จนอาจารย์ใหญ่เรียกผู้ปกครองไปคุย คุณแม่ก็ร้องไห้ตลอด 

วีรกรรมที่แสบที่สุดคืออะไร

ชกต่อยกับเพื่อนจนเพื่อนแขนหักตอนปอหก จนคุณแม่ให้ย้ายจากกรุงเทพฯ ซึ่งเราอยู่มาตลอดตั้งแต่เกิด ไปดัดนิสัยที่นิวซีแลนด์ โดยหวังว่าวันหนึ่งถ้าสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป ลูกชายเขาคงจะเปลี่ยนเป็นเด็กที่ดีขึ้น ซึ่งก็ไม่ได้ตั้งใจเรียนอะไร ยังซ่าอยู่ แต่ถ้าให้ไปพูดต่อหน้าคนเยอะๆ จะอายมาก สั่นไปหมด Public Speaking ไม่ได้เลย 

สุดท้าย ถึงจุดเปลี่ยนตอนมหาวิทยาลัย ตอนจบมอหกที่นิวซีแลนด์คือไม่มีมหาวิทยาลัยรับเรียน มันเลยเป็นปมด้อยในใจเรา ทำไมเราแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ ก็เลยปรับตัว เข้าห้องสมุดเป็นครั้งแรก อ่านหนังสือหนักขึ้นเรื่อยๆ วันละ สี่ห้าชั่วโมง หลังๆ นี่วันละสิบสองชั่วโมงทุกวัน สุดท้ายได้เกียรตินิยมเหรียญทองของเหรียญทองทั้งหมดที่มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ แล้วก็เข้ามหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดได้ กลายเป็นเด็กเรียนดีขึ้นมา แล้วก็ชอบพูดต่อหน้าคน ยิ่งคนเยอะยิ่งดี อันไหนที่เคยไม่ใช่เราในอดีต กลายเป็นตรงกันข้ามหมดทุกอย่าง

ท็อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา เจ้าของ Bitkub

นอกจากตำรา คุณเรียนรู้อะไรจากการเข้าห้องสมุดวันละ 12 ชั่วโมงทุกวัน 

เรียนรู้สองอย่างครับ อย่างแรกคือความอดทน จากคนหนึ่งที่ไม่เคยอยู่นิ่งกับที่ แล้วอยู่ดีๆ ต้องเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือให้นั่งเฉยๆ มันทรมานนะ แต่เราตัดสินใจไปแล้ว สัญญากับตัวเองแล้วว่าจะเปลี่ยนเป็นเด็กเรียนดีให้ได้ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวตอนอายุแปดสิบเก้าสิบมองกลับมา มันจะเป็นปมใหญ่ในใจที่ไม่เคยถูกแก้ เรายอมเสียสละชีวิตวัยรุ่นที่พอเข้ามหาวิทยาลัยก็อยากมีแฟน อยากไปปาร์ตี้ 

อย่างที่สองคือเรียนรู้ที่จะเรียนรู้ให้เป็น การเรียนที่อังกฤษโดยเฉพาะที่ออกซ์ฟอร์ด อาจารย์เขาไม่ได้ป้อนเข้าปาก เปเปอร์ยี่สิบปีนี่ไม่เคยซ้ำเลย แล้วเราก็ทำไม่ได้ตลอด เรียนอะไรก็ไม่เข้าใจ อาจารย์เป็นระดับรางวัล Nobel Prize เข้าไปในห้องได้แต่นั่งจด ออกมาปุ๊บต้องเข้าห้องสมุดแล้วสอนตัวเอง อ่านนอกตำราเพื่อที่จะทำให้ตัวเองเข้าใจให้ได้

ท็อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา เจ้าของ Bitkub

ความฝันของเด็กชายท๊อป จิรายุส ในวันนั้นคืออะไร

แล้วแต่ช่วงครับ ช่วงเด็กๆ อยากเป็นนักฟุตบอล ชอบ คริสเตียโน โรนัลโด (Christiano Ronaldo) มาก เล่นฟุตบอลทุกพักสิบนาที พักเที่ยง ตอนเย็นคุณแม่มารับก็ไม่กลับ สุดท้ายต้องนั่งรถเมล์กลับเอง เพราะคุณแม่รอไม่ไหว บางทีก็กลับไปก่อน สนุกกับฟุตบอลมาก เด็กคนอื่นเขาจะเก็บพวกของเล่นใช่ไหม ผมเก็บลูกฟุตบอลเต็มไปหมด

พอเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังไม่ได้มีความฝันระยะยาว แค่เหตุผลที่เลือกเศรษฐศาสตร์ตอนปริญญาตรี เพราะเป็นวิชาที่ทำได้ดีที่สุดแล้วในช่วงมัธยม คิดแค่นั้นเอง เป้าหมายสั้นๆ คือการได้เกียรตินิยมเหรียญทอง แล้วก็เข้าเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยที่เราอยากเข้า แต่เราไม่กล้าใส่ชื่อลงไปตอนปริญญาตรี ปริญญาโทใส่มันให้หมดเลย ตอนเรียนปริญญาโทก็ไม่รู้จะเป็นอะไร ขอแค่จบมาให้ได้ก็พอแล้ว เพราะว่ามันเรียนหนักมากจริงๆ ที่ออกซ์ฟอร์ด ถ้าจะให้กลับไปทำอีกทีหนึ่งก็คงไม่ทำแล้ว มันเป็นหนึ่งในหลายๆ สิ่งของโลกที่ทำแค่ครั้งเดียวในชีวิตก็พอแล้ว (หัวเราะ)

ท็อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา อดีตเด็กเกเร เจ้าของตลาดสกุลเงินคริปโต Bitkub วัย 30 ปี
ท็อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา อดีตเด็กเกเร เจ้าของตลาดสกุลเงินคริปโต Bitkub วัย 30 ปี

คุณเปลี่ยนไปเยอะ มีสิ่งไหนที่ไม่เคยเปลี่ยนไหม

อย่างหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยคือ ถ้าเรารู้สึกว่าระบบเก่าไม่ดีหรือเราไม่ชอบอะไร เราจะไปสร้างระบบใหม่เอง เหมือนตอนเด็กที่ชอบเล่นฟุตบอลมากๆ ก่อนจะพักสิบนาทีที่โรงเรียนต้องวางแผนแล้ว คนนี้อยู่ทีมนี้ คนนี้อยู่ทีมนั้น

พัก 10 นาทีก็ยังเล่นเหรอ

สิบนาทีก็ยังเล่น (หัวเราะ) แล้วถ้าใครทำอะไรไม่ถูกใจเรา เราจะไปซื้อลูกฟุตบอลใหม่ แล้วตั้งทีมใหม่ ชวนเพื่อนกลุ่มใหม่มาเล่นกับเรา บางทีคนที่เราชวนมาก็ไปชวนพี่ภารโรงที่โรงอาหารมาเล่นด้วย ความขบถในตัวเองน่าจะเป็นสิ่งที่ไม่เคยหายไป ตอนไปทำงานที่เซี่ยงไฮ้ที่ Silicon Valley เรารู้ว่าเราทำได้ดีกว่านี้ แต่ทำไม่ได้ ติด Hierachy ติดโครงสร้างองค์กร มันอึดอัด เราก็ออกมาสร้างสตาร์ทอัพ สร้างระบบของตัวเอง 

แต่สิ่งที่เพิ่มเติมคือความอดทนที่ได้จากการเรียนมหาวิทยาลัย เราได้รู้ว่าถ้าเรามีเป้าหมายชัดเจน แล้วลงมือทำทุกวันจริงๆ มันจะทำได้ จากเด็กที่เคยได้แต่ที่หนึ่งจากข้างหลัง กลายเป็นได้ที่หนึ่งของที่หนึ่ง ถ้าเราพยายามจริงๆ มันทำได้ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ ผมจะมีเป้าหมายแค่อย่างเดียวต่อทุกช่วงชีวิต ตอนเปิดบริษัทแรกคือการพิสูจน์ให้เห็นว่าเราถูก คนอื่นผิด คนที่มีสองแขนสองขาและความเชื่อที่ชัดเจน มุ่งทำมันทุกวันเป็นระยะเวลานาน มันเปลี่ยนโลกได้เหมือนกัน

วิชาเศรษฐศาสตร์ทำให้คุณเห็นโอกาสมากกว่าคนอื่นยังไง

วิชาที่ผมชอบที่สุดคือประวัติศาสตร์ของการเงิน มันทำให้เรารู้ระบบเศรษฐกิจโลก เมื่อก่อนไม่ใช่กระดาษนะ มันมาจาก Evolution ของเปลือกหอย ของหินสีเหลือง แล้วค่อยมากเป็นระบบเบรตตันวูดส์ (Bretton Woods System)

ระบบการเงินเปลี่ยนทุกห้าสิบปี ค.ศ. 1929 คือเกิดดีเปรสชัน ค.ศ. 1949 มี Bretton Wood System มา ค.ศ. 1971 เป็น Post-Bretton Woods System 

ทุกวันนี้ยังจำได้แม่นอยู่เลยเพราะอ่านหนักมาก (หัวเราะ) ซึ่ง ค.ศ. 2021 ก็จะครบห้าสิบปีนับจาก ค.ศ. 1971 น่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของวงการการเงิน เหมือนที่ สตีเวน จอบส์ (Steve Jobs) เคยพูดไว้ เราจะมาถึงวันนี้ไม่ได้ถ้าไม่รู้จัก Connecting the dots ย้อนหลัง ถ้าเรามองกลับไป จะเจอเหตุผลที่อธิบายว่า ทำไมเศรษฐศาสตร์ในวันนั้น มันช่วยเราในวันนี้ มันเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมเชื่อมั่นเกี่ยวกับบิตคอยน์มาก 

ผมว่าคนที่เราเจอ ประสบการณ์ที่เราเจอ หนังสือที่เราอ่าน มันทำให้แต่ละคนแตกต่างกัน ทำให้ทุกคนมีความเชื่อที่แตกต่างกัน ซึ่งเศรษฐศาสตร์ก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมคิดต่างจากคนอื่น ทำให้เราเข้าใจในอีกมุมว่าเงินไม่จำเป็นต้องจับต้องได้ เปลือกหอยหรือหินยังเป็นเงินได้เลยในอดีต มันทำให้ผมเข้าใจ Blockchain หรือบิตคอยน์ได้มากกว่าคนอื่น

ท็อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา เจ้าของ Bitkub

ตอนเริ่ม Bitkub คุณได้รับความสนใจเยอะมาก เพราะประสบความสำเร็จมาตั้งแต่บริษัทแรก (coins.co.th) และยังชนะการแข่งขัน FinTech Challenge ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องดีของการทำธุรกิจ คุณเคยกังวลกับความคาดหวังที่คนอื่นมีให้บ้างไหม

อันนี้มีตลอดครับ กดดันตลอดตั้งแต่สามปีที่เปิดมา อะไรที่โตเป็นพันเปอร์เซ็นต์มันกดดันอยู่แล้ว เราทำงานเหมือนคนทั่วไปไม่ได้ ต้องทำงานกันแบบไม่มีชีวิตเท่าไร คนไหนทำงานกับผมไม่ได้ ต้องออกก็มี ยิ่งคนลงทุนให้เรามาก ความคาดหวังก็ยิ่งสูง ไม่มีใครให้เงินเราฟรีๆ เราต้องโตให้ไว ให้เร็วกว่าบริษัทอื่น ต้องสร้างปาฏิหาริย์ให้ได้ 

เราโชคดีที่เจอทีมเก่ง แม้เขาใช้เวลาปรับตัว แต่เราผ่านอะไรกันมาเยอะ ผมไม่ได้เก่ง คนรอบตัวผมเก่ง ผมถึงมาถึงจุดนี้ได้ ผมเป็นแค่วาทยกรที่ช่วยทุกคนให้เล่นดนตรีได้ การถือเงินลูกค้าสองหมื่นล้าน ความคาดหวังมันสูงมาก มันเหมือนแบกหินก้อนใหญ่ๆ เอาจริงๆ เหมือนการเรียนที่ออกซ์ฟอร์ด ทรมานมาก ไม่สนุก คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า แต่สุดท้ายก็ภูมิใจ

ท็อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา อดีตเด็กเกเร เจ้าของตลาดสกุลเงินคริปโต Bitkub วัย 30 ปี
ท็อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา อดีตเด็กเกเร เจ้าของตลาดสกุลเงินคริปโต Bitkub วัย 30 ปี

คุณผิดพลาดมามากแค่ไหน

ผิดพลาดมาเยอะครับ เราไม่ค่อยได้เล่าเรื่องที่ผิดพลาด ออนไลน์และสื่อส่วนมากก็มักจะไม่ถาม แต่มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราโต ความจริงเหมือนการขี่จักรยานเลย คุณจะเป็นนักขี่จักรยานที่เก่งที่สุดในโลกได้ยังไงถ้าไม่เคยล้มมาก่อน จะอ่านหนังสือสอนขี่จักรยานสักกี่เล่ม ยังไงก็ขี่ไม่เป็น คุณต้องขี่ ต้องล้ม แล้วลุกขึ้นมา สุดท้ายจะเก่งเอง

แต่ครั้งนี้ผมโชคดีที่ทำธุรกิจในวงการเดิมเป๊ะ ล้มมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง แล้วพอมาทำบริษัทใหม่ที่สอง มันไม่ล้มแล้ว ขี่จักรยานเป็นแล้ว อยู่ที่ว่าต้องขี่เร็วขึ้น

งั้นขอถามเลยแล้วกัน คุณผิดพลาดอะไรมาบ้าง

เล่าได้เป็นสองสามชั่วโมงเลยนะ (หัวเราะ) 

ตอนเปิดบริษัทแรก ปปง. (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน) เรียกตัว พนักงานลาออกไปครึ่งบริษัท ทำไปเรื่อยๆ บริษัทใหญ่ขึ้น แบงก์ชาติก็เรียกตัวอีก ให้ไปรายงานว่าทำอะไร สร้างเงินแข่งกับแบงก์ชาติหรือเปล่า โอนข้ามประเทศมีใบอนุญาตหรือยัง แต่ยังไม่หมด ยังโดนสรรพากรเรียกอีก หนีภาษีไหม 

ตอนนั้นออฟฟิศอยู่ที่ร้านคุณพ่อคุณแม่ ทะเลาะกันอีก เขาบอกให้ปิดบริษัท เพราะแบงก์ชาติเขียนจดหมายให้แบงก์พาณิชย์เลยว่า บิตคอยน์อาจเป็นแชร์ลูกโซ่ มูลค่าจะเหลือศูนย์ในไม่นาน อย่าเข้าไปยุ่ง แต่เราก็ดื้อครับ ดื้อในความเชื่อของเราว่าการเงินจะต้องเปลี่ยนไปในอนาคต กัดฟันสู้ต่อ ทำสิ่งที่คนไม่เข้าใจก็หนักแล้ว แต่ทำสิ่งที่คนต่อต้าน แม้แต่ครอบครัวยังต่อต้านยิ่งหนักกว่า อย่างน้อยจะระบายให้ฟังก็ไม่ได้ คุยกับพ่อแม่ไม่ได้ คุยกับเพื่อนก็ไม่ได้อีก

ตอนโดน ปปง.เรียกตัว เราบอกลูกน้องไม่ได้ด้วยซ้ำ ถ้าคนออกทั้งบริษัทนี่ตายเลย เก็บจดหมายอยู่คนเดียวแล้วแก้ไขปัญหาเอง โทรหาเพื่อนที่จบจากโรงเรียนกฎหมายดังๆ แต่ละคนก็บอก Good Luck เรามีเงินจ่ายเขานะ แต่ไม่มีใครกล้าเอาตัวเองมาเสี่ยง เครียดจนทุกวันศุกร์ต้องขับรถไปสนามบินดอนเมือง จิ้มไฟล์ทที่ใกล้จะออกตอนนั้น ไปที่ไหนก็ได้คนเดียวเงียบๆ เปลี่ยนสภาพแวดล้อม นั่งคิด วันอาทิตย์ค่อยนั่งเครื่องบินกลับ แล้วเริ่มงานใหม่วันจันทร์ ทำแบบนี้อยู่เจ็ดสัปดาห์ ไม่รู้เหมือนกันทำไมไม่ยอมแพ้ อาจเพราะเป็นคนที่ไม่ชอบความพ่ายแพ้ สู้ต่อ สุดท้ายก็ผ่านมาได้ และไม่คิดเหมือนกันว่าจะมาถึงจุดนี้

เคยไหมที่สักแวบในหัวคิดว่า สิ่งที่เราเชื่อว่าถูกมันอาจจะผิดก็ได้

มันมีท้อนะ อยากยอมแพ้หลายครั้ง แต่มันไม่ยอม เหนื่อยก็นอน ตื่นมาก็ทำงานใหม่ทุกวันจนชินเป็นนิสัยไปแล้ว อย่างปีที่แล้วทำงานทุกวัน เจ็ดวันต่อสัปดาห์ ตลอด 365 วัน เพิ่งได้พักวันสิ้นปี วันที่ 31 ธันวาคมที่ผ่านมา แล้ววันที่ 1 ก็รับศึกหนัก 

เคยถามตัวเองว่ากำลังทำอะไรกับชีวิตอยู่ ทำไมไม่ไปหางานทำเหมือนคนอื่น แฮปปี้เหมือนคนอื่น มานั่งแบกอะไรก็ไม่รู้ ชีวิตเราไม่จำเป็นต้องเสี่ยงขนาดนี้นี่ มันมีคำถามตลอดว่าจะเลิกดีไหม แต่ก็ไม่เคยยอมแพ้ เราเชื่อในสิ่งนี้ และเราอยากพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่าสิ่งที่เราทำมันเป็นความจริง และเราคิดถูก

ในหนึ่งวัน คุณทำอะไรบ้าง

ตื่นมาต้องเช็ก Slack ก่อน หน้าที่หลักของผมตั้งแต่จันทร์ถึงศุกร์คือการ Unlock ศักยภาพของทีม และตามงานสำคัญๆ ส่วนเสาร์อาทิตย์จะเป็นวันส่วนตัว ชอบมาก ได้ Unlock ศักยภาพตัวเอง 

อย่างปีที่แล้วมีสัมภาษณ์ทุกวัน วันละครั้ง หรือไม่ก็ไปพูดตามที่ต่างๆ พูดเสร็จก็ขับรถไปร้านกาแฟ ตามงานทีม ทำถึงตีสองตีสามแล้วแต่วัน วันที่มีสัมภาษณ์จะเริ่มตั้งแต่เก้าโมงเช้า ส่วนวันสุดสัปดาห์ก็อาจจะตื่นสายหน่อย นอนพอ แต่ก็ไปทำงานอยู่ดี (หัวเราะ)

ท็อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา เจ้าของ Bitkub

ดูเป็นซีอีโอที่ทำงานลงแรงหนัก

ที่ผ่านมาผมเป็น Wartime CEO ทำทุกอย่างเพื่อให้บริษัทอยู่รอด รู้ทุกดีเทล แทบจะเป็นเผด็จการเลยครับ ขวาไปขวา ซ้ายไปซ้าย เพราะเราเป็นองค์กรสตาร์ทอัพที่มีการระดมทุนเยอะ แปลว่ามีความคาดหวังของนักลงทุนสูงไปด้วย มันเหมือนกระโดดจากหน้าผาแล้วต้องประกอบเครื่องบินให้ทันก่อนที่มันจะถึงพื้น เวลาหนึ่งนาทีมันสำคัญขนาดนั้น

Wartime คือให้สงครามเป็นตัวกำหนดวัฒนธรรมในองค์กร เพราะเราไม่มีเวลากำหนด แต่พอบริษัททำกำไรแล้ว ผมเปลี่ยนตัวเองเป็น Peacetime CEO เราจะไม่ให้สงครามมากำหนดวัฒนธรรมองค์กรแล้ว เราจะเน้นการสร้างบริษัทให้ยั่งยืน 

เมื่อก่อนผมจะเป็นคนบอกเวลา มาทำงานทุกวันต้องบอกว่าทำนู่นทำนี่ แต่หลังจากนี้ผมจะเป็นคนสร้างนาฬิกามากขึ้น ไม่บอกเวลาแล้ว แต่จะให้ความสำคัญกับ Core Values ขององค์กร เป้าหมายของการเปิดบริษัท และวัฒนธรรมองค์กรมากขึ้น ผมจะให้คนผิดพลาดมากขึ้นเพื่อให้เติบโต มองคนในระยะยาวมากขึ้น

เราจะดูแลคนในองค์กรที่เติบโต 1,000 เปอร์เซ็นต์ใน 7 วันได้ยังไง

ผมเพิ่งประกาศกับพนักงานว่า บริษัท Bitkub ทำกำไรขนาดนี้ จะน่าเสียดายมากเลยถ้าเป็นบริษัทที่ไม่น่าอยู่ เมื่อเราไม่ขาดทุนก็ควรทำให้บริษัทน่าอยู่ น่าอยู่ในที่นี้ไม่ใช่สบายนะ ไม่สบายอยู่แล้ว แต่เราอยากให้เป็นบริษัทที่มาทำงานทุกวันแล้วเก่งขึ้น แปลว่าเราต้องเอาคนที่เก่งกว่าเฉลี่ยอย่างน้อยห้าคนมาทำงานกับเรา 

หลักการของผมคือ Hire slow, fire fast หรือคัดคนเข้าให้ช้า คัดคนออกให้เร็ว อาจฟังดูใจร้าย แต่ถ้าเราอยากเป็นมากกว่า Good Company ที่ถ้าวันหนึ่งผมไม่อยู่แล้วก็ยังเป็นบริษัทที่น่าชื่นชม เติบโตเร็ว ให้แรงบันดาลใจคนรุ่นใหม่ได้ เป็น Great Company เราต้องคิดต่าง ก่อนที่พนักงาน Bitkub จะผ่านการทดลองงาน ผมจะเรียกเมเนเจอร์สองคนที่ทำงานกับคนคนนั้นเข้ามาและถามสามคำถาม

หนึ่ง ถ้าวันนี้ผมไล่คนนี้ออก แล้วคุณต้องรับคนใหม่ เทียบกับอีกหมื่นคนที่สมัครงานเข้ามา คุณจะรับคนนี้กลับเข้ามาทำงานอีกครั้งไหม 

สอง คนนี้ทำให้คุณอยากมาทำงานในเช้าวันจันทร์หรือเปล่า

และคำถามสุดท้ายที่สำคัญมากคือ คนนี้เก่งกว่าคุณอย่างน้อยหนึ่งด้านไหม ถ้าเขาอ้ำๆ อึ้งๆ แปลว่าพนักงานคนนี้ไม่ใช่ A Player แต่เป็น B Player คุณเป็น A คุณรับ B เดี๋ยว B ก็จะไปรับ C แบบนี้บริษัทลงเขาแน่นอน เพราะ B ไม่มีทางรับ A เดี๋ยวเขาจะเด่นกว่า จะแซงเรา เราต้องรับคนที่ A รับคนที่ A+ เพราะหน้าที่ของผมไม่ใช่มาคอยบอกว่ากลยุทธ์ต่อไปคืออะไร คุณเก่ง คุณต้องบอกผมสิ คนรอบตัวผมเก่งกว่าผมหมดเลย Action ต่อไปควรทำอะไร Business Strategy ถัดไปควรเป็นอะไร เราเริ่มที่คน ไม่ได้เริ่มที่ What แล้ว คนจะเป็นคนบอกเองว่าไอเดียที่ดีต่อไปคืออะไร

ท็อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา อดีตเด็กเกเร เจ้าของตลาดสกุลเงินคริปโต Bitkub วัย 30 ปี

ในขณะที่บริษัทจำนวนมากพยายามทำให้พนักงานรักองค์กร ผูกพันกับองค์กร เพื่อจะได้ทำงานด้วยกันไปนานๆ คุณกลับเชื่อในหลักการ Hire slow, fire fast แล้วอะไรคือเหตุผลที่คนยังอยากทำงานกับ Bitkub

การเป็นผู้นำในบริษัทที่ใหญ่ขึ้น ต้องทำให้คนในองค์กรเข้าใจตรงกัน เช่น เราห้ามเรียกทุกคนใน Bitkub ว่า ครอบครัว ห้ามพูดเด็ดขาด ถ้าพูดเมื่อไร เราจะไล่คนออกไม่เป็น เราจะไม่กล้า สมมติน้องชายผมทำงานไม่ดีเลย ผมไม่มีทางไล่เขาออกจากครอบครัว มันก็ต้องยอมปิดตากันไปเรื่อยๆ ซึ่งมันสร้าง Unicorn (ธุรกิจ Startup ที่มีมูลค่าบริษัทมากกว่า 1 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ) ไม่ได้

Bitkub คือ Professional Sport Team การจะชนะ Champion League เราต้องมีเป้าหมายเดียวกัน และต้องฝึกหนักกว่าคนอื่น สมมติ ผมซื้อตัวคุณมาเป็นกองหน้า แต่ถ้ากองหลังบาดเจ็บ คุณต้องเล่นแทนได้ เราจึงมีสิ่งที่เรียกว่า Ownership and Beyond

Ownership คือความรับผิดชอบ นักบัญชีต้องรับผิดชอบในการปิดบัญชีให้ทัน Customer Support ก็ต้องซัพพอร์ตลูกค้าให้ได้ ส่วน Beyond คือการทำนอกเหนือจากนั้น สมมติทีม HR ทำจ่ายเงินเดือนเสร็จแล้ว เห็นทีมการตลาดนั่งแพ็กของส่งลูกค้าไม่ทัน คุณควรเข้าไปช่วย 

ในองค์กรเราไม่มีคำว่าแผนก ต้องพูดคำว่าทีม เพราะถ้าพูดคำว่าแผนกเรื่อยๆ มันจะมีกำแพงขึ้นมาแล้ว มีแผนก มีชั้น มีการโยนความผิด โยนความรับผิดชอบ พอใช้คำว่าทีมเรื่อยๆ ก็เป็นหนึ่ง Bitkub เรามีเป้าหมายเดียวกันที่จะชนะแชมเปี้ยนชิป

เป้าหมายในการทำงานของคุณคืออะไร

ผมบอกพนักงานเลยว่า ถ้าวันนี้ทุกคนมีเงินเป็นพันล้านเป็นหมื่นล้านหมดแล้ว เราเปิดบริษัทนี้เพื่ออะไร สำหรับผม ผมมีเป้าหมายสองแบบคือ Internal กับ External 

เป้าหมายแบบ Internal ถ้าผมนอนอยู่บ้านเฉยๆ ผมจะเป็นท๊อป จิรายุส คนเดิม แต่ถ้าผมเปิด Bitkub และทุกคนเก่งกว่าผมหมด หนึ่งปีผ่านไปผมมองกลับมา ผมเป็นท๊อป จิรายุส ที่เก่งขึ้น ผมต้องการเป็นคนที่เก่งขึ้นแบบที่เงินซื้อไม่ได้ ฉะนั้น การที่เราอยากเป็นคนที่เก่งขึ้น ค่าเฉลี่ยคนอย่างน้อยห้าคนรอบตัวต้องเก่งกว่าเรา บริษัทเราเลยดึงดูดคนประเภทหนึ่งที่ไม่กลัวว่าจะตกงาน แต่อยากเป็น Top Performer ตกงานก็ตกสิ เพราะคนอื่นมาแย่งตัวฉันอยู่แล้ว ไม่เคยต้องยื่น CV มีแต่คนมา Headhunt

รู้ไหมครับว่าที่ Bitkub ตอนนี้ เราเปิดรับสมัครทุกตำแหน่งเลย ถึงแม้ว่าตำแหน่งนั้นจะเต็มอยู่แล้วนะ คนอื่นก็สงสัย รู้สึกไม่ปลอดภัยเลยทำงานที่นี่ สัมภาษณ์ตำแหน่งฉันตลอด แต่คนที่ทำเต็มที่แล้ว เขาไม่ต้องกลัว เรารับคนเก่งเข้ามาก่อน ถ้าคนไม่เก่งขึ้น บริษัทเราจะเก่งขึ้นไม่ได้

แล้วเป้าหมายแบบ External ล่ะ

ตอนนี้ไปร้านกาแฟ พนักงานเอามือถือออกมาเข้าแอปฯ Bitkub ให้ดู “ผมเป็นลูกค้าอยู่นะ” “ทำแบบนี้ยังไง” หรือ รปภ. หน้าคอนโดฯ ที่ผมเพิ่งย้ายเข้ามาถามว่า “นี่คุณท๊อป จิรายุส หรือเปล่าครับ ผมดูทุกวิดีโอเลย” สำหรับบริษัทที่เปิดมาแค่สามปี แต่เข้าถึงคนได้เยอะกว่าที่คิดไว้ แม้ตอนนี้สเกลยังเป็นแค่ในกรุงเทพฯ แต่เราอยากให้ไปต่างจังหวัดและระดับโลก

เราเปิดบริษัทเพื่อสร้างโอกาสให้กับคนไทยทุกคน โดยการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ มีหลายคนขอบคุณผมที่สร้าง Bitkub ขึ้นมา ทำให้เขาเข้าถึงการลงทุนมหาศาล ซึ่งวันนี้เรามีสี่บริษัทในเครือ อย่าง Bitkub Academy เปิดมาเพื่อให้ความรู้คน มีการจัด Conference ทุกสัปดาห์ มีห้องเรียนในออฟฟิศ เปลี่ยนธีมไปเรื่อยๆ ทุกเดือน 

อีกหน่อยเราจะ Democratize ห้องคอนโดฯ หรือที่ดิน ให้เหลือแค่สิบบาทยี่สิบบาท ก็เป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของห้องคอนโดได้ เก็บเงินปันผลได้เหมือนกัน มันเป็นการเข้าถึงโอกาสใหม่ที่เมื่อก่อนมีแค่คนรวยที่เข้าถึง และสองเดือนหน้าเราจะเปิดตลาดชื่อว่า Fans Token ทำให้ศิลปินไทยมีรายได้มากขึ้น ซื้อขายเพลง ซื้อขายบัตรจับมือ ซื้อขายรูปภาพ 

ถ้าวันหนึ่ง Bitkub ล้มเหลว คุณจะทำยังไง

ผมก็ยังภูมิใจที่มันเข้ามากระตุ้นให้ประเทศขยับ ให้คนปรับตัว ถ้าไม่มีคู่แข่ง ไม่มีใครแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงวงการการเงินได้จริงๆ ก็จะไม่มีใครกล้าทำ พอมีคนหนึ่งทำขึ้นมา ก็เลยบีบให้มีการปรับตัว ธนาคารต้องเริ่มปรับตัว ตลาดหลักทรัพย์ต้องปรับตัว มันคือการผลักดันประเทศให้เดินต่อไปข้างหน้า สุดท้ายถ้าเราแพ้ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยเราได้เป็นตัวกระตุ้น ถ้าชนะก็จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่กล้าทำธุรกิจสตาร์ทอัพมากขึ้น 

สมมติ 6 เดือนข้างหน้านี้ บริษัทจะอยู่ได้ด้วยตัวมันเองโดยที่คุณไม่ต้องเข้าไปดูแล คุณอยากเอาเวลาทั้งหมดไปทำอะไร

มีสองอย่างครับ อย่างแรกคือ ไปเที่ยวทุกประเทศของโลก อยากไปเรียนรู้ประเพณี วัฒนธรรม คุยกับคนใหม่ๆ เพื่อที่เราจะได้เข้าใจโลกใบนี้มากขึ้น ไม่ได้แคบอยู่แค่ไม่กี่ประเทศ สัมผัสอุณหภูมิ รสชาติ และประสบการณ์ใหม่ๆ แต่ไม่มีโอกาสได้ทำเลยครับ เพราะยุ่งมากๆ

อย่างที่สอง อยากไปสร้างอะไรก็ตามที่แก้ปัญหาให้กับโลก เช่น ขยะในมหาสมุทร ถ้าไม่ต้องกังวลเรื่องภาระ บริษัทหรือลูกน้องที่ต้องดูแล จะหาเวลาคิดทางแก้ให้กับปัญหาของโลก

แล้วก็ใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น คุณแม่แซวตลอดว่าปีหนึ่งจะได้เจอหน้าลูกแค่ตอนวันเกิดคุณพ่อคุณแม่ และต้องนัดล่วงหน้า (หัวเราะ)

สุดท้ายจริงๆ ถ้าอยากลงทุนในบิตคอยน์วันนี้สายไปไหม

ต้องฟังหูไว้หู ถามผมก็ต้องบอกว่าโอเคอยู่แล้ว (หัวเราะ) 

แนะนำแบบนี้ครับ ให้ใช้เงินเย็น อย่าเป็นเงินร้อนหรือเงินที่มีผลต่อชีวิตเรา เอาเงินที่เสี่ยงได้ สมมติวันนี้เพื่อนชวนไปกินชาบู เราไม่ไปแล้วกินมาม่าแทน เอาเงินมาซื้อบิตคอยน์ เก็บทิ้งไว้สิบปี ถ้าสมมติฐานเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ชาบูมื้อนั้นจะกลายเป็นชาบูที่แพงมากๆ แค่หยุดกินชาบูสักมื้อหนึ่ง แล้วก็ทิ้งเงินนี้ไว้ลืมไปเลย ไม่ต้องเทรด ใครจะรู้คุณอาจจะเกษียณด้วยเงินก้อนนี้ก็ได้ 

แต่ถ้ามันขาดทุนก็ไม่เป็นไร มันแค่ชาบูหนึ่งมื้อ

*การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

ท็อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา, Bitkub

Writers

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

นายแพทย์วัฒนา พารีศรี ศัลยแพทย์วัย 60 ควบตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ เมื่อพ.ศ. 2537 เขาเป็นผู้บุกเบิกวิธีการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีด้วยกล้องวีดิทัศน์สำหรับโรงพยาบาลชุมชน จนทำให้โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ขึ้นชื่อลือชาด้านการผ่าตัดนิ่ว ผู้ป่วยจากทั่วแดนไทยและต่างประเทศ ล้วนมารับบริการไม่ขาดสาย ส่งผลให้โรงพยาบาลเล็กๆ แห่งนี้เป็นศูนย์ผ่าตัดส่องกล้องที่ดีที่สุดในเมืองหนองคาย

ชายผู้มีภูมิลำเนาจากชนบทคนนี้ เห็นความยากลำบากในการเข้าถึงระบบสาธารณสุขของคนรากหญ้า เขามุ่งมั่นเรียนวิชา ‘หมอ’ หลังจบหลักสูตรคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ก็เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลบึงกาฬ หลังปฏิบัติงานเพียง 2 ปี เขาขอย้ายไปเป็นผู้อำนวยการคนแรกของโรงพยาบาลปากคาด ก่อนจะเรียนต่อแพทย์เฉพาะทาง และกลับมาใช้ทุนที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ในตำแหน่ง ‘ศัลยแพทย์’

ระยะเวลากว่า 2 ทษวรรษในฐานะผู้อำนวยการโรงพยาบาลอำเภอ เขาเทหมดหน้าตักเพื่อเปลี่ยนภาพจำของโรงพยาบาลรัฐให้ทัดเทียมมาตรฐานโรงพยาบาลเอกชน ถ้าถามว่าเป็นไปได้จริงหรือ เสียงยืนยันจากชาวบ้านย่านท่าบ่อและภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ฉบับปัจจุบัน คือคำตอบของคำถามที่คุณสงสัย

นายแพทย์วัฒนาใช้วิธีการสร้างแบรนดิ้งให้โรงพยาบาลรัฐ ปรับความคิดของเจ้าหน้าที่ให้เท่าทันผู้บริหาร เตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์การแพทย์ และรองรับทุกโรคภัยด้วยแพทย์เฉพาะทางเกือบทุกสาขา เพื่อให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจสูงสุด เพราะนั่นคือสิ่งสำคัญในอาชีพบริการ และชายคนนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนรากหญ้าก็เข้าถึงระบบสาธารณสุขและโรงพยาบาลชุมชนที่ดีได้ ใกล้ๆ บ้านพวกเขา แถมพัฒนาเศรษฐกิจให้จังหวัดด้วย

หลังจากนี้คือบทสนทนาของนายแพทย์วัฒนา ตั้งแต่เป็นเด็ก เป็นหมอ เป็นผู้บริหาร และเป็นคนเกษียณ

เป็นเด็ก

เด็กชนบทจากอำเภอเซกา เติบโตมาแบบไหน

ผมก็เหมือนเด็กทั่วไป เสาร์อาทิตย์ตกปลา เย็นมาก็เตะบอล พอหน้าฝนก็ออกไปวางเบ็ด พ่อผมเป็นชาวนา แม่ผมเป็นครูประชาบาล ผมต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าไปช่วยพ่อแม่ทำนา สายหน่อยก็กลับบ้าน เปลี่ยนชุดไปโรงเรียน ชีวิตผมอยู่บ้านนอกมาตลอด เลยเห็นว่าชีวิตของคนบ้านนอกเขาเป็นยังไง อย่างแถวบ้านผมแม้แต่รถประจำทางยังไม่มีเลย เวลาเกิดปัญหาสุขภาพ ชาวบ้านเขาจะพึ่งใคร หมอก็ไม่มี เขาก็ต้องพึ่งหมอเถื่อน ยุคนั้นฉีดยาเป็นก็เป็นหมอได้แล้ว 

พ่อผมก็เป็นหมอนะ ว่ากันตามตรงคือเป็นหมอเถื่อน ฉีดยาได้ ซึ่งเข็มฉีดยาก็เป็นเข็มเหล็กใช้แล้วใช้อีก ไซริงค์ก็ต้มเอา ไม่มีเครื่องสเตอริไลซ์หรือน้ำยาเคมีสำหรับฆ่าเชื้อเหมือนปัจจุบัน พอฉีดเสร็จบางคนเป็นฝีหัวเข็ม แต่ชาวบ้านเขาก็พึ่งพากันแบบนี้ ผมรู้ว่านี่คือความลำบากในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของคนในพื้นที่ชนบท 

นั่นเป็นเหตุผลให้คุณเรียนหมอหรือเปล่า

เด็กบ้านนอกรู้จักอยู่แค่สามอาชีพ ครู ตำรวจ ทหาร 

ผมเป็นเด็กยากจน รู้แค่ว่าหมอเป็นอาชีพที่มีรายได้มั่นคง แต่พื้นฐานผมชอบอาชีพทหาร สรีระไม่ให้ สายตาเริ่มสั้น ก็เลยมุ่งมาทางหมอดีกว่า แต่ถ้าเป็นทหารก็ไม่อยากเป็นทหารแบบปัจจุบันนี้นะ ต้องเป็นทหารมืออาชีพ

พอโตขึ้นผมมีโอกาสมารับทุนแพทย์ชนบทของมหาวิทยาลัยมหิดล หนองคายเขาก็รับหนึ่งคน ซึ่งโรงเรียนเล็กๆ มีโอกาสน้อยมากที่จะเข้าไปเรียนแพทย์ แทบจะเป็นศูนย์ ต้องเป็นคนที่เจ๋งจริงถึงจะสอบเข้าได้ ซึ่งทุนแพทย์ชนบทเขาไม่ได้เซ็นสัญญาว่าจะต้องกลับไปใช้ทุนที่บ้านเกิด แต่เป็นสัญญาสุภาพบุรุษ มาเรียนแล้วก็ต้องกลับไปทำงานที่จังหวัดตัวเอง เขามีแนวคิดว่า ถ้าเอาคนที่ชนบทมาเรียน เวลากลับไปทำงานที่บ้านเกิดจะอยู่ได้นานกว่า

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

เป็นหมอ

ทำไมคุณหมอถึงเลือกเรียนศัลยแพทย์

นิสัยผมชอบอะไรที่ตรงไปตรงมา ตัดสินใจรวดเร็ว ผมไม่ชอบงานละเอียดประดิดประดอย ผมชอบลุยงานหนัก หลังจากเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยแพทย์ (เน้นการผ่าตัดช่องท้อง) จบ ผมก็กลับมาใช้ทุนที่โรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ตั้งใจว่าจะอยู่ท่าบ่อตลอด แล้วก็ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นผู้อำนวยการหรอก บังเอิญว่ารุ่นพี่ที่อาวุโสกว่าเราเข้าก็ไปตาม Career Path ของเขา สุดท้ายเราก็หัวโด่ อาวุโสสุดก็เลยจำเป็นต้องขึ้น

ก้าวเท้าเข้าโรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อครั้งแรก คุณหมอได้เป็น ผอ. เลย

ผมทำงานศัลยแพทย์ก่อน ผมสารพัดผ่าตัดเลย ผ่าตัดนิ่วไต ผ่าตัดนิ่วถุงน้ำดี ผ่าตัดลำไส้ กระเพาะ มดลูก ผ่าคลอดก็ต้องทำ เพราะมีหมอผ่าตัดอยู่คนเดียว ผมผ่าตัดจน ผอ. ต้องเรียกไปพบ บอกว่าให้เพลาลงหน่อย ผมสตั๊นเลย หยุดผ่าตัดไปสองอาทิตย์เพื่อทำใจ ตอนหลังมาได้สติ ตายเป็นตาย ลุยผ่าตัดต่อ สุดท้ายพยาบาลก็เหนื่อยหน่อย เพราะเคสผ่าตัดทุกนาทีมีความหมาย พยาบาลต้องเฝ้าตลอด แต่มันก็ทำให้ภาพลักษณ์องค์กรดีขึ้นนะ 

พอเราดูแลเขาดี เขาก็บอกกันปากต่อปาก เพราะคนป่วยมันมีอยู่แล้ว ยิ่งคนอีสานเป็นนิ่วกันเยอะ แล้วสมัยก่อน การเข้าถึงการบริการสาธารณสุขยากและลำบาก อย่างจะไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลจังหวัด ต้องรอคิวอย่างน้อยปีครึ่ง ซึ่งโทษกันไม่ได้ เพราะสถานที่ผ่าตัดน้อย แต่เคสเยอะมาก 

ทำไมคนอีสานถึงเป็นนิ่วเยอะ

ยังไม่มีใครรู้สาเหตุนะ ยังไม่มีการศึกษาเชิงไมโครเกี่ยวกับยีน มีแต่โทษเรื่องน้ำ แล้วก็อาศัยทฤษฎีเกิดนิ่วของฝรั่ง ว่าเกิดจากการตกตะกอนของสารละลายเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งไม่จริง อันนั้นเป็นนิ่วถุงน้ำดีคอเลสเตอรอลของฝรั่ง ของไทยเป็นเรื่องนิ่วสี เป็นพิกเมนต์จากน้ำดีที่มีสีดำ 

ผมสันนิษฐานว่าน่าจะเกี่ยวกับเรื่องเผ่าพันธุ์ของคนอีสานบวกกับน้ำ เพราะสิ่งที่แตกต่างจากพื้นที่อื่นคือน้ำ แล้วคนอีสานไปอยู่ที่อื่นก็เป็นนิ่วเหมือนกัน ยุคนี้เป็นยุคของการศึกษายีน เราต้องศึกษายีนที่พร้อมจะเป็นนิ่ว ถึงจะตรวจหาสาเหตุของโรคได้

แล้วตอนเป็นหมอศัลย์ คุณหมอมีบุคลิกแบบไหน

โอ้ ขรึมอยู่ เวลาอยู่ในโรงพยาบาลลูกน้องโคตรกลัวผมเลย (หัวเราะ) ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะบุคลิกเป็นแบบนี้ เนื่องจากเป็นบุคลิกของศัลยแพทย์ ผมพูดตรง ไม่อ้อมค้อม ไม่เยิ่นเย้อ จะด่าก็ด่า ด่าแล้วก็แล้ว ไม่มีการพยาบาท

พอเป็นผู้บริหาร บุคลิกต่างกันหรือเปล่า

ต้องบุคลิกเหมือนกัน ลูกน้องจะได้เชื่อฟังเรา กลัวเราบ้าง แต่ไม่ใช่กลัวจนขี้หดตดหาย ผอ. เดินไปไหนลูกน้องหนีหมด คงไม่ใช่แบบนั้น เขาต้องเกรงใจเรา เพราะเราเป็นลีดเดอร์ เป็นผู้นำทางด้านความคิดและวิสัยทัศน์ แต่ไม่ใช่ว่าผมเป็นเผด็จการนะ เวลาตัดสินใจทำอะไรก็ต้องมีการประชุม ระดมสมอง ผู้บริหารมีหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลแล้วตัดสินใจ ไม่ใช่ว่าคิดของเราคนเดียวแล้วไปสั่งการให้ทำเลย มันดีตรงที่มันเร็ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จในระยะยาว

ถ้าผมจะทำโปรเจกต์อะไรสักอย่าง แล้วมันไม่ได้ตกผลึกจากความคิดขององค์กร มันอาจจะหลุดบางประเด็นแล้วเกิดผลกระทบกับคนบางกลุ่ม ถ้าหลายฝ่ายมานั่งคุยกัน ตัดสินใจร่วมกัน จะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า 

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

เป็นผู้บริหาร

คุณหมอว่าเมื่อ 20 ปีก่อน ปัญหาของโรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ คืออะไร

สมัยก่อนยังเป็นแบบข้าราชการ เจ้าหน้าที่ไม่ค่อยมี Service Mind เวลาเจ้าหน้าที่ไปเดินตลาดก็พยายามหลบ กลัวชาวบ้านนินทา แล้วชุมชนที่อยู่รอบข้างโรงพยาบาล ตอนเขาเจ็บป่วยก็ไม่มีใครเข้าโรงพยาบาลท่าบ่อนะ แต่จะไปรักษาที่โรงพยาบาลหนองคายแทน ซึ่งต้องขับรถไปอีกสี่สิบกิโล ภาพลักษณ์สมัยเก่าของเราเป็นแบบนั้น

แล้วเราเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก เป็นโรงพยาบาลอำเภอที่ต้องแข่งกับโรงพยาบาลจังหวัด เรารู้แล้วว่าความสะดวกสบายเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเรียกร้อง การบริการเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเรียกร้อง แต่ภาครัฐไม่ค่อยสนใจ มันไม่ใช่ โรงพยาบาลรัฐมีอาชีพบริการเหมือนโรงพยาบาลเอกชน เราต้องบริการให้ลูกค้า (คนไข้) พึงพอใจ อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ

มีเรื่องไหนอีกบ้างที่ภาครัฐไม่ให้ความสนใจ

ต้องใช้คำว่ารัฐบาลไม่ได้ดูแลเลย ปล่อยให้เราหากินด้วยลำแข้ง ทั้งทำผ้าป่า ทำหนังสือบริจาคถึงหน่วยงานเอกชน จริงๆ มันเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องจัดสรรให้เพียงพอ ไม่ใช่กระมิดกระเมี้ยนในการทำงาน 

อุปกรณ์การรักษาที่ควรมีก็ไม่มี หยูกยาก็ไม่เพียงพอ ทั้งที่ควรจะมีทุกอย่างที่เป็นมาตรฐานในสากลโลก ภาครัฐต้องซัพพอร์ต ไม่ใช่ให้เราขวนขวายหาเอง ฉะนั้น งบประมาณต้องเพียงพอในการพัฒนา ยกตัวอย่าง โรงพยาบาลมีสีกระดำกระด่างก็ต้องปล่อย เพราะเขาไม่มีตังค์ทาสี ภาครัฐไม่ได้ดูแลตรงนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องของภาพลักษณ์นะ ต้องทำให้สะอาดสะอ้าน สง่างาม ถ้าปล่อยซอมซ่อแล้วชาวบ้านเขาจะเชื่อมั่นได้ยังไง 

ผมเลยต้องทำโรงพยาบาลให้เหมือนเอกชน มันผิดตรงไหนล่ะ 

แล้ว 20 ปีให้หลัง โรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ เปลี่ยนไปยังไงบ้าง

คนในเขตอำเภอเมืองย้อนกลับมารักษาที่โรงพยาบาลท่าบ่อ คนจากเวียงจันทน์ก็มานะ ถ้าเขาข้ามสะพานมา เลี้ยวซ้ายไปหนองคาย แค่สองกิโลก็ถึงโรงพยาบาลหนองคาย แต่เลี้ยวขวามาท่าบ่อประมาณยี่สิบหกกิโล คนเวียงจันทน์ยังยินดีเลี้ยวขวามาโรงพยาบาลท่าบ่อ แบบนี้เราถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว มันก็ภาคภูมิใจนะ แต่ไม่รู้จะนับยังไง ความภาคภูมิใจวัดเป็นสเกลตัวเลขไม่ได้ แต่มันค่อยๆ สะสม จนทำให้เรามีเรี่ยวมีแรงในการทำงาน

ส่วนชาวบ้านในตลาด ถ้ามีคนด่าเราหนึ่งคน จะมีอีกสามสี่คนคอยช่วยแก้ข่าวให้ เจ้าหน้าที่เดินตลาดอย่างเชิดหน้าชูตา ไปไหนก็อยากให้คนรู้ว่าทำงานที่โรงพยาบาลนี้ เวลาผมไปประชุม พรรคพวกเพื่อนฝูงก็กล่าวถึง ชื่นชมเรา หน้ามันบานอะ เจ้าหน้าที่มีความสุขและภูมิใจในองค์กร ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมและพัฒนาต่อได้ง่ายขึ้น 

และอีกประเด็นหนึ่ง จากการพัฒนาของโรงพยาบาลท่าบ่อทำให้ GDP (Gross Domestic Product) ของเมืองท่าบ่อเพิ่มขึ้น เพราะคนที่มาใช้บริการจากนอกพื้นที่มีมากถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ คุณคิดดูว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์เขาต้องเอาเงินมาใช้จ่ายที่ท่าบ่ออีกเท่าไหร่ คนไข้หนึ่งคน ญาติอีกสองสามคน เขาต้องกิน ต้องอยู่ ชาวบ้าน ร้านค้าก็ทำมาหากินได้ มีรายได้ กระแสเงินก็หมุน 

คุณหมอทำสำเร็จได้ยังไง

ผมเริ่มเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm) เจ้าหน้าที่ก่อน เราถือว่าทุกคนเป็นนักบริหาร ต้องมีองค์ความรู้เรื่องการบริหารเท่าๆ กัน เพื่อที่เวลาผมพูดหรือสื่อสาร ผู้ปฏิบัติจะได้เข้าใจว่าผู้บริหารคิดยังไง แต่ถ้าเขามีความรู้ไม่เหมือนเรา เราคิดดีทำดี แต่ผู้ปฏิบัติตามไม่ทันก็เกิดการต่อต้าน ผมจ้างอาจารย์จาก NIDA มาเลย เพราะผมรู้ว่าอาจารย์คนนี้ความสามารถมาก ชั่วโมงละเจ็ดพัน ทุกคนร้องโอ้โห ทำไมแพงขนาดนั้น แต่สุดท้ายมันคุ้มค่า 

จากตอนแรกเขาจะทำงานไปเรื่อยๆ แบบข้าราชการ มันไม่ใช่แล้วนะ ต้องยึดลูกค้าเป็นหลัก เป้าหมายคือลูกค้าพึงพอใจ ทำยังไงถึงจะมีรายได้ ทำยังไงถึงจะบริหารจัดการเรื่องการเงินและการบัญชีให้คุ้มค่า ทำยังไงให้องค์กรอยู่ได้ เจ้าหน้าที่ต้องทำยังไงถึงจะมีความสุขในการทำงาน

ผมว่ามันคือการพัฒนาบนความยั่งยืน สมัยก่อนเคยคิดที่ไหนล่ะ เป็นข้าราชการก็ทำงานไปเรื่อยๆ ทำงานไปวันๆ ไม่ต้องมาพูดเรื่องทำยังไงให้ลูกค้าพอใจเลย เพราะเราไม่ใช่เอกชน แล้วยุคนั้นห้องพิเศษไม่มีแอร์นะ ติดพัดลม ผมก็เสนอให้ติดแอร์ มีกรรมการคนหนึ่งคัดค้าน จะทำทำไมอีก เปลืองเงิน แสดงว่าเขาไม่เข้าใจเรื่องความพึงพอใจของผู้รับบริการ และความสุขในการเข้ามาใช้บริการ ซึ่งชาวบ้านคือลูกค้า เราต้องทำให้เขาพึงพอใจและได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ 

ชอบที่คุณหมอเริ่มให้ความสำคัญจาก ‘คน’ ก่อน

คนต้องมาก่อน คนต้องมีความสุข คนต้องมีคุณภาพ ถ้าเขาทำงานแล้วมีแต่ความทุกข์ เขาก็ทำงานไม่ได้ ทีนี้จะไปบริการลูกค้าต่อได้ยังไง ให้เขาจ๋าจ๊ะ จ๊ะจ๋ากับชาวบ้านคงเป็นไปไม่ได้หรอก เราต้องดูแลสวัสดิการและที่ทำงานเขาด้วย 

สถานที่ทำงานของเจ้าหน้าที่ก็ต้องให้มันสะดวกสบาย เราตกแต่งให้ห้องทำงานเขาสวยงาม เฮลท์ตี้ เวิร์กเพลส น่าอยู่ น่าทำงาน อย่างสมัยก่อนจะติดแอร์ก็ต้องมีระเบียบราชการนะ ถ้าสำนักงานไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ห้ามติดแอร์ คนมีค่าน้อยกว่าคอมพิวเตอร์อีก บ้าแล้วราชการไทย ผมบอกว่าผมไม่สนหรอก ตรงไหนมีคนติดให้หมด ประเทศเราเป็นประเทศร้อน เขาต้องทำงานอย่างสะดวกสบาย ที่ติดไม่ได้คือคนสวนเท่านั้นแหละ ต้องให้เขาอยู่สบายก่อน ถึงจะมีใจเอื้อเฟื้อไปเผื่อคนอื่น ผมว่าเจ้าหน้าที่สัมผัสได้ว่าเราดูแลเขา 

พอเปลี่ยนความคิดคนแล้ว คุณหมอเดินหน้าพัฒนาด้านไหนต่อ

ขั้นต้นเราทำให้คนมาใช้บริการมีความสุขในการรับบริการได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ต้องพัฒนาบริการของโรงพยาบาล หมายถึง การบริการด้านการรักษาหรือการบริการอื่นๆ เช่น การผ่าตัด หาหมอเฉพาะทางให้ครบทุกแผนกที่ลูกค้าต้องการ 

เป้าหมายของผมคือ ผมไม่อยากให้คนชนบทต้องถูกส่งต่อไปที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ ให้เขารักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้านดีกว่า โรงพยาบาลของเราเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก เข้าถึงการบริการง่าย ไม่ซับซ้อน มาถึงก็เจอหมอเลย พอมีแพทย์เฉพาะทางแล้ว ก็ต้องมีเครื่องมือแพทย์ให้เขาใช้ ต้องครบและทันสมัยด้วยนะ เราก็พยายามเสาะแสวงหาเครื่องไม้เครื่องมือมาให้ได้ เพราะพวกนี้คืออาวุธของเขา นักรบถ้าไม่มีอาวุธ เขาก็รบไม่ได้ ผู้บริหารมีหน้าที่จัดสรรและหาอุปกรณ์พวกนี้มา จะอ้างว่าไม่มีงบประมาณไม่ได้ 

บางทีผมต้องกู้ สมัยก่อนมีที่ไหนไปกู้มาลงทุน ต้องหากู้ตามโรงพยาบาลต่างๆ ล้านสองล้านเพื่อมาลงทุนขยายห้องผ่าตัด เพราะเคสมันเยอะ แล้วก็ผ่อนโรงพยาบาลด้วยกัน ซึ่งการพัฒนามันต้องลงทุน อยู่ดีๆ จะทำอะไรแล้วไม่ลงทุนก็ไม่ได้ 

สุดท้ายเป็นเรื่องการบริการ อย่างความสะดวกสบายในห้องพิเศษ ต้องดูดีเหมือนโรงแรม บุคลิกภาพของเจ้าหน้าที่ ผมไม่ให้ใส่ชุดสีกากีเลย เรามีหน้าที่และอาชีพบริการ ต้องสวยงาม ทันสมัย ถ้าเป็นชุดสีกากี มีบั้ง มียศ มันเป็นภาพของเจ้าคนนายคน บริการชาวบ้านไม่ค่อยดี ชาวบ้านเกรงใจ 

ส่วนอาคารสถานที่ก็พัฒนาเรื่อยๆ อยู่แล้ว ไม่ให้โทรม ตอนนี้โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ กลายเป็นศูนย์ผ่าตัดส่องกล้องที่ดีที่สุดในเขตนั้นเลย รับคนไข้จากโรงพยาบาลจังหวัดด้วย ตอนนี้ผมมีความรู้สึกลึกๆ ว่าเรามาถูกทาง เรตติ้งดีขึ้น 

ทำไมอาคาร 10 ชั้น งบประมาณ 800 ล้านบาท ถึงเกิดขึ้นจริงที่โรงพยาบาลอำเภอเล็กๆ 

ปกติโรงพยาบาลอำเภอเล็กๆ แบบนี้ไม่มีทางได้ ในประวัติศาสตร์กระทรวงสาธารณสุขไม่มีทางเลย ตอนนั้นผมก็ลองดูสักตั้ง ปรึกษาใครเขาก็บอกเป็นไปไม่ได้ อะไรที่คนบอกว่าไม่ได้ จะเกิดความท้าทายขึ้นในใจผมเสมอ ผมจะฮึดสู้ ทำไมมันจะไม่ได้ ถ้าผมมีเหตุมีผลที่ผมคิดว่าถูกต้อง ผมเสนอขึ้นไปปีแรกก็ไม่ได้ จริงตามเขาว่า โดนตีตกเลย หน้าตาทำไมเหมือนเอกชนจัง ผู้หลักผู้ใหญ่ยังมีความคิดแบบนี้อยู่ 

ปีที่สองผมก็เสนออีก กะว่าจะเสนอจนกว่าผมจะเกษียณ ไม่ยอมเลิก สู้ตาย พอปีที่สอง ผมเรียนรู้ว่าต้องเข้าถึงศูนย์อำนาจ ผมก็เชิญผู้ใหญ่ระดับรองปลัดกระทรวงมาดู ภาพจำโรงพยาบาลอำเภอในสมองเขา คือโรงพยาบาลเล็กๆ หลังเขา ทำอะไรก็ไม่ได้ ผ่าตัดไม่ได้ รักษาโรคยากๆ ก็ไม่ได้ 

แต่กรณีของท่าบ่อไม่ใช่อย่างนั้น ผมพาเขามาดูว่าทำไมถึงกล้าขอตึกสิบชั้น ให้เขามาเห็นศักยภาพของโรงพยาบาล ว่าพวกผมกำลังทำอะไรอยู่ ทำไมถึงกล้าขอ สุดท้ายผมไม่โดนตัดงบสักบาท แปดร้อยแปดสิบเก้าล้าน ทุกคนงงเลยว่ามาได้ยังไง ผมก็งงเลย กูทำได้ได้ยังไง มันเป็นเหตุผลว่า ถ้าเราสู้ เราจะมองหาลู่ทาง มองหาสรรพกำลัง มองหาพรรคพวก อะไรก็แล้วแต่ที่สามารถช่วยเราได้ เราต้องทำ

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

แล้วทำไมโรงพยาบาลรัฐ ต้องลุกขึ้นมาทำแบรนดิ้ง

ผมอยากให้ลูกค้ามีความพึงพอใจ กล่าวขวัญถึงเราในทางที่ดี มันเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจเรานะ เมื่อมีคนชมเรา ชื่นชอบการบริการเรา ทำให้มีเรี่ยวแรงทำงานมากขึ้น และเนื่องจากเราเป็นแบรนด์ไซส์เล็ก คุณตัน โออิชิ เคยพูดไว้ว่า คนรวยทำหนึ่งได้สี่ คนจนทำสี่ได้หนึ่ง ถ้าเปรียบเทียบ เราคือคนจน ถ้าอยากจะมีผลงานหรือความนิยมเทียบเท่ากับโรงพยาบาลจังหวัด เราก็ต้องทำสี่เท่าของโรงพยาบาลจังหวัด 

ไม่ต้องทำสี่หรอก ทำสี่ได้หนึ่ง ถ้าจะเท่ากับเขาเราต้องทำสิบหกเท่า เรื่องแบรนด์เป็นเรื่องสำคัญ Servisce Mind ก็เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องพัฒนา ผมบอกเลยว่าผมทำแข่งกับโรงพยาบาลจังหวัด แข่งกันทำความดีไม่น่าเสียหายอะไร ผมไม่ได้ทำอะไรที่สกัดแข้งสกัดขาเขา เอาชนะกันด้วยความดี 

ส่วนโรงพยาบาลเอกชนก็ไม่ได้เป็นคู่แข่งเสียทีเดียว คนละกลุ่มลูกค้าก็ว่าได้ ผมเพียงแต่เอาโมเดลเขามาใช้ ผมเชื่อว่าเอกชนทำการบริการดีมาก คนถึงยอมจ่ายเงินเพื่อรักษาตัวเอง ฉะนั้น เรื่องการบริการต้องเอาเขาเป็น Role Model ซึ่งโรงพยาบาลเอกชนในแถบนี้ถือว่าเป็นพาร์ตเนอร์กัน

สิ่งที่คุณหมอเล่ามาทั้งหมด เป็นความท้าทายในชีวิตของศัลยแพทย์คนหนึ่งหรือเปล่า

มันก็มีอุปสรรคนะ เช่น การพัฒนาต้องใช้ทุน เราก็มีภาระหนี้สินพอควร อย่างเครื่องไม้เครื่องมือก็ขอสนับสนุน ซึ่งปีแรกเป็นปีที่มีปัญหามาก เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงองค์กร เปลี่ยนแปลงคน ยากมาก การต่อต้านก็มีอยู่ ผมยอมรับว่าตอนนั้นก็ถอดใจ กำลังจะเลิกแล้ว ต้องไปนั่งคุยกับที่ปรึกษาด้านบริหาร เขาบอกว่า ‘คุณหมอครับ การเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ไม่ได้เห็นผลลัพธ์วันนี้หรือพรุ่งนี้ มันเป็นปี สองปี สามปี’ เราก็ได้สติขึ้นมา เดินหน้าต่อ ทำต่อ

ถ้าถามว่าผมแก้ปัญหาความท้อพวกนั้นอย่างไร ผมเองเป็นคนไม่ซีเรียสกับเรื่องพวกนี้ ถ้าผมทำเต็มที่แล้ว สำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร ผมเป็นคนที่อยู่ที่ไหน ผมจะทำที่นั่นให้ดีที่สุด คติของผมคือต้องทำในสิ่งที่เรารักหรือปรารถนาจะทำ ทำแล้วไม่เดือดร้อนคนอื่น แล้วสิ่งที่เราทำมันควรจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นด้วย

ในความเห็นของคนเป็นหมอ ทำไมโรงพยาบาลรัฐถึงไม่ค่อยพัฒนา ยังมีภาพจำแบบเดิม

มันคงฝังรากลึกจากกรอบวิธีคิด หนึ่ง กรอบผู้บริหารกระทรวงและผู้บริหารสถานบริการ โรงพยาบาลรัฐเปิดตัวแบบภาคราชการแบบนี้มาเป็นร้อยปี โอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงมันยาก สอง ระเบียบกฎหมายเยอะเกินไป เยอะจนกระดุกกระดิกไม่ได้ ผู้บริหารหลายคนก็ไม่อยากเสี่ยง แต่ผมมีคอนเซปต์ในใจว่า ผมยอมเสี่ยง ถ้าผมไม่ได้ทำชั่วและไม่ได้โกงใคร

ถ้ามันผิดระเบียบ ผมยอมรับโทษ แต่สิ่งที่ผมทำไม่ได้ผิดระเบียบ เพราะระเบียบไม่ได้เอื้อเรา มันเป็นระเบียบสี่สิบ ห้าสิบปีที่แล้ว ประเทศนี้มันบ้ามากเลย กฎหมายไม่เคยอัปเดต เชื่อมั้ยว่าปัจจุบันนี้กฎหมายเวลาประกาศเสียงตามสาย ยังห้ามพูดภาษาอังกฤษกันอยู่นะ ไม่เคยสังคายนากฎหมาย กฎหมายสามหมื่นกว่าฉบับ ใครจะไปรู้ ผมเลยเป็นผู้บริหารที่ไม่สนใจกฎหมาย ถ้าจะทำอะไรทำเลย ผิดก็ผิด ช่างมัน ถ้าจะเอาติดคุก กูก็จะหนีข้ามประเทศ หนีไปเวียงจันทน์ เตรียมแพ็กกระเป๋าอยู่ตลอดเวลา (หัวเราะ) 

ฉะนั้น เราต้องดูที่เป้าหมายเป็นหลัก มุ่งหวังผลสัมฤทธิ์ ต้องหาทางไปให้ได้ ถ้าทางหนึ่งไปไม่ได้ก็ต้องหาทางที่สอง ถ้าทางที่สองไปไม่ได้ก็ต้องหาทางที่สาม หาทางที่สี่ คือทุกปัญหาต้องมีทางออก เวลามุ่งสู่เป้าหมายผมจะทำแบบนี้ 

หลายที่ไม่รู้จะเสี่ยงทำไม เดี๋ยวถูกสอบ ถูกทำโทษ แต่ถ้าอยู่เฉยๆ ขั้นก็ขึ้นทุกปี เงินเดือนก็ขึ้นทุกปี ทำงานไม่ทำงานก็ได้เงินเดือนเท่าเดิม ก็ไม่รู้จะทำไปทำไม ถ้าทำมากก็ปัญหามาก ปัญหามากก็เสี่ยงมาก หลายคนยังมีวิธีคิดแบบนั้น และหลายคนยังเข้าใจว่า ข้าราชการที่ดีคือข้าราชการที่ไม่ทำผิดระเบียบ บริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่ไม่มีผลลัพธ์ที่ประชาชนพึงพอใจ นี่เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง 

แต่คุณหมอกล้าเผชิญความเสี่ยง

ใช่ (ตอบทันที) พอมีผลลัพธ์ในทางที่ดี ผู้ใหญ่เขาก็รู้สึกว่า อย่าไปยุ่งกับมันเลย เขาจะไม่เอาช่องว่างของระเบียบมาเล่นงาน ผมพยายามไม่มีศัตรู ไม่อย่างนั้นเขาจะหาช่องว่างบอกว่าเราผิดระเบียบนั้น ผิดระเบียบนี้ ซึ่งมันเป็นตัวบั่นทอนกำลังใจทำให้เราสะดุด แทนที่เราจะเดินหน้าอย่างสะดวก แต่กลับเจอก้อนหินที่ทำให้เราถึงเป้าหมายช้า

แล้วเพื่อนวงการหมอ มีคนที่คิดอยากเปลี่ยนแปลง แต่ยังสะดุดก้อนหินอยู่บ้างหรือเปล่า

มี ส่วนคนที่มาขอดูงานก็เยอะ เพราะเขาอยากกลับไปพัฒนาโรงพยาบาลเขา โรงพยาบาลใหญ่ๆ ระดับจังหวัดก็มี ผมดีใจมากทุกครั้งที่มีคนมาขอดูงาน ผมไม่มีแทงกั๊กอะไรสักอย่าง ผมบอกหมด ถ้าเขากลับไปทำได้นะ สุดยอด 

เคยมีโรงพยาบาลหนึ่งมา ผอ. สั่งลูกน้องเลยว่า ต้องทำให้ดีกว่าที่นี่ให้ได้ ผมดีใจเลยนะ ด้วยเขาเป็นโรงพยาบาลใหญ่ ถ้าขยับจะขยับได้เร็วมาก แต่ถ้าไม่ขยับก็จะอุ้ยอ้ายมาก กับอีกประเภทหนึ่ง ผอ. ไม่ยอมมา ส่งทีมงานมาดูงานแทน พอผมบรรยายให้ฟัง เขาก็กระเหี้ยนกระหือรืออยากจะพัฒนาให้ได้แบบนี้ พอกลับไปเสนอผู้บริหาร ผู้บริหารไม่อิน ไปไม่เป็น มันน่าเสียดาย ถ้ามาดูงานแล้วเบอร์หนึ่งไม่มา ไม่มีประโยชน์ ผมเห็นหลายรายแล้ว 

ผมยกตัวอย่างโรงพยาบาลปากช่องนานา ถ้าคุณดูเว็บไซต์ ดูเฟซบุ๊ก ผอ. นะ เขาพัฒนาไม่หยุดหย่อนเลย เขาเคยเชิญผมไปบรรยายแล้วประทับใจมาก พอเป็น ผอ. โรงพยาบาลปากช่องนานา เขาพัฒนาเลย ตอนนี้จากหน้ามือเป็นหลังมือ ซึ่งหลายโรงพยาบาลก็เริ่มเอากรอบวิธีคิดของผมไปทำแล้ว โดยมุ่งเน้นลูกค้าเป็นสำคัญ 

ในอนาคต คุณหมออยากเห็นภาพโรงพยาบาลรัฐเป็นแบบไหน

ผมอยากให้เป็นองค์การมหาชนทุกโรงพยาบาลเลย ซึ่งองค์การมหาชนก็ยังเป็นราชการอยู่นะ เป็น Autonomous Hospital การบริหารงานมีความคล่องตัวกว่า ออกระเบียบได้เอง เป็นราชการรูปแบบใหม่ ไม่ใช่ Authorization ทุกอย่างมุ่งมาจากกระทรวง แบบนั้นไม่ได้ มันต้องมีบอร์ดบริหารมาจากท้องถิ่น มาจากชุมชนที่เราอยู่ นั่นถึงจะเป็นโรงพยาบาลชุมชนที่แท้จริงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น คนที่มาใช้บริการจะมีความพึงพอใจมากขึ้น 

คุณหมอว่าเราจะเห็นภาพนี้เกิดขึ้นในอีกกี่ปีข้างหน้า

โฮ้ย (ไม่เชิงถอนหายใจ แต่ฟังดูหมดหวัง) รัฐบาลชุดนี้อยู่ไม่มีทางเห็นหรอก เขาคิดไม่เป็น เอาใจแต่อำมาตย์ เขายังจะย้อนกลับไปเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ชาวบ้านเขาไม่เคยเห็นหัวเลย เป็นไปไม่ได้ ถ้าในยุคของรัฐบาลประชาธิปไตยเต็มใบมีสิทธิ์เป็นไปได้ สมัยหนึ่งรัฐบาลของคุณทักษิณ ชินวัตร, หมอเลี้ยบ (นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี) เป็นรัฐมนตรีช่วยฯ เขาเคยคิดจะปรับเปลี่ยนโรงพยาบาลรัฐอย่างที่ผมว่าให้เป็นองค์การมหาชน ซึ่งเขาทำแล้วที่บ้านแพ้ว ทำได้ทีเดียว แล้วก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล จบเลย

แสดงว่าเราจะได้เห็นโรงพยาบาลรัฐรูปแบบองค์การมหาชนในวันที่ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย

ต้องประชาธิปไตยเต็มใบ 

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

เป็นคนเกษียณ

คุณหมอตั้งเป้าว่าจะทำสิ่งนี้ไปอีกนานแค่ไหน 

ผมเหลืออีกไม่กี่เดือนข้างหน้าก็เกษียณแล้ว โรงพยาบาลท่าบ่อก็มี ผอ. คนใหม่แล้ว ผมพยายามใส่ไอเดียแบบนี้เข้าไป ตอนนี้องค์กรใหญ่ขึ้น แปดร้อยคน ระบบก็รันได้แล้ว ทีนี้บังเอิญว่ามีโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์ฯ ที่เวียงจันทน์เขาจีบผมไปเป็นหมอศัลย์ที่นั่น ผมก็รับเลย ผมคงเป็นหมอศัลย์จนกว่าจะไม่มีแรง ตอนนี้หกสิบยังมีแรงอยู่ และคิดว่ายังทำได้ อยู่เวรได้ เพราะผมจบศิริราชมา ก็ควายดีๆ นี่แหละ ถ้าผ่านศิริราชมาได้ ก็อยู่โรงพยาบาลไหนในสากลโลกก็ได้

อีกไม่กี่เดือนเอง ใจหายมั้ย

ผมเป็นประเภทไม่ค่อยยึดติด ไม่ได้คิดว่านี่เป็นมรดกเรา เป็นทรัพย์สินเรา เราจะจากไปไม่ได้ ไม่ใช่ ไปก็คือไป อนาคตก็เป็นเรื่องของอนาคต ถ้าเรายึดตัวบุคคลนะ ประเทศไทยจะพัฒนาแบบนี้หรอ ต้องเปลี่ยนนายกทุกสี่ปี อเมริกาก็เปลี่ยนทุกสี่ปี แปดปี ใช่มั้ย มันก็เปลี่ยนมาเรื่อยๆ พัฒนามาเรื่อยๆ สไตล์การบริหารอาจจะไม่เหมือนกัน 

ตอนนี้ยอมรับว่าผมเริ่มหมดมุกแล้ว ถ้าให้อยู่ต่อก็ไม่รู้จะคิดมุกไหนแล้ว การเปลี่ยนเนี่ยถูกต้องแล้ว

พอเข้าสู่วัยเกษียณ มุมมองชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

อย่ายึดติดกับชีวิต คุณต้องแก่ เจ็บ ตาย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณจะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่คุณรักแน่ๆ ทุกช่วงเวลาจะต้องมีการเสียดาย เสียใจ เพราะมันเป็นสัจธรรมของชีวิต ถ้าเราใช้หลักพวกนี้ในการดำเนินชีวิต เราก็จะเข้าใจชีวิต

แล้วก็สามหลักที่ผมเคยพูด คุณจะมีความสุขถ้าคุณได้ทำในสิ่งที่คุณชอบ ไม่เดือดร้อนใคร และมีประโยชน์ต่อคนอื่น ผมว่าคุณค่าของคนต้องเป็นคนดี คนดีต้องไม่เอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ ไม่โกง ไม่ทำชั่ว ศีลต้องมี ยกเว้นข้อ 5 สุราดื่มบ้างไม่เป็นอะไร (หัวเราะ) และคนเราต้องรู้จักกลัวกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว มันมีจริง

ในชีวิตที่ผ่านมามีอะไรที่คุณหมอกลัวบ้างมั้ย

กลัวหรอ นึกไม่ออกเหมือนกัน เพียงแต่ว่าผมมีเรื่องหนึ่งที่ผมรู้สึกเสียดาย คือผมเกิดมาจากรากหญ้า ไม่ได้เป็นครอบครัวคนรวย พ่อเป็นชาวนา แม่เป็นครู ต้องปากกัดตีนถีบ ผมก็ต้องทำมาหากิน เปิดคลินิกหารายได้พิเศษ แล้วผมเป็นพวกเก็บเงินไม่เป็น ไม่อยากเก็บเงินไว้แล้วตอนแก่ไม่มีแรงใช้ พอมีเงินก็ใช้เกินตัวบ้าง มีหนี้บ้าง แต่ไม่ถึงขั้นวิกฤตในชีวิต ซึ่งผมคิดมาตลอดว่า ถ้าเกิดเป็นลูกคนรวย ผมจะทำงานเสียสละให้สังคมได้มากกว่านี้ 

ถ้าผมมีตังค์ ผมจะทำงานแม่งทุ่ม สองทุ่มไปเลย ส่วนเสาร์อาทิตย์ก็ไม่ต้องเปิดคลินิก แต่ผมจะไปทำงานเพื่อสังคมแทน ผมคิดอีกนะ ถ้าผมเกิดเป็นลูกคนรวย จะยังนิสัยดีขนาดนี้อยู่มั้ย เพราะตอนนี้ผมเป็นลูกคนจน ก็เลยเข้าใจชีวิต

คนวัยนี้จะรู้สึกหมดคุณค่า คุณหมอมีคำแนะนำให้เพื่อนๆ วัยเดียวกันมั้ย

เราต้องทำยังไงก็ได้ให้เรายังมีคุณค่าในสังคม อย่างการทำงานของผมที่จะต้องไปโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์ฯ เวียงจันทน์ นั่นก็ทำให้ผมรู้สึกมีคุณค่านะ คุณจะหางานทำ จิตอาสา อาสาสมัคร หรืออะไรก็ได้ที่คุณชอบ และอย่ายึดติดกับชีวิต วัยหกสิบมันคือวัยใกล้ตาย ยังมีชีวิตก็ใช้สิ อยากกิน อยากเที่ยว อยากทำ ทำสิ คุณจะมีชีวิตเหลืออีกกี่ปีล่ะ

เราต้องทำชีวิตให้มันรีแลกซ์ อย่างผมนะ ทุกเช้าจะด่าประยุทธ์ ด่ารัฐบาลเผด็จการผ่านเฟซบุ๊ก ถ้าไม่ทำ มันจะอึดอัด แต่ผมไม่ได้เปิดเป็นสาธารณะนะ ไม่งั้นทหารเต็มบ้านผมแล้ว (หัวเราะ) 

แล้วความสุขของคุณหมอวัยเกษียณคืออะไร

ตอนนี้เรื่องที่ผมแฮปปี้มากที่สุด คือต้มคราฟต์เบียร์กินเอง ผมทำมาสามสี่ปีแล้ว สาเหตุที่ผมต้มคราฟต์เบียร์กินเอง เพราะผมหมั่นไส้การผูกขาดเบียร์ ฝีมือทำคราฟต์เบียร์คนไทยไม่แพ้ต่างชาติเลยนะ แต่ต้มเองไม่ได้ ผิดกฎหมาย กฎหมายเจ้าสัวนี่แหละ ผมรำคาญเลยเสิร์ชหาวิธีจากกูเกิล ลองผิดลองถูกจนตอนนี้เริ่มคล่องแล้ว ตอนแรกกินไม่ได้เลย

นอกจากต้มคราฟต์เบียร์ คนวัยนี้เขาทำอะไรกัน

ผมเล่นกอล์ฟ แล้วก็ชอบฟังเพลง ผมฟังทุกแนว โดยเฉพาะเพลงลูกทุ่ง ล่าสุดก็ฟังของ มนต์แคน แก่นคูน เรื่องศิลปินไม่มีใครสู้อีสาน มันไม่มีวันตายและจะพัฒนาไปเรื่อยๆ ผมขนาดถึงขั้นซื้อชุดคาราโอเกะไว้ที่โรงพยาบาลเลย 

มันจะมีอะไรสนุกไปว่าการสังสรรค์ กินเหล้า ร้องเพลง ยิ่งผมได้กินเหล้านะมีแต่ความสุข เพราะมันเป็นธรรมนูญของวงเหล้าที่ไม่ได้ถูกเขียนขึ้น ไม่มีการเสนอ ไม่มีคำอภิปราย ไม่มีตัวบทเป็นตัวอักษร เวลาพูดอะไรในวงเหล้าไม่มีใครขัด รู้มั้ยทำไมผู้ชายถึงหนีเมียไปกินเหล้า เพราะว่าอยู่บ้านมันพูดไม่ได้ พูดมาหนึ่งคำก็โดนย้อนเลย พอไปพูดในวงเหล้ามีแต่คนฟัง ผู้ชายไม่ได้ติดเหล้า แต่ติดเพื่อน ซึ่งธรรมนูญนี้เมียไม่รู้หรอกนะ (หัวเราะ)

ขอเมนูวงเหล้าที่อร่อยที่สุด 1 เมนู

เนื้อย่าง จิ้มแจ่ว ต้องเนื้อติดมันนะ เป็นวากิวได้ยิ่งดี ถ้าไม่ได้ ก็ขอเสือร้องไห้

หลังคุยกันจบ คุณหมอจะไปทำอะไรต่อ

ก็กลับบ้านไปกินเบียร์ แล้วก็เรียกเพื่อนๆ มากินด้วยกัน ผมใฝ่ฝันว่าถ้าผมอยู่เวียงจันทน์ จะมีร้านเบียร์คราฟต์เล็กๆ ต้มเบียร์ขาย มีคอคราฟต์เบียร์มานั่งคุยกัน มีเบอร์เกอร์ สเต๊ก ไว้เป็นกับแกล้ม

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน
นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

ตอนนี้มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช สาขาท่าบ่อ กำลังจัดทำโครงการบุหรงเทวี สมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์และสนับสนุนหัตถกรรมผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยผู้บริจาคจะได้รับผ้าฝ้ายคลุมไหล่ทอมือย้อมสีครามธรรมชาติ และผ้าฝ้ายคลุมไหล่ขาวม้าทอมือย้อมสีธรรมชาติ จากแม่ช่างทอมากประสบการณ์ บรรจุลงกล่องกระดาษสาจากวัสดุธรรมชาติท้องถิ่นและกล่องไม้สักหอมโบราณบุหรงเทวี ซึ่งเป็นหัตถกรรมจากแดนล้านนา จังหวัดเชียงใหม่

ไม่เพียงสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่บุหรงเทวียังชักชวนชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม เป็นการสร้างงาน เสริมรายได้ ซึ่งช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชาวบ้านในพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือของประเทศไทยด้วย 

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.burongdhevi.com และ บุหรงเทวี

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load