1 กุมภาพันธ์ 2563

..เวลาสโนว์จะละลายมีอยู่สามเดือน คือยูไล, ออคัสต์, เซปเต็มเบอร์, จำเดิมตั้งแต่เดือนออกโตเบอร์ไปสโนว์ก็ตกทวีขึ้น ปกคลุมที่ทั่วไปทุกหนทุกแห่งขาวแข็งไม่ไหลมีแต่จะทวีมากขึ้น สิ้นเวลาเก้าเดือน น้ำที่ขังอยู่บนแผ่นดินโดยลำดับเช่นนั้นจะมากน้อยเท่าใด ไหลทลายลงมาในเวลาเดียวในระหว่างสามเดือนนี้ จะไม่มีแรงมากอย่างไร เพราะเหตุฉะนั้นจึงทลายศิลาฝั่งฝาเป็นจุณวิจุณไป ที่ว่านี้ว่าตามเวลาที่น้ำละลาย แต่ใช่ว่าสโนว์จะละลายหมดไม่มีเหลืออยู่เลยนั้นก็หาไม่ บางแห่งสโนว์อยู่เป็นนิรันดร เวลาร้อนก็เป็นน้ำไหลลงมาเป็นน้ำพุน้ำตก เวลาหนาวมีหมอกมีควันมีฝน ก็มาแข็งเกรอะกรังอยู่ต่อไปอีก เพราะฉะนั้นน้ำตกที่ไหลพร่าๆ อยู่รอบฟยอร์ดทั้งปวง ไม่มีเวลาที่สุด ไม่มีเวลาน้ำตกแห้งไปได้ เป็นเครื่องที่จะให้เห็นชัดว่า กำลังน้ำมีแรงอย่างยิ่งซึ่งอาจจะเปลี่ยนแปลงไม่ใช่แต่พื้นดินจนภูเขาก็เปลี่ยนได้…

hundred years between

ภาพ : รูปทรงถ่าย เดือนหนึ่งในนอร์เวย์ รัตนโกสินทรศก ๑๒๖

ข้อความข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของพระราชหัตถเลขาฉบับที่ 29 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องราวที่ทรงทราบและสิ่งต่างๆ ที่ได้ทอดพระเนตรแต่ละวัน พร้อมด้วยพระราชวินิจฉัยในเรื่องนั้นๆ พระราชทานมายังสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านิภานภดล กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี ขณะเสด็จประพาสทวีปยุโรปครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2450 และกลายมาเป็นพระราชนิพนธ์ ไกลบ้าน

ร้อยกว่าปีต่อมา ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน มีโอกาสเดินทางตามรอยเสด็จประพาสที่นอร์เวย์ และเขียนจดหมาย 4 ฉบับ ถึงรัชกาลที่ 5 ซึ่งมีข้อความบางส่วนว่า

…ภูมิทัศน์อันกว้างใหญ่ของนอร์เวย์นั้นน่าเกรงขามยิ่ง บรรยากาศเปี่ยมมนต์ขลังเช่นนี้ ดูราวกับว่าแม่พระธรณีอาจเผยให้เห็นความงดงามหรือความโหดร้ายของธรรมชาติก็ได้ทั้งสองอย่าง แต่ครั้นธรรมชาติแสดงแสนยานุภาพให้เป็นที่ประจักษ์ เราจึงได้ตระหนักถึงความเป็นมนุษย์ แก่นสารนี้เองที่เชื่อมโยงระหว่างข้าพระพุทธเจ้าและใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท

ที่นอร์เวย์นี้ ข้าพระพุทธเจ้ารู้สึกราวกับตัวหดเหลือนิดเดียวเมื่ออยู่ท่ามกลางความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ที่ข้าพระพุทธเจ้าคิดว่าช่างมีพลังอำนาจล้นเหลือ จนต้องยอมน้อมรับโดยดุษฎี

ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ใช้จดหมายและภาพถ่ายเหล่านี้ เพื่อตามหาสายสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ที่ได้รับจากเดินทางของข้าพระพุทธเจ้าและการเสด็จประพาสของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ในราชอาณาจักรที่แสนห่างไกลดินแดนมาตุภูมิ ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มุ่งหมายจะทำการนี้ในฐานะนักประวัติศาสตร์หรือช่างภาพ แต่ในฐานะผู้สืบเชื้อสายราชวงศ์จักรี หน่อเนื้อเชื้อไขในใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท…

hundred years between

ภาพ : ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน

นี่คือส่วนหนึ่งของเรื่องราวในนิทรรศการภาพถ่าย Hundred Years Between ของท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน ในวาระครบรอบ 115 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-นอร์เวย์ พ.ศ. 2563 โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออสโล สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) และ The Cloud สนับสนุนโดย DTAC และ U City จัดแสดงระหว่างวันที่ 1 – 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ที่โรงภาษีร้อยชักสาม ในเทศกาล Bangkok Design Week 2020

ก่อนจะไปชมงาน เราอยากบอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจซึ่งอยู่เบื้องหลังการเดินทางและนิทรรศการภาพถ่ายครั้งนี้ ซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อปลายเดือนมีนาคม พ.ศ. 2562 ในช่วงที่ท่านผู้หญิงฯ กำลังทำโครงการ วังหน้านฤมิต ในมิติแห่งกาลเวลา ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

พิพิธภัณฑสถานไทย ณ นอร์ดแคปป์

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระราชอาคันตุกะจากทวีปเอเชียพระองค์แรกที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนนอร์เวย์หลังการประกาศเอกราชใน พ.ศ. 2448 พระองค์เสด็จพระราชดำเนินขึ้นมาทางเหนือจนถึงนอร์ดแคปป์เพื่อทอดพระเนตรพระอาทิตย์เที่ยงคืน และทรงสลักพระปรมาภิไธยย่อ จปร ไว้บนหินที่หน้าผานอร์ดแคปป์ เวลาล่วงไปหลายสิบปี มีชาวนอร์เวย์ค้นพบหินก้อนนี้และศึกษาจนทราบที่มา ทางรัฐบาลนอร์เวย์และไทยจึงร่วมกันจัดทำพิพิธภัณฑสถานไทย ณ นอร์ดแคปป์ เมื่อ พ.ศ. 2532 ถือเป็นพิพิธภัณฑสถานไทยแห่งเดียวที่อยู่นอกประเทศไทย

hundred years between

ภาพ : รูปทรงถ่าย เดือนหนึ่งในนอร์เวย์ รัตนโกสินทรศก ๑๒๖

เมื่อพิพิธภัณฑ์เปิดให้บริการมาครบ 30 ปี กระทรวงการต่างประเทศและกรมศิลปากรจึงร่วมกันปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ครั้งใหญ่ และเรียนเชิญท่านผู้หญิงสิริกิติยาเป็นที่ปรึกษาโครงการ

เรื่องราวหลักในพิพิธภัณฑ์ คือนิทรรศการภาพถ่าย ‘เดือนหนึ่งในนอร์เวย์’ (One Month in Norway) ช่วงรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสนอร์เวย์ พระองค์ประทับในนอร์เวย์นานถึง 28 วัน ตลอดเส้นทางเสด็จประพาส พระองค์ได้ทรงบันทึกภาพสถานที่ ภูมิประเทศ ผู้คน และเหตุการณ์ต่างๆ ที่ทรงประสบ ซึ่งต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมภาพถ่ายจากการเสด็จประพาสนอร์เวย์เพื่อจัดทำเป็นอัลบั้มภาพ และพิมพ์ชื่อบนปกว่า ‘รูปทรงถ่าย เดือนหนึ่งในนอรเวย์ รัตนโกสินทรศก ๑๒๖’

เริ่มแรกทางสถานเอกอัครราชทูตอยากเรียนเชิญท่านผู้หญิงสิริกิติยาและ The Cloud มาถ่ายทอดเรื่องราวของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เมื่อทีมงานได้รับฟังเรื่องราวการเสด็จประพาสนอร์เวย์ของรัชกาลที่ 5 ก็เห็นพ้องว่าน่าเชิญท่านผู้หญิงฯ ใช้เวลา 1 สัปดาห์เดินทางตามรอยรัชกาลที่ 5 พบปะพูดคุยกับชาวนอร์เวย์ เพื่อหาคำตอบว่าการเสด็จพระราชดำเนินครั้งนั้นมีความหมายกับชาวนอร์เวย์และประเทศนอร์เวย์อย่างไร

hundred years between
hundred years between

จึงเกิดเป็น One Week in Norway วิดีโอซีรีส์ 4 ตอน เริ่มเผยแพร่ตอนแรกวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ทาง The Cloud ซึ่งเป็นการเล่าเรื่องในมุมของ The Cloud

ส่วนท่านผู้หญิงสิริกิติยาก็มีเรื่องที่ท่านอยากเล่าผ่านภาพถ่าย ซึ่งก็คือนิทรรศการภาพถ่าย Hundred Years Between ครั้งนี้

อัลบั้มภาพทรงถ่าย

ปลายเดือนมีนาคม พ.ศ. 2562 คุณมธุรวีร์ วิสุทธกุล อัครราชทูตที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออสโล เชิญท่านผู้หญิงสิริกิติยาและทีม The Cloud ไปชมอัลบั้มภาพ ‘รูปทรงถ่าย เดือนหนึ่งในนอร์เวย์ รัตนโกสินทรศก ๑๒๖’ เล่มจริงที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ พอทราบว่าพวกเราจะได้เดินทางไปตามสถานที่ในภาพ รวมถึงยังได้ใช้บริการบริษัททัวร์บริษัทเดียวกับที่จัดให้รัชกาลที่ 5 เมื่อ 113 ปีก่อน ท่านผู้หญิงก็เกิดความคิดว่า การเดินทางครั้งนี้น่าจะเล่าเรื่องผ่านภาพถ่ายด้วย

hundred years between

“ช่วงที่ทำงานวังหน้าเรากำลังอินกับภาพถ่าย” ท่านผู้หญิงสิริกิติยาเล่าถึงที่มาของการเล่าเรื่องผ่านภาพถ่าย “เราอยากให้ภาพถ่ายสะท้อนความเชื่อของเราที่ว่าประวัติศาสตร์ประกอบด้วยมุมมองของคนในหลายมิติเวลา ภาพจากกล้องดิจิทัลสมบูรณ์แบบเกินไป พอเราเห็นภาพของ บีม (ภากร มุสิกบุญเลิศ) ในงานวังหน้าฯ ที่ถ่ายด้วยกล้อง Hasselblad ซึ่งเป็นกล้องมีเดียมฟอร์แมต เรารู้สึกว่ามันมีมิติเวลาอยู่ในรูป มีอะไรซ่อนอยู่มากกว่าที่ตาเห็น”

hundred years between

“การเล่าเรื่องผ่านอัลบั้มภาพถ่ายของรัชกาลที่ห้าเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ แล้วภาพถ่ายก็มีพื้นที่และความยืดหยุ่นที่จะเอาอารมณ์ของหลายๆ คนเข้าไปได้ และถึงแม้ว่าเรากับรัชกาลที่ห้าจะเป็นครอบครัวเดียวกัน แต่ก็ห่างกันด้วยเวลาและสถานที่ เราพยายามหาความเชื่อมโยงจนพบว่าเราชอบเดินทาง เป็นนักผจญภัย และชอบถ่ายรูปเหมือนกัน ก็เลยเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้ลองถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์ม”

สะสมข้อมูล

“สามสี่ปีที่ผ่านมาเราทำแต่เรื่องเกี่ยวกับรัชกาลที่สี่ ไม่เคยทำเกี่ยวกับรัชกาลที่ห้าเลย ก็กังวลเหมือนกัน แต่ถ้ามัวแต่กังวลตลอดเวลา งานก็จะไม่ออกมาสมบูรณ์ เราเลยไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเมือง ประวัติศาสตร์ ในรัชสมัยของรัชกาลที่ห้า เพื่อสะสมข้อมูลแล้วหาทางเชื่อมโยงให้เป็นเรื่องเดียวกัน ก่อนออกเดินทางก็ยังกังวล เพราะยังไม่เห็นภาพชัดว่าจะเล่าเรื่องอะไร ตอนที่เพิ่งไปถึงนอร์เวย์ก็รู้สึกว่ามีเรื่องราวเยอะแยะไปหมด เรื่องความรู้สึกของรัชกาลที่ห้า เรื่องของคนที่อยู่รอบท่าน ข้อมูลประวัติศาสตร์

hundred years between
hundred years between

“เราทำงานอย่างตั้งใจ ไม่ได้อยากถ่ายรูปสวยๆ แล้วเอามาแสดง แต่อยากเล่าเรื่อง สะสมเรื่องเพิ่มขึ้นทุกวัน เราหวังว่าจะพบสิ่งที่เชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกัน ทำให้เรื่องนี้ครบสมบูรณ์ ซึ่งเรายังไม่รู้ว่ามันคืออะไร บางครั้งในการทำงานก็ไม่ควรมีคำตอบสำเร็จรูป เพราะมันอาจจะไม่เวิร์กก็ได้

“สุดท้ายเราก็เชื่อมโยงได้หลังจากได้คุยกับฮันส์ เพื่อนใหม่ชาวนอร์เวย์ เราถามเขาว่าการอยู่ที่นอร์ดแคปป์ยากไหม เพราะสภาพอากาศโหดร้ายมาก เขาบอกว่าธรรมชาติมีความโหด แต่ก็มีความงามในตัวเอง มีสองมิติในเรื่องเดียวกัน แล้วเขาก็พาไปหมู่บ้านชาวประมงที่เกาะเล็กๆ เขาบอกว่าตอนเด็กๆ หลังจากฤดูหนาวผ่านไป หน้าร้อนเขาจะมาเก็บลูกคลาวด์เบอร์รี่ที่นี่ มันเป็นการคิดบวก ธรรมชาติมีฤดูหนาวที่ยาวนาน แต่ก็มีหน้าร้อนที่มีลูกเบอรี่ให้กิน เหมือนเหรียญที่มีสองด้าน”

hundred years between
hundred years between

แนวคิดของภาพถ่าย

“ในที่สุดเราก็พบว่า การเสด็จประพาสนอร์เวย์ของรัชกาลที่ห้ามีหลายวัตถุประสงค์ แล้วก็ยังมีอีกมิติที่เราอยากให้คนเข้าใจก็คือ ความรู้สึกส่วนพระองค์ ท่านเป็นกษัตริย์ เป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ แต่ท่านก็เป็นมนุษย์ เราอยากให้ทุกคนเห็นมุมนี้ของท่าน เราอยู่ในยุคที่อยู่ห่างรัชกาลที่ห้าร้อยกว่าปี เป็นญาติที่ไม่เคยพบกัน แต่เราพยายามเชื่อมโยง เราจะทำให้ท่านเห็นเราในมุมของมนุษย์คนหนึ่งได้อย่างไร และทำให้เราเห็นท่านในมุมของมนุษย์คนหนึ่งได้อย่างไร แล้วเราก็พบว่า สิ่งที่ท่านสนใจกับสิ่งที่เราสนใจคือสิ่งเดียวกัน

“ถ้าดูจากจดหมายของท่าน จะพบว่าท่านมองว่าธรรมชาติมีความสวยงามและความโหดร้าย เป็นสองมิติในเรื่องเดียวกัน แล้วท่านก็สนใจว่าคนนอร์เวย์อยู่กับธรรมชาติด้วยความเคารพและใช้ประโยชน์จากธรรมชาติอย่างไร ธรรมชาติไม่ได้อยู่เหนือเรา แต่อยู่ก่อนเราและอยู่หลังเรา เมื่อเราตายไปแล้วธรรมชาติก็ยังมีอยู่ต่อไป ธรรมชาติจึงเป็นสิ่งที่เราต้องอยู่ด้วยกันอย่างเคารพ ท่านสนพระทัยเรื่องนี้อย่างยิ่ง”

hundred years between
hundred years between

มองสิ่งที่คนอื่นมองข้าม

“ตอนแรกเราไม่ได้กังวลเรื่องรูปถ่ายเท่าไหร่ เพราะไม่รู้ว่าจะเอามาจัดนิทรรศการ (หัวเราะ) เราบอก The Cloud ว่า เราไม่ได้เป็นช่างภาพนะ ทริปนอร์เวย์เพิ่งเป็นครั้งที่สามที่เราถ่ายกล้องฟิล์ม เรากลัวคนจะคิดว่าเราเป็นช่างภาพ ถ่ายภาพเก่ง แต่กังวลไปสองสามชั่วโมงก็ไม่กังวลแล้ว ช่างมัน ทำไมเราต้องทำงานด้วยความกลัวว่าคนอื่นจะคิดอะไร เราจะเป็นศิลปินจริงหรือไม่จริงก็เป็นเรื่องของเรา (หัวเราะ) ไม่ต้องให้ใครมาบอก เราแค่อยากแสดงความรู้สึกของเราผ่านภาพถ่าย ซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัว ถ้าเขาไม่ชอบก็เป็นเรื่องของเขา เราตั้งใจทำงานของเราดีกว่า

“คนที่ดูรูปของเราบอกว่า สไตล์ภาพของเราชัดมาก คือเราไม่ชอบถ่ายสิ่งที่คนอื่นถ่าย เราชอบให้คนมองเห็นสิ่งที่มองข้าม เห็นว่าแต่ละคนมีมุมมองว่าสวยไม่สวยต่างกัน ในโลกไม่มีอะไรที่เป็นมิติเดียว อย่างตอนเข้าไปในป่าที่ออสโลซึ่งมีธรรมชาติอยู่รอบตัว บางคนอาจจะถ่ายดอกไม้ข้างหลัง แต่เราอาจจะถ่ายกิ่งก้านต้นไม้ที่อยู่ข้างหน้าซึ่งเป็นจุดที่คนมองข้าม”

hundred years between
hundred years between

ปัญหากล้องฟิล์ม

“กล้อง Hasselblad ใช้ยากหน่อย เวลาถ่ายหมดม้วนต้องหมุนฟิล์มกลับมาให้หมด บางทีเราก็เผลอเปิดกล้องโดยลืมไปว่าในกล้องยังมีฟิล์ม ก็กังวลว่าแสงที่เข้าไปจะทำให้ฟิล์มเสียทั้งม้วนไหม ปรากฏว่าโชคดีไม่เสีย หรือตอนใช้กล้อง Nikon ก็มีปัญหาหมุนฟิล์มจนได้ยินเสียงคลิก เรานึกว่ามันสุดแล้ว แต่ยังไม่สุด พอเปิดออกมาฟิล์มที่โดนแสงก็เสีย เราใช้ฟิล์มหนึ่งสามห้าไปสามสี่ม้วน แล้วใช้ฟิล์มหนึ่งสองศูนย์ร้อยไปสี่ห้าม้วน

“กลับมาเมืองไทยระหว่างรอล้างรูปก็กลัว นอนไม่หลับเลย ไม่รู้ว่ารูปจะออกมาดีไหม ถ้าออกมาไม่ดีแล้ว The Cloud จะทำยังไง (หัวเราะ) แต่โดยรวมก็ออกมาค่อนข้างพอใจ”

hundred years between
hundred years between

โรงภาษีร้อยชักสาม อาคารในสมัยรัชกาลที่ 5

hundred years between

“ภัณฑารักษ์ที่ทำงานสายพิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่ชอบทำงานในห้องขาว เพราะเรื่องราวของสิ่งที่จัดแสดงจะได้ไม่ตีกับเรื่องราวของห้อง ถ้าเป็นห้องเก่าก็ยิ่งมีเรื่องราวมีจิตวิญญาณของห้องที่ยิ่งแรง ตอนทำงานวังหน้าเลยยากมาก แต่เราก็ยังชอบทำงานในตึกเก่า ชอบทำให้สถานที่นั้นกลับมามีชีวิต มีคนเข้าไปใช้งาน เชื่อมโยงสถานที่ในอดีตกับคนในปัจจุบัน ทำให้เรื่องราวมีมิติขึ้นไปอีก

hundred years between

“ภาพถ่ายของเราพูดถึงแนวคิดของธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ เราก็อยากแสดงในอาคารเก่าที่สร้างในยุครัชกาลที่ห้า เราเลือกโรงภาษีร้อยชักสาม (ศุลกสถาน) ก็เพราะตอนที่เรากลับมาเมืองไทยเมื่อสี่ปีที่แล้ว เรามาเดินเล่นแถวนี้ ก็มาถ่ายรูปตึกนี้เหมือนทุกคน แล้วก็สงสัยว่าข้างในเป็นอะไร ทำไมถึงร้างแบบนี้ อยากเข้าไปดู พอดีว่าตอนนี้บริษัท U City ผู้ได้รับสิทธิ์พัฒนาตึกกำลังจะปิดอาคารเพื่อบูรณะหกปีในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ เลยอาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่คนทั่วไปจะได้เข้าไปเห็นความสวยงามของตึกแบบเดิมก่อนจะเปลี่ยนรูปแบบไป

hundred years between
hundred years between
hundred years between

“เราพยายามทำให้เรื่องราวของภาพถ่ายเชื่อมโยงไปกับตึก เวลาถ่ายภาพตึกนี้ออกมาสีจะอมเขียว เราเลยพยายามปรับภาพที่จะแสดงให้เป็นคูลโทนเพื่อให้เข้ากับตึก คนที่เข้ามาดูจะรู้สึกสงบ และรู้สึกว่าเรื่องราวของภาพกับอาคารมีความเชื่อมโยงกัน”

ภาพถ่ายที่ต่างกันไปในแต่ละชั้น

“เราแสดงภาพถ่ายภายในอาคารสามชั้น ชั้นล่างเป็นรูปที่สะท้อนถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ เป็นภาพที่เกี่ยวกับความรู้สึก ดูแล้วรู้สึกว่าอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เหมือนได้ไปเดินทางในนอร์เวย์ด้วยกันแบบที่รัชกาลที่ห้าและเราได้ไป

hundred years between

“ชั้นสอง แสดงภาพที่มีความเป็นเราเยอะ เป็นเรื่องราวและความทรงจำของเราที่สะสมอยู่ในสิ่งก่อสร้างและธรรมชาติ

hundred years between

“ชั้นสาม เป็นเรื่องของฮันส์และนอร์ดแคปป์ เราไปนอร์เวย์เพื่อไปนอร์ดแคปป์ สุดท้ายก็กลับไปจบที่จุดเริ่มต้น เป็นภาพของฮันส์ที่นอร์ดแคปป์ และเล่าเรื่องทั้งหมดเกี่ยวข้องกับรัชกาลที่ห้า ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการนี้”

hundred years between

รูปที่รัชกาลที่ 5 ทรงถ่าย

ที่ชั้นสามของอาคารมีห้องบอลรูมที่ใหญ่และสวย เหมาะกับการแสดงรูปปิดเรื่อง เราเลือกภาพถ่ายของรัชกาลที่ห้าซึ่งเกี่ยวข้องกับรูปของเรามายี่สิบกว่ารูปแล้วฉายผ่านโปรเจกเตอร์ เพื่อให้เห็นว่าเรื่องราวของพระองค์ท่านกับเราเชื่อมกัน”

hundred years between

จดหมายถึงรัชกาลที่ห้า

“ความคิดแรกสุดเราจะเอาจดหมายของรัชกาลที่ห้าเข้าไปแสดงในงานตรงๆ ให้คนอ่าน แต่ถ้าทำแบบนั้นดูเหมือนเราขี้เกียจไปหน่อย (หัวเราะ) แนวคิดของงานนี้เราเล่าถึงความรู้สึกของคนสองคนที่อยู่ห่างกันร้อยกว่าปี ซึ่งได้เข้าไปในสถานที่เดียวกัน ถ่ายรูปจุดเดียวกัน ถ้ามีแต่จดหมายของรัชกาลที่ห้าก็น่าจะผิด เพราะเป็นแค่เรื่องเดียว

“เราอยากให้คนที่ดูงานเข้าใจง่ายขึ้น เลยเขียนเนื้อหาในรูปแบบจดหมายส่วนตัวเขียนถึงญาติที่อยู่ในอดีต ซึ่งทุกคนเข้าใจได้หมดเพราะทุกคนก็มียายมีตา เข้าถึงได้และมีอารมณ์ร่วม เราจึงเขียนจดหมายถึงรัชกาลที่ห้า เพื่อสะท้อนถึงเนื้อหาในจดหมายของท่าน เราเขียนถึงการผจญภัยของท่านและของเราซึ่งขนานกัน ทำให้คนเห็นว่า เราอยู่คนละยุค แต่ทุกคนในทุกยุคก็เชื่อมกันหมด เป็นจดหมายที่มีเนื้อหาคู่ขนานกับจดหมายของรัชกาลที่ห้า แต่สถานการณ์และบรรยากาศไม่เหมือนกัน”

hundred years between

เนื้อความในจดหมายถึงรัชกาลที่ห้าส่วนหนึ่งเป็นเช่นนี้

“…ข้าพระพุทธเจ้าทราบว่า ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงประสบสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าประทับใจเช่นนี้คล้ายกับที่ข้าพระพุทธเจ้าพบ แม้จะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว เพราะในพระราชหัตถเลขา ทรงบันทึกถึงความทรหดอดทนและยืดหยุ่นของชาวนอร์เวย์ไว้ว่าพวกเขาใช้ชีวิตอันเปี่ยมความหมายร่วมกับแม่พระธรณีอย่างไร ก่อนถึงแหลมเหนือ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงแวะที่เกาะต๊อร์คแฮตเตน และตรัสถามหญิงชาวท้องถิ่นด้วยคำถามที่เกือบจะเป็นคำถามเดียวกับที่ข้าพระพุทธเจ้าเอ่ยถามฮันส์ หญิงผู้นั้นทูลตอบว่า ‘1บรรดาเกาะเหล่านี้ไม่มีที่ไหนสู้ เพราะมีหญ้าบริบูรณ์กว่าที่อื่น เลี้ยงวัวได้ถึง ๖ ตัว สารพัดนมเนยอะไรใน ๖ ตัวนั้น พอเลี้ยงกัน’

“ข้าพระพุทธเจ้านึกสงสัยว่า ความคิดเช่นนี้หยั่งรากฝังลึกในจิตวิญญาณไวกิ้งของชาวนอร์เวย์หรือไร เพราะพวกเขาเชื่อในความเชื่อมโยงระหว่างทวยเทพและธรรมชาติ เมื่อฟ้าคำราม สำหรับใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทและข้าพระพุทธเจ้า นั่นก็เป็นเพียงเสียงฟ้าร้องฟ้าลั่นตามธรรมชาติ แต่สำหรับชาวไวกิ้งในอดีต เมื่อท้องฟ้าแผดเสียงกึกก้องกัมปนาท พวกเขาจะบอกว่า เทพเจ้าธอร์กำลังเกรี้ยวกราดฟาดค้อนศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์…”

ออกแบบนิทรรศการให้คนมีความรู้สึกร่วม

“ถ้าเราถ่ายรูปสวยๆ แล้วเอารูปไปติดอย่างเดียวให้คนเข้าไปดู งานจบคนกลับบ้านก็จบ แต่เราต้องการให้คนดูเข้าใจจริงๆ ว่ารัชกาลที่ห้าเสด็จไปนอร์เวย์เพราะอะไร ท่านได้แลกเปลี่ยนอะไรในพื้นที่นั้น ท่านสร้างความประทับใจให้คนนอร์เวย์อย่างไร ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับนอร์เวย์สำคัญเพราะอะไร ถ้าทำแบบนี้งานของเราจะไม่จบในหนึ่งสัปดาห์ แต่จะกระตุ้นให้คนดูไปหาข้อมูลเพิ่ม คิดต่อว่าทุกอย่างที่ท่านทำไปมีเหตุผลอย่างไร

hundred years between

“เราอยากให้คนมองว่าท่านในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่มีความรู้สึกส่วนพระองค์ ถ้าเล่าแบบนี้เด็กในยุคนี้ซึ่งอยู่ห่างจากท่านหนึ่งร้อยสิบสามปีก็จะเข้าถึงเนื้อหาได้ง่ายขึ้น และสิ่งที่ท่านทำก็จะถูกถ่ายทอดต่อเนื่องไป นี่คือวิธีคิดและวิธีทำงานของเรา

hundred years between

“เรามีเรื่องที่อยากเล่าทั้งหมดอยู่ในหัว ต่อมาก็ต้องออกแบบบรรยากาศเพื่อให้เรื่องนั้นครบสมบูรณ์ คุณทิพย์ (ใจทิพย์ ใจดี-ผู้กำกับศิลป์และออกแบบนิทรรศการ) ช่วยทำให้สิ่งที่อยู่ในหัวเรามีชีวิต เธอออกแบบนิทรรศการให้ภาพเล่าเรื่องได้มากขึ้น และช่วยให้ผู้ชมก็ยังได้เห็นเรื่องราวของอาคาร

นิทรรศการที่มีแสงเปลี่ยนไปตลอดทั้งวัน

“เราคุยกับแอน (กนกพร นุชแสง-นักออกแบบแสงสว่าง) ว่าอยากให้เข้ามาในงานแล้วรู้สึกว่างานอยู่รอบตัว ทำให้ขนลุก พอขึ้นไปชั้นที่สูงขึ้น บรรยากาศที่เล่นกับความรู้สึกคนก็เบาบางลง แต่ก็ต้องไม่มืดจนมองไม่เห็นรายละเอียดของอาคาร งานนี้จึงมีทั้งออกแบบไฟเพื่อส่องภาพ และสร้างบรรยากาศในอาคาร ถ้ามาในช่วงกลางวันก็จะรู้สึกแบบหนึ่ง แต่ถ้ามาช่วงกลางคืนจะรู้สึกเหมือนเป็นอีกงานหนึ่งเลย”

hundred years between
hundred years between
hundred years between
hundred years between

115 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-นอร์เวย์

“หลายคนไม่รู้ว่าไทยกับนอร์เวย์มีความสัมพันธ์กันถึงขนาดนี้ เราอยากให้คนเข้าใจว่าความสัมพันธ์กับนอร์เวย์ส่งผลกับเราตั้งแต่แรกถึงตอนนี้ อย่างบริษัทผลิตปุ๋ยยารา เราไม่เคยรู้เลยว่ารัชกาลที่ห้าคือลูกค้าต่างชาติคนแรกของบริษัท ท่านซื้อปุ๋ยเคมีซึ่งเป็นของใหม่มากในยุคนั้นแล้วส่งกลับมาที่ไทย จากนั้นยาราก็เข้ามาขายในประเทศไทย dtac ก็ใช่

hundred years between

“รัชกาลที่ห้าไปนอร์เวย์ในช่วงเวลาพิเศษ คือนอร์เวย์เพิ่งได้เอกราชสองปี เราไม่รู้เลยว่าคนนอร์เวย์ให้ความเคารพรัชกาลที่ห้าค่อนข้างมาก ถ้าไปพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ในนอร์เวย์จะเห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับรัชกาลที่ห้าและประวัติศาสตร์ไทย พิพิธภัณฑ์และอนุสาวรีย์รัชกาลที่ห้าหลายแห่งคนนอร์เวย์ก็ทำกันเอง เพราะเขาศึกษาประวัติศาสตร์แล้วเจอว่ารัชกาลที่ห้าเสด็จไปเยือนจุดนี้ เขาคิดว่าเป็นเหตุการณ์ที่พิเศษมาก พวกเขาไม่ได้คิดว่าประวัติศาสตร์ไทยเป็นสิ่งที่แยกจากประวัติศาสตร์นอร์เวย์ แต่เป็นสิ่งที่เชื่อมกันมาตั้งแต่ร้อยกว่าปีก่อน ประวัติศาสตร์ของเขาก็เป็นประวัติศาสตร์ของเราในอีกมิติหนึ่ง

“เราอยากให้คนเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ว่าทุกอย่างเชื่อมถึงกันหมด เราไม่ได้มาถึงจุดนี้เพราะตัวเราคนเดียว แต่เป็นเพราะหลายๆ ฝ่าย ประวัติศาสตร์ของทุกคนจึงสำคัญและเชื่อมถึงกันเป็นก้อนเดียว”

hundred years between

รายละเอียดการเข้าชม

นิทรรศการจัดแสดงวันที่ 1 – 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 เวลา 11.00 – 20.30 น. และ วันที่ 6 – 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 เวลา 11.00 – 21.30 น. ที่โรงภาษีร้อยชักสาม ซอยเจริญกรุง 36

เนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัยในการเข้าชมนิทรรศการ ผู้จัดงานจึงเปิดรับผู้ชมรอบละ 20 ท่าน และให้เวลาชมรอบละ 30 นาที ถ้าไม่อยากมาต่อคิวหน้างาน ก็จองคิวล่วงหน้าได้ที่ www.zipeventapp.com/e/Hundred-Years-Between แล้วมารับสัญลักษณ์เข้าชมงานที่หน้าอาคารก่อนเวลาเข้าชม 15 นาที หากไม่มารับบัตรคิวภายในเวลาที่กำหนด ขอสงวนสิทธิ์ให้คิวต่อไปชมก่อน

สำหรับท่านที่ไม่ลงทะเบียนล่วงหน้า ลงทะเบียนหน้างานได้

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographers

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

30 พฤศจิกายน 2564

มีธุรกิจไหนบ้างที่เกี่ยวข้องกับคน

แทบไม่ต้องคิด… คำตอบก็เห็นตรงกันว่า ทุกธุรกิจมีทรัพยากรมนุษย์เป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่ทำให้องค์กรเติบโตไปข้างหน้าได้ ตราบเท่าที่ยังมีสังคมมนุษย์ดำรงอยู่ ยิ่งเป็นองค์กรขนาดใหญ่ระดับโลกอย่างกลุ่ม ปตท. ที่ไม่เพียงการบริหารจัดการพนักงานจำนวนมากจะเป็นเรื่องท้าทายเท่านั้น แต่โจทย์ใหญ่กว่านั่นคือการเปลี่ยนผ่านคนไปสู่ทักษะใหม่ ธุรกิจใหม่ที่ไกลกว่า เพื่อรองรับกับธุรกิจที่กำลังจะเปลี่ยนไป และไม่ได้หยุดแต่เพียงที่ธุรกิจพลังงานเหมือนที่ผ่านมา

สุชาติ ระมาศ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารศักยภาพองค์กรและธรรมาภิบาล บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แม่ทัพใหญ่ที่ก้าวจากบทบาทผู้บริหารธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีกมาสู่การบริหารคน ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีค่ามากที่สุดขององค์กร เขายอมรับว่าต้องผ่อนคันเร่งที่ร้อนแรงจากโลกธุรกิจลง เพื่อให้สอดรับกับศิลปะการจัดการทรัพยากรบุคคลที่ต้องเร่งเครื่องขึ้น เพื่อให้พอดีกับก้าวแต่ละก้าวที่ ปตท. จะไป โดยยังรักษาวัฒนธรรมองค์กรที่เชื่อเรื่องการต่อสู้ แข่งขัน และพร้อมเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอเอาไว้

หน้าที่ของฝ่ายทรัพยากรบุคคลในโลกยุคใหม่ควรจะเป็นอย่างไร

ภาพจำแบบเดิมที่เคยเจอเลือนหายไปเรื่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยบทบาทของทีมที่พร้อมจะเติบโตไปกับธุรกิจ หรือต้องเป็นคู่คิดทางธุรกิจที่พร้อมก้าวเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ไปด้วยกันกับองค์กร ซึ่งต่างจากอดีตที่ถือว่าเราเป็นหน่วยกองหลัง ฝ่ายทรัพยากรบุคคลจึงต้องเข้าใจโจทย์ให้ตรงกัน เพื่อตอบสนองต่อลูกค้าคนสำคัญที่สุด นั่นคือ ‘พนักงานทุกคน’ เพื่อสร้างรากฐานที่ยั่งยืนให้กับองค์กรไปด้วยกัน

The Cloud ชวนผู้อ่านติดตามบทสัมภาษณ์ของผู้บริหารคนนี้ เพื่อให้เข้าใจวิถีของ ปตท. ดียิ่งขึ้น และรับรู้ว่ายังมีพื้นที่ที่เปิดกว้างเสมอ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนรุ่นใหม่ รุ่นกลาง รุ่นเก๋า หรือรุ่นไหนก็ตามที

เพิ่งมารับตำแหน่งสำคัญนี้ไม่นาน รู้สึกอย่างไรบ้าง

ผมถือว่านี่เป็นงานใหม่ เป็นภารกิจที่สำคัญ เรื่องคนเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ผมมองว่าหน้าที่ที่รับผิดชอบอยู่คือการที่กำลังดูแลสินทรัพย์ที่มีค่ามากที่สุดในองค์กรเลย เราต้องพัฒนาหรือเสาะแสวงหาผู้ที่มีความสามารถมาร่วมงาน ถือว่าท้าทายไปอีกแบบหนึ่ง องค์กรขับเคลื่อนโดยคน ผมอยู่สายธุรกิจมาสามสิบปี พอเปลี่ยนมาดูคน ก็ถือเป็นอีกบทบาทหนึ่งที่น่าสนใจและท้าทาย

ต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง

ต้องปรับตัวในเรื่องการบริหารจัดการ ผมจะเร็วเกินไปไม่ได้ เพราะเรื่องคนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่คนในทีมก็ต้องเดินให้เร็วขึ้นด้วย เพราะว่าธุรกิจไม่รอเรา ต้องเพิ่มความเร็วให้ก้าวไปพร้อมกับผมที่เดินช้าลงหน่อย เหมือนการทำงานแบบไฮบริดนั่นล่ะ หัวใจของการทำงานคือการประสานความร่วมมือระหว่างกันใน ปตท. ทั้งหมด นอกจากนี้ งานทรัพยากรบุคคลยังมีส่วนสนับสนุนเรื่องนวัตกรรม และเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงความสามารถ โดย ปตท. ต้องเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ อย่างผมเองก็เคยอยู่ในกลุ่มธุรกิจมาก่อน ตอนนี้มาจัดการคน ก็นำความรู้ที่เรามีมาแบ่งปันต่อยอดได้

ทำงานในองค์กรนี้มา 30 ปี คิดว่าคน ปตท. เป็นคนแบบไหน

คน ปตท. ถูกฝึกให้แข่งขันและต่อสู้มาตั้งแต่ในยุคแรกๆ แล้ว ผู้บริหารรุ่นเก่าฝึกให้เราแข่งขัน ต่อสู้ พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง อย่างผมเคยขายน้ำมันสู้กับบริษัทต่างชาติ ลูกค้าตอนนั้นก็บอกว่า คุณเป็นใคร จะไปขายแข่งกับบริษัทข้ามชาติใหญ่ๆ ได้ยังไง แต่เราก็ต้องแข่ง เราถูกฝึกให้ดิ้นรนต่อสู้ตลอดเวลา เลยเป็นวัฒนธรรมของคน ปตท. ที่ต้องปรับตัว แข่งขันกับสิ่งต่างๆ และพร้อมปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้ได้อยู่ในสายเลือดของพวกเรามานาน

แล้วอีก 30 ปีข้างหน้า คน ปตท. ควรจะเป็นอย่างไร

วันนี้เราก็ยังต้องรักษาวัฒนธรรมที่ต่อสู้ ดิ้นรน พร้อมเปลี่ยนแปลง และเรียนรู้อยู่เสมอ และการต่อสู้ไปข้างหน้าจะเป็นรูปแบบใหม่ที่คน ปตท. ต้องพร้อมรับมือกับการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์การใช้พลังงานในอนาคต และอาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจ ดังนั้นในจุดนี้ คน ปตท. ต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกครั้ง ต้องมีการ Upskill /  Reskill จากความรู้ ทักษะเดิมที่มีอยู่ ไปสู่ความรู้ใหม่ ทักษะใหม่ เพื่อต่อยอดธุรกิจใหม่ๆ ของ ปตท. ในอนาคต ซึ่ง ปตท. ได้มีการเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้ที่จะเกิดขึ้นไว้แล้ว

สอดคล้องกับในปีที่ผ่านมา ปตท. ได้เปลี่ยนวิสัยทัศน์ใหม่เป็น ‘Powering Life with future energy and beyond’ นั่นคือการขับเคลื่อนทุกชีวิตด้วยพลังแห่งอนาคต และเติบโตในธุรกิจใหม่ที่ไกลกว่าพลังงาน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับวันข้างหน้า

สุชาติ ระมาศ กับงานบริหารทรัพยากรบุคคลของ ปตท. ในยุคไฮบริด

องค์กรที่ยั่งยืนในมุมคุณสุชาติเป็นอย่างไร

สำหรับผม องค์กรที่ยั่งยืนคือองค์กรที่มีความพร้อมในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ตลอดเวลา และสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตด้วย อย่างเช่นวันนี้เราปรับตัวเพื่ออนาคต เห็นได้ชัดจากการบริหารจัดการ ซึ่ง ปตท. พยายามสมดุลระหว่างธุรกิจ ควบคู่ไปกับการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันคุณค่าหลักของเราคือความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งเป็นสิงที่เราทิ้งไม่ได้เลย เพราะเป็นภารกิจหลักที่จะต้องดำเนินควบคู่ไปพร้อมๆ กับการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น องค์กรจึงต้องมีวิสัยทัศน์และเป้าหมายที่ชัดเจนในการวางรากฐาน เพื่อให้องค์กรเติบโตในระยะยาว ภายใต้ค่านิยม SPIRIT ที่แข็งแกร่ง ที่จะเป็นตัวยึดโยงบุคลากรขององค์กรให้ทำงานสอดประสานกันเป็นอย่างดี ไม่ว่าสถานการณ์ภายในหรือภายนอกองค์กรจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ปตท. จะยังคงมีความแข็งแกร่งจากภายใน ซึ่งเกิดจากความเชื่อมั่นและร่วมมือกันของผู้บริหารและพนักงาน รวมถึงการได้รับแรงสนับสนุนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม เพื่อให้องค์กรสามารถขับเคลื่อนและเติบโตไปได้อย่างยั่งยืน

ในอนาคต ปตท. อยากจะรับคนแบบไหน

ทุกวันนี้พนักงาน ปตท. มีความหลากหลายอยู่แล้ว โดยเฉพาะการทำธุรกิจในอนาคต ธุรกิจที่องค์กรจะเข้าไปดำเนินการก็จะมีความหลากหลายขึ้น อย่างคำว่า Beyond ในวิสัยทัศน์ ตอกย้ำว่า ปตท. จะไม่ได้ทำแค่เรื่องของพลังงานแบบเดิม แต่จะมุ่งไปยังพลังงานแห่งอนาคต อย่างเช่น ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV นอกจากนี้ อีกส่วนหนึ่งก็เข้าไปสู่ธุรกิจค้าปลีกและอาหาร รวมถึงการจับมือในการทำธุรกิจเกี่ยวกับ  Life Science  ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์ยา อุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ และอาหารเพื่อสุขภาพ เป็นต้น

ดังนั้น ปตท. จึงต้องการคนที่หลากหลาย มีความสามารถในการขับเคลื่อนธุรกิจอนาคตที่จะเดินไปข้างหน้า โดยเริ่มจากการพัฒนาทักษะคนที่มีอยู่เดิม และในส่วนของการทำธุรกิจใหม่ จึงมีความจำเป็นใช้คนที่มีความเชี่ยวชาญมาช่วยด้วย และนับจากนี้จะเป็นการผสมผสานกันระหว่างคนเก่าที่มีอยู่และคนใหม่ที่เรารับเข้ามา เพื่อทำงานร่วมกันไปสู่เป้าหมายที่องค์กรได้วางไว้

คนต่างรุ่นก็มองต่างมุม จัดการปัญหาเรื่องนี้อย่างไร

อย่างที่ทราบว่า ปตท. มีคนทำงานที่หลากหลายวัย และเมื่อคนต่างวัยมาทำงานร่วมกัน เราใช้ความเป็นพี่เป็นน้องแบบคนในครอบครัวเดียวกัน เคารพและยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างของกันและกัน ทุกวันนี้ ปตท. มีพนักงานที่อยู่ใน Gen Y และ Gen Z รวมกันเกินครึ่งหนึ่งขององค์กร ที่ผ่านมาเราเปิดโอกาสให้พวกเขาได้แสดงความคิดเห็น แสดงความสามารถ และเอาประสบการณ์ของคนรุ่นเก่าที่เรามีไปช่วยเสริม ผมเชื่อว่าแนวคิดหรือรูปแบบการทำงานที่หลากหลาย จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในแง่มุมที่จะช่วยให้ ปตท. สามารถดำเนินภารกิจใหม่ๆ ที่ท้าทายได้ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้

สุชาติ ระมาศ กับงานบริหารทรัพยากรบุคคลของ ปตท. ในยุคไฮบริด

ทุกวันนี้เทคโนโลยีมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วคนยังสำคัญที่สุดอยู่หรือเปล่า

เทคโนโลยีอาจจะยังไม่สามารถเข้ามาทดแทนแรงงานคนได้ทั้งระบบ แต่จะแทนแรงงานคนได้ในส่วนที่เป็นงานที่ผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์ มาจนเกิดเป็นแพตเทิร์นที่แน่นอนแล้ว เพื่อเพิ่มความถูกต้อง แม่นยำ ลดต้นทุน ลดเวลาในการทำงานที่ซ้ำๆ กัน

ปัจจุบัน ปตท. อยู่ในช่วงการมุ่งสู่การแสวงหาธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งก้าวไปไกลกว่าที่จำกัดอยู่เพียงธุรกิจพลังงาน การที่จะอยู่กับเทคโนโลยีให้ได้ พนักงานก็ต้องปรับตัวและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ด้วยเช่นกัน เพราะแม้เทคโนโลยีหรือคอมพิวเตอร์จะประมวลผลได้รวดเร็วหรือแม่นยำขนาดไหน แต่ก็ยังไม่สามารถทำหน้าที่แทนคนในเรื่องการตัดสินใจ วิเคราะห์ และแปลความหมายได้ทั้งหมด

และการที่จะมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้น ล้วนเกิดขึ้นจากความชาญฉลาดของมนุษย์ ดังนั้น จึงถือเป็นโอกาสที่เปิดให้คนของเราได้ใช้ศักยภาพในการวิเคราะห์ลงไปในงานใหม่ๆ ธุรกิจใหม่ๆ ไม่อยากให้คิดหรือกลัวกันไปว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาแทนแรงงานคน แต่ให้คิดว่า ‘คนต้องรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี’ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ดีขึ้นมากกว่า

ปตท. จูงใจให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานได้อย่างไร

คนรุ่นใหม่ไม่ได้ตัดสินใจ หรือให้ความสำคัญกับขนาดหรือความใหญ่ขององค์กร แต่พวกเขาต้องการทำงานที่ท้าทาย สนุก ได้มีโอกาสคิดนอกกรอบ สามารถแสดงศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่ มีระบบการทำงานที่ยืดหยุ่น คล่องแคล่ว รวดเร็ว และบรรยากาศการทำงานที่ดี เราก็กำลังออกแบบกันอยู่ จากวิสัยทัศน์ที่เรากำลังมุ่งสู่การแสวงหาธุรกิจใหม่ ๆ  มีการตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาสักแห่งให้พวกเขาทำงาน ถ้าผลตอบแทนของบริษัทนี้สูง คุณก็ได้ค่าตอบแทนสูงขึ้นตามไปด้วย เราอาจทำเป็นกลุ่มเฉพาะ อย่างเช่น สตาร์ทอัพที่เราทำเองหรือคนที่ทำของใหม่ ให้เขาได้ลุยเลย แล้ววัดกันที่ผลงานและผลตอบแทนก็ต้องดีตามกันด้วย อันนี้ถือว่าตอบโจทย์ทั้งคนรุ่นใหม่และธุรกิจใหม่ๆ ที่เราจะไปในอนาคต

ปตท. ยังมี Employee Happiness Journey เป็นแพลตฟอร์มเก็บข้อมูลการทำงานของพนักงานตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงานจนถึงวันที่เขาเกษียณ เพื่อดูพัฒนาการของเขาในองค์กรนี้ ช่วยให้ตัวพนักงานได้สำรวจตัวเอง และผู้บังคับบัญชาก็จะเห็นด้วย ครอบคลุมตั้งแต่ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลสำหรับการบริหารงาน และข้อมูลสนับสนุนการทำงาน ที่เฉพาะเจาะจงเป็นรายบุคคล

พอเข้ามามาทำงาน พวกเขาต้องเรียนรู้องค์กรสักระยะหนึ่ง จากนั้นพอขยับมาเป็นหัวหน้างาน ก็ต้องเรียนรู้เรื่องการจัดการคน ข้อมูลของแต่ละคนจะถูกจัดการแบบเฉพาะตัว (Personalization) เพราะแต่ละคนมีข้อมูลที่ไม่เหมือนกัน ความสามารถต่างกัน เราใช้ข้อมูลช่วยสนับสนุนพนักงานได้ตามความสามารถที่เขามี รวมถึงเติมเต็มสิ่งที่เขาต้องการได้ หรืออย่างบางคนที่มีศักยภาพจะเป็นหัวหน้างานในอนาคต เราจะเห็นว่าเขายังขาดทักษะอะไรบ้าง เราก็ให้เขาไปเรียนรู้เพื่อเตรียมพร้อมได้

การทำงานของฝ่ายทรัพยากรบุคคลยุคใหม่ควรจะเป็นอย่างไร

ต้องทำงานเชิงรุก วันนี้การทำงานของทีมต้องคล่องตัว รวดเร็ว และตอบโจทย์ธุรกิจ ในอนาคต ปตท. จะไม่ใช่แค่บริษัทพลังงาน เราจะทำทั้งยา อาหาร และธุรกิจอื่นๆ ดังนั้น HR ยุคใหม่ต้องเตรียมพร้อมและปรับเปลี่ยนตนเองอยู่ตลอดเวลา มีการทำงานในเชิงรุก กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง และต้องมีความรู้ความเข้าใจธุรกิจ HR ต้องมองให้ออกว่าองค์กรกำลังจะทำธุรกิจอะไร และมีอะไรที่เป็น Key Success Factors เกี่ยวกับพนักงานที่จะช่วยผลักดันให้ธุรกิจนั้นประสบความสำเร็จ HR ต้องเป็นคู่คิดให้ธุรกิจได้ ต้องคิดล่วงหน้า และบอกได้ว่าถ้าองค์กรจะเดินไปทางนั้น ควรบริหารจัดการกับคนในองค์กรอย่างไร ถึงจะทำให้องค์กรบรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้ 

ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีบางหน่วยต้องการคนพูดภาษาจีนได้ ข้อมูลพนักงานต้องพร้อมดึงขึ้นมา เพื่อหาคนที่ต้องการได้โดยเร็ว และอาจให้เขาเริ่มงานอาทิตย์หน้าเลย ต้องเป็นแบบนั้น ช่วงโควิดสองปีที่ผ่านมา เราเปิดธุรกิจใหม่มาเยอะ แต่ไม่ขาดคนเลย เพราะเราหาคนไปเติมได้หมด กระจายคนจากสายงานเดิมมาใส่ก่อน และรับสมัครคนนอกเข้ามาเพิ่มเติม

คน ปตท. ในยุค Next Normal ต้องเข้าออฟฟิศหรือไม่

ปตท. ได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้งาน เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงานร่วมกันจากพื้นที่ต่างๆ รวมถึงการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานเพื่อรองรับการทำงานในรูปแบบ New normal อาทิ ระบบประชุมออนไลน์ การปรับรูปแบบการเรียนรู้ของพนักงานผ่านห้องเรียนเสมือนจริง (Virtual Classroom) การอบรม Online / E-Learning  การจัดเก็บข้อมูลใน One Drive (Cloud system) เพื่อความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลไม่ว่าจะทำงานที่ไหนก็ตาม

รูปแบบการทำงานต้องปรับให้เหมาะสมกับธุรกิจ จำนวนคนเราอาจจะเพิ่มในบางธุรกิจที่กำลังเติบโตไปข้างหน้า แต่ไม่ต้องเพิ่มพื้นที่สำนักงานก็ได้ เราคงไม่ได้กลับไปทำงานเหมือนเดิม เพราะว่าตอนนี้มันเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว สำคัญคือบริหารจัดการอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด บางอย่างยังต้องใช้คนก็ใช้ บางอย่างใช้ระบบเข้ามาทำแทนได้

จากการสำรวจความเห็นผู้บริหารและพนักงานต่อรูปแบบการทำงานแบบ New Normal ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ต้น พ.ศ. 2563 พบว่าผู้บริหารและพนักงานมีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า การทำงานในรูปแบบนี้ยังคงประสิทธิภาพการทำงานได้ไม่ต่างจากการทำงานในสภาวะปกติ ต้องถือได้ว่า ปตท. ปรับตัวรองรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี

ในฐานะพี่ใหญ่คนหนึ่ง อยากจะบอกอะไรกับน้องๆ ที่เพิ่งเริ่มทำงาน

ผมคิดว่าช่วงแรกของการทำงาน เราต้องทำเต็มความสามารถ ต้องเหนื่อยที่สุด เพราะเป็นการเรียนรู้เพื่อสั่งสมประสบการณ์ ผมจะบอกพนักงานเข้าใหม่ว่า สิบปีแรกของคุณจะต้องทำงานหนักมาก เพื่อเติบโตจากฐานความรู้และความสามารถที่มี คนเก่งถ้ามีประสบการณ์ด้วย จะทำให้เขาตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและแม่นยำ เรามีเด็กรุ่นใหม่ที่เป็นกลุ่มเด็กทุนของ ปตท. ให้เวียนไปเรียนรู้แต่ละธุรกิจ พวกเขาก็ทำงานหนักเลยนะ เราให้เขาลงสนามจริงเลย เพื่อให้เขารู้จักลูกค้า ได้เห็นธุรกิจ เพราะพวกเขาจะเป็นคนที่ดูแลองค์กรต่อไปในอนาคต

ผมว่าเรื่องการทำงานขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละคน ตอนนี้ผมมีความสุขกับงาน ทุกครั้งที่ทำสำเร็จก็ยังมีความภูมิใจ ที่นี่เป็นเหมือนบ้าน เวลาผ่านไปไวมาก จริงๆ ปตท. เป็นองค์กรที่ให้โอกาสทุกคน ซึ่งเราเองก็ต้องคว้าโอกาสนั้นมา พยายามทำผลงานที่ดีเพื่อก้าวและเติบโตไปพร้อมกันกับองค์กร

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load