ในบรรดาคนรุ่นราวคราวเดียวกัน เอ๋ สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ หรือที่รู้จักกันในนามปากกา “นิ้วกลม” คงไม่ต่างอะไรกับอัลตราแมนของสนามนักเขียน นักเล่าเรื่อง ที่วิ่งมาเกินกว่าร้อยกิโลเมตร เขายืนระยะสร้างผลงานอย่างต่อเนื่องมายาวนาน นับจากวันที่ตีพิมพ์ โตเกียวไม่มีขา เมื่อ พ.ศ. 2547 จนถึงวันนี้ที่มีผลงานกว่า 50 เล่ม นั่นคือเส้นทางของนักเขียนที่ไม่ได้แค่เขียนหนังสือ แต่กำลังบอกเล่าชีวิตตัวเองผ่านทุกประโยค
เอ๋ สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ จากช่างกลมสู่นิ้วกลม นามปากกาที่เกิดจากความเบื่อ

สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ เกิด 15 ตุลาคม พ.ศ. 2521 เรียนมัธยมที่โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ก่อนจะเข้าศึกษาต่อที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรม — เส้นทางที่ดูไม่มีทางพาไปถึงห้องสมุดหรือร้านหนังสือเลย
ชื่อนิ้วกลมเริ่มจากตอนที่เขาเริ่มใช้อินเทอร์เน็ต ในเว็บบอร์ดคณะ เห็นคนอื่นมีนามจอ (นามปากกาที่ใช้ในจอคอมพิวเตอร์) อย่าง “ตัวกลม” จึงเริ่มตั้งนามปากกาตัวเองตามใจ จนกลายเป็นชื่อที่ผู้อ่านหลายล้านคนจดจำมาจนถึงทุกวันนี้
หลังเรียนจบ เขาเข้าทำงานโฆษณาที่บริษัทลีโอ เบอร์เนทท์ และต่อมาที่บริษัท JWT มีผลงานสร้างสรรค์โฆษณาอย่างเช่น เบียร์เชียร์ ช็อกโกแลตคิดแคต แว่นท็อปเจริญ และยังทำงานให้อาดิดาสที่ประเทศจีน ในช่วงโอลิมปิก 2008 ที่ปักกิ่ง แต่ในเวลาเดียวกันนั้น ปลายนิ้วของเขากำลังเขียนบางอย่างที่สำคัญกว่าบทโฆษณาทุกชิ้น
โตเกียวไม่มีขา บันทึกจากคนที่อยากบอกว่าตัวเองเจ๋ง

โตเกียวไม่มีขา คือผลงานชิ้นแรกของเขาที่ได้ตีพิมพ์อย่างจริงจัง ถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ จากการเดินทางเที่ยวญี่ปุ่น โดยผู้ที่ให้โอกาสเขาในครั้งนี้คือ วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ บรรณาธิการคนสำคัญของ a day
เขาประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุเพียง 26 ปี กับผลงานสร้างชื่ออย่าง โตเกียวไม่มีขา ด้วยการถ่ายทอดที่ครบถ้วนทั้งความคิดสร้างสรรค์ ปรัชญา และอารมณ์ขัน
แต่สิ่งที่นิ้วกลมเล่าเองในภายหลังกลับน่าสนใจกว่า — โตเกียวไม่มีขา เขียนด้วยการอยากจะบอกว่าตัวเองเจ๋ง เขียนด้วยความรู้สึกรักตัวเอง ยิ่งเขียนยิ่งรัก นั่นไม่ใช่คำวิจารณ์ตัวเอง แต่เป็นการรู้จักตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งในที่สุดก็กลายเป็นคุณสมบัติที่ทำให้หนังสือเล่มนั้นสัมผัสใจคนได้จริงๆ
เจออีเมลหนึ่งส่งมาบอกว่าเขาเผอิญหยิบโตเกียวไม่มีขามาอ่านในวันที่ตัดสินใจจะจบชีวิตตัวเอง แต่พอเปิดอ่านแล้ว วางไม่ลง ผ่านคืนนั้นไปได้ รุ่งเช้าเขาปิดหนังสือเล่มนี้และมองโลกเปลี่ยนไป — นั่นคือพลังของหนังสือที่เขียนด้วยความจริง
ซีรีส์ชื่ออวัยวะ แบรนดิ้งที่ไม่ได้วางแผน
หลังจากโตเกียวไม่มีขาประสบความสำเร็จ นิ้วกลมมีผลงานสารคดีท่องเที่ยวต่อมาอย่าง กัมพูชาพริบตาเดียว (2548), เนปาลประมาณสะดือ (2549), สมองไหวในฮ่องกง (2550) และ นั่งรถไฟไปตู้เย็น (2551)
นิ้วกลมสนุกกับการตั้งชื่อหนังสือที่มีชื่ออวัยวะ “ตอนแรกไม่ตั้งใจ แต่ต่อมาคิดว่ามันเป็นการ Branding ที่ดีเหมือนกัน” — ความบังเอิญที่กลายเป็นลายเซ็นที่แฟนหนังสือจดจำได้โดยไม่ต้องดูชื่อผู้เขียน
หิมาลัยไม่มีจริง เมื่อเขียนด้วยความรักคนอื่นแทนตัวเอง
13 ปีหลังจากโตเกียวไม่มีขา หิมาลัยไม่มีจริง ออกมาในปี 2560 พร้อมความรู้สึกที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง — หิมาลัยไม่มีจริง เขียนด้วยความรักคนอื่น คือเราได้สัมผัสประสบการณ์นี้แล้วมันดีมากกับจิตใจเรา เราก็อยากส่งต่อ อยากบอกสิ่งนี้จริงๆ
นั่นคือการเติบโตของนักเขียนที่ชัดเจนที่สุด — จากคนที่เขียนเพื่อพิสูจน์ตัวเอง สู่คนที่เขียนเพราะอยากให้คนอื่นได้สิ่งที่ตัวเองได้รับ
หนังสือที่เขียนยากที่สุดและใช้เวลานานที่สุดคือหิมาลัยไม่มีจริง ความยากไม่ใช่ความหนาของหนังสือ 600 หน้า แต่เป็นความรู้สึกอินมากกับการเดินทางครั้งนี้ เพราะสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเดินทางไปค่ายฐานเอเวอเรสต์คือได้เห็นธรรมชาติที่หมุนวนไปอย่างไม่มีคำอธิบาย
นอกจากหนังสือ ครีเอทีฟ พิธีกร พอดแคสต์ และสำนักพิมพ์ KOOB
นิ้วกลมยืนระยะสร้างผลงานผ่านบทบาทการเป็นทั้งนักเขียน บรรณาธิการสำนักพิมพ์ พิธีกรรายการโทรทัศน์ อัดพอดแคสต์ ทำช่องยูทูบ และอีกหลายช่องทางการเล่าเรื่อง
ด้านพิธีกร เป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ทางช่องไทยพีบีเอส ได้แก่ รายการพื้นที่ชีวิต รายการเป็นอยู่คือ รายการวัฒนธรรมชุบแป้งทอด และรายการ Status Story นอกจากนั้นยังเป็นผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ KOOB ที่เป็นพื้นที่ให้นักเขียนรุ่นใหม่ได้มีพื้นที่แสดงงาน
เขายังได้เขียนเพลงร่วมกับแสตมป์ อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข ในเพลง “ทฤษฎีสีชมพู” ซึ่งกลายเป็นเพลงที่คนรู้จักกันดีในอีกบริบทหนึ่ง — พิสูจน์ว่าสราวุธไม่ได้อยู่แค่บนชั้นหนังสือ แต่อยู่ในหูและหัวใจของคนฟังด้วย
อ่านมากพอแล้วก็ฝน กระบวนการเขียนแบบนิ้วกลม
กระบวนการการอ่านการเขียน เหมือนปรากฏการณ์ฝน เมื่ออ่านมากก็เหมือนน้ำระเหยขึ้นไปกองกันอยู่ในสมองไม่ต่างอะไรจากก้อนเมฆ จากนั้นก็กลั่นออกมาเป็นน้ำฝน
นั่นคือปรัชญาการเขียนที่เรียบง่ายแต่บอกได้ทุกอย่าง — นิ้วกลมไม่ได้เขียนจากอากาศ แต่เขียนจากสิ่งที่สะสมมา และผู้อ่านทุกคนที่หยิบหนังสือของเขาขึ้นมา ก็กำลังรับเมล็ดฝนนั้นไปด้วยเช่นกัน
