13 กุมภาพันธ์ 2563
12 K

อากิระ ซากาโนะ (Akira Sakano) คือเรี่ยวแรงหลักที่เปลี่ยนเมืองคามิคัตสึ ในจังหวัดโทคุชิมะ เมืองเล็กๆ ที่มีประชากรราว 1,500 คน ซึ่งกว่าครึ่งมีอายุเกินกว่า 65 ปี ให้กลายเป็นเมืองที่มีระบบจัดการขยะดีที่สุดในประเทศญี่ปุ่น 

Akira Sakano ผู้ทำงานกับกองขยะจนเปลี่ยนเมืองคามิคัตสึให้มีระบบจัดการขยะดีที่สุดในญี่ปุ่น

ถ้าจะพูดให้เห็นภาพแบบง่ายๆ ก็คือ เมืองนี้แยกขยะด้วยระบบ 45 ถัง!

แต่ถ้าจะพูดให้ถูกต้องก็ควรบอกว่า บ้านเรือนในเมืองนี้แยกขยะแบบตามใจ แยกยังไงก็ได้ อาจจะใช้แค่ถังเดียวก็ได้ แต่สุดท้ายทุกคนต้องขับรถเอาขยะของตัวเองไปทิ้งและไปแยกที่ภูเขานอกเมือง

Akira Sakano ผู้ทำงานกับกองขยะจนเปลี่ยนเมืองคามิคัตสึให้มีระบบจัดการขยะดีที่สุดในญี่ปุ่น

โดยเฉลี่ยแล้วขยะทั่วประเทศญี่ปุ่นถูกนำไปรีไซเคิลเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ที่เมืองนี้มีอัตราการรีไซเคิลอยู่ที่ 80 เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ยังประกาศว่าปี 2020 ที่นี่จะเป็นเมืองปลอดขยะแห่งแรกของญี่ปุ่น 

พวกเขามีวิธีลดขยะไอเดียบรรเจิดมากมาย จนคนทำงานด้านเมืองจากทั่วโลกต้องขอเดินทางมาดูงาน

อากิระเป็นประธานองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรชื่อ ‘Zero Waste Academy’ เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องการลดขยะทั้งหมดของเมือง ผลงานของหญิงสาววัย 31 ปีคนนี้โดดเด่นจนเธอได้รับเชิญให้เป็นประธานร่วมของการประชุม World Economic Forum ที่สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปีที่แล้ว

ปลายปี 2019 อากิระเดินทางมาเป็นวิทยากรพิเศษเรื่องการจัดการขยะที่งานเวิร์กช็อป Set Zero จัดโดย Big Trees ครีเอทีฟเอเจนซี่ ชูใจ กะ กัลยาณมิตร และ Japan Foundation

เราเลยได้โอกาสนั่งคุยกับเธอว่า เธอเปลี่ยนเมืองเล็กๆ แห่งนี้ได้ยังไง

Akira Sakano ผู้ทำงานกับกองขยะจนเปลี่ยนเมืองคามิคัตสึให้มีระบบจัดการขยะดีที่สุดในญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นเป็นประเทศแห่งการจัดการขยะ…จริงหรือ

หากใครเคยไปญี่ปุ่นคงสังเกตเห็นระบบถังขยะที่แยกประเภทอย่างเคร่งครัด จนคิดว่าที่นี่เป็นประเทศต้นแบบของการแยกขยะและจัดการขยะ

“ขยะทั่วไปในญี่ปุ่นถูกนำไปรีไซเคิลแค่ยี่สิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น อีกแปดสิบเปอร์เซ็นต์ถูกส่งไปเผา นั่นคือความจริง” อากิระเริ่มต้นบทสนทนาด้วยข้อมูลที่น่าประหลาดใจ 

อากิระย้อนประวัติศาสตร์การจัดการขยะของญี่ปุ่นให้ฟังว่า เมื่อก่อนทั่วประเทศใช้ระบบฝังกลบ ซึ่งมีปัญหาเรื่องแมลงวันและการแพร่เชื้อโรค จนกระทั่งมีเหตุการณ์ฝูงแมลงวันจากหลุมขยะใกล้ๆ โตเกียวบินเข้าไปสร้างปัญหาในเมืองหลวง เทศบาลจึงยกเลิกการทิ้งขยะลงหลุมฝังกลบ เปลี่ยนมาเป็นการเผาแทน แล้วค่อยนำสิ่งที่เหลือจากการเผามาทิ้งในหลุมฝังกลบ ขยะในหลุมจึงไม่มีแมลงวันตอม และไม่มีปัญหาด้านสุขอนามัย นอกจากนี้ยังช่วยลดปริมาณขยะในหลุมด้วย เพราะญี่ปุ่นไม่ได้มีที่ดินมากมายให้ทำหลุมฝังขยะ ขยะบางส่วนที่ได้จากการเผาก็นำไปถมทะเลเพื่อสร้างเป็นแผ่นดินใหม่

“ด้วยเหตุผลด้านสุขอนามัยและพื้นที่ ญี่ปุ่นจึงเน้นกำจัดขยะด้วยการเผา เมื่อก่อนแต่ละเมืองมีเตาเผาขยะของตัวเอง ฉันจำได้ว่าโรงเรียนประถมของฉันก็มีเตาเผาขยะเล็กๆ เด็กนักเรียนญี่ปุ่นต้องทำความสะอาดโรงเรียนเอง ทำเสร็จแล้วเราก็จะเอาขยะไปใส่เตาแล้วเผา” อากิระเล่าเรื่องการจัดการขยะเมื่อครั้งเธอยังเยาว์

แต่เรื่องนี้ไม่ได้จบแฮปปี้เอ็นดิ้งด้วยการโยนขยะลงในเตาเผา เพราะเตาเผาแบบง่ายๆ ที่ใช้ทั่วประเทศต่างปล่อยสารไดออกซินออกมาจากการเผาขยะ ในที่สุดก็มีการออกกฎหมายควบคุมว่า ถ้าจะสร้างเตาเผาขยะต้องเป็นเตาที่ใช้ความร้อนสูง และมีตัวกรองมลพิษป้องกันการปล่อยไดออกซินออกมา แน่นอนว่าต้นทุนในการสร้างเตาเผาไฮเทคแบบนี้สูงขึ้นมาก ทำให้หลายเมืองจ่ายเงินค่าสร้างไม่ไหว

“รัฐบาลกลางช่วยประสานงานให้เทศบาลหลายๆ แห่งลงทุนสร้างเตาเผาขนาดใหญ่ร่วมกัน” อากิระบอกทางแก้

เหมือนว่าปัญหาขยะจะจบลงอย่างแฮปปี้เอ็นดิ้งแล้ว แต่ยัง

“ระบบการกำจัดขยะด้วยการเผานี้ มีประสิทธิภาพสูงมาก ขยะแปดสิบเปอร์เซ็นต์ในญี่ปุ่นถึงถูกเผาทิ้งแทนที่จะนำไปรีไซเคิล เพราะมีต้นทุนต่ำกว่าและจัดการง่ายกว่าเยอะ นี่คือปัญหา” อากิระหัวเราะให้กับปัญหาที่ตามมา

รีไซเคิลมันยากตรงไหน

เชื่อว่าหลายคนคงยังสงสัยว่า ก็ในเมื่อพี่น้องชาวญี่ปุ่นพร้อมใจกันแยกขยะอย่างดี มีรถมาเก็บขยะแต่ละชนิดแยกตามวัน แล้วทำไมถึงรีไซเคิลได้แค่นี้

“ขวดพลาสติกและกระป๋องอะลูมิเนียมถูกนำไปรีไซเคิล แต่ขยะส่วนใหญ่ซึ่งหนักกว่าไม่ได้ถูกนำไปรีไซเคิล ด้วยเหตุผลที่หลากหลาย เช่น ขวดพลาสติกที่ไม่ได้แยกทุกชิ้นส่วนออกจากกันนำไปรีไซเคิลยาก แต่เหตุผลสำคัญคือ ถ้าคุณอยากรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์พลาสติก คุณต้องมีระบบแยกขยะที่ดี มีโรงงานรีไซเคิล และมีความต้องการพลาสติกที่ได้จากการรีไซเคิล ปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลกตอนนี้ คือราคาวัตถุดิบที่ได้จากการรีไซเคิลราคาแพงกว่าวัตถุดิบใหม่ ทำให้รีไซเคิลมาแล้วขายไม่ได้ ก็เลยไม่มีคนอยากลงทุนเรื่องรีไซเคิล มันจึงง่ายกว่าถ้าเราจะจัดการขยะด้วยการเผา เพราะมีระบบรองรับอยู่แล้ว หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีระบบเตาเผาขยะ ก็ไม่มีแรงบันดาลใจในการลดปริมาณขยะ” อากิระอธิบาย

Akira Sakano ผู้ทำงานกับกองขยะจนเปลี่ยนเมืองคามิคัตสึให้มีระบบจัดการขยะดีที่สุดในญี่ปุ่น
Akira Sakano ผู้ทำงานกับกองขยะจนเปลี่ยนเมืองคามิคัตสึให้มีระบบจัดการขยะดีที่สุดในญี่ปุ่น

กองขยะท้าทายกว่าการเรียนต่อต่างประเทศ 

อากิระเป็นชาวเมืองนิชิโนะมิยะ จังหวัดเฮียวโงะ หลังจากเรียนจบด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม เธอก็ทำงานกับองค์กรอาสาสมัครเยาวชนชื่อ AIESEC ที่มองโกเลีย แล้วเปลี่ยนมาทำงานกับ DHL Global Forwarding ที่ฟิลิปปินส์ 2 ปี เพื่อเรียนรู้ว่าองค์กรใหญ่ๆ ทำงานอย่างไร จากนั้นเธอก็ลาออกเพื่อเตรียมไปเรียนต่อด้านการสร้างสันติภาพผ่านนโยบายสิ่งแวดล้อมที่ต่างประเทศ

ปี 2015 พอรู้ข่าวว่าเพื่อนสนิทกลับมาเปิดคาเฟ่ที่บ้านเกิดในเมืองคามิคัตสึ อากิระก็ขอตามมาช่วยเพื่อน ทีแรกเธอตั้งใจว่าจะอยู่แค่ 6 เดือน แต่เมื่อได้เห็นการทำงานเรื่องขยะขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ชื่อ Zero Waste Academy ซึ่งประกาศเจตนารมย์ตั้งแต่ปี 2003 ว่า ภายในปี 2020 เมืองคามิคัตสึจะเป็นเมืองปลอดขยะ จะไม่มีขยะให้ฝังกลบหรือเผาอีกต่อไป เป็นเมืองแรกในญี่ปุ่นที่ตั้งเป้าหมายเรื่องขยะอย่างจริงจังเช่นนี้ อากิระก็สนใจอยากร่วมงานด้วย และเธอก็ได้รับตำแหน่งประธานขององค์กรในปีนั้นเอง

เมืองเล็กๆ ซึ่งเดินทางแสนจะลำบากแห่งนี้มีอะไรดี ถึงทำให้หญิงสาวคนหนึ่งทิ้งแผนเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ แล้วเปลี่ยนมาทำงานกับกองขยะแทน

มีเงินน้อย ก็ได้ใช้สมองเยอะ

คามิคัตสึเป็นเมืองเล็กที่มีงบประมาณน้อยจึงไม่สามารถขนเงินไปลงทุนทำเตาเผาขยะร่วมกับเทศบาลเมืองข้างเคียงได้ เพราะสร้างเตาเผาขยะไม่ได้ ก็ต้องหาวิธีกำจัดขยะแบบอื่น

“เมื่อก่อนที่นี่ใช้วิธีให้คนขับรถเอาขยะของตัวเองไปทิ้งที่หลุมฝังกลบซึ่งอยู่ในภูเขานอกเมือง โดยไม่มีการแยกขยะใดๆ” อากิระเล่าถึงไอเดียแรกที่เทศบาลนี้คิดได้

เมืองนี้ไม่มีรถไปเก็บขยะตามบ้าน เพราะมันต้องใช้เงินบริหารจัดการซึ่งเทศบาลแห่งนี้ไม่มี ก็เลยใช้วิธีง่ายๆ ให้แต่ละบ้านดูแลขยะของตัวเองด้วยการขับรถเอาขยะไปทิ้งเอง เนื่องจากหลุมฝังกลบอยู่ค่อนข้างไกล บางบ้านต้องขับรถไป 40 นาที แต่ละบ้านจึงกำหนดระบบและความถี่ในการไปทิ้งขยะที่เหมาะกับตัวเอง

แต่ปริมาณขยะที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เทศบาลเริ่มคิดหาทางลดปริมาณขยะในหลุมฝังกลบด้วยวิธีต่างๆ และเป็นการคิดที่ครบวงจร

มาบริหารสมองกันสักหน่อย ถ้าคุณเป็นผู้บริหารเมือง คุณจะชวนชาวเมืองราว 1,500 คน ซึ่งกว่าครึ่งมีอายุเกิน 65 ปี ให้ช่วยกันลดปริมาณขยะยังไง

แล้วมาดูกันว่าโครงการที่เกิดขึ้นในเมืองนี้เหนือความคาดหมายของคุณไหม

Akira Sakano ผู้ทำงานกับกองขยะจนเปลี่ยนเมืองคามิคัตสึให้มีระบบจัดการขยะดีที่สุดในญี่ปุ่น

การแยกขยะเป็นหน้าที่ใคร

คำถามในบรรทัดบน ไม่ได้ถามกันแค่พี่น้องชาวไทยเท่านั้น แต่ชาวเมืองคามิคัตสึก็สงสัย

การลดปริมาณขยะนั้นไม่มีทางเกิดขึ้นได้ถ้าไม่ทำงานร่วมกับชาวเมือง ที่นี่จึงเริ่มต้นจากการทำวิจัยหาข้อมูลว่า ชาวเมืองผลิตขยะอะไรบ้าง คำตอบที่ได้คือ ขยะ 30 – 40 เปอร์เซ็นต์ เป็นขยะย่อยสลายได้ ที่เหลือนำไปรีไซเคิลได้ เป้าหมายก็คือ ต้องรีไซเคิลขยะในส่วนนี้ให้ได้

“หลักสูตรการเรียนการสอนทั่วไปของญี่ปุ่น เด็กจะได้เรียนเรื่องการแยกขยะตอนปอสี่ ซึ่งจะสอนให้แยกประเภทตามแนวทางการจัดการของแต่ละเทศบาล บางครั้งก็เชิญเจ้าหน้าที่จากเทศบาลมาสอน บางครั้งก็พาเด็กไปดูงานที่สถานที่กำจัดขยะ” อากิระพูดถึงการปลูกฝังเรื่องการแยกขยะในระดับเยาวชน

ถ้าว่ากันตามทฤษฎี ชาวญี่ปุ่นรู้ว่าต้องแยกขยะยังไงตั้งแต่อยู่ ป.4

แต่ทางปฏิบัติไม่ใช่แบบนั้น

“เมื่อขอให้ชาวเมืองช่วยกันแยกขยะ เขาก็ถามกลับว่า การจัดการขยะเป็นหน้าที่ของเทศบาล ทำไมต้องให้ชาวเมืองทำ โดยเฉพาะที่นี่ซึ่งมีคนแก่เยอะ เหมือนโยนภาระให้คนแก่ ซึ่งไม่ดีเลย” อากิระเว้นจังหวะ

“แต่เมืองไม่มีทางเลือกอื่น เราเปลี่ยนทั้งระบบไม่ได้ ก็ต้องค่อยๆ เปลี่ยน เริ่มจากการตั้งคอนเทนเนอร์สำหรับแยกขยะไว้ที่จุดทิ้งขยะของเมือง ทุกคนต้องเอาขยะมาทิ้งที่นี่อยู่แล้ว ก็แยกขยะกันตรงนี้เลย แทนที่จะทิ้งทุกอย่างลงในหลุมเดียวกันหมด เป็นจุดเริ่มต้นง่ายๆ เป็นการแยะขยะด้วยคน”

ในวันนั้น เทศบาลชวนคนแยกขยะออกเป็น 9 ประเภท ฟังดูเหมือนจะวุ่นวาย แต่ก็ไม่มากนัก อากิระบอกว่า แต่ละบ้านไม่จำเป็นต้องมีถังขยะ 9 ใบ เพราะสิ่งที่แต่ละบ้านบริโภคต่างกัน บ้านที่มีกระป๋องอะลูมิเนียมเยอะก็แยกกระป๋อง ถ้าไม่มีขวดแก้วก็ไม่ต้องแยกขวดแก้ว สุดท้ายแล้วขยะของแต่ละบ้านจะมีแค่ไม่กี่ประเภทเท่านั้น จะแยกให้เสร็จมาจากบ้านก็ได้ หรือจะมาแยกแบบละเอียดตรงจุดคัดแยกขยะก็ได้

แล้วอะไรทำให้คนยอมคุ้ยขยะ แยกขยะเป็นประเภทต่างๆ แทนที่จะโยนทั้งถุงทิ้งลงหลุมแบบเดิมก็ได้

Akira Sakano ผู้ทำงานกับกองขยะจนเปลี่ยนเมืองคามิคัตสึให้มีระบบจัดการขยะดีที่สุดในญี่ปุ่น
Akira Sakano ผู้ทำงานกับกองขยะจนเปลี่ยนเมืองคามิคัตสึให้มีระบบจัดการขยะดีที่สุดในญี่ปุ่น

ผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดที่สุดในเมือง

คุณคิดว่าคนญี่ปุ่นอินเรื่องการแยกขยะแค่ไหน 

“คนที่อยากแยกขยะมีแค่สิบถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น นี่คือกลุ่มบนสุด” อากิระเฉลย “ส่วนกลุ่มล่างสุดยี่สิบเปอร์เซ็นต์คือพวกชอบบ่น ไม่ลงมือทำอะไรเลย และคนส่วนใหญ่หกสิบเปอร์เซ็นต์อยู่ตรงกลาง ไม่ได้ตระหนัก ไม่สนใจแยกขยะ” 

ตอนนี้เมืองคามิคัตสึแยกขยะได้ถึง 45 ประเภท เพราะคนตรงกลางซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ยอมทำตามคนกลุ่มบน 

“มีปัจจัยหลายอย่าง แต่เหตุผลที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือแรงกดดันของชุมชน ถ้าคนรอบตัวคุณทำอย่างหนึ่งแล้วคุณไม่ทำ คุณจะรู้สึกถึงแรงกดดัน ในที่สุดคุณจะยอมทำตาม” 

ประชากร 20 เปอร์เซ็นต์กลุ่มบนที่อยากลดขยะ อยากรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม คือกลุ่มคุณป้าผู้คิดถึงลูกหลานในอนาคต ก็เลยยินดีเข้าร่วมโครงการ ซึ่งพวกเธอเป็นคนที่ได้รับความเคารพจากคนในชุมชน

“คนทั่วไปอาจไม่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่พอกลุ่มคุณป้าพูดว่าเราต้องทำ มันก็มีอิทธิพลต่อคนอื่นๆ ” อากิระพูดถึง Influencer ตัวจริง

ข้อมูลที่น่าสนใจอีกอย่างที่ได้จากการสำรวจ คือการที่ผู้สูงวัยเดินทางมาที่ศูนย์แยกขยะ ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้พบปะพูดคุยกับคนอื่น นั่นเป็นอีกเหตุผลที่คนวัยเกษียณชอบออกจากบ้านมาแยกขยะ 

ข้อมูลบอกอีกว่า คน 60 เปอร์เซ็นต์ รู้สึกว่าการแยกขยะคือการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อชุมชน ชาวเมืองอยากทำอะไรเพื่อเมืองอยู่แล้ว เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าควรจะทำอะไร ตอนนี้พวกเขาพบแล้วว่า การแยกขยะคือสิ่งที่เมืองต้องการ

นี่แค่จุดเริ่มต้น ยังมีโครงการสนุกๆ อีกเพียบ

Akira Sakano ผู้ทำงานกับกองขยะจนเปลี่ยนเมืองคามิคัตสึให้มีระบบจัดการขยะดีที่สุดในญี่ปุ่น
Akira Sakano ผู้ทำงานกับกองขยะจนเปลี่ยนเมืองคามิคัตสึให้มีระบบจัดการขยะดีที่สุดในญี่ปุ่น

ยืดอายุให้กลายเป็นขยะช้าที่สุด

ถ้าเราใช้งานของที่อยู่ในมือให้นานขึ้น ขยะก็จะน้อยลง

ที่นี่จึงเปิดร้าน Kuru-Kuru Reuse Shop ตรงจุดคัดแยกขยะ หลักการของร้านนี้ง่ายมาก คือใครมีของอะไรที่ยังใช้งานได้แต่ไม่ต้องการแล้ว ก็เอาไปวางในร้าน ใครชอบใจชิ้นไหนก็หยิบไปใช้ต่อได้ คล้ายกับร้านขายของมือสอง เพียงแต่ไม่มีการซื้อขาย ให้และรับกันฟรีๆ แทนที่ของชิ้นนั้นจะโดนโยนลงหลุม ก็เปลี่ยนไปอยู่ในมือของคนที่จะนำมันกลับไปใช้ต่อ

แล้วก็มีการเปิดอีกร้านชื่อ Kuru-Kuru Upcycling Craft Center มีเหล่าคุณป้ารับหน้าที่ช่วยซ่อมเสื้อผ้าไปจนถึงเอาเสื้อผ้าเก่าหรือว่าวปลาคาร์ฟมาดัดแปลงให้กลายเป็นเสื้อผ้าตัวใหม่ดีไซน์เฉียบ เป็นการช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าเก่าให้กลายเป็นเสื้อผ้าใหม่ แทนที่จะกลายเป็นขยะ

เด็กที่เกิดในเมืองนี้ทุกคนจะได้รับชุดผ้าอ้อมแบบใช้ซ้ำเป็นของขวัญจากเทศบาล พร้อมกับคำแนะนำในการใช้ เพื่อช่วยลดปัญหาขยะจากผ้าอ้อมแบบใช้แล้วทิ้ง

แล้วก็ยังมีถ้วยจานชามให้ยืมใช้สำหรับจัดเทศกาลต่างๆ จะได้ไม่ต้องใช้บรรจุภัณฑ์แบบใช้แล้วทิ้ง
แค่นี้ก็ลดขยะไปได้อีกตั้งเยอะ

Akira Sakano ผู้ทำงานกับกองขยะจนเปลี่ยนเมืองคามิคัตสึให้มีระบบจัดการขยะดีที่สุดในญี่ปุ่น

คิดนอกกล่อง

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์มากโดยเฉพาะอาหาร

อากิระบอกว่า ด้วยสภาพอากาศที่ชื้นทำให้อาหารเสียง่าย ญี่ปุ่นจึงจริงจังเรื่องบรรจุภัณฑ์อาหารมาก ดังนั้นถ้าจะทำโครงการขายวัตถุดิบอาหารแห้งแบบไร้บรรจุภัณฑ์ให้ผู้บริโภคเอาภาชนะไปใส่เองจากร้านแบบโลกตะวันตก ดูจะเป็นไปได้ยาก ใครจะไปเปลี่ยนระบบค้าปลีกอาหารของญี่ปุ่นได้

เมืองคามิคัตสึทำได้

“เราร่วมมือกับร้านอาหารและคาเฟ่ พวกเขาต้องซื้อวัตถุดิบมาเก็บไว้ในปริมาณมากอยู่แล้ว การซื้อในปริมาณมากเช่นนี้ใช้บรรจุภัณฑ์น้อยกว่าที่ผู้บริโภคทั่วไปซื้อไปใช้ในครัวเรือน เราจึงขอให้แต่ละร้านทำลิสต์ว่าร้านของเขามีสต็อกอะไรบ้าง เช่น น้ำมัน น้ำตาลทราย ข้าวสาร ลูกค้าก็จะไม่ได้มาแค่กินอาหาร แต่ยังสั่งซื้อวัตถุดิบแล้วใส่ภาชนะของตัวเองกลับไป ร้านไม่ได้ขายทุกอย่างที่คุณอยากซื้อ แต่คุณจะมีทางเลือกในการซื้อของแบบไม่มีบรรจุภัณฑ์จากร้านในชุมชนใกล้บ้านได้”

อากิระให้เหตุผลถึงแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ร้านอาหารยอมร่วมโครงการ

“มันเป็นโอกาสที่ดีของร้านที่จะทำให้คนเห็นว่า ร้านของเขาใช้วัตถุดิบอะไร ดีแค่ไหน บางร้านโดดเด่นเรื่องการใช้วัตถุดิบออร์แกนิก แต่มันยากที่จะอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจ นี่คือโอกาสโชว์ให้ลูกค้าเห็นว่าร้านเขาใช้ของพวกนี้นะ เรายังเปลี่ยนทั้งระบบไม่ได้ แต่ก็พยายามเปลี่ยนบางส่วน เป็นงานสเกลเล็กๆ ที่นำไปขยายผลต่อได้”

Akira Sakano ผู้ทำงานกับกองขยะจนเปลี่ยนเมืองคามิคัตสึให้มีระบบจัดการขยะดีที่สุดในญี่ปุ่น

ต้องลดขยะในใจ

โครงการทั้งหมดที่เล่ามา ดำเนินงานโดย Zero Waste Academy โดยใช้งบประมาณสนับสนุนจากเทศบาล งานวิจัยและวิธีแก้ปัญหาต่างๆ ที่ได้มานั้นแสนจะคุ้มค่าเพราะเอาไปขยายผลต่อในเมืองอื่นๆ ได้ทันที

Zero Waste Academy ไม่ได้รับเงินจากเทศบาลอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังทำงานกับองค์กรธุรกิจ ให้บริการเป็นที่ปรึกษาด้านการจัดการขยะด้วย

ปีนี้ 2020 แล้ว คามิคัตสึต้องรีบหาทางจัดการขยะอีก 20 เปอร์เซ็นต์ที่ยังรีไซเคิลไม่ได้ ถ้าอยากจะทำให้ได้ตามเป้าที่ประกาศไว้ อากิระบอกว่าไม่ง่ายนัก เพราะของหลายอย่างทำจากวัตถุดิบที่รีไซเคิลไม่ได้ หรือแยกชิ้นส่วนประเภทต่างๆ ออกจากกันไม่ได้ ในส่วนนี้ถ้าจะทำให้สำเร็จก็ต้องการความช่วยเหลือในด้านการออกแบบตั้งแต่แรกจากบริษัทผู้ผลิตสินค้าด้วย

แต่ถึงจะยังทำไม่ได้ตามเป้า คามิคัตสึก็ถือเป็นเมืองต้นแบบของการจัดการขยะที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น และดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เมื่อถามถึงเหตุผลสำคัญที่ทำให้เมืองเล็กๆ แห่งนี้ไปไกลได้ถึงจุดนั้น อากิระตอบพร้อมเสียงหัวเราะว่า

“เพราะเมืองนี้ไม่มีเงินสร้างเตาเผาขยะไง”

เมื่อคนจากโลกตะวันตกมาดูงานที่นี่ พวกเขาพูดวิเคราะห์จุดเด่นของที่นี่ไว้ได้อย่างน่าสนใจ

“พวกเขาบอกว่า เมืองในยุโรปหรืออเมริกา มีรถเก็บขยะที่มารับถึงบ้าน ชาวเมืองไม่ต้องทำอะไรมาก แค่แยกขยะที่ย่อยสลายได้ ขยะรีไซเคิล และขยะอื่นๆ สามถัง ขยะรีไซเคิลก็ส่งไปที่ระบบแยกขยะขนาดใหญ่ มีการจ้างคนมาแยก เขาว่าช่วยจ้างงานคนไปในตัว คนในเมืองก็ไม่ต้องทำอะไรมาก ระบบแบบนี้มันก็ดี แต่เขาว่ามันไม่ได้เปลี่ยนความคิดของคน เพราะคนไม่ต้องคิดอะไร ก็เลยไม่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่จะนำไปสู่การลดการสร้างขยะ

“เมืองเราทำงานกับชาวเมืองเยอะ ทำให้เขาเห็นว่าเขาผลิตขยะอะไรบ้าง เยอะแค่ไหน แล้วเขามีทางเลือกในการลดขยะยังไง ทำให้เขาตระหนักมากขึ้น เพราะรู้ว่าตัวเองสร้างขยะอะไร”

สุดท้ายการลดปริมาณขยะไม่ได้ลดที่หลุมฝังกลบ แต่ต้องลดในใจคนให้ได้

เมื่อถามถึงโครงการในอนาคต อากิระตอบว่า ระบบต่างๆ ของเมืองคามิคัตสึดำเนินไปได้ด้วยดีแล้ว ตอนนี้เธอกำลังจะเดินทางไปจัดการปัญหาขยะในเมืองอื่นต่อ

ภาพ : Zero Waste Academy.Japan

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

NANA Coffee Roasters คาเฟ่ย่านบางนา คือสถานที่พูดคุยของเราในวันนี้ บรรยากาศโล่งโปร่ง รายล้อมด้วยสีขาวสะอาด ตัดกับความเขียวขจีของแมกไม้ มีกลิ่นหอมฟุ้งของกาแฟอบอวลชวนฝัน

และมีต่างหูยาวระย้า ที่คาดผมดอกไม้อลังการ กระโปรงบานสีฟ้าพลิ้วไหว กระเป๋าถือในคราบโทรศัพท์โบราณ พร้อมรอยยิ้มกว้างเป็นมิตร

ไม่ต้องมองหาให้เมื่อยคอ เธอคือ จอย-ณัฐกาญจน์ เด่นวณิชชากร เจ้าของธุรกิจ Joy Ride บริการดูแลพร้อมรับส่งผู้สูงอายุไปหาหมอ ไม่ผิดแน่ 

จอยเริ่มด้วยการบอกตามตรงว่าเธอชื่นชอบ The Cloud มาก และมักจะเข้ามาพูดคุยบนเพจของเราเสมอ วันนี้ ถึงตา The Cloud เป็นฝ่ายเข้าหาเธอ เรานั่งลง สนทนา ถามไถ่เรื่องราวในชีวิตจอยด้วยความยินดีอย่างยิ่ง

อาจเป็นเพราะกฎแห่งแรงดึงดูด, เธอว่า

หรืออาจเป็นเพราะสิ่งที่เธอทำมันมีทั้งคุณค่าและความหมาย, เราเห็นเช่นนั้น

หากไม่เชื่อ ขอโฆษณาให้ฟังสักเล็กน้อย 

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก
Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

ถ้าคุณเป็นคนที่เคยเลื่อนนัดหมอเพราะลูกหลานไม่ว่างพาไป จำต้องพลาดกิจกรรมบางอย่างเพราะไม่มีคนไปด้วย หรือไม่มีใครอยู่รอในวันที่ต้องผ่าตัดครั้งใหญ่ เรามีข้อเสนอดี ๆ มาให้

ก่อนอื่น นี่ไม่ใช่โฆษณาชวนเชื่อ แต่เป็นโฆษณาบริการรถรับจ้าง

และนี่ก็ไม่ใช่แค่รถรับจ้างธรรมดา แต่เป็นรถที่จอดรอคุณทั้งวัน มีโชเฟอร์ที่เป็นทั้งคนขับ คนช่วยพยุง คนคุยเล่นเป็นเพื่อน คนสื่อสารกับหมอ โดยมีการเตือนคุณให้กินยา และแวะเวียนมาหาพร้อมของฝากเป็นบริการหลังการขาย 

สตาร์ทอัพของอดีตพนักงานเงินเดือนหมดไฟ ที่หันมาเอาดีด้านการดูแลผู้สูงอายุราวกับคนในครอบครัว 

นี่เป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของ Joy Ride เท่านั้น

Joy to the World

จากจังหวัดยะลา ใต้สุดของประเทศ จอยขึ้นมาจบการศึกษาจากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะฝันอยากเป็นนักเขียนบท 

หากว่างจากการเรียน เธอมักจะเป็นอาสาสมัครเลี้ยงเด็กตามบ้านเด็กอ่อน และคอยช่วยเหลือค่ายศิลปะ Art for All เกือบทุกปี เป็นศิลปะสำหรับเด็ก 5 ประเภท คือ หูหนวก ตาบอด พิการทางรางกาย พิการทางสมอง และเด็กปกติ 

จอยบอกว่าตัวเองไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง มีชีวิตขาวสะอาดมาก ถึงขั้น “โคตรอินโนเซนส์”

เธอจึงตัดสินใจกลับไปอยู่ใต้อีกครั้งที่ภูเก็ต บ้านเกิดของแม่และยาย คิดว่าคงได้ประสบการณ์มาเขียนบทเป็นกอบเป็นกำ แต่กลับจับพลัดจับผลูมาทำงานการตลาด ในตำแหน่ง Marketing Officer ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่หนึ่งของชีวิต

จุดเปลี่ยนที่สอง เกิดขึ้นในวัย 25 ปี เมื่อเธอกลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ ด้วยการเป็น Brand Manager ของบริษัทเกี่ยวกับภาพยนตร์ นำพาให้เธอได้เติบโตบนเส้นทางนักการตลาดในหลายแวดวงเรื่อยมา จนถึงวันที่มีเงินเดือนแตะแสนบาท 

แต่เธอไม่จอยสมชื่อ จอยเต็มไปด้วยความทุกข์ หลังวิกฤตโควิดเข้ามาได้ 1 ปี

“มีความกดดันในที่ทำงาน จากเป็นคนที่เจ้านายรักมาก กลายเป็นหมาหัวเน่า เริ่มนั่งอยู่ดี ๆ ก็อยากร้องไห้ ขับรถก็ร้องไห้

“เริ่มโทรไปคุยกับแม่ว่า หม่าม้า ลูกจะเป็นคนที่ล้มเหลวไหมถ้าลูกจะขายบ้าน ขายรถที่กรุงเทพฯ ขายทุกอย่างเลย แล้วกลับไปอยู่ยะลา ลูกไม่มีความสุขในชีวิต รู้สึกแย่มาก”

เธอตัดสินใจไปพบแพทย์ วันนั้นเองที่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญได้ถือกำเนิดขึ้น

เรื่องแรก เป็นไปตามคาด หมอวินิจฉัยว่าจอยเป็นโรคซึมเศร้า เธอนั่งปล่อยโฮกลางโรงพยาบาล

เรื่องต่อมา ขณะที่น้ำตายังคงไหล เธอมองเห็นคนแก่ กำลังพาคนที่แก่กว่า และป่วยกว่าไปพบแพทย์

“ทำไมลูกหลานไม่พามา” เสียงในหัวเธอดัง คิดถึงเรื่องเล่าจากเพื่อนที่มีแม่เป็นมะเร็ง ต้อง Follow-up ทุก ๆ 3 เดือน แต่เจ้านายกลับไม่ให้ลาหยุด 

จอยกินยาคลายเครียดเม็ดแรกในชีวิต 

วันอาทิตย์เธอปรึกษาในกลุ่มมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการฝากร้าน ว่า จะทำธุรกิจรับจ้างพาผู้สูงอายุไปหาหมอ ปรากฏว่ามีคนสนับสนุน ให้ความสนใจเยอะมาก 

จอยยื่นจดหมายลาออกในเช้าวันจันทร์ 

เธอทำโลโก Joy Ride ให้คนในกลุ่มเลือกอีกครั้ง เธอจด Trademark จดทะเบียนเว็บไซต์ เปิดเฟซบุ๊ก จด Domain Name ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเวลา 1 เดือน 

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

Test Drive

ไอเดียแรกของธุรกิจนี้คือบริการดูแลพร้้อมรับส่งผู้สูงอายุ แต่ลูกค้าคนแรกที่โทรเข้ามา คือขอให้เธอช่วยรับกลับจากโรงพยาบาลสนาม เพราะเพิ่งหายจากโควิด แม้จอยจะขอใช้เวลาคิด แต่เธอก็โทรกลับไปตอบว่า “ได้ค่ะ”

จอยสวมเสื้อกันฝนแทนชุด PPE เปิดหน้าต่าง ปิดแอร์ สวมหน้ากากอนามัย 2 ชั้น พร้อมถุงมือและหมวก แม้จะเป็นงานแรกที่เธอยังจับต้นชนปลายอะไรไม่ได้มาก แต่ลูกค้าคนแรกของเธอก็กลับถึงบ้าน พร้อมเขียนรีวิวชื่นชมเธอยกใหญ่ จุดประกายให้ (อดีต) มาร์เก็ตติงสาว คิดแคมเปญขึ้นมาเล็ก ๆ ว่า Welcome home พาคุณกลับบ้าน ไปหาบ้านที่คุณรัก และคนที่คุณคิดถึง คอยรับจ้้างส่ง (อดีต) ผู้ป่วยโควิดตลอดทั้งเดือน 

กระนั้น จากที่เคยได้เงินเดือนแตะแสนบาท กลับกลายเป็นได้กำไร 200 บาทในเดือนแรก เพราะต้องซื้อชุด เครื่องพ่นแอลกอฮอล์ เครื่องฟอกอากาศ จ่ายค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ฯลฯ ทำให้เธอทบทวนความตั้งใจของตัวเองใหม่ จนเกือบจะล้มเลิก

“ประมาณเดือนตุลาคม ช่วงลูกค้าน้อย ๆ เราได้เจอลูกค้าเป็นคุณแม่ท้อง ทั้งเดือนแทบจะอยู่ได้เพราะคนนี้เลย เขาถามว่า พี่จอย คิดจะทำ Joy Ride ไปถึงเมื่อไหร่ หนูอยากให้พี่จอยดูแลหนูกับลูกไปจนลูกบวชนะ” 

แม้จอยจะฟังแล้วแอบร้องไห้เงียบ ๆ แต่คำตอบที่ดังที่สุดคือเธอจะทำทุกวิถีทางให้ธุรกิจนี้ไปต่อให้ได้

และ Joy Ride ที่มีสมาชิกเพียง 6 คนในตอนนั้น ก็ได้รู้จักกับคำว่า สตาร์ทอัพ

จอยร้อยเวที

จอยกลับสู่วงการการตลาดจนได้ แต่เป็นการทำ Pitch Desk โมเดลธุรกิจไปขอทุนตามองค์กรต่าง ๆ ซึ่งไม่เคยผ่านเลย เพราะไม่มีประสบการณ์การทำธุรกิจมาก่อน แต่ทุกครั้งที่ถูกปฏิเสธก็คล้ายจะเป็นการบังคับให้เธอกลับมาหาความรู้เพิ่ม

“เราทำบริการนี้ เพราะเราอยากทำบริการนี้ เราไม่ได้สนใจว่ามันจะเป็นธุรกิจที่เติบโต ผู้สูงอายุเป็นเทรนด์ได้ ไม่รู้ ตลาดผู้สูงอายุเป็นยังไง ไม่รู้ ไม่ทำการบ้าน และถึงแม้เราจะไม่ได้ทุน แต่กรรมการจะบอกว่า เราขาดอะไร 

“ทำให้เราเกิดการพัฒนา เราเป็นตัวช่วยแก้ปัญหาให้กับสังคม เป็นแพลตฟอร์มที่สร้างรายได้ให้กับคน อยู่ ๆ เราก็มีความคิดเหมือนกับเจ้าของกิจการ เราต้องดูแลทีมงานของเราให้ดี เขาจะได้ไปดูแลคนอื่นได้ดี ฉะนั้น ต้องมีกำไรในการบริหาร 

“จากได้เงินเดือนละ 20,000 กำไร 200 วันนี้เราโตขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ มีพนักงานเกือบ 20 คน และกำลังจะได้เงินหลายแสนบาท”

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

ไม่เพียงผู้สูงอายุเท่านั้นที่ใช้บริการได้ จอยเล่าว่า ลูกค้ากลุ่มรองลงมาเป็นคุณแม่ตั้งครรภ์ จนถึงรอรับกลับหลังคลอดลูกวันแรก นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้พิการที่ไม่ใช่แค่พาไปโรงพยาบาล แต่ยังพาไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่ต้องการคนดูแล เช่น ไปเที่ยว ไปดูหนัง ไปงานรับปริญญาตัวเอง อีกหนึ่งกลุ่มที่เราว่าน่าสนใจดี คือกลุ่มสาวโสดอายุ 30 – 40 ปี อาจเป็นเพราะเห็นตัวเองในอนาคต 

กลุ่มนี้ส่วนมากจะต้องการใครสักคนเป็นเพื่อน หรืออยู่เฝ้ารอหน้าห้องผ่าตัด เป็นวัยที่คงไม่ไขว่คว้าหาความช่วยเหลือเท่าไหร่ และกำลังใจอาจเป็นของหายากมากที่สุด อย่างน้อยในวันที่ไม่รู้ว่าชีวิตจะดีหรือร้าย การมีคนรอคอยการกลับมาก็มีค่าเหลือเกิน

“ตอนที่ติดต่อเรามาครั้งแรกเหมือนเป็นคนแปลกหน้า แต่หลังจากที่เราให้บริการ เขาก็มองเราไม่เหมือนเดิม เราเป็นลูกรับจ้าง หลานจำเป็น ในยามที่คุณจำเป็นต้องมีใครสักคนหนึ่งเป็นเพื่อนคอยดูแล” จอยย้ำความตั้งใจ

Easy ไม่ Scary

เชื่อว่าหลายคนคงอยากรู้แล้วว่า บริการรถรับจ้างที่เราโฆษณาไว้ตั้งแต่ต้นจะพิเศษขนาดไหน 

งานของ Joy Ride แตกต่างจากรถสาธารณะทั่วไปตรงที่เธอไม่ได้ส่งแค่ถึงปลายทาง แต่ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนเจอลูกค้า วันที่ไปพบแพทย์ จนถึงหลังกลับจากพบแพทย์ ขอเล่าง่าย ๆ ตามเวลา ดังนี้

ก่อนเจอลูกค้า

“ถ้าพรุ่งนี้ต้องไปรับลูกค้า วันนี้จะโทรไปสวัสดีค่าคุณแม่ น้องแอนเขาให้หนูไปรับพรุ่งนี้ 6 โมงเช้า คอนเฟิร์มนะคะ เราจะถามลูกตั้งแต่ก่อนไปแล้วว่าคุณแม่คุณพ่อชอบฟังเพลงอะไร บางคนบอกชอบ The Ghost Radio บางคนบอกชอบธรรมะ ลูกบางคนส่งเพลย์ลิสต์มาให้เปิดเลย 

“ขึ้นรถมา คุณแม่เพลงเสียงดังไปรึเปล่า เย็นไหม ร้อนไหม ในรถมีขนม เครื่องดื่ม ทิชชู เตรียมอุปกรณ์สำหรับคนแก่ บางทีหาหมอเสร็จแล้วหิว จะได้มีอะไรกินเล็ก ๆ น้อย ๆ มันจะไม่เหมือนนั่งรถโดยสาร แต่ขึ้นมาแล้วเหมือนได้นั่งรถหลานสาว”

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

วันที่ไปพบแพทย์

“เราพาพ่อแม่ไปโรงพยาบาลยังไง ก็ทำแบบนั้นแหละ พาไปห้องหมอ คิดแทนว่าถ้าเกิดว่าหมอบอกแบบนี้ เราจะต้องถามอะไรหมอ รับยา เจาะเลือด ระหว่างนี้ก็ต้องคอยรายงานลูกเป็นระยะ ๆ 

“เอกลักษณ์ของ Joy Ride คือการที่ลูกหลานจะรู้สถานะตลอด ออกจากบ้านแล้วค่ะ รับบัตรคิวแล้วค่ะ กำลังพากลับบ้านค่ะ และจะได้อ่าน Report ประจำวันด้วย เช่น วันนี้คุณหมอบอกว่ายาที่ให้ไปครั้งที่แล้วกินแล้วมวนท้อง ต้องกินก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง และเน้นให้คุณแม่ทำกายภาพ ค่าตับ ค่าคอเลสเตอรอล ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งทีมงานผู้ชายที่รับมาล่าสุด เขียนมาประมาณ 4 หน้าพร้อมรูปประกอบ เป็นไฟล์ PDF เราตกใจมาก เขาทำงานละเอียด ดีกว่าเราด้วยซ้ำ” 

หลังกลับจากพบแพทย์ 

“ถ้าเป็นลูกค้าฉีดวัคซีนก็จะทักไปถามว่า แม่คะ เมื่อคืนที่ฉีดวัคซีนเป็นยังไงบ้าง ปวดเนื้อปวดตัวไหม แล้วสมมติว่า มีนัดครั้งต่อไปเมื่อไหร่ก็จะโทรไปหาลูกว่า อาทิตย์หน้าคุณพ่อมีนัดนะคะ จะพาไปเองหรืออยากให้ทีม Joy Ride ไปรับเหมือนเดิม”

แต่แน่นอน ลำพังขับรถให้ผู้สูงอายุก็ต้องระมัดระวังมากอยู่แล้ว ยิ่งเป็นผู้โดยสารที่กำลังเจ็บไข้ได้ป่วย ยิ่งต้องคำนึงถึงความปลอดภัยมากเป็นพิเศษ สิ่งสำคัญในการขับรถของ Joy Ride จึงประกอบไปด้วย 

หนึ่ง ขับให้ช้าเข้าไว้ เคารพกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด 

สอง ให้ระวังเรื่องคำพูดมาก ๆ เพราะผู้โดยสารทุกคนเปราะบางทางอารมณ์ และเธอจะไม่ถามคนที่นั่งเบาะหลังว่าทำไมลูกสาวถึงไม่ว่าง จนกว่าเจ้าตัวจะเล่าออกมาเอง 

สาม ต้องมีความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคต่าง ๆ พอสมควร เป็นประโยชน์ต่อการควบคุมอาหารในแต่ละมื้อ 

และข้อสุดท้าย สำคัญที่สุด

“ต้องระวังตัวเราเอง เราเพิ่งเป็นนิ่วเพราะมัวแต่ดูแลคนอื่น ไม่กล้าทิ้งลูกค้า ต้องเข้าโรงพยาบาล แอดมิตครั้งแรกในรอบ 20 ปี”

นอกเหนือจากงานบริการที่ละเอียดลออเป็นพิเศษแล้ว สิ่งที่โดดเด่นดึงจุดสนใจ และคงไม่ถามไม่ได้ คือการแต่งตัวของเธอที่จัดหนักจัดเต็มทุกครั้ง 

จอยบอกว่าเป็นความชอบส่วนตัว บวกกับการสวมหน้ากากทำงานร่วมกับผู้สูงอายุที่ไม่ค่อยมีมือถือ มักเกิดปัญหาคุณตาคุณยายจำเธอไม่ได้ หากสวมกระโปรงบานสีฟ้า มีเครื่องหัวอลังการแบบนี้ คงไม่มีทางจำผิดคนเป็นแน่

“บางคนเขาจำเราไม่ได้ มีคุณยายคนหนึ่งเรียกเรา ยัยปุ๊กลุ๊ก เวลาไปติดต่อ คุณหมอ พยาบาล การเงิน จากที่หน้าหงิกหน้างอก็ยิ้มเลย การที่ต้องทำงานกับผู้ป่วยมันคือการทำงานกับความทุกข์ของคน แล้วเราได้เอาความสดใสเล็ก ๆ ไปทำให้เขามีความสุข คนแรกที่มีความสุขก็คือตัวเราเอง” เราพยักหน้าคล้อยตาม และมีความสุขเป็นคนถัดมา

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก
Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

Please mind the gap between you and your mom

งานบริการส่วนใหญ่คงอยากให้ลูกค้าแวะเวียนกลับมาใช้ซ้ำ แต่งานบริการดูแลพร้อมรับส่งผู้ป่วยของจอย จำเป็นต้องมีลูกค้าประจำรึเปล่า – เราถามด้วยความสงสัย

“เวลาส่งลูกค้าถึงบ้าน เราไม่เคยบอกว่า เดี๋ยวเจอกันใหม่นะคะ เราจะบอกว่า ขอให้สุขภาพแข็งแรง แล้วก็ไม่ต้องไปโรงพยาบาลบ่อย ๆ แต่ถ้ามีความจำเป็น ก็ขอให้นึกถึงจอย”

ที่เป็นเช่นนั้น เพราะจอยเปรียบธุรกิจของเธอเป็นสะพานเชื่อมระหว่างครอบครัวกับโรงพยาบาล เพราะลูกไม่ได้มาด้วย และหมอก็ไม่ได้รู้ว่าที่บ้านคนแก่อยู่ยังไง 

นั่นคือความตั้งใจแรก

พอทำไปทำมา ดูเหมือนสะพานที่ว่า จะเป็นการเชื่อมครอบครัวเข้าหากันเสียมากกว่า เมื่อลูกต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่พ่อแม่กลับกลายเป็นเด็กอีกครั้ง

“บางครั้งเราไปรับลูกค้า แล้วแม่บ่นปวดขามากเลย รองเท้าแตะเนี่ยสึกหมดแล้ว แต่ไม่กล้าบอกลูก เกรงใจลูกต้องไปซื้อ เราก็ทำทีบอกลูกสาวว่า แอบได้ยินมาว่าคุณแม่อยากได้รองเท้า เผื่อว่าจะซื้อเป็นของขวัญให้ เรามักจะได้ข้อมูลที่คุณพ่อคุณแม่อัดอั้นตันใจ 

“ต่อให้รวยแค่ไหน ฐานะพร้อมยังไง ทุกครอบครัวจะมีช่องว่างเล็ก ๆ เสมอ ผู้สูงอายุต้องการคนรับฟัง อยากรู้สึกว่าเขามีคุณค่า ไม่ใช่ไม้ใกล้ฝั่งที่มองเห็นเพื่อน ๆ ค่อย ๆ จากไปแล้วคิดว่าเมื่อไหร่จะถึงคิวเขา มันไม่ใช่แค่เรื่องร่างกาย แต่มันคือจิตใจด้วย”

“เคยมีผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ต้องการทำธุรกรรม เราเจอเขาแค่ครั้งเดียวเองนะ เมื่อถึงวาระสุดท้าย เราก็ไปส่งเขา คราวนี้เป็นการเดินทางแบบ One-way ที่ไม่ต้องเข้าโรงพยาบาลอีก ก็ดีใจที่เรามีส่วนทำให้เขาหมดห่วงในช่วงสุดท้ายของชีวิต”

และใช่ว่าตัวเธอห่วงใยเฉพาะผู้สูงอายุ จอยมองว่าธุรกิจของเธอเข้ามาตอบโจทย์ลูกหลานที่อยากดูพ่อแม่ แต่เวลาคือก้างชิ้นใหญ่ที่กลืนไม่ลงท้อง หลายคนกลัวเสียโอกาส ขาดรายได้ ในยุคที่เศรษฐกิจยากจะเอาแน่เอานอน ลูกหลานจึงเป็นอีกคนที่ต้องการกำลังใจไม่น้อยไปกว่ากัน

“รู้ไหม 95 เปอร์เซ็นต์ของคนที่โทรมาจองเราเป็นผู้หญิง ทำให้เห็นว่าผู้หญิงเป็นเดอะแบกของครอบครัว ถึงแม้ลูกสาวจะแต่งงานออกเรือนไปแล้ว มีลูกเล็กที่ต้องเลี้ยงดู มีสามีที่ต้องดูแล มีงานที่ต้องทำ แต่ลูกสาวยังต้องดูแลพ่อแม่

“เช่น คนที่คุณแม่ทำคีโมแต่ว่ายังไม่ตอบสนอง เราต้องให้กำลังใจคนเป็นลูก ไม่ใช่แค่คนป่วย”

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

A bundle of Joy

ในช่วงต้น จำได้ไหมว่าจอยใช้ชีวิตอยู่ที่ภูเก็ต 2 ปีหลังเรียนจบ นอกจากจะอยู่เพื่อทำงาน ดำน้ำ ตามหาประสบการณ์ชีวิต จอยยังค้นพบบางสิ่งที่เคยมองข้าม และทำให้จุดเริ่มต้นที่แท้จริงของ Joy Ride อาจไม่ใช่แค่ปีก่อน แต่เป็นเมื่อ 10 ปีก่อนหน้านั้น 

เรารู้เพราะถามเธอว่าเริ่มมีความรู้สึกอยากดูแลผู้สูงอายุตั้งแต่เมื่อไร เธอตอบออกมาพร้อมน้ำเสียงสั่นเครือใน 10 นาทีแรกที่เราสนทนากัน

จอยบอกว่าเธอกลับไปอยู่ภูเก็ตเพราะยาย

“เราอยากกลับไปภูเก็ตเพื่อดูแลยาย ตอนนั้นแค่คิดว่าอยากรู้จักยายมากกว่าเจอตอนปิดเทอมแค่ 5 วัน เพราะรู้สึกว่าเราเป็นหลานที่ยายไม่รู้จัก เราได้รู้ว่ายายชอบอะไร หาเวลาหยุดเพื่ออยู่กับเขา แต่ยายเราโคตรแข็งแรงเลย พึ่งเสียเมื่อ 2 ปีที่แล้ว

“จนมาทำ Joy Ride มันทำให้เราถามตัวเองว่า แล้วเราเคยดูแลคนในครอบครัว ดีเท่าเราดูแลพ่อแม่คนอื่นบ้างไหม เอาตรง ๆ เราเคยพาพ่อแม่ไปหาหมอแค่ครั้งเดียว เพราะว่าอยู่คนละที่ และในฐานะที่เราเป็นลูกหลาน มันไม่เคยมีคำว่าพอสำหรับการทำให้คืนกลับไป” 

จากนั้นคาเฟ่กลางกรุงก็กลายเป็นบ่อน้ำตาของเธอ หลังจอยอธิบายว่าทำไมแนวคิดลูกรับจ้าง หลานจำเป็น ถึงได้สมจริงถึงเพียงนี้

“เคยมีคนบอกเราว่า มีที่ไหนทำงานแล้วทีมงานได้เงินมากกว่าตัวเอง หรือธุรกิจแบบนี้อีก 10 ปีก็ไม่รวย เป็นอาชีพใช้แรงงานที่ได้เงินวันละ 500 บาท หากินกับคนแก่ คนป่วย คนพิการ บริการดุจญาติมิตรแต่คิดตังค์ 

“เราก็เสียใจนะ แต่คนที่เข้าใจเรามีมากกว่าคนไม่กี่คนที่ไม่เข้าใจ ก็เลยมองข้ามมาได้ เลิกคิดจะเลิกแล้วเอาเวลามาคิดว่าทำยังไงให้มันอยู่รอดได้ดีกว่า”

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่พาผู้สูงอายุ คนท้อง ผู้พิการ สาวโสด ไปหาหมอ ทำธุระส่วนตัว แบบเพื่อนสนิท คู่คิด และลูกหลาน

แม้วันนี้เธอจะยังร้องไห้ง่าย ๆ อยู่ แต่เธอก็ปาดน้ำตาเร็วขึ้น หลังเห็นจอยเปลี่ยนแปลงเป็นคนที่เข้มแข็ง เราถามเธอต่อว่า มีเรื่องราวของพนักงานคนไหนไหมที่เปลี่ยนจากหลังมือเป็นหน้ามือเหมือนเธอ 

จอยเล่าเรื่องน้องสาวแท้ ๆ ให้เราฟังเล็กน้อยเป็นคำตอบ 

จากวันแรกที่มองว่าเป็นงานที่ตรงกันข้ามกับตัวเองโดยสิ้นเชิง ปัจจุบันจอยเหมือนได้น้องสาวคนใหม่ ที่มีความคิดความอ่าน อ่อนโยน เป็นมิตร เมตตาคนอื่น และรักตัวเองมาก 

จะดีแค่ไหนถ้าพนักงานทุกคนรู้สึกคล้ายกัน Joy Ride เป็นธุรกิจที่อยู่กันแบบครอบครัว และตอนนี้บรรดาญาติสนิทมิตรสหายของเธอกำลังขยายใหญ่ขึ้น มีผู้สมัครเข้าร่วมทีมมากกว่า 1,000 คน รอคิวส่งต่อความปรารถนาดี พร้อมแรงสนับสนุนจากสังคมอีกมากมาย เชื่อว่านอกจากศักยภาพของธุรกิจ ความคิด และตัวตนของจอยก็น่ายกย่อง

“สิ่งที่ดีที่สุดคือการที่เรามีความรู้สึกหมดไฟ เพราะถ้าเราไม่รู้สึก เราก็คงเป็นพนักงานออฟฟิศ นั่งทำงานเดิม ๆ ยังคงซึมเศร้าและร้องไห้ แต่ถ้าวันนั้นเราตัดสินใจกระโดดลงมาจากชั้น 4 ของห้องประชุม เราก็คือคนที่ไม่เห็นคุณค่าของชีวิตตัวเอง สิ่งที่เราทำคือตรงกันข้าม

“ปีที่แล้วเรายังเป็น Marketing Manager เงินเดือนแสนบาท วันนี้อาจจะขาดทุนในบางเดือน แต่ทุกวันมันคือกำไรชีวิต 

“ผ่านไป 1 ปี Joy Ride ก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องรดน้ำ พรวนดิน ใส่ใจเยอะ ๆ มันอาจจะไม่มีลูกผลให้เรากินในวันนี้ แต่อย่างน้อยมันก็ยังมีดอกให้เราเห็น” 

หลังคุยกันมาเนิ่นนาน ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องรออีกแค่ไหนกว่าลูกผลของ Joy Ride จะงอกงาม แต่เราหวังอย่างยิ่งว่าจอยจะยังยืนหยัดทำสิ่งนี้ จนถึงวันที่เด็กน้อยคนนั้นออกบวช วันที่เราชวนเธอไปเที่ยวตอนอายุ 40 ปีได้ วันที่ผู้พิการสามารถทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้อีกมากมาย และไม่ว่าเส้นทางจะยากสักแค่ไหน เราเชื่อว่าจอยคงมีคนรอบข้างคอยให้กำลังใจ ประหนึ่งสมาชิกในครอบครัวโดยไม่ต้องเสียเงินจ้างสักบาทแน่นอน

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่พาผู้สูงอายุ คนท้อง ผู้พิการ สาวโสด ไปหาหมอ ทำธุระส่วนตัว แบบเพื่อนสนิท คู่คิด และลูกหลาน

Joy Ride Thailand

Website : joyridethailand.com/

Facebook : Joy Ride Thailand รถรับส่งพาผู้สูงอายุไปหาหมอ

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load