ถ้าเดินผ่านตลาดสายหยุดกลางเมืองแม่ฮ่องสอนแล้วมองไปทางทิศใต้ คุณจะเห็นหลังคาทรงปราสาทซ้อนชั้นสูงสองยอดโผล่พ้นมาจากแนวต้นไม้ นั่นคือวัดหัวเวียง วัดที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองมาตั้งแต่ พ.ศ. 2406 และยังคงเป็นศูนย์กลางของชีวิตชาวแม่ฮ่องสอนมาจนถึงทุกวันนี้ แต่สิ่งที่ทำให้วัดนี้ต่างจากวัดอื่นไม่ใช่อายุหรือสถาปัตยกรรม หากเป็นสิ่งที่ประดิษฐานอยู่ภายใน
หัวเวียง หัวเมือง และการเติบโตของเมืองในหุบเขา
วัดแห่งนี้ได้ชื่อว่า “วัดหัวเวียง” เนื่องจากในอดีตตั้งอยู่บริเวณหัวเมืองของแม่ฮ่องสอน ต่อมาเมื่อเมืองเจริญและขยายตัวขึ้น วัดจึงกลายเป็นศูนย์กลางของชุมชน จนชาวบ้านเรียกกันอย่างอบอุ่นว่า “วัดกลางเวียง”
วัดหัวเวียงเป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่ในตำบลจองคำ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน บนพื้นที่กว่า 5 ไร่เศษ ไม่ปรากฏนามผู้สร้าง แต่รู้แน่ว่าวัดนี้เป็นวัดที่ชาวไทใหญ่แห่งแม่ฮ่องสอนผูกพันมากว่าศตวรรษครึ่ง ทั้งในฐานะที่ประกอบพิธีกรรม สถานที่ประชุมสงฆ์ หน่วยเลือกตั้ง และพื้นที่รวมตัวของชุมชนในวาระต่างๆ
สถาปัตยกรรมที่ผสมสามโลก

ก่อนจะเข้าไปในวิหาร ให้หยุดดูที่ตัวอาคารก่อน เพราะมันบอกเรื่องราวของเมืองแม่ฮ่องสอนได้อย่างชาญฉลาด
วิหารพระเจ้าพาราละแข่งเป็นวิหารไม้ ศิลปกรรมแบบศิลปะไทใหญ่ เป็นอาคารไม้ที่แบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน มีส่วนยอดที่ทำเป็นหลังคาซ้อนชั้นเหมือนปราสาทจำนวน 2 ยอด ยอดแรกเป็นปยาทาดแบบพม่า ส่วนอีกยอดหนึ่งเป็นปยาทาดมีโดมด้านบน ซึ่งได้รับอิทธิพลศิลปะตะวันตกแบบอังกฤษ
สองยอดนั้นไม่ใช่แค่รูปทรงสวยงาม แต่คือบันทึกของยุคสมัย — ยอดพม่าคือรากเหง้าและความเชื่อดั้งเดิม ส่วนยอดแบบอังกฤษคือรอยประทับของยุคอาณานิคมที่ชาวไทใหญ่ดูดซับเอาไว้อย่างมีรสนิยม ทั้งสองยอดยืนอยู่ด้วยกันโดยไม่ขัดแย้ง — เหมือนกับตัวเมืองแม่ฮ่องสอนเองที่ดำรงอยู่ระหว่างหลายวัฒนธรรมมาตลอด
พาราละแข่ง : ชื่อที่ออกเสียงยากแต่ความหมายลึกกว่าที่คิด

เมื่อเดินเข้าไปในวิหาร สิ่งแรกที่สะดุดตาคือพระพุทธรูปทรงเครื่ององค์ใหญ่ที่ประทับอยู่อย่างสง่างาม นั่นคือพระเจ้าพาราละแข่ง
คำว่าพาราละแข่ง เป็นภาษาไทใหญ่ แปลว่า พระพุทธรูปพระยะไข่ รัฐยะไข่ ประเทศเมียนมา เป็นต้นกำเนิดของพระมหามัยมุนี ก่อนจะมาประดิษฐานที่เมืองมัณฑะเลย์ ในสมัยพระเจ้าปดุง ปีพ.ศ. 2327
พระมหามัยมุนีต้นฉบับที่มัณฑะเลย์คือหนึ่งในพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของชาวพม่าและชาวไทใหญ่ และตำนานของพระพุทธรูปองค์นี้ยาวนานมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ความเชื่อว่าพระพุทธองค์เสด็จมาโปรดประทานลมหายใจไว้ในองค์พระทำให้ทุกองค์จำลองมีสถานะเป็นมากกว่าพระพุทธรูปธรรมดา
เดินทางข้ามแม่น้ำ 9 ท่อน 999 กิโลกรัม
เรื่องของการอัญเชิญพระเจ้าพาราละแข่งมาสู่แม่ฮ่องสอนเป็นเรื่องที่น่าทึ่ง
จำลองจากพระมหามัยมุนี วัดพระมหามุนี เมืองมัณฑะเลย์ เมื่อปี พ.ศ. 2460 มีขนาดหน้าตักกว้าง 3 เมตร สูง 3.25 เมตร องค์พระหล่อด้วยโลหะสำริด พระพักตร์หล่อด้วยโลหะสำริดที่มีส่วนผสมของทองคำ ด้วยการหล่อเป็นชิ้น รวม 9 ชิ้น น้ำหนัก รวม 999 กิโลกรัม และนำมาโดยทางเรือ ตามแม่น้ำสาละวิน เข้าสู่แม่น้ำปาย มาประกอบขึ้นเป็นองค์พระพุทธรูปที่วัดพระนอน อ.เมืองแม่ฮ่องสอน พร้อมทั้งได้มีการบรรจุพระบรมธาตุไว้ในพระเศียร
ลองนึกภาพดู — การขนพระพุทธรูปน้ำหนัก 999 กิโลกรัมเป็น 9 ท่อน ล่องแม่น้ำสาละวินแล้วเข้าสู่แม่น้ำปายในยุคที่ยังไม่มีถนน ต้องใช้ทั้งศรัทธา ความอดทน และฝีมือที่ยิ่งใหญ่ ก่อนจะมาประกอบเป็นองค์พระที่วัดพระนอนแล้วอัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดหัวเวียงจนถึงทุกวันนี้
พระมหามัยมุนีที่เก่าแก่ที่สุดในไทย
สิ่งที่ทำให้พระเจ้าพาราละแข่งที่วัดหัวเวียงมีความสำคัญพิเศษคือสถานะที่ไม่มีองค์ใดในไทยแทนที่ได้
ในบรรดาพระมหามัยมุนีจำลองในประเทศไทย พระเจ้าพาราละแข่งถือเป็นองค์ที่เก่าที่สุด เพราะสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2460 หลังจากเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่วัดพระมหามัยมุนีที่เมืองมัณฑะเลย์เพียง 33 ปี
และสำหรับประเทศไทย พระเจ้าพาราละแข่ง หรือ พระมหามัยมุนี เท่าที่ทราบ เดิมมีเพียง 2 แห่ง ได้แก่ วัดไทยวัฒนาราม อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และวัดหัวเวียง อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ต่อมาจึงปรากฏความนิยมจำลองเพิ่มมากขึ้นในที่ต่างๆ
พิธีล้างพระพักตร์ : ความเชื่อที่ยังมีลมหายใจ

ปีละหนึ่งครั้ง วัดหัวเวียงจะจัดพิธีที่เรียกว่า “สรงน้ำพระพักตร์” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ล้างหน้าพระ” — พิธีที่มีรากมาจากความเชื่อว่าพระพุทธองค์ประทานลมหายใจไว้ในองค์พระมหามัยมุนี ทำให้พระพุทธรูปมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นพิเศษและต้องได้รับการดูแลเหมือนสิ่งมีชีวิต
พระเจ้าพาราละแข่ง หรือ พระมหามัยมุนี ซึ่งองค์ที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดหัวเวียงแห่งนี้ เป็นพระพุทธรูปที่สวยงามศิลปะไทยใหญ่ แบบทรงเครื่องขัดสมาธิเพชรปางมารวิชัย ทรงเทริด ศิลาภรณ์ สังวาลย์ อินทนิล ผู้เข้าร่วมพิธีต้องแต่งกายชุดขาวหรือชุดปฏิบัติธรรม เพื่อแสดงความเคารพต่อองค์พระอย่างสูงสุด
พิธีนี้ไม่ใช่แค่การทำความสะอาดพระพุทธรูป แต่คือการรวมตัวของชุมชนชาวไทใหญ่ที่ยืนยันว่าความเชื่อและวัฒนธรรมของพวกเขายังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน
วัดที่วัดได้ไม่หมดด้วยกล้องถ่ายภาพ
วัดหัวเวียงไม่ใช่วัดที่ถ่ายรูปสวยแล้วจะเข้าใจ เพราะสิ่งที่วัดนี้มีให้ไม่ใช่แค่ภาพ แต่คือบรรยากาศของเมืองเล็กๆ ในหุบเขาที่ยังคงศรัทธาไว้เหมือนเดิม เสียงสวดของพระสงฆ์ยามเช้า กลิ่นธูปที่ลอยออกมาจากวิหาร และผู้คนที่แวะมากราบไหว้ระหว่างวันล้วนเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่วัดนี้ยังคงรักษาไว้
ถ้าไปแม่ฮ่องสอนและพลาดวัดหัวเวียง คุณก็พลาดหัวใจของเมืองนั้นไป
