มีคนบางคนที่ดูเหมือนเกิดมาผิดบ้าน — พลพัฒน์คือเด็กชายที่เติบโตมาในครอบครัวนักธุรกิจ ที่บ้านขายรถโตโยต้าและเลกซัส แวดล้อมไปด้วยคนรอบตัวที่เป็นนักธุรกิจและนักเศรษฐศาสตร์ การก้าวเท้าออกมาในสายแฟชั่น พลพัฒน์จึงกลายเป็นแกะดำของบ้านทันที แต่ความเป็นแกะดำนั้นเองที่ทำให้เขาเดินมาถูกทาง
ลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น ที่เลือกเรียนนิเทศฯ แต่หัวใจอยู่ที่เสื้อผ้า
พลพัฒน์เป็นลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น บุตรของอุทัยและเอกิโอะ อัศวะประภา มีพี่น้องร่วมกัน 3 คน โดยพลพัฒน์เป็นคนสุดท้อง จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
เมื่อตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย เขาเลือกเรียนในคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยให้เหตุผลว่าสมาชิกในครอบครัวต่างก็เรียนทางด้านบัญชีและเศรษฐศาสตร์ไปแล้ว ควรจะมีคนที่มีความรู้ด้านการตลาดเพื่อจะได้มาช่วยบริหารธุรกิจได้
ต่อมาพลพัฒน์จบปริญญาโทบริหารธุรกิจจาก Claremont Graduate School of Management แคลิฟอร์เนีย และอนุปริญญาสาขาแฟชั่นดีไซน์จาก Parsons School of Design กรุงนิวยอร์ก — Parsons คือจุดที่ทำให้โลกทั้งสองในชีวิตเขาได้พบกัน ระหว่างธุรกิจที่พ่อแม่ปลูกฝัง กับ Passion ที่เขาค้นพบด้วยตัวเอง

Max Mara เรียก เขาคือ “ทรัพยากรที่มีคุณค่าของนิวยอร์ก”
ในช่วงชีวิตการทำงานด้านแฟชั่น หมู อาซาว่า เคยมีโอกาสได้ไปฝึกงานกับแบรนด์ที่มีชื่อเสียงของอเมริกาอย่าง Marc Jacobs แบรนด์แฟชั่นที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น Trend Setter และเจ้านายจาก Max Mara ถึงกับบอกว่าเขาเป็น “ทรัพยากรที่มีคุณค่าของนิวยอร์ก” — คำพูดที่บอกทุกอย่างว่าคนที่วาดรูปไม่เป็นแต่รู้ว่าตัวเองรักอะไร สามารถไปได้ไกลแค่ไหน
แต่ พลพัฒน์ อัศวะประภา เลือกกลับบ้าน
ASAVA : แบรนด์เรียบโก้ที่เกิดในปีวิกฤต
ASAVA ก่อตั้งขึ้นในปี 2008 — ปีที่วิกฤตเศรษฐกิจโลกกำลังเขย่าตลาดทุกมุมโลก และเป็นปีที่คนส่วนใหญ่ไม่เลือกเริ่มต้นธุรกิจแฟชั่น แต่หมู พลพัฒน์เลือกเริ่ม
ณ ตอนนั้นเรียกได้ว่าเป็นแบรนด์หนึ่งที่เราอาจจะคิดว่าเป็นการทำงานแบบสนุกๆ ของลูกคุณหนู แต่ด้วยความเชื่ออันแน่วแน่และความฝันของหมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา วันนี้จากแบรนด์เสื้อผ้าอย่างเดียว เติบโตเป็นกลุ่มธุรกิจใหญ่ที่เราแทบไม่เชื่อว่าจะมาไกลถึงขนาดนี้
DNA ของ ASAVA ชัดเจนตั้งแต่ชุดแรก — เสื้อผ้าสตรีที่เน้นความเรียบโก้ ความสง่างามแบบคลาสสิกที่อยู่เหนือกาลเวลา ไม่ตามแฟชั่นแต่ก็ไม่เคยดูล้าสมัย ซึ่งนั่นคือปรัชญาการออกแบบที่ยากจะเลียนแบบ

ASAVA Group : จากห้องเสื้อสู่อาณาจักร
ปัจจุบันพลพัฒน์เป็นเจ้าของ ASAVA Group ครอบคลุมกลุ่มธุรกิจเสื้อผ้า 5 แบรนด์ ได้แก่ ASAVA, ASV, WHITE ASAVA, Uniform by ASAVA และ MOO ส่วนธุรกิจร้านอาหารภายใต้ ASAVA Group ได้แก่ SAVA Modern Thai Flavor ที่เอ็มโพเรียม นอกจากนี้ยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งร้านอาหารโค-ลิมิเต็ดที่ศูนย์การค้าเวลา สินธร วิลเลจ สยามพารากอน และเอ็มสเฟียร์
แต่ที่น่าสนใจกว่าตัวเลขธุรกิจคือ Uniform by ASAVA เติบโตสูงถึง 102% ในรอบปีที่ผ่านมา ซึ่งได้ดีไซน์ชุดให้องค์กรอย่าง Bangkok Airways, ธนาคารกรุงเทพ, DTAC, The Pizza Company และล่าสุดดีไซน์ให้กับศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ — ตรงนี้บอกว่า ASAVA ไม่ใช่แค่แบรนด์แฟชั่น แต่คือบริษัทออกแบบที่มองเห็นโอกาสในทุกพื้นที่ที่คนยังต้องแต่งตัว
ชุดที่ทำให้โลกรู้จัก ASAVA : มิสยูนิเวิร์สและสาวงามระดับโลก
ชุดราตรีสีขาวที่ แนท อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2015 ใส่ขึ้นเวทีประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2015 รอบตัดสิน ออกแบบโดย ASAVA ได้รับการยกย่องจากกูรูแฟชั่นอเมริกาให้เป็นชุดที่งดงามมากที่สุดของการประกวดปีนั้น
ชุดของ ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่ ที่ใส่ไปร่วมงาน Magnum Global Event เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส หรืองาน LA Fashion Week 2018 ที่มีชุดของ ASAVA ไปร่วมโชว์บนรันเวย์ รวมไปถึงการออกแบบชุดราตรีบนเวทีนางงามจักรวาลให้กับ มารีญา พูลเลิศลาภ ผู้เข้าประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ปี 2017 ทำให้ชื่อ ASAVA กลายเป็นคำที่วงการแฟชั่นระดับโลกรู้จักในฐานะแบรนด์ไทยดีไซเนอร์ที่มีมาตรฐานระดับสากล
“ร่วมสมัย” คือปรัชญาที่ไม่มีวันตก
พลพัฒน์ อธิบายคำว่า “ร่วมสมัย” ไว้ว่า “กว่าที่เราจะผลิตผลงานออกให้มีความร่วมสมัยได้ นั่นแปลว่าเราต้องรู้จักอดีต รู้จักตัวตน รู้จักปัจจุบัน และมองไปข้างหน้า จากนั้นจับมาขมวดรวมกัน”
กับฉายา “หมู 3 ชิ้น” เพราะการแต่งตัวที่ไม่เคยสวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์น้อยกว่าสามชิ้น คือคำที่อธิบายความเป็นพลพัฒน์ได้ดีที่สุด — ชายที่ใช้ชีวิตซื่อตรงกับ Passion ตัวเอง ไม่ว่าจะบนรันเวย์หรือในชีวิตประจำวัน
