ในประวัติศาสตร์โทรทัศน์ไทยยุคดิจิทัล มีละครเพียงไม่กี่เรื่องที่ทำให้คนหยุดทุกอย่างในชีวิตเพื่อรอดูทุกวัน และ บุพเพสันนิวาส คือเรื่องนั้น — ละครที่ไม่ได้แค่ติดเทรนด์ทวิตเตอร์ แต่กระตุ้นเศรษฐกิจ เปลี่ยนแนวทางการท่องเที่ยว และทำให้คนทั้งประเทศพูดภาษาอยุธยากันอยู่หลายเดือน
รอมแพง และนิยายที่รอเวลามานานกว่าสิบปีห

ก่อนจะมีละคร ต้องมีนิยาย และก่อนจะมีนิยาย ต้องมีนักเขียนที่รู้ว่าตัวเองกำลังเขียนอะไร
รอมแพง หรือ จันทร์ยวีร์ สมปรีดา เขียนนิยายบุพเพสันนิวาสขึ้นมาจากความอยากพาตัวเองย้อนกลับไปในยุคอยุธยา โดยให้เกศสุรางค์เป็นตัวแทนของเรา ที่อยากท่องเที่ยวย้อนยุค นิยายเรื่องนี้ผ่านเวลาหลายปีก่อนจะถูกนำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์ และเมื่อถูกนำมาผลิต ยอดพิมพ์นิยายทะลุ 9 หมื่นเล่ม ก่อนที่ความบ้าคลั่งที่แท้จริงจะเริ่มต้น
ทีมที่ทำให้มันสมบูรณ์ ผู้กำกับ นักเขียนบท และนักแสดงที่ใช่

บุพเพสันนิวาสผลิตโดย บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด เขียนบทโทรทัศน์โดย ศัลยา สุขะนิวัตติ์ ดัดแปลงจากนวนิยายชื่อเดียวกันของรอมแพง กำกับการแสดงโดย ภวัต พนังคศิริ นำแสดงโดย ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ (โป๊ป) และ ราณี แคมเปน (เบลล่า)
ผู้กำกับ ภวัต พนังคศิริ เล่าว่า แรกเริ่มตนอ่านนิยายแล้วทำตัวเป็นคนอ่าน อ่านให้สนุก และเพิ่มความสนุกเข้าไป ส่วนเรื่องของภาษาต้องยอมรับว่ายาก แต่นักแสดงเขาเตรียมตัว ทำการบ้านมา ซึ่งทำได้ดี
การที่ผู้กำกับมองตัวเองเป็น “คนดู” ก่อนจะมองตัวเองเป็น “คนสร้าง” คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทุกฉากในละครรู้สึก authentic — ไม่ได้สร้างเพื่อให้ดูว่าสร้างได้ แต่สร้างเพื่อให้คนดูรู้สึก
เรตติ้งที่ไม่ใช่แค่ตัวเลข
สิ่งที่ทำให้บุพเพสันนิวาสเป็นปรากฏการณ์ที่แตกต่างจากละครฮิตทั่วไปคือกราฟเรตติ้งที่ไม่เคยตก มีแต่ขึ้น
เรตติ้งตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนอวสาน เริ่มจาก EP.1 ที่ 3.4 ขึ้นสู่ EP.5 ที่ 11.4 EP.9 ที่ 16.0 EP.14 ที่ 17.9 และปิดฉากด้วย EP.15 ตอนจบที่ 18.6 ทั่วประเทศ และ 23.4 ในกรุงเทพฯ เฉลี่ยทั้ง 15 ตอนได้ 13.246
ในยุคสมัยทีวีดิจิตอลที่ผู้คนมีทางเลือกด้านการเสพสื่อมากกว่าทีวีโทรทัศน์ช่องหลัก เรียกได้ว่าเป็นละครที่ดึงคนดูให้ดูสดผ่านทีวีได้อย่างถล่มทลาย ในยุคที่ YouTube Netflix และโซเชียลมีเดียกำลังแย่งคนดูจากทีวี การทำให้คนกลับมานั่งรอหน้าจอในเวลาเดิมทุกคืนคือความสำเร็จที่วัดค่าไม่ได้
กระแสออเจ้า เมื่อละครกลายเป็นวัฒนธรรม
ความสำเร็จของบุพเพสันนิวาสไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากพลังแห่งคอนเทนต์และโซเชียลมีเดีย ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ต่อยอดไปได้ในทุกวงการ ตั้งแต่การตลาด งานโฆษณา ท่องเที่ยว เสื้อผ้า ไปจนถึงการแพทย์ ติดเทรนด์ทวิตเตอร์โลก มีซับไตเติ้ลห้าภาษา จีน เกาหลี รัสเซีย เวียดนาม และอังกฤษ
คำว่า “ออเจ้า” กลายเป็นวลีที่ทุกคนในประเทศพูด แบรนด์ต่างๆ แห่ใช้ภาษาอยุธยาในโฆษณา ร้านอาหารเปลี่ยนชุดพนักงานเป็นชุดไทย และมีมจากละครถูกแชร์ในโซเชียลมีเดียนับไม่ถ้วน
เงิน 1 หมื่นล้านบาท และนักท่องเที่ยวที่แห่ไปอยุธยา
ผลกระทบที่วัดได้ชัดเจนที่สุดของบุพเพสันนิวาสคือเศรษฐกิจ กระแส “ออเจ้า” ทำให้เศรษฐกิจไทยถูกกระตุ้นมีเงินหมุนเวียนรวมมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท ในหลายอุตสาหกรรม ทั้งโฆษณา อีเวนต์ การท่องเที่ยว และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับละคร
จากความโด่งดังของละคร ก่อนละครออกอากาศ วันธรรมดาจันทร์ถึงศุกร์ มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวบริเวณวัดไชยวัฒนารามและโบราณสถานอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา 800–900 คนต่อวัน แต่หลังละครออกอากาศ มีนักท่องเที่ยวเพิ่มเป็นเฉลี่ยวันละ 4,000 คน ส่วนวันเสาร์อาทิตย์จาก 3,300 คน เพิ่มขึ้นเป็น 18,300 คน
พรหมลิขิต และอนาคตที่ยังไม่หยุด
ความสำเร็จของบุพเพสันนิวาสนำไปสู่ภาคต่ออย่างพรหมลิขิตที่ยังคงสร้างกระแสได้อยู่ และล่าสุด รอมแพงโพสต์แจ้งข่าวการนำนิยายบุพเพสันนิวาสมารีเมคใหม่เป็นเวอร์ชันซีรีส์วาย Boy’s Love ภายใต้การผลิตของเซ็นจูรี่ ยูยู ไทยแลนด์ โดยมี ภวัต พนังคศิริ ผู้กำกับเจ้าเดิมร่วมกำกับอีกครั้ง
นั่นพิสูจน์ว่าบุพเพสันนิวาสไม่ใช่แค่ละครที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่คือ IP ที่ยังคงมีมูลค่าและศักยภาพในการต่อยอดอย่างไม่สิ้นสุด
