ไม่ว่าคุณจะเป็นสาวกละครโทรทัศน์หรือไม่ เราก็เชื่อมั่นว่าคุณเคยได้ยิน ได้เห็น ชื่อละคร บุพเพสันนิวาส และศัพท์เก่าไม่คุ้นหูอย่าง ‘ออเจ้า’ แน่ๆ

บุพเพสันนิวาส คือละครพีเรียดที่ดัดแปลงจากบทประพันธ์ชื่อเดียวกันของ ‘รอมแพง’ สร้างโดยค่าย Broadcast Thai Television ในมือผู้จัดอย่าง หน่อง-อรุโณชา ภาณุพันธ์ ละครเรื่องนี้กำลังออนแอร์ทางช่อง 33 HD ของช่อง 3 ทุกวันพุธและพฤหัสบดี โดยมีนักแสดงนำคือ โป๊บ-ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ และ เบลล่า-ราณี แคมเปน (อ่านบทสัมภาษณ์เบลล่าเรื่องการแสดงชนิดจ้างร้อยเล่นล้านและตัวตนหลังกองถ่ายของเธอได้ที่นี่)

ในอาทิตย์แรกที่ออกฉาย มีคนทวีตถึง บุพเพสันนิวาส ไปกว่า 1 ล้านทวีต ชื่อละครพุ่งไปติด top ten ของทวิตเตอร์โลก ขณะที่คลิปละครมีคนชมไปกว่า 39 ล้านวิว

บุพเพสันนิวาส

ตัวละครในเรื่องกลายเป็น meme ว่อนอินเทอร์เน็ต ส่วนคำไทยโบราณอย่าง ‘ออเจ้า’ ถูกพูดถึงหนาหูและกลายเป็นคำที่บรรดาเพจหยิบมาเล่น

นวนิยายต้นเรื่องถูกพิมพ์ซ้ำจนล่าสุดไปถึงครั้งที่ 39

และวันหยุดที่ผ่านมา จังหวัดพระนครศรีอยุธยามีรถติดยาวเหยียด เพราะคนดูไปตามรอยโลเคชันละครที่วัดไชยวัฒนาราม

เมืองไทยมีละครพีเรียดมากมาย พล็อตการข้ามภพของตัวเอกจากปัจจุบันสู่อดีตก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ละครเรื่องนี้ซึ่งสร้างจากบทประพันธ์เป็นครั้งแรก ไม่ได้รีเมกละครดังเรื่องไหน กลับสร้างปรากฏการณ์ในยุคที่อาจกล่าวได้ว่าละครโทรทัศน์ไม่เฟื่องฟูเหมือนก่อน

นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

ด้านล่างนี้คือวิธีคิดเบื้องหลังเรื่องรักสมัยอยุธยาของเกศสุรางค์และหมื่นสุนทรเทวา ที่หน่อง-อรุโณชา ภาณุพันธ์ นั่งลงและเล่าให้เราฟัง

อรุโณชา ภาณุพันธ์

ละครที่มาจากนิยายขวัญใจนักอ่าน

ต้นทางของ บุพเพสันนิวาส มาจากนิยายพีเรียดของ ‘รอมแพง’ นักเขียนผู้เรียนจบด้านโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยศิลปากร หนังสือเล่มนี้โด่งดังชนิดมีคนเลือกเรียนโบราณคดีตามเกศสุรางค์ผู้เป็นนางเอก

หน่อง อรุโณชา
บุพเพสันนิวาส

อรุโณชาบอกเราว่าความดีงามของบุพเพสันนิวาสคือเนื้อเรื่องโดดเด่น สนุกสนาน ทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างยุค เมื่อนางเอกจากยุคปัจจุบันย้อนอดีตไปสู่อยุธยารัชสมัยพระนารายณ์ นอกจากความสนุกในการปรับตัว ยังมีเรื่องรักโรแมนติก บวกกับการได้เจอประวัติศาสตร์มีชีวิต ผ่านการใช้ชีวิตกับบุคคลในประวัติศาสตร์ยุคนั้น

ที่สำคัญ เมื่อมีการเปิดโหวตว่าอยากเห็นนิยายเรื่องไหนถูกสร้างเป็นละคร บุพเพสันนิวาส ก็มาอันดับหนึ่ง

บรอดคาซท์จึงไม่ได้สุ่มเลือกหยิบนิยายเรื่องนี้มาทำละคร แต่ตัดสินใจโดยมีปัจจัยต่างๆ รองรับ แถมหลังเซ็นสัญญาซื้อเรียบร้อย ก็มีผู้ที่แสดงตัวว่าอยากซื้อบทประพันธ์อีกหลายเจ้า

ยิ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่านี่เป็นการเลือกหยิบวัตถุดิบที่ถูกต้องที่สุด

นักเขียนบทผู้เป็นปรมาจารย์ละครพีเรียด

เมื่อได้ตัวบทประพันธ์ ผู้จัดต้องนำมาดัดแปลงเป็นบทที่เหมาะกับการทำละครโทรทัศน์ บทละครจึงนับเป็นหัวใจสำคัญของละคร 1 เรื่อง

มีคนบอกว่าเราทำละครที่ดีจากบทที่เลวไม่ได้ แต่เราทำละครที่เลวจากบทที่ดีได้ มันมาจากบทเป็นเบื้องต้นก่อน-อรุโณชาอธิบาย

ละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส เขียนบทโดย ‘ศัลยา’ หรือศัลยา สุขะนิวัตติ์

นี่คือนักเขียนบทละครไทยชั้นครูผู้โลดแล่นในวงการจอแก้วมาหลายสิบปี มีผลงานโด่งดังฝากไว้นับไม่ถ้วน เช่น ลูกตาลลอยแก้ว คู่กรรม และ ดอกส้มสีทอง มากกว่านั้น อาจารย์ศัลยาคือนักเขียนบทผู้เชี่ยวชาญการเขียนละครพีเรียด เช่น รัตนโกสินทร์ และ สายโลหิต

เรียกได้ว่าบทละคร บุพเพสันนิวาส มีการจับคู่ตัวเรื่องกับคนเขียนที่สมบูรณ์แบบ

อย่างไรก็ตาม บทละครที่ทำคนอินจัดนี้ไม่ใช่ได้มาง่ายๆ อรุโณชาเล่าว่า ศัลยาออกปากว่าเป็นบทที่ยากมาก เพราะถึงจะมีโครงบทประพันธ์ แต่ผู้เขียนบทต้องไปศึกษาภาษาในยุคนั้นจนแตกฉาน เพราะต้องใช้ในบทสนทนาตลอดเรื่อง รวมถึงศึกษาความเป็นอยู่ วัฒนธรรม และเกร็ดประวัติศาสตร์ต่างๆ เนื่องจากการทำละครจะใช้เนื้อเรื่องที่ยาวกว่าหนังสือ แปลว่าคนเขียนบทต้องขยายความ เพิ่มเหตุการณ์ โดยรักษาไม่ให้หลุดจากโครงของนวนิยายและต้องตรงกับข้อมูลจริงในประวัติศาสตร์ด้วย  

ศัลยาทุ่มเทพลังเขียนบทละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส อยู่ถึง 2 ปี

และตอนนี้ คนดูคงรู้แล้วว่าบทจากปลายปากกานักเขียนบทชั้นครูคุณภาพคับแก้วแค่ไหน

ผู้กำกับที่เชี่ยวชาญและเฉียบคม

คนที่ค่ายบรอดคาซท์เลือกมากำกับ บุพเพสันนิวาส คือ ภวัต พนังคสิริ

บุพเพสันนิวาส
บุพเพสันนิวาส

อรุโณชาวิเคราะห์ว่าภวัตกำกับละครได้หลายแนว ที่ผ่านมาเขาเคยทำละครยุคใหม่อย่างบางตอนของซีรีส์ คิวปิด บริษัทรักอุตลุด ขณะที่ละครย้อนยุคอย่าง บ่วง ก็เอาอยู่ และถ้าเจาะลึกลงไปถึงคุณสมบัติเฉพาะตัว ภวัตมีสายตาละเอียดในการถ่ายทำ ซึ่งแน่นอนว่าเหมาะกับ บุพเพสันนิวาส ที่มีรายละเอียดปลีกย่อยรายล้อมมากมาย

ภวัตยังกำกับนักแสดงได้ดีด้วย เขาพยายามให้นักแสดงสนุกกับการเล่นแต่ละบทบาท ย้ำให้รักษาความต่อเนื่องของบุคลิกตัวละคร และรู้ว่าน้ำหนักการแสดงที่เหมาะเจาะอยู่ตรงไหน อรุโณชายกตัวอย่างฉากที่เบลล่าทำหน้าเลียนแบบกิ๊ก สุวัจนี ซึ่งตอนแรกเบลล่าจัดมาน้อยกว่านี้ แต่ภวัตขอให้อัพเลเวล จนกลายเป็นที่จดจำ (และกลายเป็น meme ว่อนเน็ต) อย่างที่เห็น

อีกเรื่องที่สำคัญมากคือ การคุมโทนเรื่อง คนที่ดู บุพเพสันนิวาส น่าจะรู้ว่าหนึ่งจุดดึงดูดสุดๆ ของละครเรื่องนี้คือความตลก ซึ่งผู้กำกับจะต้องมองให้ออกว่าตลกแค่ไหนถึงจะพอดี และภวัตก็ทำออกมาได้สวยงาม จนเรานั่งขำกับกับมุกของแม่การะเกด แต่ยังคงได้อรรถรสด้านอื่นครบถ้วน

นักแสดงที่สมบทบาท

หนึ่งในสิ่งที่คนดูประทับใจมากจาก บุพเพสันนิวาส คือนักแสดง

ยิ่งถ้าใครเคยอ่านหนังสือ จะยิ่งรู้ว่าผู้จัดเลือกดาราได้เหมาะสมมาก

บุพเพสันนิวาส

อรุโณชาเล่าถึงเกณฑ์การเลือกให้เราฟังว่า เหตุผลที่เลือก โป๊ป-ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ มาเป็น ‘หมื่นสุนทรเทวา’ หรือพี่หมื่นของแฟนคลับ เพราะรู้จักโป๊ปมาตั้งแต่เล่นเรื่อง สะใภ้จ้าว แล้วเล็งเห็นว่าบุคลิกดูอบอุ่นเข้ากับบุคลิกพระเอก รวมถึงเชื่อว่าโป๊ปมีฝีมือพอจะแสดงเป็นหมื่นสุนทรเทวาได้ และผลก็ออกมาดีอย่างที่คาดไว้ แม้บางฉากจะยากเย็น เช่น ต้องแร็พด่ายาวเหยียด (อรุโณชาบอกว่าปาเข้าไป 10 เทก) แต่สุดท้ายคุณพี่หมื่นของเราก็เอาอยู่

(ฉากแร็พว่าแม่การะเกดของคุณพี่หมื่นสุนทรเทวา)
เบลล่า โป๊ป

ส่วน เบลล่า-ราณี แคมเปน ผู้กลายมาเป็น ‘เกศสุรางค์’ และ ‘แม่หญิงการะเกด’ ถูกคัดเลือกมาเพราะมองว่าน่าจะเล่นบทบาทเป็นหลายคน หลายบุคลิกได้ ซึ่งเบลล่าก็พิสูจน์แล้วว่าทำได้ดีมาก เล่นจนคนดูแยกตัวละครจากกันได้เด็ดขาด 

เมื่อเลือกตัวละครได้ดี ก็แน่นอนว่าเราจึงดูได้แบบดำดิ่งจนอินมากอย่างนี้เอง

ฉากและพร็อพที่ประณีตตระการตา

หนึ่งในความยากเย็นของการทำละครพีเรียดคือ ต้องทำให้โลกอดีตมีชีวิตขึ้นในโลกปัจจุบัน แต่เรื่องยากนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่โดดเด่นใน บุพเพสันนิวาส

อรุโณชากล่าวว่าว่าบรอดคาซท์ตั้งใจเนรมิตโลกสมัยอยุธยาใบนี้มาก ตั้งแต่ฉากซึ่งต้องค้นข้อมูลอย่างหนัก ออกแบบ ทำเป็นสตอรี่บอร์ดก่อนถ่ายทำ โดยโลเคชันที่มีอยู่จริง เช่น กำแพงเมือง หรือวัดไชยวัฒนาราม ก็เก่าแก่ ต้องทำขึ้นใหม่ให้เหมือนบทประพันธ์ ส่วนฉากที่ไม่หลงเหลือแล้ว ก็แน่นอนว่าต้องสร้างขึ้นมาใหม่ให้ทั้งสวยและถูกต้องตามประวัติศาสตร์ และไม่ใช่แค่สถานที่ที่ต้องเนรมิตขึ้นให้ดี แต่หมายถึงอุปกรณ์ประกอบหรือพร็อพทั้งหมดด้วย

ภวัต พนังคสิริ

ตัวอย่างเช่น เรือนไทยที่เป็นฉากหลักก็ดูหรูหราเหมาะกับตำแหน่งของครอบครัวพระเอก การตกแต่งก็มีรายละเอียด แพนกล้องซ้ายขวาก็เห็นข้าวของตามแบบยุคอยุธยาวางอยู่ นอกจากนั้น ในฉากที่สะท้อนวัฒนธรรม เช่น ฉากการทำขนมหวาน ก็เชิญอาจารย์ที่เชี่ยวชาญการทำขนมไทยโบราณมาทำให้ จนได้ขนมหวานละเมียดละไม ฝอยทองเส้นเล็กละเอียด หรืออาทิตย์หน้าที่จะมีฉากคุณหญิงจำปาสอนการเรือนการะเกด เราก็ได้เห็นผักแกะสลักอลังการ

นอกจากนั้น ยังมีฉากที่ต้องอาศัยพลังงานมาก เช่น ฉากตลาดจีน ที่สร้างทั้งตลาดขึ้นมาเพื่อการถ่ายทำจริงฉากเดียว ฉากนรกที่ถ่ายกันในสตูดิโอถึง 2 วัน แต่ออกมาแค่ 2 นาที รวมถึงฉากท้องพระโรงที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงรับพระราชสาส์นจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ของฝรั่งเศส ซึ่งทางค่ายตั้งใจสร้างออกมาให้สวยเหมือนภาพในหนังสือประวัติศาสตร์ที่เราเรียนกัน

บุพเพสันนิวาส

ไม่หมดเท่านั้น เสื้อผ้าหน้าผมก็จัดเต็มเพื่อให้สวยและถูกต้องตามประวัติศาสตร์ให้มากที่สุด อรุโณชาเล่าว่าเครื่องแต่งกายตัวละครเรื่องนี้มีการออกแบบใหม่หมดตั้งแต่สี ลายผ้า เครื่องประดับจนถึงหัวเข็มขัด ตามบุคลิกตัวละครและตามยศศักดิ์ นอกจากนี้ ทรงผมแต่ละคนก็อ้างอิงจากทรงผมจริงสมัยอยุธยา ผลคือคนชื่นชมและฮือฮา เช่น ทรงผมคุณหญิงจำปาซึ่งมีคนแซวว่าเหมือนบลูทูธ แต่ก็มีผู้ชมที่รู้เรื่องประวัติศาสตร์มาช่วยตอบว่าเป็นทรงที่เขาทำกันในยุคนั้นจริงๆ

ความบ้าพลังนี้ทำให้คนดูได้เห็นทั้งองค์ประกอบที่สวยงามและได้รู้จักโลกสมัยอยุธยาซึ่งมีชีวิตขึ้นในจอด้วย

กระแสที่มาจากพลังคนทำและคนดู

อรุโณชาบอกเราว่า บุพเพสันนิวาส เริ่มเป็นกระแสตั้งแต่ก่อนละครออกฉาย เพราะมีคลิปเบื้องหลังที่สนุกและตลกมาก เช่น เรื่อง ‘ตุ๊กแกจังหวะเทพ’ หรือเรื่องที่มีตุ๊กแกส่งเสียงร้องทุกครั้งที่นิรุตติ์ ศิริจรรยา ท่องบท จนพี่โป๊ปของเราหลุดขำเล่นไม่ได้ นอกจากนี้ พอฉายแล้ว ทางค่ายมองว่าภาษาในเรื่องค่อนข้างยาก เลยมีการทำคลิป ‘บุพเพสันนิวาสวันละคำ’ เพื่ออธิบายศัพท์จนกลายเป็นสิ่งที่คนกดแชร์ต่อกันไป

จากมุมผู้จัด ละครเรื่องนี้ได้ก่อกระแสเรื่องความเป็นไทยและประวัติศาสตร์ขึ้นในสังคม ข้อพิสูจน์ก็เช่น การตามไปเที่ยวจนอยุธยาแน่นขนัดนั่นเอง

และหลังจากเริ่มสร้างปรากฏการณ์ ก็เป็นผู้ชมทุกคนนี่เองที่หล่อเลี้ยงความเป็นกระแสของละครไว้  ภาษาโบราณในละครกลายเป็นภาษาที่เราแชทเล่นกับเพื่อนทางไลน์ ขณะที่สื่อออนไลน์ต่างสร้างเนื้อหาจาก บุพเพสันนิวาส ตั้งแต่ที่มาคำว่า ‘ออเจ้า’ สีลิปสติกของเบลล่า จนถึงโลเคชันถ่ายทำ

ปฏิกิริยาของคนทั่วไปไม่ใช่สิ่งที่คาดเดาได้ง่ายก่อนละครออกฉาย แต่เมื่อไฟติดแล้ว เราก็กลายเป็นพลังสำคัญที่ทำให้ บุพเพสันนิวาส กลายเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ของวงการละครไทย

ละครที่ไม่มีสูตร

ทุกอย่างด้านบนนี้อาจทำให้คุณรู้สึกว่า บุพเพสันนิวาส โด่งดังได้ด้วยสูตรความสำเร็จฉบับบรอดคาซท์

ขอโทษที่อาจทำให้ผิดหวัง เพราะตลอดการสนทนา อรุโณชายืนยันว่าการทำละครไม่เคยมีสูตรตายตัว

ทุกอย่างถูกทำลายได้หมด-เธอบอกเช่นนั้น แล้วยกตัวอย่างว่า เมื่อ บุพเพสันนิวาส ฮิต คนก็จะพูดกันว่าไม่ต้องรีเมกละครเก่าก็ดังได้ แต่เธอเองก็เคยรีเมกเรื่อง แรงเงา จนโด่งดัง แสดงให้เห็นว่าไม่มีข้อสันนิษฐานไหนผิดหรือถูก

หน่อง อรุโณชา

หรือการเขียนบทต้องเป็นแบบไหน สำหรับซีรีส์เกาหลีจะนิยมเขียนให้สั้นกระชับ แต่ละครไทยบางเรื่องก็เขียนฉากที่ยาวเหยียดให้ขึ้นแท่นได้ เช่น หยกลายเมฆ ซึ่งผู้เขียนบทที่เป็นคนเดียวกับผู้เขียนเรื่อง แรงเงา เขียนฉาก 1 ในบทให้ยาวชนิดข้ามเบรกโฆษณา แต่สนุกมากจนลุกไปไหนไม่ได้ เพราะใน 1 ฉากเต็มไปด้วยเหตุการณ์น่าสนใจเกิดขึ้นต่อเนื่องกัน

ไม่มีสูตรสำเร็จ แถมการสร้างละคร 1 เรื่องยังเต็มไปด้วยปัจจัยคาดเดาไม่ได้ แล้วอรุโณชาสร้างละครด้วยหลักยึดอะไร

คำตอบของเธอคือ พยายามคัดสรรและสร้างองค์ประกอบทุกอย่างให้ดีที่สุด

ฟังดูเรียบง่าย แต่เบื้องหลังประโยคคือความซับซ้อน

ต้องเลือกเรื่องที่ดี ไม่ได้หมายถึงต้องเลือกแนวใดแนวหนึ่ง แต่หมายถึงเรื่องที่เข้มข้น หลากหลาย น่าติดตาม เห็นแล้วคิดว่าคนดูน่าจะชอบ

ต้องเขียนบทได้น่าสนใจ ให้คนดูแล้วอยากดูต่อ

ต้องรักษาคุณภาพของทุกองค์ประกอบไว้ ตั้งแต่ผู้กำกับ นักแสดง การผลิต จนถึงตัดต่อ

แล้วถ้าละครคุณภาพมาบรรจบกับเวลาฉายที่เหมาะสมจากช่อง เช่น ฉาย บุพเพสันนิวาส ในช่วงที่คนกำลังอยากดูละครพีเรียดพอดี ก็แน่นอนว่าผลตอบรับจะออกมายอดเยี่ยม

การที่ บุพเพสันนิวาส ซึ่งทุ่มเทใช้เวลาตั้งแต่เขียนบทถึงตัดต่อเสร็จสิริรวมถึง 4 ปีกลายเป็นปรากฏการณ์ จึงมาจากปัจจัยทุกอย่างทั้งที่ควบคุมได้และไม่ได้ประกอบกัน

แต่พูดอีกอย่าง ถ้าคนทำพยายามทำทุกอย่างที่ทำได้ให้ดีที่สุด การเสี่ยงทายก็น่าจะมีเปอร์เซ็นต์ได้ผลอย่างใจไม่น้อยแล้ว   

ไม่เชื่อลองเปิดโทรทัศน์ดูคุณพี่หมื่นกับแม่การะเกดคืนนี้สิ

อรุโณชา ภาณุพันธ์
ภาพ:   Broadcast Thai Television

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาด การขยับตัวสร้างสรรค์ของย่านท้องถิ่นต่าง ๆ เป็นสัญญาณของการปรับตัวและความหวังใหม่ ในปี 2021 ที่ผ่านมา ทั่วประเทศมีเทศกาลย่านสร้างสรรค์มากมายหลายงาน นำร่องโดยหัวเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ที่จัดงาน Design Week ต่อเนื่องทุกปี ภาคใต้มีความเคลื่อนไหวสนุก ๆ อย่างงาน Made in Songkla และ Creative Nakhon ที่นครศรีธรรมราช ฟากอีสานก็มีงานเทศกาลอีสานสร้างสรรค์ (Isan Creative Festival) ที่ขอนแก่น และ สกลจังซั่น เทศกาลงานสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าสกลนคร 

การเติบโตของเมืองแห่งธรรมะ โคขุน และผ้าครามน่าสนใจมาก ๆ จากเมืองอีสานที่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวหลัก ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี แรงผลักดันจากท้องถิ่น โดยเฉพาะชาวสกลนครรุ่นใหม่ สร้างแรงกระเพื่อมให้เมืองมีมิติร่วมสมัย ควบคู่ไปกับวัฒนธรรมดั้งเดิม 

เบื้องหลังสีสันความสนุกของสกลจังซั่นคือความตั้งใจขับเคลื่อนเมืองอย่างแรงกล้า หลังเฟสติวัลจบ เราจึงชวนผู้จัดงานหลายฝ่ายมาถอดบทเรียนให้ฟังว่างานสร้างสรรค์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร สกลนครในฝันของพวกเขาหน้าตาเป็นอย่างไร ควรเติบโตไปทางไหน และตั้งใจจะปั้นอะไรให้เมืองงอกงามต่อจากนี้บ้าง

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

สกลเฮ็ด สกลทำ

เมื่อ พ.ศ.​ 2560 กลุ่มคนทำงานคราฟต์รวมตัวกันจัดเฟสติวัลรับลมหนาวปลายปีชื่อ สกลเฮ็ด จากงานเล็ก ๆ ที่มีผู้จัดงานเพียง 10 กว่าร้าน คลื่นเล็ก ๆ นั้นพัดพาไปสู่การจัดงานใหญ่ในปีนี้ ‘สกลจังซั่น’ คือเฟสติวัลความยาว 4 วันที่กินอาณาเขตไปทั้งเมืองเก่า โดยกลุ่มภาคีเครือข่ายในเมืองสกลอย่างหอการค้า และภาคีเครือข่ายจากภายนอก ทั้งภาครัฐอย่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ซึ่งคัดเลือกให้สกลนครเป็นหนึ่งใน TCDN ( Thailand Creative District Network) และกำลังมองหาพื้นที่ทดลองจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาย่านเศรษฐกิจ ไปจนถึงภาคเอกชนและประชาสังคม ช่วยกันเนรมิตขึ้นมาให้สนุกครบเครื่องทุกมิติ ใช้ความคิดสร้างสรรค์และสินทรัพย์ท้องถิ่น ยกระดับศักยภาพเมืองและเศรษฐกิจไปอีกขั้น

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
ภาพ : บ้านเสงี่ยม-มณี
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
ภาพ : ปฏิพล รัชตอาภา

‘สกลจังซั่น’ เป็นชื่อที่ ติ๊ดตี่-ธรรศ วัฒนาเมธี สถาปนิกผู้ดูแลที่พัก ‘บ้านเสงี่ยม-มณี’ สมาชิกกลุ่มสกลเฮ็ด และหนึ่งในผู้จัดงานสกลจังซั่นตั้งขึ้น และได้รับโหวตให้เป็นชื่องาน โดยสกลจังซั่น (จังซี่) หมายถึง สกลนครก็เป็นอย่างนั้นแหละ ที่เห็นอยู่นี่ก็เป็นสกลนครแหละ พ้องกับคำว่า ‘Junction’ ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ทางแยก จุดตัด จุดเชื่อมต่อ ชุมทาง สื่อถึงลักษณะงานที่เป็นจุดนัดพบของหลาย ๆ ภาคส่วนมาจัดกิจกรรมร่วมกัน และชื่อจังหวัดสกลนคร ที่แปลว่านครแห่งเมืองทั้งมวล หรือหมายถึงการเป็นเมืองศูนย์กลางนั่นเอง

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

หนึ่งในพื้นที่จัดงานหลักคือเทียนอันโอสถ สกลโฮเต็ล ตึกเก่า 5 ชั้นที่ปลดระวางจากการเป็นโรงแรมประจำเมืองมาเนิ่นนาน แปลงโฉมเป็นศูนย์ Showcase งานดีไซน์และศิลปะของชาวสกลนคร ทั้งนักออกแบบ นักเรียนนักศึกษา และประชาชนทั่วไป 

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

ยามค่ำคืน ตึกฝั่งตรงข้ามจะจัดไฟสวยงาม พร้อมให้คณะหมอลำมาเต้นตามระเบียงห้องให้สนุกแบบ Social Distancing กันไปยาว ๆ ส่วนดาดฟ้าสกลโฮเต็ลเองก็จัดดินเนอร์พิเศษวันละครั้ง เป็น Fine Dining ชื่อ สะออน (Sound On) โดย House Number 1712 เล่าวัฒนธรรมการกินอาหารท้องถิ่นของคนสกลนครในหลากหลายเชื้อชาติและชนเผ่าผ่านมื้ออาหาร แต่ละคำผ่านการตีความหมายใหม่ปรับให้เข้ากับยุคสมัย แต่ยังคงไปด้วยเอกลักษณ์และรสชาติตามแบบฉบับดั้งเดิม เสริมความน่าสนใจด้วยวัตถุดิบท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการ Esan Gastronomy โดยมีเสียงดนตรีหมอลำคลอไปตลอดมื้อ

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

“ผลตอบรับของสกลจังซั่นดูดีกว่าที่คิดเลยนะ งานเปิดวันแรก มีคนต่อคิวยาวมากเพื่อจะขึ้นมาตึกนี้ แต่ไม่แน่ใจว่าต่อคิวเพื่อขึ้นมาดูหมอลำฝั่งตรงข้ามรึเปล่า” แมน-ปราชญ์ นิยมค้า ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Mann Craft และสวนแมนเอ่ยแกมหัวเราะ ขณะพาชมนิทรรศการสีครามเล็ก ๆ ของเขาในตึกโรงแรมเก่า “มันเป็นพื้นที่ใหม่ที่คนอยากจะออกมาดู นอกจากห้างสรรพสินค้าที่สำเร็จรูป เป็นพื้นที่อื่นที่เด็ก ๆ วัยรุ่นอยากจะรู้ว่าตึกนี้มันมีอะไร ทำไมฉันไม่เคยเข้าไป เขาก็อยากสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ ถือว่าเป็นสิ่งที่สร้างได้ดี ปลุกให้คนในพื้นที่รู้ว่ามีสินทรัพย์อะไรดี ๆ บ้าง แล้วถ้าเกิดโชคดีได้ทำต่อเนื่อง มันจะทำให้คนมีส่วนร่วม นอกจากดูแล้วอาจจะเป็นคนมาลงมือทำด้วยกันได้”

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

ในสายตานักออกแบบและนักธุรกิจงานคราฟต์ การเกิดขึ้นของสกลจังซั่น ซึ่งรวมตัวคนรักสกลนครหลากหลายกลุ่ม ยกระดับงานท้องถิ่นที่ทำกันเองให้ไปสู่สเกลภูมิภาค ไม่ใช่แค่งานที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่หรือนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม แต่งานที่มีกิจกรรมหลากหลายตลอด 4 วัน พาความคึกคักไปสู่หลายพื้นที่ทั่วสกลนคร ตัวเขาเองก็จัดงาน Craft Market ฤดูหนาวที่สวนแมนไปพร้อม ๆ กันใต้ร่มเทศกาลสกลจังซั่น กิจกรรมรวมตัวคนรักงานคราฟต์ทั้งผู้ผลิตและผู้ซื้อไว้ที่เดียว เป็นอีกแหล่งสีเขียวใกล้ชิดธรรมชาติที่ถูกใจผู้คนทั้งในและนอกจังหวัด 

“เราอยากสร้างศูนย์รวมพลังงานดี ๆ สร้างแรงบันดาลใจให้กันและกัน ผมชอบองค์ความรู้และการสร้างเครือข่าย คิดว่ามันเป็นการกระตุ้นความคิดทั้งคนทำงานเองแล้วก็ผู้บริโภคด้วย”

ฟื้นย่านเมืองเก่า

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น
ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น
ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

ยิปซี จันทร์เพ็งเพ็ญ แห่ง Gypsy Coffee Drip ชวนเพื่อนฝูงมาจัดงาน ‘จังซั่น ละเบ๋อ ซาวคุ้ม’ ปิดคุ้มกลางธงชัย ย่านเก่ากลางเมืองให้ครึกครื้น ในตรอกเล็ก ๆ ความยาวราว 200 เมตร พวกเขาต่อยอดกราฟฟิตี้สตรีทอาร์ตที่มีอยู่แล้วให้มากขึ้น แล้วรวมกิจกรรมสารพัดมาไว้ด้วยกัน ทั้งตลาดศิลปะ สินค้าทำมือ ร้านตัดผมริมทาง กาแฟ Slow Bar จาก 4 ร้านกาแฟดังในสกล โดยคนรุ่นใหม่จาก 4 ชนเผ่า แถมร้านต่าง ๆ ก็เปิดหน้าบ้านเอาของมาวางขาย เป็นพื้นที่รื่นรมย์ให้คนมาล้อมวงนั่งฟังดนตรี แวะซื้อข้าวจี่ต้มเส้น ปากหม้อ กุนเชียง ขนมจุบจิบ หรือเข้าบ้านไปทำขันหมากเบ็งหรือบายศรีกับคุณยาย แล้วออกมาเล่นสบาย ๆ 

“ย่านนี้เป็นชุมชนดั้งเดิมของสกลนคร อยู่ใกล้วัด มีแต่บ้านไม้เก่าสวย ๆ มีคุ้มเก่าของตระกูลวงกาฬสินธุ์ ที่เป็นตระกูลแรกของสกลนคร บ้านบางหลังไม่มีรั้ว ทะลุกันไปหมด บางบ้านยังมีเตาเก่า เล้าข้าว ปลูกผักปลูกกล้วย คนส่วนใหญ่เป็นคนแก่ที่ยังคงวิถีเดิมของสกล แต่ตอนนี้มีเมืองล้อมรอบ ตรงนี้ก็ดูรก ๆ ซบเซา คนสกลบางคนลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามีซอยนี้ บางคนก็ไม่รู้จัก” ยิปซีอธิบายเบื้องหลังการปลุกย่านเก่า

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

“เราอยากแทรกซึมอยู่ในชุมชน ให้เขาเห็นคุณค่าบ้านเก่าตัวเอง ให้พื้นที่นี้กลับมาคึกคักมีชีวิต คนรุ่นใหม่ก็ได้ทำงานกับคนแก่ ไม่ให้เขาเหงา วันเตรียมงานก็สนุกแล้วนะ ยาย ๆ เขาก็ตื่นเต้น มาให้กำลังใจกัน มาบอกว่าอยากให้มาเพนต์บ้านยายบ้าง มีคนมาถ่ายรูป บอกว่าแถวบ้านเขาสวย เขาก็ได้ออกมาเดินดูแล้วก็สดใสขึ้น ส่วนพวกเพื่อน ๆ ก็อยากสนุก ปิดร้านมาขายของ สิงตามบ้านตรงนั้นตรงนี้ เป็นพลังที่น่ารักมาก มากกว่าความร่วมมือคือความรู้สึกว่าของธรรมดานั้นพิเศษ” แกนนำสกลเฮ็ดอธิบายด้วยรอยยิ้ม 

กล่าวตามตรง ด้วยสเกลเล็กจิ๋ว พื้นที่ตรงนี้อาจยังห่างไกลจากการเป็นแม่เหล็กดึงดูดสำหรับนักท่องเที่ยว ผู้ร่วมงานส่วนใหญ่คือคนในท้องที่มากกว่า แต่ในสายตาคนใน พื้นที่นี้คือหนึ่งในหมุดไฮไลต์สำคัญของงาน

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

“มีคนทำงานหลายกลุ่มมาลงพื้นที่ทำเรื่องสตรีทอาร์ตแล้วนะคะ คืบหน้าดีขึ้นเรื่อย ๆ มีชีวิตขึ้นเรื่อย ๆ แต่อาจจะยังมองไม่เห็นภาพชัดเจนเท่าครั้งนี้ เหมือนคนก็ยังมองภาพไม่ออกว่างานวาดกำแพงมันเป็นยังไง อาจจะติดภาพงานเขียนพ่นสเปรย์เลอะ ๆ แรก ๆ เขาก็ยังไม่เปิดใจ พอมาเห็นงานสวย ๆ ก็อนุญาตให้เพนต์กำแพงบ้าน” เตย-ไอรัตน์ดา มหาชัย ครูศิลปะ เจ้าของร้านกาแฟกึ่งแกลเลอรี่ Blue Bica Coffee x Local Art Space เล่าบ้าง ผู้ออกแบบคาแรกเตอร์ ‘น้องก่ำ’ มาสคอตของงาน มองว่ากิจกรรมป๊อปอัปแบบนี้กระตุ้นชีพจรของเมือง ให้คนหลากหลายกลุ่มหลายช่วงวัยได้พบปะม่วนซื่น แลกเปลี่ยนวิถีที่แตกต่างแต่สนุกร่วมกัน

ก้าวสู่สังเวียนสร้างสรรค์

เทศกาลนี้ดึงผู้คนจากหลายภาคส่วนมาร่วมมือกันอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จากเป้าหมายในตอนแรกจะจัดกิจกรรมในเดือนมิถุนายน และฝันกันว่าจะเข้าไปจัดในพื้นที่เรือนจำเก่า ขยายผลเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์มากมายทั่วเมืองสกลนคร ไม่ว่านิทรรศการเล่าเรื่องเมืองสกล แผนที่ย่านเมือง นิทรรศการงานออกแบบ ศิลปะ อาหาร ดนตรี งานเสวนา ตลาด ต่างรวมพลังงานดี ๆ ไว้มากมาย

“งานเพียง 4 วันอาจดูสั้นไปเมื่อเทียบกับงานในจังหวัดอื่น แต่ก็ทำให้เกิดสิ่งดี ๆ หลายอย่างต่อเมืองสกล กระตุ้นให้คนสกลนครเองให้ได้เห็นศักยภาพของพื้นที่ที่จะพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ เห็นศักยภาพของคนที่ซ่อนอยู่ และเกิดการรวมตัวกันเพื่อทดลองทำสิ่งที่อยากสิ่งคิดให้เป็นจริง ในช่วงเวลาเตรียมงานจนงานจบลงนี้ ทำให้ผมได้รู้จักคนใหม่ ๆ ได้รู้จักคนเก่า ๆ มากยิ่งขึ้น และได้ทำในสิ่งที่เคยคาดหวังว่าจะทำ ผมหวังว่าเหล่าองค์กรภาคีต่าง ๆ ทั้งน้อยใหญ่จะกลับมาสร้างงานนี้ให้สำเร็จลงด้วยดีอีกครั้ง ต้องขอบคุณผู้คนมากมายที่ให้โอกาสได้ร่วมงานกันครับ” ติ๊ดตี่ออกความเห็น โดยหวังอย่างยิ่งว่างานนี้จะได้จัดขึ้นอีกครั้งในปีนี้

“งานนี้เกินคาดไปเยอะมาก ๆ คนตอบรับดี มันสร้างประสบการณ์รับรู้ใหม่ให้คนในพื้นที่มองเมืองเปลี่ยนไป เห็นว่าย่านเมืองเก่าทำอะไรได้มากกว่าจะปล่อยให้ร้างไป และภาคศิลปะก็ตื่นตัว นักดนตรี ศิลปินก็มีกำลังใจสร้างงาน เพราะรู้ว่างานเขามีที่รองรับ มีกลุ่มคนดู และในแง่การท่องเที่ยว คนนอกอยากมาเข้าร่วมเยอะ คนในเมืองก็อยากขอเป็นสปอนเซอร์สนับสนุน อยากมาช่วย” เสือ-ธรรมวิทย์ ลิ้มเลิศเจริญวนิช ทายาทเทียนอันโอสถ สกลโฮเต็ล หนึ่งในผู้จัดงานหลักเอ่ยอย่างกระตือรือร้น

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

“ต้องยอมรับว่าตัวเมืองสกลนครยังดึงคนให้อยู่เที่ยวยาว ๆ ทั้งวันจนนอนค้างไม่ได้ ขณะที่เมืองข้าง ๆ อย่างนครพนมมีวิวแม่น้ำโขง มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ บรรยากาศมันชวนพักผ่อนมาก สิ่งที่ทำให้สกลนครแตกต่างคือวัฒนธรรมและงานคราฟต์ที่มีเอกลักษณ์เหนียวแน่น แต่ยังอาจเข้าถึงยาก คือต้องตั้งใจมามาก ๆ เฟสติวัลนี้เลยช่วยได้มาก ครั้งถัดไปก็อยากจัดให้ใกล้ช่วงเทศกาลแห่ดาวที่ท่าแร่ คนจะได้อยู่สกลนครได้ทั้งอาทิตย์ และปรับปรุงหลายอย่างให้ดีขึ้น ทั้งการประชาสัมพันธ์ การเตรียมสถานที่ การจัดการ หรือการสื่อสารเรื่องการชมงานศิลปะโดยไม่จับชิ้นงานให้เสียหาย สกลจังซั่นครั้งถัดไปน่าจะมีคนมาร่วมหลากหลายขึ้น เยอะขึ้น พอมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น ก็อยากชวนศิลปินจังหวัดอื่น ๆ ใกล้ ๆ มาคอลแล็บกัน เพื่อเพิ่มความสนุกให้มากขึ้น”

ด้วยสถานการณ์การท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบยาว ๆ จากโควิด-19 ผนวกกับความขลุกขลักของการจัดงานครั้งแรก นักท่องเที่ยวอย่างเรามองเห็นช่องว่างหลายจุดที่สกลจังซั่นน่าจะปรับปรุงหรือขยายผลให้ดียิ่งขึ้นได้ อย่างไรก็ดี เทศกาลสร้างสรรค์ร่วมสมัยนี้เป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามองมาก ๆ ของเมืองอีสาน 

“เราอยากให้เมืองเป็นยังไงก็ต้องลงมือทำที่บ้านเรา ก่อนจะไปหวังความช่วยเหลือจากภาครัฐหรือหน่วยงานไหน พูดตรง ๆ ว่าเราต้องดิ้นรนกันเองก่อน จังหวัดข้าง ๆ อย่างมุกดาหารก็ขยับตัวจัดงานเหมือนกันนะครับ เขามาดูงานเราแล้วก็เริ่มโครงการเลย เดือนกุมภาพันธ์กำลังจะมีงานสตรีทอาร์ตและภาพถ่าย คนในมุกดาหารร่วมมือกันทำงานในย่านที่สนใจ เงินจัดงานก็มาจากคนในเมืองช่วยกันบริจาค เราก็ดีใจที่งานนี้มีผลไปถึงคนข้างนอกด้วย” เสือเล่าอย่างภาคภูมิใจ

“ผมคิดว่าวัฒนธรรมอีสานแข็งแรงน่าสนใจมาก ดึงดูดทั้งสายอาร์ต สายคราฟต์ สายมู สายดนตรี สีสันความเป็นอีสานซิ่ง ๆ สด ๆ ทำให้น่าสนใจ คนกลับบ้านก็เยอะ ตอนนี้โจทย์ถัดไปคือต้องค่อย ๆ หาทางปัดฝุ่น หาอะไรมาลงพื้นที่ตลอดทั้งปี พอเทศกาลมันไม่ถาวร จบงานแล้วเมืองก็กลับมาเงียบเหมือนเดิม ผมสนใจงานออกแบบผลิตภัณฑ์แบบ Made in Songkhla อยากหาทุนต่อยอดร้านเก่าแก่ ต่อให้มีโควิด ก็มีกิจกรรมขายของและท่องเที่ยวได้ทั้งปี ร้านค้าก็อยู่ได้อย่างยั่งยืน ชอบอะไรแบบนี้ เริ่มจากสิ่งที่เรามีในเมืองก่อน แล้วขยายผลไปพื้นที่ใกล้เคียง” 

นักธุรกิจรุ่นใหม่เล่าถึงโปรเจกต์ต่อยอดที่เขากำลังดูแล คือ Sakon Gastronomy ส่งเสริมการท่องเที่ยวและอาหาร เข้าป่าไปหาวัตถุดิบมาทำอาหาร แล้วมาเที่ยวในเมืองต่อ เพื่อดึงให้คนอยู่ในจังหวัดให้นานที่สุด รวมถึงการจัดการระบบที่ทันสมัยและการตลาด เพื่อกระจายรายได้ให้เกษตรกรท้องถิ่นมากขึ้น

สกลจังซั่นจะกลับมาเป็นนิทรรศการฉบับย่อส่วนที่เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ (Isan Creative Festival) จังหวัดขอนแก่น ส่วนปลายปีนี้ เราจะได้เห็นสกลจังซั่นเติบโตจนกลายเป็นเทศกาลท้องถิ่นร่วมสมัยประจำปีหรือไม่ โปรดติดตามกันต่อไป 

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

จิราภรณ์ ล้อมหามงคล

ช่างภาพฟรีแลนซ์ตัวไม่เล็กจากแดนอีสาน ผู้ชื่นชอบในประวัติศาสตร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load