นี่คือการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ที่น่าแปลก ใหม่ และน่าสนใจมาก

กรมศิลปากร โดย คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน ทำโครงการ วังหน้านฤมิต ในมิติแห่งกาลเวลา ระหว่างวันที่ 6 มีนาคม – 28 เมษายน 2562 ที่พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ความน่าสนใจของงานนี้คือ การเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์ที่อาจฟังดูไกลตัวให้น่าสนใจ ผ่านมุมมองใหม่ๆ และการใช้สื่อที่หลากหลายมาก

โครงการนี้ต่อเนื่องจากโครงการวังน่านิมิต ที่จัดเมื่อเดือนมิถุนายน 2561 ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีจิตติ เกษมกิจวัฒนา เป็นภัณฑารักษ์ ครั้งนั้นคุณใหม่ตั้งใจใช้เทคโนโลยีเป็นสื่อในการนำเสนอข้อมูลทางประวัติศาสตร์

แต่คราวนี้คุณใหม่กล่าวว่า “อยากให้มองประวัติศาสตร์ไทยช่วงนี้จากหลากหลายมิติ”

ประวัติศาสตร์ช่วงที่ว่า คือช่วงที่สยามมีพระมหากษัตริย์ถึง 2 พระองค์พร้อมกัน คือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่จริงๆ แล้วทั้งสองพระองค์ก็คือ ‘วังหลวง’ กับ วังหน้า

ฟังเพียงเท่านี้คนรุ่นปัจจุบันอาจนึกไม่ออกว่าเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับฉัน คุณใหม่จึงคิดวิธีนำเสนอ เชิญคนเก่งจากสารพัดวงการ ทั้งศิลปิน ช่างเขียนรูป นักพัฒนาแอปพลิเคชัน นักพฤกษศาสตร์ นักร้องประสานเสียง นักทำหนัง ร็อกเกอร์ เชฟ สถาปนิก นักภาษาศาสตร์ ฯลฯ รวม 20 คน และ 1 คณะนักร้องประสานเสียง มาดูร่องรอยประวัติศาสตร์สำคัญช่วงหนึ่งของชาติไทย แล้วสร้างชิ้นงานตามความถนัด

จึงเกิดเป็นโครงการ ‘วังหน้านฤมิต ในมิติแห่งกาลเวลา’ และนิทรรศการ ‘นัยระนาบนอก อินซิทู : แปลงร่างอดีตในหลืบแห่งปัจจุบัน’ โดยมี นาตาลี บูแตง คุณใหม่ และแมรี่ ปานสง่า เป็นคณะภัณฑารักษ์

ใครจะเดาถูกว่าร็อกเกอร์มาดเข้มอย่าง ตุล อพาร์ตเมนต์คุณป้า หรือเชฟตาม Top Chef Thailand คนแรกของประเทศไทย เข้าไปดูประวัติศาสตร์วังหน้าแล้วสร้างผลงานอะไรขึ้นมา

คุณใหม่ออกตัวว่า “ไม่รู้เหมือนกันว่าเสียงตอบรับจากผู้ชมและนักวิจารณ์จะเป็นอย่างไร”

แต่เห็นด้วยไหมว่า แค่นี้ก็เท่ากับพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์การจัดนิทรรศการในประเทศไทยแล้ว

นอกจากนิทรรศการที่จัดยาว 2 เดือนเต็มแล้ว งานนี้ยังมีการจัดกิจกรรมพิเศษอันหลากหลายอีกหลายครั้ง ซึ่งทุกกิจกรรมไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ต้องลงชื่อจองที่นั่งล่วงหน้า ติดตามรายละเอียดแบบเต็มๆ ได้ที่ www.wangnaproject.com

ส่วนใครอยากไปร่วมงานนี้แบบสุดพิเศษกับ The Cloud ก็รอติดตามรายละเอียดของ Walk with The Cloud ได้เร็วๆ นี้

ก่อนจะไปดูกันว่างานนี้มีอะไรน่าไปดูบ้าง เราขอปูพื้นฐานเรื่อง ‘วังหน้า’ แบบสั้นๆ กันอีกสักที

หลากหลายชิ้นงานกับประวัติศาสตร์วังหน้า

หากจำไม่ได้หรือไม่รู้ว่าวังหน้าคืออะไร มาทบทวนกันอีกรอบ วังหน้า เป็นทั้งชื่อตำแหน่งและสถานที่ ตำแหน่งวังหน้า หรือกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เท่ากับเป็น ‘หมายเลขสอง’ ของประเทศ สำคัญรองลงมาจากพระมหากษัตริย์ผู้ครอบครอง ‘วังหลวง’

บุคคลที่ดำรงตำแหน่งวังหน้ามีอาณาเขตที่ใช้เป็นสถานที่ประทับเรียกว่าวังหน้าเช่นกัน สาเหตุที่เรียกชื่อเช่นนี้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานไว้ว่า เพราะตั้งอยู่ด้านหน้าของวังหลวง

สถานที่ที่คุณใหม่เลือกใช้จัดนิทรรศการครั้งนี้คือพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร อันเป็นพระที่นั่งท้องพระโรงของวังหน้า สมัยก่อนห้องนี้ใช้สำหรับออกว่าราชการและต้อนรับแขกเมือง

แต่อาณาบริเวณที่เคยเป็นวังหน้าในอดีตนั้นกว้างใหญ่ เมื่อตำแหน่งวังหน้าถูกยกเลิกในสมัยรัชกาลที่ 5 พื้นที่วังหน้าส่วนใหญ่กลายเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร บางส่วนเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปัจจุบัน

คุณใหม่เชิญศิลปินและผู้เชี่ยวชาญเข้าไปในพื้นที่วังหน้า แล้วให้แต่ละคน ‘สื่อสาร’ กับกลิ่นอายและร่องรอยประวัติศาสตร์ ตั้งคำถาม หาแรงบันดาลใจ และค้นคว้าเพิ่มเติม ก่อนลงมือสร้างงานตามความถนัดของตน The Cloud สรุปเนื้อหาของแต่ละผลงานมาให้อ่านพอเรียกน้ำย่อย สนใจเรื่องไหนก็ไปชมกันได้เลย

งานของศิลปิน

01

วังหน้านฤมิต

วังหน้านฤมิต

ชื่องาน : Untitled (state du miroir / the mirror stage)
รูปแบบงาน : แอปพลิเคชันโทรศัพท์มือถือ
ผู้สร้างงาน : ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช   (ศิลปิน)

งานนี้โน้มน้าวให้ผู้ชมมีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญ และแสดงให้เห็นความสนใจที่จะล้มล้างวิธีเดิมๆ ในการปฏิสัมพันธ์กับงานศิลปะ ฤกษ์ฤทธิ์ไม่เชื่อว่าศิลปะกับชีวิตนั้นแยกส่วนกัน สำหรับนิทรรศการครั้งนี้ ฤกษ์ฤทธิ์พัฒนาแอปพลิเคชัน (Application) ที่โต้ตอบกับผู้ใช้งาน โดยออกแบบให้ใช้ร่วมกับกระจก 2 บานที่เป็นส่วนหนึ่งของวัตถุจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ในอดีตบานกระจกนี้ทำหน้าที่ 2 ประการด้วยกัน คือใช้ขับไล่วิญญาณชั่วร้าย และบางครั้งใช้เป็นฉากกั้นเขตส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์

เมื่อผู้ชมนิทรรศการวางโทรศัพท์ไว้ในตำแหน่งระหว่างตนเองกับบานกระจก ภาพตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นจะปรากฏและรำพึงรำพันเพื่อสะท้อนเรื่องราวการสำรวจและค้นหาตัวตน

02

วังหน้านฤมิต วังหน้านฤมิต วังหน้านฤมิต

ชื่องาน : เรือนร่างของสิ่งที่ไม่มีอยู่นั้นเป็นรูปทรงกลม
รูปแบบงาน : ห่วงเหล็กสลักตัวอักษร ลูกแก้วปรอท และเป่าและเจียรนัยแก้ว
ผู้สร้างงาน : นิพันธ์ โอฬารนิเวศน์ (ศิลปิน)

งานชิ้นนี้สะท้อนความคิดเรื่องถิ่นที่อยู่ อัตลักษณ์ และการโยกย้าย นิพันธ์แสวงหาแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของพระราชวังบวรสถานมงคล โดยเฉพาะจากลูกแก้วปรอทที่จัดแสดงในนิทรรศการถาวรของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ศิลปินเคลื่อนย้ายลูกแก้วปรอท หรือ Mercury Ball (วัตถุสะสมของพิพิธภัณฑ์) ที่แต่เดิมจัดแสดงอยู่ในพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ มาจัดแสดงในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ลูกแก้วจำลองถูกทำขึ้นเพื่อนำไปจัดแสดงในพื้นที่เดิม ผิวลูกแก้วที่เป็นกระจกสะท้อนให้เห็นพื้นที่ที่จัดนิทรรศการและผู้เข้าชม เป็น ‘หน้าที่’ เดียวกับครั้งอดีตที่เจ้าพนักงานมองเงาสะท้อนบนลูกแก้วในห้องเสวยเพื่อถวายการรับใช้เมื่อมีพระราชประสงค์

ลูกแก้วปรอทถูกจัดวางสร้างบทสนทนากับห่วงโลหะ 2 วงที่สลักเนื้อเพลง ลาวแพน เป็นภาษาไทยและภาษาลาว เนื้อเพลงพรรณนาถึงชีวิตชาวลาวในราชอาณาจักรสยามสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว งานศิลปะของนิพันธ์เชื้อเชิญให้ผู้ชมย้อนเวลากลับสู่สมัยวังหน้าไปพร้อมๆ กับพินิจพิจารณาบทบาทของความเป็นพิพิธภัณฑ์แบบดั้งเดิมที่ถูกมองว่าเข้าถึงได้ยาก

03

วังหน้านฤมิต วังหน้านฤมิต

ชื่องาน : Fourteen
รูปแบบงาน : สีอะคริลิกบนกระดาษ
ผู้สร้างงาน : อุดมศักดิ์ กฤษณมิษ (ศิลปิน)

ลักษณะทางสถาปัตยกรรมและพื้นที่ภายในของพระที่นั่งอิศราวินิจฉัยทำให้อุดมศักดิ์มองเห็นความเชื่อมโยงของตัวอาคารหลังนี้กับสถาปัตยกรรมโบสถ์หรืออาสนวิหาร อุดมศักดิ์นึกถึงรูปแบบและโครงสร้างของ The 14 Stations of the Cross หรือ มรรคาศักดิ์สิทธิ์ (ทางสู่กางเขน) ภาพงานศิลปะศาสนาคริสต์ที่บรรยายถึงช่วงเวลาสุดท้ายในชีวิตพระเยซู กับเรื่องราวการเดินทางสู่การตรึงกางเขน ที่มักพบเห็นในรูปแบบของภาพเขียน แผ่นโลหะ หรือหินสลัก ที่ปรากฏอยู่ระหว่างช่องทางเดินในโบสถ์หรืออาสนวิหาร

ผลงานภาพสีบนกระดาษ 15 ชิ้นของอุดมศักดิ์ ที่เกิดขึ้นจากการนำเอาวัสดุเก็บตกส่วนตัวมาใช้ แสดงให้เห็นการเปลี่ยนผ่านวัตถุที่สร้างให้เกิดการอ่านและการทำความเข้าใจมากกว่าความเป็นวัตถุเหล่านั้น ภาวะการมองเห็นผลงานที่มีอยู่ร่วมกันระหว่างการเปิดเผยและปกปิดพื้นผิว สามารถอธิบายถึงช่วงเวลาของการร่วงหล่น และในขณะเดียวกันก็นำเสนอภาพช่วงเวลาระหว่างการก่อกำเนิดและการเติมเต็ม ความเชื่อ ความศรัทธา และความรู้สึกสัมผัส สะท้อนกันไปมาระหว่างตำแหน่งแห่งที่ของศิลปิน การมีชีวิตอยู่ การลาจาก และการเคลื่อนที่ของเวลา ผลงานแสดงตนเสมือนชั้นผิวที่เพิ่มซ้อนขึ้นในพื้นที่แห่งนี้ ที่มีการเคลื่อนตัวและเปลี่ยนแปลง ไม่ต่างจากสภาวะร่างกายที่แต่ละบุคคลต่างมีประสบการณ์ร่วม

04

วังหน้านฤมิต วังหน้านฤมิต

ชื่องาน : ////////
รูปแบบงาน : ภาพยนตร์ 16 มม. ความยาว 2.39 นาที
ผู้สร้างงาน : ธณัฐชัย บรรดาศักดิ์ (ศิลปิน)

สำหรับนิทรรศการครั้งนี้ ธณัฐชัยสร้างงานภาพยนตร์ 16 มม. ผ่านการทำงานของคนสวนประจำโรงละครแห่งชาติ ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ผู้ชมมองเห็นมือคนสวนกำลังขูดลอกพืชพรรณออกจากร่องระหว่างแผ่นปูพื้นคอนกรีต จากร่องหนึ่งไปอีกร่องหนึ่ง ศิลปินมองเห็นการกระทำที่อาศัยช่องว่างที่อยู่ระหว่าง เป็นเหมือนการสัมผัสกับพืชพรรณที่เกิดขึ้นซ้ำๆ เปรียบเสมือนการผลัดเปลี่ยนของสิ่งที่อยู่บนพื้นผิวชั้นนอก คล้ายคลึงกับผิวหนังของสิ่งมีชีวิต

ศิลปินนึกถึงพื้นดินที่ถูกตัดขวางลึกลงไปจนเห็นชั้นธรณีต่างๆ ที่สามารถทำให้เราสืบค้นอดีตจากชั้นเหล่านี้ โครงสร้างบางอย่างอาจจะแทบมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง แต่พื้นผิวในปัจจุบันได้กลายมาเป็นส่วนสำคัญของการค้นหาคำตอบ หรือการมองเห็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

05

วังหน้านฤมิต

วังหน้านฤมิต

ชื่องาน : unlock
รูปแบบงาน : กระดาษเคมีในตัวจากเครื่องนาฬิกายาม
ผู้สร้างงาน : ปรัชญา พิณทอง (ศิลปิน)

ผลงานสร้างสรรค์ชิ้นนี้เชื้อเชิญให้ผู้ชมร่วมแบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัวกับศิลปิน วิธีของเขาไม่ต้องการคำบรรยายใดๆ งานของปรัชญาสร้างสถานการณ์เพื่อเร้าผัสสะต่างๆ ของผู้ชม เล่าเรื่องโดยใช้หลากหลายวิธีการ ผลลัพธ์ที่ได้คือ การสื่อสารระหว่างผู้สร้างและผู้เสพงานศิลป์ เติมเต็มกระบวนทัศน์ของความเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ผู้ชมเข้าใจและเข้าถึงชิ้นงานที่จัดแสดงได้

นิทรรศการครั้งนี้ปรัชญาเลือกแสดงความคิดผ่านนัยของพฤติกรรมมนุษย์ ทุกวันจะมีการระบุคำสำคัญ (Keyword) เพื่อให้ผู้ชมแจ้งแก่ห้องขายตั๋ว สำหรับใช้เป็นรหัสเข้าพิพิธภัณฑ์ได้ฟรี ในบริเวณนิทรรศการ ร่องรอยเวลานี้จะถูกบันทึกไว้โดยเจ้าหน้าที่และจัดแสดงไว้ตลอดระยะเวลาที่จัดนิทรรศการ

06

วังหน้านฤมิต วังหน้านฤมิต

ชื่องาน : 2.2.1861
รูปแบบงาน : หมึกบนกระดาษ
ผู้สร้างงาน : หยัง โว (Dahn Vo) (ศิลปิน)

หยัง โว นำเสนอผลงานที่ชื่อว่า 2.2.1861 เป็นผลงานบนกระดาษชิ้นต่อเนื่องที่ศิลปินขอให้พ่อของเขาซึ่งมีฝีมือในการเขียนและคัดลอกตัวอักษรช่วยคัดลอกข้อความภาษาฝรั่งเศสจากจดหมายลาฉบับสุดท้ายที่นักบุญ Jean-Théophane Vénard มิชชันนารีชาวฝรั่งเศสในเวียดนาม ส่งถึงพ่อของตนใน ค.ศ. 1861 เฟือง โว พ่อของหยัง โว ไม่เข้าใจภาษาฝรั่งเศส แต่ด้วยความบรรจงในการสร้างตัวอักษรของเฟือง โว สามารถคัดลอกและถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกในเนื้อความของจดหมายจากลูกชายถึงพ่อ

และด้วยกระบวนการในการสร้างงานชิ้นนี้ที่เป็นเหมือนสิ่งเชื่อมความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างศิลปินกับพ่อ เนื้อความในจดหมายที่พูดถึงการสูญเสียและการลาจาก ถูกบรรยายเปรียบเปรยไว้ด้วยภาษาและเรื่องเล่าที่งดงาม ขนานไปกับความเชื่อและความศรัทธา สะท้อนประวัติศาสตร์ของการมีอยู่ และความเป็นไปในเงื่อนไขของพื้นที่อื่นๆ

07

วังหน้านฤมิต วังหน้านฤมิต

ชื่องาน : One Million Years
รูปแบบงาน : หนังสือขนาด 14.4 x 10.5 ซม. 2 เล่ม
ผู้สร้างงาน : ออน คาวารา (On Kawara) (ศิลปิน)

ความสนใจของ ออน คาวารา (On Kawara) ในเรื่องที่ว่าสังคมมนุษย์กำหนดกติกาเรื่องวันเดือนปีเพื่อทำให้ ‘เวลา’ เป็นสิ่งจับต้องได้นั้น แสดงให้เห็นผ่านงานเขียนสองเล่มภายใต้ชื่อชุดว่า One Million Years เล่มแรกคือ Past เขียนอุทิศแด่ ‘เพื่อนมนุษย์ผู้ล่วงลับไปแล้ว’ ครอบคลุมช่วงเวลาระหว่าง 998,031 ปีก่อนคริสต์ศักราช จนถึงคริสต์ศักราช 1969 ส่วนเล่มที่สอง Future เขียนอุทิศแด่ ‘ผู้มีชีวิตอยู่เป็นคนสุดท้าย’ เริ่มตั้งแต่คริสต์ศักราช 1993 จนถึงคริสต์ศักราช 1,001,992 บางส่วนของหนังสือเล่มนี้ถูกอ่านออกเสียงในหลายสถานที่ทั่วโลกตามความประสงค์ของศิลปิน ในนิทรรศการครั้งนี้จึงจัดให้มีการอ่านออกเสียงหนังสือดังกล่าวของคาวาราด้วย โดยความอนุเคราะห์จาก mfc-michèle didier ปารีส

งานของผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ

08

วังหน้านฤมิต วังหน้านฤมิต

รูปแบบงาน : ถอดรหัสความหมายพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
ผู้สร้างงาน :  ผศ. ดร.ประพจน์ อัศววิรุฬหการ (นักภาษาศาสตร์), บุญเตือน ศรีวรพจน์ (นักประวัติศาสตร์และกวี), พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณฯ (ชวิน รังสิพราหมณกุล หัวหน้าพราหมณ์ สังกัดกองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง) และ พงศ์ศิษฏ์ ปังศรีวงศ์ (นักการทูต)

  คนไทยเราเชื่อว่า ‘ชื่อ’ ศักดิ์สิทธิ์ การตั้งชื่อเท่ากับเป็นการกำหนดอนาคตของเจ้าของชื่อ หากเป็นชื่อประมุขของประเทศ ยิ่งต้องพิถีพิถันกว่าชื่อสามัญชน คำถามคือ พระนามพระมหากษัตริย์มีความหมายอะไรซ่อนอยู่ ทีมนักภาษาศาสตร์ประกอบด้วย ผศ. ดร.ประพจน์ อัศววิรุฬหการ, บุญเตือน ศรีวรพจน์ พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณฯ และ พงศ์ศิษฏ์ ปังศรีวงศ์ จึงร่วมกัน ‘ถอดรหัส’ ความหมายพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเข้าใจหลากหลายนัยที่แฝงอยู่ รวมทั้งบทบาทและความสำคัญของนามเฉพาะในวัฒนธรรมไทย

กิจกรรม : เสวนาผัสสะแห่งสิ่งที่จับต้องไม่ได้: นัยแห่งพระปรมาภิไธย
วันจัดกิจกรรม : 10 มีนาคม 2562 เวลา 10.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
รายละเอียดกิจกรรม : คุณสิริกิติยา เจนเซน ผู้อำนวยการโครงการวังหน้านฤมิต ในมิติแห่งกาลเวลา เริ่มต้นบทสนทนาโดยชวนคุยถึงบทบาทของภาษาที่ส่งผลต่อการพัฒนาแนวคิดหลักของนิทรรศการครั้งนี้ หลังจากนั้นจะเป็นการแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่าง ผศ. ดร.ประพจน์ อัศววิรุฬหการ และ อาจารย์บุญเตือน ศรีวรพจน์ ทั้งสองท่านจะได้ร่วมกันวิเคราะห์นัยแห่งพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ชวนคุยเรื่องความสำคัญของชื่อต่างๆ ในวัฒนธรรมไทย พร้อมทั้งพาผู้ฟังร่วมค้นหาคำตอบว่ามีอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังพระนามแห่งกษัตริย์
ค่าใช้จ่าย : ไม่มีค่าใช้จ่าย
สมัครร่วมกิจกรรม :   ปิดรับสมัครแล้ว

09

วังหน้านฤมิตรูปแบบงาน : การแสดงขับร้องประสานเสียง โดยคณะนักร้องประสานเสียงสวนพลู
ผู้สร้างงาน : คณะนักร้องประสานเสียงสวนพลู

คณะนักร้องประสานเสียงสวนพลูเป็นคณะนักร้องประสานเสียงประเภทขับร้องโดยไม่มีดนตรีบรรเลงประกอบ (A Cappella) ก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2543 มี ดุษฎี พนมยงค์ เป็นผู้อำนวยการคณะ คณะนักร้องประสานเสียงสวนพลูจะแสดงทั้งสิ้น 4 เพลง ซึ่งเรียบเรียบเสียงประสานและปรับแต่งสำหรับการแสดงในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัยโดยเฉพาะ โดยจะแสดง 3 รอบ

กิจกรรม : การแสดงขับร้องประสานเสียง และวงเสวนา: มองประวัติศาสตร์ผ่านสายตานักดนตรี
วันจัดกิจกรรม : 16 มีนาคม 2562 เวลา 14.00 น. ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
รายละเอียดกิจกรรม : เริ่มต้นด้วยเสียงเพลงขับกล่อมจากคณะนักร้องประสานเสียงสวนพลู ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ก่อนร่วมพูดคุยกับ ‘ครูดุษ’ ดุษฎี พนมยงค์ ผู้อำนวยการคณะฯ และ คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน ผู้อำนวยการนิทรรศการวังหน้านฤมิต ในมิติแห่งกาลเวลา เพื่อตอบคำถามว่า การผสานเทคนิคสมัยใหม่เข้ากับเทคนิคดั้งเดิมทำให้ดนตรีกลายเป็นสื่อร่วมสมัยในการเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์อันซับซ้อนได้อย่างไร
ค่าใช้จ่าย : ไม่มีค่าใช้จ่าย
วันจัดกิจกรรม :   30 มีนาคม และ 20 เมษายน 2562  เวลา 14.00 น.  ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
รายละเอียดกิจกรรม :   การแสดงขับร้องประสานเสียง (ไม่มีเสวนา)
ค่าใช้จ่าย : ไม่มีค่าใช้จ่าย
สมัครร่วมกิจกรรมวันที่   16 มีนาคม 2562   :   เต็มแล้ว
สมัครร่วมกิจกรรมวันที่   30 มีนาคม 2562  :    เต็มแล้ว
สมัครร่วมกิจกรรมวันที่   20 เมษายน 2562 :    เต็มแล้ว

10

วังหน้านฤมิต วังหน้านฤมิต

ชื่องาน : The Ghost of Wang Na : การอ่านบทเพลงยาว พระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระปิ่นเกล้า ประกอบเพลงอิเล็กทรอนิก
รูปแบบงาน : เพลง
ผู้สร้างงาน : ตุล ไวฑูรเกียรติ (กวี / นักแต่งเพลง / นักดนตรี) และ Marmosets (นักดนตรี)

ตุล ไวฑูรเกียรติ ศิลปินวงอพาร์ตเมนต์คุณป้า และ Marmosets ได้รับเชิญมาร่วมค้นหาแง่มุมเกี่ยวกับดนตรี ตุลชอบสังเกตวิถีชีวิตเเละพฤติกรรมมนุษย์ เคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า สิ่งที่มีมาก่อนเราเกิดนั้นมีอยู่จริงหรือเป็นเพียงแค่มายา ผลงานในนิทรรศการครั้งนี้คือ The Ghost of Wang Na : การอ่านบทเพลงยาว พระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระปิ่นเกล้า ประกอบเพลงอิเล็กทรอนิก ได้รับเเรงบันดาลใจจากสิ่งที่ตุลเเละ Marmosets สนใจ คือเพลงเเละดนตรีซึ่งเป็นภาษาสากล เเละมีความเป็นอกาลิโก ความงามของสุ้มเสียงเเละอักษรในอดีต เกิดขึ้น ตั้งอยู่เเละดับไป เสียงต่างๆ ยังคงให้อารมณ์แก่มนุษย์เเตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับรสนิยมเเละประสบการณ์ในการใช้ชีวิต

11

วังหน้านฤมิต วังหน้านฤมิตรูปแบบงาน : การจัดทำแผนที่แบบมีส่วนร่วม: ตามรอยความทรงจำท้องถิ่นของวังหน้า จากการทำเวิร์กช็อปร่วมกับนักเรียนและนักศึกษา
ผู้สร้างงาน : สุพิชชา โตวิวิชญ์ และ ชาตรี ประกิตนนทการ

สุพิชชา โตวิวิชญ์ และ ชาตรี ประกิตนนทการ เป็นสถาปนิกผู้สนใจประวัติศาสตร์ของพื้นที่ อาจารย์ชาตรีและอาจารย์สุพิชชาได้ร่วมกันทำเวิร์กช็อปแบบต่อเนื่อง โดยทำงานร่วมกับนักเรียนระดับชั้นมัธยมปลายและมหาวิทยาลัย เพื่อบันทึกความเปลี่ยนแปลงจากอดีตถึงปัจจุบันลงบนแผ่นกระดาษในรูปแบบแผนที่

อาจารย์ทั้งสองเลือกเน้นเรื่องราวช่วงก่อนและหลังเหตุการณ์สำคัญที่สุดเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่วังหน้า คือการก่อสร้างถนนราชดำเนิน ด้วยความหวังว่าเด็กๆ จะช่วยกันทำงานและร่วมมือกับชาวบ้านในชุมชนต่างๆ เพื่อบันทึกทั้งสิ่งที่เห็นด้วยตาและได้รับฟังจากคำให้สัมภาษณ์ จนกระทั่งเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในพื้นที่

12

วังหน้านฤมิต วังหน้านฤมิตรูปแบบงาน : ไปรษณียบัตรสำหรับแจกผู้เข้าชมนิทรรศการ
ผู้สร้างงาน : กิติเชษฐ์ ศรีดิษฐ (นักพฤกษศาสตร์)

กิติเชษฐ์ ศรีดิษฐ เป็นนักพฤกษศาสตร์ผู้ชื่นชอบงานจิตรกรรมฝาผนัง อาจารย์กิติเชษฐ์เดินสำรวจภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์และวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) อยู่หลายวัน เพื่อรำลึกความทรงจำส่วนตัวในวัยเด็กที่เติบโตในย่านบางกอกน้อย

จากมุมมองของนักพฤกษศาสตร์ อาจารย์กิติเชษฐ์เชื่อว่าต้นไม้ ดอกไม้ต่างๆ มีเรื่องเล่าที่เรายังไม่รู้ การศึกษาพรรณไม้ที่แฝงอยู่ในภาพจิตรกรรมฝาผนังก็เท่ากับศึกษาประวัติศาสตร์ นิทรรศการครั้งนี้จึงมีการจัดทำไปรษณียบัตรหลากหลายแบบเพื่ออวดความรุ่มรวยของพรรณไม้ในภาพจิตรกรรม และเกร็ดเก่าสารพันที่แต่ละพืชพันธุ์บรรจุไว้เต็มใบ

13

วังหน้านฤมิต วังหน้านฤมิต

ชื่องาน : Curtain (พระวิสูตร)
รูปแบบงาน : ผ้าม่านสำหรับห้องจัดแสดงนิทรรศการ (ห้องมุขกระสัน)
ผู้สร้างงาน : จารุพัชร อาชวะสมิต (นักออกแบบสิ่งทอ)

จารุพัชร อาชวะสมิต เป็นผู้สร้างสรรค์ผ้าม่านที่ใช้ในห้องมุขกระสัน (ห้องจัดแสดงนิทรรศการ) โดยได้แรงบันดาลใจจากความเก่าแก่ของพื้นผิวอันเกิดจากความชื้นและความร้อน จารุพัชรกล่าวว่า นั่นคือลวดลายที่แสดงสัจธรรมของวัสดุผ่านกาลเวลา ทำให้อยากสร้างวัสดุใหม่ที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในปัจจุบันที่แสดงให้เห็นสัจธรรมดังกล่าว

อีกแรงบันดาลใจหนึ่งคือลักษณะการแบ่งพื้นที่ทางกายภาพระหว่างพื้นที่ของพระมหากษัตริย์และสามัญชนด้วยที่กั้นลักษณะต่างๆ เช่น พระวิสูตร (ม่าน) กำแพง ฉากกั้น บันได ที่ประทับ พระวิสูตรทำจากวัสดุอ่อนพลิ้ว ซึ่งหากสามัญชนจะเดินผ่านเข้าไปก็ทำได้โดยง่าย แต่พระวิสูตรทรงไว้ซึ่งอำนาจมากกว่าความแข็งแรง จึงทำหน้าที่กั้นพื้นที่ได้อย่างศักดิ์สิทธิ์

กิจกรรม : Part of The Past
วันจัดกิจกรรม : 23 และ 30 มีนาคม 2562 เวลา 14.00  – 15.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
รายละเอียดกิจกรรม : เมื่อเราเห็นปัจจุบันเราก็จะเห็นอดีต ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ระดับพันธโมเลกุลของสสารก็เปลี่ยนตลอดเวลา ทำให้สสารผุกร่อน เปลี่ยนสี เพราะพันธโมเลกุลอ่อนแรง เราอาจมองไม่เห็นเพราะมันเกิดขึ้นช้ามาก เพื่อให้เห็นกระบวนการความเสื่อมสภาพนี้ ศิลปินจึงตัดชิ้นงานให้สั้นลง ซึ่งสุดท้ายจะเผยให้เห็นถึงประตูลงรักปิดทองของมุขกระสันซึ่งเป็นแรงบันดาลใจของชิ้นงาน เมื่อเอาม่านมาบังจึงเปรียบได้กับปัจจุบันที่บังอดีต การตัดผ้าม่านออกจึงเป็นการเผยให้เห็นถึงอดีต และจะแจกชิ้นผ้าม่านให้ผู้ร่วมงานเป็นที่ระลึก
ค่าใช้จ่าย : ไม่มีค่าใช้จ่าย

14

วังหน้านฤมิต วังหน้านฤมิตรูปแบบงาน : ชุดเก้าอี้ที่ใช้ในห้องจัดแสดงนิทรรศการ (ห้องมุขกระสัน)
ผู้สร้างงาน : สุวิชชา ดุษฎีวนิช (ประติมากรสร้างสรรค์ตามลักษณะงาน – Functional Sculptor)

สุวิชชา ดุษฎีวนิช เป็นผู้สร้างสรรค์ชุดเก้าอี้ที่จัดแสดงในมุขกระสัน พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ในงานนิทรรศการครั้งนี้ ส่วนใหญ่แล้วสุวิชชาทำงานกับศิลปะจัดวางในลักษณะของงานโครงสร้างแบบสามมิติ ด้วยกระบวนการขั้นตอนและวิธีคิดตามงานช่างไทยที่ผสมผสานการใช้รูปทรงและโครงสร้างทั้งจากวัสดุ เครื่องมือ และรูปแบบทางสถาปัตยกรรมไทยในลักษณะต่างๆ

15

วังหน้านฤมิต วังหน้านฤมิตรูปแบบงาน : อาหารตำรับโบราณสำหรับนำกลับบ้าน พร้อมสูตรอาหาร และมื้อพิเศษในรูปแบบ Chef’s Table
ผู้สร้างงาน : ชุดารี เทพาคำ (เชฟตาม)

ชุดารี เทพาคำ หรือ เชฟตาม เป็น Top Chef Thailand คนแรกของประเทศไทย เชฟตามตั้งใจเล่าเรื่องประวัติศาสตร์วังหน้าในสมัยรัตนโกสินทร์จากมุมมองของเชฟรุ่นใหม่ ผ่านวัฒนธรรมของอาหารชาววัง หรือที่สมัยก่อนเรียกกันว่า ‘กับข้าวเจ้านาย’ โดยทำอาหารตำรับโบราณห่อเล็กๆ สำหรับให้ผู้ชมนำกลับบ้านพร้อมสูตรอาหาร ซึ่งมีทุกวันตลอดนิทรรศการ

วันจัดกิจกรรม : 27 เมษายน 2562   ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
รายละเอียดกิจกรรม : ไฮไลต์ของงานนี้คือการจัดเลี้ยงมื้อพิเศษในรูปแบบ Chef’s Table โดยเชฟตามได้รังสรรค์อาหารจานใหม่จากตำรับเก่าแก่สมัยศตวรรษที่ 19 ส่วนเมนูจะมีอะไรบ้าง มาชิมกันได้ในทริป Walk with The Cloud วันที่ 27 เมษายน 2562

16

วังหน้านฤมิตรูปแบบงาน : การตั้งชื่อนิทรรศการ นัยระนาบนอก อินซิทู: แปลงร่างอดีตในหลืบแห่งปัจจุบัน (In Situ From the Outside: Reconfiguring the Past In-Between the Present)
ผู้สร้างงาน : สายัณห์ แดงกลม

สายัณห์ แดงกลม เป็นนักประวัติศาสตร์ศิลปะ อาจารย์สายัณห์ได้รับเชิญจากคณะภัณฑารักษ์และคณะทำงานให้เป็นผู้ตั้งชื่อนิทรรศการครั้งนี้ ที่จะพาผู้ชมกลับสู่อดีตโดยใช้ศิลปะร่วมสมัยเป็นสื่อ จึงได้ตั้งชื่อนิทรรศการนี้ว่า In Situ From the Outside: Reconfiguring the Past In-Between the Present หรือ นัยระนาบนอก อินซิทู: แปลงร่างอดีตในหลืบแห่งปัจจุบัน

รายละเอียดนิทรรศการวังหน้านฤมิต ในมิติแห่งกาลเวลา

ร่วมเปิดประวัติศาสตร์อันซับซ้อนของพระราชวังบวรสถานมงคล กับศิลปินร่วมสมัยและผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา

6 มีนาคม – 28 เมษายน 2562 ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ศิลปินร่วมสมัย: ธณัฐชัย บรรดาศักดิ์, ออน คาวารา,  อุดมศักดิ์ กฤษณมิษ, นิพันธ์ โอฬารนิเวศน์, ปรัชญา พิณทอง, ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช และ หยัง โว

ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ: จารุพัชร อาชวะสมิต, ประพจน์ อัศววิรุฬหการ, พงศ์ศิษฏ์ ปังศรีวงศ์, บุญเตือน ศรีวรพจน์ พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ, คณะนักร้องประสานเสียงสวนพลู, สายัณห์ แดงกลม, ชุดารี เทพาคำ, สุวิชชา ดุษฎีวนิช, กิติเชษฐ์ ศรีดิษฐ, สุพิชชา โตวิวิชญ์, ชาตรี ประกิตนนทการ, ตุล ไวฑูรเกียรติ และ Marmosets

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ณ ตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ที่เป็นแบบอย่างของการทำเกษตรอินทรีย์ได้ เพราะการทำเกษตรอินทรีย์ทุกกระบวนการเกิดขึ้นที่นี่ และยังเป็นชุมชนที่ยกระดับตัวเองจากชุมชนตกสำรวจ ดินไม่ดี มีสารเคมีจากยาฆ่าแมลง รายได้จากผลผลิตไม่เป็นธรรม สู่การจัดตั้ง ‘สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา จำกัด’ ยึดหลักการพึ่งพาตัวเองอย่างยั่งยืน

การทำเกษตรอินทรีย์จากน้ำพักน้ำแรงของชาวบ้านเกิดขึ้นมาแล้วกว่า 30 ปี มีปัญหายิบย่อยระหว่างทางบ้าง จนกระทั่งในตอนนี้ มีผู้ที่เข้ามาช่วยพัฒนาและสนับสนุน ส่งเสริมให้การเกษตรอินทรีย์ที่แม่ทาเป็นไปด้วยความราบรื่นและขยายวงกว้างมากขึ้น นั่นคือ ‘เซ็นทรัล ทำ (Central Tham)’ โครงการเพื่อสังคมภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล

เซ็นทรัล ทำ

ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นในทุกภาคส่วน เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ไขไม่ได้ด้วยใครคนใดคนหนึ่ง หรือคนกลุ่มหนึ่ง หรือวิธีใดวิธีหนึ่ง การแก้ให้เกิดมวลสั่นสะเทือนต้องแก้ที่ตัวแปรสำคัญอย่างระบบเศรษฐกิจและการเมือง

ถึงอย่างนั้น การลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ก็ย่อมดีกว่าไม่ทำอะไรเลย 

เซ็นทรัล ทำ จึงส่งเสริมให้ทุกคนลงมือทำเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham
โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

สิ่งนี้เองคือความตั้งใจที่ ‘เซ็นทรัล’ กำลัง ‘ทำ’

ภายใต้ 6 แนวทางการขับเคลื่อน ได้แก่ แนวทางแรก ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาส อย่างเท่าเทียม แนวทางที่สอง ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพ และบรรเทาสาธารณภัย แนวทางที่สาม พัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ในส่วนของแนวทางที่ 4 5 6 เป็นเรื่องทางด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและการบริหารจัดการขยะมูลฝอย ลดการสูญเสียอาหารในกระบวนการผลิตและลดปริมาณขยะอาหาร รวมถึงฟื้นฟูสภาพอากาศ ลดมลภาวะ และผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน

ครั้งนี้ที่แม่ทา เซ็นทรัล ทำ กำลังช่วยสนับสนุนศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรอินทรีย์และการท่องเที่ยวชุมชน (พื้นที่ข่วงชีวิต วิถียั่งยืน) การทำการเพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ (ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนท) และการส่งเสริมด้านการตลาด (สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทาจำกัด) การพัฒนากระบวนการผลิตเกษตรอินทรีย์ ได้แก่ การสนับสนุนโรงบรรจุผักและรถห้องเย็นขนผัก เพื่อควบคุมอุณหภูมิในการขนส่งผลิตผล

พื้นที่ข่วงชีวิต วิถียั่งยืน

“หัวใจสำคัญคือ ต้องเรียนรู้ก่อนว่าพื้นที่ของคุณเป็นยังไง”

ก้าวแรกก่อนลงมือทำ คือการศึกษาข้อมูล ทำความเข้าใจกับสิ่งที่ต้องการจะทำก่อน การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชนจึงเกิดขึ้น เพื่อให้ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ โดยเริ่มตั้งแต่ศูนย์ว่าพื้นที่แบบนี้ต้องปลูกอะไรแบบไหน การเพาะเมล็ดอินทรีย์ต้องทำยังไง ไปจนถึงเรื่องที่ว่า ถ้าได้ผลผลิตมาแล้วจะขายที่ไหน ขายให้ใคร ซึ่ง อั๋น-อภิศักดิ์ กำเพ็ญ ผู้ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์กรีนเนท ตัดสินใจไม่สอนเรื่องนี้ในรูปแบบคอร์สเรียนระยะสั้น เพราะเขามองว่า

“สมมติถ้าจะสอนทุกเรื่องภายใน 3 วันจบ มันก็จะได้แค่ Input เข้าไป เดี๋ยวกลับบ้านก็ลืม มันต้องมีการฝึก การเรียนรู้ และค่อย ๆ ซึมซับรายละเอียดจากการลงมือทำ เลยทำเป็นการเรียนรู้แบบระยะยาวครับ”

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

การเรียนรู้ระยะยาวในแบบที่อั๋นว่า คือการเรียนรู้ที่ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ ทุกคนแค่มาเจอกันแล้วใครอยากรู้เรื่องอะไรก็ลงพื้นที่ไปทำสิ่งนั้นจริง ๆ ไม่ใช่การเรียนรู้ในรูปแบบให้สาร รับสาร กลับบ้าน

อย่างเช่นเรื่องการจัดการดิน ผู้เรียนก็ต้องลองไปเดินสำรวจดิน หยิบดินขึ้นมาดูว่าเป็นยังไง แล้วลองมาวิเคราะห์องค์ประกอบของดินว่ามีอะไรบ้าง การจะทำให้ดินดีขึ้นมาต้องเริ่มมาจากอะไร สอนในทฤษฎีเบื้องต้นและให้ชาวบ้านกลับไปทำกับพื้นที่ของตัวเอง หากมีปัญหาอะไรก็มาคุยกันได้ตลอด

“นิยามความยั่งยืน คือการส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้กับรุ่นลูกรุ่นหลาน” อั๋นว่า เขาจึงเน้นกระจายความรู้สู่คนรุ่นใหม่ สอนให้เข้าใจพื้นฐาน เพื่อให้พวกเขาต่อยอดเทคนิคต่อไปได้เอง

“ถ้าคุณเข้าใจตัวเอง คุณจะปลูกอะไร พื้นที่คุณเป็นแบบไหน มันเป็นเรื่องที่เราอยากให้คนได้ตระหนัก เพราะภาคอีสานก็จะเป็นแบบหนึ่ง ภาคใต้แบบหนึ่ง ภาคกลางก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ภาคเหนือเองก็ต่างกัน เช่น ภาคเหนือที่นี่ เหนือเชียงรายหรือเหนือแพร่ก็ยังต่างกัน ถ้าคุณเข้าใจตรงนี้ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็จะเห็นหนทางสร้างความยั่งยืนในพื้นที่นั้น ๆ ได้” 

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

นอกจากนี้ ด้านหลังพื้นที่สอน ยังมีที่ว่างสำหรับเด็ก บางทีพ่อแม่มาเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ก็พาลูกมาด้วยได้ ให้เด็ก ๆ มาวิ่งเล่นกัน มาไถสเก็ตบอร์ด วาดรูป เล่นกับควาย เลี้ยงไก่ เพราะอั๋นหวังสร้างบรรยากาศ สร้างการเรียนรู้ ให้ที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ให้กับเด็ก ๆ ได้ด้วย และอีกนัยหนึ่งคือการแทรกซึมวิถีธรรมชาติให้เข้าไปอยู่ในชีวิตคน 

และคนที่ว่านั้น ต้องไม่ใช่ใคร กลุ่มใด หรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่หมายถึงทุก ๆ คน

“เราไม่ชอบทำโปรเจกต์ที่ทำแล้วจบ แต่เราชอบที่จะทำไปด้วยกัน ถ้าวันหนึ่งที่เราโตได้ เราก็จะไปช่วยเพื่อนข้างเคียง ตำบลข้างเคียง เคยอยู่ที่นี่มาก่อนแล้วเขาก็ย้ายไปพัฒนาที่อื่นต่อ เพราะแม่ทาเริ่มอยู่ได้ มีสหกรณ์ เริ่มมีเงินหมุนเวียน เมื่อเราช่วยให้เขาอยู่ได้ เขาก็จะพัฒนาไปทำเรื่องอื่น ๆ ต่อไปได้”

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนท

จากศูนย์การเรียนรู้ของอั๋น ส่งต่อมาที่ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนทของ ปุ้ย-มัทนา อภัยมูล ผู้จัดการศูนย์เกษตรอินทรีย์กรีนเนท ที่ทำเกษตรอินทรีย์มาตั้งแต่หลังเรียนจบ นับช่วงเวลาได้ประมาณ 18 – 19 ปี

“ครอบครัวเราทำประเด็นอินทรีย์ พ่อเราเป็นผู้นำชุมชน ก่อตั้งกลุ่มทำเกษตรอินทรีย์มาก่อนในตอนเริ่มต้น ด้วยความที่เราสัมผัสกับยุคบุกเบิกมาตั้งแต่ 6 ขวบ ในยุคพ่อแม่คือที่ดินไม่พอ น้ำไม่พอใช้ ป่าโดนทำลาย สารเคมีเข้าสู่ชุมชน ตอนนี้เลยถึงเวลาที่เป็นยุคต่อยอดครอบครัว”

เมื่อเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นอินทรีย์ งดใช้สารเคมี ดินและระบบนิเวศจึงถูกทำลายน้อยลง ณ ตอนนี้เรียกได้ว่าแม่ทาคือต้นแบบความออร์แกนิกร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้แต่บ้านเรือนที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการวิสาหกิจชุมชนโดยตรง ก็ปลูกพืชสร้างรายได้ เลี้ยงชีพตัวเองกันเป็นกิจวัตร

การเพาะพันธุ์เมล็ดเกษตรอินทรีย์เริ่มต้นจากการสำรวจและรวบรวมเมล็ดพันธุ์ในชุมชนตัวเองก่อน โดยมองจุดเด่นของชุมชนว่ามีเมล็ดพันธุ์ไหนน่าสนใจ และน่าจะเป็นพืชที่สร้างอาชีพให้กับกลุ่มได้ หลังจากนั้นก็เอามาวิจัยและคัดพันธุ์ โดยการศึกษาทดลองปลูกดูลักษณะพันธุ์ รวมถึงขยายพันธุ์ให้เกษตรกรในชุมชน

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

ปัจจุบันเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตที่นี่ทั้งหมดเป็นแบบยั่งยืน นั่นคือการเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ไม่เปลี่ยนพันธุกรรมเดิม คัดเลือกพันธุ์ที่แข็งแรง เข้ากับสภาพอากาศบ้านเราได้ เพราะปุ้ยมองว่า “เรามองที่ความยั่งยืนของเกษตรกรมากกว่าจะลดต้นทุน สร้างรายได้” 

ตอนแรกปุ้ยก็ทำแค่เมล็ดพันธุ์ แต่นับจากนั้น 2 ปี เธอก็เริ่มผลิตต้นกล้าจำหน่ายด้วย เพราะมีกลุ่มเชื่อมกับทางสหกรณ์อยู่แล้ว ประกอบกับมีคนในชุมชนหรือนอกชุมชนเองที่ต้องการต้นกล้า ง่ายต่อการนำไปปลูกมากกว่าการเพาะเมล็ดเอง ซึ่งในเรื่องกระบวนการ ทุกอย่างต้องอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เซ็นทรัล ทำ เข้ามาช่วยสนับสนุน 

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

“ทางเซ็นทรัล ทำ มาช่วยในระหว่างทางที่เราต้องการ ช่วยด้านการจำหน่าย โดยจัดให้มีโรงเรือน เพราะบางครั้งพืชเจอปัญหาฟ้าฝน ปลูกมา 5 – 6 เดือน สุดท้ายเสียหาย แล้วก็มีโรงแพ็กและเครื่องเป่าทำความสะอาด พอมาทำเรื่องเมล็ดแล้วมันก็จะสัมพันธ์กับเรื่องกฎหมาย จึงต้องมีอาคารที่ชัดเจน มีพื้นที่แพ็กชัดเจน มีอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์เงื่อนไขของกฎหมาย ซึ่งเซ็นทรัล ทำ เขามาสนับสนุนในส่วนนี้” 

การที่เซ็นทรัล ทำ เข้ามาช่วยสนับสนุนในครั้งนี้ เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและผลผลิตเป็นอย่างมาก และมากไปกว่านั้น เมื่อชาวบ้านเห็นว่าสิ่งนี้ทำแล้วเลี้ยงชีพได้และไปได้ดี จึงก่อเกิดเป็นคลื่นที่พัดพาคนในชุมชนให้มาทำด้วยกัน

“พอเป็นสิ่งที่เรารัก ที่เราชอบอยู่แล้ว แล้วเราดันมีกลุ่ม เพื่อนฝูง น้อง ๆ กลับมารวมตัวกัน ยิ่งเหมือนเพิ่มพลังให้เรา ถึงจะท้อบ้างบางช่วงแต่เราก็ยังมีเพื่อน ที่สำคัญคือเรามีเครือข่าย เรามีโซนอีสาน โซนใต้ และอีกหลาย ๆ เครือข่ายที่มีใจเดียวกัน คิดแนวทางเดียวกัน และอีกสิ่งที่เราคิดว่าเป็นสัญญาณที่ดีมาก คือการมีคนรุ่นใหม่มาร่วมด้วย”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

แม่ทาถือว่าเป็นโมเดลตัวอย่างหนึ่งของการทำเกษตรอินทรีย์ให้แก่ชุมชนอื่นได้เป็นอย่างดี เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะทุกคนต่างมาเรียนและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ซึ่ง ณ ตอนนี้ มวลความรู้เกษตรอินทรีย์แม่ทาได้ขยายวงกว้างต้อนรับคนรุ่นใหม่ที่หันมาให้ความสนใจ มีนักศึกษาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาขอฝึกงานที่นี่ เพื่อลองดูว่าการทำเกษตรอินทรีย์ตอบโจทย์หรือสร้างโอกาสให้ชีวิตอย่างไรได้บ้าง

“พี่ว่าสิ่งนี้มันยั่งยืนกับทั้งตัวเอง สิ่งแวดล้อม และสังคม เพราะการทำเกษตรอินทรีย์พ่วงไปกับหลายมิติ เศรษฐกิจ ชุมชน สังคม อย่างที่เขาว่ากัน มันสัมพันธ์กันหมด พี่คิดว่าสิ่งที่ทำสร้างแรงบันดาลใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับคนที่มาพบเจอ อย่างน้อยก็เป็นจุดเล็ก ๆ ที่จะไปสะกิดใจเขา แล้วแต่ว่าจะเป็นประเด็นไหนของแต่ละคน เพราะทุกคนมาจากครอบครัวหรือพื้นที่ต่างกัน อาจจะเติมฝันให้เขาได้ไปคิดต่อ” 

นี่คือมุมมองความยั่งยืนและความเชื่อมั่นในการขยายผลของดีที่มีในบ้านเกิด จากคนที่โตที่แม่ทามาทั้งชีวิต

“พี่คิดว่าเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ยั่งยืนที่สุด คือยั่งยืนในความสุขของพี่ พี่เติบโตมาแนวนี้ พี่ชอบวิถีชีวิตแบบนี้ ได้อยู่กับธรรมชาติ อยู่ชุมชนที่มีพื้นที่ปลอดภัย มีอาหารปลอดภัย รู้ที่ไปที่มาของวัตถุดิบ มีผู้คนที่เข้าใจเรา รู้สึกเลยว่าฉันอยู่ที่นี่สุดยอดแล้ว เชียงใหม่มีความสุขที่สุดแล้ว”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา

หากต้นน้ำคือการให้ความรู้ กลางน้ำคือการลงมือเพาะพันธุ์เมล็ด ปลายทางก็คือการทำให้ผลผลิตเหล่านั้นขายได้

“กว่าจะฝ่าฟันอุดมการณ์ว่าการทำเกษตรอินทรีย์เลี้ยงครอบครัวได้จริง แค่ด่านแรกก็ยากแล้วกับการเปลี่ยนใจคน” โด้-สราวุธ วงศ์กาวิน เจ้าหน้าที่การตลาดรวบรวมผลผลิตอินทรีย์แม่ทา เปรยความในใจถึงด่านแรก ก่อนที่ทุกสิ่งจะเกิดขึ้นกระทั่งวันนี้ 

อย่างที่รู้กันดีว่าการดิ้นรนมาทำงานในสังคมเมือง ดูมั่นคง เลี้ยงตัวเองได้ เป็นมายาคติที่คงอยู่ในหลายพื้นที่ต่างจังหวัด เพราะปัจจัยคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานกระจายไปไม่ทั่วถึง อย่างเรื่องดินน้ำสะอาด ไฟฟ้าทั่วถึง การคมนาคมสะดวก ฯลฯ ในบางพื้นที่ยังเป็นเรื่องหาได้ยากหรืออาจจะยังไม่เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้หลายคนต้องหาทางสร้างตัว หาทางไปสู่ความสบายมากกว่าจุดที่เป็นอยู่ หลายครั้งไม่ใช่พวกเขาไม่อยากอยู่บ้านหรือสร้างอาชีพจากทรัพยากรที่มี แต่เป็นเพราะไม่รู้จะเริ่มยังไง ทำแล้วจะไปต่อได้ไหม วิธีที่ยั่งยืนคืออะไร

เมื่อก่อนประเทศส่งเสริมอุตสาหกรรมปฏิวัติเขียว ใช้สารเคมีเร่งผลผลิต เลยทำให้ดินเสื่อมโทรม “ตอนผมเล็ก ๆ เห็นปลาในน้ำเป็นโรค เราไม่รู้เกิดจากอะไร พอโต อ้อ ยาฆ่าแมลง ซึ่งพวกเราเองก็กินเข้าไปด้วย” 

โด้เล่าว่าองค์ความรู้ของคนรุ่นก่อนไม่ได้มีมากเหมือนในปัจจุบัน เนื่องจากสมัยนี้มีสื่อให้ความรู้ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ประจวบกับจังหวะที่คนเริ่มป่วยเยอะขึ้นจากการกินอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมี เขาเลยเริ่มทำสิ่งนี้จากศูนย์ เริ่มโดยที่ยังไม่รู้ว่าต้องทำยังไง มีเพียงเป้าหมายเดียว คือทำยังไงก็ได้ให้ผลผลิตพวกนี้ขายได้ เขาตัดสินใจอย่างไม่ลังเลด้วยเซนส์ที่ว่า “เรารู้สึกว่าเรามาถูกทาง” 

“เรื่องการทำการตลาดที่ผมทำอยู่ตอนนี้ คือผมจบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมันคนละโลกกันเลย ไม่มีพื้นฐานอะไรเลย แต่ผมมีใจรัก ผมคิดว่าทำยังไงก็ได้ให้ขายได้ แค่นั้นเลยจริง ๆ ผมไม่มีพื้นฐานเลยว่าจะต้องทำโปรโมชันอย่างนั้นอย่างนี้ เราทำไปโดยอัตโนมัติ สิ่งที่ได้ทุกวันนี้จึงมาจากการสั่งสมประสบการณ์”

ในตอนแรก เขาเริ่มจากการผลิตกินเอง เหลือกินก็ค่อยเอาไปขาย พอการสื่อสารไวขึ้น การตลาดเปิดกว้างมากขึ้น ชาวชุมชนทั้งหลายเลยมานั่งจับเข่าคุย สรุปบทเรียนว่าขาดเรื่องอะไร ทำมานานจะ 30 ปีแล้ว ทำไมยังขยายผลได้ไม่มากพอ

“เมื่อก่อนเราผลิตไม่เป็น จะไปบอกใครว่านี่เป็นผลผลิตที่ดีนะ ออร์แกนิกนะ ซื้อเถอะ ซึ่งผู้บริโภคยังไม่ค่อยเข้าถึง การขยายผลเลยน้อย ต้องวางแผนการผลิตแต่แรก ไม่ใช่ปลูกไปก่อนเดี๋ยวขายได้เอง เพราะสุดท้ายภาระจะตกที่เกษตรกร ทั้งต้นทุนที่เสียไป แรงงาน ผลผลิตเหลือทิ้ง” หลังจากตกผลึกได้ ทีมสหกรณ์ก็ขยับขยายหาช่องทางโมเดิร์นเทรด ซึ่งนั่นเป็นจังหวะเดียวกับที่กลุ่มเซ็นทรัลเข้ามา ช่วยทำให้ผักได้รับการยอมรับและมีมาตรฐาน

“เซ็นทรัลมาถูกจุดมาก เป็นจุดคอขวดที่แม่ทาขาด มันเป็นเรื่องของการตลาด การค้าขาย และเรื่องของการสนับสนุน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

หลังจากผลผลิตส่งมาถึงที่นี่ ก็เข้าสู่กระบวนการแพ็ก โดยหัวใจสำคัญคือ ผักต้องสะอาดมาจากแปลง อันไหนสะอาดแล้วก็แบ่งตามออเดอร์เพื่อไปเข้าแพ็ก ซึ่งอุณหภูมิในห้องต้องเย็นพอสำหรับรักษาอายุผัก “เมื่อก่อนเราคัดแยกกันในห้องธรรมดา ไม่มีแอร์ ทีมเซ็นทรัล ทำ เห็นเขาก็บอกว่าต้องเย็นทั้งผักและคน เขาเลยสนับสนุนติดแอร์ให้ มาทีละอย่างตามความเหมาะสม”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

จากการมีห้องเย็นสำหรับแพ็กผัก ทำให้ยืดอายุผักได้นานขึ้นเป็นเท่าตัวจาก 3 เป็น 6 วัน และต่อมาก็ได้รับการสนับสนุนรถห้องเย็นขนผักแทนการใช้ซาเล้ง ซึ่งมีอุณหภูมิความเย็นเพียงพอ ทำให้ผักสดคงคุณภาพไปได้ถึงปลายทาง ถือเป็นการสร้างมาตรฐานของสหกรณ์ และลดปริมาณพืชผักเสียหาย

ตั้งแต่ผลผลิตได้วางขายที่ท็อปส์ การขายก็กระจายไปเยอะ เหมือนได้รับการยอมรับระดับหนึ่ง

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

“พอสินค้าแม่ทาขึ้นห้าง คนก็รู้จักเยอะขึ้น พอการตลาดดีขึ้น คนทำก็มากขึ้น พื้นที่ก็ขยายไปหลายครอบครัว”

การสนับสนุนปัจจัยที่จำเป็นในด้านการตลาดที่เซ็นทรัล ทำ ส่งผลแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ไม่ได้หยุดแค่ผักไม่เหี่ยวหรือคนมีรายได้เสถียรขึ้น

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ไม่มีผลผลิตหรือธุรกิจไหนมั่นคงไปตลอด เรื่องนี้เป็นสิ่งที่โด้และทีมเข้าใจดี เขาจึงมีความคิดที่เปิดกว้างอยู่เสมอ “อีก 5 ปี 10 ปี สมมติเขาประกาศว่าน้ำมันพืชหรือน้ำมันหมูมันกินไม่ได้นะ มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าเกิดว่ามีประกาศห้ามกินมันหวานขึ้นมา ก็ต้องเปลี่ยนไปกินอย่างอื่น คือเราพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนไปกับมัน เรามีดิน มีน้ำ มีอากาศ เราไม่กลัวอะไร เพราะอาหารสำคัญที่สุด ท้ายที่สุดก็ต้องกิน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน
ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

จะขายอะไรก็ได้ มีแค่สิ่งเดียวที่ทีมตั้งเป้าคือ ‘ทำยังไงก็ได้ทุกวิถีทางให้สิ่งนั้นขายออกได้อย่างมีคุณภาพ’

“ผมไม่เคยคิดว่ามันอยู่ตัวแล้วแหละ ไม่เคยคิด ยิ่งผมทำเรื่องการตลาดยิ่งเข้าใจเรื่องนี้เลย ไม่มีอะไรแน่นอนในโลก คิดว่าที่ผมปลูกมันหวานญี่ปุ่น มันจะเป็นตัวยั่งยืนของแม่ทาไปตลอดเหรอ ไม่ใช่เลย มันก็เป็นแค่ช่วงนี้ แล้วผมก็จะทำมันให้ดีที่สุด แค่นั้นแหละ” 

การท่องเที่ยววิถีชุมชน

สุดท้ายสิ่งใหม่ที่กำลังอยู่ในกระบวนการคิดและลงมือทำ คือการทำให้ตำบลแม่ทาเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชนครบครันทั้งเรื่องอาหาร กิจกรรม ไปจนถึงที่พัก

“พวกเราต้องการพัฒนาที่นี่ให้เป็นฟาร์มสเตย์ เป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่ใช้ความร่วมมือกันของคนในชุมชน พาคนในชนบทกับคนในเมืองมาเจอกัน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

วิวทิวเขาเบื้องหลังลานกว้างในภาพตรงหน้านี้ คือพื้นที่ของโฮมสเตย์ในรูปแบบฟาร์มสเตย์ที่จะสร้างขึ้นในอนาคต “เมืองกับชนบทมันเริ่มใกล้เข้ามา และคนเมืองก็จะมาเรียนรู้ได้ เช่น ไปเดินป่า เชื่อเลยว่าที่นี่เป็น Hiking แบบ Hidden Place คุณจะได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ที่ตรงนี้ไม่เคยมีใครมา ไม่ได้มีแลนด์มาร์ก ไม่มีน้ำตกสวยอะไรหรอก แต่มันมีธรรมชาติที่เป็นอยู่แบบนี้”

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เกิดขึ้นเพราะต้องการดึงศักยภาพพื้นที่ พัฒนาสร้างอาชีพให้คนกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านได้ เพราะทุกพื้นที่มีของดีไม่แพ้กัน แต่ปัญหาคือการกระจายความเจริญและคุณภาพชีวิตที่เท่าเทียมเข้าไม่ถึงทุกคน คนในพื้นที่เลยต้องลุกขึ้นมาทำอะไรที่พอทำได้ โดยชุมชนแม่ทาได้รับการสนับสนุนจาก ‘เซ็นทรัล ทำ’ ทำร่วมกันเพื่อหวังขับเคลื่อนให้สังคมเกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load