นี่คือการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ที่น่าแปลก ใหม่ และน่าสนใจมาก

กรมศิลปากร โดย คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน ทำโครงการ วังหน้านฤมิต ในมิติแห่งกาลเวลา ระหว่างวันที่ 6 มีนาคม – 28 เมษายน 2562 ที่พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ความน่าสนใจของงานนี้คือ การเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์ที่อาจฟังดูไกลตัวให้น่าสนใจ ผ่านมุมมองใหม่ๆ และการใช้สื่อที่หลากหลายมาก

โครงการนี้ต่อเนื่องจากโครงการวังน่านิมิต ที่จัดเมื่อเดือนมิถุนายน 2561 ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีจิตติ เกษมกิจวัฒนา เป็นภัณฑารักษ์ ครั้งนั้นคุณใหม่ตั้งใจใช้เทคโนโลยีเป็นสื่อในการนำเสนอข้อมูลทางประวัติศาสตร์

แต่คราวนี้คุณใหม่กล่าวว่า “อยากให้มองประวัติศาสตร์ไทยช่วงนี้จากหลากหลายมิติ”

ประวัติศาสตร์ช่วงที่ว่า คือช่วงที่สยามมีพระมหากษัตริย์ถึง 2 พระองค์พร้อมกัน คือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่จริงๆ แล้วทั้งสองพระองค์ก็คือ ‘วังหลวง’ กับ วังหน้า

ฟังเพียงเท่านี้คนรุ่นปัจจุบันอาจนึกไม่ออกว่าเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับฉัน คุณใหม่จึงคิดวิธีนำเสนอ เชิญคนเก่งจากสารพัดวงการ ทั้งศิลปิน ช่างเขียนรูป นักพัฒนาแอปพลิเคชัน นักพฤกษศาสตร์ นักร้องประสานเสียง นักทำหนัง ร็อกเกอร์ เชฟ สถาปนิก นักภาษาศาสตร์ ฯลฯ รวม 20 คน และ 1 คณะนักร้องประสานเสียง มาดูร่องรอยประวัติศาสตร์สำคัญช่วงหนึ่งของชาติไทย แล้วสร้างชิ้นงานตามความถนัด

จึงเกิดเป็นโครงการ ‘วังหน้านฤมิต ในมิติแห่งกาลเวลา’ และนิทรรศการ ‘นัยระนาบนอก อินซิทู : แปลงร่างอดีตในหลืบแห่งปัจจุบัน’ โดยมี นาตาลี บูแตง คุณใหม่ และแมรี่ ปานสง่า เป็นคณะภัณฑารักษ์

ใครจะเดาถูกว่าร็อกเกอร์มาดเข้มอย่าง ตุล อพาร์ตเมนต์คุณป้า หรือเชฟตาม Top Chef Thailand คนแรกของประเทศไทย เข้าไปดูประวัติศาสตร์วังหน้าแล้วสร้างผลงานอะไรขึ้นมา

คุณใหม่ออกตัวว่า “ไม่รู้เหมือนกันว่าเสียงตอบรับจากผู้ชมและนักวิจารณ์จะเป็นอย่างไร”

แต่เห็นด้วยไหมว่า แค่นี้ก็เท่ากับพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์การจัดนิทรรศการในประเทศไทยแล้ว

นอกจากนิทรรศการที่จัดยาว 2 เดือนเต็มแล้ว งานนี้ยังมีการจัดกิจกรรมพิเศษอันหลากหลายอีกหลายครั้ง ซึ่งทุกกิจกรรมไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ต้องลงชื่อจองที่นั่งล่วงหน้า ติดตามรายละเอียดแบบเต็มๆ ได้ที่ www.wangnaproject.com

ส่วนใครอยากไปร่วมงานนี้แบบสุดพิเศษกับ The Cloud ก็รอติดตามรายละเอียดของ Walk with The Cloud ได้เร็วๆ นี้

ก่อนจะไปดูกันว่างานนี้มีอะไรน่าไปดูบ้าง เราขอปูพื้นฐานเรื่อง ‘วังหน้า’ แบบสั้นๆ กันอีกสักที

หลากหลายชิ้นงานกับประวัติศาสตร์วังหน้า

หากจำไม่ได้หรือไม่รู้ว่าวังหน้าคืออะไร มาทบทวนกันอีกรอบ วังหน้า เป็นทั้งชื่อตำแหน่งและสถานที่ ตำแหน่งวังหน้า หรือกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เท่ากับเป็น ‘หมายเลขสอง’ ของประเทศ สำคัญรองลงมาจากพระมหากษัตริย์ผู้ครอบครอง ‘วังหลวง’

บุคคลที่ดำรงตำแหน่งวังหน้ามีอาณาเขตที่ใช้เป็นสถานที่ประทับเรียกว่าวังหน้าเช่นกัน สาเหตุที่เรียกชื่อเช่นนี้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานไว้ว่า เพราะตั้งอยู่ด้านหน้าของวังหลวง

สถานที่ที่คุณใหม่เลือกใช้จัดนิทรรศการครั้งนี้คือพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร อันเป็นพระที่นั่งท้องพระโรงของวังหน้า สมัยก่อนห้องนี้ใช้สำหรับออกว่าราชการและต้อนรับแขกเมือง

แต่อาณาบริเวณที่เคยเป็นวังหน้าในอดีตนั้นกว้างใหญ่ เมื่อตำแหน่งวังหน้าถูกยกเลิกในสมัยรัชกาลที่ 5 พื้นที่วังหน้าส่วนใหญ่กลายเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร บางส่วนเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปัจจุบัน

คุณใหม่เชิญศิลปินและผู้เชี่ยวชาญเข้าไปในพื้นที่วังหน้า แล้วให้แต่ละคน ‘สื่อสาร’ กับกลิ่นอายและร่องรอยประวัติศาสตร์ ตั้งคำถาม หาแรงบันดาลใจ และค้นคว้าเพิ่มเติม ก่อนลงมือสร้างงานตามความถนัดของตน The Cloud สรุปเนื้อหาของแต่ละผลงานมาให้อ่านพอเรียกน้ำย่อย สนใจเรื่องไหนก็ไปชมกันได้เลย

งานของศิลปิน

01

วังหน้านฤมิต

วังหน้านฤมิต

ชื่องาน : Untitled (state du miroir / the mirror stage)
รูปแบบงาน : แอปพลิเคชันโทรศัพท์มือถือ
ผู้สร้างงาน : ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช   (ศิลปิน)

งานนี้โน้มน้าวให้ผู้ชมมีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญ และแสดงให้เห็นความสนใจที่จะล้มล้างวิธีเดิมๆ ในการปฏิสัมพันธ์กับงานศิลปะ ฤกษ์ฤทธิ์ไม่เชื่อว่าศิลปะกับชีวิตนั้นแยกส่วนกัน สำหรับนิทรรศการครั้งนี้ ฤกษ์ฤทธิ์พัฒนาแอปพลิเคชัน (Application) ที่โต้ตอบกับผู้ใช้งาน โดยออกแบบให้ใช้ร่วมกับกระจก 2 บานที่เป็นส่วนหนึ่งของวัตถุจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ในอดีตบานกระจกนี้ทำหน้าที่ 2 ประการด้วยกัน คือใช้ขับไล่วิญญาณชั่วร้าย และบางครั้งใช้เป็นฉากกั้นเขตส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์

เมื่อผู้ชมนิทรรศการวางโทรศัพท์ไว้ในตำแหน่งระหว่างตนเองกับบานกระจก ภาพตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นจะปรากฏและรำพึงรำพันเพื่อสะท้อนเรื่องราวการสำรวจและค้นหาตัวตน

02

วังหน้านฤมิต วังหน้านฤมิต วังหน้านฤมิต

ชื่องาน : เรือนร่างของสิ่งที่ไม่มีอยู่นั้นเป็นรูปทรงกลม
รูปแบบงาน : ห่วงเหล็กสลักตัวอักษร ลูกแก้วปรอท และเป่าและเจียรนัยแก้ว
ผู้สร้างงาน : นิพันธ์ โอฬารนิเวศน์ (ศิลปิน)

งานชิ้นนี้สะท้อนความคิดเรื่องถิ่นที่อยู่ อัตลักษณ์ และการโยกย้าย นิพันธ์แสวงหาแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของพระราชวังบวรสถานมงคล โดยเฉพาะจากลูกแก้วปรอทที่จัดแสดงในนิทรรศการถาวรของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ศิลปินเคลื่อนย้ายลูกแก้วปรอท หรือ Mercury Ball (วัตถุสะสมของพิพิธภัณฑ์) ที่แต่เดิมจัดแสดงอยู่ในพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ มาจัดแสดงในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ลูกแก้วจำลองถูกทำขึ้นเพื่อนำไปจัดแสดงในพื้นที่เดิม ผิวลูกแก้วที่เป็นกระจกสะท้อนให้เห็นพื้นที่ที่จัดนิทรรศการและผู้เข้าชม เป็น ‘หน้าที่’ เดียวกับครั้งอดีตที่เจ้าพนักงานมองเงาสะท้อนบนลูกแก้วในห้องเสวยเพื่อถวายการรับใช้เมื่อมีพระราชประสงค์

ลูกแก้วปรอทถูกจัดวางสร้างบทสนทนากับห่วงโลหะ 2 วงที่สลักเนื้อเพลง ลาวแพน เป็นภาษาไทยและภาษาลาว เนื้อเพลงพรรณนาถึงชีวิตชาวลาวในราชอาณาจักรสยามสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว งานศิลปะของนิพันธ์เชื้อเชิญให้ผู้ชมย้อนเวลากลับสู่สมัยวังหน้าไปพร้อมๆ กับพินิจพิจารณาบทบาทของความเป็นพิพิธภัณฑ์แบบดั้งเดิมที่ถูกมองว่าเข้าถึงได้ยาก

03

วังหน้านฤมิต วังหน้านฤมิต

ชื่องาน : Fourteen
รูปแบบงาน : สีอะคริลิกบนกระดาษ
ผู้สร้างงาน : อุดมศักดิ์ กฤษณมิษ (ศิลปิน)

ลักษณะทางสถาปัตยกรรมและพื้นที่ภายในของพระที่นั่งอิศราวินิจฉัยทำให้อุดมศักดิ์มองเห็นความเชื่อมโยงของตัวอาคารหลังนี้กับสถาปัตยกรรมโบสถ์หรืออาสนวิหาร อุดมศักดิ์นึกถึงรูปแบบและโครงสร้างของ The 14 Stations of the Cross หรือ มรรคาศักดิ์สิทธิ์ (ทางสู่กางเขน) ภาพงานศิลปะศาสนาคริสต์ที่บรรยายถึงช่วงเวลาสุดท้ายในชีวิตพระเยซู กับเรื่องราวการเดินทางสู่การตรึงกางเขน ที่มักพบเห็นในรูปแบบของภาพเขียน แผ่นโลหะ หรือหินสลัก ที่ปรากฏอยู่ระหว่างช่องทางเดินในโบสถ์หรืออาสนวิหาร

ผลงานภาพสีบนกระดาษ 15 ชิ้นของอุดมศักดิ์ ที่เกิดขึ้นจากการนำเอาวัสดุเก็บตกส่วนตัวมาใช้ แสดงให้เห็นการเปลี่ยนผ่านวัตถุที่สร้างให้เกิดการอ่านและการทำความเข้าใจมากกว่าความเป็นวัตถุเหล่านั้น ภาวะการมองเห็นผลงานที่มีอยู่ร่วมกันระหว่างการเปิดเผยและปกปิดพื้นผิว สามารถอธิบายถึงช่วงเวลาของการร่วงหล่น และในขณะเดียวกันก็นำเสนอภาพช่วงเวลาระหว่างการก่อกำเนิดและการเติมเต็ม ความเชื่อ ความศรัทธา และความรู้สึกสัมผัส สะท้อนกันไปมาระหว่างตำแหน่งแห่งที่ของศิลปิน การมีชีวิตอยู่ การลาจาก และการเคลื่อนที่ของเวลา ผลงานแสดงตนเสมือนชั้นผิวที่เพิ่มซ้อนขึ้นในพื้นที่แห่งนี้ ที่มีการเคลื่อนตัวและเปลี่ยนแปลง ไม่ต่างจากสภาวะร่างกายที่แต่ละบุคคลต่างมีประสบการณ์ร่วม

04

วังหน้านฤมิต วังหน้านฤมิต

ชื่องาน : ////////
รูปแบบงาน : ภาพยนตร์ 16 มม. ความยาว 2.39 นาที
ผู้สร้างงาน : ธณัฐชัย บรรดาศักดิ์ (ศิลปิน)

สำหรับนิทรรศการครั้งนี้ ธณัฐชัยสร้างงานภาพยนตร์ 16 มม. ผ่านการทำงานของคนสวนประจำโรงละครแห่งชาติ ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ผู้ชมมองเห็นมือคนสวนกำลังขูดลอกพืชพรรณออกจากร่องระหว่างแผ่นปูพื้นคอนกรีต จากร่องหนึ่งไปอีกร่องหนึ่ง ศิลปินมองเห็นการกระทำที่อาศัยช่องว่างที่อยู่ระหว่าง เป็นเหมือนการสัมผัสกับพืชพรรณที่เกิดขึ้นซ้ำๆ เปรียบเสมือนการผลัดเปลี่ยนของสิ่งที่อยู่บนพื้นผิวชั้นนอก คล้ายคลึงกับผิวหนังของสิ่งมีชีวิต

ศิลปินนึกถึงพื้นดินที่ถูกตัดขวางลึกลงไปจนเห็นชั้นธรณีต่างๆ ที่สามารถทำให้เราสืบค้นอดีตจากชั้นเหล่านี้ โครงสร้างบางอย่างอาจจะแทบมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง แต่พื้นผิวในปัจจุบันได้กลายมาเป็นส่วนสำคัญของการค้นหาคำตอบ หรือการมองเห็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

05

วังหน้านฤมิต

วังหน้านฤมิต

ชื่องาน : unlock
รูปแบบงาน : กระดาษเคมีในตัวจากเครื่องนาฬิกายาม
ผู้สร้างงาน : ปรัชญา พิณทอง (ศิลปิน)

ผลงานสร้างสรรค์ชิ้นนี้เชื้อเชิญให้ผู้ชมร่วมแบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัวกับศิลปิน วิธีของเขาไม่ต้องการคำบรรยายใดๆ งานของปรัชญาสร้างสถานการณ์เพื่อเร้าผัสสะต่างๆ ของผู้ชม เล่าเรื่องโดยใช้หลากหลายวิธีการ ผลลัพธ์ที่ได้คือ การสื่อสารระหว่างผู้สร้างและผู้เสพงานศิลป์ เติมเต็มกระบวนทัศน์ของความเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ผู้ชมเข้าใจและเข้าถึงชิ้นงานที่จัดแสดงได้

นิทรรศการครั้งนี้ปรัชญาเลือกแสดงความคิดผ่านนัยของพฤติกรรมมนุษย์ ทุกวันจะมีการระบุคำสำคัญ (Keyword) เพื่อให้ผู้ชมแจ้งแก่ห้องขายตั๋ว สำหรับใช้เป็นรหัสเข้าพิพิธภัณฑ์ได้ฟรี ในบริเวณนิทรรศการ ร่องรอยเวลานี้จะถูกบันทึกไว้โดยเจ้าหน้าที่และจัดแสดงไว้ตลอดระยะเวลาที่จัดนิทรรศการ

06

วังหน้านฤมิต วังหน้านฤมิต

ชื่องาน : 2.2.1861
รูปแบบงาน : หมึกบนกระดาษ
ผู้สร้างงาน : หยัง โว (Dahn Vo) (ศิลปิน)

หยัง โว นำเสนอผลงานที่ชื่อว่า 2.2.1861 เป็นผลงานบนกระดาษชิ้นต่อเนื่องที่ศิลปินขอให้พ่อของเขาซึ่งมีฝีมือในการเขียนและคัดลอกตัวอักษรช่วยคัดลอกข้อความภาษาฝรั่งเศสจากจดหมายลาฉบับสุดท้ายที่นักบุญ Jean-Théophane Vénard มิชชันนารีชาวฝรั่งเศสในเวียดนาม ส่งถึงพ่อของตนใน ค.ศ. 1861 เฟือง โว พ่อของหยัง โว ไม่เข้าใจภาษาฝรั่งเศส แต่ด้วยความบรรจงในการสร้างตัวอักษรของเฟือง โว สามารถคัดลอกและถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกในเนื้อความของจดหมายจากลูกชายถึงพ่อ

และด้วยกระบวนการในการสร้างงานชิ้นนี้ที่เป็นเหมือนสิ่งเชื่อมความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างศิลปินกับพ่อ เนื้อความในจดหมายที่พูดถึงการสูญเสียและการลาจาก ถูกบรรยายเปรียบเปรยไว้ด้วยภาษาและเรื่องเล่าที่งดงาม ขนานไปกับความเชื่อและความศรัทธา สะท้อนประวัติศาสตร์ของการมีอยู่ และความเป็นไปในเงื่อนไขของพื้นที่อื่นๆ

07

วังหน้านฤมิต วังหน้านฤมิต

ชื่องาน : One Million Years
รูปแบบงาน : หนังสือขนาด 14.4 x 10.5 ซม. 2 เล่ม
ผู้สร้างงาน : ออน คาวารา (On Kawara) (ศิลปิน)

ความสนใจของ ออน คาวารา (On Kawara) ในเรื่องที่ว่าสังคมมนุษย์กำหนดกติกาเรื่องวันเดือนปีเพื่อทำให้ ‘เวลา’ เป็นสิ่งจับต้องได้นั้น แสดงให้เห็นผ่านงานเขียนสองเล่มภายใต้ชื่อชุดว่า One Million Years เล่มแรกคือ Past เขียนอุทิศแด่ ‘เพื่อนมนุษย์ผู้ล่วงลับไปแล้ว’ ครอบคลุมช่วงเวลาระหว่าง 998,031 ปีก่อนคริสต์ศักราช จนถึงคริสต์ศักราช 1969 ส่วนเล่มที่สอง Future เขียนอุทิศแด่ ‘ผู้มีชีวิตอยู่เป็นคนสุดท้าย’ เริ่มตั้งแต่คริสต์ศักราช 1993 จนถึงคริสต์ศักราช 1,001,992 บางส่วนของหนังสือเล่มนี้ถูกอ่านออกเสียงในหลายสถานที่ทั่วโลกตามความประสงค์ของศิลปิน ในนิทรรศการครั้งนี้จึงจัดให้มีการอ่านออกเสียงหนังสือดังกล่าวของคาวาราด้วย โดยความอนุเคราะห์จาก mfc-michèle didier ปารีส

งานของผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ

08

วังหน้านฤมิต วังหน้านฤมิต

รูปแบบงาน : ถอดรหัสความหมายพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
ผู้สร้างงาน :  ผศ. ดร.ประพจน์ อัศววิรุฬหการ (นักภาษาศาสตร์), บุญเตือน ศรีวรพจน์ (นักประวัติศาสตร์และกวี), พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณฯ (ชวิน รังสิพราหมณกุล หัวหน้าพราหมณ์ สังกัดกองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง) และ พงศ์ศิษฏ์ ปังศรีวงศ์ (นักการทูต)

  คนไทยเราเชื่อว่า ‘ชื่อ’ ศักดิ์สิทธิ์ การตั้งชื่อเท่ากับเป็นการกำหนดอนาคตของเจ้าของชื่อ หากเป็นชื่อประมุขของประเทศ ยิ่งต้องพิถีพิถันกว่าชื่อสามัญชน คำถามคือ พระนามพระมหากษัตริย์มีความหมายอะไรซ่อนอยู่ ทีมนักภาษาศาสตร์ประกอบด้วย ผศ. ดร.ประพจน์ อัศววิรุฬหการ, บุญเตือน ศรีวรพจน์ พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณฯ และ พงศ์ศิษฏ์ ปังศรีวงศ์ จึงร่วมกัน ‘ถอดรหัส’ ความหมายพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเข้าใจหลากหลายนัยที่แฝงอยู่ รวมทั้งบทบาทและความสำคัญของนามเฉพาะในวัฒนธรรมไทย

กิจกรรม : เสวนาผัสสะแห่งสิ่งที่จับต้องไม่ได้: นัยแห่งพระปรมาภิไธย
วันจัดกิจกรรม : 10 มีนาคม 2562 เวลา 10.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
รายละเอียดกิจกรรม : คุณสิริกิติยา เจนเซน ผู้อำนวยการโครงการวังหน้านฤมิต ในมิติแห่งกาลเวลา เริ่มต้นบทสนทนาโดยชวนคุยถึงบทบาทของภาษาที่ส่งผลต่อการพัฒนาแนวคิดหลักของนิทรรศการครั้งนี้ หลังจากนั้นจะเป็นการแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่าง ผศ. ดร.ประพจน์ อัศววิรุฬหการ และ อาจารย์บุญเตือน ศรีวรพจน์ ทั้งสองท่านจะได้ร่วมกันวิเคราะห์นัยแห่งพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ชวนคุยเรื่องความสำคัญของชื่อต่างๆ ในวัฒนธรรมไทย พร้อมทั้งพาผู้ฟังร่วมค้นหาคำตอบว่ามีอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังพระนามแห่งกษัตริย์
ค่าใช้จ่าย : ไม่มีค่าใช้จ่าย
สมัครร่วมกิจกรรม :   ปิดรับสมัครแล้ว

09

วังหน้านฤมิตรูปแบบงาน : การแสดงขับร้องประสานเสียง โดยคณะนักร้องประสานเสียงสวนพลู
ผู้สร้างงาน : คณะนักร้องประสานเสียงสวนพลู

คณะนักร้องประสานเสียงสวนพลูเป็นคณะนักร้องประสานเสียงประเภทขับร้องโดยไม่มีดนตรีบรรเลงประกอบ (A Cappella) ก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2543 มี ดุษฎี พนมยงค์ เป็นผู้อำนวยการคณะ คณะนักร้องประสานเสียงสวนพลูจะแสดงทั้งสิ้น 4 เพลง ซึ่งเรียบเรียบเสียงประสานและปรับแต่งสำหรับการแสดงในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัยโดยเฉพาะ โดยจะแสดง 3 รอบ

กิจกรรม : การแสดงขับร้องประสานเสียง และวงเสวนา: มองประวัติศาสตร์ผ่านสายตานักดนตรี
วันจัดกิจกรรม : 16 มีนาคม 2562 เวลา 14.00 น. ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
รายละเอียดกิจกรรม : เริ่มต้นด้วยเสียงเพลงขับกล่อมจากคณะนักร้องประสานเสียงสวนพลู ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ก่อนร่วมพูดคุยกับ ‘ครูดุษ’ ดุษฎี พนมยงค์ ผู้อำนวยการคณะฯ และ คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน ผู้อำนวยการนิทรรศการวังหน้านฤมิต ในมิติแห่งกาลเวลา เพื่อตอบคำถามว่า การผสานเทคนิคสมัยใหม่เข้ากับเทคนิคดั้งเดิมทำให้ดนตรีกลายเป็นสื่อร่วมสมัยในการเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์อันซับซ้อนได้อย่างไร
ค่าใช้จ่าย : ไม่มีค่าใช้จ่าย
วันจัดกิจกรรม :   30 มีนาคม และ 20 เมษายน 2562  เวลา 14.00 น.  ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
รายละเอียดกิจกรรม :   การแสดงขับร้องประสานเสียง (ไม่มีเสวนา)
ค่าใช้จ่าย : ไม่มีค่าใช้จ่าย
สมัครร่วมกิจกรรมวันที่   16 มีนาคม 2562   :   เต็มแล้ว
สมัครร่วมกิจกรรมวันที่   30 มีนาคม 2562  :    เต็มแล้ว
สมัครร่วมกิจกรรมวันที่   20 เมษายน 2562 :    เต็มแล้ว

10

วังหน้านฤมิต วังหน้านฤมิต

ชื่องาน : The Ghost of Wang Na : การอ่านบทเพลงยาว พระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระปิ่นเกล้า ประกอบเพลงอิเล็กทรอนิก
รูปแบบงาน : เพลง
ผู้สร้างงาน : ตุล ไวฑูรเกียรติ (กวี / นักแต่งเพลง / นักดนตรี) และ Marmosets (นักดนตรี)

ตุล ไวฑูรเกียรติ ศิลปินวงอพาร์ตเมนต์คุณป้า และ Marmosets ได้รับเชิญมาร่วมค้นหาแง่มุมเกี่ยวกับดนตรี ตุลชอบสังเกตวิถีชีวิตเเละพฤติกรรมมนุษย์ เคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า สิ่งที่มีมาก่อนเราเกิดนั้นมีอยู่จริงหรือเป็นเพียงแค่มายา ผลงานในนิทรรศการครั้งนี้คือ The Ghost of Wang Na : การอ่านบทเพลงยาว พระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระปิ่นเกล้า ประกอบเพลงอิเล็กทรอนิก ได้รับเเรงบันดาลใจจากสิ่งที่ตุลเเละ Marmosets สนใจ คือเพลงเเละดนตรีซึ่งเป็นภาษาสากล เเละมีความเป็นอกาลิโก ความงามของสุ้มเสียงเเละอักษรในอดีต เกิดขึ้น ตั้งอยู่เเละดับไป เสียงต่างๆ ยังคงให้อารมณ์แก่มนุษย์เเตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับรสนิยมเเละประสบการณ์ในการใช้ชีวิต

11

วังหน้านฤมิต วังหน้านฤมิตรูปแบบงาน : การจัดทำแผนที่แบบมีส่วนร่วม: ตามรอยความทรงจำท้องถิ่นของวังหน้า จากการทำเวิร์กช็อปร่วมกับนักเรียนและนักศึกษา
ผู้สร้างงาน : สุพิชชา โตวิวิชญ์ และ ชาตรี ประกิตนนทการ

สุพิชชา โตวิวิชญ์ และ ชาตรี ประกิตนนทการ เป็นสถาปนิกผู้สนใจประวัติศาสตร์ของพื้นที่ อาจารย์ชาตรีและอาจารย์สุพิชชาได้ร่วมกันทำเวิร์กช็อปแบบต่อเนื่อง โดยทำงานร่วมกับนักเรียนระดับชั้นมัธยมปลายและมหาวิทยาลัย เพื่อบันทึกความเปลี่ยนแปลงจากอดีตถึงปัจจุบันลงบนแผ่นกระดาษในรูปแบบแผนที่

อาจารย์ทั้งสองเลือกเน้นเรื่องราวช่วงก่อนและหลังเหตุการณ์สำคัญที่สุดเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่วังหน้า คือการก่อสร้างถนนราชดำเนิน ด้วยความหวังว่าเด็กๆ จะช่วยกันทำงานและร่วมมือกับชาวบ้านในชุมชนต่างๆ เพื่อบันทึกทั้งสิ่งที่เห็นด้วยตาและได้รับฟังจากคำให้สัมภาษณ์ จนกระทั่งเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในพื้นที่

12

วังหน้านฤมิต วังหน้านฤมิตรูปแบบงาน : ไปรษณียบัตรสำหรับแจกผู้เข้าชมนิทรรศการ
ผู้สร้างงาน : กิติเชษฐ์ ศรีดิษฐ (นักพฤกษศาสตร์)

กิติเชษฐ์ ศรีดิษฐ เป็นนักพฤกษศาสตร์ผู้ชื่นชอบงานจิตรกรรมฝาผนัง อาจารย์กิติเชษฐ์เดินสำรวจภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์และวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) อยู่หลายวัน เพื่อรำลึกความทรงจำส่วนตัวในวัยเด็กที่เติบโตในย่านบางกอกน้อย

จากมุมมองของนักพฤกษศาสตร์ อาจารย์กิติเชษฐ์เชื่อว่าต้นไม้ ดอกไม้ต่างๆ มีเรื่องเล่าที่เรายังไม่รู้ การศึกษาพรรณไม้ที่แฝงอยู่ในภาพจิตรกรรมฝาผนังก็เท่ากับศึกษาประวัติศาสตร์ นิทรรศการครั้งนี้จึงมีการจัดทำไปรษณียบัตรหลากหลายแบบเพื่ออวดความรุ่มรวยของพรรณไม้ในภาพจิตรกรรม และเกร็ดเก่าสารพันที่แต่ละพืชพันธุ์บรรจุไว้เต็มใบ

13

วังหน้านฤมิต วังหน้านฤมิต

ชื่องาน : Curtain (พระวิสูตร)
รูปแบบงาน : ผ้าม่านสำหรับห้องจัดแสดงนิทรรศการ (ห้องมุขกระสัน)
ผู้สร้างงาน : จารุพัชร อาชวะสมิต (นักออกแบบสิ่งทอ)

จารุพัชร อาชวะสมิต เป็นผู้สร้างสรรค์ผ้าม่านที่ใช้ในห้องมุขกระสัน (ห้องจัดแสดงนิทรรศการ) โดยได้แรงบันดาลใจจากความเก่าแก่ของพื้นผิวอันเกิดจากความชื้นและความร้อน จารุพัชรกล่าวว่า นั่นคือลวดลายที่แสดงสัจธรรมของวัสดุผ่านกาลเวลา ทำให้อยากสร้างวัสดุใหม่ที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในปัจจุบันที่แสดงให้เห็นสัจธรรมดังกล่าว

อีกแรงบันดาลใจหนึ่งคือลักษณะการแบ่งพื้นที่ทางกายภาพระหว่างพื้นที่ของพระมหากษัตริย์และสามัญชนด้วยที่กั้นลักษณะต่างๆ เช่น พระวิสูตร (ม่าน) กำแพง ฉากกั้น บันได ที่ประทับ พระวิสูตรทำจากวัสดุอ่อนพลิ้ว ซึ่งหากสามัญชนจะเดินผ่านเข้าไปก็ทำได้โดยง่าย แต่พระวิสูตรทรงไว้ซึ่งอำนาจมากกว่าความแข็งแรง จึงทำหน้าที่กั้นพื้นที่ได้อย่างศักดิ์สิทธิ์

กิจกรรม : Part of The Past
วันจัดกิจกรรม : 23 และ 30 มีนาคม 2562 เวลา 14.00  – 15.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
รายละเอียดกิจกรรม : เมื่อเราเห็นปัจจุบันเราก็จะเห็นอดีต ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ระดับพันธโมเลกุลของสสารก็เปลี่ยนตลอดเวลา ทำให้สสารผุกร่อน เปลี่ยนสี เพราะพันธโมเลกุลอ่อนแรง เราอาจมองไม่เห็นเพราะมันเกิดขึ้นช้ามาก เพื่อให้เห็นกระบวนการความเสื่อมสภาพนี้ ศิลปินจึงตัดชิ้นงานให้สั้นลง ซึ่งสุดท้ายจะเผยให้เห็นถึงประตูลงรักปิดทองของมุขกระสันซึ่งเป็นแรงบันดาลใจของชิ้นงาน เมื่อเอาม่านมาบังจึงเปรียบได้กับปัจจุบันที่บังอดีต การตัดผ้าม่านออกจึงเป็นการเผยให้เห็นถึงอดีต และจะแจกชิ้นผ้าม่านให้ผู้ร่วมงานเป็นที่ระลึก
ค่าใช้จ่าย : ไม่มีค่าใช้จ่าย

14

วังหน้านฤมิต วังหน้านฤมิตรูปแบบงาน : ชุดเก้าอี้ที่ใช้ในห้องจัดแสดงนิทรรศการ (ห้องมุขกระสัน)
ผู้สร้างงาน : สุวิชชา ดุษฎีวนิช (ประติมากรสร้างสรรค์ตามลักษณะงาน – Functional Sculptor)

สุวิชชา ดุษฎีวนิช เป็นผู้สร้างสรรค์ชุดเก้าอี้ที่จัดแสดงในมุขกระสัน พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ในงานนิทรรศการครั้งนี้ ส่วนใหญ่แล้วสุวิชชาทำงานกับศิลปะจัดวางในลักษณะของงานโครงสร้างแบบสามมิติ ด้วยกระบวนการขั้นตอนและวิธีคิดตามงานช่างไทยที่ผสมผสานการใช้รูปทรงและโครงสร้างทั้งจากวัสดุ เครื่องมือ และรูปแบบทางสถาปัตยกรรมไทยในลักษณะต่างๆ

15

วังหน้านฤมิต วังหน้านฤมิตรูปแบบงาน : อาหารตำรับโบราณสำหรับนำกลับบ้าน พร้อมสูตรอาหาร และมื้อพิเศษในรูปแบบ Chef’s Table
ผู้สร้างงาน : ชุดารี เทพาคำ (เชฟตาม)

ชุดารี เทพาคำ หรือ เชฟตาม เป็น Top Chef Thailand คนแรกของประเทศไทย เชฟตามตั้งใจเล่าเรื่องประวัติศาสตร์วังหน้าในสมัยรัตนโกสินทร์จากมุมมองของเชฟรุ่นใหม่ ผ่านวัฒนธรรมของอาหารชาววัง หรือที่สมัยก่อนเรียกกันว่า ‘กับข้าวเจ้านาย’ โดยทำอาหารตำรับโบราณห่อเล็กๆ สำหรับให้ผู้ชมนำกลับบ้านพร้อมสูตรอาหาร ซึ่งมีทุกวันตลอดนิทรรศการ

วันจัดกิจกรรม : 27 เมษายน 2562   ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
รายละเอียดกิจกรรม : ไฮไลต์ของงานนี้คือการจัดเลี้ยงมื้อพิเศษในรูปแบบ Chef’s Table โดยเชฟตามได้รังสรรค์อาหารจานใหม่จากตำรับเก่าแก่สมัยศตวรรษที่ 19 ส่วนเมนูจะมีอะไรบ้าง มาชิมกันได้ในทริป Walk with The Cloud วันที่ 27 เมษายน 2562

16

วังหน้านฤมิตรูปแบบงาน : การตั้งชื่อนิทรรศการ นัยระนาบนอก อินซิทู: แปลงร่างอดีตในหลืบแห่งปัจจุบัน (In Situ From the Outside: Reconfiguring the Past In-Between the Present)
ผู้สร้างงาน : สายัณห์ แดงกลม

สายัณห์ แดงกลม เป็นนักประวัติศาสตร์ศิลปะ อาจารย์สายัณห์ได้รับเชิญจากคณะภัณฑารักษ์และคณะทำงานให้เป็นผู้ตั้งชื่อนิทรรศการครั้งนี้ ที่จะพาผู้ชมกลับสู่อดีตโดยใช้ศิลปะร่วมสมัยเป็นสื่อ จึงได้ตั้งชื่อนิทรรศการนี้ว่า In Situ From the Outside: Reconfiguring the Past In-Between the Present หรือ นัยระนาบนอก อินซิทู: แปลงร่างอดีตในหลืบแห่งปัจจุบัน

รายละเอียดนิทรรศการวังหน้านฤมิต ในมิติแห่งกาลเวลา

ร่วมเปิดประวัติศาสตร์อันซับซ้อนของพระราชวังบวรสถานมงคล กับศิลปินร่วมสมัยและผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา

6 มีนาคม – 28 เมษายน 2562 ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ศิลปินร่วมสมัย: ธณัฐชัย บรรดาศักดิ์, ออน คาวารา,  อุดมศักดิ์ กฤษณมิษ, นิพันธ์ โอฬารนิเวศน์, ปรัชญา พิณทอง, ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช และ หยัง โว

ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ: จารุพัชร อาชวะสมิต, ประพจน์ อัศววิรุฬหการ, พงศ์ศิษฏ์ ปังศรีวงศ์, บุญเตือน ศรีวรพจน์ พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ, คณะนักร้องประสานเสียงสวนพลู, สายัณห์ แดงกลม, ชุดารี เทพาคำ, สุวิชชา ดุษฎีวนิช, กิติเชษฐ์ ศรีดิษฐ, สุพิชชา โตวิวิชญ์, ชาตรี ประกิตนนทการ, ตุล ไวฑูรเกียรติ และ Marmosets

Writer

Avatar

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

3 กุมภาพันธ์ 2566
475

ที่ผ่านมา สังคมไทยพยายามผลักดัน Soft Power ที่เป็นเรื่องศิลปะ วัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยว วัดวาอาราม อาหาร ฯลฯ แต่ในความเป็นจริง เมืองไทยเรายังมี Soft Power ที่ดีและหลากหลาย ซึ่งน่าหยิบยกมาผลักดันและส่งเสริมกันอย่างจริงจัง หนึ่งในนั้นคือ ‘การท่องเที่ยวดูนก’

นกไม่เพียงทำหน้าที่สำคัญในห่วงโซ่อาหาร แต่พวกมันยังเป็นนักปลูกป่า นักกระจายพันธุ์พืช นักปราบแมลง ทำหน้าที่สำคัญให้กับระบบนิเวศ และพวกมันคือเพื่อนของมนุษย์ที่มีสีสันสวยงาม มีเสน่ห์ มีพฤติกรรมชวนให้เกิดความเพลิดเพลิน เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ 

หลายประเทศรู้จักนำการดูนกมาเป็น Soft Power บริหารจัดการจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ Scoop รอบนี้จึงขอยกตัวอย่างประเทศต่าง ๆ ที่หยิบยกกิจกรรมดูนกมาเป็นวาระสำคัญ เพื่อผลักดันให้สิ่งนี้ขับเคลื่อนผู้คน สังคม และเศรษฐกิจของประเทศได้ในทางใดทางหนึ่ง 

จีน

วิธีทำให้การดูนกสร้างรายได้กว่า 120 ล้านหยวน

สาธารณรัฐประชาชนจีน บริเวณทะเลสาบโผหยาง ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ของจีนในมณฑลเจียงซี เทียบเท่ากับจังหวัดระยองของไทย เป็นที่อยู่อาศัยของนกอพยพ 500,000 – 1,000,000 ตัว รวมทั้งนกที่อาศัยอยู่กว่า 500 สายพันธุ์ ทำให้ที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งดูนก ซึ่งทางการจีนมองว่ากิจกรรมนี้ไม่เพียงสร้างความเพลิดเพลิน แต่เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมความสัมพันธ์ของคนในชุมชนกับระบบนิเวศ เกิดการจัดตั้งสมาคมอนุรักษ์ เกิดนวัตกรรมการดูนก อีกทั้งช่วยกระจายรายได้ให้ชุมชน 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : birdingbeijing.com/education

หรืออย่างในนครเฉิงตู ตัวอย่างสำคัญที่แสดงถึงวิธีทำให้การชมนกได้รับความนิยมมากขึ้นในรูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ นครเฉิงตูได้รับเลือกให้เป็นเมืองสาธิตด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และการบริโภคเป็นกลุ่มแรกในประเทศจีน เน้นดึงดูดผู้คนด้วยการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และมีการพัฒนาระบบนิเวศวิทยาอย่างต่อเนื่อง จึงอุดมไปด้วยนกสวยงามนานาชนิด โดยสมาคมชมนกนครเฉิงตูเปิดเผยว่า ปัจจุบันมีนกอาศัยอยู่มากถึง 511 สายพันธุ์ นักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศจึงเดินทางไปเยือนเพื่อชมนก ชมไม้ ชมหิ่งห้อย นอกจากนี้ ภายในสวนสาธารณะชิงหลงหู ยังมีเกาะนกที่เลี้ยงนกแบบอยู่ร่วมกับธรรมชาติ โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวชมได้ในระยะไกล เพื่อไม่ให้มนุษย์เข้าไปรบกวนชีวิตของนกมากเกินไป

เมื่อการชมนกได้รับความนิยมมากขึ้น นอกจากจะสร้างรายได้ให้ประเทศถึง 120 ล้านหยวน การปรับปรุงระบบนิเวศวิทยายังช่วยส่งเสริมการพัฒนาเมือง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้นด้วย 

ภาพ : thaibizchina.com

สหรัฐอเมริกา

อุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องจากกิจกรรมของคนรักนก

เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา มีการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ ส่งเสริมการดูนกจนเกิดเป็นอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องตามมา ทั้งหนังสารคดี อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น กล้องดูนก การบันทึกภาพนก อาชีพผู้นำดูนก ซึ่งสร้างรายได้หลายล้านบาทต่อปี

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : birdwatchingdaily.com

ญี่ปุ่น 

หมุดหมายที่คนรักนกจำนวนมากอยากไปเยือน

ญี่ปุ่นก็เป็นอีกประเทศอันดับต้น ๆ ที่ผู้ชื่นชอบนกจำนวนมากอยากไปเยือน เพราะมีสภาพภูมิอากาศตั้งแต่แบบกึ่งเขตหนาวไปจนถึงกึ่งเขตร้อน เมื่อรวมความหลากหลายนี้เข้ากับลักษณะภูมิประเทศและฤดูกาลทั้ง 4 จึงกลายเป็นประเทศที่มีสภาพแวดล้อมที่ต้อนรับสัตว์ป่าหลากประเภทให้มาเยือนได้เป็นอย่างดี 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : Japan.travel

การดูนกที่ญี่ปุ่นที่ถือว่ามีคุณค่ามากที่สุดอาจเป็นการดูนกกระเรียนมงกุฎแดง นกที่ใคร ๆ ก็ยกให้โดดเด่นเรื่องความสง่างาม เป็นสัญลักษณ์ของความสุขและอายุยืนยาว นกชนิดนี้มีเรื่องราวปรากฏอยู่ในศิลปะของญี่ปุ่นมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ดังที่พบได้บนกิโมโนของเจ้าสาว ขวดสาเก และฉากกั้นกระดาษ 

นกกระเรียนมงกุฎแดงเป็นที่รู้จักมากที่สุดจากการเต้นหาคู่ ซึ่งมีท่าทางงดงามราวกับได้รับการออกแบบท่าเต้นมา โดยพวกมันจะเต้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 

ฮอกไกโด ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดของโลกในการดูนก เนื่องจากมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรนกกระเรียนมงกุฎแดงในโลกอาศัยอยู่ที่นี่ จากความพยายามอนุรักษ์และฟื้นฟูจำนวนประชากรนกกลับมาหลังจากถูกล่าจนเกือบสูญพันธุ์ จนสุดท้ายจำนวนนกในพื้นที่ชุ่มน้ำคุชิโระของฮอกไกโดเพิ่มขึ้นจากประมาณ 20 ตัว เป็นกว่า 1,300 ตัว และเกิดพฤติกรรมที่เหล่านักดูนกให้ความสนใจ นั่นคือพวกมันไม่ย้ายถิ่นฐาน หรือย้ายห่างออกไปเพียง 150 กิโลเมตรเท่านั้นในฤดูหนาว ซึ่งเป็นปรากฏการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในนกกระเรียนมงกุฎแดง

ด้วยเหตุนี้ ฮอกไกโดจึงกลายเป็นแหล่งรวมสายพันธุ์นกครึ่งหนึ่งของประเทศ รวมถึงกลายเป็นภูมิภาคยอดนิยมสำหรับนักดูนกและนักท่องเที่ยว 

หรือนกกระสาในโทโยโอกะ เมืองชายฝั่งของญี่ปุ่น อยู่ห่างจากเกียวโตไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ภูมิภาคนี้ทุ่มเททรัพยากรจำนวนมากในการฟื้นฟูจำนวนประชากรนกกระสาป่าซึ่งสูญพันธุ์ไปแล้ว ตัวสุดท้ายเสียชีวิตที่นี่ในปี 1971 และในปี 1985 นกกระสาฝูงใหม่ได้ถูกนำเข้ามาจากรัสเซีย จากนั้นจำนวนประชากรนกจึงฟื้นตัวมาเป็นประมาณ 170 ตัว 

หนึ่งในวิธีที่ใช้ฟื้นฟูจำนวนประชากรนกกระสา คือการปลูกข้าวออร์แกนิกในทุ่งนา ให้ผืนดินเต็มไปด้วยสัตว์ที่เป็นอาหารของพวกมัน ซึ่งผลพลอยได้ที่ตามมา นอกจากจำนวนนกที่เพิ่มขึ้น ยังเกิดพืชผลที่กลายเป็นผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม ชื่อว่า ‘โคะ โนะ โทะริ-ฮะกุคุมุ-โอะโคะเมะ’ (ข้าวนกกระสา)
ในประเทศญี่ปุ่น การดูนกถูกยกให้เป็น Soft Power และการปกป้องแหล่งที่อยู่อาศัยของนกนั้นถือเป็นงานสำคัญ มีสถานที่ที่ได้รับการกำหนดว่าเป็นพื้นที่สำหรับนกและความหลากหลายทางชีวภาพถึง 160 แห่ง ซึ่งได้รับการระบุโดย BirdLife International ตามข้อมูลขององค์กรการกุศลนี้ ญี่ปุ่นมีนก 446 สายพันธุ์ ซึ่ง 49 สายพันธุ์ในนั้นอยู่ในสถานะถูกคุกคามทั่วโลก และ 21 สายพันธุ์เป็นนกเฉพาะถิ่น ซึ่งพื้นที่สำหรับนกเฉพาะถิ่น 3 แห่ง ได้แก่เกาะอิซุ เกาะโอกะซะวะระ และเกาะนันเซ

สิงคโปร์

การสร้าง Jurong Bird Park สวนนกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

แม้สิงคโปร์ที่ถึงจะมีทรัพยากรธรรมชาติไม่มากนัก แต่กลับสร้างสวนนกชื่อดังอย่าง ‘Jurong Bird Park’ ด้วยความตั้งใจให้เป็นสวนนกใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีนกกว่า 5,000 ตัว จาก 400 สายพันธุ์

บนพื้นที่ 20.2 เฮกตาร์ นับว่าเป็นสถานที่รวบรวมสัตว์ปีกแทบทุกสายพันธุ์ รวมถึงมีการแสดงที่สนุกสนาน โชว์แบบอินเทอร์แอคทีฟ โดยทั้งหมดมีนกเป็นพระเอกในทุกกิจกรรม 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : visitsingapore.com

อาณาบริเวณกว้างขวางของ Jurong Bird Park มีส่วน Waterfall Aviary หนึ่งในกรงนกใหญ่ที่สุดในโลกที่เดินเข้าไปชมได้ ที่นี่คือบ้านของนกกว่า 600 ตัว มีน้ำตกสูง 30 เมตร และมีกรงนกโนรีแบบวอล์กอินที่ใหญ่ที่สุดในโลก สูงกว่าตึก 9 ชั้น นักท่องเที่ยวจะได้ใกล้ชิดกับนกโนรีสีสันสวยงาม 15 สายพันธุ์ และเพนกวินโคสต์อีกหลากหลายสายพันธุ์ Flamingo Lake ที่เต็มไปด้วยเจ้านกจอมวางมาดนับร้อยตัว และใกล้กันยังมี Pelican Cove รวบรวมนกกระทุงครบทุกสายพันธุ์ มีการบินโชว์ของนกอินทรี เหยี่ยวฟัลคอน เหยี่ยวฮอว์ก การแสดงใน High Flyers Show และยังมีบริการพักค้างคืนที่แคมป์ของสวนนก ซึ่งอยู่ใกล้กับที่อยู่ของนกเพนกวินและนกชนิดอื่น ๆ กิจกรรมค้างคืนนี้จัดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ หรือใครอยากแอบดูนกเกิดใหม่ก็ไปที่ Breeding & Research Centre ได้ ไฮไลต์อยู่ที่ห้องฟักไข่ ห้องอนุบาล และห้องหย่านม

ไทย

วามเป็นไปได้ที่การดูนกจะกลายเป็นอีกหนึ่ง Soft Power 

สำหรับประเทศไทย เราตั้งอยู่ในเขตตะวันออก มีลักษณะเด่นทางชีวภูมิศาสตร์หลายประการ และได้ชื่อว่าเป็นศูนย์รวมความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งมีนกเป็นต้นทุนทางธรรมชาติที่มีคุณค่ามากมาย ประเทศไทยมีนกกว่า 986 ชนิด ทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพ รวมถึงนกจาก 2 คาบสมุทร คือคาบสมุทรอินโดจีนและคาบสมุทรมาลายู นกเหล่านี้ช่วยสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับเมืองไทยมานาน มีทั้งนกป่า นกน้ำ นกชายเลน นกทุ่ง แม้แต่นกเมือง

ทั่วทุกภูมิภาคของไทยมีแหล่งที่นักดูนกไปเยือนได้ หรือแม้แต่พื้นที่ชานเมืองกรุงเทพฯ อย่างสถานที่ตากอากาศบางปู จ.สมุทรปราการ หรือ ชายทะเลบ้านกาหลง จ.สมุทรสาคร ที่ส่วนใหญ่เป็นนกชายเลนและนกทะเล มีบ้างที่เป็นนกป่าโกงกาง ก็ยังพบกับนกนางนวล นกซ่อมทะเลอกแดง นกยางเขียว นกกระจ้อยป่าโกงกาง เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฤดูกาล สถานที่ และปัจจัยอื่น ๆ 

การมาดูนกในเมืองไทยถือเป็นหนึ่งในโปรแกรมที่นักดูนกจากทั่วโลกให้ความสนใจ เช่น การดูนกที่ดอยอินทนนท์ เทศกาลนับนกเหยี่ยวที่ชุมพร นกเงือกรวมฝูงที่เขาใหญ่ นกชายเลนปากช้อนซึ่งเหลือไม่ถึง 400 ตัวแถวนาเกลือ จ.สมุทรสาคร เป็นต้น 

ตัวอย่างสถานที่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ที่นักท่องเที่ยวสามารถปักหมุดเดินทางไปดูนกได้ ได้แก่ 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power

ภาคเหนือ ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง พื้นที่สูงที่สุด 2,565 เมตรอยู่ที่ดอยอินทนนท์ ประกอบด้วย ป่าเต็งรัง ป่าโปร่ง ป่าดิบชื้น ป่าสน ป่าดิบเขา มีแหล่งดูนก เช่น ดอยอินทนนท์ ดอยปุย-สุเทพ ดอยเชียงดาว ดอยอ่างขาง ดอยผ้าห่มปก แม่ฝาง ท่าตอน เชียงแสน ดอยม่อนจอง แม่ปิง ลุ่มน้ำปาย สาละวิน แม่เมย ดอยขุนตาล ดอยผาเมือง ดอยผาช้าง ดอยลังกา ดอยภูคา 

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีที่ราบสูง พื้นที่สูงสุดที่บริเวณดงพญาเย็น สูงประมาณ 1,200 – 1,500 เมตร ประกอบด้วย ป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง ป่าดิบบางส่วน มีแหล่งดูนก เช่น เขาใหญ่ ปางสีดา ทับลาน ภูหลวง น้ำหนาว ภูหินร่องกล้า ภูเขียว 

ภาคตะวันออก เป็นที่ราบและภูเขาสูงอยู่ที่เขาสอยดาว สูงประมาณ 1,670 เมตร ประกอบด้วย ป่าดิบฝน ป่าดิบแล้งบางส่วน และป่าชายเลนริมชายฝั่งทะเล มีแหล่งดูนก เช่น เขาสอยดาว เขาอ่างฤาไน เขาเขียว บางพระ

ภาคตะวันตก มีผืนป่าที่สมบูรณ์และกว้างใหญ่ที่สุดในประเทศ มีเทือกเขาตะนาวศรีเป็นเส้นเขตแดนจนถึงภาคใต้ พื้นที่สูงน้อยกว่าภาคเหนือ ภูเขาสูง 1,811 เมตร ประกอบด้วย ป่าดิบแล้ง ป่าดิบ ป่าเต็งรัง ป่าไผ่ ป่าเบญจพรรณ มีแหล่งดูนก เช่น อุ้มผาง ทุ่งใหญ่นเรศวร ห้วยขาแข้ง เกริงกระเวีย ทองผาภูมิ แก่งกระจาน แม่น้ำภาชี เขาสามร้อยยอด 

ตัวอย่างการสร้างรายได้จาก 'กิจกรรมดูนก' ของจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อเมริกา เพื่อชี้ว่าไทยก็ชูสิ่งนี้เป็น Soft Power ได้
ตัวอย่างการสร้างรายได้จาก 'กิจกรรมดูนก' ของจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อเมริกา เพื่อชี้ว่าไทยก็ชูสิ่งนี้เป็น Soft Power ได้

ภาคใต้ ส่วนใหญ่เป็นที่ราบต่ำและภูเขา พื้นที่สูงสุด 1,835 เมตรอยู่ที่เขาหลวง ฝนตกชุกทำให้พื้นที่ประกอบไปด้วยป่าดิบฝนและป่าชายเลนริมฝั่งทะเล ปัจจุบันพื้นที่สมบูรณ์หลายแห่งถูกตัดถางเป็นสวนยางและปาล์ม มีแหล่งดูนก เช่น คลองนาคา คลองแสง-เขาสก เขาหลวง คลองพระยา เขาพนมเบญจา เขานอจู้จี้ บ้านในช่อง เขาปู่-เขาย่า เขาช่อง โตนงาช้าง ทะเลบัน บูโด-สุไหงปาดี ฮาลาบาลา เกาะลิบง ทะเลน้อย 
หรือหากไม่อยากเดินทางไกล พื้นที่ใกล้กรุงเทพฯ ซึ่งมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมกับกิจกรรมดูนกก็มีให้เลือกหลากหลาย 

ทั้งสถานที่ตากอากาศบางปู จ.สมุทรปราการ ส่วนใหญ่เป็นนกชายเลนและนกทะเล มีบ้างที่เป็นนกป่าโกงกาง นกที่น่าสนใจคือ นกนางนวล นกซ่อมทะเลอกแดง นกยางเขียวนกกระจ้อยป่าโกงกาง และนกนางนวลแกลบ 

ชายทะเลบ้านกาหลง จ.สมุทรสาคร กลางเดือนกันยายนจะเริ่มมีนกชายเลนทยอยย้ายถิ่นฐานมาที่นี่ นกที่พบได้แก่ นกตีนเทียน นกหัวโตทรายเล็ก นกอีก๋อยเล็ก นกทะเลขาแดงลายจุด นกชายเลนปากโค้ง นกพลิกหิน และฝูงนกนางนวลแกลบ นอกจากนี้ หาดโคลนที่นี่ยังเป็นทำเลที่พบนกหายากของโลก 3 ใน 51 ชนิดที่ขึ้นบัญชีไว้ใน Red Data Book คือ นกชายเลนปากช้อน นกทะเลเขาเขียวลายจุด และนกซ่อมทะเลอกแดง

หรือวัดไผ่ล้อม จ.ปทุมธานี เป็นแหล่งที่นกปากห่างทำรังและวางไข่ และยังพบนกกระเต็นหัวดำ นกเด้าลมดง นกเค้าจุด บางครั้งอาจพบนกกระทุงและนกกุลาได้ด้วย 

ตัวอย่างการสร้างรายได้จาก 'กิจกรรมดูนก' ของจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อเมริกา เพื่อชี้ว่าไทยก็ชูสิ่งนี้เป็น Soft Power ได้

ในช่วง 20 – 30 ปีที่ผ่านมา คนไทยตื่นตัวและให้ความสำคัญกับเรื่องนกมากขึ้น มีการจัดกิจกรรมแข่งขันดูนกระดับโลก เพื่อชวนนักดูนกจากทั่วโลกมาเยือนเมืองไทย มีชมรมดูนกเกิดขึ้นมากมาย เกิดโครงการอนุรักษ์ ทั้งนกเงือก นกแต้วแร้วท้องดำ โครงการปล่อยนกกระเรียนคืนสู่ธรรมชาติ และยังมีข่าวการพบนกที่หาดูยาก ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณดีที่จะนำไปสู่การผลักดันให้สิ่งนี้กลายเป็น Soft Power ของประเทศ เป็นโอกาสสร้างเศรษฐกิจสีเขียว ต่อเนื่องไปถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงและกระจายรายได้สู่ชุมชน เช่น สร้างอาชีพผู้นำดูนก มัคคุเทศก์ท้องถิ่น รวมถึงภาคส่วนอื่น ๆ ก็อาจใช้โอกาสนี้ได้เช่นเดียวกับตัวอย่างในต่างประเทศที่กล่าวไปข้างต้น

ทั้งนี้ สิ่งที่อยากให้ตระหนักถึงกิจกรรมดูนกก็คือ นี่ไม่ใช่เพียงกิจกรรมที่ทำแล้วเพลิดเพลิน แต่การดูนกจะพาทุกคนออกไปสัมผัสอากาศบริสุทธิ์ เชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม ช่วยสร้างความเข้าใจถึงความสัมพันธ์และความสำคัญของสรรพชีวิต และจะเป็นการดีอย่างยิ่ง หากการดูนกในเมืองไทยซึ่งนับว่าเพียบพร้อมไม่แพ้แหล่งดูนกติดอันดับโลกอื่น ๆ ถูกหยิบยกมาเป็นยุทธศาสต์ชาติ หรือได้รับการผลักดันให้เป็น Soft Power ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างชาติได้เช่นเดียวกับวัฒนธรรมอันดีงามอื่น ๆ 

ข้อมูลอ้างอิง
  • Thaibizchina.com
  • Japan.travel
  • visit Singapore.com
  • TNN News
  • จารุจินต์ นภีตะภัฏ, กานต์ เลขะกุล และวัชระ สงวนสมบัติ. คู่มือศึกษาธรรมชาติหมอบุญส่ง เลขะกุล นกเมืองไทย.

Writer

เกษม ตั้งทรงศักดิ์

เกษม ตั้งทรงศักดิ์

นักกิจกรรมสังคม สิ่งแวดล้อม เขียนหนังสือเป็นงานหลังเกษียณ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load